Wednesday, 5 August 2026
Hard News Team

'ทายาทอภัยวงศ์' เผย 'แม่พิธา' โทรมาเคลียร์ สรุปลูกชายอาจเข้าใจผิดเรื่อง 'บ้านคุณยาย'

(9 ก.พ.67) จากกรณีนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ สส.บัญชีรายชื่อ และที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคก้าวไกล โพสต์ข้อความในอินสตาแกรม ชี้แจงกรณีที่เคยโพสต์ภาพบ้าน เจ้าพระยาอภัยบูเบศร (ชุ่ม อภัยวงศ์) เมืองพระตะบอง ประเทศกัมพูชา พร้อมข้อความว่า เป็นบ้านของคุณยายที่เคยอาศัยอยู่เมื่อประมาณ 100 ปีก่อน จนเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางว่าเป็นไปไม่ได้ เพราะเจ้าพระยาอภัยภูเบศร กลับมาที่ประเทศไทยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2450

ล่าสุด อาจารย์ตรีดาว อภัยวงศ์ ทายาทตระกูลอภัยวงศ์ โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กส่วนตัว Threedow Aphaiwongs ระบุว่า 

ขออนุญาตเรียนแจ้งข้อมูล กรณีที่เกี่ยวข้องกับ ‘บ้านเจ้าพระยาอภัยภูเบศร’ ที่พระตะบอง และโพสต์ของคุณพิธาที่เกี่ยวข้องกับ สกุล อภัยวงศ์ นะคะ

สืบเนื่องจากกรณีที่เป็นประเด็นและข้อสงสัยว่าคุณยายของ คุณพิธา เป็นใคร เหตุใดจึงเคยอาศัยอยู่ในบ้านของ เจ้าพระยาอภัยภูเบศรได้ทั้งๆ ที่บ้านหลังนั้น ตกเป็นของรัฐบาลกัมพูชาไปตั้งแต่ ปี 2450 แล้ว วันนี้ขออนุญาตสื่อสารข้อมูลเพิ่มเติม เพื่อให้ประเด็นส่วนตัวไม่กระทบกับคนส่วนมาก ดังนี้ นะคะ

คุณแม่ของคุณพิธา ท่านได้โทรศัพท์มาปรับความเข้าใจและพูดคุยกับผู้ใหญ่ในสกุล อภัยวงศ์ แล้วเมื่อวานนี้

ทางครอบครัวอภัยวงศ์เข้าใจได้ว่า การที่คุณพิธาฟังคำบอกของญาติที่เล่าต่อกันมา อาจจะทำให้เกิดการเข้าใจผิดได้ ทั้งนี้ คุณอนุศรี ซึ่งเป็นคุณยายของคุณพิธาเองก็เคยเป็นสะใภ้ของสกุล อภัยวงศ์ ในช่วงหนึ่ง

เราขอเรียนว่าเราเข้าใจถึงเจตนารมณ์ของคุณพิธา ที่ไปเยือนพระตะบองและจะระลึกถึงคุณยายและสถานที่ ที่เคยได้ทราบมาในสมัยยังเด็ก ซึ่งสถานที่นั้นมีส่วนเชื่อมโยงกับสกุล อภัยวงศ์ ทางสายตระกูลเราขอขอบคุณที่ระลึกถึงเรา แม้ว่าเราจะไม่ได้เป็นสายเลือดเดียวกัน แต่เราก็เป็นคนร่วมชาติเดียว#กัน

ขอบคุณค่ะ

ทั้งนี้ มีนรายงานจากท็อปนิวส์ ระบุว่า ยายของนายพิธามีชื่อว่า ‘อนุศรี อนุรัฐนฤผดุง’ เคยสมรสกับ นายเกษม อภัยวงศ์ จริง ซึ่งนายเกษมเป็นบุตรชายคนโตของเจ้าพระยาอภัยภูเบศร (ชุ่ม อภัยวงศ์) กับหม่อมละม้าย 1 ในภรรยา 24 คนของเจ้าพระยาอภัยภูเบศร มีพี่น้องทั้งหมด 3 คน แต่ภายหลัง อนุศรี และนายเกษม ได้หย่าร้างกันไป ต่างฝ่ายต่างไปมีครอบครัวใหม่

ทั้งนี้ นายเกษม ย้ายกลับมาอยู่ที่ประเทศไทยตั้งแต่อายุ 6 ขวบ เมื่อครั้งตามเจ้าพระยาอภัยภูเบศรกลับมาที่ประเทศไทยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2450 และใช้ชีวิตในเมืองไทย เสียชีวิตเมื่ออายุ 63 ปี หรือ เมื่อ 49 ปีที่แล้ว และพบว่าอนุศรี อนุรัฐนฤผดุง ได้สมรสใหม่และมีบุตรสาว ซึ่งเป็นมารดาของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ (นางลิลฎา ลิ้มเจริญรัตน์)

States TOON EP.156

ทายาท!!

***สงวนลิขสิทธิ์ภาพดังกล่าว ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ห้ามมิให้ผู้ใดละเมิด ไม่ว่าการลอกเลียนแบบ ดัดแปลง หรือนำส่วนใดส่วนหนึ่งไปใช้ แต่อนุญาตให้นำไปเผยแพร่ต่อได้ ตามต้นฉบับนี้ โดยไม่ต้องขออนุญาต 

นักท่องเที่ยวชาวไทยครองแชมป์จำนวนนักท่องเที่ยวสูงสุดใน #ลาว ประจำปี 2566

โดยกระทรวงสารสนเทศ วัฒนธรรม และการท่องเที่ยว ของ สปป.ลาว เผย #ท็อปเทน นักท่องเที่ยวต่างชาติที่มาเที่ยวลาวในปี 2023 

The Ministry of Information, Culture, and Tourism unveiled the 2023 tourist arrival data. Here are the top 10 tourist nationalities that entered #Laos last year.

แม่ทัพภาคที่ 3 ร่วม แถลงผลงานไฟป่าหนึ่งเดือน จุดความร้อนลดลงอย่างเห็นได้ชัด คุณภาพอากาศดีขึ้นต่อเนื่อง

จังหวัดเชียงใหม่ แถลงผลงานไฟป่าหนึ่งเดือนที่ผ่านมา จุดความร้อนลดลงต่อเนื่อง ค่าคุณภาพอากาศดีขึ้น 93 เปอร์เซ็นต์ เผยปีหน้าเตรียมปรับแผนบริหารจัดการจุดโม่ข้าวโพดไม่ให้เกิดเหตุการณ์ไฟไหม้ลุกลามเป็นวงกว้าง 

เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2567 ที่ ห้องประชุม ตะวัน กังวานพงศ์ ชั้น 4 อาคารยุทธศาสตร์ สำนักงานมหาวิทยาลัยเชียงใหม่  พลโท ประสาน แสงศิริรักษ์ แม่ทัพภาคที่ 3 /ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการไฟป่ากองทัพภาคที่ 3 พร้อมด้วย นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ นายทศพล เผื่อนอุดม รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ พลตรี วิทยา แก้วพรม รองแม่ทัพภาคที่ 3/ รองผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทานภาค 3 /รองผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการไฟป่ากองทัพภาคที่ 3 ,พลตรี ธีระ ผดุงสุนทร ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 33/ ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทานมณฑลทหารบกที่ 33 ร่วมกันประชุมคณะกรรมการแก้ปัญหาไฟป่าหมอกควันและฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 แบบบูรณาการ จังหวัดเชียงใหม่ โดยมี ส่วนราชการ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน เข้าร่วมประชุม จากนั้น ภายหลังจากเสร็จสิ้นการประชุมดังกล่าวแล้ว ได้มอบหมายให้ นายทศพล เผื่อนอุดม รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน 

โดยในปีนี้จังหวัดเชียงใหม่ได้ปรับแผนการดำเนินงานจากปีที่ผ่านมาให้สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่โดย แบ่งพื้นที่การดำเนินงานเป็น 7 กลุ่มป่า และ 1 พื้นที่ป่าพิเศษ เพื่อจัดทำแผนป้องกันไฟป่าและบริหารจัดการเชื้อเพลิง ขณะเดียวกันได้มีการปรับการบริหารจัดการเชื้อเพลิงในที่โล่งตั้งแต่วันที่ 1 มกราคมถึง 30 เมษายน 2567 ให้สามารถเผาได้หากมีความจำเป็น โดยผู้ที่มีความประสงค์จะเผาต้องลงทะเบียนขอรับบริหารจัดการเชื้อเพลิงผ่านระบบ Fire-D และต้องได้รับการอนุมัติจากศูนย์บัญชาการระดับอำเภอก่อน ประกอบกับการปฏิบัติการเชิงรุก “เดินเข้าหาไฟ” เป็นการดึงเชื้อเพลิงออกจากแปลงเกษตรลดการเผา ด้วยวิธีการไทยกลบหรือการรับซื้อเศษวัสดุทางการเกษตร เป็นการสร้างการมีส่วนร่วมกับประชาชนด้วยหลัก เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา 

จากการดำเนินงานที่ผ่านมาทำให้สถานการณ์หมอกควันไฟป่า และฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 จังหวัดเชียงใหม่ ในห้วงตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม - 8 กุมภาพันธ์ 2567 เกิดจุดความร้อนเพียง 111 จุด ลดลงจากปี 2566 มากถึง 747 จุด ลดลงถึง 87 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ค่าคุณภาพอากาศที่เกินมาตรฐานคือ 37.5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ลดลงจาก 30 วัน เหลือเพียง 2 วัน เท่านั้น หรือลดลงมากถึง 93 เปอร์เซ็นต์  ถือว่าดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเจน สอดคล้องกับจำนวนสถิติผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจก็ลดลงด้วยเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม ในห้วงเดือนกุมภาพันธ์ จนถึงเดือนเมษายน ซึ่งคาดว่าจะเป็นช่วงที่สถานการณ์จะรุนแรงมากที่สุดนั้น นายทศพล เผื่อนอุดม รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผยว่า จังหวัดเชียงใหม่ได้เตรียมความพร้อมในการรับมือโดยการให้ทุกหน่วยเข้มงวดกวดขันในการลาดตระเวนเฝ้าระวังในทุกพื้นที่ โดยเฉพาะในพื้นที่ป่า เนื่องจากช่วงนี้เป็นช่วงที่ชาวบ้านว่างจากการทำการเกษตรมักจะเข้าป่า เพื่อหาของป่าตามวิถีชีวิตของชาวบ้าน ขณะเดียวกันให้ในช่วงที่จะมีการเผาซังข้าวโพดนั้นได้สั่งการให้เกษตรจังหวัดเข้าไปควบคุมดูแลอย่างใกล้ชิด ซึ่งในปีถัดไปจะมีการควบคุมการโม่ข้าวโพดอย่างเข้มข้นขึ้น เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ไฟไหม้ซังข้าวโพดลุกลามไปในวงกว้าง 

ปลัดแรงงาน 'ไพโรจน์' เปิดการเสวนาระดับสูง เนื่องในโอกาสวันแห่งความยุติธรรมทางสังคมสากล ประจำปี 2567

วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2567 เวลา 14.00 น. นายไพโรจน์ โชติกเสถียร ปลัดกระทรวงแรงงาน ได้รับมอบหมายจากนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เป็นประธานเปิดการเสวนาระดับสูง เนื่องในโอกาสวันแห่งความยุติธรรมทางสังคมสากล ประจำปี 2567 ในหัวข้อ “มุ่งสู่ความยุติธรรมทางสังคมสำหรับทุกคนในโลกแห่งการทำงาน”ณ ห้อง Ballroom ชั้น 12 โรงแรมวี กรุงเทพฯ  โดยมีคุณกิลเบิร์ท เอฟ โฮงโบ ผู้อำนวยการใหญ่องค์การแรงงานระหว่างประเทศ คุณชิโฮโกะ อาซาดะ มิยากาวะ ผู้ช่วยผู้อำนวยการใหญ่และผู้อำนวยการ สำนักงานแรงงานระหว่างประเทศประจำภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก ผู้แทนรัฐบาล องค์กรนายจ้าง และองค์กรลูกจ้างในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก เอกอัครราชทูต ผู้แทนจากองค์กรระหว่างประเทศ ภาคประชาสังคม ร่วมงาน

นายไพโรจน์ โชติกเสถียร ปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า การเสวนาในวันนี้ถือเป็นโอกาสดีที่จะให้ทุกฝ่ายที่มีส่วนเกี่ยวข้องได้แลกเปลี่ยน ความคิดเห็น ถึงประเด็นที่จะต้องดำเนินการร่วมกัน เพื่อมุ่งสู่ความยุติธรรมทางสังคมสำหรับทุกคนในโลกแห่งการทำงาน เนื่องจาก ขณะนี้โลกแห่งการทำงานเผชิญกับความท้าทายในรูปแบบใหม่ ซึ่งการที่จะแก้ไขปัญหาความท้าทายดังกล่าวนี้ และนำไปสู่ความยุติธรรมทางสังคมในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกได้ จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือในรูปแบบพหุภาคีจากนานาประเทศ การทำงาน ถือเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างรายได้ และรับประกัน ความเป็นอยู่ที่ดี โดยผู้คนจะสามารถเข้าถึงงานที่ดีและมีคุณค่าได้จำเป็นที่จะต้องมีความยุติธรรมในสังคม ซึ่งการจะสร้างความยุติธรรมทางสังคมได้ ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย

“ ประเทศไทยขอแสดงความชื่นชม ท่านผู้อำนวยการใหญ่และองค์การแรงงานระหว่างประเทศ ที่ได้ริเริ่มเครือข่ายความร่วมมือระหว่างประเทศว่าด้วยความยุติธรรมทางสังคม หรือ Global Coalition for Social Justice ซึ่งจะเป็นกลไกในการผสานความพยายามร่วมกันระหว่างหุ้นส่วนต่างๆ ในการแก้ไขปัญหาความยุติธรรมในสังคม และขับเคลื่อนการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ SDGs
ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า การเสวนาระดับสูงในวันนี้ จะสร้างแรงบันดาลใจให้ภาคีเครือข่ายความร่วมมือระหว่างประเทศว่าด้วยความยุติธรรมทางสังคม สร้างการเปลี่ยนแปลงไปสู่โลกที่เป็นธรรมและเท่าเทียม ซึ่งผมเชื่อมั่นว่า เราจะสามารถสร้างโลกที่มีความยุติธรรมทางสังคมให้เป็นความจริงได้อย่างแน่นอน ” นายไพโรจน์ โชติกเสถียร    กล่าว

นายไพโรจน์ โชติกเสถียร ปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวเพิ่มเติมว่า ความร่วมมือในระดับพหุภาคีไม่ได้เป็นเพียงรูปแบบหนึ่งของความร่วมมือระหว่างประเทศ แต่เป็นกลไกที่มีความสำคัญยิ่งยวดในการสร้างอนาคตที่เป็นธรรม และเท่าเทียม ประเทศไทยจะร่วมกับนานาประเทศในการผลักดันความยุติธรรมในสังคม โดยเฉพาะในโลกแห่งการทำงาน ภายใต้วิสัยทัศน์ “ทักษะดี มีงานทำ หลักประกันทางสังคมเด่น เน้นขับเคลื่อนเศรษฐกิจ” โดยการกำหนดนโยบายที่ครอบคลุม ส่งเสริมความหลากหลาย และรับประกันว่า ทุกภาคส่วนในสังคมจะได้รับส่วนแบ่งและผลประโยชน์จากการพัฒนาทางเศรษฐกิจอย่างเท่าเทียม 

9 กุมภาพันธ์ ของทุกปี กำหนดให้เป็น ‘วันพิซซ่า’  อาหารอิตาลีที่โดนใจคนทั่วโลก

รู้หรือไม่ วันที่ 9 กุมภาพันธ์ของทุกปี ถือเป็นวันพิซซ่า (Pizza) วันแห่งการร่วมเฉลิมฉลองพิซซ่า อาหารอิตาลีชื่อดังที่คนทั่วโลกต่างหลงใหล ซึ่งมีลักษณะเป็นแป้งแผ่นกลมแบนราดด้วยซอสมะเขือเทศ แล้วทำให้สุกโดยการอบในเตาอบ

พิซซ่า (Pizza) เป็นอาหารอิตาลีและอาหารจานด่วนประเภทหนึ่งที่ชาวอิตาลีเป็นผู้คิดค้น มีลักษณะเป็นแป้งแผ่นกลมแบนราดด้วยซอสมะเขือเทศ แล้วทำให้สุกโดยการอบในเตาอบ โดยในประเทศอิตาลีจะมีการเสิร์ฟพิซซ่าในโอกาสที่เป็นทางการ เช่น การทานในภัตตาคาร ซึ่งจะเสิร์ฟโดยไม่หั่นและจะรับประทานโดยใช้มีดและส้อม ในขณะที่ชาวอิตาเลียนโดยทั่วไป เมื่อรับประทานพิซซ่าในโอกาสที่ไม่เป็นทางการ เช่น ทานกันเองที่บ้าน พิซซ่าจะถูกหั่นให้เป็นชิ้นพอดีคำและนิยมทานโดยใช้มือ

จากบันทึกทางประวัติศาสตร์ พบว่า พิซซ่า ได้รับการบันทึกครั้งแรกในช่วงศตวรรษที่ 10 ในบันทึกเอกสารภาษาละติน ณ เมืองกาเอตา (Gaeta) ทางตอนใต้ของอิตาลีในแคว้นลัตซีโอ บนพรมแดนติดกับกัมปาเนีย โดยพิซซ่าสมัยใหม่ได้ถูกคิดค้นขึ้นในเนเปิลส์ และได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในเวลาต่อมา

พิซซ่าได้กลายเป็นหนึ่งในอาหารยอดนิยมที่สุดในโลกและเป็นรายการอาหารจานด่วนที่หาทานได้ทั่วไปในทวีปยุโรปและทวีปอเมริกาเหนือ โดยหาทานได้ง่ายทั้งในร้านที่ขายพิซซ่าโดยเฉพาะ (Pizzerias), ในภัตตาคารอาหารตะวันตกทั่วไป และในรูปแบบของการจัดส่ง (Delivery) ซึ่งหลายบริษัทได้มีการจำหน่ายพิซซ่าในรูปแบบแช่แข็ง เพื่อเพิ่มความสะดวกให้แก่ลูกค้าในการนำเข้าไมโครเวฟพร้อมทานได้ทันที

ทั้งนี้ องค์กรไม่แสวงหาผลกำไร Associazione Verace Pizza Napoletana (True Neapolitan Pizza Association) ซึ่งได้ก่อตั้งในปี ค.ศ.1984 ได้จดทะเบียนกับสหภาพยุโรปเพื่อรับรองให้พิซซ่าเป็นอาหารที่มีความพิเศษและสะท้อนถึงวัฒนธรรมดั้งเดิมของผู้ผลิต และในปี ค.ศ.2017 ศิลปะการทำพิซซ่าได้ถูกรวมให้อยู่ในรายการมรดกโลกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของยูเนสโก

‘อ.อุ๋ย ปชป.’ แนะ!! นายกฯ สานต่อ ‘คนละครึ่ง-เราเที่ยวด้วยกัน’  แทนการผลักดันเงินดิจิทัล ที่ไม่รู้ว่าจะได้เมื่อไรและเสี่ยงผิดกม. 

(8 ก.พ.67) จากกรณีที่ ป.ป.ช. ได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับโครงการเงินดิจิทัลของรัฐบาลนายกเศรษฐา ว่าต้องระมัดระวังด้านข้อกฎหมายหลายประการ ซึ่งมีโอกาสจะทำให้โครงการเงินดิจิทัลต้องล่าช้าออกไปอย่างไม่มีกำหนด นั้น นายประพฤติ ฉัตรประภาชัย หรืออาจารย์อุ๋ย อดีตผู้สมัคร สส. กรุงเทพมหานคร เขตบางกะปิ พรรคประชาธิปัตย์ ได้ให้ความเห็นว่า ตนเพิ่งได้ลงพื้นที่สำรวจกิจกรรมทางเศรษฐกิจระดับฐานรากในพื้นที่เขตบางกะปิ เช่น บริเวณตลาดนัดการกีฬาแห่งประเทศไทย ซอยมหาดไทย (รามคำแหง 65) และย่านการค้าหน้าและหลังมหาวิทยาลัยรามคำแหง พบว่าปัญหาส่วนใหญ่ของประชาชนคือ การขาดเงินหมุนเวียนระยะสั้นเพื่อนำมาจับจ่ายใช้สอย บวกกับหนี้ครัวเรือนที่พุ่งขึ้นสูง ทำให้ต้องจำกัดการใช้จ่ายเฉพาะที่จำเป็นเท่านั้น เช่น อาหารการกินราคาประหยัด ค่าเดินทาง ค่าโทรศัพท์ อินเตอร์เน็ต ค่ารักษาพยาบาล ฯลฯ ทำให้สินค้าและบริการอย่างอื่นขายแทบไม่ได้เลย ต้องทยอยปิดตัวเป็นจำนวนมาก ซึ่งส่งผลให้เกิดการว่างงานเพิ่มมากขึ้น 

ดังนั้นรัฐบาลควรเร่งออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากโดยเร็ว หากจะรอให้โครงการเงินดิจิทัล ซึ่งยังติดขัดข้อกฎหมายอีกหลายประการ ยังขาดความชัดเจนว่าจะเริ่มได้เมื่อไหร่ ก็อาจจะไม่ทันการกับความต้องการของประชาชน ตนจึงเสนอให้รัฐบาลสานต่อโครงการคนละครึ่ง ซึ่งทำให้เกิดภาระทางการคลังน้อยกว่าเพราะรัฐบาลออกเงินเพียงครึ่งเดียวของราคาสินค้าและบริการ นำเม็ดเงินเข้าสู่ผู้ประกอบการโดยตรงและพุ่งเป้าไปที่คนที่ต้องการใช้เงินจริงๆ นอกจากนี้ระบบต่างๆ ของโครงการคนละครึ่งได้ถูกวางไว้เรียบร้อยแล้ว โดยไม่ปรากฏข้อติดขัดทางกฎหมาย พร้อมใช้งานได้ทันที ดีกว่าที่จะรอโครงการเงินดิจิทัล ซึ่งไม่รู้จะได้ใช้เมื่อไหร่ และต้องเสียเวลากับการออกแบบโครงสร้างระบบอีก 

นอกจากนี้อีกไม่กี่เดือนก็จะเข้าสู่เทศกาลสงกรานต์ ซึ่งรัฐบาลคิดจะฉลองยาวถึง 21 วัน ตนก็คิดว่าเป็นโอกาสอันดีที่รัฐบาลชุดปัจจุบันจะสานต่อโครงการ ‘เราเที่ยวด้วยกัน’ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจภาคการท่องเที่ยวของไทย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายส่งเสริม Soft Power ที่รัฐบาลกำลังผลักดันอยู่เช่นกัน 

ทั้งนี้ตนเชื่อว่าหากนายกเศรษฐาและรัฐบาลสานต่อทั้งสองโครงการของรัฐบาลชุดที่แล้ว จะได้รับเสียงชื่นชมจากประชาชนทุกกลุ่มทุกฝ่ายอย่างแน่นอน เพราะแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลยึดถือประโยชน์ของประชาชนทั้งประเทศเป็นสำคัญอยู่เหนือสิ่งอื่นใด

สรุป 8 ข้อท้วงติงจาก ป.ป.ช. ส่อ 'ดิจิทัลวอลเล็ต' เสี่ยง 'ทุจริต-ผิดกฎหมาย'

‘นโยบายดิจิทัลวอลเล็ต’ ถือเป็นนโยบายเรือธงของ ‘พรรคเพื่อไทย’ ซึ่งมีจุดมุ่งหมายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจไทยครั้งใหญ่ ด้วยการกระจายรายได้สู่ชุมชน โดยการใช้จ่ายใกล้บ้านด้วยกระเป๋าเงินดิจิทัล นอกจากนี้ยังเป็นการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานทางการเงิน และเตรียมความพร้อมสำหรับเศรษฐกิจดิจิทัลในระยะยาว

แต่ดูเหมือนว่าจะติดขัดในเรื่องข้อกฎหมาย ซึ่งทางด้าน ป.ป.ช. ก็ได้ออกมาท้วงติง และชี้ให้เห็นช่องโหว่หลาย ๆ ด้าน วันนี้ THE STATES TIMES ได้รวบรวม 8 ข้อท้วงติงมาให้แล้ว จะมีอะไรบ้าง ไปดูกัน

'ชวน' ถาม ‘เศรษฐา' ปมย้าย 'อุเทนถวาย' นักศึกษา ‘เก่า-ใหม่’ จะไปเรียนที่ไหน?

นักศึกษาเก่า-ใหม่จะไปเรียนที่ไหน?! ‘ชวน’ ทวงถามปม ‘อุเทนถวาย’ เตรียมคืนพื้นที่ให้ ‘จุฬาฯ’ ตามคำพิพากษาศาลฯ ด้าน ‘นายกฯ’ รับห่วงปัญหา ‘ศึกวิวาท 2 สถาบัน’ กำชับฝ่ายมั่นคงดูแลเป็นพิเศษ รับปากดูแล-ยกระดับ-จัดหาสถานที่ให้เหมาะสม ขณะที่ ‘รมว.อว.’ เปิด ‘4 พื้นที่รองรับ’ ยันยังเปิดรับนศ.ปี 1 แต่ปรับแผนรองรับไปที่วิทยาเขตอื่น เร่งผนึกหน่วยเกี่ยวข้องจัดทำงบฯ

(8 ก.พ. 67) ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 2 ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณากระทู้ถามสด โดยนายชวน หลีกภัย สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ตั้งกระทู้ถามนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง และน.ส.ศุภมาส อิสรภักดี รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กรณีข้อขัดแย้งระหว่างสถาบันเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออกวิทยาเขตอุเทนถวาย กับสถาบันเทคโนโลยีปทุมวันว่า แนวทางการแก้ปัญหาดังกล่าวเกิดขึ้นจากแนวความคิดการให้สัมภาษณ์ของน.ส.ศุภมาส เกี่ยวพันถึงนายกฯ ซึ่งตนเคยมีส่วนเกี่ยวข้องสนับสนุน 2 สถาบันนี้ มาตั้งแต่สมัยตนเป็นรมว.ศึกษาธิการ จนตนมาเป็นนายกฯ ก็ได้แก้กฎหมายยกระดับจากที่มีการสอนในระดับปวช. ปวส. มาเป็นการสอนในระดับอุดมศึกษา ตนภูมิใจว่าสถาบันทั้ง 2 นี้เป็นสถาบันหลักของชาติ เป็นผลผลิตด้านการช่างจนถึงระดับวิศวกรให้ประเทศ ทำหน้าที่ให้กับบ้านเมืองตลอด ดังนั้นเราจะต้องไม่ทำให้ปัญหาที่เกิดขึ้นจากคนไม่กี่คน ทำลายชื่อเสียงของสถาบันทั้ง 2

“ปัญหาที่เกิดขึ้นจากคำให้สัมภาษณ์ของ รมว.การอุดมศึกษาฯ ที่ได้มีคำสั่งงดรับนักศึกษาใหม่ อาจจะเพื่อต้องการให้จำนวนนักศึกษาลดน้อยลง เพื่อแก้ปัญหาความขัดแย้งระหว่าง 2 สถาบันได้ง่ายขึ้น แต่ผลที่ตามมาคือ สถาบันการศึกษาจะไม่สามารถรับนักศึกษาใหม่ประมาณ 600 คนเข้ามาเรียนได้ จะเป็นการสูญเสีย นอกจากนี้ผมอยากเรียนไปยังนายกฯ ว่าในอดีตที่ผ่านมาไม่เคยมีคำสั่งงดรับนักศึกษา ไม่ว่าสถานการณ์ชาติบ้านเมืองจะมีสงครามหรือเหตุร้ายแรงเกิดขึ้น อย่างมากที่สุดคือ ส่งไปเรียนในที่ที่ไม่มีปัญหา ดังนั้นประเด็นที่รมว.การอุดมศึกษาฯ ให้สัมภาษณ์ไปนั้นทำให้เกิดความสับสนขึ้นพอสมควร แต่หลังจากสมาคมนักศึกษาฯ ยื่นหนังสือเรียกร้องให้มหาวิทยาลัยต้องเปิดรับนักศึกษาใหม่ รัฐมนตรีจึงเปลี่ยนแปลงคำสั่งว่าสามารถให้อุเทนถวายรับนักศึกษาใหม่ได้ แต่มีข้อแม้ว่าต้องส่งนักศึกษาที่รับไปศึกษาที่อื่น ผมจึงขอถามว่า ตกลงจะรับนักศึกษาใหม่หรือไม่ ต้องไปเรียนที่ไหน และนักศึกษาปี 2 ปี 3 ปี 4 และปี 5 จะต้องไปศึกษาที่ใด นอกจากนี้การย้ายสถานที่ตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดที่อุเทนถวายต้องย้ายออก และคืนพื้นที่ให้จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้เตรียมสถานที่ใหม่ รวมถึงงบประมาณแล้วหรือไม่” นายชวน กล่าว

ด้านนายเศรษฐา ชี้แจงว่า ในฐานะที่เป็นพ่อคน ตนเห็นปัญหาความขัดแย้งระหว่างสถาบันทั้ง 2 ที่มีการทะเลาะวิวาทตีกัน จนส่งผลกระทบไปถึงพ่อแม่ ญาติพี่น้องที่ตกเป็นเหยื่อของผู้ประสบเหตุ เรื่องนี้เป็นเรื่องสะเทือนใจ รัฐบาลจะให้ความสำคัญต่อไปในการแก้ไขปัญหานี้ที่เรื้อรังมานาน ยืนยันว่ารัฐบาลสนับสนุนในแง่ของการที่สถาบันได้ผลิตบัณฑิตที่ตรงกับสายงานที่มีความต้องการกับแรงงานมาหลาย 10 ปี ให้ประโยชน์กับประเทศอย่างเหลือล้น โดยเฉพาะด้านช่าง ด้านวิศวกร ประเทศเรามีความต้องการสูงจากการที่รัฐบาลต้องเจรจาเพื่อชักชวนต่างชาติมาลงทุน หากไม่มี 2 สถาบันนี้บัณฑิตของเราก็จะไม่ตรงกับสายงานที่ตลาดต้องการ

“จากปัญหาความขัดแย้งของ 2 สถาบันที่อยู่ใกล้กัน เราพยายามจะย้ายวิทยาเขตตรงนี้ ทางรมว.การอุดมศึกษาฯ ได้หารือกับรมช.คลังที่กำกับกรมธนารักษ์ เพื่อจัดหาพื้นที่รองรับที่จะมีการย้ายออกต่อไป ส่วนที่นักศึกษา 2 สถาบันตีกัน เราได้มีการตั้งศูนย์รับแจ้งเหตุเฝ้าระวังระงับเหตุร้ายในสถาบัน ผมเองก็ได้กำชับฝ่ายความมั่นคง ให้ดูแลเป็นพิเศษ เพิ่มกำลังเป็นพิเศษในวันที่เราคาดการณ์ว่าจะมีการทะเลาะกัน ยอมรับว่า มาตรการเหล่านี้เป็นเพียงมาตรการป้องกัน แต่ไม่ได้แก้ที่วัฒนธรรมความเชื่อของนักศึกษาที่สืบทอดกันมาเป็นค่านิยม ถือเป็นเรื่องใหญ่ แต่เรายืนยันว่า เป็นค่านิยมที่ผิด ไม่เหมาะสม ไม่ถูกต้อง เราต้องตัดปัญหาโดยการย้ายสถานที่ ลดการกระทบกระทั่ง ปรับลดค่านิยมรุ่นพี่แกนนำปลูกฝังรุ่นน้อง ตัดวงจรวัฒนธรรมที่ไม่ถูกต้อง ก็จะได้กำชับให้กระทรวงการอุดมศึกษาฯ ดำเนินการต่อไป” นายกฯ กล่าว

ขณะที่ รมว.การอุดมศึกษาฯ ชี้แจงประเด็นที่มีการงดรับนักศึกษาใหม่ของอุเทนถวายว่า ยืนยันว่าอุเทนถวายยังคงเปิดรับนักศึกษาใหม่เหมือนเดิม แต่ให้มีการบริหารจัดการการเรียนการสอนให้สอดรับกับแผนการย้ายไปยังสถานที่ใหม่เพื่อให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลฯ ที่จะต้องย้ายออก และคืนพื้นที่ให้จุฬาฯ และเปิดรับนักศึกษาใหม่ในวิทยาเขตอื่นๆ แทน ซึ่งทางอุเทนถวายได้ทำแผนการย้ายเข้าที่ประชุมที่มีตนเป็นประธาน ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว และมีข้อเสนอร่วมกันให้อุเทนถวายย้ายสถานที่ไปยัง 1.วิทยาเขตบางพระ จ.ชลบุรี 2.วิทยาเขตจักพงษภูวนารถ ถนนวิภาวดีรังสิต กทม. 3.พื้นที่ที่มีผู้ที่สนใจจะบริจาคให้ บริเวณมีนบุรี และ 4.พื้นที่ราชพัสดุ ในจ.สมุทรปราการ ขณะที่ในเรื่องงบประมาณ กระทรวงการอุดมศึกษาฯ ประสานกับอุเทนถวายจัดทำรายละเอียดในการจัดทำคำของบฯ และประสานสำนักงบประมาณเพื่อให้ความช่วยเหลือสนับสนุนด้านต่างๆ รวมถึงประสานกับจุฬาฯ ในด้านการจัดการศึกษา รวมถึงการชำระค่าเสียหายจากการขนย้ายสถานที่อีกด้วย

ขณะที่นายกฯ ลุกขึ้นกล่าวอีกครั้งว่า ตนขอบคุณนายชวน ที่ได้ย้ำให้ความสำคัญเรื่องการศึกษาไทย ยืนยันว่า รัฐบาลต้องการยกระดับการศึกษา และจะพยายามจัดหาสถานที่เรียนอย่างเหมาะสม ที่ผู้ดูแลโดยกรมธนารักษ์ ซึ่งตนในฐานะรมว.คลัง จะรับไปดูให้เป็นพิเศษ ตนขอขอบคุณทุกข้อเสนอแนะ และข้อเตือนใจทุกข้อ

‘SCG’ มอบทุนการศึกษาเรียนต่อป.ตรี-เอก ในจีน-อินเดีย ฟรี!! ค่าเรียน 100% สมัครได้ตั้งแต่วันนี้-31 พ.ค.67

(8 ก.พ. 67) เพจ ‘SCG Careers’ โพสต์ข้อความ ระบุว่า “ทุน 2024 มาแล้วววว!!

SCG มอบทุนการศึกษาให้กับบุคคลทั่วไปเพื่อศึกษาต่อในระดับปริญญาตรี ปริญญาโท และปริญญาเอก ณ ประเทศจีนและประเทศอินเดีย ในมหาวิทยาลัยและสาขาที่ SCG กำหนด

โดย SCG สนับสนุนทุนการศึกษา ค่าเรียน 100% ค่าเบี้ยเลี้ยง และที่พัก *และเมื่อจบการศึกษายังมีโอกาสเข้ามาเป็นพนักงานบริษัทในเครือ SCG อีกด้วย

เปิดรับสมัครแล้ววันนี้ ถึง 31 พฤษภาคม 2567
เพื่อน ๆ ที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
คุณนภัสวรรณ โทร: 088-660-8222 หรือทาง Email: [email protected]

*เงื่อนไขเป็นไปตามบริษัทกำหนด”


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top