Wednesday, 5 August 2026
Hard News Team

ภาคีชาวไร่ยาสูบไทยเห็นพ้องชาวไร่ปานามา หวั่นประชุมยาสูบโลกทำ 30,000 ครอบครัวหมดอาชีพ

(7 ก.พ. 67) ภาคีชาวไร่ยาสูบไทย กังวลต่อท่าทีของตัวแทนประเทศไทยและผลการประชุมกรอบอนุสัญญาว่าด้วยการควบคุมยาสูบขององค์การอนามัยโลกครั้งที่ 10 หรือ WHO FCTC [COP10] ขณะนี้ ที่ประเทศปานามา ชี้ทุกฝ่ายควรคำนึงถึงผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของชาวไร่ยาสูบทั่วโลก ก่อนตัดสินอนาคตอุตสาหกรรมด้วยความเห็นของคนกลุ่มเดียว หลังทราบข่าวมีชาวไร่ยาสูบปานามาจำนวนมาก ตั้งกลุ่มเดินประท้วงทั่วบริเวณสถานที่จัดประชุม COP10 ย้ำชัดไม่ควรกีดกันการมีส่วนร่วมของผู้ได้รับผลกระทบการประชุมกรอบอนุสัญญาว่าด้วยการควบคุมยาสูบครั้งที่ 10 หรือ COP10 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 5-10 กุมภาพันธ์ 2567 ที่ประเทศปานามา ซึ่งมีประเทศภาคีสมาชิก 183 ประเทศส่งตัวแทนเข้าร่วมประชุม เพื่อรายงานสถานการณ์ แลกเปลี่ยนข้อมูล และกำหนดทิศทางการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ และผลิตภัณฑ์ยาสูบรูปแบบใหม่ ซึ่งในหลายปีที่ผ่านมา การประชุมกรอบอนุสัญญาว่าด้วยการควบคุมยาสูบ มักถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่าขาดความโปร่งใส กีดกันการมีส่วนร่วมจากผู้ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งประเทศไทยก็ได้ส่งผู้แทนฯ เดินทางไปร่วมประชุมในครั้งนี้ด้วย

นายอัจฉริยะ วัฒนาพร แกนนำกลุ่มภาคีเครือข่ายชาวไร่ยาสูบ ตัวแทนเกษตรกรชาวไร่ยาสูบกว่า 30,000 ครอบครัวจาก 18 จังหวัดทั่วประเทศทั้ง 3 สายพันธุ์กล่าวว่า “องค์การอนามัยโลกและสมาชิก 180 ประเทศกำลังอยู่ระหว่างหารือและพิจารณาแนวทางการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ ซึ่งรวมถึงยาสูบรูปแบบใหม่ เช่น บุหรี่ไฟฟ้า ซึ่งอาจมีความอันตรายน้อยกว่าบุหรี่มวนเพราะไม่มีการเผาไหม้ เราอยากให้องค์การอนามัยโลกและตัวแทนประเทศต่างๆ รวมถึงคณะผู้แทนไทยคำนึงถึงชีวิตความเป็นอยู่ของเกษตรกรชาวไร่ยาสูบจำนวนมากในประเทศ ซึ่งประกอบอาชีพนี้มาอย่างยาวนาน และเป็นอาชีพที่สร้างรายได้ให้กับพี่น้องเกษตรกรเป็นกอบเป็นกำ ก่อนจะเสนอหรือสนับสนุนมาตรการสุดโต่งใดๆ เพราะ หลายๆ มาตรการควบคุมยาสูบที่บังคับใช้ในประเทศไทยในปัจจุบัน ก็มักจะอ้างว่ารับมาจากการประชุมกรอบอนุสัญญาฯ นี้ ซึ่งอยากให้คำนึงถึงสภาพความเป็นจริงในประเทศของเราด้วย” หนึ่งในเรื่องสำคัญที่จะมีการพิจารณาในการประชุม COP10 คือแนวทางการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบรูปแบบใหม่เช่น บุหรี่ไฟฟ้า ผลิตภัณฑ์ยาสูบแบบใช้ความร้อน (Heated Tobacco Products – HTP) ถุงนิโคตินสำหรับใช้ในช่องปาก และผลิตภัณฑ์ยาสูบรูปแบบใหม่อื่นๆ 

และพิจารณากันว่าผลิตภัณฑ์เหล่านี้ อันตรายน้อยกว่าบุหรี่มวนหรือไม่ รวมถึงมาตรการสุดโต่งอีกหลายด้านซึ่งนายอัจฉริยะกล่าวเสริมว่า “มีการรายงานข่าวว่า ชาวไร่ยาสูบในปานามาจำนวนมาก ก็ออกมาประท้วงการจัดประชุมกรอบอนุสัญญาฯ COP10 นี้ ว่ากีดกันการมีส่วนร่วมและการแสดงความคิดเห็น และประเทศปานามาเองก็แบนบุหรี่ไฟฟ้าอยู่ไม่ต่างจากไทย ดังนั้นองค์การอนามัยโลกและรัฐบาลควรหันมาให้ความสนใจว่า ชาวไร่ยาสูบจะได้ประโยชน์ในเชิงเศรษฐกิจจากผลิตภัณฑ์ยาสูบใหม่ๆ เหล่านี้ได้อย่างไร เพราะผลิตภัณฑ์ยาสูบแบบใช้ความร้อนก็ยังคงใช้ใบยาสูบอยู่ ที่สำคัญควรใช้ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์เป็นตัวช่วยในการกำหนดนโยบาย มากกว่าการใช้อคติ เพราะเราคงฝืนวิวัฒนาการของโลกไม่ได้ ซึ่งไม่ต่างกับกระแสความนิยมของรถยนต์ไฟฟ้าในขณะนี้”

'พล.ท.นันทเดช' เผย 6 เหตุผล 'ก้าวไกล' จะตายสิบเกิดแสนได้จริงไหม? ชี้!! หากเป็นสมัยลุงตู่อาจเป็นไปได้ เพราะท่านสนแต่พัฒนาประเทศชาติ

(8 ก.พ.67) พล.ท.นันทเดช เมฆสวัสดิ์ อดีตหัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการพิเศษ ศูนย์รักษาความปลอดภัยแห่งชาติ (ศรภ.) โพสต์เฟซบุ๊กว่า ก้าวไกล จะตายสิบเกิดแสนได้จริงไหม

ความฝันของแกนนำก้าวไกลหลังจากถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าผิดแล้ว ก็ออกมาปลอบใจสาวกว่า ‘จะตายสิบเกิดแสน’ นั้น ถ้าสมัยรัฐบาลลุงตู่คงอาจเป็นไปได้ เพราะลุงแกเป็นคนดีไม่เคยมีเรื่องมีราวกับใครตั้งหน้าตั้้งตาพัฒนาโครงสร้างทางเศรษฐกิจจนมาอยู่ลำดับ 1 ในอาเชียนแล้ว แต่ก็ต้องพลาดเรื่องการจัดการปัญหาทางสังคมไปบ้าง ก้าวไกลจึงใช้โอกาสนั้นเข้ามาแทรกแซงครอบงำเด็กๆ ได้ค่อนข้างมาก โดยมีอบายมุข (เหล้า บุหรี่ไฟฟ้า และ SEX ) มาช่วย จนแพร่กะจายได้อย่างสะดวก แต่ในรัฐบาลชุดนี้ คงเป็นไปได้ยากหน่อย เพราะ

1️.จุดที่เด็กๆ จะกลายเป็นพวก 3 นิ้ว ส่วนใหญ่แล้วมาจากการมั่วสุมในเรื่องสุรนารี แต่ปัจจุบันก็ถูกคุณอนุทิน (รมว. มท.) บุกทำลายสถานที่กินเหล้า ที่เปิดให้เด็กอายุต่ำกว่าเกณฑ์ แอบเข้าบาร์ หรือผับโต้รุ่งเหล่านี้ไปถึง 6 แห่งแล้ว บางแห่งมีคนมั่วสุมเกือบ 2000 คน มีเด็กต่ำกว่า 18 ปีร่วม 800 คน ก็มี และยังเป็นการทำลายอย่างต่อเนื่องแบบที่กระทรวงมหาดไทยชุดเดิม ไม่เคยทำมาก่อนเลย ผับ- บาร์เหล่านี้คือ ตัวสร้าง ‘เด็ก 3 นิ้วขึ้นมา’ เป็นจำนวนมาก จึงเริ่มหายไป

2.แบบเรียนของ ศธ.ที่ออกมาใช้ในสมัยก่อน ถูกควบคุมดูแล โดยนักวิชาการที่เลือกข้าง นอกจากไม่เสริมสร้างกระบวนการคิดแล้ว เรื่องที่เด็กควรรู้ควรเข้าใจก็ขาดหายไป ซึ่งปัจจุบัน ทาง ศธ.ก็ตื่นตัวออกมาเริ่มจะแก้ไขแล้ว

3.ในสถาบันการศึกษา ซึ่งกลุ่มอาจารย์บ้าคลั่งลัทธิ พยายามสอนและออกข้อสอบให้เด็กจำเป็นต้องตอบข้อสอบตามที่อาจารย์ต้องการนั้น เด็กส่วนใหญ่ก็เริ่มรู้ทันแล้ว ยังมีเจ้าหน้ารัฐ ที่แอบเข้าไปฟังอีก ก็ไม่สะดวกนักในการปลุกระดม อาจจะเสี่ยงคุกได้ เพราะอาจารย์พวกนี้เก่งแต่จะส่งเด็กไปติดคุกแทน ส่วนตัวเองยุๆๆๆเด็ก แต่ในขณะเดียวกันก็พยายามรักษาตัวให้รอด เพื่อคอยแต่จะสมัครเป็นอธิการบดี หวังรวยกันทั้งนั้น (คงต้องถามต่อว่า มหาวิทยาลัยเหล่านั้น มีกระบวนการคัดกรองอาจารย์ผู้สอนอย่างไรด้วย)

4.ส่วนอาจารย์แก่ๆ กลุ่มหนึ่ง แต่ยังมีกิเลสอยู่ คอยยุยงเด็กๆ อยู่นอกมหาวิทยาลัยนั้น ก็เริ่มแพ้ภัยตัวเองไปตามๆ กัน อย่าให้พูดถึงว่าแพ้อย่างไรเลยครับ

5.คนของพรรคการเมืองหลายแห่งเริ่มตื่นตัวต่อการรุกในพื้นที่ชนบทของก้าวไกล และมูลนิธิก้าวหน้า ซึ่งมูลนิธินี้ก็แปลก ดันไปทำหน้าที่ เหมือนกับพรรคการเมืองพรรคหนึ่ง ทั้งๆ ที่เป็นมูลนิธิ (ฝากคุณอนุทินเข้าไปดูด้วยครับ) เพราะ กกต.ก็คุมไม่ได้ ถ้า มท.ลงไปดูแล การเข้าไปปลุกระดมในพื้นที่ของก้าวไกลก็จะยากขึ้น

6.ประชาชนส่วนใหญ่เริ่มรู้กันบ้างแล้วว่า พรรคอะไรโกหกได้ติดต่อกันเกือบทุกวัน ขนาดมีคนตั้งเพจ ชื่อว่า ‘วันนี้ก้าวไกลโกหกอะไร’ เด็กตามสถาบันการศึกษาหลายแห่งก็เริ่มตื่นตัว ถ้าไม่มีเหล้า ยา และ SEX แล้ว ก้าวไกลก็ไม่ค่อยจะมีอะไรหรอกครับ

ข้อสรุป : ประชาชนส่วนใหญ่ไม่ได้ชอบก้าวไกลเพิ่มขึ้นหรอกครับ แต่เป็นเพียงพรรคการเมืองร่วมรัฐบาลทั้งหลาย ยังห่วงเรื่องผลประโยชน์ จนทิ้งพื้นที่ไป ที่หาเสียงอยู่ก็หาเสียงแบบโบราณมาก เช่น งานศพก็เอาหรีดราคาถูกให้ตัวแทนเอาไปวาง จัดงานเลี้ยงโต๊ะจีนเวลาวันเกิด หรือพาหัวคะแนนไปเที่ยวทะเล ฯลฯ

ความล้าหลังของวิธีหาเสียงของพรรคการเมืองฝ่ายรัฐบาลน่ะ

ล้าหลังเอามากๆ จริงๆ ครับ ถ้าพรรคการเมืองฝ่ายรัฐบาล ตื่นตัว จริงๆ ก้าวไกลก็ไปได้ไม่กี่ก้าวหรอกครับ อยากมากก็ตายสิบ เกิดสิบ เท่านั้น

'สวนนงนุชพัทยา' ต้อนรับเทศกาลตรุษจีนปีมังกรทอง จัดขบวนช้างแสนรู้เชิดสิงโต อวยพรให้นักท่องเที่ยว

วันที่ 8 ก.พ.เวลา 09.00 น.สวนนงนุชพัทยาโดยคุณกัมพล ตันสัจจา ประธานสวนนงนุชพัทยา ได้จัดขบวนแห่ช้างเชิดสิงโต ต้อนรับเทศกาลตรุษจีน ประจำปี 2567 ขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ประกอบไปด้วยการจัดขบวนช้างเชิดสิงโต และยังมีเหล่าบรรดานางฟ้า นางสวรรค์ ออกมาร่ายรำอำนวยอวยพร และมีการแจกส้มจากน้องช้างเพื่อความเป็นสิริมงคลให้แก่นักท่องเที่ยว

โดยการกิจกรรมดังกล่าว จัดเพื่อเป็นเฉิลมฉลองเทศการตรุษจีนของชาวจีนและชาวไทยเชื่อสายจีน ซึ่งสวนนงนุชพัทยามีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาเยี่ยมชมจากหลากหลายประเทศ กิจกรรมนี้ถือเป็นอีกหนึ่งเทศกาลที่ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยว สร้างบรรยากาศความสนุกสนานครึกครื้น ให้กับผู้ที่เข้ามาเยี่ยมชม

ซึ่งการจัดขบวนแห่ใช้น้องช้างมากกว่า 10 เชือกและนักแสดงของสวนนงนุชพัทยาร่วมขบวน 60 คน จัดขึ้นระหว่างวันที่ 8 ก.พ. - 11 ก.พ. 2567 สำหรับผู้ที่ต้องการมาเที่ยวชมมีโปรโมชั่นพิเศษ คนเกิดเดือนกุมภาพันธ์ ลดทันที 50 % สำหรับบัตรผ่านประตู ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไปเข้าฟรีทุกวันศุกร์ เด็กความสูงไม่เกิน 140 ซม.ที่มากับครอบครัว และผู้พิการพร้อมผู้ติดตามเข้าฟรีทุกวัน ส่วนรอบการแสดงนงนุชโชว์และช้างแสนรู้ แสดงวันละ 4 รอบ เปิดบริการทุกวัน ตั้งแต่ 08.00 น.- 18.00 น.

ศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทาน ภาค 3 จัดฝึกอบรมหลักสูตรจิตอาสา 904 'หลักสูตรพื้นฐาน' รุ่นที่ 4

ศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทาน ภาค 3 จัดการฝึกอบรมหลักสูตรจิตอาสา 904 'หลักสูตรพื้นฐาน' รุ่นที่ 4 ประจำปี 2567 มุ่งเน้นเยาวชนคนรุ่นใหม่ให้เป็นแกนนำของประชาชนจิตอาสาร่วมสร้างจิตสำนึกให้กับคนในชาติและทำประโยชน์ให้กับสังคมส่วนรวม โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน

เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2567 ที่หอประชุมเดชะตุงคะ ศูนย์ฝึกจิตอาสา ภาค 3 กองบิน 41 จังหวัดเชียงใหม่ พลโท ประสาน แสงศิริรักษ์ แม่ทัพภาคที่ 3/ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทาน ภาค 3 ในฐานะ ผู้อำนวยการศูนย์ฝึกจิตอาสาภาค 3 เป็นประธานเปิดงานพิธีการฝึกอบรมหลักสูตรจิตอาสา 904 'หลักสูตรพื้นฐาน' (ภาค 3) รุ่นที่ 4 ประจำปี พ.ศ. 2567 โดยมี นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ พร้อมด้วย ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 รองแม่ทัพภาคที่ 3 ผู้บังคับหน่วยในพื้นที่ เข้าร่วมพิธี 

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้มีการฝึกอบรมหลักสูตรจิตอาสา 904 เพื่อผลิตจิตอาสา 904 ซึ่งมีหน้าที่สำคัญในการเป็นแกนนำของประชาชนจิตอาสาร่วมสร้างจิตสำนึกให้กับคนในชาติในการทำประโยชน์ให้กับสังคมส่วนรวม รวมทั้งเป็นตัวอย่างในการปลูกฝังทัศนคติที่ดี และเป็นต้นแบบให้กับเยาวชน ประชาชน ในเรื่องความเสียสละ ความมีระเบียบวินัย มีจิตสาธารณะ สร้างสรรค์สังคมโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน ความจงรักภักดีที่ดีต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์

โดยหลักสูตรจิตอาสา 905 'หลักสูตรพื้นฐาน' (ภาค 3 ) รุ่นที่ 4 ประจำปี 2567 นี้ มีผู้ได้รับคัดเลือกเข้าทำการฝึกศึกษา จำนวน 200 คน จาก 17 จังหวัดภาคเหนือ ประกอบด้วยนักเรียน นักศึกษาข้าราชการพลเรือน,ตำรวจ,ทหาร และภาคประชาชน โดยเป็นปีแรกที่มุ่งเน้นเยาวชนคนรุ่นใหม่ ทำการฝึกอบรม ระหว่าง วันที่ 7 ถึง 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2567 โดยฝึกทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ รวมทั้งการฟังบรรยายจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิระดับประเทศ 

ทั้งนี้ ระหว่างการฝึก ผู้เข้ารับการอบรมจะได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ด้านสถานที่ฝึก ที่พัก วิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิในด้านต่าง ๆ และอาหารพระราชทาน จากพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ และหลังจากผู้รับการฝึกได้สำเร็จการศึกษาแล้ว จะได้รับพระราชทานใบประกาศนียบัตร พร้อมทั้งเครื่องหมายหลักสูตรจิตอาสา 904 'หลักสูตรพื้นฐาน' ซึ่งเป็นเครื่องหมายแสดงความสามารถ พร้อมจะเป็นบุคลากรที่มีคุณค่าเพื่อการทำประโยชน์ให้กับส่วนรวมและประเทศชาติต่อไปในอนาคต ภายใต้ร่มพระบารมีอันแผ่ไพศาลแห่งองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณและความจงรักภักดี

‘กูรู’ เจาะ Trend เทคโนโลยี 2024 AI บุกแน่!! มนุษย์โลกเตรียมรับมือ

จากรายการ THE TOMORROW มหาชนต้องรู้ ออกอากาศทางสถานีวิทยุ ส.ทร. FM93.0 MHz และสื่อออนไลน์ ในเครือ THE STATES TIMES ได้พูดคุยกับ คุณชวาลิน รอดสวัสดิ์ ผู้บริหารบริษัท นิวไดเมนชั่น จำกัด หรือ NDM บริษัทฯ ที่มีประสบการณ์ด้าน IT Solutions และ HR Development มากว่า 20 ปี ถึงภาพรวมของ Trend เทคโนโลยีในปี 2024 ที่จะมีผลกระทบต่อแนวโน้มอุตสาหกรรมในอนาคต รวมถึงบุคลากรที่เป็นที่ต้องการ ซึ่งภาคธุรกิจในประเทศไทยต้องตระหนัก เมื่อวันที่ 10 ก.พ.67 โดยมีสาระสำคัญ ดังนี้…

นอกเหนือจาก Trend ด้านพลังงาน หรือ Clean Energy ที่กำลังเขย่าอุตสาหกรรมรถยนต์ จนเกิด EV Sector (Electric Vehicle) อย่างเด่นชัดขึ้น รวมถึงพัฒนาด้าน Hydrogen (Hydrogen-Powered Train) และ Carbon Capture Technology เพิ่มมากขึ้นเพื่อสร้างพลังงานทดแทนแล้ว จากประสบการณ์ในการทำงานช่วง 20 ปีที่ผ่านมาในแวดวงเทคโนโลยี ผมมองเห็นอีกวิวัฒนาการที่ต้องจับตามอง นั่นก็คือ ความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีสารสนเทศหรือไอที (Information Technology) 

อย่างไรก็ตาม ในปี 2024 จะมีปรากฏการณ์ของผู้ใช้งานไอทีที่ต้องปรับตัวเองอย่างรุนแรงหนักขึ้นกว่าเดิม เนื่องจาก AI (Artificial Intelligence) หรือที่เราคุ้นกันว่า ‘ปัญหาประดิษฐ์’ จะเข้ามาแทรกซึมอยู่ในชีวิตเรา ทั้งแบบรู้ตัวและแบบไม่รู้ตัว รวมถึงเข้ามามีบทบาทมากขึ้นเรื่อยๆ ในกลุ่มอุตสาหกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่ม Finance, Health Care และ Manufacturing

ตัวอย่างที่เริ่มเห็นกับบางอุตสาหกรรม ก็เช่นอุตสาหกรรมด้านสุขภาพ เริ่มมีการนำนวัตกรรม Early Disease Detection มาวิเคราะห์ดูแนวโน้มของการเกิดโรคหรืออาการเจ็บป่วยของมนุษย์ได้ล่วงหน้า 1-6 ปี จากนั้นแพทย์และนักวิทยาศาสตร์จะใช้ Nano Technology เข้ามาช่วยในการวิจัยค้นคว้าและรักษาผู้ป่วย 

ส่วน Cyber Security ก็เป็นอีกหนึ่ง Trend ที่น่าสนใจและได้ยินบ่อยมากขึ้น เนื่องจากในปัจจุบันองค์กร หน่วยงานต่างๆ มีความเสี่ยงโดนโจมตีทาง Cyber สูงมากขึ้นเรื่อยๆ จากสถิติมีอัตราเพิ่มขึ้น 13% ต่อปี จึงต้องหาวิธีป้องกันและ AI จะเข้ามามีบทบาทเพิ่มขึ้นแน่ๆ 

นอกจากนี้ ยังมีเรื่องของการพัฒนา LCNC Platform  (Low Code/No Code) ซึ่งมีลักษณะเป็นโปรแกรมสำเร็จรูปเพื่อให้ทุกคนสามารถเขียน Software ด้วยตนเองได้ โดยไม่จำเป็นต้องเรียน Coding หรือ Programming มาโดยเฉพาะ เพียงมีความเข้าใจในอัลกอริทึม (Algorithm) เบื้องต้น ก็สามารถพัฒนา Software ได้แล้ว และที่น่าตกใจ คือ ในปัจจุบันองค์กรกว่า 76% เริ่มใช้ Platform นี้ เพื่อแก้ไขปัญหาขาดแคลนบุคลากรด้านไอที ซึ่งช่วยให้ประหยัดเวลาและลดต้นทุนไปในตัว และนี่คือสิ่งที่คนทำงาน ธุรกิจ และผู้ข้องเกี่ยวต่อการพัฒนาประเทศต้องเริ่มตระหนัก

เมื่อถามถึงอุตสาหกรรมไอทีในประเทศไทย มีการเติบโตอย่างไร? คุณชวาลินกล่าวว่า “เมื่อปี 2023 ประเทศไทยมีเงินหมุนเวียนในธุรกิจไอทีรวมๆ แล้วกว่า 930,000 ล้านบาท เติบโตขึ้นกว่า 2022 ถึง 4.4% ในขณะที่ประเทศอื่นๆ เติบโตขึ้นเพียง 2.2% เท่านั้น ทำให้เห็นว่าประเทศไทยมีการตื่นตัวด้านไอทีเป็นอย่างมาก ซึ่งธุรกิจผลิต Software และธุรกิจ IT Service ต่างๆ เติบโตขึ้นถึง 15% คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 265,000 ล้านบาท หรือ 30% ของมูลค่ารวมตลาดไอที ส่วนธุรกิจ Data เติบโตขึ้น 5% ในขณะที่ธุรกิจ Hardware หรือ Device ต่างๆ กลับลดลง 4.7% สำหรับอุปสรรคของอุตสาหกรรมไอทีในประเทศไทย คือ การขาดแคลนบุคลากรด้านไอทีที่มีคุณภาพ ซึ่งปัจจุบันองค์กรต่างๆ พยายามสรรหาคนเก่งๆ มาร่วมงานเพื่อขับเคลื่อนโครงการ Digital Transformation ให้กับองค์กร”

เมื่อส่วนคำถามที่ว่า Digital Disruption ส่งผลต่อแวดวงธุรกิจอย่างไร? คุณชวาลิน กล่าวว่า “เมื่อเราเข้าสู่ยุค Digital ทำให้ทุกอย่างเปลี่ยนไปเร็วมาก อายุของนวัตกรรมจะสั้นลง Technology ใหม่ๆ จะเข้ามาแทนที่ได้เร็วขึ้น ธุรกิจต่างๆ ต้องปรับตัวให้ทัน ผู้คนต้องเรียนรู้มากขึ้น ซึ่งต่างกับธุรกิจเมื่อ 20-30 ปีก่อน โดยสิ่งที่จะมา Disrupt อย่างชัดเจน ได้แก่ Hyper-Personalization Data หรือการนำเอา Data จำนวนมากมาประมวลผลเพื่อนำเสนอสินค้าและบริการให้ตรงกับความต้องการของลูกค้าแทนมนุษย์จะเด่นชัดมากยิ่งขึ้น และการนำ AI เข้ามาตัดสินใจ (Decision Making) โดยใช้ Machine Learning และ Algorithm ต่างๆ มาทำงานร่วมกันแบบบูรณาการ เพื่อทำให้การตัดสินใจได้ผลแม่นยำและรวดเร็ว โดยเฉพาะในธุรกิจที่มีความซับซ้อนและมีปริมาณข้อมูลมหาศาลจะมีบทบาทสูงตามมา”

เมื่อถามถึงปัญหาขาดแคลนบุคลากรด้านไอทีขององค์กร, หน่วยงานต่างๆ จะแก้ไขได้อย่างไร เพื่อไม่ให้ถูก AI และ เทคโนโลยียุคใหม่กลืนกิน? คุณชวาลิน กล่าวว่า “แนวโน้มของหลายองค์กรตอนนี้ เริ่มใช้วิธี Outsource คนมากขึ้นกับกลุ่มบุคลากรด้าน IT เนื่องจากช่วยลดภาระด้านบุคลากรขององค์กรได้มาก เลือกคนคุณภาพได้ ควบคุมค่าใช้จ่ายได้ ซึ่งบทบาทของ ‘บริษัทฯ สรรหาบุคลากร’ จะโดดเด่นขึ้นมา ซึ่งก็รวมถึง NDM ด้วย เพราะจะกลายเฟืองสำคัญในการเป็นผู้ช่วยดูแลทุกกระบวนการขององค์กรต่างๆ ในทางอ้อมได้ดี ตั้งแต่การวางแผนจัดจ้าง ออกแบบ คัดสรรบุคลากร และทำ Onboarding Process ไปจนถึงการส่งมอบบุคคลากรตามความต้องการให้ร่วมปฏิบัติงานได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ”

เมื่อถามถึง NDM กับบทบาทที่เกี่ยวเนื่องในสิ่งที่ว่ามาทั้งหมดนี้? คุณชวาลิน กล่าวว่า “ในส่วนของ NDM เอง เนื่องจากเราคว่ำหวอดกับทุกการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีและบุคลากรที่มีคุณภาพ ทำให้เราสามารถสร้างเครือข่ายบุคลากรไอที ที่มีความชำนาญในเทคโนโลยีทุกรูปแบบ เสิร์ฟให้ไปสู่องค์กรในทุกระดับ เพื่อรองรับงานที่เหมาะต่อความต้องการของตลาดในปัจจุบันได้อย่างต่อเนื่อง”

กระจ่าง!! Tesla ขายได้แค่ 1 คันทั้งเดือนในเกาหลีใต้ เพราะขายหมดจนไม่เหลือสต็อกรถไว้ขายในเดือนมกราคม

(8 ก.พ.67) Business Tomorrow ได้ออกบทความกรณีข่าวสะพัด Tesla ขายได้แค่ 1 คันทั้งเดือนจริงหรือไม่? โดยมีเนื้อหาดังนี้...

จากเหตุการณ์ที่ประเทศเกาหลีขายรถยนต์ EV อย่าง Tesla ได้เพียง 1 คันในเดือนมกราคมที่ผ่านมา หลายคนอาจจะมองว่าเป็นข่าวร้ายและขาลงของอุตสาหกรรมรถยนต์ EV ในเกาหลีเป็นที่เรียบร้อยแล้ว 

แต่ใครจะรู้ว่าสิ่งนี้อาจเป็นสัญญาณที่ดีมากสำหรับวงการ EV และ Tesla ที่ Tesla ขายรถในเกาหลีใต้ทั้งเดือนมกราคมที่ผ่านมาได้เพียงแค่ 1 คัน

📌 ทำไมถึงเป็นเช่นนี้ ?

เพราะหากเราเจาะเข้าไปดูรายละเอียดให้ดีแล้ว เราจะทราบว่า Tesla ในเกาหลี (หรือแม้แต่ในไทยก็ตาม) จะไม่ได้รับรถจากโรงงานจีนเลยในเดือนแรกของไตรมาส เพราะรถทั้งหมดกำลังถูกขนผ่านเรือจากจีนเข้ามาอยู่ กว่าจะได้รับรถก็คือต้องรอเป็นเดือนที่ 2 และ 3 ของไตรมาส ทำให้ยอดขาย Tesla ในประเทศต่าง ๆ ในเอเชียจะออกมาในรูปแบบนี้เสมอ คือยอดขายในแต่ละไตรมาสจะค่อย ๆ เพิ่มขึ้นตามเดือน และไปสูงสุดที่เดือนที่ 3 เสมอ

📌 ทำไม Tesla ถึงต้องทำแบบนี้ ?

ทั้งนี้เพื่อ Maximize ให้ยอดจดทะเบียน หรือยอดขายของรถสูงที่สุดในไตรมาสเดียว หาก Tesla ไม่กำหนดการส่งออกจากจีนให้ดี และส่งรถออกมาในเดือนสุดท้ายของไตรมาส จะทำให้รถเหล่านั้นอยู่ระหว่างการเดินทางในช่วงการปิดงบรายไตรมาส และไม่ได้รับรู้เข้าไปในบัญชี

ทำให้ในเดือนแรกของทุกไตรมาส Tesla จะส่งรถออกไปให้ประเทศที่อยู่ไกลที่สุดก่อน ที่ใช้เวลาเดินทางมากที่สุด เพื่อให้มั่นใจว่าในไตรมาสนั้น ประเทศนั้นจะได้มีเวลาส่งมอบรถให้ได้มากที่สุด (หากส่งเรือไปถึงช้า เวลาขายในไตรมาสก็จะน้อย) ก่อนที่จะค่อย ๆ ส่งออกให้กับประเทศที่อยู่ใกล้ขึ้น ให้มีเวลาในการขายที่มากขึ้นไปตาม ๆ กัน 

จนเดือนสุดท้ายที่ไม่สามารถส่งรถออกทัน Tesla ก็จะขายรถเหล่านั้นในตลาด Domestic ของจีนให้มากที่สุด เพื่อเร่งยอดการส่งมอบในแต่ละไตรมาส

📌 สรุปแล้วดีกับ Tesla ?

ทำให้หากเราเห็นว่า Tesla ในเกาหลีขายได้เพียง 1 คันในเดือนมกราคม นั้นหมายความว่า Tesla ได้ขายรถในเกาหลีออกไปเกือบทุกคันจนหมดในเดือนธันวาคมที่ผ่านมาแล้ว ! ทำให้ไม่เหลือสต็อกรถไว้ขายในเดือนมกราคม

ด้วยสิ่งเหล่านี้ทำให้สามารถสรุปสั้น ๆ ได้ว่า จริง ๆ แล้วนี่เป็นข่าวที่ดีมากสำหรับ Tesla และวงการรถ EV ในเกาหลีเลยทีเดียว

'โบว์-ณัฏฐา' สะท้อน!! โลกนี้มีผู้ฟังอยู่ 2 ประเภท ฟังแล้วนำมุมดีไปใช้ต่อ กับฟังแล้วตีโพยตีพาย 

จากกรณี CK Cheong (ซีเค เจิง) CEO เว็บไซต์ Fastwork ได้แสดงความคิดเห็นเรื่อง ทุกคนมีเวลาเท่ากัน อย่าอ้างว่าไม่มีเวลา แต่สามารถดูสตรีมมิ่งได้ 8 ชม. การดูสตรีมมิ่งไม่ผิด แต่อย่าลืมเอาเวลามาพัฒนาตัวเอง ซึ่งหลังจากวิดีโอถูกแชร์ออกไป ชาวเน็ตก็เข้ามาแสดงความคิดเห็นมากมาย มีทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย จนกลายเป็นกระแสดรามา

ล่าสุด (8 ก.พ.67) น.ส.ณัฏฐา มหัทธนา หรือ โบว์ พิธีกรรายการวิเคราะห์ข่าว และนักกิจกรรมเพื่อสิทธิมนุษยชน ก็ได้โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กถึงเรื่องนี้ด้วยว่า...

เห็นมีคนพูดเรื่องการบริหารเวลา แนะนำให้จัดลำดับความสำคัญ ถ้าคุณมีเวลาดูซีรีส์ อย่าบอกว่าไม่มีเวลาจะทำอะไรเพื่อพัฒนาตัวเอง…แล้วก็มีคนโวยวาย เข้าไปด่า

โลกนี้มีคนที่ฟังอะไรแล้วหยิบส่วนที่เป็นประโยชน์ไปใช้ต่อ กับคนที่ฟังอะไรแล้วตีโพยตีพาย จับผิดคนพูดแทนการจับประเด็น เพราะอยากได้การโอ๋มากกว่าความจริง อยากได้ข้ออ้างให้กับความล้มเหลวของตัวเองมากกว่าแรงผลักดันเพื่อพัฒนา 

มีพี่คนนึงเคยพูดไว้ว่าถ้าเราให้ความสำคัญกับอะไร เราจะมีเวลาให้มันเสมอ ตอนจีบใคร ยุ่งแค่ไหนก็หาเวลาไปดูหนังได้ ไปเจอกันได้ ดังนั้นในชีวิตอย่าอ้างว่าไม่มีเวลาที่จะทำสิ่งที่ควรทำ ซึ่งจริงมาก…แต่ตอนนั้นไม่มีทัวร์ลง เพราะมันยังไม่มีเทรนด์ของการโยงทุกอย่างเข้ากับคำว่าความเหลื่อมล้ำ เพื่อจะบอกว่าชีวิตฉันดีขึ้นไม่ได้หรอกถ้าคนยังไม่เท่ากัน

สำนักงานตำรวจแห่งชาติห่วงใยอันตรายจากการจุดประทัดช่วงเทศกาลตรุษจีน จัดทำคลิปเตือนพร้อมแนะนำวิธีการจุดประทัดอย่างปลอดภัย

วันนี้ (8 กุมภาพันธ์ 2567) พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า เนื่องในโอกาสเทศกาลตรุษจีนปีนี้ วันที่ 8 - 11 กุมภาพันธ์ 2567 พี่น้องชาวไทยเชื้อสายจีนจะประกอบพิธีไหว้เทพเจ้า สิ่งศักดิ์สิทธิ์ และบรรพบุรุษ ตลอดจนมีการจุดประทัดตามความเชื่อเพื่อปัดเป่าสิ่งไม่ดี และเสริมความเป็นสิริมงคลนั้น พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มีความห่วงใยในความปลอดภัยในการจุดประทัดช่วงเทศกาล จึงได้กำชับให้ทีมโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้และความเข้าใจที่ถูกต้องให้กับพี่น้องประชาชน ในเรื่องการจุดประทัดให้ปลอดภัย ทีมโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติมีไอเดียจัดทำคลิปสั้นในการประชาสัมพันธ์สร้างความเข้าใจในเรื่องการจุดประทัดช่วงเทศกาลตรุษจีนให้ปลอดภัย โดยมีนายภิญโญ รู้ธรรม นักแสดง พิธีกร และโปรดิวเซอร์ และอาจารย์บอล จากช่องยูทูป “อาจารย์บอล คลิกพลิกชีวิต” มาร่วมแสดงด้วย 

สำนักงานตำรวจแห่งชาติแนะนำวิธีการจุดประทัดช่วงเทศกาลตรุษจีนให้ปลอดภัย โดยพี่น้องประชาชนทั่วไปควรระมัดระวังในการเดินผ่านบริเวณที่มีการจุดประทัด เพื่อป้องกันการได้รับบาดเจ็บจากการจุดประทัด สำหรับผู้ที่จุดประทัด ก่อนจุดขอให้สังเกตคนรอบข้างว่ามีใครเดินผ่านไปมาหรือไม่ , ไม่จุดประทัดในพื้นที่ใกล้ผู้ป่วย ผู้สูงอายุ เด็ก สัตว์เลี้ยง , ห้ามเก็บประทัดใกล้ความร้อน หรือวัตถุไวไฟ เพราะอาจเกิดอันตรายได้ และห้ามจุดประทัดในเวลากลางคืน เพราะเป็นช่วงเวลาพักผ่อนของพี่น้องประชาชน ทั้งนี้ หากการเล่นพลุ ประทัด ดอกไม้เพลิง ก่อให้เกิดเสียงดังรบกวนอาจเป็นเหตุรำคาญ อาจมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับไม่เกิน 25,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ - กลุ่มไทยสมายล์ เสริมพลังใจ มอบรถเข็นวีลแชร์และอุปกรณ์ให้ผู้พิการและผู้ยากไร้

(8 ก.พ.67) นางเธียรรัตน์ นะวะมะวัฒน์ ประธานมูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ พร้อมด้วยทีมงานมวลชนสัมพันธ์ (CSR) กลุ่มไทยสมายล์ มอบอุปกรณ์เพื่อช่วยเหลือผู้พิการและผู้ยากไร้ ผ่านรายการร้องทุกข์ ลงป้ายนี้ - สถานีประชาชน ณ สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส (ThaiPBS)

​นางเธียรรัตน์ กล่าวว่า ในวันนี้ดิฉันในนามมูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ ร่วมมือกับรายการร้องทุกข์ลงป้ายนี้ - สถานีประชาชนไทยพีบีเอส จัดกิจกรรมนำอุปกรณ์เพื่อช่วยเหลือผู้พิการและผู้ยากไร้ ประกอบไปด้วย รถเข็นวีลแชร์ ไม้เท้าพยุงสามขา และวอล์คเกอร์ช่วยเดิน ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก กลุ่มบริษัท ไทย สมายล์ กรุ๊ป (รถและเรือโดยสารสาธารณะพลังงานไฟฟ้า) มามอบให้กับผู้พิการและผู้ยากไร้ ผ่านรายการร้องทุกข์ลงป้ายนี้ - สถานีประชาชน ณ สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส ซึ่งเป็นรายการข่าว ที่เป็นสื่อกลางเพื่อนำเสนอปัญหาและหาทางออกของปัญหาที่เกิดขึ้น เนื่องจากในสภาพสังคมปัจจุบัน ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ กำลังประสบปัญหาคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ และเป็นช่องทางร้องเรียนและนำไปสู่การแก้ปัญหา 

ทั้งนี้เป็นการสะท้อนปัญหาเพื่อช่วยเหลือผู้พิการและผู้ยากไร้ในสังคมไทย การที่มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ได้นำอุปกรณ์เพื่อช่วยเหลือผู้พิการและผู้ยากไร้มามอบผ่านรายการร้องทุกข์ ลงป้ายนี้ สถานีประชาชนไทยพีบีเอส ในครั้งนี้ เพื่อต้องการเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือผู้ป่วย ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้ยากไร้ ถือเป็นกิจกรรมหนึ่งซึ่งสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของมูลนิธิในด้านการสร้างสาธารณประโยชน์ต่อชุมชน สังคม และที่สำคัญจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งกับผู้พิการ และผู้ยากไร้ ซึ่งมีความต้องการอุปกรณ์ช่วยเหลือดังกล่าวมากกว่าบุคคลทั่วไป

สำหรับผู้พิการและผู้ยากไร้ ที่สนใจรถเข็นวีลแชร์ ไม้เท้าพยุงสามขา และวอล์คเกอร์ช่วยเดิน สามารถติดต่อได้ที่ รายการร้องทุกข์ลงป้ายนี้ สถานีประชาชนไทยพีบีเอส  โทร. 02-790-2630-3 หรือ 02-790-2111 (จันทร์-ศุกร์ 9.00-16.00 น.) หรือ  ID  Line  @RongTookThaiPBS

พี่สอนน้อง!! อย่าแค่ติด 'เขา' แล้วพุ่งเข้าชน เพราะพฤติกรรมแบบนี้ มีแต่ทำให้มวลชนหนีหาย

เมื่อวานนี้ (7 ก.พ. 67) ช่องติ๊กต็อก ‘gikgok999’ โพสต์คลิปวิดีโอแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับกรณี น.ส.ทานตะวัน ตัวตุลานนท์ และพวก ขณะนั่งอยู่ในรถยนต์นั่งส่วนบุคคล มีพฤติการณ์บีบแตรรถยนต์ลากยาวระหว่างขบวนกรมสมเด็จพระเทพฯ กำลังเสด็จบนทางร่วมของต่างระดับมักกะสัน และขับรถยนต์ด้วยความเร็วเพื่อไปให้ทันขบวน แต่เมื่อมาถึงบริเวณทางลงด่วนพหลโยธิน 1 เจ้าหน้าที่ตำรวจปฏิบัติหน้าที่รถปิดท้ายสกัดกั้นไม่ให้รถยนต์คันดังกล่าวลงไปร่วมกับขบวนได้ โดยระบุว่า…

ตะวันเอาอีกแล้ว…คือเขาไม่ได้ปิดถนนนะบนทางด่วน ขบวนเสด็จก็วิ่งมาอีกฝั่งใช่ไหม แล้วอีกด้านหนึ่งก็ขับเคลื่อนกันตามปกติ แต่รถของตะวันขับเหมือนพยายามจะเข้าไปอยู่ในขบวน ซึ่งทางเจ้าหน้าที่เขาก็ต้องปฏิบัติตามยุทธวิธีนั่นก็คือบล็อกไว้ จนเป็นที่มาของคลิป และเชื่อว่าหลาย ๆ คนคงได้ดูแล้ว

ปิดถนนทําไม? ถนนของประชาชน แต่ไม่เข้าถึง 112 นะ เป็นเดือดร้อนรําคาญ เพียงแค่ว่าเขาไปขุดอันอื่นที่เกี่ยวกับ 112 มาเพื่อถอนประกัน ซึ่งตะวันก็เพิ่งได้ประกันตัวมา และกําลังที่จะโดนถอนประกันอีกแล้ว ซึ่งไม่รู้ว่าน้องเขาต้องการอะไร คือเหมือนกับอยากให้มันเร่งปฏิกิริยาเคมีการปะทะกันรึเปล่า… ซึ่งมองว่า…ไม่รู้ว่าเด็กรุ่นใหม่ (ไม่ใช่ทั้งหมด) มันก็จะมีไม่กี่คน หยก ตะวันและก็คนขับที่อยู่ในขบวนการด้วย ขอใช้คําว่าขบวนการเลยนะ มันไม่สามารถเปลี่ยนให้แบบนี้น้องเอ้ย…สุดท้ายมันไม่ดีหรอก น้องจะเสียมวลชน น้องจะเสียแรงสนับสนุนไป ซึ่งตัวพี่จะวิเคราะห์อะไรไปทางไหนได้อีก ถ้าน้องมัวแต่ทําแบบนี้ บอกตรง ๆ ต่อสู้ให้มันโตขึ้นบ้างได้ไหม…ติดเขาพุ่งเข้าชนมันไม่เวิร์ก

และไหนจะโดนฝั่งที่เขาต่อต้าน ไหนจะเสียที่เขากําลังช่วยต่อสู้ทางความคิดเพื่อรับความเปลี่ยนแปลงของโลก อันนี้ก็ต้องยอมรับเพราะมันเป็นความจริง เรื่องวัฒนธรรมอะไรเข้าใจแหละมันเป็นวัฒนธรรม เป็นความเป็นไทย แต่มันต้องค่อย ๆ หมุนเปลี่ยนไปตามยุคสมัยอย่างสมูธที่สุด ขอใช้คํานี้ ใช้คําแบบที่ก้าวไกลเขาใช้เลย เปลี่ยนไปให้สมูธที่สุด อย่าไปเข้าใจเจตนาตรงนี้ผิด และขอย้ำอีกทีว่าโมเดลที่มันจะเป็นมันคืออังกฤษ สเปน นอร์เวย์ เดนมาร์ก สวีเดน ไม่ใช่รัสเซีย ฝรั่งเศส…


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top