Wednesday, 5 August 2026
Hard News Team

‘สหรัฐฯ’ ขยายขอบเขตความผิดไปถึงผู้ปกครอง ตั้งข้อหาฆาตกรรมแก่แม่ของเด็กก่อเหตุกราดยิง

ปฏิเสธไม่ได้ว่า ‘สหรัฐฯ’ คือประเทศที่เกิดเหตุ ‘กราดยิง’ ขึ้นบ่อยครั้ง จนแทบจะกลายเป็นภาพจำแล้วว่า ทุกครั้งที่มีข่าวกราดยิง หลายคนจะคิดว่าเกิดขึ้นที่สหรัฐฯ ไว้ก่อนเลย

แต่หากจะพูดถึงเหตุกราดยิงที่สร้างความช็อกให้กับสังคม หลายคนอาจนึกถึงเหตุกราดยิงโรงเรียนอ็อกซ์ฟอร์ดไฮสคูลในรัฐมิชิแกนเมื่อปี 2021 ซึ่งเด็กชายวัย 15 ปีรายหนึ่งเปิดฉากกราดยิงนักเรียนและครู จนทำให้มีผู้เสียชีวิต 4 ราย และบาดเจ็บ 7 คน

สำหรับผู้เสียชีวิต 4 คนเป็นนักเรียนทั้งหมด ส่วนผู้บาดเจ็บเป็นนักเรียน 6 คน และครู 1 คน

คดีนี้เป็นที่สนใจของสาธารณชน เพราะมีความพยายามที่จะเอาผิดพ่อและแม่ของเด็กชายผู้ก่อเหตุ คือ เจมส์ ครัมบลีย์ และเจนนิเฟอร์ ครับลีย์ ด้วย ฐานฆ่าคนตายโดยไม่เจตนา และมีการสอบสวนพยานหลักฐานมาโดยตลอด

เจนนิเฟอร์ถูกตั้งข้อกล่าวหาดังกล่าวครั้งแรกตั้งแต่วันที่ 30 พ.ย. 2021 แต่เธอปฏิเสธข้อกล่าวหา

ล่าสุดเมื่อวันที่ 6 ก.พ. ที่ผ่านมา คณะลูกขุน 12 คนซึ่งใช้พิจารณาคดีนานกว่า 10 ชั่วโมง ในที่สุดก็มีคำตัดสินให้ เจนนิเฟอร์ มารดาของผู้ก่อเหตุ มีความผิดในข้อหาฆ่าคนตายโดยไม่เจตนา 4 กระทง ถือเป็นครั้งแรกในสหรัฐฯ ที่จะมีการเอาผิดพ่อแม่หรือผู้ปกครองของผู้ก่อเหตุ ให้ได้รับโทษฐานฆาตกรรมด้วย

ด้วยคำตัดสินนี้ เจนนิเฟอร์อาจถูกพิพากษารับโทษจำคุกสูงสุด 15 ปี โดยการพิจารณาพิพากษาโทษของเธอจะมีขึ้นในวันที่ 9 เม.ย. 2024

ขณะนี้เธอถูกนำตัวกลับเข้าห้องขังอีกครั้ง โดนเธออยู่ในห้องขังนับตั้งแต่ถูกจับกุมไม่กี่วันหลังเหตุกราดยิง

คดีนี้ถือเป็นกลยุทธ์ทางกฎหมายที่ไม่ธรรมดาและแปลกใหม่ และแสดงถึงความพยายามที่จะขยายขอบเขตความผิดจากเหตุกราดยิงไม่ให้จบอยู่แค่ที่ตัวผู้ก่อเหตุเท่านั้น

แม้ว่าก่อนหน้านี้ผู้ปกครองจะต้องรับผิดต่อการกระทำของบุตรหลาน เช่น การปล่อยปละละเลยหรือข้อหาเกี่ยวกับอาวุธปืน แต่นี่เป็นครั้งแรกที่ผู้ปกครองของเด็กที่ก่อเหตุกราดยิงต้องรับผิดชอบโดยตรง

เครก ชิลลิง พ่อของ จัสติน ชิลลิง นักเรียนวัย 17 ปีที่เสียชีวิตจากเหตุที่อ็อกซ์ฟอร์ดไฮสคูล กล่าวว่า “มันเป็นสิ่งที่เรารอมานาน แต่แน่นอนว่ามันเป็นก้าวสำคัญในเรื่องของความรับผิดชอบ...มันเป็นเป้าหมายของเรามาโดยตลอด”

ด้าน เจมส์ พ่อของผู้ก่อเหตุ มีกำหนดขึ้นศาลในข้อหาเดียวกันนี้ในช่วงต้นเดือน มี.ค.

ส่วนตัวของผู้ก่อเหตุ ซึ่งปัจจุบันมีอายุ 17 ปี ได้รับสารภาพในข้อหาก่อการร้ายที่ทำให้มีผู้เสียชีวิต 1 กระทง ข้อหาฆาตกรรม 4 กระทง และอีก 19 กระทงที่เกี่ยวข้องกับเหตุกราดยิง และเมื่อปีที่แล้ว เขาถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิตโดยไม่ต้องรอลงอาญา

อัยการระบุว่า ที่เจนนิเฟอร์ต้องรับผิดชอบต่อเหตุกราดยิงนี้เพราะเธอ ‘ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง’ ในการมอบปืนให้กับลูกชายของเธอ ซึ่งในขณะนั้นอายุ 15 ปี และไม่ได้ให้คำแนะนำทางจิตที่เหมาะสมแม้ลูกชายของเธอจะแสดงสัญญาณอันตรายบางอย่างก็ตาม

คาเรน แม็กโดนัลด์ อัยการเขตโอ๊คแลนด์ กล่าวว่า “มันเป็นกรณีที่พบไม่บ่อยนักที่ต้องอาศัยข้อเท็จจริงอันร้ายแรง...นั่นคือการทำอะไรไปโดยไม่คิด และเธอก็ทำสิ่งหนึ่งโดยไม่คิด ด้วยเหตุนี้จึงมีเด็กถึง 4 คนต้องเสียชีวิต”

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายจำเลยแย้งว่าความผิดเป็นของคนอื่นต่างหาก เช่น สามีของเธอที่เก็บอาวุธปืนไว้อย่างไม่เหมาะสม หรือโรงเรียนที่ไม่แจ้งให้เธอทราบเกี่ยวกับปัญหาด้านพฤติกรรมของลูกชาย รวมถึงตัวลูกชายเองที่วางแผนและดำเนินการก่อเหตุด้วยตัวเขาเอง

แชนนอน สมิธ ทนายฝ่ายจำเลยกล่าวว่า คดีนี้จะทำให้ผู้ปกครองทั่วโลกเป็นอันตราย “พ่อแม่ทุกคนสามารถรับผิดชอบต่อทุกสิ่งที่ลูกทำได้จริง ๆ หรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเป็นเหตุไม่คาดฝัน”

ด้านเจนนิเฟอร์ยืนหยัดในการปกป้องสิทธิของเธอเอง โดยเธอไม่ได้แสดงความเสียใจกับการกระทำของเธอ และบอกว่า “ฉันถามตัวเองว่าจะทำอะไรที่แตกต่างออกไปหรือไม่ และฉันคิดว่าคงจะไม่”

'นายกฯ' รับ!! ไม่เห็นด้วย 'กนง.' คงดอกเบี้ย 2.5% ชี้!! ตอนนี้เงินเฟ้อของประเทศไทยติดลบแล้ว

(7 ก.พ.67) นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรมว.คลังกล่าวถึงการที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ที่มีมติคงดอกเบี้ยนโยบาย ที่ 2.5% ว่า ทราบว่ามติ 5:2 ให้คงดอกเบี้ย ซึ่งตรงนี้รัฐบาลก็ต้องน้อมรับ เพราะโดยหน้าที่ของรัฐบาลต้องให้ความเห็น และโน้มน้าวว่าความเดือดร้อนของประชาชนอยู่ตรงไหน เพื่อให้นโยบายการเงินและการคลังเดินไปด้วยกัน 

“เมื่อผลออกมาแบบนี้ถามว่าเห็นด้วยหรือไม่ ก็ต้องบอกว่าไม่เห็นด้วย แต่ก็ต้องยอมรับเพราะว่า กนง.มีความเป็นอิสระในการดำเนินนโยบายการเงิน เราคงไม่ก้าวก่าย แต่ก็อยากเห็นนโยบายการเงินการคลัง เดินไปด้วยกัน และในตอนนี้เงินเฟ้อของประเทศนั้นติดลบแล้ว” นายเศรษฐา กล่าว

นายเศรษฐา กล่าวด้วยว่า เรื่องนี้ตนไม่ได้รู้สึกว่าถูกบีบอะไรทั้งสิ้น มีหน้าที่ต้องบริหารต้องทำความเข้าใจก็บริหารกันไป เป็นหน้าที่ที่ต้องบริหารเรื่องนี้อยู่แล้ว ส่วนเรื่องของความเห็นต่างเป็นเรื่องที่เราต้องบริหารความคาดหวังซึ่งกันและกัน 

เมื่อถามว่าการประชุมครั้งนี้ กนง.ไม่ลด แต่ครั้งหน้าอาจจะลดหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่าก็ต้องดูตัวเลขต่อไปเรื่อยๆ ตนเองไม่ได้มีธงว่าต้องลดหรือไม่ลด ถ้าตัวเลขบอกว่าไม่ต้องลดผมก็จะออกมาบอกว่าไม่ควรจะลด

"การเห็นต่าง เห็นด้วย เห็นสมควร ในเรื่องต่างๆ หรือว่าต้องโน้มน้าวในเรื่องนี้ ผมก็จะทำต่อไป"นายเศรษฐา กล่าว 

‘พิธีกรดัง’ ยกเคส ขรก.สาว ใช้ชีวิตด้วยเงินเดือน 15,000 บ. มีเงินเก็บ-ให้แม่ 5,000/ด. เพราะ ‘วางแผนดี-ไม่มีหนี้สิน’

(7 ก.พ. 67) จากเฟซบุ๊ก 'KUL' โดย กุลวิชญ์ สำแดงเดช ผู้ดำเนินรายการ Ringside การเมือง ได้โพสต์ข้อความ ระบุว่า…

จึ้ง! ‘นักวิชาการศึกษา’ เงินเดือน 15,000 บาท อยู่ได้ แถมแบ่งให้พ่อแม่ 

ผู้ใช้ TikTok ‘@apple_apple1995’ คนนี้ เมื่อเธอออกมาโพสต์คลิป ‘คนยโสธรมาบรรจุสระบุรี #นักวิชาการศึกษา’ รีวิวชีวิตตัวเองในวัย 27 ปี

หลังจากที่เธอสามารถสอบบรรจุ ตำแหน่งนักวิชาการศึกษาได้สำเร็จ พร้อมเงินเดือน 15,060 บาท จนกลายเป็นเรื่องราวที่ได้รับความสนใจอย่างมากในโลกออนไลน์

โดยเขียนเล่าชีวิตไว้ว่า เธอเป็นคน จ.ยโสธร แต่สถานที่ทำงาน คือ จ.สระบุรี ทำให้ต้องย้ายงานไกลบ้านถึง 477 กิโลเมตร

ส่วนในเรื่องรายจ่าย ก็ให้เงินแม่สำหรับดูแลตัวเอง เดือนละ 5,000 บาท เมื่อหักลบแล้ว เธอเหลือเงินเพียง 10,000 บาทเท่านั้น

ทั้งนี้ยังมีค่าใช้จ่าย ค่าเช่าห้องของตัวเอง 2,500 บาทต่อเดือน ไม่รวมค่าน้ำ ค่าไฟ และค่าเดินทาง ซึ่งเธอชี้แจงไว้ว่า เธอได้ขี่มอเตอร์ไซค์ไปทำงาน มีเพียงค่าน้ำมันเดือนละ 100 บาท

สิ่งที่ทำให้เงินเดือนยังเหลือใช้ นั่นคือการไม่มีหนี้ ทำให้นักวิชาการศึกษารายนี้ มีเงินเหลือเฉลี่ยต่อเดือนน่าจะราว ๆ 7,000 บาท โดยเงินที่เหลือ ยังไม่หักลบค่ากินค่าใช้อื่น ๆ ที่จะเป็นเงินเก็บ

อย่างไรก็ดี อาชีพข้าราชการ นับว่าเป็นอีกหนึ่งอาชีพที่หลายคนใฝ่ฝัน และอยากที่จะรู้ว่า การทำงานในเส้นทางอาชีพนี้ จะสามารถสร้างรายได้ให้ตัวเองได้หรือไม่ และได้มากน้อยแค่ไหนในแต่ละเดือน

เมื่อเผยแพร่คลิปดังกล่าวออกไป งานนี้ก็กลายเป็นไวรัลทันที มีผู้ชมกว่า 1 ล้านครั้ง และมีผู้แสดงความคิดเห็นจำนวนมาก หลายคนชื่นชม และยอมรับกับเธอว่าเมื่อถึงสิ้นเดือนทีไร คิดไม่ตกว่าจะใช้ชีวิตอย่างไร เพราะต้นเดือนมีเงินกินอยู่สบาย พอมาสิ้นเดือนกลับดิ้นรนชีวิตทุกครั้ง ทำให้รายรับกับรายจ่ายไม่สมดุลกัน

‘ทีมชาติไทย’ เจ๋ง!! พาผลงาน ‘บั้งไฟพญานาค’ คว้าที่ 2 จากเทศกาลแกะสลักหิมะซัปโปโร 2024 ประเทศญี่ปุ่น

(7 ก.พ. 67) นับเป็นข่าวดีของพี่น้องชาวไทย หลังทีมนักแกะสลักหิมะตัวแทนประเทศไทย พาผลงาน ‘The Naga Fireballs’ คว้ารางวัลรองชนะเลิศ จากการประกวดแข่งขัน ‘Sapporo International Snow Sculpture ครั้งที่ 48’ โดยนำเสนอตำนานบั้งไฟพญานาค พร้อมโชว์ความประณีตอ่อนช้อยของผลงานเชิงพุทธศิลป์แบบช่างศิลป์ไทยสู่สายตานานาชาติ

นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า ททท. ได้ส่งทีมแกะสสักหิมะตัวแทนประเทศไทย เข้าร่วมแข่งขันในงาน ‘International Snow Sculpture ครั้งที่ 48’ ซึ่งนับเป็นกิจกรรมไฮไลต์อย่างหนึ่งภายใต้เทศกาลหิมะ ‘Sapporo Snow Festival ครั้งที่ 74’ ณ เมืองซัปโปโร จังหวัดฮอกไกโด ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งจัดขึ้นในวันที่ 3-7 กุมภาพันธ์ 2567

โดยนับเป็นงานเทศกาลหิมะที่ใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น แต่ละปีจะมีนักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นและนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกเดินทางมาเข้าร่วมและเที่ยวชมงานกว่า 2 ล้านคน สำหรับในปีนี้เป็นการกลับมาจัดกิจกรรมแกะสลักหิมะอีกครั้ง ภายหลังจากสถานการณ์โควิด-19 ซึ่ง ททท. เห็นเป็นโอกาสอันดีในการนำเสนอวัฒนธรรม ประเพณี และความเชื่อของไทยผ่านงานศิลปะการแกะสลักหิมะไปสู่สายตาชาวต่างชาติทั่วโลก ทั้งยังสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลในการส่งเสริม Soft Power ซึ่งจะสร้างภาพจำและความประทับใจ ตลอดจนแรงบันดาลใจในการเดินทางท่องเที่ยวมายังประเทศไทยอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม ทีมตัวแทนประเทศไทยที่ ททท. สนับสนุนให้เข้าแข่งขันในปีนี้ คือทีมที่ได้สร้างชื่อเสียงมาแล้วหลายครั้ง ประกอบด้วย

- นายกุศล บุญกอบส่งเสริม จากโรงแรมแชง-กรีล่า
- นายอำนวยศักดิ์ ศรีสุข นักแกะสลักอิสระ
- นายกฤษณะ วงศ์เทศ นักแกะสลักอิสระ

โดยร่วมเข้าแข่งขันกับตัวแทนจากต่างประเทศต่างๆ รวม 9 ทีม ได้แก่ ฮาวาย (สหรัฐอเมริกา) อินโดนีเซีย โปแลนด์ สิงคโปร์ พอร์ทแลนด์ (สหรัฐอเมริกา) ลิทัวเนีย มองโกเลีย เกาหลีใต้ และประเทศไทย

ในการแข่งขันแกะสลักหิมะครั้งนี้ ทีมแกะสลักหิมะตัวแทนประเทศไทยได้นำเสนอผลงานที่ชื่อว่า ‘The Naga Fireballs’ หรือ ‘บั้งไฟพญานาค’ โดยสร้างสรรค์ขึ้นจากเรื่องราวและความเชื่อเกี่ยวกับพญานาคในรูปแบบของคนไทย

ผลงานนี้เล่าเรื่องราวของพญานาคในบริบทของความเชื่อทางพุทธศาสนาและถูกสืบสานผ่านตำนานบั้งไฟพญานาคที่คนท้องถิ่นในภาคอีสานเชื่อว่าพญานาคเป็นต้นกำเนิดของแม่น้ำโขงและพญานาคในแม่น้ำโขงเป็นผู้จุดบั้งไฟนี้เพื่อบูชาพระพุทธเจ้าในวันออกพรรษา

นอกจากเรื่องความเชื่อและความศรัทธาแล้วพญานาคในผลงานชิ้นนี้จึงยังสะท้อนถึงความเชื่อมโยงระหว่างสายน้ำ วิถีชีวิต และวัฒนธรรมของคนไทย นอกจากนี้ ทีมช่างแกะสลักยังตั้งใจออกแบบและแกะสลักลวดลายให้ละเอียดอ่อนประณีต เพื่อนำเสนอความสวยงามของจิตรกรรมและประติมากรรมเชิงพุทธศิลป์แบบไทย

การส่งตัวแทนประเทศไทยเข้าร่วมการแข่งขันแกะสลักหิมะ เป็นหนึ่งในกิจกรรมที่ ททท. สนับสนุนมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2534 โดยครั้งนี้นับเป็นการส่งตัวแทนเข้าแข่งขันครั้งที่ 21
โดยการที่ช่างแกะสลักตัวแทนประเทศไทยได้รับรางวัลชนะเลิศ (Champion) รวมทั้งสิ้น 9 ครั้ง และคว้ารางวัลชนะเลิศติดต่อกัน 3 ปีซ้อน (Grand Champion) จำนวนถึง 2 ครั้ง อย่างที่ไม่มีตัวแทนของประเทศอื่นสามารถทำได้มาก่อน

ถือเป็นเครื่องพิสูจน์อย่างชัดเจนถึงความสามารถของช่างศิลป์ไทย และเป็นการเผยแพร่เอกลักษณ์งานศิลป์แบบไทยที่เป็นภูมิปัญญาสืบทอดกันมาแต่ช้านานผ่านงานเทศกาลระดับโลก

นอกจากนี้ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาทีมตัวแทนประเทศไทยยังได้รับความสนใจอย่างมากจากชาวญี่ปุ่นผู้ติดตามให้กำลังใจ ตลอดจนสื่อมวลชนของญี่ปุ่นและต่างประเทศ

โดยในปีนี้ สำนักข่าว NHK WORLD-JAPAN และ TV Asahi ได้เตรียมนำเสนอเนื้อหาพิเศษเกี่ยวกับทีมแกะสลักหิมะไทยเพื่อเผยแพร่ไปยังผู้ชมชาวญี่ปุ่นทั่วประเทศ รวมถึงยังมีการนำเสนอผ่าน Hokkaido Newspaper ที่มียอดตีพิมพ์ 800,000 ฉบับต่อวัน ถือเป็นการสร้างชื่อเสียงและช่วยดึงดูดชาวญี่ปุ่นให้สนใจมาท่องเที่ยวประเทศไทยได้ในอนาคตด้วย

ทั้งนี้ ตลาดนักท่องเที่ยวญี่ปุ่นถือเป็นตลาดนักท่องเที่ยวที่มีศักยภาพของไทย โดยในปี 2566 ที่ผ่านมา มีนักท่องเที่ยวญี่ปุ่นเดินทางเข้าประเทศไทยกว่า 800,000 คน เติบโตร้อยละ 180 เมื่อเทียบกับปี 2565 ซึ่งติด 10 อันดับประเทศที่มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าประเทศไทยสูงที่สุดในปี 256

2 มหาวิทยาลัยดังสิงคโปร์ เตรียมเก็บค่าเข้าชมพื้นที่ หลังคณะทัวร์ล้นทะลัก กระทบชีวิตนักศึกษาหลายด้าน

(7 ก.พ. 67) กลายเป็นกระแสทั่วโซเชียล เมื่อมหาวิทยาลัยชื่อดังของสิงคโปร์ออกกฎ ‘เก็บเงินค่าเข้าชม’ หลังนักท่องเที่ยวแห่เข้ามาเยี่ยมชมในพื้นที่มหาวิทยาลัย จนส่งผลกระทบต่อนักศึกษา

มหาวิทยาลัยชื่อดังของสิงคโปร์ 2 แห่ง ได้แก่ Nanyang Technological University (NTU) และ National University of Singapore (NUS) เจอสถานการณ์ ‘ทัวร์ลง’ ของจริง จนต้องออกมาตรการเพื่อลดจำนวนคณะทัวร์ที่จะเข้ามาท่องเที่ยวในพื้นที่

สำนักข่าว South China Morning Post (SCMP) รายงานว่า มหาวิทยาลัยดังทั้งสองแห่งเผชิญปัญหาเดียวกันในระยะหลัง คือมีคณะทัวร์เข้ามาเป็นคันรถจนทำให้การจราจรติดขัด และไม่ใช่แค่ชมภายนอกอาคาร แต่ลามเข้าไปถึงในภายใน 

นักท่องเที่ยวมักจะเข้ามาดูและถ่ายรูปในพื้นที่อ่านหนังสือ ส่งเสียงดังภายในอาคารจนรบกวนสมาธิ แม้กระทั่งเนียนเข้าไปนั่งฟังเลคเชอร์ในห้องเรียน และที่หนักที่สุดคือนักท่องเที่ยวจะต่อคิวร่วมกินข้าวเที่ยงในโรงอาหารด้วย จนนักศึกษาต้องรอคิวซื้อข้าวเป็นชั่วโมง และนักท่องเที่ยวยังร่วมใช้รถชัตเติลบัสภายในวิทยาเขต ทำให้ที่นั่งเต็ม นักศึกษาต้องรอคิวขึ้นรถ ทั้งหมดนี้ทำให้นักศึกษาไม่สะดวกในการจัดการเวลาและเข้าเรียนสาย

เหตุการณ์ปั่นป่วนเริ่มหนักข้อขึ้นเรื่อย ๆ ตั้งแต่ปลายปี 2023 จนทำให้ NTU ออกกฎใหม่ ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2024 เอเยนซีทัวร์ทั้งหลายที่จะพาทัวร์มาลงในวิทยาเขตจะต้องขออนุญาตมหาวิทยาลัยก่อน และต้องลงทะเบียนคณะทัวร์ผ่านช่องทางออนไลน์ มีการจองตารางเข้าชมล่วงหน้า 

รวมถึงต่อไป NTU จะเก็บ ‘ค่าเข้าชม’ เพื่อใช้บำรุงรักษาสถานที่ และเป็นการควบคุมจำนวนพาหนะเข้าออกพื้นที่ โดยขณะนี้ยังไม่ประกาศราคาและเงื่อนไข

บริษัททัวร์หลายแห่งให้สัมภาษณ์กับ SCMP ว่า นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ที่ต้องการทัวร์มหาวิทยาลัยมักจะมาจาก ‘จีน’ และประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เหตุเพราะพ่อแม่ผู้ปกครองต้องการจะพาลูก ๆ วัยประถมถึงมัธยมมาเพื่อ ‘สัมผัสประสบการณ์ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัย’ ที่มีชื่อเสียงอันดับต้น ๆ ของเอเชีย

Times Higher Education นิตยสารอังกฤษที่มักจะจัดอันดับมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดทั่วโลกทุกปี เมื่อปี 2023 จัดอันดับ NUS เป็นอันดับ 3 ของเอเชียและอันดับ 19 ของโลก ส่วน NTU ถือเป็นอันดับ 5 ของเอเชียและอันดับ 36 ของโลก

นอกจากชื่อเสียงในด้านการศึกษาแล้ว ทั้งสองมหาวิทยาลัยยังโดดเด่นด้านสถาปัตยกรรมด้วย โดยเฉพาะ NTU ที่มีอาคารที่เป็นไอคอนอย่าง ‘The Hive’ อาคารที่มีรูปร่างเหมือนตะกร้าติ่มซำเรียงซ้อนกัน ทำให้ใคร ๆ ก็อยากเข้ามาถ่ายรูป

'โจ มณฑานี' เผย!! อุ่นใจกับบริการของโรงพยาบาลดัง หลังเจ้าหน้าที่ 'สุภาพ-อ่อนโยน-ว่องไว' ปลื้มใจแทน ผอ.

(7 ก.พ. 67) จากเฟซบุ๊ก ‘Jo Montanee’ โดยคุณโจ มณฑานี ตันติสุข นักเขียนและวิทยากรการเงิน ได้โพสต์ข้อความหลังมาตรวจสุขภาพที่ รพ.มงกุฎวัฒนะ โดยระบุว่า...

"ตอนนี้พี่โจอยู่ รพ.มงกุฎวัฒนะ มาตรวจนิ้วหักและตรวจต้อพร้อมกัน จนท.ทุกแผนกอ่อนโยน สุภาพ ว่องไว นพ.เหรียญทองท่านต้องภูมิใจแน่ค่ะ❤️"

ขณะที่ด้าน พล.ต.นพ.เหรียญทอง แน่นหนา ผอ.โรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ ได้เข้ามาตอบว่า...

"ขอบคุณคุณโจที่ให้เกียรติมาใช้บริการ รพ.มงกุฎวัฒนะเป็นอย่างมากครับ พวกเราทุกคนภูมิใจที่ได้ให้บริการคุณโจโดยไม่ได้รู้การล่วงหน้า และขอให้คุณโจหายไวๆ นะครับ"

จับตา!! กลไกรัฐจีน สั่งการกองทุน Central Huijin กระหน่ำซื้อหุ้น+กองทุน ETF ในตลาดทุนมากขึ้น

(7 ก.พ. 67) รองศาสตราจารย์ ดร.อักษรศรี พานิชสาส์น ผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจจีน คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า…

“🇨🇳 Visible Hand กลไกรัฐจีนทำงานหนัก!! สั่งการให้ Central Huijin ของรัฐบาลจีนกระหน่ำซื้อหุ้น+กองทุน ETF ในตลาดทุนมากขึ้น”

#หุ้นจีน 🇨🇳 ปรับแดนบวก 07.02.2024 เพราะมือที่มองเห็นในจีน!! 

คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์จีน (CSRC) 🇨🇳 ประกาศสนับสนุนให้บริษัท Central Huijin Investment (เซ็นทรัล หุยจิน) บริษัทด้านการลงทุนของรัฐบาลจีนเข้าซื้อกองทุน ETF : Exchange-Traded Funds และซื้อหุ้นในตลาดมากขึ้น เพื่อสนับสนุนตลาดหุ้นภายในประเทศ

Central Huijin Investment Co., Ltd. คือ บริษัทลงทุนของทางการจีน (พรรคคอมมิวนิสต์จีน) 🇨🇳 ตั้งมานานแล้ว ตั้งแต่ปี 2003 โดยอยู่ในสังกัดของกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติของจีน (Sovereign Wealth Fund ) ที่ใช้ชื่อว่า กองทุน CIC : China Investment Corporation 

กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ CIC เป็นกองทุนสถาบันที่มีรัฐบาลจีนเป็นเจ้าของ โดยการนำทุนสำรอง reserves หรือรายได้ของประเทศบางส่วนมาฝากไว้กับกองทุน เพื่อหาผลตอบแทน

ในปัจจุบัน Central Huijin ของทางการจีนได้เข้าไปถือหุ้นในธนาคารและสถาบันการเงินสำคัญต่าง ๆ ของจีนกว่า 17 แห่ง เช่น  ธนาคาร Big Four ทั้งสี่ของจีน และธนาคารอื่น ๆ รวมทั้งถือหุ้นในบริษัทประกันต่าง ๆ และถือหุ้นในบิ๊กเทคจีน เช่น Alibaba!!

Central Huijin จึงถือเป็นอีกกลไกรัฐของจีนในการเข้าไปมีบทบาท (พยุง) ตลาดทุนและสถาบันการเงินสำคัญของจีน เพื่อรักษาเสถียรภาพทางการเงิน  

#มือที่มองเห็นของจีน 🇨🇳 #กลไกรัฐ

เจ้าของไอเดีย ‘กางเกงแมวโคราช’ ไม่หวั่น!! ‘จีน’ เลียนแบบ เชื่อ!! ของแท้ต้องผลิตที่ไทยเท่านั้น สินค้าถึงจะคุณภาพดี

(7 ก.พ. 67) กรณีที่กางเกงช้าง กางเกงแมว ซึ่งถือว่าเป็นสินค้าซอฟต์พาวเวอร์ไทย ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยว ทั้งชาวไทย และชาวต่างชาติ ซื้อไปสวมใส่กันเป็นจำนวนมาก กลายเป็นกระแสนิยมโด่งดังไปทั่วโลก จนมีพ่อค้าชาวจีนหัวใสนำไปผลิตที่โรงงานในประเทศจีน ซึ่งมีต้นทุนต่ำกว่า แล้วนำมาขายให้กับนักท่องเที่ยว ตามตลาดนัดหรือแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ ในประเทศไทย โดยมีราคาต่ำกว่าสินค้าที่ผลิตในประเทศไทยอย่างมาก จนเป็นกระแสดรามาเรื่องลิขสิทธิ์ และผลประโยชน์ที่คนไทยจะได้รับน้อยกว่าคนจีนอยู่ในขณะนี้นั้น

ล่าสุดนายภพ ไตรบัญญัติกุล กรรมการหอการค้าจังหวัดนครราชสีมา ฝ่ายธุรกิจต่างประเทศและการลงทุน เจ้าของไอเดียโครงการประกวดลายโคราชโมโนแกรม ซึ่งได้นำผลงานชนะเลิศจากการประกวดมาทำเป็นกางเกงแมวต้นแบบเป็นคนแรก จนได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทย และชาวต่างชาติ กลายเป็นกระแสโด่งดังไปทั่วโลก กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า โดยส่วนตัวแล้วมองว่าในโลกยุคทุนนิยม การที่สินค้าชนิดใด มีคุณภาพดี เด่น ดัง ก็ย่อมเป็นเป้าหมายของคนที่จะนำไปลอกเลียนแบบเป็นเรื่องธรรมดา แต่ไม่ได้ไปลดทอนคุณค่าสินค้าของแท้ได้ ซึ่งลายโคราชโมโนแกรมที่นำไปทำเป็นกางเกงแมว ก็เช่นกัน ถ้าเป็นของแท้ต้องผลิตจากเมืองไทยเท่านั้น จึงจะได้คุณภาพที่ดี

ทั้งนี้ ในส่วนเรื่องลิขสิทธิ์ เราได้จดลิขสิทธิ์ไว้แล้ว เพื่อป้องกันการแอบอ้าง และให้การท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดนครราชสีมา เป็นผู้ถือลิขสิทธิ์ไว้ แต่การนำไปใช้ เราเปิดให้ทุกคนสามารถโหลดลายนี้ไปใช้ทำสินค้าได้โดยเสรี ไม่หวงลิขสิทธิ์แต่อย่างใด ดังนั้นจะเป็นคนไทยหรือคนจีน ก็สามารถนำไปใช้ผลิตสินค้าได้ ซึ่งส่วนนี้ก็ยอมรับว่าจีนมีต้นทุนที่ถูกกว่าไทยอยู่แล้ว แต่คุณภาพจะสู้ของไทยไม่ได้ ตนเองมองว่าทุกอย่างมีได้ก็ต้องมีเสีย เรื่องกางเกงแมวก็เช่นกัน เชื่อว่าเราได้มากกว่าเสีย เพราะวัตถุประสงค์หลักของลายโคราชโมโนแกรม โฟกัสไปที่การประชาสัมพันธ์จังหวัดเป็นหลัก โดยลวดลายจะมีการออกแบบจากของดีที่อยู่ในจังหวัดนครราชสีมา เช่น ซุ้มประตูเมือง กำแพงเมือง ฐานตั้งอนุสาวรีย์ย่าโม แมวสีสวาด ผัดหมี่โคราช และดอกสาธร ที่เป็นดอกไม้ประจำจังหวัดนครราชสีมา ดังนั้นคนที่สวมใส่กางเกงแมวก็จะมีลวดลายเหล่านี้ติดตัวไปด้วย และถ้าเขาอยากรู้ว่ามันเป็นลายอะไร ก็จะได้ค้นหาและในที่สุดก็จะรู้ว่าแต่ละลายมีความหมายว่าอะไร อยู่ที่ไหน สิ่งเหล่านี้ประเมินเป็นมูลค่าทางการตลาดที่สูงมาก ที่จังหวัดนครราชสีมาจะได้รับกลับมา ซึ่งในอนาคตทางหอการค้าจังหวัดนครราชสีมา ก็ได้นำลวดลายเหล่านี้ มาพัฒนาต่อยอดให้ผู้ประกอบการในพื้นที่ใช้ทำสินค้า หรือบริการอื่นๆ ต่อไป

เช็กพฤติกรรมผู้อ่าน LINE TODAY ปี 2023 แต่ละวัย ชอบคอนเทนต์แบบไหนกันนะ!!

LINE TODAY เปิดอินไซต์พฤติกรรมบริโภคคอนเทนต์  - ข่าวสารของคนไทยบนแพลตฟอร์มในรอบปีที่ผ่านมา พบ ‘การเมือง - ดวง - บันเทิง’ ครองหมวดเนื้อหามาแรงที่สุด พร้อมเผยความชอบตามช่วงวัย พบผู้อ่านวัยต่ำกว่า 30 ปีสนใจชอบ ‘บันเทิงเอเชีย’ ขณะที่ก็ตื่นตัวเรื่องการเมืองไม่แพ้กัน 

>>ท็อป 3 หมวดคอนเทนต์คนไทยนิยมเสพในรอบปี  

1) การเมือง การเลือกตั้งในปีที่ผ่านมาถือเป็นวาระสำคัญของประเทศที่ทำให้เรื่องการเมืองอยู่ในความสนใจของคนทุกช่วงวัย ตามด้วยเหตุการณ์สำคัญที่เกี่ยวข้องเกิดขึ้นต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน เรียกได้ว่าร้อนระอุแบบไม่แผ่ว ส่งให้คอนเทนต์การเมืองถูกอ่านรวมกว่า 514 ล้านวิว นอกจากนั้น ยอดวิวการเข้าชมไลฟ์นับผลคะแนนเลือกตั้งยังพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์กว่า 5.4 ล้านวิว โดยบุคคลและคำสำคัญที่ถูกคลิกอ่านมากที่สุด ได้แก่ ‘ก้าวไกล - พิธา - ทักษิณกลับไทย - ดิจิทัลวอลเล็ต และ สมรสเท่าเทียม’ 

2) ดวงชะตาราศี เป็นหมวดที่ไม่เคยหลุดออกจากความสนใจคนไทยไม่ว่าจะปีไหน โดยผู้ใช้งานนิยมติดตามคอนเทนต์ดวงประจำวัน สีมงคล เสี่ยงเซียมซี และตรวจดวงชะตาจากคำทำนายจากหมอดูชื่อดัง รวมมียอดวิวมากถึง 473 ล้านครั้ง โดยหมอดูที่ผู้อ่านโหวตชื่นชอบที่สุดได้แก่ ‘หมอไก่ พ.พาทินี’

3) บันเทิง หมวดเนื้อหาที่มาพร้อมกับความสนุกในทุกแง่มุมของวงการบันเทิง จึงไม่แปลกใจที่จะอยู่ในความสนใจคนทุกช่วงวัย ซึ่งเฉพาะบันเทิงไทยหมวดเดียวก็มียอดวิวรวมกว่า 316 ล้านวิว นอกจากนี้ ‘ลิซ่า แบล็กพิงค์’ และ ‘แอฟ ทักษอร’ ยังรั้งตำแหน่งคนบันเทิงที่มีเรื่องราวถูกติดตามอ่านมากที่สุด 

ขณะที่คอนเทนต์เกี่ยวกับภาพยนตร์ที่ถูกอ่านมากที่สุด ได้แก่ ‘สัปเหร่อ’ และละครไทย ได้แก่ ‘พรหมลิขิต’ ที่มีประเด็นร้อนหลายแง่ตั้งแต่ต้นจนจบ ด้าน ‘พีพี กฤษฏ์ - บิวกิ้น พุฒิพงศ์’ ครองโหวตศิลปินแห่งปี ​และฝั่ง ‘นางงาม’ หัวข้อที่คึกคักไม่แพ้กัน เพราะมีการเข้าชมไลฟ์ Miss Universe Thailand 2023 รวมกว่า 1.5 ล้านวิว โดย ‘แอนโทเนีย โพซิ้ว’ ซิวมง ‘ข่าวบันเทิงแห่งปี’ และ ‘อิงฟ้า วราหะ’ คว้าตำแหน่ง ‘แฮชแท็กแห่งปี’ จากคะแนนโหวต 

นอกจากนี้ ยังพบว่าคอนเทนต์หมวด ‘สุขภาพ’ มีการเติบโตอย่างน่าสนใจ โดยผู้ใช้งานติดตามบทความเกี่ยวกับสุขภาพจิตและการดูแลตนเอง โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับฝุ่น PM2.5 ที่อยู่ในความกังวลคนไทยอย่างต่อเนื่อง มียอดอ่านมากถึง 187 ล้านวิว จากเฉพาะเรื่องฝุ่น

>>เผยพฤติกรรมผู้อ่านจากระบบ AI ช่วงวัยไหน ชอบอ่านอะไร 

-กลุ่มผู้อ่านอายุต่ำกว่า 20 ปี สนใจเนื้อหาบันเทิง และ ข่าวทั่วไป เป็นสัดส่วนถึง 80% ของเนื้อหาที่คนกลุ่มนี้บริโภค 

-กลุ่มผู้อ่านอายุ 20 - 30 ปี สนใจเนื้อหาบันเทิงมากที่สุด โดยเฉพาะ “บันเทิงเอเชีย” แต่ก็ตื่นตัวติดตามเรื่องการเมืองเพิ่มขึ้นถึง 67% ในเวลาเดียวกัน  

-กลุ่มผู้อ่านอายุ 30 - 40 ปีขึ้นไป สนใจคอนเทนต์ดวงชะตาราศี ลอตเตอรี่ ไลฟ์สไตล์-กินเที่ยว

-กลุ่มผู้อ่านวัย 50 ปีขึ้นไป เป็นกลุ่มวัยที่มีความสนใจโดยเฉลี่ยหลากหลายที่สุด ตั้งแต่เศรษฐกิจ กีฬา สังคม การเมือง ต่างประเทศ และบันเทิง

แม่ทัพภาคที่ 3 ตรวจเยี่ยมการดำเนินโครงการปรับปรุงเส้นทางภูทับเบิก บ้านนาสะอุ้ง - บ้านหมากแข้ง

ตามที่ พลเอก เจริญชัย หินเธาว์ ผู้บัญชาการทหารบก ได้กรุณาอนุมัติให้ดำเนินโครงการปรับปรุงเส้นทางภูทับเบิก - บ้านนาสะอุ้ง - บ้านหมากแข้ง ที่มีความชำรุดเสียหายมาเป็นเวลานาน  ทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อนและยากลำบากในการเดินทาง อีกทั้งเมื่อเข้าสู่ช่วงฤดูฝนทำให้เส้นทางดังกล่าวไม่สามารถสัญจรได้ ระยะเวลาดำเนินการตั้งแต่ 1 ก.พ. - 3 พ.ค.67 ระยะทาง รวม 13.74 กิโลเมตร

ในวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2567 เวลา 10.15 นาฬิกา พลโท ประสาน  แสงศิริรักษ์ แม่ทัพภาคที่ 3 และคณะ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการดำเนินโครงการปรับปรุงเส้นทางภูทับเบิก - บ้านนาสะอุ้ง - บ้านหมากแข้ง ในโอกาสเดินทางได้เข้าเยี่ยมชมอุทยานเทิดพระเกียรติบ้านหมากแข้ง ตำบลกกสะทอน อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย เพื่อตามรอยและเชิดชูพระวีรกรรมอันกล้าหาญยิ่งของ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อครั้งดำรงพระราชอิสริยายศ ร้อยเอก สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามกุฎราชกุมาร 

จากนั้นเดินทางไปติดตามความก้าวหน้าการดำเนินโครงการปรับปรุงเส้นทางภูทับเบิก - บ้านนาสะอุ้ง - บ้านหมากแข้ง และรับฟังบรรยายสรุปผลการดำเนินการ โดยกองพลพัฒนาที่ 3 
ต่อจากนั้นเดินทางไป โรงเรียนบ้านนาสะอุ้ง ตำบลวังบาล อำเภอหล่มเก่า จังหวัดเพชรบูรณ์ เพื่อพบปะประชาชนบ้านนาสะอุ้ง พร้อมทั้งมอบถุงยังชีพให้กับประชาชนที่มีฐานะยากจน จำนวน 30 ครอบครัว พร้อมทั้งมอบผ้าห่มกันหนาวให้ประชาชน และร่วมรับประทานอาหารร่วมกับชาวบ้านบ้านนาสะอุ้ง และนักเรียนโรงเรียนบ้านนาสะอุ้ง ในโอกาสนี้แม่ทัพภาคทึ่ 3 ได้พบปะและให้กำลังใจกำลังพลที่มาปฏิบัติภารกิจ และมอบสิ่งของเพื่อเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจ ปรีชา นุตจรัส รายงานข่าว


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top