Wednesday, 5 August 2026
Hard News Team

‘รร.พิบูลวิทยาลัย’ จ.ลพบุรี เปิดแนวคิดพัฒนาคุณภาพนักเรียน ยก 3 เรื่องเด่น ‘วิชาการ-ศิลปะ-กีฬา’ พาเด็กๆ มุ่งสู่ระดับประเทศ

(9 ก.พ.67) โลกในปัจจุบันกำลังเข้าสู่ในศตวรรษที่ 21 ระบบการศึกษาของไทยต้องมีการปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ซึ่งตัวชี้วัดความสำเร็จในเรื่องดังกล่าวฯ อยู่ที่งานวิชาการ มีหัวใจหลักอยู่ที่การพัฒนาคุณภาพวิชาการ โดยหลักการนี้เป็นแนวคิดของ รร.พิบูลวิทยาลัย จ.ลพบุรี ที่ได้นำมาบูรณาการ จนสามารถนำนักเรียนมุ่งหน้าสู่ความเป็นเลิศในระดับประเทศได้ แนวคิดนี้น่าสนใจอย่าง ไรต้องลองมาศึกษากันดู 

นายธรรมวิทย์ ธรรมพิธี ผู้อำนวยการ รร.พิบูลวิทยาลัย จ.ลพบุรี เปิดเผยว่า “นโยบายหลักในการจัดการศึกษาของโรงเรียน คือเน้นเรื่องความเป็นเลิศหรือความเก่ง พร้อมกับการเป็นคนดีมีคุณธรรม ในด้านของความเก่งนั้น ทางโรงเรียนได้แบ่งเป็น 3 เรื่องคือ 1.) เก่งแบบโรงเรียนมาตรฐานสากล คือนักเรียนต้องมีความเป็นเลิศทางวิชาการ มีความสามารถในการสื่อสารด้านภาษา ล้ำหน้าทางความ คิด ต้องผลิตงานอย่างสร้างสรรค์ และสามารถร่วมกันดูแลสังคมโลกได้ 2.) เก่งทางด้านศิลปะ และ 3.) เก่งทางด้านกีฬา 

โดยในด้านภาษาทางโรงเรียนมีการสอนในทุกแผนการเรียนถึง 5 ภาษา ได้แก่ ภาษา อังกฤษ, ภาษาจีน, ญี่ปุ่น, ฝรั่งเศส และภาษาพม่า ส่วนด้านศาสนานั้นทาง รร.จะมุ่งเน้นไปที่การมีคุณธรรมและเป็นคนดี มีการจัดกิจกรรมโดยกำหนดคุณธรรมอัตลักษณ์ อาทิ การมีระเบียบวินัย ความซื่อสัตย์ รับผิดชอบ ซึ่งสอดคล้องกับคำขวัญของ รร.ที่ว่า ‘มานะ วินัย ซื่อสัตย์ สามัคคี’ ซึ่งเป็นกิจกรรม รร.วิถีพุทธ มีการจัดกิจกรรมวัดในโรงเรียนทุกวันอังคาร การนั่งสมาธิหน้าเสาธงก่อนขึ้นเรียนทุกวัน เป็นต้น  

“ผมคิดว่างานวิชาการนั้น คือตัวชี้วัดความสำเร็จของการจัดการศึกษาของโรงเรียน และอนาคตของเด็ก รวมถึงความเจริญของประเทศชาติ ซึ่งหัวใจสำคัญของเรื่องนี้คือการศึกษา ซึ่งทาง รร.จะสามารถช่วยได้ก็คือการพัฒนาคุณภาพวิชาการ โดยปัจจุบัน รร.พิบูลวิทยาลัย มีนักเรียนประมาณ 3,000 คน ประกอบด้วย ระดับมัธยมปลายชั้นละ 26 ห้องเรียน แบ่งเป็นแผนการเรียนวิทยาศาสตร์-คณิตศาสตร์ 13 ห้อง, แผนการเรียนด้านภาษา 7 ห้อง และแผนการเรียนทั่วไป (ศิลปะ, ดนตรี, กีฬา, อาชีพ) 6 ห้อง โดยมีนักเรียนเดินทางมาเรียนจาก 34 จังหวัด ถือเป็นโรงเรียนยอดนิยม จุดมุ่งหมายส่วนใหญ่ของเด็กคือต้องการสอบติดคณะแพทย์, เตรียมทหาร และคณะวิศวกรรมศาสตร์ ซึ่งเป็นสถิติที่อยู่ในลำดับต้นๆ ของโรงเรียน”   

ด้าน ดร.รัตนา แซ่เล้า ผู้รับพระราชทานทุนอานันทมหิดล แผนกธรรมศาสตร์ ประจำปี 2549 ได้กล่าวว่า “รร.พิบูลวิทยาลัย จ.ลพบุรี เป็นโรงเรียนที่มีความเป็นเลิศของภาคกลาง เพียบพร้อมทั้งในด้านวิชาการ มีนักเรียนสามารถสอบติดมหาวิทยาลัยชั้นนำทั่วประเทศ ทั้งหมอ, พยาบาล, วิศวะ, รัฐศาสตร์ ฯลฯ รวมถึงมีกิจกรรมต่างๆ ที่ได้รับรางวัลระดับประเทศ ทั้งนี้เป็นเพราะคุณภาพของคุณครู ที่ได้ทุ่มเทตั้งใจมอบความรู้ให้กับนักเรียน มีความเข้มแข็ง สามัคคี การทำงานแบบทีมเวิร์ก รวมถึงผู้อำนวยการโรงเรียนก็มีการฝึกฝนให้นักเรียน สามารถอยู่ได้ด้วยตนเองในสังคมอย่างมีความสุข การมาที่ รร.แห่งนี้ ทำให้ได้พบว่าปัจจุบันโลกได้เปิดกว้าง และมอบพื้นที่ให้กับคนที่มีความสามารถมากมาย สื่อมวลชนหรือนักการศึกษาจึงควรสนับสนุน และส่งเสริมเรื่องราวดีๆ ที่ประสบความสำเร็จในด้านการศึกษาของประเทศไทยให้มากกว่านี้ ไม่ใช่นำเสนอข่าวแต่ในด้านลบ เพราะยังมีสิ่งดีๆ อีกมากมาย เราต้องหันมาช่วยกันเพื่อผลักดันเพิ่มพลังบวกให้เกิดขึ้นในสังคมไทยค่ะ” 

สำหรับผู้ที่สนใจในเรื่องดังกล่าวฯ สามารถเข้าไปชมคลิปการสัมภาษณ์ฉบับเต็มได้ในรายการ 1 ในพระราชดำริ ตอน ความฝันอันสูงสุด กล้าฝันเพื่อวันใหม่ ซึ่งสถานีโทรทัศน์ช่อง 9 อสมท. ร่วมกับมูลนิธิอานันทมหิดล ได้จัดทำขึ้น

โดยสามารถคลิกที่ลิงก์ https://www.youtube.com/watch?v=UWNDWOLYQqU&t=933s ได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป 

'ทบ.' แจงคลิปทหารกดเงินตู้ ATM แทนกัน เพราะเพื่อนในหน่วยยินยอม ด้าน 'จิรัฏฐ์' ย้อน!! เท่ากับต้องใช้รหัสบัตรเอทีเอ็มเหมือนกันทั้งหมด

(9 ก.พ. 67) จากกรณีที่ปรากฏข่าวสารในสื่อสังคมออนไลน์ ในประเด็นที่มีภาพทหารกองประจำการกำลังถอนเงินสดผ่านเครื่องถอนเงินอัตโนมัติ (ATM) โดยมีการกล่าวว่า รับถอนเงินไปให้เพื่อนๆ ทหารกองประจำการในผลัดเดียวกันหลายนายนั้น กองทัพบกได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้ว พบว่า..

ภาพดังกล่าวเป็น ทหารกองประจำการ จากหน่วยทหารของกองทัพบกจำนวน 2 นาย ในผลัดที่ 1/66 และ 2/66 ซึ่งได้รับการอนุญาตจากผู้บังคับบัญชาและได้รับความยินยอมจากเพื่อนทหารร่วมผลัด ให้มาถอนเงินเบี้ยเลี้ยงจากตู้ ATM ตามที่ปรากฏตามภาพข่าว 

กองทัพบกขอเรียนว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ เป็นไปด้วยความมีเจตนาดีของหน่วย เพื่อมุ่งหวังที่จะบริหารจัดการ ดูแลอำนวยความสะดวกทหารกองประจำการให้ได้รับสิทธิและสวัสดิการตรงตามเวลา โดยในส่วนของเงินที่ทหารทั้ง 2 นาย เป็นตัวแทนเพื่อนทหารไปกดในครั้งนี้นั้น เป็นเงินค่าเบี้ยเลี้ยงที่ทหารกองประจำการทุกนายจะได้รับตามสิทธิ ครบถ้วนตามระเบียบ คำสั่ง และข้อบังคับที่กำหนดของกระทรวงกลาโหม โดยการดำเนินการดังกล่าว ทหารกองประจำการเจ้าของบัตรทุกนาย รับทราบจำนวนเงินที่ได้กดมาและจำนวนเงินที่คงเหลือในบัญชีทุกครั้ง

ทั้งนี้ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา กองทัพบกได้มีการพัฒนารูปแบบการดูแลทหารกองประจำการอย่างครอบคลุมในทุกด้าน และกำชับหน่วยทหารทั่วประเทศปฏิบัติตามมาตรการต่างๆ อย่างเคร่งครัด 

ล่าสุดด้าน นายจิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ สส.ฉะเชิงเทรา พรรคก้าวไกล ที่ออกมาเปิดคลิป ทหารเวียนกดบัตรเอทีเอ็มหลาย 10 ใบ กล่าวภายหลังกองทัพบกชี้แจงว่าเป็นค่าเบี้ยเลี้ยง ทหารเกณฑ์ ว่า กลับเรื่องเรื่องนี้พอชี้แจงมา ดี ที่ชี้แจง จะได้รู้ว่าเป็นเงินอะไร เพราะมันผิดวิสัยการมากดเงินที คนละ 30-40 ใบ และไม่เข้าใจว่าทำไมทำไมไม่ปล่อยให้เขาออกมากดกันเอง หรือว่าที่ค่ายไม่มีตู้เอทีเอ็ม

ส่วนที่กองทัพบก ชี้แจงว่าเป็นการอำนวยความสะดวก นายจิรัฏฐ์ มองว่า ตามกฎหมาย ถือว่าผิดกฏหมาย เพราะไม่ได้ให้ความยินยอมเป็นหนังสือ เมื่อถามย้ำว่าที่กองทัพบกชี้แจงระบุว่าได้รับความยินยอมจากเจ้าตัว นายจิรัฏฐ์ ย้อนถามว่า ก็เท่ากับต้องใช้รหัสบัตรเอทีเอ็มเหมือนกันทั้งหมดทั้ง 40 ใบ แล้วดูจากคลิปก็ใช้รหัสเดียวกันทั้งค่ายนั่นแหละ

มันก็แปลกๆ กดไปทำอะไร ปกติแล้วในค่าย ก็น่าจะมีบริการทุกอย่างแล้ว 

ส่วนเรื่องนี้จะตามต่อหรือไม่ นายจิรัฏฐ์ ระบุ ตนได้คลิปมาจากผู้ที่เห็นและหวังดี ถ่ายมาให้ดู ซึ่งถ้าตนจำไม่ผิดสัปดาห์หน้านี้ คณะกรรมาธิการการทหาร สภาฯ จะพูดคุยกับหน่วยงานทางทหาร ถึงเรื่องนี้ บัตร ATM. และเบี้ยเลี้ยงทหาร รวมถึงเรื่องการซื้อขาย สด.43 ด้วย

‘BDMS’ ครองอันดับหนึ่ง ดัชนี DJSI ปี 2023 ผู้นำด้านความยั่งยืน กลุ่มการบริการทางการแพทย์

ด้วยความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนทั้งมิติสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล คำนึงถึงผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม ส่งผลให้ BDMS ขึ้นที่ 1 ผู้นำด้านความยั่งยืนของโลก ปี 2023 ในกลุ่มการบริการทางการแพทย์ (Health Care Providers & Services) ทั้งในระดับโลก (DJSI World) เป็นปีแรก และกลุ่มตลาดเกิดใหม่ (DJSI Emerging Markets) ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 ด้วยคะแนนอันดับ 1 มิติด้านสังคม ของกลุ่มธุรกิจการบริการทางการแพทย์ จากการประเมินของ S&P Global 

ดัชนี DJSI นี้ เน้นการประเมินความยั่งยืนของธุรกิจใน 3 ด้าน ได้แก่ การรักษาสิ่งแวดล้อม การดูแลสังคม และการกำกับดูแลบนหลักธรรมาภิบาล ซึ่งเป็นหลักดำเนินธุรกิจที่ BDMS ให้ความสำคัญมาโดยตลอด ตามกลยุทธ์ขององค์กรที่สอดคล้องกับการพัฒนาอย่างยั่งยืน อาทิ การสร้างนวัตกรรมทางการแพทย์อย่างต่อเนื่อง (BDMS Innovative Healthcare) การบริการแพทย์ทางไกลเพื่อสุขภาพใจ (BeDee Tele Mental Health) และการบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อม (BDMS Green Healthcare) เป็นต้น

กลยุทธ์ BDMS Innovative Healthcare ที่นับเป็นความสำเร็จด้านนวัตกรรมที่น่าภาคภูมิใจนั้น ได้แก่ การสนับสนุนงานวิจัยเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียม ด้วยเทคนิคใหม่ที่ไม่ตัดกล้ามเนื้อ หรือ Direct Anterior Approach Hip Replacement (DAA) วิธีใหม่นี้ช่วยลดระยะเวลาฟื้นตัวของผู้ป่วยได้มากกว่าร้อยละ 50 ทำให้ยกระดับคุณภาพชีวิตให้แก่ผู้เข้ารับการรักษา 

ทั้งนี้ BDMS ได้จัดตั้งโครงการอบรมเทคนิคนวัตกรรมการผ่าตัดดังกล่าว โดยมีแพทย์ที่ผ่านการอบรมแล้วกว่า 180 ราย ใน 170 โรงพยาบาล พร้อมทั้งสนับสนุนการเผยแพร่องค์ความรู้นี้ไปสู่เวทีวิชาการในระดับนานาชาติ 

สำหรับนวัตกรรมการบริการการแพทย์ทางไกล BDMS ได้พัฒนา BeDee Tele Mental Health เพื่อดูแลสุขภาพใจ โดยร่วมกับมูลนิธิเวชดุสิตฯ ขยายโอกาสในการดูแลสุขภาพให้กับพนักงานในเครือ ฯ และ นักศึกษาหลักสูตรวิทยาการสุขภาพ ซึ่งจะเป็นกำลังสำคัญในอุตสาหกรรมบริการการแพทย์ในอนาคต 

ในส่วนของ BDMS Green Healthcare นั้น เป็นการตระหนักถึงความสำคัญในการบริหารจัดการ ด้านสิ่งแวดล้อม โดยมีเป้าหมายการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์จากการดําเนินงานสุทธิให้เป็นศูนย์ ภายในปี ค.ศ. 2050 หรือ พ.ศ. 2593 (BDMS Net Zero 2050)  

BDMS มีพันธกิจสำคัญคือ “ผู้นำบริการด้านสุขภาพที่ยกระดับความเป็นอยู่ที่ดีบนวิถีแห่งความยั่งยืน” ซึ่งสอดคล้องกับหลักการดำเนินธุรกิจยั่งยืนตามแนวทาง ESG ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล อีกทั้งมุ่งเน้นสร้างประสบการณ์อย่างมีคุณค่าแก่ผู้ใช้บริการด้วยความเป็นเลิศด้านนวัตกรรม ลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงการให้บริการด้านสุขภาพได้ด้วยมาตรฐานที่ทัดเทียมระดับสากล โดยความสำเร็จที่เกิดขึ้นนั้น ล้วนเป็นผลมาจากความร่วมมือร่วมใจของทุกภาคส่วนที่พร้อมขับเคลื่อนองค์กรไปสู่เป้าหมายเดียวกัน

'วราวุธ' ปลื้ม!! มดชนิดใหม่ของโลกชื่อ 'มดท็อป' เปรียบเหมือนชาติไทยพัฒนา ขยัน-ทำงานเป็นทีม

(9 ก.พ. 67) ที่กระทรวงพม. นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ให้นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช เข้ามอบป้ายข้อมูลอนุกรมวิธาน ‘มดท็อป’ โดยนายวราวุธ เปิดเผยว่า เมื่อต้นปี 2567 วารสาร Far Eastern Entomologist ค.ศ. 2024 ตีพิมพ์การค้นพบมดชนิดใหม่ของโลก ซึ่งต้องขอบคุณทางกรมอุทยานและผู้เชี่ยวชาญทุกคน เพราะมดชนิดใหม่ที่เจอนี้เขาเรียกกันว่า ‘มดท็อป’ หรือชื่ออย่างเป็นทางการว่า ‘Plagiolepis silpaarchai sp. n.’ ซึ่งต้องขอขอบคุณเจ้าหน้าที่และทีมงานทุกๆ คนที่ให้เกียรติกับครอบครัวศิลปอาชา ถือว่าเป็นความภาคภูมิใจของตระกูล และทุ่มเทการทำงานตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาภายใต้กระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งต้องขอขอบคุณกรมอุทยานฯ เพราะมดชนิดใหม่นี้ได้มีการค้นพบในช่วงตอนปลายที่ตนดำรงตำแหน่งอยู่พอดี

“และที่สำคัญผมดีใจมากที่มีมด ชื่อมดท็อป เพราะมดเป็นตัวแทนของความเป็นทีมเวิร์ก พวกเราคงไม่มีใครเคยเห็นมดอยู่ตัวเดียว เวลามดทำงาน จะทำงานกันเป็นทีม และมดเป็นงานก็จะขยันทำงาน มีการสร้างโครงข่าย สร้างระบบนิเวศที่สมบูรณ์มากภายในป่า ดังนั้น การได้มีชื่อมดท็อปนั้น จะสะท้อนให้เห็นว่าการทำงานของผมเอง และทีมงานเราทำงานคนเดียวไม่ได้ เราทำงานกันเป็นทีม เป็นท็อปทีม แล้วสะท้อนถึงการทำงานของพรรคชาติไทยพัฒนาที่เราเป็นมดงาน เพราะหัวหน้าพรรคในตอนนี้เป็นมดท็อปแล้ว” นายวราวุธ กล่าว

จับตา!! ก้าวใหม่ ‘นายกฯ เศรษฐา’ ปรับแก้เงินดิจิทัลฯ ข้ามกับดัก ป.ป.ช.

ด้วยการทำหน้าที่ประธานวิป ครม. กับรัฐสภาอย่างแข็งขันของ ‘รัฐมนตรีเดือน’ มนพร เจริญศรี รมช.คมนาคม ด้วยการปรับวิธีคิดวิธีมองของเจ้าตัว และด้วยแรงเชียร์ของ สส.พรรคเพื่อไทย ทำให้เมื่อวันที่ 8 ก.พ.ที่ผ่าน นายกรัฐมนตรีสูงยาวถุงเท้าแดง…นายกฯ คนที่ 30 นาม ‘เศรษฐา ทวีสิน’ ย่างสามขุมไปตอบกระทู้ถามสดกลางสภาฯ

คนถามเป็นอดีตนายกฯ คนที่ 20 นาม ‘ชวน หลีกภัย’ อีกคนคือ อดีตรมว.คมนาคม จากค่ายภูมิใจไทย นาม ‘โสภณ ซารัมย์’

ประธานสภาฯ  วันมูหะหมัดนอร์ มะทา เอ่ยปากขอบคุณและชื่นชมนายกฯ และ ครม. อยู่พักใหญ่

‘เล็ก เลียบด่วน’ นั่งฟังอยู่กลางสี่แยกไฟแดงพอดี ต้องบอกตรง ๆ ว่าขอกดไลก์ให้นายกฯ สักครั้ง ทั้งการตัดสินใจไปตอบกระทู้และเนื้อหาตอบกระทู้ที่ฟังดูมีความเร่าร้อนที่จะแก้ปัญหา...ก็โอเค…

สายข่าวพรรคเพื่อไทยยืนยันว่า...บัดนี้นายกฯ เศรษฐาพร้อมแล้วที่จะเดินหน้าเข้าสู่โหมดผู้นำที่จะลืมตาดวงโตทั้งสองข้างเดินหน้านโยบายดิจิทัลวอลเล็ต…เริ่มตั้งแต่การประชุมคณะกรรมการชุดใหญ่ในสัปดาห์หน้า อาจจะเป็นวันที่ 15 ก.พ. หรือถ้าติดขัดก็เป็นสัปดาห์ต่อไป...เพื่อหาบทสรุป และจะได้รู้กันว่ากรรมการแต่ละคนคิดอ่านกันอย่างไร...ก่อนที่จะได้สรุปและนำเสนอ ครม. ต่อไป หากว่าไม่มีบทสรุปเป็นอย่างอื่น…

ว่ากันตามเนื้อผ้าก็ระทึกใจดี เพราะไม่ว่าจะอย่างไร คำเตือนจากป.ป.ช. ภายใต้บทสรุป ‘4 ความเสี่ยง 8 ข้อเสนอแนะ’ นั้น อ่านแล้วอาจจะไม่เห็นด้วยแต่มันก็ชวนหลอกหลอนอยู่ไม่น้อย ‘เล็ก เลียบด่วน ขอคัดลอกข้อเสนอแนะข้อที่ 8 ข้อสุดท้าย มาเป็นตัวอย่างไว้ ณ ที่นี้

“7.8 หากรัฐบาลมีความจำเป็นต้องการช่วยเหลือประชาชน รัฐบาลควรช่วยเหลือกลุ่มประชาชนที่มีฐานะยากจน ที่เปราะบาง ที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้เท่านั้น โดยแจกจากแหล่งเงินงบประมาณปกติ มิใช่เงินกู้ตามพระราชบัญญัติเงินกู้ และจ่ายในรูปเงินบาทปกติในอัตราที่เหมาะสม เพื่อพยุงการดำรงชีวิตของกลุ่มประชาชนที่ยากจน โดยการกระจายจ่ายเงินเป็นงวด ๆ หลายงวด ผ่านระบบแอปเป๋าตังที่มีประสิทธิภาพ และมีฐานข้อมูลครบสามารถทำได้รวดเร็ว การดำเนินการกรณีนี้หากใช้แหล่งเงินงบประมาณปกติ มิใช่จากการกู้เงินตามพระราชบัญญัติเงินกู้จะลดความเสี่ยงต่อการขัดรัฐธรรมนูญ ขัดพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลัง พ.ศ. 2561 และขัดพระราชบัญญัติเงินตรา พ.ศ. 2501 ประการสำคัญ ไม่สร้างภาระหนี้สาธารณะของประเทศ ในระยะยาว”

ก็ต้องตามไปดูว่าจะมีการปรับแก้อะไรกันบ้างก่อนจะเดินหน้าก้าวข้ามไปให้ได้....เพราะนาทีนี้ถ้าถอยหลังต้องบอกว่าเสียรังวัด เสียฟอร์มพรรค ที่ว่า ‘คิดใหญ่ทำเป็น’

แต่ก็นั่นแหละผู้สันทัดกรณีชี้ว่า…งานนี้พรรคเพื่อไทยลุยพรรคเดียวก็ไปไม่ได้ ต้องถามพรรคร่วมรัฐบาลพรรคอื่นด้วย วันไหนนำเข้า ครม. วันนั้นจะได้รู้กัน...แต่ถ้าถามภายใต้เงื่อนไขวันนี้ วันที่ยังไม่มีการปรับแก้อะไรกัน ‘เล็ก เลียบด่วน’ ฟันธงให้ได้เลยก็ได้ว่า...

อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าค่ายภูมิใจไทย และพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าค่ายรวมไทยสร้างชาติ...ไม่เอาด้วยแน่นอน… 

ดังนั้นจะแก้อะไรก็รีบแก้ พูดเป็นอย่างเดียวไม่พอ คิดดีอย่างเดียวไม่ได้ต้องทำเป็นด้วย..

วันนี้มาเอาใจช่วยนายกฯ ให้โชคดี เฮงๆ หลังตรุษจีนครับ

‘ดร.หิมาลัย’ ยัน!! รทสช. ไม่เกี่ยวข้องพฤติกรรม ‘เจ๋ง ดอกจิก’ ชี้!! ‘ถูก-ผิด’ ต้องว่าไปตามกระบวนการทางกฎหมาย

(9 ก.พ. 67) ดร.หิมาลัย ผิวพรรณ ผู้ประสานงานพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ให้สัมภาษณ์ในรายการ TOP NEW Talk กรณีนายยศวริศ ชูกล่อม หรือ เจ๋ง ดอกจิก เข้าไปพัวพันกับขบวนการตบทรัพย์อธิบดีกรมการข้าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยระบุว่า เรื่องดังกล่าวเป็นพฤติกรรมส่วนบุคคลของคุณเจ๋ง ดอกจิก ซึ่งทางพรรครวมไทยสร้างชาติ ไม่มีเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมดังกล่าวแต่อย่างใด

ส่วนกรณีที่มีข่าวลือว่าตนเป็นคนชักชวนเจ๋ง ดอกจิก เข้าพรรครวมไทยสร้างชาตินั้น ขอยืนยันว่า ไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด ทั้งนี้หากคนที่ติดตามการเมืองมาตลอด จะทราบว่า เจ๋ง ดอกจิก อยู่ในกลุ่มคนเสื้อแดง และเมื่อช่วงใกล้จะเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา ทางเจ๋ง ดอกจิก ได้เข้ามาที่พรรคฯ เพื่อขอร่วมงานทางการเมืองด้วยกันกับทางพรรค โดยได้ยกประเด็นเรื่องการสลายสีเสื้อเพื่อความสมานฉันท์ของคนในชาติ ซึ่งตรงกับแนวทางนโยบายของพรรคพอดี

ดร.หิมาลัย ย้ำว่า กรณีที่เกิดขึ้น แม้ว่าจะมีคนของพรรครวมไทยสร้างชาติเข้าไปเกี่ยวข้อง แต่เชื่อว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อพรรค เนื่องจากเป็นการกระทำส่วนตัว และที่สำคัญคือพรรครวมไทยสร้างชาติ และ ท่านพีระพันธุ์ สารีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรคฯ ได้เน้นย้ำเสมอถึงความซื่อสัตย์สุจริต แม้แต่โครงการต่าง ๆ ที่สส.ของพรรคต้องการผลักดัน ถ้าโครงการนั้นเป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชน ท่านก็จะให้ดำเนินการตามระเบียบของราชการ หากกฎเกณฑ์เป็นอย่างไรก็ให้ทำตามนั้น

ส่วนเรื่องที่มีการกล่าวหาว่า ท่านพีระพันธุ์ ปลด เจ๋ง ดอกจิก จากคณะทำงาน เพื่อช่วยเหลือให้ได้รับโทษน้อยลงนั้น ดร.หิมาลัย ยืนยันว่า เรื่องนี้ไม่เป็นความจริงอย่างแน่นอน เพราะท่านพีระพันธุ์ เป็นคนทำงานเที่ยงตรงและโปร่งใส แต่ทางคุณเจ๋งเอง ที่ได้มาขอลาออกก่อนหน้านี้ เพราะไม่สะดวกที่จะเดินทางไปทำงานในพื้นที่ต่างจังหวัด พร้อมทั้งได้แนะนำให้แต่งตั้งพิมณัฏฐา จิระพุทธิภาคย์ หรือคุณการ์ตูน แทนตนเอง โดยให้เหตุผลว่าเคยเป็นผู้สมัครสส.ของพรรคมาก่อน อย่างไรก็ดี หนังสือแต่งตั้งที่ท่านพีระพันธุ์ ลงนามไปนั้น เป็นเพียงร่างคำสั่งแต่งตั้งเท่านั้น และคำสั่งนั้นก็ยังอยู่บนโต๊ะเจ้าหน้าที่ ยังไม่ได้ประกาศออกไป เพราะท่านลงนามในช่วงเที่ยง ๆ จากนั้นเวลาประมาณบ่ายสองโมง ก็มีข่าวเรื่องตบทรัพย์ออกมา จึงมีการระงับร่างคำสั่งนั้นไว้ก่อน

“การที่มีคนตั้งข้อสังเกตว่าท่านพีระพันธุ์ ปลดคุณเจ๋ง ดอกจิก ออกจากคณะทำงาน เพื่อช่วยให้รับโทษน้อยลง เรื่องนี้ผมยืนยันได้ว่าไม่เป็นความจริงอย่างแน่นอน เพราะจากการทำงานกับท่านพีระพันธุ์ มาหลายปี ผมบอกได้เลยว่าท่านเป็นคนทำงานตรงไปตรงมา เปรียบดังไม้บรรทัดก็ว่าได้ ทุกอย่างยึดตามหลักเกณฑ์ตามตัวอักษรเป๊ะ ๆ เพราะฉะนั้นหากคุณเจ๋ง ทำผิดจริง ท่านไม่มีทางช่วยคนผิดอย่างแน่นอน และในวันที่เกิดเรื่อง ทางคุณเจ๋งจะเข้ามาลา แต่ท่านก็ไม่ให้เข้าห้องทำงาน แต่ท่านออกมาพบข้างนอก พร้อมกับบอกให้ไปต่อสู้ตามกระบวนการทางกฎหมาย และอธิบายให้สังคมฟัง จากนั้นก็ได้ให้เชิญทั้ง 2 ท่านนี้ออกจากที่ทำงานของท่านทันที” 

SME D Bank สร้างนิวไฮ ปี 66 พาเอสเอ็มอีถึงแหล่งทุนทะลุ 7 หมื่นล้านบาท ชูธง ‘เติมทุนคู่พัฒนา’ 4 ปี ดันเงินสะพัดในระบบเศรษฐกิจกว่า 1 ล้านล้านบาท

SME D Bank แถลงผลสำเร็จปี 2566 สร้างสถิติใหม่รอบด้าน สูงสุดนับตั้งแต่ก่อตั้งธนาคาร เผยพาเอสเอ็มอีถึงแหล่งทุนกว่า 7.06 หมื่นล้านบาท และตลอด 4 ปี กว่า 2.3 แสนล้านบาท สร้างเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจกว่า 1 ล้านล้านบาท พัฒนาเสริมแกร่งกว่า 7.5 หมื่นราย รักษาการจ้างงานได้กว่า 7.5 แสนราย  ขณะที่บริหาร NPL มีประสิทธิภาพ เหลือต่ำสุดในรอบ 22 ปี ประกาศปี 2567 ยกระดับสู่ยุคดิจิทัลโดยสมบูรณ์ คิกออฟใช้ระบบ CBS พร้อมแพลตฟอร์ม DX มั่นใจเดินหน้าไร้รอยต่อ  

(9 ก.พ. 67) นางสาวนารถนารี รัฐปัตย์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank กล่าวถึงผลการดำเนินงานของธนาคาร ปี 2566 และภาพรวมตลอด 4 ปี (2563-2566) ว่า จากจุดยืนการเป็นสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ ที่พร้อมเคียงข้างส่งเสริมสนับสนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยให้เติบโตยั่งยืน ด้วยแนวทาง 'เติมทุนคู่พัฒนา' ประกอบกับความมุ่งมั่น ทุ่มเทของคณะกรรมการ ผู้บริหารและพนักงานที่รวมพลังเป็น ONE Team ส่งผลให้ปี 2566 ที่ผ่านมา  SME D Bank สร้างสถิติใหม่สูงสุด (New High) นับตั้งแต่ก่อตั้งธนาคารมาใน 22 ปี สามารถพาผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเข้าถึงแหล่งทุนกว่า 70,695 ล้านบาท และยังเป็นการสร้าง New High ต่อเนื่อง 4 ปีซ้อน (2563-2566) อีกทั้ง ช่วยสร้างประโยชน์เกิดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจไทยกว่า 323,780  ล้านบาท รักษาการจ้างงานประมาณ 123,200 ราย นอกจากนั้นช่วยพัฒนาเสริมแกร่งธุรกิจอีกกว่า 24,000 ราย

ทั้งนี้ ตลอดช่วง 4 ปีที่ผ่านมา (2563-2566) ซึ่งผู้ประกอบการเอสเอ็มอีต้องอยู่ภายใต้สถานการณ์โควิด-19  SME D Bank ช่วยเหลือดูแลผู้ประกอบการเอสเอ็มอีอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง ให้สามารถประคับประคองธุรกิจ และข้ามผ่านช่วงเวลายากลำบากไปให้ได้ โดยเติมทุนช่วยผู้ประกอบการเอสเอ็มอีกว่า 231,250 ล้านบาท ก่อให้เกิดประโยชน์สร้างเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจกว่า 1 ล้านล้านบาท และช่วยรักษาการจ้างงานได้ประมาณ 752,345 ราย ควบคู่กับช่วยพัฒนาเสริมศักยภาพ ให้ผู้ประกอบการสามารถปรับตัวและกลับมาฟื้นธุรกิจได้อย่างรวดเร็ว ผ่านการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ เช่น อบรม สัมมนา ช่วยขยายตลาด ยกระดับมาตรฐาน สนับสนุนเข้าถึงนวัตกรรม พาจับคู่เพิ่มช่องทางขายในและต่างประเทศ เป็นต้น มีผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเข้าร่วมและได้รับประโยชน์มากกว่า 75,000 ราย 

นอกจากนั้น ดูแลลูกค้าได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 ผ่านมาตรการปรับโครงสร้างหนี้อย่างยั่งยืน (ฟ้า-ส้ม) ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กว่า 83,520 ราย วงเงินรวมกว่า 145,240 ล้านบาท อีกทั้ง สามารถบริหารจัดการหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) อย่างมีประสิทธิภาพ ลงลด 4 ปีติดต่อกัน เหลือเลข 1 หลัก 2 ปีซ้อน โดยปี 2566 ลดเหลือประมาณ 8,690 ล้านบาท คิดเป็น 8.3% ซึ่งต่ำที่สุดในรอบ 22 ปี 

"ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา SME D Bank เพิ่มประสิทธิภาพ ยกระดับการทำงาน อีกทั้ง พัฒนาผลิตภัณฑ์สินเชื่อตอบความต้องการ ปรับปรุงหลักเกณฑ์อนุมัติสินเชื่อให้สอดคล้องเหมาะสมกับสถานการณ์จริง ควบคู่กับสร้าง DNA แห่งการเป็น ‘นักพัฒนา’ หรือ DEVELOPER ในหัวใจของผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ทุกคน เพื่อจะพาผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเติบโตอย่างเข้มแข็งและยั่งยืน" นางสาวนารถนารี กล่าว

สำหรับปี 2567 การทำงานของ SME D Bank ยกระดับไปอีกขั้น นำระบบดิจิทัลใหม่ หรือ Core Banking System (CBS) ที่พัฒนามาอย่างต่อเนื่องกว่า 2 ปี มาใช้งานอย่างเป็นทางการ สามารถให้บริการทางการเงินแก่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีได้ครบวงจร ทุกที่ ทุกเวลา ตลอด 24 ชั่วโมง สะดวก รวดเร็ว และปลอดภัย นอกจากนั้น ยังมีแพลตฟอร์ม DX (Development Excellent) ที่จะเปิดตัวอย่างเป็นทางการภายในเดือนมีนาคม 2567 ซึ่งเป็นระบบพัฒนาผู้ประกอบการอัจฉริยะ สร้างสังคมของการเรียนรู้ e-Learning ศึกษาได้ด้วยตัวเอง 24 ชม. สามารถปรึกษาโค้ชมืออาชีพแบบตัวต่อตัว รวมถึง ยังช่วยเพิ่มช่องทางขยายตลาด นอกจากนั้น ยังนำหลัก ESG (การดูแลสิ่งแวดล้อม (Environment) ความรับผิดชอบต่อสังคม (Social) และมีการกำกับดูแลกิจการที่ดี (Governance) มาขับเคลื่อนในทุกมิติขององค์กร สร้างความเชื่อมั่น โปร่งใส ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างโอกาส สร้างคุณค่าแก่เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม 

นางสาวนารถนารี กล่าวทิ้งท้ายด้วยว่า แม้ในวันที่ 1 มีนาคม 2567 นี้ จะครบวาระการทำงาน 4 ปี ในตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ แต่ด้วยรากฐานมั่นคงขององค์กร อีกทั้ง ทีมผู้บริหารระดับรองกรรมการผู้จัดการ และผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ล้วนเป็นบุคลากรภายในที่ร่วมผลักดันยกระดับองค์กรมาด้วยกัน และยังอยู่เป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรต่อเนื่อง ทำให้การทำงานทุกด้านของ SME D Bank สามารถเดินหน้าได้ดีอย่างไร้รอยต่อ และเชื่อมั่นว่า SME D Bank พร้อมเป็นกำลังสำคัญในการสนับสนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอีอย่างทั่วถึง และมากยิ่งขึ้น เพื่อสร้างประโยชน์ความมั่นคงและยั่งยืนแก่ประชาชน สังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมของประเทศไทยตลอดไป

อนุ กมธ.พิจารณาผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการตั้งสถานบันเทิงครบวงจร สผ. แถลงสรุปผลการศึกษา แนะวางมาตรการดูแลสภาพปัญหารอบด้าน

8 ก.พ.67 - อนุ กมธ.พิจารณาผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการตั้งสถานบันเทิงครบวงจร สผ. แถลงสรุปผลการศึกษา เผยคนส่วนใหญ่เห็นด้วย แนะ 3 แนวทางลดปัญหาการลงทุนของรัฐ พร้อมวางมาตรการดูแลสภาพปัญหารอบด้าน ขณะเตรียมนำเสนอรายงานฉบับสมบูรณ์ต่อ กมธ.วิสามัญฯ พิจารณาต่อ

นายนนท์ ไพศาลลิ้มเจริญกิจ อนุกรรมาธิการ ในคณะอนุกรรมาธิการพิจารณาผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการตั้งสถานบันเทิงครบวงจร ในคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญ พิจารณาศึกษาการเปิดสถานบันเทิงครบวงจร (Entertainment Complex) เพื่อแก้ปัญหาการพนันผิดกฎหมายและเพื่อประโยชน์ด้านเศรษฐกิจของประเทศ สภาผู้แทนราษฎร พร้อมคณะ แถลงถึงสรุปผลการพิจารณาศึกษา โดยกล่าวว่า อนุ กมธ. ได้ดำเนินการพิจารณาศึกษาถึงผลกระทบทั้งเชิงบวก เชิงลบ รวมถึงแนวทาง และมาตรการการป้องกันและการแก้ไขปัญหาที่อาจเกิดขึ้นจากการตั้งสถานบันเทิงครบวงจรในภาพรวม โดยพิจารณาถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นใน 6 ด้าน 

ได้แก่ ด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม การศึกษา และด้านศาสนาและจริยธรรม สำหรับรูปแบบของการตั้งสถานบันเทิงครบวงจร มีวัตถุประสงค์หลัก คือ การส่งเสริมเศรษฐกิจของประเทศ การหารายได้เข้ารัฐ การส่งเสริมการท่องเที่ยวและการกระจายรายได้ไปสู่ท้องถิ่น รวมถึงเพื่อแก้ไขปัญหาการพนันผิดกฎหมาย ซึ่งการลงทุนต้องใช้เงินเป็นจำนวนมาก จึงอาจมีปัญหาด้านงบประมาณที่รัฐจะต้องจัดหามาใช้ในการลงทุนดังกล่าว 

ดังนั้น แนวทางที่จะช่วยลดปัญหาในการลงทุน จึงอาจมีได้ใน 3 แนวทาง คือ รัฐเป็นผู้ลงทุนเองทั้งหมด ซึ่งอาจอาจส่งผลกระทบต่อภาระงบประมาณของประเทศได้ แต่ข้อดีคือรัฐสามารถจะควบคุมและกำกับดูแลการดำเนินงานได้เองทั้งหมด หรือรัฐดำเนินงานร่วมกับเอกชนในรูปแบบการลงทุนร่วมกัน กรณีนี้รัฐอาจจะไม่ต้องรับผิดชอบความเสี่ยงในการลงทุนเองทั้งหมด และยังสามารถจะควบคุมและกำกับดูแลการดำเนินงานได้เองอีกด้วย หรือการให้สัมปทานหรือให้ใบอนุญาตกับเอกชนตามระยะเวลาที่กำหนด กรณีนี้ รัฐไม่ต้องรับความเสี่ยงในการลงทุนเองทั้งหมด ส่วนการควบคุมและกำกับดูแลการดำเนินงานอาจต้องกำหนดเงื่อนไขและข้อจำกัดต่าง ๆ รวมถึงขั้นตอนการตรวจสอบไว้ในใบอนุญาตให้รัดกุม

ทั้งนี้ คณะอนุกรรมาธิการได้มีการสำรวจความคิดเห็นของประชาชน ต่อกรณีการจัดตั้งสถานบันเทิงครบวงจร คาสิโน และการพนันออนไลน์ ซึ่งประชาชนโดยส่วนใหญ่เห็นด้วย แต่ก็มีบางส่วนที่ยังมีข้อกังวลใจอยู่บ้าง เช่น ยังมีเว็บพนันออนไลน์เถื่อนเกิดขึ้นมากมาย จะมีมาตรการป้องกันอย่างไร ซึ่งคณะอนุกรรมการได้ศึกษา เพื่อเป็นการป้องกันและปิดกั้นเว็บพนันออนไลน์เถื่อนซึ่งมีอยู่ในปัจจุบัน และอาจเกิดขึ้นได้อีกในอนาคต จึงเสนอแนะให้นำเทคโนโลยีแพลตฟอร์ม Ai Machine Learning 

เพื่อใช้ในการค้นหาและทำการปิดกั้นเว็บพนันออนไลน์เถื่อนเชิงลึกอย่างจริงจัง อีกทั้งศึกษาให้นำเอาเทคโนโลยีแพลตฟอร์ม มาช่วยในการคัดกรองผู้เข้าเล่น และจัดการควบคุมเรื่องด้านการเงิน และจัดเก็บภาษีให้กับประเทศ ซึ่งการพิจารณาศึกษาดังกล่าว คณะอนุกรรมาธิการ ได้มีข้อเสนอแนะเพิ่มจำนวน 10 ข้อต่อกรณีนี้ พร้อมเห็นว่า หากจะมีการตั้งสถานบันเทิงครบวงจร (Entertainment Complex) ควรจะมีมาตรการดูแลสภาพปัญหาต่าง ๆ 

โดยเฉพาะปัญหาทางด้านสังคม มีมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาผลกระทบเชิงวัฒนธรรม รวมถึงบริบทของการดำรงวิถีชีวิตและวิถีอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมในพื้นที่ ตลอดจนการใช้มาตรการทางกฎหมายและมาตรการทางสังคม เพื่อป้องกันแก้ไขปัญหาที่อาจเกิดขึ้น รวมทั้งคำนึงถึงการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน โดยมองถึงประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นในภาพรวม การขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ และคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ประชาชนเป็นสิ่งสำคัญ อย่างไรก็ตาม คณะอนุ กมธ. จะได้นำเสนอรายงานฉบับสมบูรณ์ ให้กับ กมธ.วิสามัญพิจารณาศึกษาการเปิดสถานบันเทิงครบวงจรฯ สภาฯ ได้พิจารณา ต่อไป

ชาวเน็ตอึ้ง!! หลังมีคนแชร์ภาพป้าย 'ขับไล่คนจีน' ข้อความส่อถึงการเหยียดเชื้อชาติชัดเจน

(9 ก.พ. 67) ทำเอาชาวเน็ตถึงกับอึ้งไม่น้อย หลังมีผู้ใช้ทวิตเตอร์ (X) รายหนึ่งได้แชร์ภาพข้อความที่มันถูกพิมพ์ลงบนกระดาษแล้วแปะไว้ข้างเสา ระบุข้อความว่า...

“ตื่นเถิด คนชาวไทย ไม่เรียนภาษาจีน ไล่คนจีนออกไป ยิงจีนให้ตาย COMMUNIS เจ๊ก” 

ซึ่งข้อความเหล่านี้ ส่อให้เห็นถึงเจตนาเหยียดเชื้อชาติ และอ้างถึงการก่อเหตุร้ายอย่างรุนแรง มีความคิดสุดโต่งจนน่ากลัว

อย่างไรก็ตาม ชาวเน็ตก็จับผิดพิรุธในป้ายกระดาษแผ่นนี้ได้ ในประโยคที่ว่า “ตื่นเถิด คนชาวไทย” ทำให้หลายคนมองว่าคนไทยเขาใช้คำแบบนี้ด้วยเหรอ อย่างกับใช้การแปลข้อความจาก Google Translate มากกว่าเป็นการที่คนไทยพิมพ์ขึ้นมาเอง และคิดว่าคงจะเป็นการคิดจะปลุกปั่นจากคนบางกลุ่มเพื่อให้เกิดความขัดแย้งระหว่าง 2 ประเทศก็เป็นได้

‘ผู้จัด’ ยัน!! ศึกดวลกำปั้น ‘บัวขาว VS ปาเกียว’ ไม่ได้ยกเลิก หลังสื่อนอกตีข่าว ย้ำ!! แฟนๆ ตามข้อมูลที่ Official เท่านั้น

(9 ก.พ.67) หลังจากสื่อต่างประเทศอย่าง เว็บไซต์ Beyondkick.com ได้เสนอข่าวว่า คู่มวยหยุดโลกระหว่าง ‘บัวขาว บัญชาเมฆ’ นักมวยไทยชื่อดัง กับ ‘แมนนี่ ปาเกียว’ อดีตแชมป์มวยโลก 8 รุ่นคนแรกและคนเดียวของโลกชาวฟิลิปปินส์ ในชื่อ ‘THE MATCH OF LEGEND: PACQUIAO VS BUAKAW’ ซึ่งกำหนดจัดการแข่งขันที่อิมแพค อารีน่า เมืองทองธานี วันที่ 20 เมษายนนี้ ได้ยกเลิกการชกแล้วนั้น

ล่าสุดวันนี้ (9 ก.พ.) ฝ่ายจัดการแข่งขันศึกดวลกำปั้นไฟต์หยุดโลก ‘The Match of Legend’ การแข่งขันชกมวยของสองนักชกในตำนาน ‘แมนนี่ ปาเกียว’ สุดยอดนักชกระดับโลกในตำนาน กับ ‘บัวขาว บัญชาเมฆ’ ออกมายืนยันว่า การแข่งขันแมตช์นี้ยังคงดำเนินต่อไป ไม่มีการยกเลิกตามที่มีกระแสข่าวออกมา

ทางผู้จัด ขอยืนยันว่า ข่าวลือที่ถูกเผยแพร่ออกไปเกี่ยวกับ ‘The Match of Legends’ นั้นไม่เป็นความจริงและงานไม่ได้ถูกยกเลิกแต่อย่างใด ทางผู้จัดได้กำลังทำงานอย่างหนักเพื่อให้งานออกมาดีที่สุด เราเข้าใจดีว่าการแข่งขันในครั้งนี้เป็นที่จับตามอง และแฟน ๆ ให้ความสนใจอย่างมาก และขอขอบคุณทุกท่านที่ให้ความสนใจคู่มวยในตำนาน แต่อย่างไรก็ตามขอให้ทุกท่านติดตามข่าวจากช่องทาง official ที่เพจของเราเท่านั้น เพื่อให้ทุกท่านได้รับข้อมูลอย่างถูกต้องตรงกัน

โปรดติดตามประกาศผ่านทางเว็บไซต์อย่างเป็นทางการและหน้าโซเชียลมีเดียของเราสำหรับการอัปเดตเพิ่มเติมเกี่ยวกับ ‘The Match of Legend’ ทางผู้จัดขอขอบคุณทุกท่านที่เข้าใจและให้การสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top