Monday, 8 June 2026
Hard News Team

เริ่มจากห้องเล็ก 4 หมื่นบาท สู่แบรนด์คอมฯ พันล้าน 'ทางลัดไม่มี แต่ทางชัดมีจริง' สรุป 7 ฉาก ของธุรกิจที่คุณเรียนรู้ได้

เขาไม่ได้เริ่มด้วยทุนหนา ไม่มีดีกรีหรูหราให้โชว์—มีแค่คอมฯ มือสองบนโต๊ะเล็กๆ ความรู้จากการลองผิดลองถูก และหลักคิดง่ายๆ ว่า “พูดความจริงกับลูกค้า แล้วรับผิดชอบให้สุด” จากเว็บบอร์ดสู่หน้ากล้อง จากคำถามในคอมเมนต์สู่ร้านคอมฯ ที่คนไทยเอ่ยถึง—นี่คือเส้นทางของ ‘เปา—พีรดนย์ เหมยากร’ ผู้ก่อตั้ง iHAVECPU ที่พิสูจน์ว่า ‘ทางลัดไม่มี แต่ทางชัดมีจริง’

ฉากที่ 1: จุดเปลี่ยน—จากสนามกีฬา สู่โต๊ะประกอบคอมฯ

วัยรุ่นที่เคยทุ่มให้กับกีฬา ต้องหยุดชะงักเพราะอาการบาดเจ็บ เขาหันกลับมาอยู่กับโต๊ะ และพบว่าโลกของคอมพิวเตอร์คือพื้นที่ที่ควบคุมได้ เริ่มจากการซื้อ–ขายอะไหล่มือสองบนเว็บบอร์ด ฝึกประกอบ–ซ่อมด้วยตัวเอง จนเริ่มมองเห็นว่าความชอบส่วนตัวอาจกลายเป็นอาชีพได้จริง

ฉากที่ 2: ทุนแรก 40,000 บาท—บทเรียนเรื่องวินัยและเครดิต

เงินก้อนเล็กที่ยืมจากครอบครัวถูกเปลี่ยนเป็นสต็อก CPU และอะไหล่ การขายครั้งแรกไม่ได้หวือหวา แต่ทุกออเดอร์ถูกบริหารเหมือนงานใหญ่: ตอบไว แพ็กแน่น ให้ข้อมูลครบ และรับผิดชอบหลังขาย นี่คือฐานของคำว่า ‘เชื่อใจ’ ที่กลายเป็นทุนก้อนโตในอนาคต

ฉากที่ 3: คนจริงบนกล้อง—เจ้าของเป็นครีเอเตอร์

เมื่อยุคไลฟ์มาถึง เขาไม่จ้างพรีเซนเตอร์ แต่ยืนหน้ากล้องเอง—โชว์สเปก แนะนำตามงบ บอกข้อดี–ข้อจำกัดอย่างตรงไปตรงมา ทำให้ร้านมี ‘ใบหน้าจริง’ และลดช่องว่างระหว่างผู้ขาย–ผู้ซื้อ ความไว้ใจเติบโตพร้อมยอดขาย

ฉากที่ 4: คูเมืองแบบบ้าน ๆ—ชนะด้วยบริการหลังขาย

กติกาง่ายๆ แต่อิมแพกต์สูง: เงื่อนไขประกันชัดเจน ช่องทางเคลมชัด ขั้นตอนแก้ปัญหาเป็นระบบ จาก “ซื้อแล้วจบ” กลายเป็น “ซื้อแล้วเริ่ม”—ลูกค้ามีที่พึ่งพาได้จริง

ฉากที่ 5: วงจรคอนเทนต์ที่ปิดยอด

ไลฟ์ → ตัดไฮไลต์สั้น → โพสต์ Q&A → รวมรีวิวลูกค้า → กลับมาไลฟ์อีกครั้ง เป็น Flywheel ที่หมุนจาก ‘ความเชื่อใจ’ ไปสู่ ‘การตัดสินใจ’ โดยไม่ต้องพึ่งโฆษณาหนัก

ฉากที่ 6: โตอย่างไม่หลงทาง

เมื่อธุรกิจโตขึ้น เขาขยายสาขา ขยายทีม และทำระบบหลังบ้าน แต่ไม่ทิ้งเสียงเดียวที่พาลูกค้ามาถึงนี่: ความจริงใจตรงไปตรงมา และความเป็น ‘เพื่อนสายคอมฯ’ มากกว่าร้านที่พูดภาษาการตลาด

ฉากที่ 7: 7 กฎเดินดิน—ทางชัดของคนตัวเล็ก

• เริ่มจากของที่ควบคุมได้: สินค้าไม่มากแต่เข้าใจลึก

• พูดอย่างที่ทำได้ ทำอย่างที่พูด—รับผิดชอบให้เห็น

• เจ้าของต้อง ‘ออกหน้า’ สร้างความเชื่อใจด้วยตัวเอง

• บริการหลังขายคือคูเมือง—เขียน เผยแพร่ และทำตาม

• ทำคอนเทนต์สม่ำเสมอแบบมนุษย์ ไม่ใช่โฆษณา

• วัดผลง่ายๆ แต่จริง: อัตราปิดจากไลฟ์, คอมเมนต์ถามสเปก, การบอกต่อ

• ขยายเมื่อระบบพร้อม—โตด้วยความนิ่ง ไม่ใช่ความดังชั่วคราว

FACT BOX / TIMELINE

• จุดเริ่ม 2013: เริ่มจากขายอะไหล่มือสอง—ดัดแปลงห้องเล็กในโรงสีเป็นออฟฟิศ• ยอดขายต่อเดือนระดับร้อยล้าน: ช่วงที่แบรนด์ติดตลาดในหมู่เกมเมอร์/สตรีมเมอร์• 2024: สายข่าวเศรษฐกิจรายงานยอดทั้งปีแตะ ~1,800 ล้านบาท• 2025: เว็บไซต์ทางการชูจุดขาย ‘ประกอบคอมตามงบ + ประกันชัดเจน’ ต่อเนื่อง

SIDEBAR: เช็กลิสต์ซื้อคอมฯ คุ้มแบบ ‘เพื่อนบอกเพื่อน’

• ถามงบ — บอกโจทย์ใช้งานให้ชัด (งาน/เรียน/เกม)

• ให้ความสำคัญกับ SSD และ RAM ก่อนของแต่ง

• เลือกพาวเวอร์ซัพพลายและเคสระบายอากาศดี—เครื่องนิ่งกว่าซ่อม

• อ่านเงื่อนไขประกันและขั้นตอนเคลมก่อนตัดสินใจ

ชวนคุย

งบของคุณเท่าไหร่ และอยากใช้คอมฯ ไปทำอะไร คอมเมนต์ไว้ใต้โพสต์ได้เลย เดี๋ยวทีมงานช่วยไล่ทางเลือกที่ ‘ลื่นวันนี้ โตพรุ่งนี้’ ให้ครับ

เขย่าทั้งวงการ! TikTok กำลังล้มบัลลังก์ Shopee–Lazada สงคราม E-Commerce ไทยระลอกใหม่เริ่มแล้ว ฐานใหญ่ / ทุนหนา / หัวใจของผู้ชม อะไรจะแปลงเป็นเงินสดแบบเรียลไทม์ได้

ภายในเวลาไม่ถึงสองปี ไทยกำลังเห็นภาพที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน — ศิลปินลูกทุ่งอย่าง “เจนนี่ ได้หมดถ้าสดชื่น” ไลฟ์ขายของจนยอดพุ่งทะลุ 557 ล้านบาทภายใน 6 วัน มีผู้ชมพร้อมกันกว่า 1.2 ล้านคน กลายเป็นกรณีศึกษาระดับประเทศของ “พลังใหม่แห่ง TikTok Live” ที่กำลังเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคทั้งประเทศ บทความนี้จะพาไปดูว่า เหตุใด “เจนนี่ ไลฟ์” จึงไม่ใช่แค่ไวรัล แต่เป็นสัญญาณเตือนของศึกใหญ่ระหว่าง 3 ยักษ์ — Shopee, Lazada, และ TikTok Shop — ที่กำลังช่วงชิงอำนาจการค้าปลีกในยุคที่ “ความบันเทิงคือการซื้อของ”

🌊 จากวิดีโอสั้นสู่ “ห้างสรรพสินค้าแห่งชาติ”

TikTok Shop โตขึ้นกว่า 500% ในเวลาไม่ถึงสองปี โดยเฉพาะจาก Live Commerce รูปแบบการขายที่ผสมความบันเทิงกับการซื้อสินค้าแบบเรียลไทม์ ตัวอย่างชัดเจนคือ “เจนนี่ ไลฟ์” ซึ่งสร้างยอดขายกว่า 557 ล้านบาท ภายใน 6 วัน และมีผู้ชมกว่า 1.2 ล้านคน นี่คือหลักฐานว่าความผูกพันของผู้ชมและความเรียลบน TikTok กลายเป็นพลังทางเศรษฐกิจจริง ๆ

📊 ใครครองตลาดวันนี้ (และใครเริ่มเสียพื้นที่)

Shopee ยังครองบัลลังก์อันดับ 1 ด้วยระบบโลจิสติกส์และฐานลูกค้าขนาดใหญ่ Lazada ยังคงแข็งแกร่งในหมวดสินค้าใหญ่ แต่ TikTok Shop กำลังไต่ขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยผู้บริโภคไทยกว่า 51% เคยซื้อสินค้าผ่าน TikTok แล้ว และตัวเลขนี้ยังคงเพิ่มขึ้นทุกเดือน.

🚀 พลังขับเคลื่อนของ TikTok ที่คู่แข่งไม่มี

1. คอนเทนต์คือร้านค้า 2. อินฟลูเอนเซอร์คือเซลส์ (เจนนี่คือตัวอย่างชัดเจน) 3. AI และอัลกอริทึมที่เข้าใจผู้ใช้ 4. Shoppertainment ที่รวมความสนุกกับยอดขายแบบทันที

⚠️ แต่เกมนี้ไม่ได้ง่าย

ยุคไวรัลฟรีกำลังหมดลง TikTok เริ่มเปลี่ยนระบบให้ผู้ขายต้องซื้อโฆษณาเพื่อมองเห็นมากขึ้น ต้นทุนการได้ลูกค้า (CAC) สูงขึ้น ส่วน Shopee และ Lazada ก็เร่งลงทุนเข้าสู่ Live และ Creator Commerce เต็มตัว

🔮 แนวโน้มอีก 3 ปี (2025 – 2027)

Shopee ยังคงมีส่วนแบ่ง 45–55%, TikTok Shop 25–35%, Lazada และอื่น ๆ 15–25% TikTok มีโอกาสแซง Shopee ในบางหมวด โดยเฉพาะแฟชั่นและบิวตี้ หากรักษาความเร็วและความเชื่อถือได้

🧭 ผลกระทบที่ต้องจับตา

- SME ไทย: ยุคทองของแม่ค้าไลฟ์ - แบรนด์ใหญ่: ต้องโยกงบการตลาดไปยัง Creator Commerce - ผู้บริโภค: ได้ดีลมากขึ้น แต่ต้องระวังคุณภาพสินค้า - หน่วยงานรัฐ: เริ่มขยับควบคุม Live Commerce และระบบภาษี

🏁 บทสรุป: สงครามนี้ไม่ใช่แค่ “ขายของ” แต่คือการแย่ง “เวลา”

เมื่อความบันเทิงกลายเป็นการขาย และครีเอเตอร์กลายเป็นแบรนด์ ผู้ชนะในศึกนี้คือผู้ที่เชื่อมคอนเทนต์ การตลาด และความไว้วางใจของผู้บริโภคได้แนบเนียนที่สุด Shopee มีฐานใหญ่ Lazada มีทุนหนา แต่ TikTok มีหัวใจของผู้ชม — และหัวใจนั้นกำลังแปลงเป็นเงินสดแบบเรียลไทม์ สงคราม E-Commerce ไทยระลอกใหม่ เพิ่งเริ่มต้น… และ “เจนนี่ ได้หมดถ้าสดชื่น” คือสัญลักษณ์ของคลื่นลูกแรกที่กำลังเปลี่ยนทั้งวงการ

จากแจกเพื่ออยู่รอด สู่แจกเพื่อเปลี่ยนระบบเศรษฐกิจไทย คนละครึ่ง พลัส จุดเริ่มต้นของระบบเศรษฐกิจไทยใหม่ ที่ประชาชน รัฐ และเทคโนโลยี เดินไปด้วยกันอย่างสมดุล แต่หากพลาด อาจเป็นหนึ่งโครงการแจกเงิน ที่หมดสิ้นพลังพร้อมงบประมาณ

จุดเริ่มต้นของ “คนละครึ่ง พลัส”
หลังผ่านยุค “คนละครึ่ง” ของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ช่วยพยุงประเทศในช่วงโควิด–19 รัฐบาลใหม่ภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล กลับมาใช้แนวคิดคล้ายเดิมอีกครั้ง — แต่ปรับโครงสร้างและเป้าหมายใหม่ทั้งหมด “คนละครึ่ง พลัส” ไม่ได้เกิดมาเพื่อแจกเงินเหมือนเดิม หากแต่เกิดมาเพื่อ “ยกระดับพฤติกรรมเศรษฐกิจของคนไทยเข้าสู่ระบบดิจิทัลและภาษี” ถือเป็นการต่อยอดจากนโยบายที่เคยได้ผลจริง แต่เพิ่มมิติของ “โครงสร้างระยะยาว” เข้าไป
.
โครงสร้างและแนวคิดใหม่
โครงการนี้วางระบบโดยแบ่งผู้รับสิทธิ์ออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่: 1. ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ – ได้เงินช่วยเหลือรายเดือนรวม 2,000 บาท 2. ผู้ที่ยื่นแบบภาษีเงินได้ – รัฐสมทบ 2,400 บาท โดยประชาชนเติมเอง 2,000 บาท 3. ประชาชนทั่วไปที่อยู่นอกระบบภาษี – รัฐสมทบ 2,000 บาท ประชาชนเติมอีก 2,000 บาททั้งหมดใช้จ่ายผ่านแอป “เป๋าตัง” วันละไม่เกิน 200 บาท โดยมีระบบเชื่อมกับฐานข้อมูลภาษีและร้านค้าที่จดทะเบียนอย่างถูกต้อง จุดสำคัญคือ รัฐบาลไม่เพียงหวัง “เงินหมุนในตลาด” เท่านั้น แต่ยังต้องการให้ประชาชนและร้านค้าเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจที่ตรวจสอบได้ วัดผลได้ และเก็บข้อมูลได้จริง
.
ผลทางเศรษฐกิจที่คาดหวัง
สำนักงานเศรษฐกิจการคลังประเมินว่า “คนละครึ่ง พลัส” จะอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบกว่า 88,000 ล้านบาท สร้างแรงขับต่อ GDP ประมาณ 0.22–0.3 % ในไตรมาสสุดท้ายของปี 2568 ผลโดยตรงคือการกระตุ้นการใช้จ่ายของครัวเรือนและร้านค้าท้องถิ่น โดยเฉพาะกลุ่มอาหาร ค้าปลีก และบริการรายย่อย ที่มักได้รับผลจากกำลังซื้อก่อนเป็นลำดับแรก แต่ผลลัพธ์ที่สำคัญกว่าคือการสร้างฐานข้อมูลเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ ผ่านการเชื่อมระหว่าง “เป๋าตัง × ระบบภาษี × ร้านค้าในระบบ” ซึ่งอาจกลายเป็นรากฐานของระบบ Digital Wallet ภาครัฐในอนาคต
.
โอกาสและความท้าทาย
ข้อดี:- ประชาชนมีเงินใช้เพิ่ม – ร้านค้าฐานรากมีกำลังซื้อมาหมุนเวียน- ภาครัฐมีข้อมูลผู้ใช้จ่ายจริง เพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษี- ระบบดิจิทัลได้รับการขยายอย่างก้าวกระโดดข้อจำกัด:- หากประชาชนใช้สิทธิเพียงย้ายการใช้จ่ายจากกระเป๋าหนึ่งไปอีกกระเป๋า ผลต่อ GDP จะลดลง- ความเหลื่อมล้ำด้านเทคโนโลยี (ผู้ไม่มีสมาร์ตโฟน อินเทอร์เน็ต หรือความรู้ดิจิทัล) อาจทำให้บางกลุ่มพลาดสิทธิ- ความเสี่ยงเรื่องงบประมาณ และการตรวจสอบการใช้สิทธิ์ต้องเข้มงวดกว่าที่ผ่านมา
.
ความหมายเชิงนโยบาย
“คนละครึ่ง พลัส” จึงเป็นมากกว่านโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น แต่มันคือการทดลองโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ของไทย เป็นการขยับจาก “รัฐแจกเพื่อให้คนอยู่รอด” ไปสู่ “รัฐร่วมลงทุนกับประชาชน เพื่อให้ระบบเศรษฐกิจอยู่ได้อย่างยั่งยืน” และนี่อาจเป็นบทพิสูจน์แรกของรัฐบาลอนุทิน ว่าจะสามารถทำให้นโยบายแจกเงิน กลายเป็นนโยบายพัฒนาโครงสร้างเศรษฐกิจดิจิทัลได้จริงหรือไม่
.
บทสรุป
“คนละครึ่ง พลัส” คือสมรภูมิเศรษฐกิจนโยบายแรกของรัฐบาลอนุทิน ที่ไม่ได้วัดกันแค่จำนวนเงินที่แจก แต่เป็นบททดสอบว่าวิสัยทัศน์ “ดิจิทัลเพื่อทุกคน” จะจับต้องได้จริงหรือไม่ หากทำสำเร็จ นี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของระบบเศรษฐกิจไทยใหม่ ที่ประชาชน รัฐ และเทคโนโลยี เดินไปด้วยกันอย่างสมดุล แต่หากพลาด มันก็จะกลายเป็นเพียงอีกหนึ่งโครงการแจกเงิน ที่หมดสิ้นพลังพร้อมงบประมาณ

จากสูตรบำนาญ CARE? ประกันสังคม 5 โปรไฟล์ เช็กตัวเองใน 1 นาที ฟังความให้รอบด้าน!! ก่อนตัดสินใจ คำนวณสิทธิของตัวเองจริงคือคำตอบที่ชัดที่สุด

สูตร CARE คืออะไร (สรุปสั้น)

สูตร CARE (Career-Average Revalued Earnings) คือการคำนวณบำนาญแบบใหม่ของประกันสังคม ที่เอา “ค่าจ้างเฉลี่ยตลอดช่วงเวลาที่ส่งเงินสมทบ” (หลังปรับค่าเงินในอดีตให้เป็นมูลค่าปัจจุบัน) มาใช้แทนสูตรเดิมที่เฉลี่ยเฉพาะ “60 เดือนสุดท้าย” และนับ “เศษเดือน” ด้วย โดยมีช่วงเปลี่ยนผ่าน 5 ปีที่คำนวณคู่ (สูตรเก่า-สูตรใหม่) และชดเชยส่วนต่างหากสูตรใหม่ได้น้อยกว่า; ผู้ที่รับบำนาญอยู่แล้วไม่ถูกลดลง

 

สูตรเดิม (เพื่อเทียบ)

เฉลี่ยค่าจ้าง 60 เดือนสุดท้าย คูณอัตราพื้นฐาน 20% และบวกเพิ่ม 1.5% ต่อปีที่ส่งเงินสมทบเกิน 15 ปี (ไม่นับเศษเดือน)

 

5 โปรไฟล์: ใคร “ได้–เสีย” อย่างไร

โปรไฟล์ที่ 1: เงินเดือน “พุ่งแรง” ใน 5 ปีท้ายงาน  → เสี่ยงเสียเมื่อเทียบสูตรเดิม

สูตรเดิมเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย ทำให้ฐานสูงจากช่วงพีค แต่สูตร CARE เฉลี่ยตลอดการทำงาน จึงพา “มีรายได้ต่ำ” เข้ามาถัว อย่างไรก็ดี ในช่วงเปลี่ยนผ่าน 5 ปี สปส.จะคำนวณคู่และชดเชยส่วนต่างให้ตลอดชีวิต หากสูตรใหม่ได้น้อยกว่า จึงไม่เสียทันที

โปรไฟล์ที่ 2: จาก ม.33 → ม.39 ช่วงท้าย  → มัก “ได้” มากขึ้น

สูตรเดิมของ ม.39 ผูกฐานต่ำกว่างานประจำเดิม ทำให้สิทธิตก แม้เคยมีเงินเดือนสูง แต่สูตร CARE เอาค่าจ้างทั้งช่วงชีวิต (ม.33 + ม.39) มาถัวหลังปรับค่าเงิน จึงแฟร์ขึ้นและมักได้มากกว่าเดิม

โปรไฟล์ที่ 3: รายได้ “ทรงตัว/ค่อย ๆ โต”  → ส่วนใหญ่ใกล้เคียงเดิมหรือดีขึ้นเล็กน้อย

หากค่าจ้างไม่ได้พุ่งเฉียบเฉพาะช่วงท้าย ผลต่างระหว่างสูตรเดิมกับ CARE มักไม่มาก และการปรับค่าเงินในอดีตช่วยสะท้อนสิทธิจากสิ่งที่ส่งสมทบจริงได้ตรงขึ้น

โปรไฟล์ที่ 4: ส่งสมทบ “ยาวนาน” เกิน 15 ปี  → ได้ประโยชน์จากการ “นับเศษเดือน”

สูตรใหม่จะนับเศษเดือน และเพิ่มอัตราบำนาญเดือนละ 0.125% เมื่อสมทบเกิน 15 ปี (เทียบกับสูตรเดิมที่ปัดเป็นปี) เช่น 25 ปี 6 เดือน จะคิดเป็น 25.5 ปี—not 25 ปีตรง ๆ

โปรไฟล์ที่ 5: “รับบำนาญอยู่แล้ว / จะเกษียณใน 5 ปีแรกของการใช้สูตรใหม่”  → คุ้มครองชัดเจน

ผู้ที่รับบำนาญอยู่แล้วไม่ถูกลด ส่วนผู้ที่จะเริ่มรับในช่วงเปลี่ยนผ่าน สปส.จะคำนวณคู่ (สูตรเก่า-สูตรใหม่) แล้วชดเชยส่วนต่างให้ตลอดชีวิต หากสูตรใหม่ได้น้อยกว่า

 

เช็กตัวเองใน 1 นาที

• 5 ปีท้ายของคุณพุ่งแรงหรือไม่? ถ้าใช่ → โปรไฟล์ #1

• เคยย้าย ม.33 → ม.39 ใกล้เกษียณไหม? ถ้าใช่ → โปรไฟล์ #2

• รายได้ทรงตัว/โตเรื่อย ๆ หรือไม่? → โปรไฟล์ #3

• ส่งเกิน 15 ปีและต่อเนื่องหรือไม่? เศษเดือนได้คิด → โปรไฟล์ #4

• จะรับบำนาญในปี 2569–2573 หรือรับอยู่แล้ว? → โปรไฟล์ #5

• ทางที่ชัดที่สุด: ลองคำนวณของจริงด้วยเครื่องมือจำลองของ สปส. แล้วเทียบ “สูตรเดิม vs CARE”.

 

Myth vs Fact

Myth: สูตรใหม่ทำให้ทุกคน “ได้เงินน้อยลง”

Fact: ช่วงเปลี่ยนผ่าน 5 ปีจะคำนวณคู่และชดเชยส่วนต่าง หากสูตรใหม่ได้น้อยกว่า; ผู้รับบำนาญอยู่แล้วไม่ถูกลด

Myth: CARE เอื้อแต่คนฐานสูง

Fact: CARE แก้ปัญหา “ล็อกฐานปีท้าย” และให้คะแนนความสม่ำเสมอในการส่งสมทบ ช่วยหลายเคสที่รายได้ไม่พุ่งท้ายงาน รวมถึงผู้ที่ย้ายไป ม.39

 

สรุป

หัวใจของ CARE คือ “สะท้อนสิทธิจากทั้งชีวิตการทำงาน” ไม่ใช่การเร่งฐานเฉลี่ยใน 60 เดือนท้าย ดังนั้นใครที่พีคเฉพาะช่วงท้ายอาจรู้สึกเสียเทียบสูตรเดิม ส่วนใครที่เส้นรายได้เรียบ/ย้าย ม.33→ม.39/ส่งยาว มักได้เท่าเดิมหรือแฟร์ขึ้น และยังมีตาข่ายรองรับใน 5 ปีแรก (คำนวณคู่ + ชดเชยส่วนต่าง). ก่อนตัดสินใจ ลองคำนวณสิทธิของตัวเองจริงคือคำตอบที่ชัดที่สุด

BLCP ตอกย้ำพันธกิจ ‘อุตสาหกรรมคู่ชุมชนและสิ่งแวดล้อม’ คว้า 2 ใบประกาศเกียรติคุณด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม ในเวที ECO Innovation Forum 2025

เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา – ท่ามกลางเวทีใหญ่ระดับประเทศ ECO Innovation Forum 2025 ที่รวมผู้ทรงคุณวุฒิและผู้กำหนดนโยบายอุตสาหกรรมไทย โรงไฟฟ้าบีแอลซีพี (BLCP) ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนอีกครั้ง ด้วยการคว้า 2 ใบประกาศเกียรติคุณสำคัญที่สะท้อนการดำเนินงานซึ่งให้ความสำคัญกับทั้งมิติทางสังคมและสิ่งแวดล้อม ตอกย้ำจุดยืนการเป็น "อุตสาหกรรมคู่ชุมชนและสิ่งแวดล้อม" อย่างเป็นรูปธรรม ภายในงาน ECO Innovation Forum 2025 ภายใต้แนวคิด “พัฒนาประเทศไทย ด้วยอุตสาหกรรมใหม่อย่างยั่งยืน” ซึ่งจัดขึ้น ณ โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพฯ

ใบประกาศเกียรติคุณแรก คือ ใบประกาศเกียรติคุณโรงงานอุตสาหกรรมที่เข้าร่วมโครงการประเมินผลลัพธ์เชิงสังคม (SIA) ซึ่งสะท้อนถึงความใส่ใจในการประเมินและลดผลกระทบต่อชุมชนอย่างจริงจัง โดยมี คุณธไนท์ นันทนาการ ผู้จัดการฝ่ายชุมชนสัมพันธ์ เป็นตัวแทนรับมอบจาก นายสุเมธ ตั้งประเสริฐ ผู้ว่าการ การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ถือเป็นเครื่องหมายยืนยันว่าทุกย่างก้าวของบีแอลซีพีมีการรับฟังและสร้างการมีส่วนร่วมกับชุมชนโดยรอบเสมอมา

ถัดมาคือ ใบประกาศเกียรติคุณโรงงานสนับสนุนการดำเนินงานพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ มอบให้แก่องค์กรที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนนิคมอุตสาหกรรมสู่มาตรฐานสากลด้านสิ่งแวดล้อม โดย คุณสินีนาฐ ขันธะบัลลัง ผู้จัดการฝ่ายสิ่งแวดล้อม เข้ารับมอบจาก นายเริงฤทธิ์ กุศลกรรมบถ รองผู้ว่าการ การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.). ซึ่งเป็นการยอมรับในความพยายามของบีแอลซีพีที่ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ภายในรั้วโรงไฟฟ้า แต่ยังขยายผลสู่การพัฒนาระบบนิเวศอุตสาหกรรมโดยรวม

เวทีดังกล่าวได้รับเกียรติจากบุคคลสำคัญในแวดวงอุตสาหกรรมร่วมแสดงวิสัยทัศน์ นำโดยปาฐกถาพิเศษจาก จ่าเอก ยศสิงห์ เหลี่ยมเลิศ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และการชี้แนวทางการขับเคลื่อนนโยบาย “MIND อุตสาหกรรมคู่ชุมชน” โดย นายณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่งการที่บีแอลซีพีได้รับใบประกาศเกียรติคุณในครั้งนี้ ถือเป็นการขานรับและดำเนินงานที่สอดคล้องกับทิศทางนโยบายของภาครัฐอย่างชัดเจน

นอกจากการเข้ารับใบประกาศเกียรติคุณแล้ว บีแอลซีพียังได้นำความสำเร็จที่เป็นรูปธรรมของชุมชนมาร่วมจัดแสดงภายในงาน ผ่านบูธสินค้า SEACRAFTY จาก วิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวเชิงนิเวศป่าชายเลนพระเจดีย์กลางน้ำและแม่น้ำระยอง และ วิสาหกิจชุมชนประมงเรือเล็กเก้ายอด ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นถึงผลลัพธ์ของการทำงานร่วมกันระหว่างภาคอุตสาหกรรมและชุมชน ที่สามารถสร้างรายได้และอาชีพที่ยั่งยืนให้กับคนในท้องถิ่น

ใบประกาศเกียรติคุณทั้งสองนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงใบประกาศเกียรติคุณ แต่คือหลักฐานที่จับต้องได้ ซึ่งยืนยันถึงปรัชญาการดำเนินธุรกิจของบีแอลซีพี ที่เชื่อมั่นว่าการเติบโตของอุตสาหกรรมต้องก้าวไปพร้อมกับการดูแลสังคมและรักษาสิ่งแวดล้อม เพื่อนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง

บีแอลซีพี มุ่งมั่นพัฒนาพลังงานที่มั่นคง เพื่อชุมชนและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

ท่ามกลางการเมืองที่ผันผวนของอาเซียน มีเพียงไม่กี่ประเทศที่ “โครงสร้างพันธมิตร” กลายเป็นเสาหลักของประชาธิปไตยได้จริง หนึ่งในนั้นคือ มาเลเซีย ขณะที่ประเทศไทย แม้จะมีพรรคมาก มีแนวคิดหลากหลาย แต่กลับยังหาทาง “ร่วมมือกันอย่างเป็นระบบ” ไม่ได้เสียที คำถามคือ —

ท่ามกลางการเมืองที่ผันผวนของอาเซียน มีเพียงไม่กี่ประเทศที่ “โครงสร้างพันธมิตร” กลายเป็นเสาหลักของประชาธิปไตยได้จริง หนึ่งในนั้นคือ มาเลเซีย ขณะที่ประเทศไทย แม้จะมีพรรคมาก มีแนวคิดหลากหลาย แต่กลับยังหาทาง “ร่วมมือกันอย่างเป็นระบบ” ไม่ได้เสียที

คำถามคือ — ทำไมระบบพันธมิตรของมาเลเซียถึงอยู่ได้ยาวนาน ขณะที่ของไทยพังซ้ำๆ ทุกยุค?

ระบบเลือกตั้งคือจุดเริ่มต้นของทุกอย่าง
มาเลเซียใช้ระบบเลือกตั้งแบบ First-Past-the-Post (FPTP) หรือ “เขตเดียวผู้ชนะได้หมด” — ใครได้คะแนนมากที่สุดในเขตนั้น ถือว่าชนะทันที

ระบบนี้บีบให้พรรคการเมืองต้องรวมกัน เพราะถ้าเสียงของฝ่ายเดียวกันแตก แม้เพียงไม่กี่เปอร์เซ็นต์ ก็อาจเสียทั้งเขตไปได้ง่ายๆ

ในทางตรงข้าม ไทยใช้ระบบผสมระหว่างเขตกับบัญชีรายชื่อ ที่เปิดโอกาสให้พรรคเล็กอยู่รอดได้ ทำให้ “ทุกพรรคอยากมีชื่อในบัตรเลือกตั้ง” มากกว่าจะรวมเป็นพันธมิตรเดียว

พันธมิตรมาเลเซีย: รวมก่อนเลือกตั้ง เพื่อชนะทั้งกระดาน
หลังเอกราชปี 1957 พรรค UMNO ของชาวมลายูจับมือกับพรรคจีน (MCA) และพรรคอินเดีย (MIC) เกิดเป็น Barisan Nasional (BN) — พันธมิตรข้ามเชื้อชาติที่กลายเป็นต้นแบบของอาเซียน

BN ไม่เพียง “รวมชื่อ” แต่รวมทุกอย่าง: โลโก้เดียว (ตราชั่ง), นโยบายกลางร่วม, การแบ่งเขตเลือกตั้งไม่ทับซ้อนกัน, การตัดสินใจแบบ “คณะกรรมการกลาง”

ผลลัพธ์คือ BN ครองอำนาจได้กว่า 50 ปีติดต่อกัน แม้คะแนนนิยมลดลง แต่เพราะพันธมิตรแน่น เสียงไม่แตก

ในปี 2022 ก็ยังเกิด “รัฐบาลผสมข้ามขั้ว” ระหว่าง Pakatan Harapan (ฝ่ายค้านเดิม) กับ UMNO (อดีตรัฐบาล) เพื่อแก้ทาง “สภาไร้เสียงข้างมาก” และรัฐบาลนั้นก็ยังยืนอยู่ได้จนวันนี้

ไทย: รวมหลังเลือกตั้ง แต่แยกก่อนบริหาร
ไทยมีรัฐบาลผสมแทบทุกยุค แต่ต่างจากมาเลเซียตรงที่ “รวมกันหลังเลือกตั้ง” เพื่อจัดตั้งรัฐบาล ไม่ใช่ “รวมก่อนเลือกตั้ง” เพื่อชนะอย่างมีแผน

ผลคือพรรคต่างๆ ต้องต่อรองกันใหม่หลังประกาศผล เกิดดีล–แบ่งเก้าอี้–แลกนโยบาย รัฐบาลจึงเริ่มต้นด้วย “ข้อต่อรอง” มากกว่า “ข้อตกลงร่วม”

อีกทั้งกฎหมายไทยยังไม่เปิดช่องให้จดทะเบียนพันธมิตรเลือกตั้งแบบมาเลเซียได้ เพราะตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 มาตรา 10–11 ระบุว่า พรรคการเมืองต้องมีชื่อ โลโก้ และทะเบียนของตนเอง ห้ามใช้ชื่อหรือเครื่องหมายของพรรคอื่น

ดังนั้น “การรวมตัวก่อนเลือกตั้งภายใต้ชื่อเดียว” แบบ BN จึงทำไม่ได้ในไทย หากทำโดยไม่จดทะเบียนใหม่ อาจถูกมองว่าเป็น “พรรคเงา” หรือ “นอมินี” ตามกฎหมายพรรคการเมือง

แล้วถ้าไม่แก้กฎหมาย พรรคไทยจะร่วมมือกันได้ไหม?
คำตอบคือ ได้ครับ — แต่ต้องทำให้ “ถูกกฎหมาย” และ “โปร่งใส”

1. ทำข้อตกลงความร่วมมือ (MOU หรือ Electoral Pact)
- พรรคแต่ละพรรคยังคงสถานะของตนเอง
- ประกาศร่วมสนับสนุนแคนดิเดตนายกฯ คนเดียวกัน
- หลีกเลี่ยงการลงแข่งกันในบางเขต
- หาเสียงร่วมได้ หากไม่ใช้โลโก้เดียว
ตัวอย่าง: MOU ฝ่ายประชาธิปไตย (เพื่อไทย–ก้าวไกล–ประชาชาติ–ไทยสร้างไทย) ก่อนเลือกตั้งปี 2566

2. รวมพรรคหลังเลือกตั้ง (Merger)
- หากต้องการใช้ชื่อและโลโก้เดียว ต้องยุบรวมพรรคและจดทะเบียนใหม่กับ กกต.
- คล้ายการรีแบรนด์เป็นพรรคใหม่ เช่น “ประชาธิปัตย์–ชาติไทยรวมพลัง” (สมมติ)

3. ตั้งรัฐบาลผสมหลังเลือกตั้ง (Coalition Government)
- ถูกต้องเต็มที่ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 159
- พรรคยังคงเอกเทศ แต่บริหารร่วมผ่านข้อตกลงนโยบายกลาง

ถ้าไทยอยากได้เสถียรภาพแบบมาเลเซีย ต้องกล้าปรับกติกา
สิ่งที่มาเลเซียสอนเราคือ การเมืองไม่เสถียร ไม่ใช่เพราะคนทะเลาะ แต่เพราะ “กติกา” บังคับให้ทะเลาะ

หากไทยต้องการเสถียรภาพทางการเมืองจริงๆ อาจถึงเวลาพิจารณา “ระบบพันธมิตรเลือกตั้งแบบจดทะเบียน (Coalition Registration)” ให้พรรคที่เห็นตรงกัน สามารถรวมชื่อ–โลโก้–นโยบาย ลงสนามในนามเดียวได้ แต่ยังคงสถานะเป็นพรรคอิสระหลังเลือกตั้ง

นั่นจะทำให้ประชาชนเลือกง่ายขึ้น เห็นขั้วการเมืองชัดขึ้น และรัฐบาลบริหารต่อเนื่องได้จริง

การเมืองมาเลเซียพิสูจน์แล้วว่า “พันธมิตรไม่ใช่การประนีประนอม แต่คือการวางระบบให้ประเทศเดินได้” ส่วนไทย… ยังอยู่ในวงจร “แยกเพื่อแข่ง แล้วค่อยรวมเพื่ออยู่”

วันหนึ่ง หากเราเริ่มคิดจาก “โครงสร้างความร่วมมือ” มากกว่า “อำนาจต่อรอง” เราก็อาจได้เห็นเสถียรภาพแบบเดียวกับ Barisanท Nasional ที่อยู่เหนือพายุการเมืองมาครึ่งศตวรรษ
 

María Corina Machado จากประเทศเวเนซุเอล่า โนเบลสันติภาพ การตอบแทนต่อการเป็น ข้ารับใช้ชั้นดีของอเมริกา มองไทยไส้ศึกทุกวันนี้ อาจจะไม่ใช่ต่างชาติที่ไหน แต่เป็นคนไทยกันเอง

เป็นที่ทราบกันแล้วว่าผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพคนล่าสุดคือ นาง María Corina Machado จากประเทศเวเนซุเอลาโดยทางคณะกรรมการรางวัลโนเบลอ้างว่าเธอคือนักต่อสู้เพื่อให้มีการเปลี่ยนผ่านอย่างยุติธรรมและสันติจากเผด็จการไปสู่ประชาธิปไตยอย่างสันติสุข แต่ในความเป็นจริงนั้นจากสิ่งที่เกิดขึ้น ณ วันนี้กล่าวคือความขัดแย้งระหว่างอเมริกาและเวเนซุเอลามีความตึงเครียดสูง อเมริกามองว่าเวเนซุเอลาเป็นศัตรูอันดับต้น ๆ แทบจะเรียกว่ารองจากจีนก็ไม่ผิดนัก แถมล่าสุดอเมริกายังใส่ความเวเนซุเอลาว่าเป็นผู้ค้ายาเสพติดรายใหญ่ส่งเข้าอเมริกาทั้ง ๆ ที่ทั่วโลกรู้มานานแล้วว่า ผู้ค้ายาเสพติดรายใหญ่ในอเมริการับจากเม็กซิโกและโคลัมเบีย ส่วนนางมาเรียนี้ก็คือคนหนึ่งที่เป็นกระบอกเสียงให้อเมริกาและสนับสนุนการกระทำของอเมริกาหากจะส่งกำลังมายึดเวเนซุเอลา ถามว่าความคิดแบบนี้หรือที่เป็นความคิดของคนที่ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ…? หรือการได้รางวัลครั้งนี้เป็นการตอบแทนต่อการเป็นข้ารับใช้ชั้นดีของอเมริกาและทำให้คนอื่นยอมรับการกระทำของเธอว่าเธอไม่ได้เป็นกบฏต่อรัฐโดยอ้างเรื่องมนุษยธรรม

อย่างไรก็ดีกลับมายังละแวกบ้านเราในกาลครั้งหนึ่งที่นางอองซานซูจีก็เคยได้รางวัลโนเบลสาขาสันติภาพเช่นกัน  แต่ทว่าเมื่อนางซูจีขึ้นครองอำนาจและไม่ได้ปฏิบัติตนอันเป็นลูกรักที่ดีของอเมริกาโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อในประเทศเกิดความขัดแย้งระหว่างชาวเมียนมากับกลุ่มโรฮิงญาในยะไข่และเธอเลือกที่จะอยู่ข้างเดียวกับประชาชนของเธอ นั่นแม้ว่าทางคณะกรรมการรางวัลโนเบลไม่ได้ถอนรางวัลของเธอเพราะเนื่องจากการให้รางวัลนั้นได้ตัดสินไปแล้วไม่มีการถอนคำตัดสินย้อนเพราะเป็นกฎของรางวัลโนเบลก็ตาม แต่ก็มีหลายๆรางวัลที่ถูกถอดถอนไปเช่น Freedom of the City of Oxford, Amnesty International Ambassador of Conscience Award และ Edinburgh Award ที่ได้ถอนรางวัลของเธอเนื่องจากประเด็นเรื่องการปราบปรามชาวโรฮิงญา

ประเด็นคือหลาย ๆ ครั้งที่การมอบรางวัลโนเบลที่หากขุดลึกลงไปให้ดีก็จะพบว่ารางวัลนี้ถูกมอบให้แก่สุนัขรับใช้ประเทศนายทุนที่คอยสนับสนุนคนกลุ่มนี้ให้ทำลายประเทศตัวเอง ซึ่งในประเทศไทยหากมองให้ลึกดี ๆ ก็จะเห็นว่ามีกลุ่มนายทุนประเทศเหล่านี้เข้ามาให้การสนับสนุนด้านเงินทุนแก่องค์การอิสระและพรรคการเมืองบางพรรคเพื่อจะให้ควบคุมการเมืองในประเทศไทยเองก็ดี หรือแม้กระทั่งใช้ไทยเป็นแหล่งรองรับพักพิงจากพวกพ้องพันธมิตรของตนจากประเทศเพื่อนบ้านดังที่เห็นว่าอยู่ดีๆประเทศไทยก็เปิดรับขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าวที่หนีเข้ามาหลบในประเทศไทย หากมองเผิน ๆ อาจจะมองว่าเพราะแรงงานเขมรกลับประเทศทำให้ไทยขาดแรงงานในระบบไปร่วม 500,000 คนจึงจำเป็นต้องหาแรงงานมาทดแทน แต่ในอีกมุมหนึ่งคือการเอื้อให้คนที่หลบหนีเข้ามาในประเทศไทยโดยเฉพาะกลุ่มต่อต้านรัฐบาลเมียนมาที่ประเทศมหาอำนาจอุ้มชูดูแลคนเหล่านี้อยู่ให้มีอาชีพมีการมีงานและส่งผลถึงมีการตั้งหลักแหล่งถาวรในไทยได้ด้วย  

ประเทศไทยในทุกวันนี้กำลังเผชิญกับปัญหาใหญ่คือการที่เราจะเป็นตัวแทนของสงครามของประเทศมหาอำนาจที่กำลังจะเล่นบทนกสองหัวทั้งสองประเทศเพราะไม่ว่าฝ่ายใดได้ชัยชนะมหาอำนาจทั้งสองก็ชนะไปด้วย ในอดีตไทยเราเป็นหนึ่งในชาติที่ไม่เสียเปรียบใครในการชิงชัยเรื่องการแผ่อำนาจ แต่ในวันนี้อาจจะไม่แน่เพราะไส้ศึกทุกวันนี้อาจจะไม่ใช่ต่างชาติที่ไหนแต่เป็นคนไทยกันเอง ดังที่เคยเกิดมาในครั้งเสียกรุงศรีจนเป็นคำกล่าวที่ว่า “กรุงศรีจะไม่มีวันแตกหากชาวสยามไม่ทรยศชาวสยามด้วยกันเอง” ฉันใดก็ฉันนั้น

หมู่เรือฝึก นนร.จีน ขอบคุณ รพ.สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ดูแล นนร.จีน บาดเจ็บระหว่างการฝึก

เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2568 นาวาเอกพัลลภ สุภากรณ์ รอง ผอ.รพ.สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ กรมแพทย์ทหารเรือ ฝ่ายบริหาร ให้การต้อนรับผู้แทนจาก คณะหมู่เรือฝึกนักเรียนนายเรือจีน (นนร.จีน) มอบของที่ระลึก เพื่อเป็นการขอบคุณ ในโอกาสที่ รพ.สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ให้การดูแลรักษานักเรียนนายเรือจีน ที่ได้รับบาดเจ็บในระหว่างการฝึก และเป็นการขอบคุณที่ให้ความอนุเคราะห์ ในการเข้าศึกษาดูงาน สร้างความประทับใจให้กับผู้มาเยือนด้วยมิตรไมตรียิ่ง ในครั้งนี้ 

สำหรับ หมู่เรือฝึกนักเรียนนายเรือจีน ประกอบด้วยเรือ CNS QI JIGUANG (83) และ CNS YIMENG SHAN (988) มีกำหนดเข้าเยือนประเทศไทย อย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 16-20 ต.ค.68 โดยจอดเทียบท่า ณ ท่าเรือจุกเสม็ด การท่าเรือสัตหีบ ฐานทัพเรือสัตหีบ จว.ชลบุรี 
นิราช/นันทพล ทิพย์ศรี ชลบุรี รายงาน 0909535645

รพ.สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ รับมอบเงินกว่า 1.7 ล้าน งานบุญทอดกฐินสามัคคีวัดธรรมสถิตย์ เพื่อจัดซื้อเครื่องมือแพทย์

วันที่ 19 ต.ค.68 พลเรือตรี กิติศักดิ์  สายนุช ผอ.รพ.สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ กรมแพทย์ทหารเรือ พร้อมด้วย รอง ผอ.รพ.ฯ ฝ่ายบริหาร และกำลังพลผู้มีจิตศรัทธา เข้าร่วมกิจกรรมงานบุญกฐินสามัคคี ณ วัดธรรมสถิต ต.สำนักทอง อ.เมือง จว.ระยอง

เพื่อเป็นการตอบแทนคุณพระครูสมุห์สุชิน ปริปุณโณ ที่มีเมตตาช่วยเหลืองานบุญของ รพ.ฯ มาโดยตลอด และในครั้งนี้ หลวงปู่ ได้ให้ความเมตตาร่วมกับผู้บริหารและพนักงานบริษัทในเครือ THE NIYA CORPORATION เป็นเจ้าภาพบริจาคเครื่องวัดออกซิเจนในสมองในระหว่างการผ่าตัดหัวใจ (Cerebral Oximeter) มูลค่ารวม 
1,070,000 บาท (หนึ่งล้านเจ็ดหมื่นบาท) โดยมี ผอ.รพ.ฯ เป็นผู้แทนในการรับมอบในครั้งนี้
นิราช/นันทพล ทิพย์ศรี ชลบุรี 0909535645


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top