Monday, 8 June 2026
Hard News Team

ครม. มีมติเห็นชอบแต่งตั้ง “นรินทร์ เผ่าวณิช” เป็นผู้ว่าการ กฟผ. คนที่ 17

ในยุคที่ประเทศไทยก้าวสู่การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (Energy Transition) อย่างจริงจัง “การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)” จำเป็นต้องมีผู้นำที่เข้าใจทั้งระบบเทคนิคของโรงไฟฟ้าและแนวคิดการบริหารพลังงานอย่างยั่งยืน หนึ่งในบุคลากรสำคัญที่โดดเด่นในเส้นทางนี้ คือ ดร.นรินทร์ เผ่าวณิช ผู้ที่ได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ว่าการ กฟผ. คนที่ 17 (รักษาการ) ตั้งแต่กลางปี 2568

ผลงานเด่นด้านพลังงานสะอาดและเทคโนโลยีเชื้อเพลิง
1. ขับเคลื่อนโครงการไฮโดรเจนพลังงานสะอาด
ภายใต้บทบาทรองผู้ว่าการเชื้อเพลิง ดร.นรินทร์เป็นผู้นำในการผลักดันความร่วมมือระหว่าง กฟผ. กับ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในโครงการศึกษากระบวนการผลิตไฮโดรเจนจากการแยกน้ำด้วยไฟฟ้า เพื่อเตรียมความพร้อมสู่การใช้ไฮโดรเจนเป็นเชื้อเพลิงทางเลือกในอนาคต ลดการพึ่งพาฟอสซิล และเป็นก้าวสำคัญต่อเป้าหมาย Carbon Neutrality และ Net Zero Emission ของประเทศ
2. พัฒนาโครงการพลังงานชีวมวล (Biomass + Coal Co-firing)
อีกหนึ่งผลงานที่ได้รับการจับตามอง คือการร่วมมือกับ IHI Corporation ประเทศญี่ปุ่น เพื่อพัฒนาและทดสอบการใช้เชื้อเพลิงชีวมวลอัดแท่ง (wood pellets) ร่วมกับถ่านหินในโรงไฟฟ้าแม่เมาะ จ.ลำปาง ซึ่งถือเป็นต้นแบบของการเปลี่ยนผ่านจากพลังงานเดิมสู่พลังงานสะอาดและยั่งยืนมากขึ้น โดยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากภาคการผลิตไฟฟ้าอย่างมีนัยสำคัญ
3. วางรากฐานระบบ CCUS (Carbon Capture, Utilization & Storage)
ดร.นรินทร์มีบทบาทสำคัญในการผลักดันการศึกษาและพัฒนาเทคโนโลยี CCUS ซึ่งเป็นการดักจับ–ใช้ประโยชน์–และกักเก็บคาร์บอนจากโรงไฟฟ้าของ กฟผ. เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือกับข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมในระดับสากล ถือเป็นอีกหนึ่งยุทธศาสตร์สำคัญของ กฟผ. ในการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบพลังงานคาร์บอนต่ำ
4. บริหารยุทธศาสตร์เชื้อเพลิงของประเทศอย่างสมดุล
ในฐานะรองผู้ว่าการเชื้อเพลิง เขาดูแลกลุ่มเชื้อเพลิงหลักของประเทศ ทั้งก๊าซธรรมชาติ ถ่านหิน ชีวมวล และพลังงานทดแทน พร้อมทั้งวางระบบจัดการความมั่นคงด้านพลังงานไฟฟ้าให้กับประเทศ ในช่วงที่ประเทศไทยต้องเผชิญกับความผันผวนของราคาพลังงานโลกและแรงกดดันด้านสิ่งแวดล้อม

การศึกษาและพื้นฐานความเชี่ยวชาญ
ดร.นรินทร์เป็น “นักวิศวกรรมพลังงาน” ที่มีพื้นฐานแข็งแกร่งทางเทคนิค จบการศึกษาระดับปริญญาตรี วิศวกรรมศาสตรบัณฑิต (วิศวกรรมโยธา) จาก จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และศึกษาต่อระดับปริญญาโท (M.S.C.E.) และปริญญาเอก (Ph.D.) จาก Georgia Institute of Technology ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นสถาบันที่มีชื่อเสียงระดับโลกด้านวิศวกรรมและเทคโนโลยีพลังงาน

สรุป
เส้นทางของ ดร.นรินทร์ เผ่าวณิช ไม่ได้สะท้อนเพียงความเชี่ยวชาญทางวิศวกรรมเท่านั้น แต่ยังแสดงให้เห็นถึงแนวคิดใหม่ของการบริหารพลังงานไทยที่เชื่อมโยงความมั่นคงทางพลังงานกับการพัฒนาอย่างยั่งยืน การเปลี่ยนผ่านจากฟอสซิลสู่พลังงานสะอาดจึงไม่ใช่แค่เรื่องของเทคโนโลยี แต่คือวิสัยทัศน์ของผู้นำที่กล้าปรับทิศทางอนาคตของประเทศให้มั่นคงและยั่งยืนในเวลาเดียวกัน

ผู้บัญชาการทัพเรือภาค 1 ตรวจความพร้อมให้ความช่วยเหลือ ปชช.จากภัยพิบัติอย่างรวดเร็วและทันเหตุการณ์

ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 1 และผู้อำนวยการศูนย์บรรเทาสาธารณภัย ทัพเรือภาคที่ 1 (ผบ.ทรภ.1/ผอ.ศบภ.ทรภ.1) ตรวจความพร้อมกำลังพลและยุทโธปกรณ์ ด้านบรรเทาสาธารณภัย ของหน่วยบรรเทาสาธารณภัยที่ปฏิบัติราชการในพื้นที่ของทัพเรือภาคที่ 1

วันที่ 21 ตุลาคม 2568 พลเรือโท เฉลิมชัย สวนแก้ว ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 1 ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บรรเทาสาธารณภัย ทัพเรือภาคที่ 1 ลงพื้นที่ตรวจความพร้อมของกำลังพล ยุทโธปกรณ์ และอุปกรณ์ในการบรรเทาสาธารณภัย ของหน่วยบรรเทาสาธารณภัยที่ปฏิบัติราชการในพื้นที่ของทัพเรือภาคที่ 1 
     
ได้แก่ กองพันทหารปืนใหญ่เบากระสุนวิถีโค้งที่ 1 กรมทหารปืนใหญ่ หน่วยบรรเทาสาธารณภัยหน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน กองพันรักษาฝั่งที่ 12 กรมรักษาฝั่งที่ 1 หน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง หน่วยบรรเทาสาธารณภัยหน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง หน่วยบรรเทาสาธารณภัยกองเรือยุทธการ และหน่วยบรรเทาสาธารณภัยฐานทัพเรือสัตหีบ  

เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้นในพื้นที่รับผิดชอบ โดยเฉพาะการให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติต่าง ๆ อย่างรวดเร็วและทันเหตุการณ์ การตรวจเยี่ยมครั้งนี้จัดขึ้นที่บริเวณหน้า กองร้อยต่อสู้อากาศยานที่ 2 กองพันต่อสู้อากาศยานที่ 21 กรมต่อสู้อากาศยานที่ 2 หน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง

โดยผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 1 ได้กล่าวว่า “การช่วยเหลือประชาชนในยามที่เกิดภัยพิบัติเป็นหน้าที่สำคัญที่ต้องปฏิบัติได้อย่างทันท่วงที กำลังพลและยุทโธปกรณ์ต่าง ๆ ต้องอยู่ในสภาพที่พร้อมใช้งานทุกเมื่อ เพราะภัยพิบัติเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา และศูนย์บรรเทาสาธารณภัยทัพเรือภาคที่ 1 มีความมุ่งมั่นที่จะสนับสนุนการช่วยเหลือประชาชนอย่างเต็มกำลังความสามารถ ตามนโยบายผู้บัญชาการทหารเรือ” ได้เน้นย้ำให้กำลังพลและหน่วยบรรเทาสาธารณภัย (นบภ.) ตรวจสอบและบำรุงรักษายุทโธปกรณ์ เครื่องมือ และอุปกรณ์บรรเทาสาธารณภัย ให้พร้อมในการปฏิบัติภารกิจตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

กระหึ่มอาเซียน “ เจริญชัย ” ยืนหนึ่งด้านอนุรักษ์พลังงาน คว้ารางวัลนวัตกรรมชนะเลิศ ASEAN Energy Awards 2025

ด้าน AI นวัตกรรม ของ
คนไทย กับการประหยัดพลังงาน 5-20%
ความมั่นคงเสถียรภาพ พร้อมเพิ่ม Yield Solar เก่า 6-30%
“ AI หม้อแปลง ไม่ใช่ต้นทุน แต่เป็นการลงทุนกำไรจากผลประหยัดพลังงาน “
นวัตกรรม AI Transformer Management Platform , AI Saving, AI Sustainability
(นวัตกรรม NiA)

ประเทศไทยตอกย้ำความเป็นผู้นำนวัตกรรมด้านพลังงานในภูมิภาคอาเซียน ด้วยความสำเร็จ อันยิ่งใหญ่ในการคว้ารางวัลนวัตกรรมจากเวที ASEAN Energy Awards 2025 ซึ่งจัดขึ้นภายใต้การประชุมรัฐมนตรีพลังงานอาเซียน      ครั้งที่ 43 (43rd ASEAN Ministers on Energy Meeting – AMEM)  ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 16-17 ตุลาคม 2568ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ภายใต้การผลักดันของ กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) กระทรวงพลังงาน ประเทศไทยสามารถคว้ารางวัลจากการส่งผลงานเข้าประกวดในหลากหลายสาขา ได้แก่ ด้านพลังงานทดแทน ด้านการจัดการพลังงาน และด้านอนุรักษ์พลังาน รวมถึงเทคโนโลยีด้านนวัตกรรม ซึ่งความสำเร็จในครั้งนี้ตอกย้ำถึงศักยภาพของภาครัฐ เอกชน และอุตสาหกรรมในประเทศไทย ในการร่วมกันขับเคลื่อนนวัตกรรมและ การพัฒนาอย่างยั่งยืนด้านพลังงาน ซึ่งทำให้ประเทศไทยยังคงครองสถิติสะสมรางวัลสูงสุดในอาเซียนอย่างต่อเนื่อง ผลงานด้านพลังงานไทย ในเวที ASEAN Energy Awards 2025 

นายประจักษ์ กิตติรัตนวิวัฒน์ กรรมการบริหาร (นวัตกรรม) บริษัท เจริญชัยหม้อแปลงไฟฟ้า จำกัด  เข้ารับรางวัลชนะเลิศ AI Transformer Management Platform for Green Electricity Integration with Battery บริหารจัดการพลังงานสะอาดสูงสุด (Platform AI บริหารจัดการ Solar กับ Energy Storage ด้วยหม้อแปลง IoT (Low Carbon) ประโยชน์สูงสุดและเสถียรภาพ พร้อมทำ AI Net Zero Go To Near Zero, AI Cut Peak Demand, AI Saving, AI Sustainability, AI Increase old Solar 6-30% (Research &Use case & Journal) และประหยัดค่าไฟฟ้า ใช้งานจริงและพิสูจน์จริงร่วมกับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี โดยพัฒนาขึ้นเพื่อรองรับการบริหารจัดการหม้อแปลงไฟฟ้า (Transformer) ด้วยระบบ Platform AI ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพด้านความเสถียรภาพของระบบไฟฟ้าและความมั่นคงของระบบไฟฟ้า สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของประเทศไทยในการผลักดันนวัตกรรมพลังงานสะอาดและเทคโนโลยีดิจิทัลสู่ระดับสากลอันเป็นส่วนหนึ่ง ของเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน และการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานคาร์บอนต่ำในอนาคต อีกทั้งตอบโจทย์ ทุกอุตสาหกรรม ด้านการประหยัดพลังงานและความมั่นคงในกลุ่มเป้าหมาย Data Center ภาคอุตสาหกรรม, โรงพยาบาล, มหาวิทยาลัย, ห้างสรรพสินค้า, โรงเรียน และบ้านเรือน เพื่อรองรับพลังงานสะอาดอย่างมั่นคงและเสถียรภาพสูงสุด อีกทั้งยังลดความสูญเสียพลังงานและค่าใช้จ่ายด้านพลังงานสอดคล้องกับความต้องการของผู้ใช้งานและราคาพลังงานในตลาด ช่วยลดการพลังงาน 5-20%  ลดคาร์บอน 100 ล้านตันคาร์บอน (ลดค่าไฟฟ้าของผู้ประกอบการ) และเป็นการสนับสนุนแนวนโยบายของกระทรวงพลังงาน ในการรองรับความต้องการใช้พลังงานของไทยที่เพิ่มขึ้นในอนาคต โดยเฉพาะการคำนึกถึงการลดภาวะโลกร้อน และพลังงานคาร์บอนต่ำ

ความสำเร็จเหล่านี้ สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของทุกภาคส่วนของประเทศไทย ที่ให้ความสำคัญกับการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งเสริมนวัตกรรมพลังงานสะอาด ตลอดจนมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนเป้าหมายระดับชาติในการบรรลุ ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี 2050 และ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2065 กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) กระทรวงพลังงาน จะยังคงเดินหน้าผลักดันนโยบายด้านพลังงานอย่างยั่งยืน เพื่อสร้างความมั่นคงด้านพลังงานเพื่ออนาคตที่ดีกว่า

กฟผ. วางแนวทางพลังงานแห่งอนาคตตอบโจทย์ Net Zero ร่วมขับเคลื่อนประเทศด้วยนวัตกรรมพลังงานสะอาด

ในเวทีสัมมนา “A Call for Adaptation: The Sustainability in Trade & Industry” นายวฤต รัตนชื่น “รองผู้ว่าการยุทธศาสตร์ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย” ได้กล่าวปาฐกถาในหัวข้อ “EGAT Way to Energy Future” เปิดมุมมองใหม่ของการเปลี่ยนผ่านพลังงานไทยสู่อนาคตที่ยั่งยืน พร้อมเผยกลยุทธ์ระดับชาติที่เชื่อมโยงเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ

นายวฤต เริ่มต้นด้วยการชี้ให้เห็นว่า “Sustainability” ไม่ใช่เพียงเรื่องสิ่งแวดล้อม (Environment) แต่ยังรวมถึงมิติทางสังคม (Social) และธรรมาภิบาล (Governance) ด้วย ทั้งหมดนี้กลายเป็นมาตรฐานใหม่ของการแข่งขันทางการค้าในระดับโลก โดยเฉพาะการขับเคลื่อนสู่เป้าหมาย Net Zero ที่ทุกประเทศต้องเผชิญ

นั่นเพราะประเทศมหาอำนาจและบริษัทระดับโลกได้กำหนดกติกาใหม่ เช่น กลุ่ม RE100 ที่กำหนดให้พลังงานหมุนเวียนต้องถูกผลิตและใช้จริง ไม่เพียงแต่มีแหล่งผลิตเท่านั้น ซึ่งหมายความว่า ต่อให้ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด แต่ถ้าขายสิทธิ์ให้คนอื่นไป ก็ไม่ได้ถูกนับว่าใช้พลังงานสะอาดจริง ๆ

ที่ผ่านมาผู้ผลิตไฟฟ้าหรือภาคการขนส่ง ที่ใช้พลังงานฟอสซิล ถูกมองว่าเป็น “ผู้ร้าย” ในสายตาชาวโลกที่ต้องการลดการปล่อยคาร์บอน แต่ปัจจุบันภาคการผลิตไฟฟ้ามีทางเลือกในการลดคาร์บอนได้มากขึ้น ความท้าทายนี้ กฟผ. ในฐานะผู้ผลิตไฟฟ้ารายใหญ่ของประเทศ ก็เห็นโอกาสในการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด โดยมองเทคโนโลยีเป็น 3 ระดับ ดังนี้

1. เทคโนโลยีที่ปัจจุบันใช้งานได้แล้ว เช่น โซลาร์รูฟท็อป วินด์ฟาร์ม โดยการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด ซึ่งยังมีความผันผวน ไม่เสถียร ทางกฟผ. จำเป็นต้องเสริมด้วยระบบส่งไฟฟ้า หรือทำ Grid Modernization เพื่อรองรับและรักษาเสถียรภาพของระบบไฟฟ้า

2. เทคโนโลยีที่เปลี่ยนผ่าน เช่น ไฮโดรเจน เทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon Capture and Storage : CCS) และ เทคโนโลยีพลังงานสะอาดใหม่ SMR ที่สำเร็จรูปมาจากโรงงานแล้วและปัจจุบันต่างประเทศใช้งานจริงอยู่ในอุตสาหกรรมต่าง ๆ เช่น เรือบรรทุกเครื่องบิน เรือตัดน้ำแข็ง เป็นต้น

3. เทคโนโลยีอนาคต เช่น ดวงอาทิตย์เทียม ที่กำลังอยู่ระหว่างการวิจัย

นอกจากนี้ อีกภารกิจสำคัญของ กฟผ. คือการเดินหน้า EV Ecosystem ครบวงจรเพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านจากน้ำมันสู่ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) โดยมีบริการครบวงจร ตั้งแต่สถานีชาร์จ ระบบบริหารจัดการพลังงาน ฯลฯ พร้อมพัฒนาแพลตฟอร์มบริหารจัดการพลังงานด้วย AI, การจัดหาคาร์บอนเครดิตและ Renewable Energy Certificate ทั้งหมดนี้ตอบโจทย์กลุ่ม RE100 ที่ต้องการใช้พลังงานสะอาดอย่างแท้จริง

อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยมีศักยภาพโดดเด่นด้านพลังงานแสงอาทิตย์ โดยเฉพาะ โซลาร์ลอยน้ำบนอ่างเก็บน้ำ (Floating Solar) ซึ่งปัจจุบัน กฟผ. ได้นำร่องตามเขื่อนต่าง ๆ ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้าโดยไม่กระทบการประมงหรือวิถีชุมชน อีกทั้งยังเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้าตัวอย่างเช่น เขื่อนสิรินธรและเขื่อนอุบลรัตน์ ใช้พื้นที่เพียง 5% ของอ่างเก็บน้ำ

นอกจากนี้ กฟผ. ยังจัดตั้ง RE Forecast Center ใช้ AI คาดการณ์ปริมาณไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนแบบเรียลไทม์ การบริหารจัดการพลังงานอย่างครบวงจร เพื่อแก้ปัญหาความผันผวนและรักษาเสถียรภาพระบบไฟฟ้า

ทั้งนี้ ตาม แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP) ฉบับใหม่ กฟผ. ตั้งเป้าพัฒนาระบบกักเก็บพลังงานมากกว่า 45,000 เมกะวัตต์-ชั่วโมง แบ่งเป็น 20,000 เมกะวัตต์-ชั่วโมง  จาก โรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับและอีก 25,000 เมกะวัตต์ จาก Battery Storage

กฟผ. ไม่ได้มองพลังงานเพียงในมิติของการผลิตไฟฟ้า แต่เป็นการเชื่อมโยงระหว่างการแข่งขันทางเศรษฐกิจ คุณภาพชีวิตของประชาชน และ ความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อมโดยมีเป้าหมายเพื่อให้ประเทศไทยสามารถยืนหยัดในเวทีโลกได้อย่างมั่นคง ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่า กฟผ. ไม่ได้เป็นเพียงผู้ผลิตไฟฟ้า แต่คือพลังสำคัญที่จะขับเคลื่อนอนาคตพลังงานสะอาดของประเทศไทย

คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) แถลงการณ์ ขอให้ทุกฝ่ายเคารพความเห็นที่แตกต่าง และไม่ยอมรับการสร้างความเกลียดชัง กรณีปัญหาไทย-กัมพูชา นำไปสู่การคุกคามบุคคล

(21 ต.ค. 68) แถลงการณ์คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.)
เรื่อง ขอให้ทุกฝ่ายเคารพในความคิดเห็นที่แตกต่าง และไม่ยอมรับการสร้างความเกลียดชัง

ตามที่ปรากฏข้อถกเถียงและความขัดแย้งทางความคิดในสังคม อันมีที่มาจากการแสดงความคิดเห็นสาธารณะต่อการจัดการปัญหาสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา กระทั่งมีการสื่อสารโดยสร้างความเกลียดชังอย่างแพร่หลายในสื่อสังคมออนไลน์ และนำไปสู่การข่มขู่คุกคามบุคคลผู้มีความคิดเห็นต่างนั้น

คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) มีความกังวลต่อสถานการณ์ดังกล่าวเป็นอย่างยิ่งด้วยตระหนักว่า บุคคลย่อมมีเสรีภาพทางความคิดและมีสิทธิที่จะแสดงความคิดเห็นโดยปราศจากการแทรกแซงโดยการแสดงความเห็นนั้นต้องเคารพในสิทธิหรือชื่อเสียงของบุคคลอื่น อันสอดคล้องตามข้อ 18 และ19 ของกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) ที่ประเทศไทยเป็นภาคี ด้วยเหตุนี้จึงไม่มีบุคคลใดสมควรถูกข่มขู่คุกคาม ทำให้หวาดกลัว หรือถูกจำกัดเสรีภาพในการสื่อสารเพราะการแสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง

กสม. เห็นว่า ในสังคมประชาธิปไตยและสังคมที่มีความหลากหลายทางเชื้อชาติ ศาสนา หรือความคิดความเชื่ออื่นใด การเคารพในสิทธิมนุษยชนของทั้งตนเองและผู้อื่นเป็นเรื่องที่สังคมต้องให้ความสำคัญและร่วมกันเรียนรู้ โดยเฉพาะในห้วงเวลาแห่งความขัดแย้ง เช่น สถานการณ์บริเวณชายแดนขณะนี้ ซึ่งมีความเสี่ยงที่ความเห็นต่างจะปลุกเร้าให้เกิดการสร้างความเกลียดชังและความรุนแรงในรูปแบบต่าง ๆ ตามมา อันไม่เป็นผลดีต่อการสร้างสันติภาพระหว่างรัฐและความสงบสุขของประชาชนในพื้นที่

ด้วยเหตุนี้ กสม. จึงขอเน้นย้ำให้ทุกฝ่ายเคารพในความเห็นต่างและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของคนทุกคนที่แม้จะแตกต่างกันด้วยเชื้อชาติ ศาสนา ภาษา หรือสถานะทางสังคมอื่นใด แต่ต่างก็มีคุณค่าในตนเอง ทั้งนี้ ขอให้สังคมร่วมกันสร้างพื้นที่ปลอดภัยในการแสดงความคิดเห็นและการวิพากษ์วิจารณ์อย่างสร้างสรรค์ ไม่ยอมรับการสร้างความเกลียดและการละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ในทุกรูปแบบ

‘พล.ท.บุญสิน’ ยันทหารไทยยังประจำจุดเดิม ใครสั่งถอยต้องรับผิดชอบ

(21 ต.ค. 68) พล.ท.บุญสิน พาดกลาง ที่ปรึกษาผู้บัญชาการทหารบก และอดีตแม่ทัพภาคที่ 2 ยืนยันว่าทหารไทยยังคงประจำจุดที่ยึดได้ตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา พร้อมระบุว่า “ใครสั่งให้ถอย ต้องรับผิดชอบเอง” ชี้สถานการณ์ในพื้นที่ยังตึงเครียด และการเจรจาคณะกรรมการชายแดนภูมิภาคไทย–กัมพูชา (RBC) ที่ผ่านมาก็ “ไร้ผล”

พล.ท.บุญสิน กล่าวถึงกระแสวิจารณ์ พล.ท.วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 คนปัจจุบัน ว่าควรให้เวลาในการทำงาน เนื่องจากเพิ่งรับตำแหน่งไม่ถึง 1 เดือน และเป็นคนพูดไม่เก่งแต่ทำงานรู้ลึก ย้ำว่าแม่ทัพคนใหม่มีความเข้าใจสถานการณ์ดี และอยู่แนวหน้ามาตลอด เพียงแต่สื่ออาจไม่เห็นภาพชัดเจน พร้อมขอให้สังคมเข้าใจว่าการตัดสินใจในพื้นที่ชายแดนมีผลกระทบต่อความมั่นคง เศรษฐกิจ และการเมือง จึงต้องรอนโยบายจากส่วนกลาง

ส่วนการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย–กัมพูชา (JBC) พล.ท.บุญสิน ระบุว่าเป็นเรื่องของรัฐบาลและกระทรวงการต่างประเทศ แต่เห็นว่าหากสถานการณ์ชายแดนยังตึงเครียด การพูดคุยในระดับทหารคงไม่เกิดผล พร้อมย้ำว่า “กองทัพไทยจะไม่ถอยจากจุดที่ยึดไว้” และหากใครสั่งถอย “ต้องตอบคำถามต่อพี่น้องประชาชนเอง”

จีนเปิดตัวรถไฟความเร็วสูง CR450 รอบทดสอบทำความเร็วทะลุ 453 กม./ชม. เร่งจากหยุดนิ่งถึง 350 กม./ชม. ภายใน 4 นาที 40 วินาที

(21 ต.ค. 68) จีนเริ่มการทดสอบก่อนเปิดให้บริการของ รถไฟความเร็วสูงที่เร็วที่สุดในโลก CR450 บนเส้นทางระหว่างเมืองเซี่ยงไฮ้ทางตะวันออก และเฉิงตูทางตะวันตก โดยรถไฟรุ่นนี้ทำความเร็วได้สูงสุดถึง 453 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ในการทดสอบครั้งแรก

สำหรับ รถไฟความเร็วสูง CR450 ถูกออกแบบให้ทำความเร็วสูงสุดในการทดสอบ 450 กม./ชม. และวิ่งเชิงพาณิชย์ได้ 400 กม./ชม. โดยรถไฟสามารถเร่งจากหยุดนิ่งไปถึง 350 กม./ชม. ในเวลาเพียง 4 นาที 40 วินาที และเมื่อทดลองให้สองขบวนแล่นสวนกัน ความเร็วรวมสูงสุดที่ทำได้ถึง 896 กม./ชม.

เมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้ากับ CR400 Fuxing รถไฟ CR450 มีส่วนหน้าที่ยาวและเรียวขึ้น หลังคาต่ำลง 20 เซนติเมตร และน้ำหนักลดลง 50 ตัน ส่งผลให้แรงต้านอากาศลดลง 22% ทั้งนี้ ก่อนให้บริการเชิงพาณิชย์ รถไฟ CR450 จะต้องวิ่งให้ครบ 600,000 กิโลเมตรโดยไม่เกิดปัญหา ถึงจะอนุมัติให้ขนส่งผู้โดยสารได้

“ส้มสามกีบ” พรรคฝ่ายค้าน พรรคเดียวในโลก ที่ก้มหน้าก้มตาทำงานรับใช้ฝ่ายรัฐบาล

คนไทย และประเทศไทยมีวิบากกรรมที่ต้องเผชิญมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการที่ทุกยุคสมัย เรามักจะได้แต่นักการเมืองเลว ๆ เข้ามามีอำนาจ คอยทุจริต โกงกิน ยุคนี้ก็หนักถึงขั้นขายชาติ และล้มล้างสถาบันกษัตริย์ตรง ๆ ส่วนนักการเมืองน้ำดีที่มีอยู่น้อยนิดเดียวก็แทบไร้ปากเสียง ไร้ที่ยืน ถ้าที่สุดไม่โอนเอนเข้าไปเป็นพวกเดียวกับ “โจรห้าร้อย” ก็ต้องถอยมาอยู่ในมุมอับเงียบ ๆ อยู่อย่างไร้ปากเสียง ไร้พลัง ยากที่จะนำเสนอสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมไทยให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม

รัฐบาลไทยทุกยุคสมัย ไม่เคยไม่มีข่าวเรื่องการ “คอร์รัปชัน” แต่มักจะโดนฝ่ายค้านหยิบมาตีแผ่จนจำนนต่อหลักฐาน และทำให้ประชาชนหูตาสว่างรับรู้ถึงความชั่วของรัฐบาล นับครั้งไม่ถ้วน

เมื่อมีรัฐบาลเลว เรามักจะมีฝ่ายค้านที่ดี คอยเป็นหูเป็นตา คอยตรวจตราการทำงานของฝ่ายรัฐบาล ไม่ให้เหิมเกริม กินนอกกินใน หรือรับประเทศชาติเป็นอาหารโดยไร้การเฝ้ามอง

แต่นั่นก็ไม่ใช่เรื่องที่น่าภาคภูมิใจ แม้ที่ผ่านมาการที่ประเทศไทยจะมี “ฝ่ายค้านที่ดี” คอยทำหน้าที่ตรวจสอบ “รัฐบาลเลว” แต่การที่ประเทศไทยมีแต่ “รัฐบาลเลว” ไม่ได้หยุด ต่อให้มี “ฝ่ายค้านที่ดี” ประเทศชาติก็ใช่ว่าจะดูดีในความรู้สึกของคนไทย หรือชาวโลก

คำว่า “ประเทศแห่งการคอร์รัปชัน” จึงไม่ไกลเกินจริง

ปัจจุบันยิ่งเลวร้ายหนักกว่าเก่า นอกจากเราจะมีรัฐบาลขายชาติ จนผ่านมาถึงรัฐบาลจ้องจะล้างผิดให้กับคดีความตัวเอง กะล่อนเป็นลิงหลอกเจ้าไปวัน ๆ แถมยังยื้อเวลาเพื่อ “ผลประโยชน์ลับ” ของใครบางคนบรรลุเป้า จึงไม่กล้าตัดสินใจยุติเรื่องที่จะทำให้ประเทศไทยไม่ต้องเสียดินแดน ความผิดปกติในระดับนี้สมควรต้องถูก “พรรคฝ่ายค้าน” นำมาพูดถึง ติติง ตักเตือน หรือโจมตีตรง ๆ แต่เสียงจากฝ่ายค้านก็เงียบสนิท ราวกับอยู่ฝั่งเดียวกับฟากรัฐบาลไม่ต่างจากการเป็นฝ่ายค้านสมัย “รัฐบาลชั้น 14” เรืองอำนาจ ครั้งนั้นทำตัวราวกับ “รองเท้าของนักโทษ”

น่าสมเพชเวทนาคน 14 ล้านกว่า ๆ ที่เลือก “พรรคส้มเน่า” เพราะไม่ว่าจะเป็นฝ่ายค้านในยุครัฐบาลใด ก็ไม่เคยทำสิ่งที่ดีงามเพื่อประชาชนเลยแม้แต่น้อย “สามกีบที่เน่า” ตื่นเช้ามาก็คิดแก้แต่รัฐธรรมนูญ สาย บ่าย เย็นก็หาประเด็นเล่นข่าวช่วยกลบความชั่วของรัฐบาลเสียทุกที

ไร้สมอง ไร้ฝีมือ ไร้ความเป็นคน ช่างเปลืองเงินภาษีประชาชนเสียจริง ๆ

ผู้นำอุตสาหกรรมยุคใหม่ พร้อมผลักดันไทยสู่ 'อุตสาหกรรมสมดุล'

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ชื่อของ ดร. ณัฐพล รังสิตพล ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของการขับเคลื่อนกระทรวงอุตสาหกรรมเข้าสู่ยุคใหม่ ยุคที่ภาครัฐต้องทำงานแบบองค์กรธุรกิจ มีระบบ มีเป้าหมาย และต้องสร้างสมดุลระหว่าง “เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และชุมชน” ภายใต้วิสัยทัศน์ “MIND – Ministry of Industry” ที่หมายถึง กระทรวงอุตสาหกรรมที่ทำงานด้วย “สมอง หัวใจ และความตั้งใจจริง”

🚗 ผลักดันอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยสู่ฐานการผลิตของอาเซียน
หนึ่งในผลงานสำคัญของ ดร. ณัฐพล คือการปูรากฐานให้ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็น “ศูนย์กลางการผลิตยานยนต์” ของภูมิภาค ตั้งแต่ช่วงที่เขาดำรงตำแหน่งอธิบดีสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (OIE) เขาเป็นหนึ่งในผู้นำทีมวางนโยบายโครงการ Eco Car ที่ประสบความสำเร็จสูงสุดของประเทศ ช่วยให้ไทยดึงดูดการลงทุนจากค่ายรถยนต์ระดับโลก และสร้างเครือข่ายผู้ผลิตชิ้นส่วน (Supply Chain) ในประเทศได้อย่างเป็นระบบ

นโยบายที่เขาวางรากไว้ในเวลานั้นได้ต่อยอดมาถึงปัจจุบัน เมื่ออุตสาหกรรมยานยนต์ไทยกำลังเปลี่ยนผ่านสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้า (EV) โดย ดร. ณัฐพล ยังคงมีบทบาทสำคัญในการออกแบบแนวทางรองรับ ทั้งในมิติเทคโนโลยี มาตรฐานสิ่งแวดล้อม และการยกระดับผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยให้แข่งขันได้ในตลาดโลก.

🌿 ขับเคลื่อนนโยบาย “MIND” – อุตสาหกรรมเพื่อเศรษฐกิจและชุมชน
เมื่อก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ดร. ณัฐพล ได้สร้างแนวคิดใหม่ให้กับองค์กร ผ่านแคมเปญ “MIND Rebranding” ที่วางเป้าหมายให้กระทรวงฯ เป็นมากกว่าองค์กรกำกับ แต่ต้องเป็น “พาร์ตเนอร์ของผู้ประกอบการและประชาชน”

เขาวางกรอบ 4 มิติของความสมดุลอุตสาหกรรมไทย ไว้ชัดเจน ได้แก่
1. ความสำเร็จทางธุรกิจของภาคอุตสาหกรรม
2. การอยู่ร่วมกับชุมชนอย่างยั่งยืน
3. การคุ้มครองสิ่งแวดล้อม
4. การกระจายรายได้อย่างเป็นธรรม

แนวคิดนี้ทำให้ภาพลักษณ์ของกระทรวงอุตสาหกรรมเปลี่ยนไปจากหน่วยงานราชการแบบเดิม สู่ “องค์กรนวัตกรรมภาครัฐ” ที่เข้าถึงได้ โปร่งใส และขับเคลื่อนด้วยข้อมูลและผลลัพธ์จริง

💡 ส่งเสริมเศรษฐกิจ BCG และนวัตกรรมอุตสาหกรรม
ภายใต้การนำของเขา กระทรวงอุตสาหกรรมได้เดินหน้าสนับสนุนโมเดลเศรษฐกิจ BCG (Bio – Circular – Green Economy) โดยเน้นการยกระดับผู้ประกอบการไทยให้ปรับตัวสู่ธุรกิจสีเขียวและใช้เทคโนโลยีดิจิทัล

เขายังเป็นตัวแทนไทยในเวทีระหว่างประเทศ เช่น การประชุมของ Asian Productivity Organization (APO) เพื่อแลกเปลี่ยนแนวทางพัฒนาอุตสาหกรรมเชิงนวัตกรรมกับประเทศคู่ค้าอย่างเกาหลีใต้และญี่ปุ่น

พร้อมกันนั้น เขายังผลักดันความร่วมมือกับสถาบันการเงิน เช่น EXIM Bank of Thailand ในการส่งเสริมผู้ประกอบการ SMEs ให้เข้าถึงเงินทุน และเทคโนโลยีอัตโนมัติ (Automation & Robotics) ในภาคการผลิต

🧭 การศึกษา: รากฐานแห่งวิสัยทัศน์เชิงระบบ
เบื้องหลังแนวคิดบริหารแบบบูรณาการนี้ คือพื้นฐานทางการศึกษาที่มั่นคงของ ดร. ณัฐพล รังสิตพล จากหลายสถาบันชั้นนำ:
- ปริญญาเอก (Ph.D.) สาขา Engineering Management จาก Southern Methodist University (SMU) สหรัฐอเมริกา
- ปริญญาโท MBA จาก SMU
- ปริญญาตรี วิทยาศาสตร์การอาหารและเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
- ปริญญาโท Agricultural and Food Engineering จาก Asian Institute of Technology (AIT)

เส้นทางการศึกษานี้ทำให้เขามีความเข้าใจทั้งด้านเทคโนโลยี การบริหาร และเศรษฐกิจเชิงระบบ ซึ่งต่อยอดสู่การเป็น “นักอุตสาหกรรมเชิงนโยบาย” ที่สามารถมองทั้งระบบ และบริหารให้ขับเคลื่อนได้จริง

🔖 บทสรุป
ดร. ณัฐพล รังสิตพล คือตัวอย่างของ “ข้าราชการนักนวัตกรรม” ที่ผสมผสานวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการบริหารเข้าด้วยกัน เขาไม่เพียงเป็นผู้กำหนดนโยบาย แต่ยังเป็นผู้สร้างระบบ และปรับภาพลักษณ์ของกระทรวงอุตสาหกรรมให้เท่าทันยุค “อุตสาหกรรม 4.0” อย่างมีวิสัยทัศน์

ทำไมผู้หญิงยุคใหม่ถึงรัก F1 จากสนามแข่งสู่ซีรีส์ Netflix และโลกแฟชั่น

ในอดีต “Formula 1” หรือ F1 เคยถูกมองว่าเป็นกีฬาของผู้ชาย — สนามแข่ง, เครื่องยนต์, เสียงคำรามของม้าเหล็ก, และตัวเลขทางวิศวกรรมที่คนทั่วไปเข้าใจยาก แต่ในเวลาไม่กี่ปีที่ผ่านมา ภาพนั้นเริ่มเปลี่ยนไปอย่างน่าทึ่ง เพราะตอนนี้… ผู้หญิงทั่วโลกกำลังกลายเป็นพลังใหม่ของวงการ F1 ทั้งในฐานะแฟนคลับ ครีเอเตอร์ และผู้ชมหลักในสื่อออนไลน์

1. จาก “ความเร็วของรถ” → สู่ “เรื่องราวของคน”
ทุกอย่างเริ่มเปลี่ยนหลัง Netflix เปิดตัวสารคดีชื่อดัง Drive to Survive ในปี 2019 ซีรีส์นี้ไม่ได้เล่าถึงเครื่องยนต์ แต่เล่าถึง “มนุษย์” — การแข่งขันภายในทีม ความสัมพันธ์ของนักแข่ง แรงกดดันในชีวิตจริง และดราม่าที่เกิดหลังพวงมาลัย ผู้ชมรู้สึกอิน เข้าใจ และเห็นอีกมุมของฮีโร่ในสนามแข่ง ผลสำรวจของ Nielsen ชี้ว่า หลังซีรีส์ออกอากาศ สัดส่วนผู้ชม F1 เพศหญิงเพิ่มขึ้นกว่า 30% ภายใน 5 ปี

2. Fandom ใหม่: “ดูเพราะคน” มากกว่า “คะแนน”
ใน TikTok และ X (Twitter) กำลังเกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า F1 Fangirl Culture — แฟนผู้หญิงดู F1 เพราะหลงใหลในบุคลิก มิตรภาพ และเคมีระหว่างนักแข่ง คอนเทนต์แนว “F1 Boyfriend Ranking” หรือ “Paddock Fashion Review” มียอดวิวหลายสิบล้านครั้ง และนักแข่งรุ่นใหม่อย่าง Lando Norris หรือ George Russell กลายเป็นไอคอนขวัญใจแฟนทั่วโลก

3. F1 กลายเป็นแฟชั่นวีคของวงการกีฬา
Monaco GP, Miami GP หรือ Singapore GP ไม่ได้เป็นแค่สนามแข่ง แต่คือเวทีแฟชั่น Luxury Lifestyle เต็มรูปแบบ ดาราและอินฟลูเอนเซอร์ทั่วโลกปรากฏใน Paddock Club เช่น Jennie BLACKPINK, Rosie Huntington-Whiteley, Chiara Ferragni แบรนด์ระดับโลกอย่าง Louis Vuitton × Ferrari และ TAG Heuer × Red Bull Racing ก็ใช้ F1 เป็นเวที Collaboration

4. Community ของผู้หญิงใน F1 ที่เติบโตเร็วที่สุดในโลกกีฬา
แฟนหญิงไม่ได้เป็นแค่ผู้ชม แต่สร้างคอมมูนิตี้ของตัวเอง เช่น เพจ TikTok @womensgrid หรือพอดแคสต์ Two Girls 1 Formula ที่พูดเรื่อง F1 ในมุมผู้หญิงอย่างสนุกและเฉียบ ผลลัพธ์คือการเกิด “พื้นที่ปลอดภัย” สำหรับผู้หญิงที่ชื่นชอบกีฬาเดิมทีถูกครอบครองโดยผู้ชาย

5. สัญลักษณ์ของการเปลี่ยนผ่าน: F1 กับพลังหญิง
หลายทีมเริ่มผลักดันนักแข่งหญิงผ่านโครงการ F1 Academy ที่เปิดทางให้ผู้หญิงก้าวเข้าสู่สนามใหญ่ในอนาคต ผู้หญิงจึงมอง F1 ไม่ใช่แค่ความบันเทิง แต่เป็น “เวทีที่สะท้อนการเปลี่ยนแปลงของโลกกีฬา” จากสนามแห่งอำนาจชาย สู่พื้นที่แห่งความเท่าเทียม

สรุป
จากสนามแข่ง สู่ซีรีส์ จากซีรีส์ สู่แฟชั่น และจากแฟชั่น สู่การสร้างคอมมูนิตี้ ทั้งหมดนี้ทำให้ F1 กลายเป็นกีฬาที่ “ผู้หญิงอยากอยู่ในนั้น” — ไม่ใช่แค่ดู แต่รู้สึกเป็นส่วนหนึ่ง F1 ไม่ใช่แค่เสียงเครื่องยนต์ แต่มันคือเสียงของยุคสมัยใหม่ที่ผู้หญิงก็ขับเคลื่อนได้

อ้างอิงข้อมูล
- Nielsen Global Fan Survey 2024
- Formula 1 Official Fan Insights 2025
- The Guardian, FT, Netflix Drive to Survive Series
- TikTok #F1Fangirl #PaddockFashion #DriveToSurvive


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top