Monday, 8 June 2026
Hard News Team

รพ.สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ จัดกิจกรรมวันพยาบาลแห่งชาติ มอบโล่รางวัลเกียรติคุณ และรางวัลคนดีศรีดอกปีบ

ที่ รพ.สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ กรมแพทย์ทหารเรือ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี พล.ร.ต.กิติศักดิ์ สายนุช ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ กรมแพทย์ทหารเรือ เป็นประธานในพิธีกล่าวอาศิรวาทราชสดุดี สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี โดยฝ่ายการพยาบาลโรงพยาบาลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ กรมแพทย์ทหารเรือ จัดขึ้น เนื่องในวันคล้ายวันพระราชสมภพสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี 21 ตุลาคม 2568 และวันพยาบาลแห่งชาติ ประจำปี 2568

น.อ.หญิงสุมาลี ไวยเนตร รองผู้อำนวยการฝ่ายการพยาบาล กล่าวรายงานว่า องค์กรพยาบาลฯ ได้ให้ความสำคัญยิ่งกับพยาบาลวิชาชีพผู้ประพฤติตนตามหลักคุณธรรม จริยธรรม และจรรยาบรรณวิชาชีพ โดยสืบสานพระราชปณิธาน สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี (สมเด็จย่า) ที่มุ่งให้การช่วยเหลือด้านสุขภาพประชาชนอย่างทั่วถึงเท่าเทียม โดยไม่หวังประโยชน์และสิ่งตอบแทนใดๆ 
และเพื่อยกย่องเป็นบุคคลต้นแบบ คนดี ศรีดอกปีบของ รพ.สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ให้เกิดความภาคภูมิใจ และปฏิบัติตนตามรอยพระบาท ฝ่ายการพยาบาลฯ จึงได้จัดพิธีแสดงความยินดี มอบโล่รางวัลกับผู้ได้รับรางวัลเกียรติคุณพิเศษและรางวัลคนดีศรีดอกปีบ โรงพยาบาลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ สำหรับพยาบาลวิชาชีพและพนักงานช่วยเหลือผู้ป่วย 

เพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติและน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ที่ทรงมีต่อวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ และจัดให้มีกิจกรรมวิชาการ การเสวนาในโครงการ “Healthy habits for aging สุขกายสุขใจวัยเก๋า” โดยเผยแพร่ความรู้สำหรับผู้สูงอายุและประชาชนทั่วไป ในการดูแลสุขภาพตนเอง การค้นหาความเสี่ยง เพื่อความปลอดภัยในการดำเนินชีวิตประจำวัน อาทิ การป้องกันการหกล้ม การจัดสภาพสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัยภายในบ้าน 

อีกทั้งจัดนิทรรศการแสดงบอร์ดพระราชกรณียกิจเทิดพระเกียรติสมเด็จย่า บอร์ดวิชาการทางด้านสุขภาพ และบูทกิจกรรมสุขภาพจำนวน 10 บูท ถวายเป็นพระราชกุศลฯ 

พล.ร.ต.กิติศักดิ์ สายนุช ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ เน้นย้ำว่า การทำงานของพยาบาลคือ การสร้างกุศลอันยิ่งใหญ่ ที่ต้องใช้ความเสียสละ กรุณา และยึดมั่นในหลักคุณธรรม น้อมนำและดำเนินรอยตามเบื้องพระยุคลบาท ในฐานะ "พยาบาลของพระราชา" ในโอกาสเดียวกันนี้ด้วย

สมุทรปราการ-สมาคมชาวใต้จังหวัดสมุทรปราการ แถลงข่าวเตรียมจัดใหญ่!! งานแสดงสินค้าจากโรงงาน  FACTORY OUTLET FAIR 2025 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันที่ 22 ตุลาคม 2568 ภายในร้านบ้านเกาะยอ ต.ท้ายบ้านใหม่ อ.เมือง จ.สมุทรปราการ ทางสมาคมชาวใต้จังหวัดสมุทรปราการ เปิดแถลงข่าวประชาสัมพันธ์ในการเตรียมจัดงานแสดงสินค้าจากโรงงานและพี่น้องชาวใต้ FACTORY OUTLET FAIR 2025 

นายไพรัตน์ จันทร์ไชยแก้ว นายกสมาคมชาวใต้จังหวัดสมุทรปราการ เป็นประธานกล่าวเปิดงานแถลงข่าวถึงการจัดงาน โดยมี นายชาญณรงค์ รมย์ทอง เลขานุการจัดงาน พร้อมด้วย นายสมเกียรติ ทองเหลือ นายอรุณ บุญเพชรทอง นายถาวร รัตนพันธุ์ คณะกรรมการฝ่ายจัดงาน และป๋าเท็ดดี้ โลโซ ร่วมกันแถลงข่าวการจัดงานครั้งนี้

มีสมาชิกสมาคมชาวใต้สมุทรปราการ เข้าร่วมรับฟังการแถลงข่าว โดยสมาคมชาวใต้จังหวัดสมุทรปราการ กำหนดการจัดงาน "สมาคมชาวใต้สมุทรปราการ Factory Outlet Fair 2025" ในวันที่ 5 - 14 ธันวาคม 2568 ตั้งแต่เวลา 18.00 - 23.00 น ณ ลานอเนกประสงค์ เยื้องหมู่บ้านพฤกษา 106 สมุทรปราการ ถนนตำหรุ-บางพลี ต.แพรกษาใหม่ อ.เมือง จ.สมุทรปราการ 

สำหรับวัตถุประสงค์ ทางสมาคมมีนโยบายการจัดงานขึ้นเพื่อสนับสนุนช่วยเหลือพี่น้องชาวใต้รวมถึงพี่น้องประชาชน อีกทั้ง จัดหาทุนดำเนินกิจกรรมของสมาคมสู่พี่น้องชาวใต้ทั่วประเทศ โดยรายได้ส่วนหนึ่งจากการจัดงานจะนำไป จัดซื้อจัดหา วัสดุอุปกรณ์ ข้าวของเครื่องใช้ เครื่องอุปโภคที่จำเป็นนำไปมอบให้ทหารชายแดนที่กำลังปกป้องรักษาชายแดนไทย 

จากสถานกาณ์ที่กำลังเป็นปัญหาอยู่ในขณะนี้ และรายได้อีกส่วนหนึ่งจะดำเนินการดูแลบรรเทาทุกข์พี่น้องตามเหตุสถานการณ์ต่างๆ ต่อไป 

ทั้งนี้ การจัดงานสมาคมชาวใต้สมุทรปราการ ได้ดำเนินการจัดงานมาเป็นระยะเวลาถึง 12 ปี โดยการจัดงานจะจัดขึ้นทุกสัปดาห์ที่ 2 ของเดือนธันวาคมของทุกปี ในการจัดงานมีวัตถุประสงค์เพื่อให้พี่น้องชาวได้ ทั้งในสมุทรปราการและพี่น้องพันธมิตรได้รวมตัวพบปะสังสรรค์ 

นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมเพื่อส่งต่อสาธารณะประโยชน์ในเรื่องต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ซึ่งการจัดงานครั้งนี้มีกลุ่มเป้าหมายพบปะสังสรรค์โดยมีสมาชิกพี่น้องชาวใต้เข้าร่วมงาน รวมถึงหน่วยงาน องค์กรภาครัฐ และเอกชน โรงงานอุตสาหกรรม สถานศึกษา ทั้งในพื้นที่และนอกพื้นที่เพื่อเป็นการส่งเสริมให้มีการขับเคลื่อนการสร้างอาชีพ การกระจายรายได้ในท้องถิ่น สนับสนุนส่งเสริม-พัฒนาความสามารถของเยาวชน ส่งเสริม-รักษาไว้ซึ่งวัฒนธรรมอันดีงาม ประชาชนสามารถเลือกซื้อสินค้าในราคาถูก ซึ่งการจัดงานในครั้งนี้เป็นการจัดงานพิเศษกว่าทุกครั้ง 

โดยได้รับความร่วมมือและการสนับสนุน จากองค์กรต่างๆ มากมาย เพื่อพี่น้องประชาชนในพื้นที่ได้มีส่วนร่วมมากขึ้น และได้รับประโยชน์ในการจัดกิจกรรม ครั้งนี้ โดยคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมงาน จำนวน 2,000 คน โดยได้รับการสนับสนุนร่วมมือจากโรงงานอุตสาหกรรม การจำหน่ายสินค้าธงฟ้า การจำหน่ายสินค้า ของใช้ อาหาร เครื่องดื่ม จากประชาชนทั่วไปบูธจัดแสดงสินค้าต่างๆ 

การประกวดดนตรีระดับเยาวชนและประชาชนทั่วไป โดยมีรางวัลให้แก่ผู้เข้าประกวด เพื่อยกระดับความสามารถของเยาวชนและประชาชนเพื่อเข้าสู่อุตสาหกรรมธุรกิจบันเทิง และยังต่อยอดให้ได้ใช้ความสามารถในการประกอบอาชีพต่อไป โดยการประกวดนี้ได้รับความร่วมมือจาก ค่ายเพลง และศิลปิน มาร่วมเป็นกรรมการตัดสิน 

นอกจากนี้ กิจกรรมภายในงาน งานออกร้านจากศิลปินดารา การแสดงบนเวที พบกับคอนเสิร์ต ศิลปิน 5 ธันวาคม 2568 BIG BROTHER วันที่ 4 ศิลปิน Dit Smile Buffalo-But Nursery Sound-B-Angle- Syam วันที่ 6 ธันวาคม วง ซูซู วันที่ 10 ธันวาคม ตัวตึงก๊อปปี้โชว์ วันที่ 12 ธันวาคม วงไก่กะละมัง วันที่ 13 ธันวาคม บ เบิ้ล 300 วันที่ 14 ธันวาคม รถแห่ ช.ช้าง มิวสิค ชัยภูมิ

กลุ่มบริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ฯ และมูลนิธิอินเตอร์ลิ้งค์ให้ใจ จัดโครงการต้นกล้าความดีของสังคม รุ่นที่ 6 ปลุกพลังเยาวชน เฟ้นหาทีมไอเดียรักษ์โลก สู่การเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน

จุดประกายอนาคต กลุ่มบริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ฯ ร่วมกับ มูลนิธิอินเตอร์ลิ้งค์ให้ใจ ตอกย้ำความมุ่งมั่นด้าน CSR จัดโครงการ “ต้นกล้าความดีของสังคม ปีที่ 6” เฟ้นหา ผสานกำลังพัฒนาเยาวชน จากทั่วทุกภูมิภาคให้ก้าวเป็นผู้นำด้านสิ่งแวดล้อม เตรียมลุ้นทีมแชมป์ เพื่อสานต่อ และขับเคลื่อนสร้างอนาคตด้านสิ่งแวดล้อมให้เติบโต ต่อเนื่อง และยั่งยืนร่วมกัน

เมื่อวันที่ (21 - 22 ตุลาคม 2568) กลุ่มบริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) ร่วมสนับสนุน จัดโครงการ “ต้นกล้าความดีของสังคม ปีที่ 6” มาอย่างต่อเนื่อง ร่วมกับ มูลนิธิอินเตอร์ลิ้งค์ให้ใจ นำโดย ดร.ชลิดา อนันตรัมพร กรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มบริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ฯ และเป็นประธานมูลนิธิอินเตอร์ลิ้งค์ให้ใจ มุ่งมั่นขับเคลื่อนตามเจตนารมณ์ เพื่อให้เยาวชนสามารถนำความรู้ที่ได้รับไปต่อยอด และพัฒนาเป็นสิ่งที่เกิดประโยชน์ต่อชุมชน และสิ่งแวดล้อมได้จริง สำหรับปีนี้ โครงการได้เพิ่มความพิเศษด้วยการเชื่อมโยงแนวคิดด้าน “สิ่งแวดล้อม และการอนุรักษ์โลก” ให้เยาวชนได้ออกแบบสิ่งประดิษฐ์จากวัสดุเหลือใช้ และทรัพยากรที่มีอยู่รอบตัว เพื่อแปรเปลี่ยนเป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้ประโยชน์ได้จริงในชีวิตประจำวัน อีกทั้ง ผู้เข้าร่วมแข่งขันจะได้มีโอกาสแสดงไอเดียทางการขาย เพื่อนำสู่การเปลี่ยนแปลงทางสังคม และสิ่งแวดล้อม โดยจะได้รับคำแนะนำจากคณะกรรมการ

ซึ่งได้ดำเนินการเฟ้นหาทีมตัวแทนเยาวชนจากทั่วประเทศ กว่า 100 ทีม ร่วมกันแสดงความคิดสร้างสรรค์ และเสนอแนวทางใหม่ ๆ ในการอนุรักษ์โลก สำหรับปีนี้ คัดผู้ผ่านเข้ารอบ เพียง 15 ทีม เพื่อค้นหาผู้ชนะเพียง 1 เดียว ชิงทุนการศึกษา มูลค่ารวมกว่า 50,000 บาท พร้อมรับโล่ประกาศเกียรติคุณ และรางวัลพิเศษ “โล่เกียรติคุณสุดยอดแห่งความยั่งยืน” เพื่อต่อยอดโครงการไปสู่การสร้างเครือข่ายที่เข้มแข็งในอนาคตต่อไปได้

นอกจากนี้ โครงการต้นกล้าความดีของสังคม ปีที่ 6 ยังได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการปลูกฝังแนวคิดการเรียนรู้เชิงสร้างสรรค์ ควบคู่กับการส่งเสริมการคิดวิเคราะห์อย่างมีเหตุผล พร้อมกับต้องการปลูกฝังให้เป็นคนดีมีคุณธรรม จริยธรรม และมีความซื่อสัตย์สุจริต มุ่งหวังให้เยาวชนได้เรียนรู้ เผยแพร่พระบรมราโชวาท พระราชดำรัสฯ ในรัชกาลที่ 9 นำมาเป็นหลักในการดำเนินชีวิตประจำวัน ต่อยอดไปสู่การประยุกต์ใช้ในอนาคต เพื่อสร้างความตระหนักรู้ด้านสิ่งแวดล้อม และยังเป็นการเปิดโอกาสให้ได้รู้จักการใช้ศักยภาพของตน เพื่อใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์สูงสุด นำความรู้ที่ได้รับไปต่อยอดพัฒนาตนเองต่อไปได้อย่างมีคุณภาพอีกด้วย 

อีกทั้ง ภายในโครงการแข่งขัน ยังมีฐานกิจกรรมหลากหลายที่ช่วยเสริมสร้างความรู้ และประสบการณ์ให้กับเยาวชนอย่างรอบด้าน ทั้งกิจกรรมฝึกอบรมด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม การเรียนรู้เทคนิคการรีไซเคิลอย่างถูกวิธี การเวิร์กช็อปเชิงปฏิบัติที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้เห็นคุณค่าของพลังงานสะอาดจากโซลาร์เซลล์ ซึ่งนอกจากจะเป็นการพัฒนาทักษะการคิดเชิงสร้างสรรค์แล้ว ยังช่วยให้เยาวชนเข้าใจถึงผลกระทบของปัญหาขยะที่ส่งผลต่อสิ่งแวดล้อม และเห็นคุณค่าของการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า

นอกจากนี้ ยังได้รับเกียรติจาก ดร.สามารถ สว่างแจ้ง ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการพัฒนาชุมชน มาร่วมเป็นวิทยากรพิเศษในหัวข้อ “กิจกรรมกลุ่มสัมพันธ์ เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา : Knowledge of Land” ซึ่งเป็นกิจกรรมที่เปิดมุมมองใหม่ให้กับเยาวชนในการเรียนรู้เรื่องการทำงานร่วมกัน การสร้างพลังบวกในทีม และการเข้าใจบริบทของพื้นที่ตนเอง เพื่อนำองค์ความรู้ และประสบการณ์ที่ได้รับ ไปต่อยอดใช้ในการดำเนินชีวิต รวมถึงการนำไปพัฒนาชุมชนในอนาคตได้อย่างสร้างสรรค์ และเพื่อเป็นกำลังเสริมความคิดที่ดีในการแข่งขันนี้อีกด้วย 

โดยการประกวดผลงานสุดสร้างสรรค์จากวัสดุเหลือใช้ในปีที่ 6 แต่ละผลงานได้สะท้อนให้เห็นถึงความตระหนักรู้ต่อสิ่งแวดล้อม และความตั้งใจที่จะเปลี่ยน “ของเหลือใช้” ให้กลายเป็น “ของมีค่า” อย่างแท้จริง ผลงานที่เข้าร่วมประกวด มีความหลากหลาย และน่าสนใจเป็นอย่างมาก เช่น ซังข้าวโพด เปลือกแก้วมังกร กาบกล้วย ก้านผักตบชวา อวนทะเล และขยะพลาสติก โคมไฟ ซองใส่เครื่องปรุง ดอกไม้ประดิษฐ์ กระเป๋าผ้า รวมถึงเศษวัสดุต่าง ๆ ที่ใช้แล้ว มาสร้างสรรค์เป็นผลิตภัณฑ์ที่ผสมผสานเทคโนโลยีเข้ากับแนวคิดด้านสิ่งแวดล้อมได้อย่างลงตัว 

ผลการแข่งขัน ทีมเยาวชนผู้ที่ได้รับรางวัล ได้แก่

รางวัลชนะเลิศ 

ทีม บุปผาดอกไม้ประดิษฐ์  โรงเรียนปราจีนกัลยาณี จังหวัดปราจีนบุรี

รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1

ทีม เยาวชนพลเมืองสันกำแพง โรงเรียนสันกำแพง สพม. จังหวัดเชียงใหม่

รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2

ทีม ปุ๋ยชีวภาพสูตรสามพี่น้อง RN โรงเรียนสตรีราชินูทิศ จัดหวัดอุดรธานี

 รางวัลสุดยอดแห่งความยั่งยืน

ทีม NW GREEN BRANK โรงเรียนหนองหานวิทยา จ.อุดรธานี

ดร.ชลิดา อนันตรัมพร กล่าวเพิ่มอีกว่า “โครงการต้นกล้าความดีของสังคม ในปีนี้ได้ก้าวเข้าสู่ปีที่ 6 ภายใต้แนวคิดหลักที่แข็งแกร่งที่ว่า “เพราะคุณ คือ เมล็ดพันธุ์ที่พร้อมเติบโต เป็นต้นกล้าที่ดีของประเทศ” ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนา และส่งเสริมศักยภาพเยาวชนไทย ให้เติบโตเป็นพลังสำคัญของสังคมในอนาคต แนวทางดังกล่าวไม่เพียงช่วยกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ แต่ยังส่งเสริมให้เยาวชนตระหนักถึงปัญหาขยะ และการใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่า ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยตลอดระยะเวลาการจัดโครงการต้นกล้าความดี เราได้เห็นพลัง ความตั้งใจ และความคิดสร้างสรรค์ของเยาวชนไทยที่ต้องการมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ผลงานที่ส่งเข้าประกวดแต่ละชิ้น ล้วนสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพ และจิตสำนึกอันงดงามของคนรุ่นใหม่ ที่พร้อมจะเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน เพื่อนำพาให้เยาวชนทุกคนที่ร่วมแสดงศักยภาพในเวทีนี้ จุดประกายแรงบันดาลใจให้หันมาใส่ใจสิ่งแวดล้อม ร่วมมือกันสร้างโลกที่น่าอยู่ให้คงอยู่กับคนรุ่นต่อไป เพราะการแข่งขันในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นเวทีแห่งการประกวด แต่ยังเป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ การแบ่งปันแนวคิด และการปลูกจิตสำนึก เพื่อร่วมกันสร้างสังคมสีเขียวให้ยั่งยืนค่ะ”

“โครงการต้นกล้าความดีของสังคม ปีที่ 6” ไม่เพียงเป็นเวทีแห่งการประกวดเท่านั้น แต่ยังเป็นจุดเริ่มต้นของการ ปลูกฝังจิตสำนึกในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม การใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่า และการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ของเยาวชนไทย ให้พร้อมเป็นพลังขับเคลื่อนสังคมในอนาคต ซึ่งผลงานที่เกิดขึ้นจากโครงการนี้จะเป็นมากกว่าผลิตภัณฑ์ด้านสิ่งแวดล้อม แต่จะเป็น “แรงบันดาลใจ” ที่ส่งต่อแนวคิดการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกสู่สังคมในวงกว้าง เพื่อร่วมกันสร้างประเทศไทยที่เติบโตอย่างสมดุล และยั่งยืนต่อไป เพราะพลังของเยาวชน และความคิดสร้างสรรค์ คือ กุญแจสำคัญที่จะเปลี่ยนแปลงสังคม และสิ่งแวดล้อมให้ยั่งยืน อย่าหยุดที่จะคิด และอย่าหยุดที่จะลงมือทำ เพราะโลกใบนี้ต้องการ ‘ต้นกล้าความดี’ จากเราทุกคน

วันปิยมหาราช วันคล้ายวันสวรรคต พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้

ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ขอเดชะ ข้าพระพุทธเจ้า คณะผู้บริหาร และพนักงาน สำนักข่าวออนไลน์ THE STATES TIMES 

วันที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2453 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เสด็จสวรรคต ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต สร้างความเศร้าโศกแก่ประชาชนและชาติไทยอย่างยิ่ง พระองค์ทรงครองราชสมบัตินาน 42 ปี และทรงพระชนมายุ 58 พรรษา

พระองค์ทรงพระนามเดิมว่า สมเด็จเจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ พระราชสมภพเมื่อวันที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2396 เป็นพระราชโอรสองค์ที่ 4 ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงศึกษาศิลปวิทยาและวิชาต่างๆ ตั้งแต่โบราณราชประเพณี รัฐประศาสน์ ภาษาบาลี ภาษาอังกฤษ วิชาปืนไฟ มวยปล้ำ กระบี่กระบอง และวิศวกรรม เพื่อเตรียมรับราชสมบัติ

ก่อนจะบรรลุนิติภาวะ พระองค์ได้เสด็จประพาสต่างประเทศ เช่น สิงคโปร์ ชวา และอินเดีย เพื่อทอดพระเนตรระบบการปกครองของชาวยุโรป เพื่อนำมาปรับใช้กับการบริหารราชการไทยให้เหมาะสมยิ่งขึ้น หลังทรงบรรลุนิติภาวะจึงประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2416 และทรงพระราชอำนาจเด็ดขาดในการบริหารราชการแผ่นดิน

รัชสมัยของพระองค์เต็มไปด้วยการพัฒนาและสวัสดิการต่อประชาชน เช่น การไฟฟ้า ไปรษณีย์ โทรเลข และโทรศัพท์ ด้วยพระราชกรณียกิจที่ยังความผาสุกให้แก่ประชาชน ทวยราษฎร์จึงถวายพระนามว่า “พระปิยมหาราช” และกำหนดทุกวันที่ 23 ตุลาคม เป็น “วันปิยมหาราช” เพื่อรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ

 

แม่ทัพภาคที่ 4 ร่วมให้การต้อนรับ ฮาบีบ อูมัร อิบนีมูฮำหมัด ผู้นำจิตวิญญาณมุสลิมโลก เยือนอาเซียนและประเทศไทย พร้อม ลงพื้นที่ จชต.

ผู้สื่อข่าวรายงาน (วานนี้) วันที่ 21 ตุลาคม 2568 ณ โรงแรมอัลมีรอช กรุงเทพมหานคร  พลโท นรธิป โพยนอกแม่ทัพภาคที่ 4 /ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ร่วมให้การต้อนรับ ผู้นำศาสนาระดับโลกอิสลาม ฮาบีบ อุมัร มูฮัมหมัด ซาเล็ม บิน ฮาฟิส ผู้สืบเชื้อสาย จากท่านศาสดา นบี มูฮัมหมัดแห่งศาสนาอิสลามลำดับที่ 33  ผู้นำจิตวิญญาณของพี่น้องมุสลิมอันดับหนึ่งของโลกจากประเทศเยเมน และคณะ ในโอกาสมายืนประเทศไทย ในฐานะแขกของ สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) โดยมี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ, หัวหน้าคณะพูดคุยสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้, ผู้แทนจากกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร, ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้, ผู้แทนจากกระทรวงการต่างประเทศ และส่วนที่เกี่ยวข้อง ร่วมติดตามและนำคณะ ผู้นำศาสนาระดับโลกอิสลาม ฮาบีบ อุมัร มูฮัมหมัด ซาเล็ม บิน ฮาฟิส ผู้สืบเชื้อสายจากท่านศาสดา นบี มูฮัมหมัดแห่งศาสนาอิสลามลำดับที่ 33  ผู้นำจิตวิญญาณของ  พี่น้องมุสลิมอันดับหนึ่งของโลกจากประเทศเยเมน  

ในการนี้ได้เข้าเยี่ยมนาย อรุณ บุญชม จุฬาราชมนตรีและพบปะผู้นำศาสนาอิสลาม ประจำสำนักจุฬาราชมนตรี ซึ่งเป็นผู้นำกิจการ
ด้านศาสนาอิสลามในประเทศไทย เพื่อเป็นการกระชับความสัมพันธ์และแลกเปลี่ยนความร่วมมือในด้านศาสนาอิสลามร่วมกัน


ทั้งนี้ ผู้นำศาสนาระดับโลกอิสลาม ฮาบีบ อุมัร มูฮัมหมัด ซาเล็ม บิน ฮาฟิส ผู้สืบเชื้อสายจากท่านศาสดา นบี มูฮัมหมัด แห่งศาสนาอิสลามลำดับที่ 33 ผู้นำจิตวิญญาณของพี่น้องมุสลิมอันดับหนึ่งของโลกจากประเทศเยเมน และ โดยคณะมีหมายกำหนดการ เยือนพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ในระหว่างวันที่ 21 -23 ตุลาคม 2568  ซึ่งการมาเยือนของผู้นำศาสนาระดับโลก จะเป็นผลดีต่อพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ในมิติการเสริมสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับหลักศาสนาอิสลามที่ถูกต้อง แก่ประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เนื่องจากประชาชนในพื้นที่จะได้ทำความเข้าใจในหลักศาสนาอิสลามที่ถูกต้อง ผ่านผู้นำศาสนาระดับโลกอิสลาม ที่ทุกคนยอมรับและเคารพนับถือ

ศูนย์ฝึกทหารใหม่ กรมยุทธศึกษาทหารเรือ จัดการฝึกทบทวนผู้ปฏิบัติหน้าที่ครูฝึก ให้มีความพร้อมการอบรมและดูแลทหารใหม่ ผลัดที่ 3/68

วันอังคารที่ 21 ต.ค.68 น.อ.ทิวา  อ่อนละออ ผู้บังคับการศูนย์ฝึกทหารใหม่ กรมยุทธศึกษาทหารเรือ (ผบ.ศฝท.ยศ.ทร.) เป็นประธานในพิธีเปิดการฝึกทบทวนผู้ปฏิบัติหน้าที่ครูฝึก โดยมีคณะผู้บังคับบัญชา และครูฝึก จำนวนทั้งสิ้น 240 นาย เข้าร่วมพิธีฯ ณ อาคารฝึกอบรมรวม ศฝท.ยศ.ทร. อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี

การฝึกอบรมดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการทบทวนความรู้ และเพิ่มประสบการณ์ ให้ครูฝึกสามารถดูแล และถ่ายทอดความรู้ให้แก่ทหารใหม่ ผลัดที่ 3/68 ที่จะมารายงานตัวและฝึกอบรมระหว่างวันที่ 1 พ.ย.68 - 1 ม.ค.69 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีหัวข้อการฝึกอบรมประกอบด้วย 

         - วิชาทหารราบบุคคลท่ามือเปล่า ท่าอาวุธ ตามคู่มือแบบฝึกพระราชทานโรงเรียนทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์
         - การกู้ฟื้นคืนชีพ (CPR)
         - บรรยายเรื่องโรคลมร้อน (Heat Stroke)
         - แนวทางการดูแล กำลังพล ที่มีปัญหา ด้านสุขภาพจิตและมีประวัติการใช้สารเสพติด
         - บรรยายเรื่องการติดเชื้อ HIV และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

ทั้งนี้ การฝึกทบทวนจะเน้นหัวข้อที่เกี่ยวเนื่องตั้งแต่ขั้นตอนการรับทหารใหม่ ตลอดจนหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของทหารใหม่ในระหว่างการฝึกอบรม 

โดยสิ่งสำคัญที่สุดคือการเน้นย้ำครูฝึกทุกนายให้คำนึงอยู่เสมอในการดูแลทหารใหม่ทุกนาย เสมือนน้องเล็กของกองทัพเรือ

 

พัฒนา 'ดวงอาทิตย์ประดิษฐ์' รุ่นใหม่ เทคโนโลยีรับความร้อนสูง 20 เมกะวัตต์/ตร.ม. ระบบไดเวอร์เตอร์ ผ่านรับรองจากผู้เชี่ยวชาญ ปูทางสู่การผลิตพลังงานสะอาดในอนาคต

(22 ต.ค. 68) จีนประสบความก้าวหน้าครั้งสำคัญในการพัฒนาเทคโนโลยี "ดวงอาทิตย์ประดิษฐ์" (artificial sun) รุ่นถัดไป หลังจากหนึ่งในระบบย่อยหลักของเทคโนโลยีดังกล่าวได้ผ่านการตรวจสอบรับรองจากคณะผู้เชี่ยวชาญเมื่อวันจันทร์ (13 ต.ค.) ที่ผ่านมา ต้นแบบไดเวอร์เตอร์ (diverter) ของสถานวิจัยเทคโนโลยีฟิวชันครบวงจร (CRAFT) พัฒนาโดยสถาบันฟิสิกส์พลาสมา สังกัดสถาบันบัณฑิตวิทยาศาสตร์จีน เป็นหนึ่งใน 19 ระบบย่อยหลักของแพลตฟอร์มพัฒนาและทดสอบส่วนประกอบสำคัญของเตาปฏิกรณ์พลังงานฟิวชันของสถานวิจัยฯ

อนึ่ง ความก้าวหน้านี้เป็นหมุดหมายความสำเร็จในการพัฒนาส่วนประกอบของต้นแบบไดเวอร์เตอร์ขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งรับรองการถ่ายเทความร้อนสูงสุดและพัฒนาทั้งหมดโดยจีน

ผลทดสอบพบว่าส่วนประกอบดังกล่าวสามารถรับรองการถ่ายเทความร้อนแบบสถานะคงตัว 20 เมกะวัตต์ต่อตารางเมตร ซึ่งเป็นผลลัพธ์จากการออกแบบให้มีลักษณะเรียบแบนที่ช่วยรักษาอุณหภูมิพื้นผิวทังสเตนให้อยู่ต่ำกว่าเกณฑ์การตกผลึกซ้ำ (recrystallization)

ไดเวอร์เตอร์เป็นส่วนประกอบสำคัญในการเดินเครื่องแบบสถานะคงตัวของแกนเตาปฏิกรณ์พลังงานฟิวชัน ทำหน้าที่ระบายผลผลิตจากกระบวนการฟิวชันและความร้อนออกจากแกนเตาปฏิกรณ์ รวมถึงควบคุมสิ่งเจือปนภายในระบบการทำงาน นวัตกรรมสำคัญของต้นแบบไดเวอร์เตอร์ของสถานวิจัยฯ คือการออกแบบตัวเคลือบไดเวอร์เตอร์แบบผสมผสาน ซึ่งสามารถเพิ่มอัตราส่วนการผลิตทริเทียมมากกว่าร้อยละ 3 ในทางทฤษฎี ทำให้เกื้อหนุนการพึ่งพาทริเทียมที่ผลิตด้วยตนเอง

คณะนักวิจัยเน้นย้ำว่าความก้าวหน้านี้เป็นความสำเร็จของจีนในการวิจัยและพัฒนาไดเวอร์เตอร์ด้วยตนเองอย่างสมบูรณ์ สร้างรากฐานทางเทคนิคอันแข็งแกร่งสำหรับการประยุกต์ใช้เตาปฏิกรณ์พลังงานฟิวชันของประเทศในอนาคต รวมถึงประยุกต์ใช้เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องในภาคการบินและอวกาศ อุปกรณ์การแพทย์ขั้นสูง อิเล็กทรอนิกส์อุตสาหกรรม และยานยนต์พลังงานใหม่

ทั้งนี้ เป้าหมายสูงสุดของ "ดวงอาทิตย์ประดิษฐ์" คือสร้างปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชัน (nuclear fusion) เหมือนดวงอาทิตย์ เพื่อเป็นแหล่งพลังงานสะอาดที่ไม่มีวันหมดของมนุษยชาติ รวมถึงส่งเสริมการสำรวจอวกาศนอกระบบสุริยะ จีนนั้นสร้างความก้าวหน้าโดดเด่นในด้านพลังงานฟิวชัน โดยเตาปฏิกรณ์โทคาแมกแบบตัวนำยิ่งยวดขั้นสูงเพื่อการทดลอง (EAST) ของจีนทำลายสถิติโลกอย่างต่อเนื่องผ่านการยกระดับการทดลอง

ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 1 และผู้อำนวยการศูนย์บรรเทาสาธารณภัย ทัพเรือภาคที่ 1 ตรวจความพร้อมกำลังพลและยุทโธปกรณ์ ด้านบรรเทาสาธารณภัย ของหน่วยบรรเทาสาธารณภัยที่ปฏิบัติราชการในพื้นที่ของทัพเรือภาคที่ 1

วันที่ 21 ตุลาคม 2568 พลเรือโท เฉลิมชัย สวนแก้ว ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 1 ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บรรเทาสาธารณภัย ทัพเรือภาคที่ 1 ลงพื้นที่ตรวจความพร้อมของกำลังพล ยุทโธปกรณ์ และอุปกรณ์ในการบรรเทาสาธารณภัย ของหน่วยบรรเทาสาธารณภัยที่ปฏิบัติราชการในพื้นที่ของทัพเรือภาคที่ 1 ได้แก่ กองพันทหารปืนใหญ่เบากระสุนวิถีโค้งที่ 1 กรมทหารปืนใหญ่ หน่วยบรรเทาสาธารณภัยหน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน กองพันรักษาฝั่งที่ 12 กรมรักษาฝั่งที่ 1 หน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง หน่วยบรรเทาสาธารณภัยหน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง หน่วยบรรเทาสาธารณภัยกองเรือยุทธการ และหน่วยบรรเทาสาธารณภัยฐานทัพเรือสัตหีบ เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้นในพื้นที่รับผิดชอบ โดยเฉพาะการให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติต่าง ๆ อย่างรวดเร็วและทันเหตุการณ์การตรวจเยี่ยมครั้งนี้จัดขึ้นที่บริเวณหน้า กองร้อยต่อสู้อากาศยานที่ 2 กองพันต่อสู้อากาศยานที่ 21 กรมต่อสู้อากาศยานที่ 2 หน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง

โดยผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 1 ได้กล่าวว่า “การช่วยเหลือประชาชนในยามที่เกิดภัยพิบัติเป็นหน้าที่สำคัญที่ต้องปฏิบัติได้อย่างทันท่วงที กำลังพลและยุทโธปกรณ์ต่าง ๆ ต้องอยู่ในสภาพที่พร้อมใช้งานทุกเมื่อ เพราะภัยพิบัติเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา และศูนย์บรรเทาสาธารณภัยทัพเรือภาคที่ 1 มีความมุ่งมั่นที่จะสนับสนุนการช่วยเหลือประชาชนอย่างเต็มกำลังความสามารถตามนโยบายผู้บัญชาการทหารเรือ” ได้เน้นย้ำให้กำลังพลและหน่วยบรรเทาสาธารณภัย (นบภ.) ตรวจสอบและบำรุงรักษายุทโธปกรณ์ เครื่องมือ และอุปกรณ์บรรเทาสาธารณภัย ให้พร้อมในการปฏิบัติภารกิจตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

รถไฟความเร็วสูง 3 สนามบิน ยังไม่ออกจากสถานี รัฐส่งมอบพื้นที่ไม่ครบ เอกชนขาดสภาพคล่อง เมกะโปรเจกต์แสนล้านที่กลายเป็นทางตัน คำถามใหญ่? ใครคือ "ผู้ต้องรับผิดชอบ"

โครงการ “รถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง–สุวรรณภูมิ–อู่ตะเภา)” ถูกวางให้เป็นเมกะโปรเจกต์ด้านคมนาคมระดับชาติของไทย ตั้งแต่ปี 2561 ด้วยเป้าหมายเชื่อมสนามบินหลักภายใน 1 ชั่วโมง และขับเคลื่อนเขตเศรษฐกิจ EEC สู่ศูนย์กลางโลจิสติกส์ของอาเซียน แต่ผ่านมา 6 ปี “ยังไม่มีการตอกเสาเข็มจริง” เกิดอะไรขึ้นกันแน่ และใครควรถูกมองว่าเป็นฝ่าย “ผิดพลาด” ในเกมลงทุนระดับแสนล้านนี้

🧭 จุดเริ่มต้นของความฝัน
เดือนตุลาคม 2562 การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ลงนามสัญญาร่วมลงทุน (PPP) กับบริษัท เอเชีย เอราวัน จำกัด (AERA1) ในเครือ กลุ่ม ซีพี เพื่อก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงมูลค่ากว่า 224,000 ล้านบาท ตามสัญญาเอกชนต้องลงทุน ออกแบบ ก่อสร้าง และบริหารจัดการ 50 ปี โดยรัฐถือครองที่ดินและโครงสร้างพื้นฐาน แต่หลังจากเซ็นสัญญาได้ไม่นาน ทุกอย่างเริ่ม “สะดุด” เมื่อโลกเผชิญ COVID-19 ซึ่งกระทบการบิน ท่องเที่ยว และสภาพคล่องทางการเงิน พร้อมกับการส่งมอบพื้นที่ของรัฐที่ล่าช้ากว่ากำหนด หลายพื้นที่ยังมีปัญหาการรื้อถอนสาธารณูปโภคและสิ่งปลูกสร้าง ทำให้เอกชนไม่สามารถเริ่มงานจริงได้

⚖️ ฝ่ายรัฐ — ระบบราชการที่เดินช้า
ฝ่ายรัฐโดย รฟท. และ EEC ถูกวิจารณ์อย่างหนักว่า “ส่งมอบพื้นที่ช้า” และขั้นตอนอนุมัติซับซ้อน ต้องผ่านหลายหน่วยงาน ทั้งบอร์ด รฟท., บอร์ด EEC, สำนักงานอัยการสูงสุด และ คณะรัฐมนตรี ทำให้ทุกการแก้สัญญากินเวลานานหลายเดือน นอกจากนี้ยังมีความกังวลจากภาครัฐว่า หากยอมให้เอกชนเปลี่ยนรูปแบบจ่ายเงินเป็น “รัฐจ่ายระหว่างก่อสร้าง” อาจเป็นภาระงบประมาณหรือสร้าง “ค่าโง่” หากโครงการไม่สำเร็จ จึงทำให้การตัดสินใจยิ่งชะลอ

💼 ฝ่ายเอกชน — สัญญาที่หนักเกินไป
ในอีกด้านหนึ่ง กลุ่ม AERA1 ในฐานะเอกชนผู้ร่วมทุน ก็ไม่สามารถดำเนินการตามเงื่อนไขได้เต็มที่ โดยเฉพาะเรื่อง “แหล่งเงินทุน” ที่ต้องหาให้ครบกว่า 1.6 แสนล้านบาท ภายใน 270 วัน หลังเซ็นสัญญา เมื่อเจอ COVID-19 และภาวะต้นทุนสูง ธนาคารหลายแห่งลังเลจะปล่อยกู้ ขณะที่เงื่อนไขการค้ำประกันของรัฐยังไม่ชัด จึงกลายเป็นทางตันด้านการเงิน จนต้องขอเจรจาแก้ไขสัญญาหลายครั้ง

🌍 ปัจจัยภายนอกที่ซ้ำเติม
ทั้งสองฝ่ายยังถูกกระทบจากสงครามรัสเซีย–ยูเครน ราคาน้ำมันและโลหะพุ่งสูง เงินเฟ้อทั่วโลก และอัตราดอกเบี้ยที่ขยับขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนโครงการเพิ่มขึ้นอีกหลายหมื่นล้านบาท ทำให้ไม่มีฝ่ายใดยอมเดินหน้าจนกว่าจะได้เงื่อนไขใหม่ที่รับได้ทั้งคู่
.
🚦 แล้วใครคือ “ผู้ผิด”?
เมื่อวิเคราะห์อย่างรอบด้าน จะเห็นว่าไม่มีฝ่ายใดที่ “ผิด” แต่ทั้งสองฝ่ายต่าง “มีส่วนผิด” ในบริบทของตนเอง
- ฝ่ายรัฐ: ผิดพลาดในด้านการบริหารพื้นที่และความล่าช้าในระบบราชการ
- ฝ่ายเอกชน: ผิดในแง่การบริหารเงินทุน และความพร้อมทางการเงินที่ไม่เป็นไปตามสัญญา
- ปัจจัยภายนอก: เป็นตัวเร่งที่ทำให้ความขัดแย้งทางเศรษฐกิจและเวลาเดือดจนอาจต้อง “รีเซ็ตสัญญาใหม่” ทั้งหมด

🔧 ทางออกจากทางตัน
1. ปรับสัญญาแบบ Pay-as-you-Build หรือ “สร้างไปจ่ายไป” ให้รัฐและเอกชนแบ่งความเสี่ยงอย่างยุติธรรม
2. เร่งส่งมอบพื้นที่ก่อสร้างและลดขั้นตอนราชการ โดยตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจที่มีอำนาจตัดสินใจได้เร็ว
3. เปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะอย่างโปร่งใส เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนและนักลงทุน
4. เตรียมแผน B เช่น ระบบความเร็วกลาง (Medium-Speed) หากโครงการหลักยังติดขัด เพื่อให้เกิดผลลัพธ์บางส่วนและไม่เสียเวลาเปล่า

🧩 บทสรุป
“รถไฟ 3 สนามบิน” จึงไม่ใช่โครงการที่ล้มเหลวเพราะคนใดคนหนึ่ง แต่เพราะ “ระบบการทำงานของรัฐและเอกชนที่ไม่เดินพร้อมกัน” เมื่อโครงการใหญ่ขับเคลื่อนด้วยความเร็วของราชการแต่ต้องการเงินทุนระดับเอกชน ผลลัพธ์คือความชะงักที่เห็นอยู่ในวันนี้

ถ้าไทยต้องการเห็นรถไฟความเร็วสูงคันแรกวิ่งจริงในชีวิตนี้ สิ่งที่ต้องเปลี่ยนไม่ใช่เพียงราง แต่คือ “ระบบคิดและระบบทำงานร่วมกัน” ของทุกภาคส่วน

สหรัฐฯ เดินเกมเก็บภาษีรถยนต์ ฉีกหลักการ WTO รีดภาษี ชิ้นส่วนจาก ‘จีน’ สูงสุดในประวัติการณ์ ทำราคารถในอเมริกาพุ่งกระฉูดเอง

(22 ต.ค. 68) รัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้นโยบาย America First ประกาศขึ้นภาษีสินค้ารถยนต์และชิ้นส่วนจากจีนในอัตราสูง ละเมิดหลักการขององค์การการค้าโลก (WTO) และสร้างแรงกระเพื่อมครั้งใหญ่ในอุตสาหกรรมยานยนต์ทั่วโลก

การเก็บภาษีฝ่ายเดียวสะท้อนแนวทางปกป้องผลประโยชน์ในประเทศของสหรัฐฯ ซึ่งทำให้ห่วงโซ่อุปทานทั่วโลกปั่นป่วน โดยเฉพาะกลุ่มรถยนต์พลังงานใหม่ที่กำลังอยู่ในช่วงเติบโต ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตและการลงทุนระยะยาวเพิ่มสูงขึ้น

นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังใช้ข้ออ้าง “ความมั่นคงแห่งชาติ” ในการกำหนดภาษีรถยนต์นำเข้า และบีบให้ประเทศคู่ค้าอย่างญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และสหภาพยุโรป ทำข้อตกลงลดภาษีเพื่อแลกสิทธิ์เข้าตลาดอเมริกา สร้างความไม่พอใจในหลายภูมิภาค

ทั้งนี้ ผลลัพธ์กลับย้อนใส่เศรษฐกิจในประเทศเอง ราคารถยนต์ในสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นกว่า 2,500–20,000 ดอลลาร์ต่อคัน ขณะที่ค่ายรถรายใหญ่ต้องจ่ายภาษีเพิ่มหลายพันล้าน ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า “สงครามภาษีไม่มีผู้ชนะ” และจะยิ่งซ้ำเติมเศรษฐกิจโลกให้ชะลอตัวลง

 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top