Monday, 8 June 2026
Hard News Team

อธิบายให้ชัด! ทำไมพรรคการเมือง ต้องตอบสังคมจุดยืน "แก้-ไม่แก้" รัฐธรรมนูญปี 60 หมวด 1-2 หัวใจสำคัญของการเมืองการปกครองไทย

บทความฉบับนี้อธิบายอย่างเป็นกลาง เพื่อช่วยให้ประชาชนเข้าใจประเด็นว่า เหตุใดหลายฝ่ายจึงต้องการให้ “พรรคการเมือง” อธิบายจุดยืนให้ชัดเจนต่อการแก้ไข หรือไม่แก้ไข หมวด 1 และ หมวด 2 ของรัฐธรรมนูญ โดยยึดเหตุผลด้านกฎหมาย สังคม และธรรมาภิบาลการเมือง พร้อมเช็กลิสต์การอ่านคำประกาศของพรรคอย่างรู้เท่าทัน

1) หมวด 1–2 คืออะไร และสำคัญอย่างไร
• หมวด 1 'บททั่วไป' วางรากฐานของรัฐไทย เช่น ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียว แบ่งแยกมิได้ และใช้ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข รวมถึงหลักการใช้อำนาจอธิปไตยผ่านรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล

• หมวด 2 'พระมหากษัตริย์' ว่าด้วยสถานะ บทบาท และพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ตามรัฐธรรมนูญ เช่น ฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ การแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ องคมนตรี และพระราชอำนาจอื่น ๆ ที่ใช้ผ่านกลไกตามรัฐธรรมนูญ

หมายเหตุ: รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันประกาศใช้เมื่อ 6 เมษายน 2560 (พ.ศ. 2560)

2) กรอบกฎหมายการ “แก้ไขรัฐธรรมนูญ” ที่เกี่ยวข้อง
• มาตรา 255 กำหนดข้อห้ามโดยหลักว่า การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่เป็นการเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐ หรือเปลี่ยนแปลงระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข จะกระทำมิได้

• มาตรา 256 วางกระบวนการแก้ไข (ผู้มีสิทธิเสนอ เกณฑ์เสียง ขั้นตอน และในบางกรณีอาจต้องทำประชามติ) ซึ่งสะท้อนว่ากฎหมายไทยเปิดทางให้ปฏิรูปได้ แต่เป็นไปภายใต้ขั้นตอนและเงื่อนไขที่เข้มงวด

สรุป: กฎหมายไทยเปิดช่องให้ “แก้ไขรัฐธรรมนูญ” ได้ในหลายหมวด แต่ “ห้าม” แก้ในลักษณะที่ทำให้รูปแบบรัฐหรือระบอบการปกครองเปลี่ยนไป

3) เหตุผลที่หลายฝ่ายอยากให้พรรคอธิบายจุดยืนให้ชัด
1) ความโปร่งใสและความรับผิดชอบต่อสาธารณะ — ผู้มีสิทธิเลือกตั้งควรได้รับข้อมูลล่วงหน้าเพื่อการตัดสินใจอย่างรู้เท่าทัน (informed choice)

2) ลดความหวาดระแวงและความเปราะบางทางสังคม — ประเด็นหมวด 1–2 กระทบความเชื่อ/อารมณ์ร่วมของคนจำนวนมาก การประกาศชัดเจนช่วยลดการตีความคลาดเคลื่อน

3) สอดคล้องกับกรอบกฎหมาย — การยืนยันทำงานภายใต้กรอบที่ห้ามเปลี่ยนรูปแบบรัฐ/ระบอบ สะท้อนวุฒิภาวะทางการเมืองและความเคารพกติกา

4) เสถียรภาพเชิงนโยบายและเศรษฐกิจ — ความชัดเจนของหลักการพื้นฐานช่วยสร้างความเชื่อมั่นทั้งในประเทศและต่างประเทศ

4) ข้อท้วงติง/ความเสี่ยงของการประกาศ “ไม่แก้” อย่างแข็งทื่อ
• ความยืดหยุ่นเชิงนโยบาย — อาจทำให้สังคมเข้าใจผิดว่าการปรับปรุงเชิงเทคนิค/ถ้อยคำ (ที่ไม่แตะรูปแบบรัฐหรือระบอบ) ก็ทำไม่ได้ ทั้งที่ข้อห้ามครอบคลุมเฉพาะการเปลี่ยนรูปแบบรัฐหรือระบอบ

• คุณภาพของการถกเถียงสาธารณะ — หากใช้คำประกาศเป็น “โล่การเมือง” โดยไม่ลงรายละเอียด อาจปิดกั้นบทสนทนาที่มีเหตุผล

• ความคาดหวังหลังเลือกตั้ง — ถ้าถ้อยคำไม่ชัด อาจเกิดข้อพิพาทเมื่อลงมือปฏิรูปหมวดอื่น ๆ ตามขั้นตอนมาตรา 256

5) แล้วประชาชนควร “อ่าน” คำประกาศของพรรคอย่างไร (เช็กลิสต์เป็นกลาง)
• นิยามให้ชัด — พรรคอธิบายหรือไม่ว่าอะไรคือสิ่งที่ “ทำไม่ได้ตามมาตรา 255” เทียบกับ “สิ่งที่ยังปฏิรูปได้” ตามมาตรา 256

• ระบุขอบเขต — หากประกาศ “ไม่แก้หมวด 1–2” ได้บอกหรือไม่ว่าหมายถึงส่วนไหนบ้าง พร้อมยกตัวอย่างปฏิรูปที่ยังทำได้

• ขั้นตอนตามกฎหมาย — พรรคสื่อสารขั้นตอนและเกณฑ์เสียงในการแก้อย่างตรงไปตรงมาหรือไม่

• ความสม่ำเสมอ — จุดยืนก่อนเลือกตั้งสอดคล้องกับพฤติกรรมการลงมติ/ยื่นญัตติที่ผ่านมา (ถ้ามี) หรือไม่

• การคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ — แม้ไม่เปลี่ยนรูปแบบรัฐ พรรคเสนอการคุ้มครองสิทธิ เสรีภาพ และการถ่วงดุลในหมวดอื่น ๆ อย่างไร

6) สรุปเข้ม ๆ
• หมวด 1–2 เป็นแกนของรัฐธรรมนูญไทย (รูปแบบรัฐและสถานะสถาบันพระมหากษัตริย์)

• กฎหมายห้ามแก้ในทางที่เปลี่ยนรูปแบบของรัฐหรือระบอบการปกครอง แต่ยังมีช่องทางปฏิรูปด้านอื่น ๆ ได้ตามขั้นตอนมาตรา 256

• ด้วยเหตุนี้ หลายฝ่ายจึงต้องการให้พรรคการเมืองอธิบายจุดยืนให้ชัดเจน — เพื่อความโปร่งใส ลดความสับสน และยืนยันการทำงานภายใต้กรอบกฎหมาย โดยหลีกเลี่ยงถ้อยคำแข็งทื่อที่ทำให้สังคมเข้าใจผิด

เอกสารนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อการอธิบายเชิงข้อมูลอย่างเป็นกลาง มิใช่การชี้นำให้ลงคะแนนหรือสนับสนุนพรรคการเมืองใดเป็นการเฉพาะ

น้อมรำลึกถึง 'สมเด็จย่า' ผบ.ตร.นำสักการะพระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี 125 ปี วันคล้ายวันพระราชสมภพ ตชด.สานต่อพระปณิธานพัฒนา รร.ตำรวจตระเวนชายแดน  

(21 ต.ค. 68) เวลา 10.30 น. ที่กองบังคับการตำรวจตระเวนชายแดนภาค 1 ตำบลคลองห้า อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ( ผบ.ตร. ) เป็นประธานพิธีสักการะพระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพครบรอบ 125 ปี ซึ่งตรงกับวันที่ 21 ตุลาคม 2568 โดยมี พล.ต.อ.กรไชย คล้ายคลึง รอง ผบ.ตร., พล.ต.ท.สมประสงค์ เย็นท้วม ผู้ช่วย ผบ.ตร., พล.ต.ท.รุ่งโรจน์ ฐากูรปุณยสิริ ผู้บัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน, รอง ผบช.ตชด. ผู้แทนกองบังคับการต่าง ๆ และอดีตผู้บังคับบัญชาตำรวจตระเวนชายแดน ผู้แทนหน่วยงานราชการนำโดย นายเอกวิทย์ มีเพียร ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี ประชาชน และภาคเอกชน ร่วมน้อมรำลึกถึง “สมเด็จย่า”

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติวางพานพุ่มถวายสักการะพระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เพื่อแสดงออกถึงความจงรักภักดี และรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และพสกนิกรชาวไทย 

พล.ต.ท.รุ่งโรจน์ฯ กล่าวว่า กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดนจัดนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ 125 ปี สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ประกอบด้วย พระราชประวัติ พระราชกรณียกิจหน่วยแพทย์อาสา (พอ.สว.) พระมหากรุณาคุณและพระราชกรณียกิจที่ทรงมีต่อตำรวจตระเวนชายแดน พระราชกรณียกิจด้านการศึกษาของเด็กและประชาชนในถิ่นทุรกันดาร เพื่อให้ผู้ร่วมงานนักเรียนและเยาวชนในพื้นที่ ได้ร่วมน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อปวงชนชาวไทย

ผบช.ตชด. กล่าวด้วยว่า สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี หรือ “สมเด็จย่า” ทรงอุทิศพระองค์เพื่อช่วยเหลือพสกนิกรในถิ่นทุรกันดาร โดยไม่ทรงเห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อยและความยากลำบาก เสด็จพระราชดำเนินไปทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจทั่วราชอาณาจักรเพื่อบำบัดทุกข์ บำรุงสุข และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน พระองค์ทรงก่อตั้งและอุปถัมภ์หลายโครงการสำคัญ อาทิ หน่วยแพทย์เคลื่อนที่ พอ.สว., มูลนิธิขาเทียมในสมเด็จย่า และโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน   

“สำหรับโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนนั้น ทรงมีพระราชดำริให้จัดตั้งขึ้นเพื่อให้บุตรหลานประชาชนในพื้นที่ห่างไกลชายแดน ได้มีโอกาสเข้าถึงการศึกษา รวมทั้งทรงพระราชทานแนวทางให้ตำรวจตระเวนชายแดนเป็น “ครูของเด็กยากไร้” และ “เพื่อนของชาวบ้าน” ควบคู่ไปกับภารกิจพิทักษ์อธิปไตยของชาติ ดังนั้นกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน มุ่งมั่นสืบสวนพระปณิธาน โดยจะดูแล ส่งเสริม และพัฒนาโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนให้ที่พึ่งพิงที่มีคุณความให้ความรู้ พัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนตามแนวชายแดนไทยอย่างแท้จริงสืบไป” ผบช.ตชด.กล่าว

พล.ต.ท.รุ่งโรจน์ฯ กล่าวว่า สมเด็จย่ายังทรงห่วงใยและติดตามการปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการตำรวจตระเวนชายแดนอย่างใกล้ชิด โดยเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมฐานปฏิบัติการในถิ่นทุรกันดารทั่วประเทศ พระราชทานเครื่องอุปโภคบริโภค เครื่องนุ่งห่ม และเวชภัณฑ์ต่าง ๆ เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจแก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติหน้าที่ห่างไกลความเจริญ นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้น หาที่สุดมิได้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติโดยกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดนยังคงสืบสานพระราชปณิธานของสมเด็จย่าในการ “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข” แก่พี่น้องประชาชนในพื้นที่ทุรกันดารด้วยการพัฒนาการศึกษา สาธารณสุข และคุณภาพชีวิตของประชาชนชายแดนให้สมดังพระราชปณิธานของพระองค์ท่านที่ยังสถิตอยู่ในหัวใจข้าราชการตำรวจทุกนาย

เชียงใหม่- สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ เป็นเจ้าภาพจัดงานประชุมใหญ่วิสามัญ ประจำปี 2568 TFOPTA 

TFOPTA จัดประชุมใหญ่วิสามัญประจำปี 2568 โดยมี สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ เป็นเจ้าภาพ ระหว่างวันที่ 20–22 ตุลาคม 2568 ณ โรงแรมดวงตะวัน เชียงใหม่ เพื่อสร้างความร่วมมือและเชื่อมโยงการท่องเที่ยวระหว่างภูมิภาค สู่การพัฒนาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยอย่างยั่งยืน

เมื่อวานนี้ (20 ต.ค. 68) เวลา 19.30 น. สมาคมสมาพันธ์ธุรกิจการท่องเที่ยวส่วนภูมิภาคแห่ง ประเทศไทย (TFOPTA) จัดงานประชุมใหญ่วิสามัญประจำปี 2568 โดยมีสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ เป็นเจ้าภาพในการจัดงาน โดยได้รับเกียรติจาก นายอิทธิรัฐ สินารักษ์ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงใหม่ เป็นประธานเปิดงานเลี้ยงต้อนรับ“ครอบครัวสมาพันธ์”พร้อมด้วย นางฉลอม สงล่า ประธานสมาคมสมาพันธ์ธุรกิจการท่องเที่ยวส่วนภูมิภาคแห่งประเทศไทย (TFOPTA) นายศุภมิตร กิจจาพิพัฒน์ นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ นายชัย อรุณานนท์ชัย ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย TCEB, SME Bank นายกสมาคมพันธมิตร คณะกรรมการและสมาชิกTFOPTA ร่วมงาน
 
นายศุภมิตร กิจจาพิพัฒน์ นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า ตามที่ สมาคมธุรกิจท่องที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ได้รับมอบหมายให้จัดงานประชุมใหญ่วิสามัญ ประจำปี 2568 ของสมาคมสมาพันธ์ธุรกิจการท่องเที่ยวส่วนภูมิภาคแห่งประเทศไทย (TFOPTA) ที่จัดขึ้นระหว่างวันทิ่ 20 – 22 ตุลาคม 2568 ณ จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อเป็นการรวมตัวกันของผู้ประกอบธุรกิจท่องเที่ยวจากทั่วประเทศ

การจัดงานครั้งนี้ได้รับเกียรติจากนายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ อดีตสมาชิกวุฒิสภา/อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา/ประธาน ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ บรรยายพิเศษ “เที่ยวไทยให้ครึกครื้น ฟื้นเศรษฐกิจไทยให้คึกคัก ” และบรรยายพิเศษ “ความร่วมมือและส่งเสริมการท่องเที่ยวและไมซ์ข้ามภูมิภาค” โดยนายสราญโรจน์ สุทัศน์ชูโต รองผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน)

ภายในงานยังมีกิจกรรม การจับคู่เจรจาธุรกิจด้านการท่องเที่ยว B2B การออกบูธสินค้าของดี ของเด่น Soft Power รวมถึงสินค้า OTOP ของภาคเหนือ พร้อมทั้ง กิจกรรมเดินแบบ แฟชั่นโชว์ จากผู้ประกวด Miss Weliness World 2025 และพิธีส่งมอบธง ให้กับ สมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดสตูลเจ้าภาพครั้งต่อไป

สำหรับการจัดงานเลี้ยงต้อนรับครอบครัวสมาพันธ์ฯ ในวันนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการต้อนรับ ทุกท่าน สร้างความสุข ความผ่อนคลาย การส่งเสริมความสัมพันธ์อันดี ตลอดจนความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ซึ่งจะทำให้ TFOPTA มีความเข้มแข็งและเป็นแรงขับเคลื่อนให้เกิดกิจกรรมภายในภูมิภาคและเชื่อมโยงข้ามภาค ตลอดจนสนับสนุนพันธกิจการด้านการท่องเที่ยวของประเทศ โดยในงานมีสมาชิกของ TFOPTA จากทั้ง 5 ภูมิภาค ภาคเหนือ, ภาคกลาง, ภาคใต้, ภาคตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำนวนกว่า 50 สมาคม

ในวันนี้ต้องขอขอบคุณกองประกวด Miss Wellness World 2025 ที่ได้พาผู้ร่วมประกวด จำนวน 30 ประเทศ ร่วมเดินแบบแฟชั่นโชว์ในงานเลี้ยงต้อนรับครอบครัวสมาพันธ์ฯ เชื่อมั่นว่างานเลี้ยงในค่ำคืนนี้จะสร้างความสุข ความสัมพันธ์ และมิตรภาพที่ยั่งยืนให้เกิดขึ้นตลอดไป

เปิดแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ในศึกเลือกตั้งปี 2569 ใครจะพาไทยฝ่าเส้นทางที่เปราะบาง... คนไทยเตรียมลุ้นไปด้วยกัน

เปิดแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ในศึกเลือกตั้งปี 2569 ใครจะพาไทยฝ่าเส้นทางที่เปราะบาง... คนไทยเตรียมลุ้นไปด้วยกัน

รอง ผบ.ตร.ลงพื้นที่สุราษฎร์ธานี ประชุมด่วน สั่งการ 8 ข้อ ยก “ปายโมเดล” ปราบต่างด้าวทุกสัญชาติ ประกอบกิจการผิดกฎหมาย

(21 ต.ค. 68) พล.ต.ท.ยิ่งยศ เทพจำนงค์ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ/โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) มอบหมายให้ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. เดินทางไปประชุมติดตามการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดของบุคคลต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักร เพื่อประกอบกิจการหรือดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ที่ผิดกฎหมาย ในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2568 เวลา 18.00 น. โดยมี นายบันดาล สถิรชวาล รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี, พล.ต.ต.พรชัย ขจรกลิ่น รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 8, พล.ต.ต.กฤษณ์ วาฤทธิ์ รองผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว, พล.ต.ต.สุวัฒน์ สุขศรี ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสุราษฎร์ธานี, พล.ต.ต.ชูธเรศ  ยิ่งยงดำรงสกุล ผู้บังคับการตรวจคนเข้าเมือง 6, พล.ต.ต.ภานพ วรธนัชชากุล ผู้บังคับการสืบสวนสอบสวน สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง, พ.ต.อ.นฤวัต พุทธวิโร ผู้กำกับการตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดสุราษฎร์ธานี, ผู้แทนหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง, ผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และผู้แทนองค์การภาคเอกชนด้านการท่องเที่ยวในพื้นที่เกาะพะงัน ร่วมประชุม โดยได้รับฟังสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นในพื้นที่ และร่วมหารือกำหนดแนวทางการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน ณ ห้องประชุม ตำรวจภูธรจังหวัดสุราษฎร์ธานี 

ทั้งนี้ พล.ต.อ.สำราญฯ มีข้อสั่งการ ดังนี้

1. ในกลุ่มปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนโดยตรง ให้หน่วยงานตำรวจบูรณาการกำลังหน่วยที่เกี่ยวข้อง เข้าตรวจสอบบุคคลและสถานที่เสี่ยงที่จะกระทำผิดกฎหมาย และบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด รวมทั้งกรณีมีการสร้างความเดือดร้อนรำคาญ ให้ดำเนินคดีตามกฎหมายทุกกรณี และเพิ่มความเข้มในการบังคับใช้กฎหมายจราจร

2. ในส่วนของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ให้หัวหน้าตรวจคนเข้าเมืองจังหวัด นำเอาโมเดลของ อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน และ จ.สุราษฎร์ธานี ไปปรับใช้ โดยดำเนินการตรวจสอบคนต่างด้าวในพื้นที่ให้เป็นในลักษณะป้องกันก่อนเกิดเหตุ ก่อนที่ประชาชนจะได้รับความเดือดร้อน โดยให้คำนึงถึงความสมดุลระหว่างภาพลักษณ์การท่องเที่ยวในพื้นที่ และความมั่นคง

3. ให้หัวหน้าตรวจคนเข้าเมืองจังหวัด จัดทำข้อมูลท้องถิ่น (IPB) ของบุคคลต่างด้าว ไม่จำกัดเฉพาะสัญชาติใดสัญชาติหนึ่ง เพื่อป้องกันการก่อปัญหาความเดือดร้อนของคนต่างชาติทุกสัญชาติ

4. ให้หัวหน้าตรวจคนเข้าเมืองจังหวัด เสนอผู้ว่าราชการจังหวัด จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการ (ศปก.) การท่องเที่ยว เพื่อบูรณาการกำลังหน่วยงานภาครัฐและส่วนราชการในพื้นที่ ในการควบคุมการกระทำความผิดต่าง ๆ ของบุคคลต่างด้าว ในขณะเดียวกันก็ทำหน้าที่ป้องกันและอำนวยความสะดวกให้แก่บุคคลต่างด้าว

5. กรณีสถานที่ใดมีลักษณะปิด ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจหรือผู้เกี่ยวข้องเข้าไปตรวจสอบ แล้วประชาสัมพันธ์ชี้แจงให้ประชาชนเกิดความเข้าใจ

6. ให้ทุกหน่วย ได้แก่ ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองหวัด, ตำรวจท่องเที่ยว และสถานีตำรวจภูธรเกาะพะงัน ร่วมบูรณาการกำลังในการตรวจพื้นที่รับผิดชอบ โดยให้มีแผนการตรวจที่มีลักษณะเหลื่อมเวลากัน เพื่อให้เพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันปราบปรามอาชญากรรมและอำนวยความสะดวกให้แก่นักท่องเที่ยวต่างชาติ

7. ให้ทุกส่วนราชการบังคับใช้กฎหมายในความรับผิดชอบโดยเคร่งครัด ปราบปรามผู้กระทำผิดกฎหมาย โดยไม่แบ่งแยกว่าเป็นบุคคลสัญชาติใดหรือศาสนาใด

8. ให้ประชาสัมพันธ์จังหวัดสุราษฎร์ธานีช่วยเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับผลการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

พล.ต.อ.สำราญฯ กล่าวว่า มาตรการดังกล่าวได้ขับเคลื่อนตามนโยบายและความห่วงใยของนายกรัฐมนตรีและผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เพื่อให้บรรยากาศของการท่องเที่ยวเป็นไปด้วยดี ส่งผลดีกับนักท่องเที่ยวทุกชาติที่เดินทางมาในประเทศไทย ตลอดจนการสร้างความมั่นใจของผู้ประกอบการสถานประกอบการชาวไทย ในการให้บริการนักท่องเที่ยวได้อย่างดี

เมื่อ AWS ล่มโลกออนไลน์หยุดหายใจ ย้อนรอย Facebook-Instagram- WhatsApp เคยดับพร้อมกัน สัญญาณเตือนโลกออนไลน์ ต้องไม่ฝากชีวิตไว้ในมือบริษัทใดบริษัทหนึ่ง

🌐 โลกเชื่อมโยงกันมากจน “หยุดทั้งระบบ” ได้เพียงชั่วพริบตา
เหตุการณ์ AWS ล่มเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2025 และเหตุล่มของ Facebook–Instagram–WhatsApp เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2021 สะท้อนภาพเดียวกันว่า โลกดิจิทัลปัจจุบัน “ไม่มีใครอยู่อย่างโดดเดี่ยวได้อีกแล้ว” เพียงโครงข่ายหลักของบริษัทหนึ่งหยุดทำงาน — ระบบของอีกหลายร้อยบริษัททั่วโลกก็พังไปด้วย

☁️ แล้ว AWS คืออะไร?
AWS (Amazon Web Services) คือบริการคลาวด์คอมพิวติ้ง (Cloud Computing) จากบริษัท Amazon มันเป็น “เบื้องหลัง” ของอินเทอร์เน็ตยุคใหม่ ที่องค์กรทั่วโลกใช้ในการเก็บข้อมูล รันเว็บไซต์ แอปพลิเคชัน หรือระบบหลังบ้านต่าง ๆ เว็บไซต์อย่าง Netflix, Zoom, Airbnb, TikTok, Grab และอีกนับพันราย ล้วนใช้ AWS เป็นฐานโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) กล่าวง่าย ๆ คือ “AWS คือระบบไฟฟ้าแห่งโลกออนไลน์” ที่ขับเคลื่อนทั้งธุรกิจและชีวิตประจำวันของผู้คน

เมื่อระบบนี้ “ล่ม” จึงไม่ใช่เพียงเว็บไซต์หนึ่งล่ม แต่คือ “ระบบของโลกจำนวนมหาศาลดับพร้อมกัน”

⚙️ เมื่อระบบล่ม โลกออนไลน์หยุดหายใจ
เหตุการณ์ AWS ล่ม — 20 ตุลาคม 2025
- ปัญหาเริ่มต้นในช่วงเช้าเวลาสหรัฐฯ (ค่ำตามเวลาไทย) ที่ศูนย์ข้อมูล US-EAST-1, นอร์ทเวอร์จิเนีย
- เกิดข้อขัดข้องในระบบ “Network Load Balancer Monitoring” ส่งผลให้บริการหลายส่วนของ AWS ใช้งานไม่ได้ เช่น EC2, S3, DynamoDB, Route53 และ SQS
- เว็บไซต์และแอปที่ใช้ AWS เช่น Slack, Fortnite, Duolingo, Zoom, Ring และแอปการเงินหลายแห่ง ล่มพร้อมกันทั่วโลก
- การกู้คืนระบบใช้เวลาราว 4–5 ชั่วโมงกว่าบริการหลักจะกลับมาปกติ

เหตุการณ์ Facebook–Instagram–WhatsApp ล่ม — 4 ตุลาคม 2021
- เริ่มเกิดขึ้นเวลาประมาณ 15:39 UTC (22:39 น. เวลาไทย)
- ระบบ BackBone Router ของ Meta ผิดพลาด ส่งผลให้ DNS ของบริษัททั้งหมดถูกถอดออกจากอินเทอร์เน็ต
- ส่งผลให้บริการหลักทั้ง Facebook, Instagram, WhatsApp, Messenger และ Oculus ใช้งานไม่ได้ทั่วโลกนานกว่า 6 ชั่วโมง
- มีผู้ได้รับผลกระทบมากกว่า 3,500 ล้านคน และมูลค่าหุ้น Meta ร่วงเกือบ 5% ภายในวันเดียว

💼 ผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคม
1. ธุรกิจหยุดชะงัก
- บริษัทที่รันระบบผ่าน AWS ไม่สามารถทำธุรกรรมหรือให้บริการลูกค้าได้
- แพลตฟอร์มสื่อและอีคอมเมิร์ซสูญเสียรายได้และความเชื่อมั่น

2. ความมั่นคงทางข้อมูลและระบบคลาวด์ถูกตั้งคำถาม
- เหตุการณ์เหล่านี้เตือนว่า “โลกพึ่งพาผู้ให้บริการไม่กี่รายมากเกินไป”
- Cloud provider รายใหญ่ไม่ต่างจาก “โครงสร้างพื้นฐานระดับชาติของโลกดิจิทัล”

3. ผลทางจิตวิทยาและสังคมออนไลน์
- คนจำนวนมากรู้สึก “ว่างเปล่า” และตระหนักว่าโลกออนไลน์มีอิทธิพลต่อชีวิตจริงเพียงใด
- การติดต่อสื่อสารระหว่างประเทศถูกตัดขาดทันที โดยเฉพาะในภาวะวิกฤติหรือภัยพิบัติ

🧭 ทางแก้ไข: โลกต้อง “กระจายความเสี่ยงดิจิทัล”
1. Diversify Infrastructure
 - องค์กรไม่ควรผูกกับผู้ให้บริการ Cloud เพียงรายเดียว
- การใช้ระบบ Multi-Cloud (AWS + Google Cloud + Azure ฯลฯ) หรือ Hybrid-Cloud จะช่วยให้สลับระบบได้เมื่อเกิดเหตุ

2. ออกแบบระบบสำรอง (Failover Design)
- ควรมี Data Center สำรองในภูมิภาคอื่น หรือสำรอง DNS อัตโนมัติ
- สร้าง “Offline Workflow” ให้สามารถทำงานต่อได้ แม้ระบบหลักล่ม

3. เสริมความรู้ด้าน Digital Resilience
- องค์กรและผู้ใช้ควรเข้าใจโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่ใช้งานอยู่
- ภาครัฐควรมีนโยบาย “โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลแห่งชาติ” ที่ไม่ผูกติดต่างชาติรายเดียว

4. วางระบบสื่อสารสำรองสำหรับภาวะฉุกเฉิน
- เช่น ใช้ SMS, Telegram, LINE หรือระบบสื่อสารองค์กรแบบภายใน
- เพื่อป้องกันการสูญเสียการติดต่อในสถานการณ์เร่งด่วน

🌏 บทสรุป: โลกดิจิทัลที่พึ่งพา “ศูนย์กลาง” มากเกินไป คือโลกที่เปราะบาง
เหตุล่มของ AWS และ Facebook คือสัญญาณเตือนว่า โลกออนไลน์ต้องไม่ “ฝากชีวิตไว้ในมือบริษัทใดบริษัทหนึ่ง” อีกต่อไป อนาคตของเทคโนโลยีไม่ใช่แค่เรื่อง “ความเร็วและประสิทธิภาพ” แต่คือเรื่องของ “ความยั่งยืนและความยืดหยุ่นของระบบ” ที่จะทำให้มนุษย์อยู่รอดในวันที่โลกไร้ระบบได้จริง

'เจ้าท่า' ฉลองวันทางทะเลโลก’68 ยกเครื่องระบบขนส่งทางน้ำไทย — มุ่งสู่มาตรฐานโลก ปลอดภัย เท่าเทียม และยั่งยืนทุกมิติ

เมื่อวานนี้ (20 ต.ค. 68)กรมเจ้าท่า กระทรวงคมนาคม จัดงาน “วันทางทะเลโลก ประจำปี 2568 (World Maritime Day 2025)” ภายใต้แนวคิด “Our Ocean Our Obligation Our Opportunity : มหาสมุทรของเรา พันธกิจของเรา โอกาสของเรา” ณ โรงแรมไฮแอท รีเจนซี่ กรุงเทพ สุวรรณภูมิ แอร์พอร์ต โดยมี นางสาวรัชนีพร ธิติทรัพย์ รองปลัดกระทรวงคมนาคม เป็นประธานเปิดงาน ร่วมด้วย นายภูริพัฒน์ ธีระกุลพิศุทธิ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงคมนาคม, นายศุภกร ภัทรวิเชียร ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจการขนส่งทางน้ำ พร้อมคณะผู้บริหารกรมเจ้าท่านำโดย นายนรินทร์ศักย์ สัทธาประสิทธิ์ และ นายวิวัธน์ ชิดเชิดวงศ์ รองอธิบดีกรมเจ้าท่า ให้การต้อนรับ

นางสาวรัชนีพร กล่าวว่า ปัจจุบันกว่า ร้อยละ 80 ของการค้าโลก พึ่งพาการขนส่งทางทะเล ซึ่งเป็นระบบขนส่งที่มีประสิทธิภาพสูงสุดและเป็นหัวใจของเศรษฐกิจโลก หัวข้อการจัดงานในปีนี้สะท้อนพันธกิจร่วมกันของนานาประเทศในการ ปกป้องมหาสมุทรจากมลพิษ การเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อม และผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พร้อมเปิดโอกาสในการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อขับเคลื่อนความยั่งยืนของภาคการขนส่งทางน้ำในอนาคต

ด้าน นายนรินทร์ศักย์ สัทธาประสิทธิ์ รองอธิบดีกรมเจ้าท่า ย้ำว่า กรมเจ้าท่าในฐานะหน่วยงานหลักด้านการขนส่งทางน้ำ ยังคงเดินหน้าขับเคลื่อนมาตรการด้าน ความปลอดภัยทางทะเล การยกระดับมาตรฐานคนประจำเรือ และการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมทางทะเล ภายใต้กรอบอนุสัญญาระหว่างประเทศของ องค์การทางทะเลระหว่างประเทศ (IMO) โดยเฉพาะอนุสัญญา MARPOL ว่าด้วยการป้องกันมลพิษจากเรือ และยุทธศาสตร์ IMO 2023 GHG Strategy เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก มุ่งสู่เป้าหมาย “Net Zero” อย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ กรมเจ้าท่ายังผลักดันแนวคิด “Empowering Women in Maritime” สนับสนุนให้สตรีมีบทบาทมากขึ้นในอุตสาหกรรมทางทะเล ทั้งด้านการปฏิบัติงานบนเรือ การบริหารท่าเรือ การวิจัย เทคโนโลยี และนโยบาย เพื่อสร้าง “โอกาสที่เท่าเทียม” และเพิ่มศักยภาพแรงงานทางทะเลของไทยให้ก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคดิจิทัล

ภายในงาน มีการจัดแสดงนิทรรศการและเวทีเสวนาวิชาการ เพื่อร่วมกันกำหนดทิศทางการพัฒนา “มหาสมุทรแห่งอนาคต” อย่างยั่งยืน ขณะเดียวกัน กรมเจ้าท่ายังเดินหน้าพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางน้ำของประเทศให้ได้ มาตรฐานความปลอดภัยระดับสากล เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ (UN SDGs)

กรมเจ้าท่าตอกย้ำบทบาทของประเทศไทยในฐานะสมาชิกที่เข้มแข็งของ IMO พร้อมเดินหน้าสร้างระบบขนส่งทางน้ำที่ ปลอดภัย เท่าเทียม และยั่งยืน เพื่ออนาคตของทุกคนบนโลก

เชียงใหม่-FIA ประกาศผลผู้ชนะการแข่งขันนวัตกรรมระดับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ประจำปี 2025

สมาพันธ์รถยนต์นานาชาติ (FIA) ซึ่งเป็นองค์กรกำกับดูแลกีฬามอเตอร์สปอร์ตระดับโลกและสหพันธ์องค์กรด้านการสัญจรทั่วโลก ได้ประกาศรายชื่อผู้ชนะระดับภูมิภาค FIA Region II (เอเชียแปซิฟิก) ของการแข่งขัน “FIA Innovation Challenge 2025” ระหว่างการประชุม FIA Asia-Pacific Congress ที่จังหวัดเชียงใหม่ ประเทศไทย

การแข่งขันครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองและแสดงผลงานโครงการนวัตกรรมจากสโมสรสมาชิก FIA ที่มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาและสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อชุมชนของตน โดยมุ่งเน้นการส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ การแบ่งปันองค์ความรู้ และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างสโมสรสมาชิกทั่วโลก เพื่อยกระดับศักยภาพขององค์กรและเสริมสร้างความยั่งยืนในระยะยาว

ผู้ชนะระดับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกในปีนี้สะท้อนให้เห็นถึงพลังแห่งนวัตกรรมที่สามารถสร้างประโยชน์ในทางปฏิบัติ ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาการช่วยเหลือบนท้องถนน การตรวจสอบยานพาหนะที่โปร่งใสมากขึ้น และการเพิ่มความปลอดภัยของยานพาหนะ

**ผู้ชนะ FIA Region II (เอเชียแปซิฟิก) ได้แก่:**

• **RACQ (ออสเตรเลีย): Vehicle Security Standard**  
โครงการกำหนดมาตรฐานการรักษาความปลอดภัยของยานพาหนะ เพื่อให้ผู้ผลิตสามารถพัฒนาคุณสมบัติความปลอดภัยที่เป็นมิตรต่อผู้บริโภคและช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถเลือกใช้รถยนต์ที่ปลอดภัยมากขึ้น อีกทั้งยังช่วยให้รถยนต์ถูกโจรกรรมได้ยากขึ้นและสามารถติดตามคืนได้ง่ายขึ้น

• **JAF (ญี่ปุ่น): Video Advisory Road Service**  
บริการช่วยเหลือบนท้องถนนแบบวิดีโอคอลสำหรับสมาชิก โดยให้คำปรึกษาและตรวจสอบปัญหายานพาหนะจากระยะไกลผ่านสมาร์ตโฟน หากต้องการความช่วยเหลือในสถานที่จริง ระบบจะส่งข้อมูลรายละเอียดให้ทีมช่วยเหลือภาคสนามเพื่อลดระยะเวลารอคอย

• **WIAA (อินเดีย): Automated Testing Station**  
ศูนย์ตรวจสภาพรถยนต์ที่ทันสมัยโดยใช้เทคโนโลยีอัตโนมัติและอุปกรณ์ดิจิทัล เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความโปร่งใสของการตรวจสอบยานพาหนะขนาดใหญ่ ส่งเสริมความปลอดภัยและความยั่งยืนในการขนส่ง

คุณ Mohammed Ben Sulayem ประธาน FIA กล่าวว่า “การแข่งขัน Innovation Challenge เป็นเวทีที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและจิตวิญญาณแห่งนวัตกรรมของสโมสรสมาชิก FIA ทั่วโลก ผลงานของพวกเขาเป็นแรงบันดาลใจให้เราทุกคน และแสดงให้เห็นว่าเมื่อเราร่วมมือกัน เราสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนและเป็นรูปธรรมได้ ขอแสดงความยินดีกับผู้ชนะระดับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกปี 2025 และขอขอบคุณสโมสรสมาชิกทุกแห่งที่ส่งผลงานเข้าร่วมการแข่งขันในปีนี้”

คุณ Joe Ferreria ประธาน FIA Region II กล่าวว่า “ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกของ FIA มีความโดดเด่นด้วยความหลากหลาย ความคิดริเริ่ม และพลังแห่งความสร้างสรรค์ ผลงานของผู้ชนะในปีนี้สะท้อนให้เห็นว่าสโมสรสมาชิกสามารถพัฒนาแนวทางใหม่ ๆ เพื่อสร้างความเติบโต ความยั่งยืนทางการเงิน และผลลัพธ์ที่เป็นประโยชน์ต่อสมาชิกได้อย่างแท้จริง ซึ่งสามารถต่อยอดและขยายผลไปทั่วภูมิภาคได้”

คุณ Willem Groenewald เลขาธิการใหญ่ฝ่ายการสัญจรและความยั่งยืนของ FIA กล่าวเสริมว่า “ทั่วทั้งภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก นวัตกรรมจากสโมสรสมาชิกกำลังทำให้การสัญจรมีความปลอดภัย เข้าถึงได้ และยั่งยืนมากขึ้นทุกวัน ผลงานที่ส่งเข้ามาในปีนี้แสดงให้เห็นถึงความคิดสร้างสรรค์และวิสัยทัศน์ที่โดดเด่นของสมาชิก FIA”

ผู้ชนะระดับโลกของการแข่งขัน FIA Innovation Challenge 2025 จะได้รับการประกาศในเดือนธันวาคมนี้ ระหว่างการประชุมใหญ่ FIA General Assemblies ที่เมืองทาชเคนต์ ประเทศอุซเบกิสถาน


 

เริ่มแล้ว! กิจกรรมน้อมเกล้าฯ ถวายปลากะตักแห้ง ปลาทูเค็มและอาหารทะเลที่มีสารไอโอดีน ครั้งที่ 30 ประจำปี 2569

ระหว่าง 14 – 17 ต.ค.68 พลเรือตรี ไพฑูรย์ เส็งเจริญ รองผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 1 เป็นผู้แทนทัพเรือภาคที่ 1 เดินทางไปเยี่ยมพบปะกลุ่มสมาคมการประมงในพื้นที่ภาคกลางและภาคใต้ ได้แก่ สมาคมประมงในจังหวัด สมุทรปราการ สมุทรสาคร สมุทรสงคราม เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร และองค์การสะพานปลา กรุงเทพฯ เพื่อสรุปการดำเนินกิจกรรมฯ ในปีที่ผ่านมา และเรียนเชิญสมาคมประมงจังหวัดต่าง ๆ เข้าร่วมกิจกรรมน้อมเกล้าฯ ในปี 2569 ซึ่งนับเป็นครั้งที่ 30 ของกิจกรรมฯ แล้ว เพื่อสืบสานพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในการพระราชทานอาหารทะเลที่มีสารไอโอดีน ให้แก่เด็กและประชาชนในพื้นที่ห่างไกลภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 

โดยพระราชทานให้แก่เด็กในโครงการพัฒนาเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร เพื่อแก้ปัญหาโรคขาดสารไอโอดีน(คอพอก) รวมทั้งเรียนเชิญผู้แทนจากสมาคมประมงต่างๆ เข้าร่วมประชุมใหญ่ เพื่อเตรียมการจัดกิจกรรม ใน 19 พ.ย.69 ณ โรงแรม ซีพาราไดซ์ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี

โดยหลังจากนี้ ยังคงมีแผนการเดินทางไปเยี่ยมพบปะเชิญชวนหน่วยงานและสมาคมประมงจังหวัดต่าง ๆ ในพื้นที่ภาคตะวันออก ระหว่าง 28-29 ต.ค.68

ทรัมป์ลั่นกลางวงสื่อ!! ชี้ ยูเครนไม่มีทางชนะรัสเซียในสมรภูมิที่ยืดเยื้อ เผยแผนเร่งส่งเรือดำน้ำนิวเคลียร์ให้ออสเตรเลีย พร้อมเดินหน้าดีลการค้ากับ ‘สี จิ้นผิง’ แต่ขู่จีน หากไม่ตกลง เตรียมเจอภาษีโหด 157% จากสหรัฐฯ

(21 ต.ค. 68) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ กล่าวเมื่อวันจันทร์ (20 ต.ค.) ว่า ไม่เชื่อยูเครนจะสามารถเอาชนะรัสเซียได้ในสงครามที่ยืดเยื้อ พร้อมระบุว่า “พวกเขายังอาจชนะได้ แต่ผมไม่คิดว่าจะเป็นไปได้” ซึ่งท่าทีดังกล่าวสะท้อนมุมมองที่ค่อนข้างสิ้นหวังต่อแนวรบของยูเครน ท่ามกลางความพยายามของชาติตะวันตกในการส่งอาวุธและความช่วยเหลือต่อเนื่อง

โดยทรัมป์ให้สัมภาษณ์ระหว่างการพบปะกับนายกรัฐมนตรีแอนโธนี่ อัลบาเนซี (Anthony Albanese) ของออสเตรเลีย โดยทั้งสองฝ่ายหารือความร่วมมือด้านความมั่นคง ภายใต้ข้อตกลง AUKUS และการเร่งส่งมอบเรือดำน้ำนิวเคลียร์สหรัฐฯ ให้แก่กองทัพออสเตรเลีย ซึ่งทรัมป์ยืนยันว่า “กำลังเดินหน้าอย่างเร่งด่วน” นอกจากนี้ยังมีการพูดคุยถึงแผนสร้างฐานซ่อมบำรุงเรือดำน้ำแห่งใหม่ในออสเตรเลีย มูลค่าหลายหมื่นล้านดอลลาร์

ขณะเดียวกัน ทรัมป์ยังเปิดเผยว่าจะพบปะกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน ที่เกาหลีใต้ในเร็ว ๆ นี้ โดยคาดว่าจะได้ข้อสรุปข้อตกลงการค้าที่ “ยุติธรรมต่อทั้งสองฝ่าย” พร้อมเตือนว่าหากจีนไม่ยอมตกลง จะต้องเผชิญภาษีนำเข้าสูงถึง 157% ซึ่งทรัมป์กล่าวว่า “เราขู่พวกเขาด้วยภาษีได้ และยังมีอีกหลายอย่างที่เราทำได้ แต่ไม่อยากทำถึงขั้นนั้น”

นอกจากนี้ ทรัมป์ยังย้ำว่าจีน “ไม่ได้มีเจตนาจะบุกไต้หวัน” และยกย่องกองทัพสหรัฐฯ ว่ายังเหนือกว่าจีนหลายเท่า โดยกล่าวทิ้งท้ายอย่างภาคภูมิว่า “เรามีอาวุธที่คนส่วนใหญ่ยังไม่รู้ว่าเรามี — และเรานำหน้าจีนไปไกลในเชิงกำลังทหาร”


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top