Monday, 8 June 2026
Hard News Team

Harry Maguire จากตัวตลกแห่งโลกออนไลน์ สู่ฮีโร่แห่งเกียรติยศ สร้างความภูมิใจ แก่แฟนปีศาจแดงทั้งโลก

(21 ต.ค. 68) ในโลกฟุตบอลสมัยใหม่ที่ความผิดพลาดเพียงเล็กน้อยสามารถถูกขยายและส่งต่อด้วยความเร็วแสง แฮร์รี่ แม็กไกวร์ (Harry Maguire) ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของปรากฏการณ์นี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ช่วงเวลาหนึ่ง ชื่อของเขาไม่ได้ถูกกล่าวถึงในฐานะกองหลังค่าตัวแพงที่สุดในโลก หรือเสาหลักของทีมชาติอังกฤษ แต่กลับกลายเป็น 'มีม' และเป้าของการล้อเลียนในโลกออนไลน์อย่างโหดร้ายทารุณ

ยุคมืด: เมื่อคำวิจารณ์กลายเป็นการด้อยค่าและนำไปสู่เสียงหัวเราะ

นับตั้งแต่ย้ายมาสู่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดในปี 2019 ด้วยค่าตัวสถิติโลกสำหรับกองหลัง อาชีพของแม็กไกวร์ก็ถูกฉาบด้วยแรงกดดันมหาศาล ความผิดพลาดในสนามถูกจับตามองอย่างใกล้ชิดและกลายเป็นการผลิตซ้ำในโลกโซเชียล มีมที่ล้อเลียนการเคลื่อนไหวที่ดูเชื่องช้า การสกัดที่ผิดพลาด หรือการทำเข้าประตูตัวเอง ได้สร้างภาพลักษณ์ของเขาให้เป็น 'ตัวตลก' แห่งวงการลูกหนัง คำวิจารณ์ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ผลงานในสนาม แต่ลามไปถึงชีวิตส่วนตัวและครอบครัว ความกดดันเหล่านี้หนักหนาและบดขยี้เขาจนคนภายนอกแทบจะจินตนาการไม่ออกว่าเขาต้องเผชิญกับมันอย่างไรในแต่ละวัน ถึงแม้จะถูกปลดจากตำแหน่งกัปตันทีมและตกเป็นตัวเลือกสำรองในช่วงฤดูร้อนปี 2023 แต่ท่ามกลางความพ่ายแพ้และเสียงเยาะเย้ย สิ่งหนึ่งที่แม็กไกวร์ไม่เคยทำคือ การถอดใจยอมแพ้

แสงสว่าง: การกลับมาที่เงียบงันแต่ทรงพลัง

ในช่วงที่หลายคนคาดการณ์ว่าเขาจะย้ายทีมและจบอาชีพในโอลด์ แทรฟฟอร์ดอย่างน่าผิดหวัง แม็กไกวร์กลับเลือกที่จะก้มหน้าทำงานหนักอย่างเงียบ ๆ เขาปฏิเสธโอกาสย้ายทีมที่สามารถทำให้เขาหลีกหนีจากแรงกดดัน และเลือกที่จะเชิดหน้าต่อสู้เพื่อพิสูจน์คุณค่าของตัวเองในทีมที่เขารักต่อไป การบาดเจ็บของเพื่อนร่วมทีมเปิดประตูให้เขาได้กลับมายืนในแนวรับอีกครั้ง และนี่คือจุดเปลี่ยนที่น่าประทับใจที่สุด เขาไม่ได้กลับมาพร้อมคำพูดที่ยิ่งใหญ่ ไม่มีการโพสต์อะไรลงโซเชียลมีเดียให้เยิ่นเย้อ แต่แม็กไกวร์กลับมาพร้อมกับผลงานที่ยอดเยี่ยมในสนาม 

ทันใดนั้น โลกฟุตบอลก็เริ่มเห็นแฮร์รี่ แม็กไกวร์คนเดิม—กองหลังที่แข็งแกร่งในการดวลตัวต่อตัว แม่นยำในการจ่ายบอลขึ้นหน้า ทรงพลังในการเล่นลูกกลางอากาศ และเมื่อไหร่ที่ทีมต้องการประตูในเวลาวิกฤต เขาจะอยู่ตรงนั้นเสมอที่หน้าปากประตูคู่แข่งเพื่อเป็นเป้าหมายแห่งความหวังที่เพื่อนร่วมทีมจะเปิดบอลเข้าไปให้เขาเสมอ  แม็กไกวร์แสดงให้เห็นถึงความมั่นใจที่หายไปนาน การอ่านเกมที่เฉียบขาด และความทุ่มเทที่ส่งผลให้เขาได้รับรางวัล นักเตะยอดเยี่ยมประจำเดือนของพรีเมียร์ลีก ในเดือนพฤศจิกายน 2023  และเมื่อกาลเวลาเปลี่ยนผ่านมาถึงยุคของกุนซือปีศาจแดงคนปัจจุบันอย่าง รูเบน อโมริม แม็กไกวร์มักจะถูกส่งลงสนามในช่วงเวลาสำคัญๆเสมอ ไม่ว่าจะในบทบาทตัวจริงหรือตัวสำรอง นี่ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันอย่างเป็นทางการถึงการกลับมาสู่ฟอร์มที่ดีที่สุดในอาชีพของเขาอีกครั้ง 

จากกำแพงแนวรับ สู่ฮีโร่ผู้โหม่งประตูชัย 'ศึกแดงเดือด'

หากยังมีใครกังขาในสปิริตและความสามารถของเขา การแข่งขัน 'แดงเดือด' นัดล่าสุดเมื่อวันอาทิตย์ที่ 19 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมาหมาดๆ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดบุกไปเยือนลิเวอร์พูลถึงแอนฟิลด์ และสามารถคว้าชัยชนะได้ 2-1 คือบทพิสูจน์ที่ไม่มีข้อกังขาถึงคุณค่าในตัวตนของ แฮร์รี่ แม็กไกวร์ ผู้สวมบทบาทเป็นมากกว่ากองหลังในเกมนี้ และนี่คือผลงานอันโดดเด่นของเขาจากแมตช์แห่งศักดิ์ศรีและเกียรติยศนี้

1. ผู้นำในแนวรับ: ตลอดทั้งเกมที่แมนฯ ยูไนเต็ดถูกบีบให้ตั้งรับอย่างหนัก โดยเฉพาะในช่วงครึ่งหลัง แม็กไกวร์คือผู้ที่ยืนหยัดได้อย่างมั่นคงที่สุด เขาเข้าสกัดได้เด็ดขาด จัดการกับลูกครอสอันตรายด้วยความมั่นใจ และมีการอ่านเกมล่วงหน้าที่ยอดเยี่ยม การป้องกันของเขาคือหัวใจสำคัญที่ทำให้ทีมรอดพ้นจากการเสียประตูซ้ำแล้วซ้ำเล่า แม้กระทั่งในจังหวะที่ ลิเวอร์พูลยิงชนเสาชนคานถึงสามครั้ง

2. ผู้ทำประตูชัย: ในนาทีที่ 84 หลังลิเวอร์พูลตีเสมอได้สำเร็จ ความกดดันถาโถมเข้าใส่แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดทีมเยือนอีกครั้ง แต่แล้วความพยายามของแม็กไกวร์ก็ได้รับรางวัลสูงสุด เมื่อลูกครอสอันชาญฉลาดจาก บรูโน แฟร์นันด์ส ลอยเข้ามาในกรอบเขตโทษ และเป็น แฮร์รี่ แม็กไกวร์ ที่พุ่งตัวโหม่งด้วยพละกำลังและความเด็ดขาด ลูกพุ่งเสียบมุมเป็นประตูชัย 2-1 ที่สำคัญที่สุดในฤดูกาลนี้ ประตูนี้ไม่ได้เป็นเพียงการจบสกอร์ที่ยอดเยี่ยม แต่ยังเป็นการยุติสถิติอันยาวนานถึง 10 ปี ที่แมนฯ ยูไนเต็ดไม่สามารถบุกมาชนะในเกมลีกที่แอนฟิลด์ได้

การพิสูจน์ตัวตน คุณค่าของความพยายามและการไม่ยอมแพ้ “ครั้งแล้วครั้งเล่า”

ประตูชัยของแม็กไกวร์ในเกมใหญ่ที่สุดของประเทศนี้ คือการประกาศอย่างเป็นทางการว่า 'ตัวตลก' ในโลกออนไลน์ได้หายไปแล้ว และแทนที่ด้วย 'ฮีโร่' ที่กล้าหาญและไม่เคยยอมก้มหัวให้แก่คำดูถูกใด ๆ

บทเรียนแห่งความอดทน

เส้นทางของแฮร์รี่ แม็กไกวร์ ไม่ใช่แค่เรื่องราวของนักฟุตบอลที่กลับมาทำผลงานได้ดีหลังจากฟอร์มตก แต่มันคือเรื่องราวที่ทรงคุณค่าและน่าประทับใจยิ่งกว่านั้น มันคือบทพิสูจน์ของ ความทรหดอดทนทางจิตใจ (Mental Fortitude) ในยุคที่คนส่วนใหญ่จะเลือกหลีกหนีหรือตอบโต้ด้วยอารมณ์ แต่แม็กไกวร์กลับเลือกอีกเส้นทางหนึ่งที่ยากลำบากและท้าทายความเป็นลูกผู้ชายมากกว่า นั่นคือการก้มหน้าทำงานหนักเพื่อปรับปรุงตัวเอง แบกรับทุกความกดดันและเสียงเยาะเย้ยถากถางจากคนทั้งโลกและเปลี่ยนมันให้เป็นพลังส่งตัวเองสู่ความสำเร็จไม่ใช่แค่ของตัวเอง แต่ของทั้งทีมและทั้งสโมสร 

แม้ในเวลาที่เสียงก่นด่าและดูถูกจะประดังเข้าหาจากทุกสารทิศแต่แม็กไกวร์ก็ไม่เคยตอบโต้ด้วยคำพูดใด ทุกคำที่กล่าวถึงสโมสร โค้ช เพื่อนร่วมทีมและแฟนบอล (ที่ด้อยค่าเขาอย่างหนัก) มีแต่ถ้อยคำที่ให้เกียรติและขอบคุณอย่างจริงใจ เขาได้เปลี่ยนภาพลักษณ์จาก 'ตัวตลก' ที่ทุกคนหัวเราะใส่ ให้กลายเป็น 'ฮีโร่' ผู้เป็นแรงบันดาลใจ ให้กับทุกคนที่เคยถูกตัดสินหรือถูกมองข้าม ว่าตราบใดที่เรายังคงสู้และทำงานหนักอย่างไม่ย่อท้อ วันแห่งความสำเร็จและความภาคภูมิใจจะมาถึงอย่างแน่นอน และประตูชัยที่แอนฟิลด์ในช่วงเวลาแห่งโชคชะตาในวันนั้น จะถูกจดจำไปตลอดกาล ว่าคือช่วงเวลาที่กองหลังที่ถูกเยาะเย้ยด้อยค่าอย่างต่ำต้อยดุจธุลีดิน ได้กลับขึ้นมาผงาดจากฝุ่นผงแห่งความอดทนและการทุ่มเททำงานหนักจนกลายเป็นผู้กอบกู้ชัยชนะอันยิ่งใหญ่ที่สุดให้กับแฟนบอลแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดทุกคนไม่เว้นแม้แต่คนที่เคยดูหมิ่นเขามาก่อนด้วยเช่นกัน

'อลงกรณ์' เยือนปักกิ่งปาฐกถาพิเศษ 'อดีต 50 ปีมั่นคงสู่อนาคต 50 ปีก้าวหน้า' ในวาระครึ่งศตวรรษมิตรภาพไทย-จีน

นายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ ไทยแลนด์ อดีตรัฐมนตรีและสส.หลายสมัยได้รับเชิญร่วมสัมมนาและกล่าวปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ “อดีต 50 ปี มั่นคงสู่อนาคต 50 ปีก้าวหน้า” ในวาระครึ่งศตวรรษมิตรภาพไทย-จีน เมื่อเร็วนี้ ณ โรงแรมแชงการิล่า กรุงปักกิ่งโดยกล่าวถึงประวัติศาสตร์แห่งความเป็นมิตรกว่า 2 พันปี ก่อนเข้าสู่ 50 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตในช่วงห้าทศวรรษที่ผ่านมาเริ่มจากการทำความรู้จักกันในเบื้องต้นพัฒนาสู่ความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์สะท้อนความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจการค้าการลงทุนและวัฒนธรรมที่มั่นคงโดยคาดหวังว่าความร่วมมือทางด้านเทคโนโลยีดิจิตอล ปัญญาประดิษฐ์ พลังงานสะอาด โลจิสติกส์ข้ามทวีปและสิ่งแวดล้อมเพื่อลดโลกร้อนจะมีบทบาทสำคัญในการยกระดับความสัมพันธ์ของ2ประเทศสู่ยุคสมัยแห่งความก้าวหน้า ซึ่งเป็นคำปาฐกถาที่มีสารัตถะน่าสนใจอย่างมาก โดยมีข้อความดังนี้

“ปาฐกถาพิเศษ
ในวาระครบรอบ 50 ปีแห่งความสัมพันธ์ระหว่างราชอาณาจักรไทยกับสาธารณรัฐประชาชนจีน”

“อดีต 50 ปีมั่นคงสู่อนาคต 50 ปีก้าวหน้า”

โดย นายอลงกรณ์ พลบุตร
ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ ไทยแลนด์
อดีตรัฐมนตรี และสส.หลายสมัย
ณ โรงแรมแชงการิล่า กรุงปักกิ่ง

การมองย้อนกลับไป: 50 ปีแห่งความมั่นคง
“วันนี้เรามารวมกันเพื่อฉลองวาระครบรอบ 50 ปี แห่งความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างราชอาณาจักรไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีน นับตั้งแต่การสถาปนาความสัมพันธ์เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2518 โดย ม.ร.ว คึกฤทธิ์ ปราโมช นายกรัฐมนตรีไทยในขณะนั้น และนายกรัฐมนตรีโจวเอินไหลของจีน ความสัมพันธ์ของเราได้ก้าวพ้นช่วงเวลาแห่งประวัติศาสตร์ที่ผ่านอุปสรรคนานัปการจนสามารถสร้างความสัมพันธ์ที่เป็นปึกแผ่นและมั่นคงโดยเฉพาะความสัมพันธ์ด้านวัฒนธรรมเสมือนมรดกที่หยั่งรากล้ำลึกจากอดีตสู่พลังสร้างสรรค์อนาคต

ไทยและจีนมีประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์อันยาวนานซึ่งปรากฏหลักฐานชัดเจนตั้งแต่สมัยอาณาจักรสุโขทัยที่ได้มีการแลกเปลี่ยนทางเทคโนโลยีเครื่องปั้นดินเผาจากจีน และในสมัยกรุงศรีอยุธยา ได้มีการแปลวรรณคดีจีนสำคัญ ๆ เป็นภาษาไทยมากถึง 35 เรื่อง เช่น สามก๊ก ไซฮั่น และเลียดก๊ก ซึ่งกลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมไทยอย่างแยกไม่ออก

ในช่วงรัตนโกสินทร์ โดยเฉพาะสมัยรัชกาลที่ 3 มีการสร้างวัดด้วยสถาปัตยกรรมแบบจีนอย่างแพร่หลาย และสมัยรัชกาลที่ 5 ทรงโปรดให้สร้างพระที่นั่งรูปแบบจีนที่พระราชวังบางปะอิน สะท้อนถึงการยอมรับและบูรณาการองค์ประกอบทางวัฒนธรรมจีนไว้ในวิถีชีวิตของไทย พระบรมวงศานุวงศ์ไทยมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการส่งเสริมความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรม โดยเฉพาะสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งทรงสนพระทัยในภาษา วัฒนธรรม และประวัติศาสตร์ของจีน และได้เสด็จเยือนประเทศจีนครบทุกมณฑล นับเป็นแบบอย่างที่ดีของการศึกษาเรียนรู้ซึ่งกันและกัน

 กล่าวได้ว่า ความสัมพันธ์ไทย-จีนเป็นแบบอย่างของการอยู่ร่วมกันอย่างสันติระหว่างประเทศที่มีระบบสังคมการเมืองต่างกัน แม้ในช่วงสงครามเย็นที่การติดต่อทางการทูตหยุดชะงักไปชั่วขณะ แต่ความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมและสายสัมพันธ์ “ไทย-จีนใช่อื่นไกลคือพี่น้องกัน” ของประชาชนไม่เคยขาดหาย และหลังจากสถาปนาความสัมพันธ์แล้ว ทั้งสองฝ่ายก็สามารถสร้างความเข้าใจและความไว้วางใจร่วมกันได้สำเร็จ

ความร่วมมือในปัจจุบัน: ความสำเร็จที่จับต้องได้

ปัจจุบันความร่วมมือไทย-จีนครอบคลุมมิติต่าง ๆ อย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะในด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน เทคโนโลยีและวัฒนธรรมซึ่งเห็นผลเป็นรูปธรรมชัดเจน

1.ด้านเศรษฐกิจการค้า 
จีนเป็นคู่ค้าอันดับ 1 ของไทยอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2556 โดยในปี 2567 ที่ผ่านมา มูลค่าการค้าระหว่างไทย-จีนสูงถึง 94,919.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 3.39 ล้านล้านบาท และขยายตัวเพิ่มขึ้น 8.2% จากปีก่อนหน้า โดยสินค้าส่งออกสำคัญของไทยได้แก่ ผลไม้สด โดยเฉพาะทุเรียน สินค้าเกษตร และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์
2.ด้านการลงทุน 
จีนเป็นประเทศที่ลงทุนโดยตรงในไทย(FDI :Foreign Direct Investment)มากที่สุดเป็นอันดับ 1โดยในปี 2567 มีโครงการลงทุนจากจีนที่ได้รับส่งเสริมการลงทุน จำนวน 554 โครงการ ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 116.4% จากปีก่อนหน้า โดยมีมูลค่าเงินลงทุนสูงถึง 114,067 ล้านบาท ขยายตัว 18.2% คาดว่าปีนี้ตัวเลขลงทุนจะทะลุ 140,000ล้านบาทการลงทุนมุ่งเน้นไปที่อุตสาหกรรมใหม่เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) เศรษฐกิจดิจิทัล พลังงานใหม่ และอุตสาหกรรมสมัยใหม่
3. ความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมไทย-จีนคือสายธารที่ไหลมาอย่างต่อเนื่องนับพันปี  จากอดีตที่ทั้งสองชาติเรียนรู้และปรับใช้วัฒนธรรมซึ่งกันและกัน สู่ปัจจุบันที่ความร่วมมือทางวัฒนธรรมได้รับการส่งเสริมในทุกระดับรวมทั้งการเดินทางท่องเที่ยวแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชนของเรา

มองไปข้างหน้า: 50 ปีแห่งความก้าวหน้า

ในอีก 50 ปีข้างหน้า ความท้าทายสำคัญคือการรักษาคุณค่าดั้งเดิมของวัฒนธรรมทั้งสองไว้ สะท้อนถึงอัตลักษณ์ของทั้งสองชาติในศตวรรษที่ 21 จากรากฐานที่มั่นคงในอดีต พร้อมกับเปิดรับนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ ๆ เพื่อร่วมกันสร้างสรรค์มิตรภาพและอนาคตที่มั่งคั่งและยั่งยืนร่วมกัน เช่น ความร่วมมือในด้านการจัดการพลังงานและเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับสภาพภูมิอากาศ (Climate Change)ตอบโจทย์โลกเดือด (Global Boiling)จะเป็นก้าวสำคัญในการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมร่วมกันซึ่งเป็นผลดีต่อโลกโดยรวมด้วย

ขณะเดียวกันมีความร่วมมือด้านอื่น ๆ ที่ช่วยส่งเสริมความสัมพันธ์แห่งอนาคตของ2ประเทศ เช่นความร่วมมือด้านเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์(Ai)สู่การสร้างศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ (Data Center) ศูนย์ปัญญาประดิษฐ์ (AI Center) การวิจัยและพัฒนาควอนตัมคอมพิวติง (Quantum Computing) และระบบคลาวด์ (Cloud System) ขนาดใหญ่ร่วมกัน เพื่อเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านคอมพิวเตอร์ที่แข็งแกร่ง

นอกจากนี้ ควรขยายความร่วมมือด้าน Telemedicine และ HealthTech ให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการจัดการโรคไม่ติดต่อ การใช้ AI ในการดูแลป้องกันและการรักษาเฉพาะบุคคล ตลอดจนการพัฒนาอุตสาหกรรมเวชศาสตร์อายุวัฒนะ (Longevity) การท่องเที่ยวสุขภาพ (Health Tourism) และการดูแลสุขภาพด้วยสมุนไพร (Herbal Wellness) โดยผสมผสานภูมิปัญญาแพทย์แผนไทยสมุนไพรไทยกับแพทย์แผนจีน
ประการสำคัญคือการขับเคลื่อนการอัปเกรดอุตสาหกรรมสีเขียวผ่านการวิจัยและประยุกต์ใช้เทคโนโลยีใหม่ ๆ ร่วมกัน เช่น เทคโนโลยีหุ่นยนต์ (Robotic Technology) ระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage System - ESS) เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด รวมถึงยานยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ (New EV) อากาศยานไร้คนขับ (UAV) เทคโนโลยีขั้นสูงอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ (High-tech Defence Industry) และที่จะลืมไม่ได้คือการพัฒนาอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ เช่น แฟชั่น การออกแบบ และดิจิทัลคอนเทนต์

ตลอดจนความร่วมมือด้านโลจิสติกส์บนเส้นทางรถไฟ จีน-ลาว-ไทยซึ่งเป็นเส้นทางสายไหมแห่งศตวรรษที่ 21 สู่ตลาดโลกนับเป็นหัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในยุคใหม่ ไม่เพียงแต่เชื่อมโยงสามประเทศเข้าด้วยกัน แต่ยังเป็น "สะพานทอง" (Golden Landbridge)ที่สำคัญในการขนส่งสินค้าและผู้โดยสารจากไทย อาเซียนสู่จีน ตะวันออกกลาง เอเชียกลาง แอฟริกาและยุโรปทำให้ไทยเป็น "ศูนย์กลางโลจิสติกส์ทางราง" (Rail Logistics Hub) ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างแท้จริง ตัวอย่างที่เริ่มแล้วคือขบวนรถไฟบรรทุกข้าวสารจากประเทศไทยไปเขตอุตสาหกรรมฉงชิ่งบนเส้นทางรถไฟไทยลาวจีนเป็นขบวนแรกในปี 2563 นี่คือการเปิดประตูอีสาน(อีสานเกตเวย์-ISAN Gateway) ซึ่งนอกจากจะเปลี่ยนภาคตะวันออกเฉียงเหนือจาก“landlocked” เป็น “Landlink“ แล้วอีสานจะเป็นศูนย์กลางการผลิตและกระจายสินค้าโดยเฉพาะ "สินค้าแปรรูปเกษตรและปศุสัตว์" ซึ่งเป็นจุดแข็งของพื้นที่รวมถึงสินค้าอื่น ๆ และการท่องเที่ยวและที่สำคัญไม่แพ้กันคือความมั่นคงทางอาหาร ซึ่งความร่วมมือในด้าน FarmTech และ FoodTech จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการผลิตอาหารอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน ด้วยการนำเทคโนโลยีมาใช้ในภาคการเกษตร 

อดีต 50 ปีมั่นคงสู่อนาคต 50 ปีก้าวหน้า
ห้าทศวรรษที่ผ่านมา ความสัมพันธ์ไทย-จีนเติบโตอย่างต่อเนื่อง จากการทำความรู้จักกันในเบื้องต้น ได้พัฒนาสู่ความเป็น หุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์อย่างรอบด้าน ทั้งสองฝ่ายต่างมุ่งมั่นร่วมกันที่จะสร้าง ประชาคมที่ปลอดภัย มั่งคั่ง และยั่งยืน ความสำเร็จเหล่านี้เกิดขึ้นได้จากการทุ่มเทของผู้นำและประชาชนทั้งสองประเทศตลอดหลายยุคสมัยหลายสมัย ด้วยรากฐานที่มั่นคงในอดีตและความร่วมมือที่เข้มแข็งในปัจจุบัน ผมเชื่อมั่นว่าอีก 50 ปีข้างหน้า ความสัมพันธ์ไทย-จีนจะก้าวไปสู่ยุคแห่งความรุ่งเรืองที่ยั่งยืนยิ่งกว่าเดิม เราจะร่วมมือกันพัฒนาเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และคุณภาพชีวิตของประชาชนทั้งสองประเทศไปพร้อม ๆ กัน เพื่อสร้างอนาคตที่สดใสและมั่นคงให้กับลูกหลานของเราทุกคน ขอให้ความสัมพันธ์ไทย-จีนยืนยงตลอดไป


กมธ.การทหารฯ เตรียมจัดสัมมนา “เทคโนโลยีในศตวรรษที่ 21 กับมิติความมั่นคงภายใต้บทเรียน CLASS” มุ่งวางยุทธศาสตร์ด้านเทคโนโลยีและการป้องกันประเทศที่ทันสมัย เชื่อมโยงทุกมิติความมั่นคง และลดการพึ่งพาจากต่างประเทศ

วันที่ 20 ตุลาคม 2568 เวลา 10.50 นาฬิกา ณ ห้องแถลงข่าว ชั้น 1 อาคารรัฐสภา (สส.) คณะกรรมาธิการการทหารและความมั่นคงของรัฐ วุฒิสภา นำโดย นายไชยยงค์ มณีรุ่งสกุล โฆษกและเลขานุการคณะกรรมาธิการฯ แถลงข่าวการเตรียมจัดเสวนาทางวิชาการ เรื่อง “เทคโนโลยีในศตวรรษที่ 21 กับมิติความมั่นคงภายใต้บทเรียน CLASS” ในวันพุธที่ 22 ตุลาคม 2568 ว่า ทุกวันนี้โลกกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงในด้านต่าง ๆ อย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นด้านภูมิรัฐศาสตร์ เศรษฐกิจ และเทคโนโลยี ส่งผลให้แนวคิดเรื่องความมั่นคงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงมิติด้านการทหารเท่านั้น แต่ได้ขยายวงไปสู่ความมั่นคงแบบองค์รวมที่ครอบคลุมมิติต่าง ๆ ได้แก่ Cyber, Land, Air, Sea และ Space (CLASS) ทั้งห้ามิตินี้เชื่อมโยงถึงกันและกัน และมีบทบาทสำคัญยิ่งต่อการดำรงคงอยู่ของรัฐและประชาชนในยุคดิจิทัล เทคโนโลยีในยุคศตวรรษที่ 21 เช่น ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI, Big Data, Quantum Computing, ดาวเทียม และระบบอัตโนมัติ กลายเป็นโอกาสและความท้าทายต่อการรักษาความมั่นคงของชาติ ไม่ว่าจะเป็นภัยคุกคามทางไซเบอร์ การสงครามแบบผสมผสาน หรือ Hybrid Warfare การแข่งขันด้านอวกาศ หรือการช่วงชิงทรัพยากรในท้องทะเล ได้สะท้อนให้เห็นถึงความสลับซับซ้อนและหลากหลายที่มากขึ้นของมิติความมั่นคงในยุคปัจจุบัน สำหรับประเทศไทย บริบทของความมั่นคง ณ เวลานี้ จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องทำความเข้าใจ “บทเรียนในมิติของ CLASS” เพื่อวางยุทธศาสตร์ด้านเทคโนโลยีและการป้องกันประเทศที่ทันสมัย เชื่อมโยงทุกมิติความมั่นคง และลดการพึ่งพาจากต่างประเทศ หนึ่งในแนวทางสำคัญเพื่อมุ่งสู่วัตถุประสงค์ดังกล่าว คือ การส่งเสริมการผลิตเรือรบแบบ Frigate และยุทโธปกรณ์ภายในประเทศ ด้วยอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของคนไทยเพื่อประเทศไทย เพื่อสร้างเอกราชทางยุทธศาสตร์ (Strategic Autonomy) พัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ (Defense Industrial Base) และยกระดับขีดความสามารถทางเทคโนโลยีของประเทศ ด้วยเหตุนี้ คณะกรรมาธิการการทหารและความมั่นคงของรัฐ วุฒิสภา จึงได้จัดการเสวนาทางวิชาการในหัวข้อ “เทคโนโลยีในศตวรรษที่ 21 กับมิติความมั่นคงภายใต้บทเรียน CLASS” เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ วิเคราะห์แนวโน้มของโอกาสในการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ เพื่อนำไปสังเคราะห์ให้ได้ Concept ของข้อเสนอเชิงปฏิบัติ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมของการพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศโดยคนไทยเพื่อประเทศไทย ในวันพุธที่ 22 ตุลาคม 2568 ตั้งแต่เวลา 08.00 - 15.30 นาฬิกา ณ ห้องประชุมหมายเลข 402 - 403 ชั้น 4 อาคารรัฐสภา โดยมีเป้าหมายเพื่อขับเคลื่อนนโยบายความมั่นคงแห่งชาติให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีในศตวรรษที่ 21 โดยคณะกรรมาธิการฯ คาดหวังว่าจะได้ข้อเสนอเชิงปฏิบัติที่สามารถนำไปสู่การวางยุทธศาสตร์ การปรับตัว และการเสริมสร้างขีดความสามารถในการป้องกันประเทศของไทยให้มีประสิทธิภาพ มั่นคง และยั่งยืนในระยะยาว


สำหรับวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิที่เข้าร่วมเวทีเสวนาในครั้งนี้ แบ่งออกเป็นภาคเช้า : เวลา 08.00 - 12.00 นาฬิกา เรื่อง “มิติความมั่นคงภายใต้บทเรียน CLASS (Cyber-Land-Air-Space-Sea)” ประกอบด้วย 1. พลโท ดร.ชาติชาย ชัยเกษม ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการไซเบอร์ทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงในมิติ Cyber 2. พลโท ภราดร พัฒนถาบุตร อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงในมิติ Land 3. พลอากาศเอก มานัต วงษ์วาทย์ อดีตผู้บัญชาการทหารอากาศ ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงในมิติ Air และ Space 4. พลเรือเอก จิรพล ว่องวิทย์ อดีตผู้บัญชาการทหารเรือ ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงในมิติ Sea และภาคบ่าย : เวลา 13.00 - 15.30 นาฬิกา เรื่อง “หมุดหมายอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทย” ประกอบด้วย 1. พลอากาศเอก มานัต วงษ์วาทย์ นายกสมาคมอุตสาหกรรมเพื่อการป้องกันประเทศ 2. คุณสุรเดช ตัณฑ์ไพบูลย์ นายกสมาคมต่อเรือและซ่อมเรือไทย และ CEO บริษัท ASIMAR 3. พลอากาศเอก สุพิจจารณ์ ธรรมวาทะเสรี อดีตรองเสนาธิการทหาร 4. ดร.กตัญญู กลับสุวรรณ์ นายกสมาคม Smart Cities Thailand และผู้เชี่ยวชาญเทคโนโลยีและนวัตกรรม 5. คุณกฤต กุญหิรัญ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ชัยเสรี เม็ททอล แอนด์ รับเบอร์ จำกัด และ 6. คุณภาคย์ บุญยุบล ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการอาวุโส ส่วนงานเทคโนโลยีและปฏิบัติการดาวเทียม บริษัทไทยคม จำกัด (มหาชน)

โฆษกยุคใหม่!! พล.ร.ต. ปารัช รัตนไชยพันธ์ ข้อมูลแน่น สื่อสารเร็ว ชัดเจน เชื่อถือได้ รับมือวิกฤตชายแดน สู้!! ข่าวลวง ด้วยข้อเท็จจริง ปกป้องอธิปไตย เพื่อคนไทยทุกคน ยกระดับการสื่อสาร!! ปีแห่งความพร้อมรบ

(19 ต.ค. 68) ในยุคที่ภูมิรัฐศาสตร์เคลื่อนไหวรวดเร็ว ความขัดแย้งชายแดนกลายเป็นประเด็นอ่อนไหวในทุกวินาที และโลกออนไลน์ก็ต้องเปลี่ยนโครงสร้างของ ‘ข่าว’ ให้ต้องตอบสนองทันที

บทบาทของโฆษกกองทัพเรือจึงไม่ใช่แค่ผู้แถลง แต่คือ ‘ผู้นำด้านการสื่อสารความมั่นคง’ ที่ต้องไว วางใจได้ และรักษาสมดุลของชาติ

กองทัพเรือไทยเปิดตัว ทีมโฆษกชุดใหม่ ภายใต้แนวนโยบายปีแห่งความพร้อมรบ โดยมี พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ ดำรงตำแหน่ง ‘โฆษกกองทัพเรือ’ อย่างเป็นทางการ พร้อมบทบาทสำคัญในการวางมาตรฐานการสื่อสารในยุคที่ความมั่นคงทางทะเล กลายเป็นจุดศูนย์กลางของการจับตาจากทั้งในและนอกประเทศ

ประสบการณ์จริง ทักษะครบ พร้อมรับมือทุกสถานการณ์
ชื่อของ ‘พล.ร.ต. ปารัช’ ไม่ใช่หน้าใหม่ในสายงานสื่อสารและยุทธศาสตร์ เขาคือหนึ่งในนายทหารเรือที่เติบโตมาอย่างต่อเนื่องจาก ‘สายปฏิบัติการ–ประชาสัมพันธ์–สื่อสารยุทธศาสตร์’ ของกองทัพเรือ
•    อดีต ผู้อำนวยการกองประชาสัมพันธ์ สลก.ทร.
•    อดีตรองเลขานุการกองทัพเรือ
•    ผู้อำนวยการสำนักปฏิบัติการ กรมการสื่อสารและเทคโนโลยีสารสนเทศ
•    บูรณาการข้อมูลและการสื่อสารเชิงยุทธศาสตร์ในภารกิจสำคัญระดับประเทศ
เขาคือ ‘คนทำงานตัวจริง’ ที่เคยลงพื้นที่แถลงความคืบหน้าประเด็นชายแดนไทย–กัมพูชาอย่างต่อเนื่อง โดยใช้ข้อมูลจริง ภาพถ่าย และลำดับเหตุการณ์ที่ตรวจสอบได้ สร้างความเชื่อมั่นต่อสังคมว่า ทุกคำพูดของกองทัพเรือ มีที่มาที่ไป และมีเจตนารมณ์เพื่อความสงบสุขของชาติ

กรอบแนวทาง “โฆษกยุควิกฤต” สื่อสารเพื่อสร้างความเข้าใจ ไม่ใช่แค่การแถลง
ภายใต้การนำของ พล.ร.ต. ปารัช ทีมโฆษกกองทัพเรือถูกวางกรอบการทำงานใหม่ให้ เป็นมืออาชีพ เข้ากับยุคข่าวสารความเร็วสูง ได้แก่:
•    Facts First, Fast  ยืนยันความจริงก่อน ดำเนินการสื่อสารภายใน 1–2 ชั่วโมงหลังเหตุการณ์เกิดขึ้น
•    One Voice, Many Channels  สื่อสารข้อมูลเดียวกันผ่านหลายช่องทาง แต่มี “ศูนย์กลางเสียงเดียว”
•    หลักฐานภาพ–แผนที่–พิกัดจริง  ใช้ภูมิสารสนเทศ-ดาวเทียมยืนยันข้อเท็จจริง ลดการถกเถียงในพื้นที่สีเทา
•    ระวังถ้อยคำทางการทูต–เข้าใจชุมชนชายแดน  พูดชัด แต่ไม่ยั่วยุ
•    ประเมินความเชื่อมั่นของสาธารณะ  มี KPI วัดความรู้สึก–ปฏิกิริยาของประชาชนต่อการสื่อสารแต่ละเหตุการณ์

สื่อสารเพื่อสันติภาพ แต่ไม่ละเลยอธิปไตย
บทบาทของโฆษกกองทัพเรือในวันนี้จึงไม่ใช่เพียงการ ‘พูดแทนองค์กร’ แต่คือ การเป็นสะพานข้อมูลที่ซื่อสัตย์ ระหว่างหน่วยปฏิบัติการกับสังคม ให้ประชาชนมั่นใจว่า กองทัพเรือไทยกำลังปกป้องผลประโยชน์ของชาติอย่างสงบ สุขุม และมืออาชีพ

ด้วยบุคลิกสุขุมนุ่มลึก แต่ยึดมั่นในหลักการ พล.ร.ต. ปารัช ได้รับความเชื่อมั่นว่า จะเป็นโฆษกที่ ‘ไม่หวือหวาแต่ชัดเจน’ ไม่เพียงนำข้อเท็จจริงมาอธิบายต่อสังคม แต่ยังจะสื่อสารให้ เห็นภาพ เข้าใจง่าย และเชื่อถือได้ พร้อมเชื่อมโยงอารมณ์ความรู้สึกของประชาชนในช่วงเวลาวิกฤต

โฆษกมืออาชีพ ในสมรภูมิความไว้วางใจ
ในยุคที่ ‘ข่าวปลอม’ แพร่เร็วกว่าข้อเท็จจริง และ ‘ความรู้สึก’  มีอิทธิพลไม่แพ้ ‘ข้อมูล’ โฆษกกองทัพเรือจึงต้องเป็นมากกว่าแหล่งข่าว แต่คือ ‘ตัวแทนความน่าเชื่อถือ’ ขององค์กรที่ประชาชนไว้วางใจ

พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ จึงไม่ใช่แค่เพียง คนมานั่งถือไมค์ แต่นี่คือ ‘หลักยึดของข้อมูล’ ในวันที่ประเทศกำลังเผชิญความท้าทายทางชายแดน

เสียงของเขาจะชัดเจน หนักแน่น และรักษาสมดุลได้ในทุกย่างก้าว เพื่อชาติและประชาชนไทย

เจ้ากรมยุทธศึกษาทหารเรือ ตรวจเยี่ยมศูนย์ฝึกทหารใหม่ เพื่อรับทราบความพร้อมในการปฏิบัติงานโดยเฉพาะความพร้อมในการรับทหารใหม่ ผลัดที่ 3/68

(20 ต.ค.68) พล.ร.ท.ไพฑูรย์  ชีชะนะ เจ้ากรมยุทธศึกษาทหารเรือ (จก.ยศ.ทร.) ตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงานของศูนย์ฝึกทหารใหม่ กรมยุทธศึกษาทหารเรือ โดยมี น.อ.ทิวา  อ่อนละออ ผู้บังคับการศูนย์ฝึกทหารใหม่ กรมยุทธศึกษาทหารเรือ (ผบ.ศฝท.ยศ.ทร.) พร้อมด้วยคณะผู้บังคับบัญชา ให้การต้อนรับ ณ กองบังคับการศูนย์ฝึกทหารใหม่ กรมยุทธศึกษาทหารเรือ (บก.ศฝท.ยศ.ทร.) ต.บางเสร่ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี

การตรวจเยี่ยมดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อรับทราบความพร้อมในการปฏิบัติงาน และติดตามการเตรียมความพร้อมสำหรับการฝึกอบรมหลักสูตรทหารใหม่ ภาคสาธารณศึกษา ผลัดที่ 3/68  โดยได้ตรวจความพร้อมของสถานที่ ประกอบด้วย 
-โรงอาหาร
-อาคารกราบพักทหาร
-หมวดแพทย์และเวชกรรมป้องกัน 

จากนั้น จก.ยศ.ทร. พร้อมคณะผู้บังคับบัญชารับฟังการบรรยายสรุป ณ ห้องประชุม ชั้น 2 บก.ศฝท.ยศ.ทร. เพื่อรับทราบความพร้อม ปัญหา อุปสรรค ข้อขัดข้อง และข้อเสนอแนะ ในโอกาสนี้ จก.ยศ.ทร.ได้มอบนโยบายสำหรับเป็นแนวทางการอบรมหลักสูตรทหารใหม่ฯ ผลัดที่ 3/68 ระหว่าง 1 พ.ย.68 - 1 ม.ค.69 สรุปได้ว่า "…ครูฝึกต้องเป็นแบบอย่างที่ดี ปกครองบังคับบัญชาด้วยความยุติธรรม และมีเมตตาธรรม อบรมทหารใหม่ให้มีความรักสถาบัน เป็นคนดีมีคุณภาพต่อกองทัพเรือ ประเทศชาติต่อไป"

“ตรีนุช” หารือร่วมหอการค้าไทยฯ ลุยอัปสกิลทักษะแรงงานไทย รับโครงการคนละครึ่งพลัส พร้อมตั้ง "กรอ.แรงงาน”

วันที่ 20 ตุลาคม 2568 เวลา 10.00 น. นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน พร้อมด้วย พันตำรวจโท วรรณพงษ์ คชรักษ์  ปลัดกระทรวงแรงงาน ผู้บริหารระดับสูงกระทรวงแรงงาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้การต้อนรับ ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และคณะ ณ ห้องประชุม ศ.นิคม จันทรวิทุร ชั้น 5 กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน อาคารกระทรวงแรงงาน


นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยภายหลังหารือร่วมกับหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ว่า ในวันนี้ได้ร่วมกันหาแนวทางความร่วมมือ UP-SKILL RE-SKILL ทักษะแรงงานไทย ให้สอดคล้องกับตลาดแรงงาน และยกระดับแรงงานไทย โดยหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ได้เสนอให้ กระทรวงแรงงาน ยกระดับทักษะแรงงานร่วมกับภาคเอกชน โดยจัดตั้งความร่วมมือรัฐ-เอกชน-สถาบันการศึกษา เพื่อยกระดับทักษะแรงงานให้ตรงความต้องการของอุตสาหกรรม โดยเน้นกลุ่มอาชีพที่ตลาดต้องการเร่งด่วน และขยายอัตราค่าจ้างตามทักษะฝีมือแรงงาน (PAY BY SKILLS) ตามประกาศคณะกรรมการส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงานให้ครบตามมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ ให้ครบ 280 สาขา จากที่ประกาศไว้ 129 สาขา และให้ความสำคัญกับการ UP-SKILL & RE-SKILL, MULTI-SKILL และ NEW SKILL เพื่อสร้างแรงงานที่มีทักษะฝีมือให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน และเพิ่มผลิตภาพแรงงาน (LABOR PRODUCTIVITY) สามารถลดต้นทุนและสร้างความสามารถในการแข่งขัน



นางสาวตรีนุช กล่าวต่อว่า จากการประชุมวันนี้กระทรวงแรงงาน พร้อมรับฟังข้อเสนอแนะ ซึ่งการ Up-Skill และ Re-Skill แรงงานสอดคล้องกับนโยบาย quick big win ของรัฐบาลในโครงการคนละครึ่งพลัส  และหลังจากนี้ จะมีการจัดตั้งคณะกรรมการภาครัฐและเอกชนด้านแรงงาน (กรอ.แรงงาน)  เพื่อเป็นภาคีเครือข่ายและร่วมกัน ขับเคลื่อนส่งเสริมการแก้ไขปัญหาด้านแรงงานของประเทศในภาพรวม 

ด้าน ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากนี้ ตนยังได้เสนอให้ กระทรวงแรงงาน พิจารณาเรื่องการปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำต้องเป็นไปตามหลักกฎหมายซึ่งบัญญัติไว้ในมาตรา 87 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 อย่างเคร่งครัด ใช้กลไกคณะกรรมการค่าจ้าง (ไตรภาคี) การพิจารณาปรับค่าจ้างแบบจำเพาะหรือเฉพาะกลุ่มอาชีพ อาทิ กิจการโรงแรมควรต้องมีการศึกษาความพร้อม และรับฟังในส่วนต่างจังหวัด ในส่วนของร่าง พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่..) พ.ศ. .... ของพรรคประชาชน จำนวน 2 ฉบับ ได้เสนอว่าควรให้ภาคเอกชน สมาคมนายจ้าง ได้แสดงความคิดเห็นอย่างรอบด้าน เป็นธรรมทั้งฝ่ายนายจ้างและลูกจ้าง รวมทั้งไม่ให้ส่งผลกระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขันและภาพรวมเศรษฐกิจไทย  พิจารณาทบทวนหลักเกณฑ์การวางหลักประกันในการนำเข้าแรงงานต่างด้าว โดยเสนอให้ทบทวนและกลับไปใช้กฎกระทรวงการขอใบอนุญาต การออกใบอนุญาต และการกำหนดหลักประกันในการนำคนต่างด้าวมาทำงานกับนายจ้างในประเทศ

ตลอดจน เสนอให้จัดตั้งศูนย์บริการเบ็ดเสร็จด้านแรงงาน (OSS) เพื่ออำนวยความสะดวกด้าน VISA & WORK PERMIT คนต่างด้าว (กลุ่ม SKILL LABOR & UN-SKILL LABOR)  และลดขั้นตอนแก่นักลงทุนต่างประเทศ และได้ขอขอบคุณกระทรวงแรงงาน ที่ให้ความร่วมมือในการจัด JOB Fair ในงาน Thailand-China Cooperation Expo 2025 ในช่วง 26-28 กันยายน ที่ผ่านมา ซึ่งมีคนเข้าร่วม Job Fair ทั้งหมด 3,850 คน มีผู้ผ่านการสัมภาษณ์งานจริง 621 คน มีผู้เข้าสมัครผ่าน Platform job fair จำนวน 45,752 ครั้ง

สพร. 30 ปราจีนบุรี ฝึกอบรมช่างไฟฟ้าภายในอาคาร ระดับ 1 ฟรี สร้างโอกาส สร้างอาชีพมั่นคง

กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน โดยสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 30 ปราจีนบุรี เปิดรับสมัครผู้สนใจเข้ารับการฝึกอบรม หลักสูตร ช่างไฟฟ้าภายในอาคาร ระดับ 1  ฝึกอบรมฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย เพื่อสร้างอาชีพแก่แรงงานในพื้นที่

นายภัทรวุธ เภอแสละ รองอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน รักษาราชการแทนอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เปิดเผยว่า ตามนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน นางสาวตรีนุช เทียนทอง ต้องการให้แรงงานมีความรู้ มีคุณภาพ มีทักษะฝีมือ กรมพัฒนาฝีมือแรงงานมีหน้าที่ในการฝึกอบรมยกระดับฝีมือแรงงานให้ตรงตามความต้องการของตลาดแรงงาน โดยเฉพาะสาขาช่างไฟฟ้าภายในอาคาร เป็นสาขาที่ได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 30 ปราจีนบุรี จึงเปิดฝึกอบรมหลักสูตร “ช่างไฟฟ้าภายในอาคาร ระดับ 1” ให้กับบุคคลที่สนใจ จำนวน 2 รุ่น ได้แก่ รุ่นที่ 1 ระหว่าง วันที่ 24 – 28 พฤศจิกายน 2568 รุ่นที่ 2 ระหว่างวันที่ 8 – 12 ธันวาคม 2568 ใช้เวลาอบรม รวม 30 ชั่วโมง ไม่มีค่าใช้จ่าย และจำกัดจำนวนผู้เข้าอบรม รุ่นละ 20 คนเท่านั้น 

นายภัทรวุธ กล่าวอีกว่า หลักสูตรนี้มุ่งพัฒนาความรู้และทักษะด้านการติดตั้ง เดินสาย ตรวจสอบ และบำรุงรักษาระบบไฟฟ้าภายในอาคารตามมาตรฐานความปลอดภัย เพื่อเตรียมความพร้อมให้ผู้เข้ารับการฝึกสามารถประกอบอาชีพได้จริงในภาคอุตสาหกรรม และภาคบริการ โดยผู้สมัครจะต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 18 ปีบริบูรณ์ มีความพร้อมในการเข้ารับการอบรมตลอดหลักสูตร มีประสบการณ์ในสาขาที่เกี่ยวข้อง หรือสำเร็จการศึกษาในสาขาที่เกี่ยวข้องกับงานไฟฟ้า ผู้ที่สนใจสามารถสมัคร หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่ นายกันต์พจน์  โทร. 095-306-8968 Line ID: kanphot55 นางสาวอารียา โทร. 086-825-2886

ทั้งนี้ ผู้ที่ผ่านการฝึกอบรมยังสามารถนำความรู้ที่ได้ไปทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ สาขาช่างไฟฟ้าภายในอาคาร ระดับ 1 เพื่อยื่นขอหนังสือรับรองความรู้ความสามารถ เพื่อนำไปประกอบอาชีพช่างไฟฟ้าได้อย่างถูกกฎหมายอีกด้วย นายภัทรวุธ กล่าวทิ้งท้าย

รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเป็นประธานพิธีพระราชทานเพลิงศพ 'ด.ต.สมศักดิ์ นาคเสน' ตำรวจกล้าชายแดนใต้ 

เมื่อวานนี้ (20 ต.ค. 68) เวลา 14.00 น. พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) มอบหมายให้ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. เป็นประธานพิธีพระราชทานเพลิงศพ “ด.ต.สมศักดิ์ นาคเสน” ผู้บังคับหมู่ กองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 44 ทำหน้าที่ชุดเก็บกู้และทำลายวัตถุระเบิด กองร้อยตำรวจตระเวนชายแดนที่ 444 หน่วยเฉพาะกิจตำรวจตระเวนชายแดน จังหวัดชายแดนภาคใต้ (เป็นกรณีพิเศษ) ณ ฌาปนสถานเทศบาลนครยะลา อำเภอเมือง จังหวัดยะลา โดยมี พล.ต.ท.ปิยะวัฒน์ เฉลิมศรี ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9, พล.ต.ท.รุ่งโรจน์ ฐากูรปุณยสิริ ผู้บัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน, พล.ต.ท.กฤษฎา แก้วจันดี ผู้บัญชาการประจำสำนักงาน ผบ.ตร., พล.ต.กรกฎ ภู่โชติ รองแม่ทัพภาค 4/รอง ผอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า พร้อมคณะผู้บังคับบัญชา, ข้าราชการตำรวจ และครอบครัว ร่วมพิธี โดยจัดขึ้นอย่างสมเกียรติ เพื่อไว้อาลัยเป็นครั้งสุดท้าย ซึ่งพิธีพระราชเพลิงศพ (เป็นกรณีพิเศษ) ครั้งนี้ นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นแก่ครอบครัวของ ด.ต.สมศักดิ์ นาคเสน

ทั้งนี้ ด.ต.สมศักดิ์ นาคเสน เสียชีวิตจากเหตุคนร้ายลอบยิงขณะทำการปิดล้อมตรวจค้นพิสูจน์ทราบ บริเวณพื้นที่หมู่ 4 ต.บางเก่า อ.สายบุรี จ.ปัตตานี เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2568 เวลา 15.00 น. โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจกองร้อยตำรวจตระเวนชายแดนที่ 444 ได้ร่วมกับหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ จ.ปัตตานี ทำการเข้าบังคับใช้กฎหมายปิดล้อมตรวจค้นในพื้นที่ดังกล่าว ขณะกำลังเคลียร์พื้นที่ ได้เกิดเหตุปะทะกับกลุ่มคนร้าย จนเป็นเหตุทำให้ ด.ต.สมศักดิ์ นาคเสน ได้รับบาดเจ็บสาหัส และเสียชีวิตในเวลาต่อมา 

จากศึกมือถือ 3 ค่าย กสทช. เปลี่ยนเกมเศรษฐกิจ หรือเปลี่ยนแค่ชื่อผู้เล่น? ต้อง “กล้ากว่านี้” ในการสร้างสมดุล ระหว่างผลประโยชน์รัฐ ผู้ประกอบการ และผู้บริโภค

เมื่อยี่สิบปีก่อน โทรศัพท์มือถือคือสนามรบของสามอาณาจักร — AIS, DTAC และ TA Orange วันนี้ ไทยเหลือผู้เล่นหลักเพียงสองราย คือ AIS และ True Corp (ที่รวม DTAC เข้าแล้ว) “กสทช.” ผู้ถือกฎในเกมใหม่นี้ กำลังสร้างสมดุล หรือเปิดทางให้ผูกขาดทางเศรษฐกิจกันแน่?

ศึกมือถือยุค 2000s: เมื่อ “นาทีทอง” คือสมรภูมิ

ต้นยุค 2540 – 2549 เป็นช่วงที่อุตสาหกรรมโทรศัพท์มือถือไทย “แตกมวลชน” จริงจัง AIS นำตลาดด้วยบริการ “วัน-ทู-คอล!” DTAC โต้กลับด้วย “แฮปปี้” และ TA Orange (ร่วมทุนฝรั่งเศส) จุดไฟสงครามราคาด้วยแพ็กสุดแรง “กลางคืนบาทเดียว” ปี 2546 AIS ครองตลาดกว่า 52%, DTAC ราว 30%, TA Orange ประมาณ 15% — แข่งขันกันทุกวิถีทาง ทั้งราคา โปรโมชั่น สัญญาณ และภาพลักษณ์แบรนด์ยุคนั้น โทรศัพท์มือถือไม่ใช่เพียงเครื่องมือสื่อสาร แต่เป็นสัญลักษณ์ของเสรีภาพทางเศรษฐกิจใหม่ คนไทยทุกระดับเข้าถึงการติดต่อกันได้ในราคาที่ไม่เคยเป็นไปได้มาก่อน

การถือกำเนิดของ “กสทช.” และระบบใบอนุญาต

ปี 2553 คือจุดเปลี่ยนใหญ่ เมื่อคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง โทรทัศน์ และโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ถือกำเนิดขึ้นแทนระบบสัมปทานเดิม เป้าหมายหลักคือ “ทำให้ตลาดแข่งขันอย่างเป็นธรรม” โดยเปลี่ยนจากระบบที่รัฐวิสาหกิจถือคลื่น สู่ระบบใบอนุญาต ประมูลคลื่น โปร่งใส และเปิดเสรี.ผลลัพธ์ช่วงแรกถือว่าน่าชื่นชม — รัฐได้รายได้มหาศาลจากการประมูลคลื่น 3G และ 4G, ค่ายมือถือเร่งพัฒนาโครงข่าย และราคาค่าโทรและอินเทอร์เน็ตเริ่มถูกลงอย่างมีนัยสำคัญ. แต่เมื่อเวลาผ่านไป “สนามแข่งขัน” ที่ควรจะกว้างกลับเริ่มแคบลง

จาก 3 ค่าย เหลือ 2 ขั้ว: โครงสร้างตลาดใหม่ของไทย

ปี 2566 True Corporation ควบรวมกิจการกับ DTAC อย่างเป็นทางการ ทำให้ประเทศไทยเหลือเพียง 2 ผู้เล่นหลักในตลาดมือถือ — True Corp (True + DTAC) ครองส่วนแบ่งผู้ใช้ประมาณ 52%, AIS ครองอีก 48% (ข้อมูลปี 2024 – Twimbit Research & รายงานผู้ถือหุ้น AIS) การแข่งขันที่เคยขับเคี่ยวจึงกลายเป็นการแข่งขันระหว่างสองขั้วใหญ่ หรือที่นักเศรษฐศาสตร์เรียกว่า Duopoly Market.ในเชิงรายได้ AIS ยังคงนำเล็กน้อย (ส่วนแบ่งรายได้ราว 49%) เพราะฐานลูกค้าคุณภาพสูงกว่า ส่วน True Corp ได้เปรียบด้านจำนวนลูกค้าและแพ็กเกจคอนเวอร์เจนซ์ แต่ไม่ว่าจะมองมุมไหน “ตัวเลือกของผู้บริโภคลดลง” คือความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้

กสทช. ในฐานะกรรมการกลาง: สมดุล หรือ สมยอม?

การควบรวมครั้งนี้ผ่านการอนุมัติของ กสทช. ภายใต้เงื่อนไขควบคุมราคาและคุณภาพบริการ แต่หลายฝ่ายตั้งคำถามว่า “กสทช. เข้มพอหรือยัง?” นักวิชาการบางส่วน เช่น TDRI ชี้ว่า แม้ กสทช. จะออกข้อกำหนดเพื่อป้องกันการผูกขาด แต่ในทางปฏิบัติยังไม่สามารถสร้างแรงกดดันให้ตลาดแข่งขันได้จริง.ขณะเดียวกัน ผู้เล่นรายเล็กหรือ MVNO (ผู้ให้บริการเสมือน) ก็ไม่เติบโต เพราะไม่สามารถเข้าถึงโครงข่ายของค่ายใหญ่ได้อย่างเป็นธรรม ผลคือ ตลาดไทยในปัจจุบันกลายเป็นตลาดมือถือที่แข่งขันน้อยที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชียผลต่อเศรษฐกิจและผู้บริโภค

1. ราคาค่าบริการมีแนวโน้มทรงตัวหรือลดช้า — การไม่มีค่ายใหม่เข้ามาแข่ง ทำให้แรงกดดันด้านราคาอ่อนลง 2. คุณภาพบริการไม่โตเท่าความเร็วของเทคโนโลยี — แม้เข้าสู่ 5G แล้ว แต่บางพื้นที่ยังประสบปัญหาความเร็วต่ำ 3. รายได้ภาคโทรคมนาคมรวมยังสูง — มูลค่าตลาดเกิน 2 ล้านล้านบาทต่อปี แต่ผลประโยชน์กระจุกอยู่ในผู้เล่นไม่กี่ราย 4. เศรษฐกิจดิจิทัลของไทยได้ประโยชน์ทางอ้อม — การลงทุนใน 5G, IoT, Cloud, AI จากค่ายใหญ่ช่วยขับเคลื่อนโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล แต่หากไม่มีแรงกดดันจากคู่แข่ง แรงผลักนวัตกรรมอาจชะลอตัวในระยะยาว

บทเรียนจากศึกมือถือ: เสรีภาพทางเศรษฐกิจไม่ควรถูกจำกัดด้วยคลื่น

จากสงครามโปรโมชั่นบาทเดียวในอดีต มาถึงยุคที่โทรศัพท์มือถือกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานของชีวิต สิ่งที่ประเทศไทยต้องการไม่ใช่เพียงเครือข่ายเร็วที่สุด แต่คือ 'ตลาดที่แข่งขันจริงที่สุด' เพราะเมื่อการแข่งขันหายไป แรงขับเคลื่อนนวัตกรรมก็จะหายไปด้วย และสุดท้าย คนที่ต้องจ่ายแพงที่สุด คือประชาชน

บทสรุของเกมนี้

กสทช. อาจไม่ได้ “ผิด” ในการกำกับดูแล แต่ต้อง “กล้ากว่านี้” ในการสร้างสมดุลระหว่างผลประโยชน์รัฐ ผู้ประกอบการ และผู้บริโภค ยุคต่อไปของโทรคมนาคมไทยควรมีมากกว่า “สองขั้วใหญ่” ควรเปิดทางให้ผู้เล่นใหม่ MVNO Tech Startup และบริการดิจิทัลรายใหม่เข้ามาได้จริง เพราะสุดท้าย เสรีภาพทางเศรษฐกิจ ไม่ได้เกิดจากจำนวนเสา 5G ที่มากขึ้น แต่มาจากจำนวนตัวเลือกที่ประชาชนมีในมือ

วิเคราะห์เชิงนโยบายอย่างรอบด้าน — เพราะเศรษฐกิจไทยไม่ได้เปลี่ยนแค่เทคโนโลยี แต่เปลี่ยนที่ “โครงสร้างของเกม”

มูลนิธิตำรวจไทย-นานาชาติ มอบรางวัล Sir Robert Peel Award  ครั้งที่ 2 ให้กับตำรวจ และบุคคลที่ทำคุณประโยชน์ให้สังคม 

เมื่อวันที่ (19 ต.ค. 68) พล.ต.ท.ดร.มณฑล เงินวัฒนะ ประธานมูลนิธิตำรวจไทย-นานาชาติ พร้อม พล.ต.อ.วุฒิ ลิปตพัลลภ ประธานกิตติมศักดิ์ มูลนิธิตำรวจไทย-นานาชาติ และคณะผู้บริหารมูลนิธิ ได้จัดพิธีมอบรางวัลเกียรติยศ Sir Robert Peel Awards ครั้งที่ 2 ให้กับข้าราชการตำรวจ สื่อมวลชน บุคคล และบริษัทเอกชน ที่ทำคุณประโยชน์ให้กับสังคม ในสาขาต่างๆ จำนวน 56 รางวัล ที่ห้องบุณยะจินดา 2 สโมสรตำรวจ อาทิ

รางวัลสาขา “องค์กรตำรวจดีเด่น” ได้แก่ กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว และกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน
 
รางวัลสาขา “ผู้บริหารหน่วยงานตำรวจดีเด่น” ได้แก่ พล.ต.ต.วรวิทย์ ญาณจินดา ผบก.สปพ.(191), พ.ต.อ.กิตติ มาลีหวล ผกก.สภ.เถิน, พ.ต.อ.ประสพโชค เอี่ยมพินิจ ผกก.สน.ห้วยขวาง, พ.ต.อ.ประภาส แก้วฉีด ผกก.สน.โคกคราม และ พ.ต.อ.สาธิต สมานภาพ ผกก.5 บก.ทล.

รางวัลสาขา “เจ้าหน้าที่ตำรวจปฏิบัติหน้าที่ดีเด่น ฝ่ายป้องกันและปราบปราม” ได้แก่ พ.ต.อ.สถาพร รอดโพธิ์ทอง รอง ผบก.ภ.จว.ตาก, พ.ต.อ.ภคพล สุชล ผกก.2 บก.ทล, พ.ต.ท.ณัฐกิตต์ จอกโคกสูง รอง ผกก.ป.สน.ทองหล่อ, พ.ต.ท.วรภัทร สุขไทย รอง ผกก.ป.สน.บางซื่อ และ ร.ต.ท.เฉลิมชัย เทพอุด รอง สว.(ป.) สภ.สบปราบ

รางวัลสาขา “เจ้าหน้าที่ตำรวจปฏิบัติหน้าที่ดีเด่น ฝ่ายงานสืบสวนและสอบสวน” ได้แก่ พ.ต.อ.ปิโยรส กัณหะสิริ ผกก.สส.ภ.จว.นครปฐม, พ.ต.อ.วิชยานนท์ เอกตาแสง ผกก.สน.ท่าข้าม, พ.ต.อ.ศิรณวิทญ์ อินทร ผกก.สส.บก.น.5, พ.ต.ท.ธัญพีรสิษฐ์ จุลพิภพ สว.กก.สส.3 บก.สส.บช.น. และ พ.ต.ต.ยศชนินทร์ ประเสริฐโสภา สว.กก.ดส.บช.น.

รางวัลสาขา “เผยแพร่และประชาสัมพันธ์ดีเด่น” ได้แก่ พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ ผบก.สอท.1 ในฐานะ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ, พ.ต.อ.เนติ วงษ์กุหลาบ รอง ผบก.ปอท.(หัวหน้าทีมประชาสัมพันธ์ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง), พ.ต.ท.กฤตวัตน์ อำนาจ รอง ผกก.ด่าน ตม.ทอ.ดอนเมือง และ ร.ต.ท.นุกุล เพ็งศรี รอง สว.(ป.) สภ.อุทัยธานี

รางวัลสาขา “ตำรวจผู้บำเพ็ญประโยชน์ต่อสังคม” ได้แก่ พล.ต.ต.ประสาธน์ เขมะประสิทธิ์ ผบก.ตม.1, พ.ต.อ.จตุรวิทย์ คชน่วม รอง ผบก.กต.4, ด.ต.ธัชนันท์ ต่วนชะเอม ผบ.หมู่ กก.4 ปทส., ด.ต.พิสิฏ มุมณี ผบ.หมู่ งานจราจร สน.บางชัน และ ด.ต.พัสกร ประมวลสิน ผบ.หมู่ ส.ทล.1 กก.8 บก.ทล.

รางวัลสาขา “คณะกรรมการตรวจสอบและติดตามการบริหารงานตำรวจ ผู้ช่วยเหลืองานตำรวจรวจและ ช่วยเหลือสังคม” ได้แก่ กต.ตร.สน.สายไหม, กต.ตร.สน.บางกอกน้อย, กต.ตร.สน.พหลโยธิน, กต.ตร.สน.บางใหญ่


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top