Saturday, 31 October 2026
Hard News Team

María Corina Machado จากประเทศเวเนซุเอล่า โนเบลสันติภาพ การตอบแทนต่อการเป็น ข้ารับใช้ชั้นดีของอเมริกา มองไทยไส้ศึกทุกวันนี้ อาจจะไม่ใช่ต่างชาติที่ไหน แต่เป็นคนไทยกันเอง

เป็นที่ทราบกันแล้วว่าผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพคนล่าสุดคือ นาง María Corina Machado จากประเทศเวเนซุเอลาโดยทางคณะกรรมการรางวัลโนเบลอ้างว่าเธอคือนักต่อสู้เพื่อให้มีการเปลี่ยนผ่านอย่างยุติธรรมและสันติจากเผด็จการไปสู่ประชาธิปไตยอย่างสันติสุข แต่ในความเป็นจริงนั้นจากสิ่งที่เกิดขึ้น ณ วันนี้กล่าวคือความขัดแย้งระหว่างอเมริกาและเวเนซุเอลามีความตึงเครียดสูง อเมริกามองว่าเวเนซุเอลาเป็นศัตรูอันดับต้น ๆ แทบจะเรียกว่ารองจากจีนก็ไม่ผิดนัก แถมล่าสุดอเมริกายังใส่ความเวเนซุเอลาว่าเป็นผู้ค้ายาเสพติดรายใหญ่ส่งเข้าอเมริกาทั้ง ๆ ที่ทั่วโลกรู้มานานแล้วว่า ผู้ค้ายาเสพติดรายใหญ่ในอเมริการับจากเม็กซิโกและโคลัมเบีย ส่วนนางมาเรียนี้ก็คือคนหนึ่งที่เป็นกระบอกเสียงให้อเมริกาและสนับสนุนการกระทำของอเมริกาหากจะส่งกำลังมายึดเวเนซุเอลา ถามว่าความคิดแบบนี้หรือที่เป็นความคิดของคนที่ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ…? หรือการได้รางวัลครั้งนี้เป็นการตอบแทนต่อการเป็นข้ารับใช้ชั้นดีของอเมริกาและทำให้คนอื่นยอมรับการกระทำของเธอว่าเธอไม่ได้เป็นกบฏต่อรัฐโดยอ้างเรื่องมนุษยธรรม

อย่างไรก็ดีกลับมายังละแวกบ้านเราในกาลครั้งหนึ่งที่นางอองซานซูจีก็เคยได้รางวัลโนเบลสาขาสันติภาพเช่นกัน  แต่ทว่าเมื่อนางซูจีขึ้นครองอำนาจและไม่ได้ปฏิบัติตนอันเป็นลูกรักที่ดีของอเมริกาโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อในประเทศเกิดความขัดแย้งระหว่างชาวเมียนมากับกลุ่มโรฮิงญาในยะไข่และเธอเลือกที่จะอยู่ข้างเดียวกับประชาชนของเธอ นั่นแม้ว่าทางคณะกรรมการรางวัลโนเบลไม่ได้ถอนรางวัลของเธอเพราะเนื่องจากการให้รางวัลนั้นได้ตัดสินไปแล้วไม่มีการถอนคำตัดสินย้อนเพราะเป็นกฎของรางวัลโนเบลก็ตาม แต่ก็มีหลายๆรางวัลที่ถูกถอดถอนไปเช่น Freedom of the City of Oxford, Amnesty International Ambassador of Conscience Award และ Edinburgh Award ที่ได้ถอนรางวัลของเธอเนื่องจากประเด็นเรื่องการปราบปรามชาวโรฮิงญา

ประเด็นคือหลาย ๆ ครั้งที่การมอบรางวัลโนเบลที่หากขุดลึกลงไปให้ดีก็จะพบว่ารางวัลนี้ถูกมอบให้แก่สุนัขรับใช้ประเทศนายทุนที่คอยสนับสนุนคนกลุ่มนี้ให้ทำลายประเทศตัวเอง ซึ่งในประเทศไทยหากมองให้ลึกดี ๆ ก็จะเห็นว่ามีกลุ่มนายทุนประเทศเหล่านี้เข้ามาให้การสนับสนุนด้านเงินทุนแก่องค์การอิสระและพรรคการเมืองบางพรรคเพื่อจะให้ควบคุมการเมืองในประเทศไทยเองก็ดี หรือแม้กระทั่งใช้ไทยเป็นแหล่งรองรับพักพิงจากพวกพ้องพันธมิตรของตนจากประเทศเพื่อนบ้านดังที่เห็นว่าอยู่ดีๆประเทศไทยก็เปิดรับขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าวที่หนีเข้ามาหลบในประเทศไทย หากมองเผิน ๆ อาจจะมองว่าเพราะแรงงานเขมรกลับประเทศทำให้ไทยขาดแรงงานในระบบไปร่วม 500,000 คนจึงจำเป็นต้องหาแรงงานมาทดแทน แต่ในอีกมุมหนึ่งคือการเอื้อให้คนที่หลบหนีเข้ามาในประเทศไทยโดยเฉพาะกลุ่มต่อต้านรัฐบาลเมียนมาที่ประเทศมหาอำนาจอุ้มชูดูแลคนเหล่านี้อยู่ให้มีอาชีพมีการมีงานและส่งผลถึงมีการตั้งหลักแหล่งถาวรในไทยได้ด้วย  

ประเทศไทยในทุกวันนี้กำลังเผชิญกับปัญหาใหญ่คือการที่เราจะเป็นตัวแทนของสงครามของประเทศมหาอำนาจที่กำลังจะเล่นบทนกสองหัวทั้งสองประเทศเพราะไม่ว่าฝ่ายใดได้ชัยชนะมหาอำนาจทั้งสองก็ชนะไปด้วย ในอดีตไทยเราเป็นหนึ่งในชาติที่ไม่เสียเปรียบใครในการชิงชัยเรื่องการแผ่อำนาจ แต่ในวันนี้อาจจะไม่แน่เพราะไส้ศึกทุกวันนี้อาจจะไม่ใช่ต่างชาติที่ไหนแต่เป็นคนไทยกันเอง ดังที่เคยเกิดมาในครั้งเสียกรุงศรีจนเป็นคำกล่าวที่ว่า “กรุงศรีจะไม่มีวันแตกหากชาวสยามไม่ทรยศชาวสยามด้วยกันเอง” ฉันใดก็ฉันนั้น

หมู่เรือฝึก นนร.จีน ขอบคุณ รพ.สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ดูแล นนร.จีน บาดเจ็บระหว่างการฝึก

เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2568 นาวาเอกพัลลภ สุภากรณ์ รอง ผอ.รพ.สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ กรมแพทย์ทหารเรือ ฝ่ายบริหาร ให้การต้อนรับผู้แทนจาก คณะหมู่เรือฝึกนักเรียนนายเรือจีน (นนร.จีน) มอบของที่ระลึก เพื่อเป็นการขอบคุณ ในโอกาสที่ รพ.สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ให้การดูแลรักษานักเรียนนายเรือจีน ที่ได้รับบาดเจ็บในระหว่างการฝึก และเป็นการขอบคุณที่ให้ความอนุเคราะห์ ในการเข้าศึกษาดูงาน สร้างความประทับใจให้กับผู้มาเยือนด้วยมิตรไมตรียิ่ง ในครั้งนี้ 

สำหรับ หมู่เรือฝึกนักเรียนนายเรือจีน ประกอบด้วยเรือ CNS QI JIGUANG (83) และ CNS YIMENG SHAN (988) มีกำหนดเข้าเยือนประเทศไทย อย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 16-20 ต.ค.68 โดยจอดเทียบท่า ณ ท่าเรือจุกเสม็ด การท่าเรือสัตหีบ ฐานทัพเรือสัตหีบ จว.ชลบุรี 
นิราช/นันทพล ทิพย์ศรี ชลบุรี รายงาน 0909535645

รพ.สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ รับมอบเงินกว่า 1.7 ล้าน งานบุญทอดกฐินสามัคคีวัดธรรมสถิตย์ เพื่อจัดซื้อเครื่องมือแพทย์

วันที่ 19 ต.ค.68 พลเรือตรี กิติศักดิ์  สายนุช ผอ.รพ.สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ กรมแพทย์ทหารเรือ พร้อมด้วย รอง ผอ.รพ.ฯ ฝ่ายบริหาร และกำลังพลผู้มีจิตศรัทธา เข้าร่วมกิจกรรมงานบุญกฐินสามัคคี ณ วัดธรรมสถิต ต.สำนักทอง อ.เมือง จว.ระยอง

เพื่อเป็นการตอบแทนคุณพระครูสมุห์สุชิน ปริปุณโณ ที่มีเมตตาช่วยเหลืองานบุญของ รพ.ฯ มาโดยตลอด และในครั้งนี้ หลวงปู่ ได้ให้ความเมตตาร่วมกับผู้บริหารและพนักงานบริษัทในเครือ THE NIYA CORPORATION เป็นเจ้าภาพบริจาคเครื่องวัดออกซิเจนในสมองในระหว่างการผ่าตัดหัวใจ (Cerebral Oximeter) มูลค่ารวม 
1,070,000 บาท (หนึ่งล้านเจ็ดหมื่นบาท) โดยมี ผอ.รพ.ฯ เป็นผู้แทนในการรับมอบในครั้งนี้
นิราช/นันทพล ทิพย์ศรี ชลบุรี 0909535645

อปริหานิยธรรม 7 บทเรียนการเมือง จากพระพุทธเจ้า

(20 ต.ค. 68) ดร.อธิป อัศวานันท์ ได้โพสต์คลิปลง TikTok เกี่ยวกับ อปริหานิยธรรม 7 บทเรียนการเมืองจากพระพุทธเจ้า ที่ยังใช้ได้จริงทุกวันนี้ โดยในคลิปนั้นมีใจความว่า ...

ท่านทั้งหลายเคยทราบไหมครับว่า พระพุทธเจ้าของเรา เคยให้คำแนะนำทางการเมือง เกี่ยวกับการปกครอง ที่จะนำไปสู่ความเจริญของบ้านเมือง และนี่ก็คือ เรื่องราวของ อปริหานิยธรรม 7

พระพุทธเจ้า เคยกล่าวว่า ความแข็งแกร่งจากบ้านเมือง มาจากเหตุและปัจจัยเหล่านี้ พระพุทธเจ้า ทรงแสดงหลักการ 7 ประการ ที่ทำให้สังคมไม่เสื่อมถอย อปริหานิยธรรม 7

ประการแรก การหมั่นประชุมศึกษา นี่ไม่ใช่แค่การนั่งคุยกัน แต่เป็นการระดมสติปัญญา แลกเปลี่ยนมุมมอง หาทางออกร่วมกัน องค์กรที่ประสบความสำเร็จในปัจจุบันไม่มีที่ไหนเลยที่ไม่มีการประชุมปรึกษาหารือกัน

ประการที่ 2 ความพร้อมเพียงกัน มาประชุมก็มาพร้อมกัน เลิกก็เลิกพร้อมกัน ทำงานก็ทำด้วยกัน ไม่แตกแยกเป็นฝักเป็นฝ่าย ไม่มีการเล่นพวก นี่คือพลังของความสามัคคีที่แท้จริง

ประการที่ 3 การเคารพกติกาที่มีอยู่ ไม่แก้ กฎระเบียบตามอำเภอใจ ไม่ยกเลิกสิ่งดีๆที่มีอยู่แล้ว นี่คือหลักนิติธรรมที่เราพูดถึง เราพูดกันบ่อย ในปัจจุบัน ทุกคนอยู่ภายใต้กฎเดียวกัน ไม่มีใครอยู่เหนือกฎ

ประการที่ 4 การเคารพผู้อาวุโส ผู้มีประสบการณ์ แต่ไม่ใช่การเชื่อฟังแบบหุ่นยนต์ เป็นการรับฟังด้วยเหตุผล เพราะท่านเหล่านั้นผ่านอะไรมามาก มีภูมิปัญญาที่ควรค่าแก่การเรียนรู้

ประการที่ 5 การไม่ข่มเหง หรือละเมิดสตรี สังคมที่ดี ต้องให้ความเคารพและปกป้องทุกคน โดยเฉพาะผู้ที่อ่อนแอกว่า นี่คือเครื่องชี้วัดความศิวิไลซ์ ของสังคมนั้น ๆ

ประการที่ 6 การรักษาประเพณี วัฒนธรรม สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ สิ่งเหล่านี้คือจิตวิญญาณของชุมชน เป็นสิ่งที่ยึดโยงให้คน รู้สึกเป็นพวกเดียวกัน มีรากแก้วร่วมกัน

และประการสุดท้าย การอุปถัมภ์คนดีมีศีลธรรม นักบวช นักปราชญ์ ผู้ทรงคุณธรรม เพราะคนเหล่านี้ คือเข็มทิศทางจริยธรรมของสังคม เมื่อสังคมให้คุณค่ากับคนดี คนดีก็จะเพิ่มขึ้น

และนี่ก็คือข้อคิดที่ลึกซึ้งมาก ข้าศึกศัตรูที่น่ากลัวที่สุด ไม่ใช่กองทัพจากภายนอก แต่เป็นความแตกแยกจากภายใน ประเทศที่แข็งแกร่ง ไม่ได้แพ้ใคร แต่แพ้ตัวเอง แพ้เพราะลืมหลักการพื้นฐานเหล่านี้

หลักการนี้คล้ายกับหลักประชาธิปไตยในสมัยใหม่มาก แต่จริง ๆ แล้ว มันลึกซึ้งกว่านั้น มันไม่ได้พูดถึงแค่ระบบการเมือง แต่พูดถึงวิถีชีวิต วัฒนธรรมและค่านิยมที่ทำให้สังคมเข้มแข็ง
.
ลองมองรอบตัวเราในวันนี้ ทั้งในระดับครอบครัว องค์กร หรือประเทศ เรายังคงรักษาหลักการเหล่านี้อยู่หรือไม่ เรายังพูดคุยปรึกษากันอยู่หรือเปล่า หรือต่างคนต่างอยู่ในโลกของตัวเอง มีความเชื่อแบบสุดโต่งของตัวเอง เรายังเคารพกติการ่วมกันหรือไม่ หรือใครมีอำนาจก็ แก้กฎระเบียบได้ตามใจชอบ เรายังให้คุณค่ากับคนดี มีคุณธรรมอยู่หรือเปล่า หรือกลับไปยกย่องคนที่ร่ำรวย และมีอำนาจ โดยไม่สนใจว่า มาด้วยวิธีไหน

แม่ทัพดิจิทัลรุ่นใหม่!! ‘ดร.เวทางค์ พ่วงทรัพย์’ ผู้ขับเคลื่อน ‘Digital Thailand’ ด้วยวิสัยทัศน์ ระดับโลก จากวิศวกร สู่ผู้นำเชิงนโยบายดิจิทัล คิดได้ ทำเป็น มองไกล มีผลงานที่จับต้องได้

(20 ต.ค. 68) ในยุคที่โลกหมุนเร็วด้วยเทคโนโลยี การมีผู้นำที่เข้าใจทั้งระบบ โครงสร้าง และผลกระทบต่อเศรษฐกิจสังคม คือหัวใจของการพาประเทศเดินหน้าอย่างยั่งยืน ‘ดร.เวทางค์ พ่วงทรัพย์’ คือหนึ่งในขุนพลดิจิทัลของไทยที่ได้รับการยอมรับทั้งในและต่างประเทศ ว่าเป็น ผู้นำยุคใหม่ที่มีทั้งวิสัยทัศน์ และผลลัพธ์
.
ปัจจุบัน ดร.เวทางค์ ดำรงตำแหน่ง เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช./BDE) และโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม รับผิดชอบการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ดิจิทัลของประเทศในระดับมหภาค พร้อมเป็น ‘ตัวกลาง’ ในการสื่อสารระหว่าง ‘ภาครัฐ–เอกชน–ประชาชน’
.
จุดแข็งของ ‘ดร.เวทางค์’ คือการผสมผสาน ‘ฐานคิดวิศวกรรม’ กับ ‘หัวใจเศรษฐศาสตร์’ ได้อย่างลุ่มลึกและใช้งานได้จริง
•    ปริญญาเอก เศรษฐศาสตร์ – Cornell University 
•    ปริญญาโท Applied Economics – American University, Washington D.C.
•    ปริญญาตรี วิศวกรรมศาสตร์ – จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 
การศึกษาเหล่านี้กลั่นกรองออกมาเป็นมุมมองเชิงนโยบายที่มีระบบ คำนึงถึงผลกระทบในระยะยาว และกล้าเปลี่ยนเกมเมื่อจำเป็น
.
ผลงานที่จับต้องได้ของ ‘แม่ทัพดิจิทัลไทย’
.
ผลักดัน PDPA ให้เดินหน้าอย่างมีระบบ
ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของ พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เวทางค์รับหน้าที่รักษาการเลขาธิการ PDPC พร้อมเร่งจัดการระบบ–มาตรฐาน เพื่อให้กฎหมายเดินหน้าได้จริง ไม่สะดุด
.
ยกระดับกลไก ‘ทุนดิจิทัล’ เพื่อประชาชน
ในบทบาทเลขาธิการ สดช./BDE เขาเน้นการจัดการกองทุนพัฒนาดิจิทัลอย่างโปร่งใส พร้อมกลไกวัดผล เพื่อให้ทุกงบประมาณที่ใช้ เกิด ‘ผลลัพธ์’ มากกว่าแค่ ‘ผลผลิต’
.
สร้างบทบาทไทยในเวทีจริยธรรม AI ระดับโลก
เวทางค์มีบทบาทสำคัญในการผลักดันให้ไทยเป็นเจ้าภาพร่วมเวที UNESCO Global Forum on the Ethics of AI ปี 2568  ตอกย้ำภาพลักษณ์ไทยด้านธรรมาภิบาล AI ในเวทีโลก
.
สื่อสารเชิงรุก ลดข่าวปลอม หยุดภัยออนไลน์
ในฐานะโฆษกกระทรวงฯ เวทางค์จัดระบบรายงานข่าวปลอมยอดนิยม ช่วยให้ประชาชน “รับมือ” ได้ทัน พร้อมทำงานร่วมกับแพลตฟอร์มยักษ์ใหญ่เพื่อลดอาชญากรรมออนไลน์
.
เปิดรับฟังสาธารณะ–ปรับร่างกฎหมายสภาดิจิทัลฯ
เขาคือหนึ่งในผู้เปิดเวทีฟังความเห็นจากทุกภาคส่วน เพื่อให้ พ.ร.บ.สภาดิจิทัลฯ เป็นกฎหมายที่เท่าทันเทคโนโลยี และไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง
.
นักกำหนดยุทธศาสตร์ที่ลงมือจริง
‘ดร.เวทางค์’ ไม่ใช่แค่ผู้ร่างนโยบาย แต่คือนักปฏิบัติที่เดินหน้าแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ งานของเขาเชื่อมโยงตั้งแต่ ‘กฎหมาย–มาตรฐาน–กลไกประเมินผล–สื่อสารสาธารณะ’ สู่เป้าหมายเดียวกัน ทำให้ ‘Digital Thailand’ เป็นมากกว่าแค่วิสัยทัศน์ แต่คือสิ่งที่จับต้องได้จริง
ด้วยองค์ความรู้ระดับโลก และความเข้าใจปัญหาในประเทศอย่างแท้จริง ชื่อของ ‘เวทางค์ พ่วงทรัพย์’ จึงไม่ใช่แค่ ‘เจ้าหน้าที่ระดับสูง’ แต่คือ ‘ผู้นำยุคดิจิทัล’ ที่ควรจับตา เพราะเขาคือหนึ่งในพลังขับเคลื่อนสำคัญของประเทศไทย ในวันที่เทคโนโลยีกำลังเปลี่ยนโลก

ซีเกมส์ไทย 2025!! สู่!! มาตรฐานโอลิมปิก ท่ามกลาง!! ความขัดแย้งชายแดน เดิมพันใหญ่ของกีฬาอาเซียน กีฬา ความปลอดภัย บทบาททางการทูต ในห้วงเวลาที่ความตึงเครียดยังไม่จางหาย

(19 ต.ค. 68) ประเทศไทยเตรียมเป็นเจ้าภาพ ซีเกมส์ครั้งที่ 33 ระหว่างวันที่ 9–20 ธันวาคม 2568 ครอบคลุม ‘กรุงเทพฯ–ชลบุรี–สงขลา’ ภายใต้แนวคิด “ซีเกมส์มาตรฐานใหม่” ซึ่งจะเป็นครั้งแรกที่ใช้โครงสร้างการแข่งขันตามกติกาใหม่ของ สหพันธ์กีฬาซีเกมส์ (SEAGF) ที่เน้นการยกระดับให้เทียบเท่ากับเอเชียนเกมส์และโอลิมปิก

ยกระดับเทียบโอลิมปิก: 50 กีฬา 574 อีเวนต์
นับจากปี 2025 เป็นต้นไป SEAGF บังคับใช้โครงสร้างใหม่ โดยทุกชาติเจ้าภาพต้องจัดการแข่งขันอย่างน้อย 36 ชนิดกีฬา โดยกรีฑาและกีฬาทางน้ำเป็นข้อบังคับ พร้อมทั้งเพิ่มสัดส่วน “กีฬาโอลิมปิก–เอเชียนเกมส์” เพื่อจำกัดการแทรก “กีฬาท้องถิ่นเพื่อโกยเหรียญ” แบบที่เคยเป็นข้อถกเถียงในอดีต
สำหรับปีนี้ ไทยยืนยันจัดการแข่งขันรวม 50 ชนิดกีฬา 574 อีเวนต์ แบ่งเป็น 278 ประเภทชาย, 241 ประเภทหญิง และ 55 ประเภทผสม/โอเพ่น สะท้อนความพยายามปรับโครงสร้างการแข่งขันให้แฟร์ โปร่งใส และเป็นสากลมากขึ้น

พิธีเปิด–ปิด ‘ย้าย’ สู่ราชมังฯ สอดรับมาตรการความมั่นคง
แม้แผนเดิมจะกระจายพิธีเปิด–ปิดในหลายเมือง แต่ล่าสุด คณะกรรมการจัดงานฯ ประกาศย้ายทั้งสองพิธีมายัง ราชมังคลากีฬาสถาน อย่างเป็นทางการ ตั้งแต่เดือนสิงหาคมที่ผ่านมา เพื่อความสะดวกในการควบคุมฝูงชน ดูแลแขกเหรื่อระดับผู้นำ และรักษามาตรฐานความปลอดภัยสูงสุด
ขณะที่การแข่งขันจะกระจายตามศูนย์กีฬาใน กรุงเทพฯ ชลบุรี และสงขลา ซึ่งอยู่ในระยะควบคุมของเจ้าหน้าที่ และพร้อมรองรับผู้ชมจากทั่วภูมิภาค
.
5 ไฮไลต์ที่ต้องจับตาในซีเกมส์ไทย
1. ศึกเหรียญดุเดือดขึ้น – เมื่อช่องว่างในการเลือกกีฬาท้องถิ่นลดลง การแข่งขันในชนิดกีฬาหลักอย่าง กรีฑา ว่ายน้ำ จักรยาน จะตัดสินชัยชนะในตารางเหรียญมากขึ้น เวียดนามและอินโดนีเซียจึงถูกมองว่าเป็นผู้ท้าชิงสำคัญ แม้ไทยจะได้เปรียบจากการเป็นเจ้าภาพ
2. ดาวดังถอนตัว—สมดุลเปลี่ยน – ซูเปอร์สตาร์ยิมนาสติกอย่าง คาร์ลอส ยูโล จากฟิลิปปินส์ ยืนยันไม่เข้าร่วมการแข่งขันในปีนี้ ส่งผลต่อจำนวนเหรียญของฟิลิปปินส์ในชนิดกีฬาดังกล่าว และอาจโยกคะแนนไปสู่ไทยหรือเวียดนามมากขึ้น
3. MMA มาแรงแบบเดโม – Mixed Martial Arts (MMA) ถูกบรรจุเป็นกีฬาสาธิต (Demo Sport) โดยไม่นับรวมเหรียญ แต่ได้รับความสนใจสูงจากผู้ชม โดยเฉพาะในอาเซียนที่มีฐานแฟนกีฬาต่อสู้จำนวนมาก อาจปูทางสู่การบรรจุในอนาคต
4. มาตรฐานเข้มทั้งสนามและกติกา – เว็บไซต์ซีเกมส์ไทยเริ่มทยอยปล่อยตารางแข่งขันและสถานที่จัดอย่างเป็นทางการ ขณะที่ “แฮนด์บุ๊กเทคนิค” รายชนิดกีฬาระบุโควตา–กติกาไว้อย่างชัดเจน เพื่อลดความคลุมเครือในการแข่งขัน
5. ซีเกมส์เชื่อมสู่เวทีโลก – การใช้โครงสร้างการแข่งขันที่ใกล้เคียงโอลิมปิกและเอเชียนเกมส์มากขึ้น สร้างโอกาสให้ชาติอาเซียนเตรียมความพร้อมเข้าสู่เวทีระดับนานาชาติได้มีประสิทธิภาพกว่าเดิม

เงาทางการเมือง: ไทย–กัมพูชา ตัวแปรสำคัญนอกสนาม
ท่ามกลางความตึงเครียดชายแดนไทย–กัมพูชาที่ปะทุขึ้นตั้งแต่กลางเดือนกรกฎาคม มีรายงานเหตุปะทะและเหตุระเบิดตามแนวชายแดน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและผู้พลัดถิ่นจำนวนมาก แม้จะมีความพยายามเจรจาหยุดยิงผ่านกรอบ ASEAN Summit ปลายเดือนตุลาคม ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ แต่สถานการณ์ยังคงจับตา
การย้ายพิธีเปิด–ปิดสู่พื้นที่ควบคุมอย่างราชมังคลาฯ และการคัดเลือกสนามที่ปลอดภัย จึงเป็นการสะท้อนถึงการบริหารความเสี่ยงในเชิงความมั่นคง โดยหากข้อตกลงหยุดยิงประสบความสำเร็จ อาจช่วยลดแรงกดดันและฟื้นโฟกัสกลับสู่ “กีฬา” ได้มากขึ้น

โอกาสของไทยในสนามเหรียญ–และสนามภาพลักษณ์
ซีเกมส์ 2025 ถือเป็นโอกาสสำคัญที่ไทยจะใช้เวทีนี้ยืนยันความพร้อมทั้งในมิติ กีฬา ความปลอดภัย และบทบาททางการทูต โดยเฉพาะในห้วงเวลาที่ความตึงเครียดระดับภูมิภาคยังไม่จางหาย
นอกเหนือจากความหวังบนตารางเหรียญ การเป็นเจ้าภาพที่มีมาตรฐานและความโปร่งใส จะส่งสัญญาณถึงบทบาทนำของไทยในอาเซียนในยุคที่กีฬาและการเมืองไม่สามารถแยกขาดจากกันได้อีกต่อไป

ขาย โดพามีน!! Social Media ยุคใหม่ไม่ขายของ วิเคราะห์ Instagram จิตวิทยาการเสพติด ที่คุณไม่รู้ตัว ทุกการเลื่อน!! คือการทดลองทางจิตวิทยา ที่คุณสมัครใจ!! เข้าร่วมทุกวัน

(19 ต.ค. 68) ในยุคที่ผู้ใช้งานคิดว่า "ขอเลื่อนอีกนิด" ก่อนนอน หรือ "ขอเช็กสตอรี่ก่อนเริ่มงาน" อาจไม่ใช่เพียงนิสัยธรรมดา แต่คือผลลัพธ์ของอัลกอริทึมที่ออกแบบมาอย่างจงใจ เพื่อ ‘กดปุ่มเคมีในสมอง’ โดยเฉพาะ

Instagram ซึ่งถูก Facebook ซื้อกิจการในปี 2012 ด้วยมูลค่ากว่า 1 พันล้านดอลลาร์ฯ ไม่ได้เป็นเพียงแอปแชร์ภาพ — แต่มันคือ “สนามทดลองพฤติกรรมมนุษย์” ที่แม่นยำและทรงพลังที่สุดในยุคดิจิทัล

หัวใจของกลไกอยู่ที่ ‘โดพามีน’ สารเคมีแห่งความพึงพอใจ ซึ่งหลั่งทุกครั้งเมื่อเราได้รับ ‘รางวัล’ บางอย่าง เช่น การได้เห็นภาพที่ถูกใจ, ได้ยอดไลก์, หรือมีคนชมโพสต์ของเรา

Instagram ใช้หลัก ‘รางวัลแบบไม่แน่นอน’ (Variable Reward) แบบเดียวกับเครื่องสล็อตในคาสิโน ทำให้ผู้ใช้เลื่อนหน้าจอซ้ำ ๆ โดยไม่สามารถคาดเดาได้ว่า ‘ภาพถัดไป’ จะกระตุ้นอารมณ์อย่างไร

เมื่อรวมกับความกลัวการตกขบวน (FOMO) และ การแสวงหาการยอมรับทางสังคม (Social Validation)

พฤติกรรมการใช้โซเชียลจึงกลายเป็นวงจร ‘รางวัล–ตอบสนอง–ติดซ้ำ’ ที่ทั้งแบรนด์และแพลตฟอร์มใช้เป็นเครื่องมือดึงเวลาและความสนใจของผู้ใช้อย่างต่อเนื่อง

ไม่ใช่แค่ผู้ใช้ที่ ‘เสพติด’ แต่แบรนด์ก็ ‘หลงรัก’ เช่นกัน เพราะ Instagram ไม่ได้แค่แสดงสินค้า แต่ ‘ขายความรู้สึก’ ที่เชื่อมโยงกับอัตลักษณ์ ความฝัน และภาพชีวิตในแบบที่ผู้ชมอยากเป็น

นี่คือรากฐานของ Aspirational Marketing ที่ทรงพลังยิ่งกว่าการขายตรง

ในวันที่แพลตฟอร์มแข่งกันครอง ‘เวลาในสมอง’ มากกว่าจำนวนยอดไลก์!!

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ว่า คุณเล่น Instagram นานแค่ไหน

แต่คือ ใครกำลังควบคุม ความสุขของคุณอยู่

ครั้งต่อไปที่คุณเปิด IG แล้วบอกตัวเองว่า ‘แค่ดูนิดเดียว’ 

คุณแน่ใจหรือ… ว่านั่นคือการตัดสินใจของคุณจริง ๆ

ขวางรถฉุกเฉิน!! เข่าทรุดไหว้ขอชีวิต แต่ไม่ทัน รถกระบะขวางรถฉุกเฉิน คร่าชีวิตผู้ป่วย โรงพยาบาลปลายพระยา แถลง!! ขอโทษ CPF ต้นสังกัด สั่งปลด!! ฟ้าผ่า สั่ง!! เลิกจ้างพนักงานทันที

(19 ต.ค. 68) โรงพยาบาลปลายพระยาออกแถลงการณ์ชี้แจงเหตุการณ์สะเทือนใจ ‘กระบะขวางรถฉุกเฉิน’ รับผู้ป่วยกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดและหายใจล้มเหลวเพื่อส่งตัวไปรักษาต่อ เหตุการณ์เกิดขึ้นวันที่ 16 ต.ค. เจ้าของรถกระบะจอดปิดท้ายทางเข้าออกรถพยาบาล ขณะพาแม่ที่มีอาการเวียนศีรษะมาโรงพยาบาล เมื่อเจ้าหน้าที่และญาติผู้ป่วยวิกฤตร้องขอให้เลื่อนรถ กลับเอะอะโวยวายด้วยความไม่พอใจที่ไม่มีใครมาบริการแม่ตน จนกระทั่งผู้ป่วยวิกฤตรายดังกล่าวเสียชีวิตในเวลาต่อมา

จากกรณีเกิดเหตุการณ์ที่สร้างความสะเทือนใจ เมื่อรถกระบะคันหนึ่งปิดท้ายรถฉุกเฉินที่กำลังเตรียมนำผู้ป่วยวิกฤตขึ้นรถเพื่อส่งตัวไปรักษาต่อ ทำให้เกิดความล่าช้าในการเคลื่อนย้าย

รายงานระบุว่า ขณะที่ทีมแพทย์และพยาบาลกำลังจะนำผู้ป่วยวิกฤตขึ้นรถฉุกเฉิน หนุ่มคนขับรถกระบะได้จอดปิดทาง ทำให้ญาติผู้ป่วยถึงกับเข่าทรุดและยกมือไหว้ร้องขอให้ช่วยขยับรถออก แต่ต้องใช้เวลาในการเจรจากว่ารถกระบะจะยอมเคลื่อนย้าย

ด้านหนุ่มคนขับรถกระบะให้เหตุผลว่ารีบพาแม่มารักษาเนื่องจากมีอาการเวียนศีรษะและตาลาย แม้ว่าแม่ของเขายังสามารถถามตอบรู้เรื่องก็ตาม
อย่างไรก็ตาม ภายหลังจากเหตุการณ์ดังกล่าว ผู้ป่วยวิกฤตรายนี้ได้เสียชีวิตลงในเวลาต่อมา

ล่าสุดเมื่อวานนี้ (18 ต.ค. 68) โรงพยาบาลปลายพระยาออกแถลงการณ์ต่อเหตุการณ์สะเทือนใจดังกล่าวว่า …

โรงพยาบาลปลายพระยา และบุคลากรทางการแพทย์ทุกคนขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวผู้เสียชีวิตด้วยโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน และมีภาวะการหายใจล้มเหลว เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลปลายพระยาเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2568 โรงพยาบาลปลายพระยาขอชี้แจงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นระหว่างเจ้าหน้าที่กำลังปฏิบัติหน้าที่รักษาผู้ป่วยดังกล่าว ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้

วันที่ 16 ตุลาคม 2568 เวลา 23.10 น. ภายในห้องฉุกเฉิน โซนผู้ป่วยวิกฤต เจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ พนักงานเปล และเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย กำลังให้การช่วยเหลือ และช่วยชีวิตผู้ป่วยกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน และมีภาวะการหายใจล้มเหลว ซึ่งต้องมีการใส่ท่อช่วยหายใจ หลังจากนั้นย้ายผู้ป่วยเพื่อส่งตัวรักษาต่อที่โรงพยาบาลกระบี่ ซึ่งเป็นโรงพยาบาลแม่ข่ายที่มีศักยภาพการรักษาที่สูงกว่า

เวลา 23.15 น. รถกระบะ 4 ประตู ยี่ห้อโตโยต้า สีน้ำตาล คันที่จอดปิดท้ายรถพยาบาล นำส่งผู้ป่วยหญิงวัย 69 ปี รู้สึกตัวดี ถามตอบรู้เรื่อง มีอาการเวียนศีรษะ ตาลาย ญาติเข็นผู้ป่วยหญิงรายนั้นเข้าห้องฉุกเฉินเอง และได้พบกับพยาบาลหัวหน้าเวรห้องฉุกเฉิน ซึ่งกำลังจัดเตรียมเอกสาร และประสานการส่งต่อผู้ป่วยวิกฤตไปโรงพยาบาลกระบี่อยู่ และพยาบาลหัวหน้าเวรได้อธิบายให้ญาติผู้ป่วยทราบว่าขณะนี้คนไข้อาการหนัก กำลังเตรียมส่งไปโรงพยาบาลกระบี่ ให้รอสักครู่ และให้ญาติเข็นผู้ป่วยไปนอนบนเตียง จากนั้นพยาบาลหัวหน้าเวรก็ได้เข้าไปซักประวัติ และประเมินอาการผู้ป่วยที่เตียง แต่ญาติก็ยังโวยวายเรื่องที่ไม่มีเจ้าหน้าที่มาดูแลแม่ของตน

เวลา 23.16 น. ขณะเคลื่อนผู้ป่วยฉุกเฉิน ออกจากห้องฉุกเฉินเพื่อขึ้นรถพยาบาล พบว่ามีรถกระบะ 4 ประตูยี่ห้อโตโยต้า สีน้ำตาล จอดกีดขวางปิดท้ายรถพยาบาล ทำให้ไม่สามารถเคลื่อนย้ายผู้ป่วยขึ้นรถพยาบาลได้ หลังจากนั้นพยาบาลได้แจ้งให้เจ้าของรถกระบะคันดังกล่าวมาเลื่อนรถออก แต่ไม่ได้รับความร่วมมือโดยทันที เจ้าของรถกระบะคันดังกล่าวได้กล่าวเอะอะโวยวายเสียงดังด้วยท่าทีโมโหเรื่องที่ไม่มีเจ้าหน้าที่มาบริการแม่ของตนเอง ขณะเดียวกันญาติของผู้ป่วยวิกฤตที่กำลังจะส่งต่อได้ร้องไห้พร้อมนั่งทรุดลงกับพื้น และยกมือไหว้ร้องขอให้เจ้าของรถกระบะช่วยเลื่อนรถออก แต่ยังคงมีปากเสียงเอะอะโวยวายกับเจ้าหน้าที่ และญาติผู้ป่วยบริเวณท้ายรถนำส่งผู้ป่วยตอบเป็นระยะเวลาหนึ่ง จากนั้นถึงจะเดินไปเลื่อนรถกระบะของตนออก เจ้าหน้าที่จึงได้เคลื่อนย้ายผู้ป่วยขึ้นรถพยาบาลเพื่อส่งต่อผู้ป่วยไปโรงพยาบาลกระบี่ได้

การกระทำของเจ้าของรถกระบะเป็นการขัดขวางการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ในขณะปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งต้องรีบเคลื่อนย้ายผู้ป่วยวิกฤตโดยด่วน ซึ่งสุดท้ายผู้ป่วยรายดังกล่าวได้เสียชีวิต ส่วนผู้ป่วยที่เป็นญาติของเจ้าของรถกระบะคันดังกล่าวแพทย์ได้ทำการตรวจรักษาในห้องฉุกเฉินจนอาการทุเลา และให้ยากลับไปรับประทานที่บ้าน โรงพยาบาลปลายพระยาขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งกับครอบครัวต่อการจากไปของผู้ป่วย และขอยืนยันว่าได้ให้การดูแลรักษาอย่างเต็มความสามารถตามมาตรฐานวิชาชีพตลอดระยะเวลาการดูแลผู้ป่วย

ความคืบหน้าในโลกออนไลน์ ได้มีกระแสว่า เจ้าของรถกระบะ ที่จอดปิดทางเข้าออกรถพยาบาล ดังกล่าวนั้น เป็นพนักงานของ CPF 

ต่อมาทาง CPF ก็ได้ออกมาโพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก โดยระบุว่า ...

บริษัทขอเรียนชี้แจงว่า ภายหลังจากที่ได้รับทราบเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น บริษัทได้เร่งดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างรอบคอบ และพบว่าบุคคลในเหตุการณ์นั้น เป็นพนักงานของบริษัทจริง

เมื่อพิจารณาจากข้อเท็จจริงโดยรอบแล้ว บริษัทเห็นว่าพฤติกรรมดังกล่าวไม่สอดคล้องกับค่านิยมและหลักการดำเนินงานขององค์กร จึงมีมติให้ยุติการจ้างพนักงานรายดังกล่าว

ทั้งนี้ บริษัทขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวของผู้สูญเสีย รวมถึงผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ในครั้งนี้

ตำรวจจับกุมได้แล้วภายใน 24 ชั่วโมง โจรชิงทอง จ.สมุทรปราการ คาด่านบ้านแหลม จ.จันทบุรี ก่อนข้ามแดน

วันนี้ (19 ตุลาคม 2568) พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุม นาย Yong Ouch หรือ “ยง” หรือ “เบาะ” อายุ 31 ปี สัญชาติกัมพูชา ผู้ต้องหาก่อเหตุใช้อาวุธปืนชิงทรัพย์ร้านทองเยาวราชกรุงเทพ สาขาบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม ที่ผ่านมา ได้แล้ว ขณะพยายามหลบหนีออกนอกประเทศทางชายแดนด้านจันทบุรี

โดยเมื่อเวลาประมาณ 10.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดจันทบุรี ประจำด่านผ่านแดนถาวรบ้านแหลม ได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ตลาดบ้านแหลม ว่าพบชายชาวกัมพูชาต้องสงสัยมีลักษณะตรงตามภาพจากกล้องวงจรปิด จึงเข้าทำการตรวจสอบ พบว่าเป็นบุคคลตามที่ต้องสงสัยจริง จากการสอบสวนเบื้องต้นผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่าเป็นผู้ลงมือก่อเหตุปล้นร้านทองดังกล่าวจริง

พล.ต.ต.ธีรเดชฯ เปิดเผยว่า หลังเกิดเหตุ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้สั่งการให้ทุกหน่วยระดมกำลังเร่งติดตามตัวคนร้าย โดยประสานทุกช่องทางเฝ้าระวังเพื่อสกัดกั้นการหลบหนีออกนอกประเทศ ซึ่งผลจากการบูรณาการร่วมกันของเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายทำให้สามารถจับกุมได้อย่างรวดเร็วภายในเวลาไม่ถึง 24 ชั่วโมง

นอกจากนี้ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า ขอขอบคุณพี่น้องประชาชนที่ช่วยแจ้งเบาะแสเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญที่นำไปสู่การจับกุมตัวผู้ต้องหาในครั้งนี้ รวมทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจทุกนายที่ทุ่มเททำงานอย่างไม่ลดละ จนสามารถปิดคดีได้อย่างรวดเร็ว ขณะนี้เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างประสานรับตัวผู้ต้องหากลับมาดำเนินคดีที่สถานีตำรวจภูธรบางเสาธง จังหวัดสมุทรปราการ ต่อไป

“รศ.ดร.ดนุวัศ สาคริก” เปิดมุมมองอนาคตการศึกษาไทย: จากระบบผลิตบัณฑิต สู่ระบบสร้างศักยภาพมนุษย์ตลอดชีวิต

(19 ต.ค. 68) ในยุคที่เทคโนโลยีเปลี่ยนโลกได้ทุกวัน ‘การศึกษา’ คือเครื่องมือสำคัญที่จะสร้างคนไทยให้พร้อมสำหรับอนาคต
รองศาสตราจารย์ ดร.ดนุวัศ สาคริก รองคณบดีฝ่ายบริหาร คณะรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ (ด้านเศรษฐกิจ การเงิน การคลัง ธุรกิจและการบริการ) สภาการศึกษา
เปิดมุมมองและข้อเสนอเชิงนโยบายที่ชัดเจน เพื่อพาการศึกษาไทยก้าวสู่ยุคดิจิทัลอย่างแท้จริง

🧭 บทสัมภาษณ์พิเศษ: “การศึกษาไทยในวันที่โลกหมุนเร็วกว่าเดิม”
“เราต้องเปลี่ยนจากระบบที่สอนให้จำ ไปสู่ระบบที่สร้างให้คิด และเปลี่ยนจากการผลิตบัณฑิต เป็นการพัฒนาศักยภาพมนุษย์ตลอดชีวิต”
รองศาสตราจารย์ ดร.ดนุวัศ สาคริก

🔹 Q: หลายคนมองว่าการศึกษาไทยยังไม่เท่าทันโลกดิจิทัล ท่านเห็นอย่างไร?

รศ.ดร.ดนุวัศ:
“ปัญหาหลักของการศึกษาไทยไม่ใช่คนไทยไม่เก่ง แต่ระบบของเรายังไม่เปิดโอกาสให้คนเก่งได้เติบโตเต็มศักยภาพ เรามักสอนเพื่อสอบ แต่โลกอนาคตต้องการคนที่คิดเชิงระบบ แก้ปัญหาเป็น และสร้างคุณค่าใหม่ได้”

“วันนี้โลกเปลี่ยนด้วยความเร็วของเทคโนโลยี ตั้งแต่ AI, Big Data, ไปจนถึงเศรษฐกิจแพลตฟอร์ม แต่ระบบการศึกษายังเดินด้วยความเร็วแบบเดิม หากไม่เร่งปรับโครงสร้างและแนวคิด เราจะเจอช่องว่างทักษะมหาศาลในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า”

🔹 Q: การศึกษาไทยควรปรับอย่างไรให้ตอบโจทย์อนาคต?

รศ.ดร.ดนุวัศ:
“เราต้องเปลี่ยนจากระบบที่ ‘สอนเหมือนกันหมด’ ไปสู่ระบบที่ ‘เรียนรู้ตามสมรรถนะ’ (Competency-Based Education) เพื่อให้ผู้เรียนค้นพบตัวเองและเติบโตตามศักยภาพ”

“นโยบายสำคัญมี 3 ด้านที่ควรขับเคลื่อนควบคู่กันคือ
 1. พัฒนาทักษะดิจิทัลและทักษะชีวิตไปพร้อมกัน,
 2. ใช้เทคโนโลยีช่วยครูให้สอนง่ายขึ้น ไม่ใช่เพิ่มภาระ และ
 3. เชื่อมการศึกษาเข้ากับเศรษฐกิจจริง ให้ผู้เรียนเห็นว่าความรู้สามารถต่อยอดสู่อาชีพและรายได้ได้จริง”

🔹 Q: ในบทบาทของนักวิชาการท่านเสนอแนวนโยบายอะไรบ้าง?

รศ.ดร.ดนุวัศ:
“แนวคิดที่ผมผลักดันคือ Education for Economy — การศึกษาต้องเดินไปพร้อมเศรษฐกิจ ต้องรู้ว่าประเทศต้องการแรงงานและทักษะแบบไหน แล้วปรับระบบการเรียนให้ตอบโจทย์นั้น ต้องสร้างกลไกความร่วมมือระหว่างภาครัฐภาคเอกชนและภาคการศึกษา เพื่อให้กำลังคนที่ผลิตได้ตอบโจทย์โลกการทำงานทั้งในปัจจุบันและในอนาคต”

“ เราจำเป็นต้องยกระดับคุณภาพการศึกษาและยกระดับคุณภาพคนไทยเพื่อมุ่งสู่การสร้างทักษะและการทำงานที่มีรายได้สูงขึ้น เพิ่ม Productivity หรือสร้าง Higher-Paid Job ให้คนไทยสามารถทำงานที่มีค่าตอบแทนสูง แทนการใช้นโยบายแบบประชานิยมพวกการขึ้นค่าแรงหรือการแจกเงิน”

“เราควรจัดสรรงบประมาณแบบมุ่งผลลัพธ์ (Performance-Based Budgeting) เพื่อให้โรงเรียนและมหาวิทยาลัยที่สร้างผลลัพธ์เชิงคุณภาพได้รับแรงสนับสนุนเพิ่มขึ้น ระบบแบบนี้จะสร้างแรงจูงใจให้เกิดการพัฒนาอย่างแท้จริง”

🔹 Q: บทบาทของครูในอนาคตควรเป็นอย่างไร?
รศ.ดร.ดนุวัศ:


“ครูยุคใหม่ต้องเปลี่ยนบทบาทจาก ‘ผู้สอน’ มาเป็น ‘ผู้ออกแบบการเรียนรู้’ (Learning Designer) เพราะเด็กยุคนี้เรียนรู้จากทุกที่ ครูต้องชี้ให้เห็นว่าความรู้มีความหมายและสามารถเปลี่ยนชีวิตได้”

“เราควรมีโครงการ Re-skill ครู ที่ให้ครูทุกคนเรียนรู้การใช้ AI และเทคโนโลยีเพื่อออกแบบการเรียนรู้เฉพาะบุคคล ครูต้องเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างคน ไม่ใช่แค่ผู้สอนในห้องเรียน”

🔹 Q: Lifelong Learning คือกุญแจสำคัญของอนาคตหรือไม่?

รศ.ดร.ดนุวัศ:
“แน่นอนครับ โลกยุคนี้ไม่มีใครเรียนจบแล้วจบจริง ทุกคนต้องเรียนรู้ต่อเนื่องตลอดชีวิต เราจึงควรมี ระบบเครดิตการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Learning Credit System) และ Learning Wallet ที่ให้ประชาชนสะสมหน่วยการเรียนรู้ได้ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเรียนในมหาวิทยาลัย เรียนออนไลน์ หรือเรียนจากการทำงานจริง”

🔹 Q: การศึกษาของผู้สูงอายุและกลุ่มเปราะบางควรได้รับการสนับสนุนอย่างไร?

รศ.ดร.ดนุวัศ:
“สังคมไทยกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัย การศึกษาไม่ควรจบแค่ในวัยเด็ก แต่ต้องขยายไปสู่ทุกช่วงชีวิต ผู้สูงอายุควรได้รับโอกาสในการเรียนรู้เรื่อง ‘Green Skills’ และ ‘Digital Skills’ เพื่อให้เขายังสร้างรายได้และมีคุณค่าในชุมชน”

“ผมมองว่าศูนย์การเรียนรู้ของผู้สูงอายุควรถูกพัฒนาให้เป็น Community Learning Hub ที่ให้ทั้งการเรียนรู้ การทำงาน และการมีส่วนร่วมทางสังคมอย่างมีศักดิ์ศรี”

🔹 Q: ภาพอนาคตของการศึกษาไทยที่ท่านอยากเห็นในอีก 10 ปีคืออะไร?

รศ.ดร.ดนุวัศ:
“ผมอยากเห็นระบบการศึกษาที่ทุกคนรู้สึกว่า ‘การเรียนรู้คือโอกาส ไม่ใช่ภาระ’ โรงเรียนควรเป็นพื้นที่แห่งนวัตกรรม มหาวิทยาลัยควรเป็นศูนย์กลางการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบาย และครูอาจารย์ควรเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างคนดี คนเก่ง และคนที่กล้าเปลี่ยนโลก”

“ถ้าเราสร้างระบบการเรียนรู้ที่ทำให้คนไทยคิดเป็น ทำเป็น และเชื่อมั่นในคุณค่าของตนเอง — ประเทศไทยจะไม่มีวันล้าหลัง”


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top