Monday, 8 June 2026
Hard News Team

ลำปาง- แม่เมาะฮาล์ฟมาราธอน ครั้งที่ 32 คึกคัก! นักวิ่งทั่วโลกกว่า 4 พันคนร่วมชิงชัย

เช้านี้ 19 ตุลาคม 2568 เวลา 04.30 น. จังหวัดลำปาง ร่วมกับองค์การบริหารส่วนจังหวัดลำปาง หอการค้าจังหวัดลำปาง สมาคมการค้าผู้จัดงานกีฬามวลชนไทย และ กฟผ.แม่เมาะ จัดการแข่งขันวิ่ง เฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง แม่เมาะฮาล์ฟมาราธอน ครั้งที่ 32 (Mae Moh Half Marathon 2025) ชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โดยมี นายวิบูรณ์ แววบัณฑิต ผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง และนางทวิวรรณ ด่านวิไล รองผู้ว่าการเชื้อเพลิง กฟผ. ร่วมเปิดงาน ณ กฟผ.แม่เมาะ จังหวัดลำปาง

สนามวิ่งระดับโลก “แม่เมาะฮาล์ฟมาราธอน ครั้งที่ 32” ปีนี้คึกคักเป็นพิเศษ มีนักวิ่งทั้งชาวไทยและต่างชาติเข้าร่วมกว่า 3,971 คน ทุบสถิติผู้เข้าร่วมเพิ่มขึ้นกว่า 50% จากปีก่อน พิสูจน์มาตรฐาน World Athletics Road Race Label ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2

นายวิบูรณ์ แววบัณฑิต กล่าวว่า งานวิ่งแม่เมาะฯ เป็นสนามใหญ่ที่สุดของภาคเหนือ มีส่วนสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างรายได้หมุนเวียน และส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงกีฬา (Sport Tourism) ของจังหวัดลำปางให้เป็นที่รู้จักในระดับโลก

ด้าน นายสุชาติ ตุ่นแก้ว ผู้ช่วยผู้ว่าการเหมืองแม่เมาะ กฟผ. เผยว่า การแข่งขันแบ่งเป็น 3 ระยะ ได้แก่
- ฮาล์ฟมาราธอน 21.1 กม. จำนวน 1,248 คน
- มินิมาราธอน 10 กม. จำนวน 1,504 คน
- ฟันรัน 5 กม. จำนวน 1,219 คน

เส้นทางแข่งขันได้มาตรฐานระดับสากล ปิดถนน 100% พร้อมวิวสวยตลอดทางทั้งภูเขาหินปูน อ่างเก็บน้ำ และเหมืองแม่เมาะ

ผลการแข่งขัน (Overall):
- ฮาล์ฟมาราธอน ชาย: อนุชา พาดา สถิติ 1:13:02 ชม. ทำลายสถิติสนาม คว้าแชมป์สมัยที่ 2
- ฮาล์ฟมาราธอน หญิง: ปารียา สนเส็ม สถิติ 1:27:30 ชม. คว้าแชมป์ 3 สมัยซ้อน พร้อมรับถ้วยพระราชทานฯ ใบจริง
- มินิมาราธอน ชาย: รัฐพล ไชยเสน สถิติ 35:22 นาที
- มินิมาราธอน หญิง: วันวิสา ยิ้มประเสริฐ สถิติ 42:09 นาที

สนามแม่เมาะฯ ถือเป็นหนึ่งในเส้นทางวิ่งมาตรฐานระดับโลก ที่สามารถใช้อ้างอิงยื่นสมัครเข้าร่วมการแข่งขันในสนาม World Athletics อื่น ๆ ได้อีกด้วย

 

เริ่มแล้ว กิจกรรมน้อมเกล้าฯ ถวายปลากะตักแห้ง ปลาทูเค็มและอาหารทะเลที่มีสารไอโอดีน ครั้งที่ 30 ประจำปี 2569”

พลเรือตรี ไพฑูรย์ เส็งเจริญ รองผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 1 เป็นผู้แทนทัพเรือภาคที่ 1 เดินทางไปเยี่ยมพบปะกลุ่มสมาคมการประมงในพื้นที่ภาคกลางและภาคใต้ ได้แก่ สมาคมประมงในจังหวัด สมุทรปราการ สมุทรสาคร สมุทรสงคราม เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร และองค์การสะพานปลา กรุงเทพฯ 

เพื่อสรุปผลการดำเนินกิจกรรมฯ ในปีที่ผ่านมา และเรียนเชิญสมาคมประมงจังหวัดต่าง ๆ เข้าร่วมกิจกรรมน้อมเกล้าฯ ในปี 2569 ซึ่งนับเป็นครั้งที่ 30 ของกิจกรรมฯ เพื่อสืบสานพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในการพระราชทานอาหารทะเลที่มีสารไอโอดีน ให้แก่เด็กและประชาชนในพื้นที่ห่างไกลภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยพระราชทานให้แก่เด็กในโครงการพัฒนาเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร เพื่อแก้ปัญหาโรคขาดสารไอโอดีน (คอพอก) รวมทั้งเรียนเชิญผู้แทนจากสมาคมประมงต่าง ๆ เข้าร่วมประชุมใหญ่ เพื่อเตรียมการจัดกิจกรรม ใน 19 พ.ย. 69 ณ โรงแรม ซีพาราไดซ์ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี

โดยหลังจากนี้ ยังคงมีแผนการเดินทางไปเยี่ยมพบปะเชิญชวนหน่วยงานและสมาคมประมงจังหวัดต่าง ๆ ในพื้นที่ภาคตะวันออก ระหว่างวันที่ 28-29 ต.ค. 68 นี้อีกด้วย
นิราช/นันทพล ทิพย์ศรี ชลบุรี 0909535645

หมู่เรือฝึกนักเรียนนายเรือจีน เยี่ยมชมดูงาน รพ.สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ

เมื่อ 18 ต.ค. 68 พลเรือตรี กิติศักดิ์ สายนุช ผอ.รพ.สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ กรมแพทย์ทหารเรือ พร้อมคณะผู้บริหารรพ.ฯ ให้การต้อนรับหมู่เรือฝึกนักเรียนนายเรือจีน นำคณะโดย นาวาเอกพิเศษ Zhou Lin หน.คณะหน่วยภารกิจทางการแพทย์ และ น.อ. LI HaiJun รอง ผบ.มฝ.นรร.จีน พร้อมด้วยนักศึกษาแพทย์ ชั้นปีที่ ๓ จากมหาวิทยาลัยการแพทย์ทหารเรือจีน จำนวน 20 นาย เข้าเยี่ยมหน่วยและรับฟังการบรรยายสรุป ณ ห้องประชุม 20 ปี รพ.ฯ และเยี่ยมชมหน่วยหน้างาน ประกอบด้วย ห้องสวนหัวใจ (Cath Lab ศูนย์เวชศาสตร์ความดันบรรยากาศสูงฯ (HBO) และห้องฉุกเฉินฯ ระบบ Telemedicine การเข้าเยี่ยมชมครั้งนี้ สร้างความประทับใจให้กับคณะฯ เป็นอย่างยิ่ง 

ในการนี้ หมู่เรือฝึกนักเรียนนายเรือจีน ประกอบด้วยเรือ CNS QI JIGUANG (83) และ CNS YIMENG SHAN (988) มีกำหนดเข้ามาเยือนประเทศไทย อย่างเป็นทางการ ระหว่าง 16-20 ต.ค. 68 โดยจอดเทียบท่า ณ ท่าเรือจุกเสม็ด การท่าเรือสัตหีบ ฐานทัพเรือสัตหีบ จว.ชลบุรี 
นิราช/นันทพล ทิพย์ศรี ชลบุรี 0909535645

อปริหานิยธรรม 7 บทเรียนการเมืองจาก ‘พระพุทธเจ้า’ ที่ยังใช้ได้จริงจนถึงทุกวันนี้ ความเข้มแข็งของบ้านเมือง!! เกิดจากความสามัคคี ยกย่องคุณธรรม

(19 ต.ค. 68) ดร.อธิป อัศวานันท์ ได้โพสต์คลิปลง TikTok เกี่ยวกับ อปริหานิยธรรม 7 บทเรียนการเมืองจากพระพุทธเจ้า ที่ยังใช้ได้จริงทุกวันนี้ โดยในคลิปนั้นมีใจความว่า ...

ท่านทั้งหลายเคยทราบไหมครับว่า พระพุทธเจ้าของเรา เคยให้คำแนะนำทางการเมือง เกี่ยวกับการปกครอง ที่จะนำไปสู่ความเจริญของบ้านเมือง และนี่ก็คือ เรื่องราวของ อปริหานิยธรรม 7

ซึ่งถูกบันทึกเอาไว้ในพระไตรปิฎก เป็นเรื่องราวของ วัสสการพราหมณ์ ที่ถูก พระเจ้าอชาตศัตรู กษัตริย์ผู้ทรงอำนาจ ส่งมาเพื่อขอให้พระพุทธเจ้า ทำนายว่า หากจะยกทัพไปตีวัชชี จะได้ชัยชนะหรือไม่

แต่คำตอบที่ได้นั้น กลับไม่ใช่เรื่องของการทำนายแพ้ชนะ แต่เป็นบทเรียนที่ลึกซึ้ง เกี่ยวกับการปกครองบ้านเมือง ที่ยังคงใช้ได้จนถึงทุกวันนี้

ย้อนเวลากลับไปในดินแดนชมพูทวีป ในยุคที่พระพุทธเจ้านั้นยังทรงมีพระชนม์ชีพอยู่ มหาอาณาจักรมคธ ภายใต้การปกครองของพระเจ้าอชาตศัตรู กำลังจ้องจะขยายอำนาจ พระองค์ทรงมีพระประสงค์อย่างแรงกล้า ที่จะยึดครองแคว้นวัชชี ซึ่งมีเมืองหลวงคือไวศาลี

ดินแดนแห่งนี้น่าสนใจมาก เพราะพวกเขาไม่ได้ปกครองโดยกษัตริย์องค์เดียว เหมือนกับที่อื่น แต่เป็นการปกครองแบบสหพันธรัฐ คือมีหัวหน้าเผ่าหลายคน ร่วมกันบริหารบ้านเมือง คล้ายกับระบอบสาธารณรัฐ ในยุคโบราณ และที่สำคัญพวกเขาเข้มแข็งมากพวกเขาสามัคคีกันมาก

พระเจ้าอชาตศัตรู แม้จะประกาศว่า ดินแดนแห่งนี้เราจะทำลายให้ย่อยยับสิ้นซาก แต่ก่อนที่จะยกทัพนั้นพระองค์รู้ว่า พระพุทธเจ้าไม่เคยตัดสิ่งใดที่ผิดจากความจริง จึงส่ง มหาอำมาตย์ผู้ใกล้ชิด ไปเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า เพื่อขอคำทำนายว่า หากยกทัพไปตี แล้วจะได้รับชัยชนะหรือไม่ และนี่ก็คือจุดที่พลิกผันของเรื่องนี้

เพราะพระพุทธเจ้า ไม่ได้ตอบว่าแพ้หรือชนะ พระองค์ไม่ได้ทำนายอนาคต แต่กลับไปถามพระอานนท์ที่นั่งอยู่ใกล้ ๆ ถามถึงวิถีชีวิตของชาวบ้านที่อยู่ในดินแดนแห่งนี้ ถามว่าพวกเขา ยังคงประชุมปรึกษากันอยู่บ่อย ๆ หรือไม่ พระอานนท์ตอบว่าใช่ พระพุทธเจ้าจึงตรัสต่อว่า ตราบใดที่ชาวบ้านยังคงทำเช่นนั้น ความเจริญย่อมจะมีแก่พวกเขา ไม่มีวันเสื่อมเลย

มหาอำมาตย์ที่นั่งฟังอยู่ เริ่มเข้าใจทันที นี่ไม่ใช่การทำนาย แต่เป็นการชี้ให้เห็นเหตุและผล

พระพุทธเจ้ากำลังบอกว่า ความแข็งแกร่งจากบ้านเมือง มาจากเหตุและปัจจัยเหล่านี้ พระพุทธเจ้า ทรงแสดงหลักการ 7 ประการ ที่ทำให้สังคมไม่เสื่อมถอย อปริหานิยธรรม 7

ประการแรก การหมั่นประชุมศึกษา นี่ไม่ใช่แค่การนั่งคุยกัน แต่เป็นการระดมสติปัญญา แลกเปลี่ยนมุมมอง หาทางออกร่วมกัน องค์กรที่ประสบความสำเร็จในปัจจุบันไม่มีที่ไหนเลยที่ไม่มีการประชุมปรึกษาหารือกัน

ประการที่ 2 ความพร้อมเพียงกัน มาประชุมก็มาพร้อมกัน เลิกก็เลิกพร้อมกัน ทำงานก็ทำด้วยกัน ไม่แตกแยกเป็นฝักเป็นฝ่าย ไม่มีการเล่นพวก นี่คือพลังของความสามัคคีที่แท้จริง

ประการที่ 3 การเคารพกติกาที่มีอยู่ ไม่แก้ กฎระเบียบตามอำเภอใจ ไม่ยกเลิกสิ่งดี ๆ ที่มีอยู่แล้ว นี่คือหลักนิติธรรมที่เราพูดถึง เราพูดกันบ่อย ในปัจจุบัน ทุกคนอยู่ภายใต้กฎเดียวกัน ไม่มีใครอยู่เหนือกฎ

ประการที่ 4 การเคารพผู้อาวุโส ผู้มีประสบการณ์ แต่ไม่ใช่การเชื่อฟังแบบหุ่นยนต์ เป็นการรับฟังด้วยเหตุผล เพราะท่านเหล่านั้นผ่านอะไรมามาก มีภูมิปัญญาที่ควรค่าแก่การเรียนรู้

ประการที่ 5 การไม่ข่มเหง หรือละเมิดสตรี สังคมที่ดี ต้องให้ความเคารพและปกป้องทุกคน โดยเฉพาะผู้ที่อ่อนแอกว่า นี่คือเครื่องชี้วัดความศิวิไลซ์ ของสังคมนั้น ๆ

ประการที่ 6 การรักษาประเพณี วัฒนธรรม สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ สิ่งเหล่านี้คือจิตวิญญาณของชุมชน เป็นสิ่งที่ยึดโยงให้คน รู้สึกเป็นพวกเดียวกัน มีรากแก้วร่วมกัน

และประการสุดท้าย การอุปถัมภ์คนดีมีศีลธรรม นักบวช นักปราชญ์ ผู้ทรงคุณธรรม เพราะคนเหล่านี้ คือเข็มทิศทางจริยธรรมของสังคม เมื่อสังคมให้คุณค่ากับคนดี คนดีก็จะเพิ่มขึ้น

เมื่อฟังจบมหาอำมาตย์ก็ได้อุทานว่า หากรักษาได้แม้เพียงข้อเดียว ก็ยากที่จะพ่ายแพ้ แล้วนี้พวกเขาทำได้ครบทั้ง 7 ข้อ พระเจ้าอชาตศัตรู ไม่มีทางที่จะชนะด้วย การรบ ได้เลย เว้นแต่จะใช้วิธีอื่น วิธียุแหย่ให้พวกเขาแตกความสามัคคีกันเอง

และนี่ก็คือข้อคิดที่ลึกซึ้งมาก ข้าศึกศัตรูที่น่ากลัวที่สุด ไม่ใช่กองทัพจากภายนอก แต่เป็นความแตกแยกจากภายใน ประเทศที่แข็งแกร่ง ไม่ได้แพ้ใคร แต่แพ้ตัวเอง แพ้เพราะลืมหลักการพื้นฐานเหล่านี้

หลักการนี้คล้ายกับหลักประชาธิปไตยในสมัยใหม่มาก แต่จริง ๆ แล้ว มันลึกซึ้งกว่านั้น มันไม่ได้พูดถึงแค่ระบบการเมือง แต่พูดถึงวิถีชีวิต วัฒนธรรมและค่านิยมที่ทำให้สังคมเข้มแข็ง

ลองมองรอบตัวเราในวันนี้ ทั้งในระดับครอบครัว องค์กร หรือประเทศ เรายังคงรักษาหลักการเหล่านี้อยู่หรือไม่ เรายังพูดคุยปรึกษากันอยู่หรือเปล่า หรือต่างคนต่างอยู่ในโลกของตัวเอง มีความเชื่อแบบสุดโต่งของตัวเอง เรายังเคารพกติการ่วมกันหรือไม่ หรือใครมีอำนาจก็ แก้กฎระเบียบได้ตามใจชอบ เรายังให้คุณค่ากับคนดี มีคุณธรรมอยู่หรือเปล่า หรือกลับไปยกย่องคนที่ร่ำรวย และมีอำนาจ โดยไม่สนใจว่า มาด้วยวิธีไหน

จากลูกหม้อ สู่ผู้นำกระทรวง!! ‘วุฒิไกร ลีวีระพันธุ์’ ปลัดพาณิชย์ฯ สายดิจิทัล ข้าราชการยุคใหม่ ผู้นำการเปลี่ยนผ่านสู่อนาคต บริหารระบบ วางรากฐานเศรษฐกิจโปร่งใส ยกระดับการค้าไทย ให้ก้าวไกลทันโลก

(19 ต.ค. 68) เมื่อพูดถึงชื่อ ‘วุฒิไกร ลีวีระพันธุ์’ หลายคนอาจนึกถึงข้าราชการรุ่นใหญ่ผู้มีบุคลิกสุขุม มั่นคง และมีวิสัยทัศน์ล้ำยุค ปัจจุบันเขาคือ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งได้รับการแต่งตั้งเมื่อพฤษภาคม 2567 และเป็นหนึ่งในผู้นำข้าราชการที่ขับเคลื่อนกลไกเศรษฐกิจสำคัญของประเทศ ผ่านมุมมองที่ไม่ใช่แค่ “การค้า” แต่ครอบคลุมถึง ระบบข้อมูล การกำกับดูแล และการพัฒนาอย่างยั่งยืน

เด็กกระทรวงที่เติบโตจากภายใน!!
‘วุฒิไกร’ไม่ใช่คนนอกที่เข้ามาควบคุมระบบราชการ แต่คือ “ลูกหม้อ” ที่เติบโตจากกองเล็ก ๆ ภายในกระทรวงพาณิชย์ ผ่านประสบการณ์ครบรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็น ผู้อำนวยการกองพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์, ผู้ตรวจราชการ, อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า, และกรมทรัพย์สินทางปัญญา จนได้รับความไว้วางใจให้ขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุดของฝ่ายข้าราชการประจำในกระทรวง

สไตล์การทำงานเป็น ‘ผู้ลงมือ’ ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง!!
เส้นทางกว่า 30 ปีในระบบราชการทำให้วุฒิไกรขึ้นชื่อว่าเป็น “นักบริหารระบบ” ที่ ใช้ข้อมูลจริง ขับเคลื่อนจริง และฟังความเห็นจริง เขาไม่ใช่แค่ผู้วางนโยบาย แต่ยังเป็นผู้ลงมือขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง โดยยึดหลัก ‘ความร่วมมือ–ความโปร่งใส–ความยั่งยืน’ เป็นหัวใจหลักของทุกนโยบาย

บุคคลต้นแบบของข้าราชการไทยยุคใหม่
‘วุฒิไกร’ คือภาพสะท้อนของข้าราชการที่ ‘ผสมผสานความรู้ดั้งเดิมกับความเข้าใจในโลกใหม่’ ได้อย่างลงตัว มีความเป็นผู้นำ มีวุฒิภาวะ และเข้าใจบริบทของเศรษฐกิจทั้งในและต่างประเทศ

ไม่ใช่แค่ ‘ปลัดกระทรวงพาณิชย์’ แต่คือผู้ขับเคลื่อนวิสัยทัศน์ใหม่ของราชการไทย ที่กล้าปรับระบบเพื่อให้ประเทศเดินหน้าอย่างมั่นคงและทันโลก

ผลงานเชิงประจักษ์: ปรับระบบ ปรับประเทศ
• ทรัพย์สินทางปัญญาเร็วขึ้น มีคุณภาพมากขึ้น
สมัยเป็นอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา วุฒิไกรผลักดันมาตรการ Fast-Track ให้การจดและต่ออายุเครื่องหมายการค้าทำได้เร็วและโปร่งใส ถือเป็นจุดเปลี่ยนของระบบ IP ไทยที่เคยล่าช้า
• ยกระดับดิจิทัลในภาคธุรกิจ
ที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เขาผลักดัน DBD e-Registration, e-Filing, และพัฒนาระบบข้อมูลกลาง DBD DataWarehouse+ ทำให้การจัดตั้งบริษัท–ส่งงบ–แก้ไขข้อมูล ทำได้ผ่านดิจิทัลเต็มรูปแบบ
• บูรณาการกำกับดูแลเศรษฐกิจการเงิน
ในบทบาทกรรมการ ก.ล.ต. และ คปภ. โดยตำแหน่ง เขาคือหนึ่งในผู้เชื่อมโยงนโยบายการค้ากับระบบกำกับดูแลตลาดทุน–ประกันภัยอย่างเป็นระบบ
• ขับเคลื่อนธรรมาภิบาลในองค์กรใหญ่
ปัจจุบัน วุฒิไกรเป็นกรรมการอิสระของ ปตท. และเป็นประธานคณะกรรมการกำกับดูแลกิจการที่ดีและความยั่งยืน (CG&S) อีกด้วย ซึ่งสะท้อนความเชื่อมั่นต่อบทบาทของเขาในมิติธรรมาภิบาลระดับชาติ

หากคุณกำลังมองหา ข้าราชการมืออาชีพที่เข้าใจทั้งระบบราชการ และความเปลี่ยนแปลงของโลกธุรกิจ

นี่คือคำตอบ!! ‘วุฒิไกร ลีวีระพันธุ์’ คือหนึ่งในบุคคลต้นแบบที่ควรจับตาอย่างยิ่งในตอนนี้

บุกผับดังราชปรารภ! ป.ป.ส.ล้างบาง “ปาร์ตี้โคเคน–แก๊สหัวเราะ” รวบนักค้าชาวไนจีเรียคาร้าน คนตรวจฉี่ม่วง 22 ราย

เมื่อเวลา 05.00 น. วันที่ 18 ตุลาคม 2568 พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล เลขาธิการ ป.ป.ส. นำทีม “หน่วยอินทรีย์ 19-69” พร้อมเจ้าหน้าที่กว่า 100 นาย สนธิกำลังทหาร–ตำรวจ บุกตรวจค้นสถานบันเทิงชื่อดังย่านราชปรารภ หลังได้รับร้องเรียนผ่านสายด่วน 1386 ว่าเปิดเกินเวลาและเป็นแหล่งจำหน่ายยาเสพติดให้แก่นักท่องเที่ยวต่างชาติ

ภายในร้านพบกลุ่มนักเที่ยวไทย–ต่างชาติจำนวนมาก เจ้าหน้าที่ตรวจค้นทั่วพื้นที่ พบของกลางยาเสพติดทั้ง “โคเคน–ไอซ์–ลูกโป่งแก๊สหัวเราะ” กระจายตามโต๊ะและในห้องน้ำชาย รวมถึงถุงซิปล็อกใช้แล้วจำนวนมาก 
ตรวจปัสสาวะผู้ต้องสงสัยกว่า 100 ราย พบผลการตรวจปัสสาวะเป็นบวกจำนวน 23 ราย แบ่งเป็นคนไทย 12 คน และชาวต่างชาติ 11 คน

จากการสืบสวนล่วงหน้ากว่า 2 เดือน ป.ป.ส. พบเครือข่ายแก๊งชาวไนจีเรียและหญิงไทยคู่หนึ่ง ลักลอบจำหน่ายโคเคนให้ลูกค้าภายในร้าน จึงรวบรวมหลักฐานขอหมายจับ กระทั่งจับกุมนักค้าชาวไนจีเรียพร้อมของกลางโคเคน 12 กรัม และพนักงานร้านอีก 2 รายพร้อมไอซ์ 2 ถุง และโคเคนอีก 1 ถุง

พ.ต.ต.สุริยา กล่าวว่า เราจะไม่ยอมให้แก๊งต่างชาติหรือผู้มีอิทธิพลเหนือกฎหมายไทย และจะไม่ปล่อยให้ประเทศไทยถูกมองว่าเป็นแหล่งมั่วสุมยาเสพติดของนักท่องเที่ยวอีกต่อไป พร้อมฝากเตือนผู้ประกอบการสถานบันเทิงให้ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อรักษาภาพลักษณ์ประเทศ

จากนั้นเจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวผู้เสพทั้งหมดส่งเข้ารับการบำบัด ส่วนผู้ต้องหาชาวไนจีเรียดำเนินคดีข้อหา ครอบครองและจำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 และ 2 เพื่อการค้า ที่ สน.ดินแดง ก่อนประสาน ตม. ผลักดันออกนอกประเทศ ขณะเดียวกันสำนักงานเขตราชเทวีได้แจ้งผู้จัดการร้านดำเนินคดีฐาน “เปิดเกินเวลา–แสดงดนตรีโดยไม่ได้รับอนุญาต–เป็นแหล่งมั่วสุม”

ปฏิบัติการครั้งนี้ ป.ป.ส. ปักหมุดตัดวงจร “ยา–ปาร์ตี้–ต่างชาติ” กลางกรุง ยืนยันไม่ปล่อยให้ผับดังกลายเป็นแหล่งมั่วสุมข้ามชาติ พร้อมเดินหน้าสะสางต้นตอเครือข่ายยาเสพติดในพื้นที่เศรษฐกิจ และแหล่งท่องเที่ยวทั่วประเทศต่อไป 

ผู้บริหารวิสัยทัศน์ไกล!! ‘อัฐ ทองแตง’ ผู้นำแห่งนวัตกรรมสุขภาพ และศิลปะ ได้รับ!! ปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ จาก มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา

ขอแสดงความยินดีกับบัณฑิตกิตติมศักดิ์ ประจำปีการศึกษา 2566 ‘คุณอัฐ ทองแตง’ ปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาทัศนศิลป์และการออกแบบ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา

คุณอัฐ ทองแตง ปัจจุบัน ดำรงตำแหน่ง กรรมการ / ประธานคณะผู้บริหาร กลุ่ม 5 บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ (BDMS) 
เป็น ประธานคณะผู้บริหาร เครือโรงพยาบาลพญาไท-เปาโล 
สำเร็จการศึกษาสาขาบริหารธุรกิจ (การเงิน) จาก San Francisco State University ประเทศสหรัฐอเมริกา หลักสูตรสำหรับผู้บริหารขั้นสูงหลายหลักสูตร เช่น Executive Program for Senior Management (EXPSM), Advanced Executive Program (AEP) ที่ Kellogg school of Management, Northwestern University, IL, USA 

ด้านกิจกรรมสังคมดำรงตำแหน่งรองประธานกรรมการ มูลนิธิหนึ่งน้ำใจ (One Love) และมีส่วนร่วมในการจัดนิทรรศการศิลปะเพื่อระดมทุนเพื่อช่วยเหลือโรงเรียนที่ประสบภัยน้ำท่วม 

คุณอัฐ ทองแตง เป็นผู้บริหารที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกล สร้างนวัตกรรมและสื่อดิจิทัลหลายรูปแบบ พัฒนาช่องยูทูบ PHYMON Doctor of Monster ออกแบบคาแรคเตอร์การ์ตูนเป็นสื่อการเรียนรู้สุขภาพสำหรับเด็ก ผลักดันให้เป็นตัวแทน Health Ambassador และเป็น Soft Power ของคนไทย ให้เป็นที่รู้จักในระดับสากล ริเริ่มการจัดงานนิทรรศการผลงานศิลปะ One Love Art Exhibition เพื่อส่งเสริมให้ผู้คนได้มีส่วนร่วมกับงานศิลปะ และเปิดโอกาสให้ศิลปินได้แสดงผลงาน ยกระดับงานศิลปะให้เป็นที่ยอมรับ จัดตั้งมูลนิธิหนึ่งนํ้าใจ (One Love Foundation)เพื่อสนับสนุนด้านการศึกษาแก่เยาวชน พร้อมนำหน่วยแพทย์ลงพื้นที่เพื่อตรวจสุขภาพในถิ่นทุรกันดาร ทำประโยชน์เพื่อสังคมอย่างกว้างขวาง ผลงานเป็นที่ประจักษ์ ควรแก่การยกย่องเป็นอย่างยิ่ง สภามหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา นั้นจึงเห็นสมควรให้ได้รับพระราชทานปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาทัศนศิลป์และการออกแบบ

“ปากลัดโมเดล” จุดประกาย! พหุวัฒนธรรมอยู่ร่วมอย่างสันติ – สสสส.15 สถาบันพระปกเกล้า ผนึกทุกภาคส่วนสร้างชุมชนต้นแบบแห่งสังคมยั่งยืน

สมุทรปราการ-วันที่ 18 ตุลาคม 2568 ที่โรงเรียนวัดทรงธรรม ตำบลปากลัด อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ จัดพิธีลงนามบันทึกความร่วมมือ “การเรียนรู้และความเข้าใจในความหลากหลายทางวัฒนธรรมของชุมชนปากลัด” ภายใต้โครงการ “การเสริมสร้างสังคมสันติสุขในการอยู่ร่วมกันบนความหลากหลายทางวัฒนธรรม” โดยมีนางอารีรัตน์ สุนทรเสนาะ วัฒนธรรมจังหวัดสมุทรปราการ เป็นประธานในพิธี

ความร่วมมือนี้เกิดจากการบูรณาการของหลายภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ศาสนา การศึกษา และภาคประชาสังคม อาทิ สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดสมุทรปราการ ภาคประชาคมปากลัด วัดดวงหทัยนิรมลของแม่พระ โรงเรียนอำนวยวิทย์ โรงเรียนเซนต์แมรี่ โรงเรียนสามัคคีธรรมอิสลาม และศูนย์วัฒนธรรมเฉลิมราชชุมชนมุสลิม–มลายู ดำเนินงานโดยนักศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรชั้นสูงการเสริมสร้างสังคมสันติสุข (สสสส.) รุ่นที่ 15 กลุ่ม TRUST สถาบันพระปกเกล้า

ภายในงานมี ดร.ถวิลวดี บุรีกุล อดีตรองเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า, นายวีรภัคร คันธะ (ส.ส.เดียร์ พระประแดง), อาจารย์โชติมา ยะกาศคะนอง ประธานภาคประชาคมปากลัด และ นายสมชาย จรรยา อุปนายกสมาคมนักวิทยุและโทรทัศน์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมเป็นสักขีพยาน พร้อมกิจกรรมการแสดงพหุวัฒนธรรม การเสวนาระหว่างวัย และพิธีมอบรางวัล “สื่อศิลปะวัฒนธรรมปากลัด” บนแพลตฟอร์ม TikTok

ตัวแทนนักศึกษาหลักสูตร สสสส. กลุ่ม TRUST กล่าวว่า โครงการนี้มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมความเข้าใจและการยอมรับความหลากหลายทางชาติพันธุ์ ศาสนา และวัฒนธรรมของชุมชนปากลัด ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความโดดเด่นทางวัฒนธรรม ทั้งไทย มอญ มุสลิม และจีน โดยร่วมกันอนุรักษ์และสืบสานศิลปวัฒนธรรม วิถีชีวิตดั้งเดิม พร้อมพัฒนาพื้นที่ให้เป็น “ศูนย์การเรียนรู้พหุวัฒนธรรม” ที่คนทุกกลุ่มสามารถแลกเปลี่ยนเรียนรู้และทำกิจกรรมร่วมกันอย่างสร้างสรรค์

นอกจากนี้ ยังเน้นการเสริมบทบาทผู้นำชุมชนและเยาวชนให้เป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนแนวคิดพหุวัฒนธรรมสู่วิถีการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ และสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน โรงเรียน และประชาชน เพื่อพัฒนาชุมชนบนพื้นฐานของความเข้าใจในอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมร่วมกัน

“ปากลัดโมเดล” จึงถูกยกให้เป็นต้นแบบของพื้นที่พหุวัฒนธรรมที่สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุขและเข้มแข็ง สะท้อนพลังของความหลากหลายทางชาติพันธุ์ ศาสนา และวัฒนธรรมที่อยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืน ความแตกต่างกลายเป็น “ทุนทางสังคม” ที่หล่อเลี้ยงความสามัคคี และเป็นรากฐานของการพัฒนาที่ยั่งยืน

พิธีลงนามครั้งนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการขับเคลื่อนแนวทาง “Multicultural Development” หรือ “การพัฒนาชุมชนบนฐานพหุวัฒนธรรม” เพื่อให้ชุมชนปากลัดก้าวขึ้นเป็นพื้นที่ต้นแบบของการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ และเป็นแรงบันดาลใจให้กับชุมชนทั่วประเทศในการสร้างสังคมไทยที่สงบสุข เข้มแข็ง และงดงามด้วยความหลากหลายอย่างแท้จริง

ธรรมะประจำวันอาทิตย์ที่ 19 ตุลาคม 2568

ในโลกนี้
มีทั้งสิ่งที่ชอบใจและไม่ชอบใจ
เราจะเป็นทุกข์ เพราะสิ่งที่เรารัก
และหวงแหนมากทั้งนั้น
สิ่งเหล่านี้ ทุกคนต้องเจอ
นี่คือแก่นแท้

หลวงปู่แบน ธนากโร

ถึงเวลาเลิกเมาท์!! ซุบซิบนินทา เพื่อนร่วมงาน มีสิทธิ์ติดคุก!! กฎหมาย ฟาดแรง!! เอาผิด ‘หมิ่นประมาท’ โทษสูงสุด จำคุก 1 ปี ปรับ 20,000 บาท ถ้า Mindset ของคุณดี คุณก็จะไม่ซุบซิบนินทาคนอื่น

(18 ต.ค. 68) TiKTok ช่อง mighty.channel ได้โพสต์คลิป โดยมีใจความว่า ...

ใครที่ชอบซุบซิบนินทาเพื่อนร่วมงาน หรือว่าเจ้านาย เลิกพฤติกรรมนี้ได้แล้ว เพราะตอนนี้มีกฎหมายใหม่ออกมาแล้ว โทษสูงสุดปรับ 20,000 บาท แล้วจำคุก 1 ปี เพราะว่าเข้าข่ายหมิ่นประมาท

จบแล้ว!! สำหรับสายออฟฟิศที่ชอบเม้าท์มอยเพื่อน ชอบซุบซิบนินทา ถ้าเขาจับได้เขาฟ้องคุณ คุณจะต้องโดนปรับ และอาจจะต้องติดคุกด้วย

ใครที่ยังมี mindset ในการชอบซุบซิบนินทา ด่าคนนู้นคนนี้ เม้าท์มอยเจ้านาย โดยที่ไม่มีมูลแล้วก็ปั้นน้ำเป็นตัว ถึงกาลอวสานแล้ว!!

แชร์ ข่าวนี้ให้กับคนที่ชอบ ซุบซิบนินทา

ถ้า mindset ของคุณดี คุณก็จะไม่ซุบซิบนินทาคนอื่น!!

ตัวเองก็ควรจะสนใจในเรื่องของตัวเอง
ส่วนเรื่องของชาวบ้านก็ควรจะลดให้น้อยลง


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top