Saturday, 31 October 2026
Hard News Team

สำนักงานตำรวจแห่งชาติเตือน แก๊ง "ม้าไทย กระโดดข้ามแดน" ระวังจะโดนข้อหาหนัก "มีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ" โทษจำคุกสูงสุด 15 ปี

วันนี้ (19 ตุลาคม 2568) พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มีความห่วงใยพี่น้องประชาชน จากอาชญากรรมทางไซเบอร์ที่สร้างความเสียหายให้กับพี่น้องประชาชนเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเสียหายจากการหลอกลวงของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ที่มีคนไทยบางส่วนไปมีส่วนร่วมในการหลอกลวงพี่น้องประชาชน คนไทยด้วยกัน โดยการรับจ้างเปิดบัญชีม้า และข้ามแดนไปอยู่ที่ประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อสแกนหน้าในการทำธุรกรรมโอนเงินให้กับแก๊งคอลเซ็นเตอร์

สำนักงานตำรวจแห่งชาติจึงขอเตือนพี่น้องประชาชนที่คิดจะแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ จากการรับจ้างเปิดบัญชีธนาคาร (บัญชีม้า) และเดินทางไปอยู่กับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อทำการสแกนหน้ายืนยันตัวตนในการทำธุรกรรมโอนเงินที่ได้จากการกระทำความผิด 

การกระทำดังกล่าว นอกจากจะเป็นความผิดเกี่ยวกับบัญชีม้า ตาม พ.ร.ก.มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ.2568 มาตรา 9 ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 300,000 บาท แล้ว  ยังจะเข้าข่ายเป็นความผิดฐาน "มีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ" ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ.2556 มาตรา 25 ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 4 ปี ถึง 15 ปี หรือปรับตั้งแต่ 80,000 บาท ถึง 300,000 บาท อีกด้วย

ยกตัวอย่างกรณีเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2568 ศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา ได้มีคำพิพากษาตามคดีหมายเลขดำที่ อ319/2568 และคดีหมายเลขแดงที่ อ1230/2568 พิพากษาจำคุกผู้กระทำความผิด (บัญชีม้า) ถึง 41 ปี 258 เดือน กรณีเป็นเจ้าของบัญชีม้าและมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ และพิพากษาจำคุกผู้เป็นธุระจัดหา (ผู้ดูแลคอกม้า) ถึง 119 ปี 234 เดือน

หากพี่น้องประชาชนพบเห็นหรือมีเบาะแสของผู้ที่ชักชวนหรือเป็นธุระจัดหาบุคคลให้ไปเปิดบัญชีม้า สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่ สายด่วนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ 191, 1599 หรือสายด่วน 1441 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

ประเทศผู้ผลิต Rare Earth

(19 ต.ค. 68) เวลาพูดถึงทรัพยากรเชิงยุทธศาสตร์ หลายคนอาจนึกถึงน้ำมัน หรือก๊าซธรรมชาติ แต่ในศตวรรษที่ 21 มีวัตถุดิบอีกกลุ่มหนึ่งที่ถูกเรียกว่า “หัวใจลับของเทคโนโลยี” นั่นคือ Rare Earth หรือแร่หายาก 
.
ถึงแม้จะมีชื่อว่าหายาก แต่จริง ๆ แล้วสามารถพบได้ทั่วไปในเปลือกโลก เพียงแต่การขุดและการแยกสกัดอาจทำได้ยากและมีต้นทุนสูง บวกกับผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม จึงไม่ใช่ทุกประเทศจะสามารถพัฒนาอุตสาหกรรมนี้ได้
.
เทคโนโลยีสมัยใหม่อย่างมอเตอร์รถยนต์ไฟฟ้า (EV) กังหันลมกลางทะเล หรือแม้แต่สมาร์ทโฟนในชีวิตประจำวัน ทั้งหมดนี้แทบจะเป็นไปไม่ได้หากไม่มี Rare Earth และการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดและยานยนต์ไฟฟ้าก็อาจไม่ได้เกิดขึ้นรวดเร็วอย่างทุกวันนี้
.
ตัวอย่าง Rare Earth ที่สำคัญ
• แม่เหล็กถาวร Neodymium-Iron-Boron (NdFeB) คือหัวใจที่ทำให้มอเตอร์ EV มีขนาดเล็กแต่ทรงพลัง และทำให้กังหันลมผลิตไฟฟ้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นแม่เหล็กถาวรชนิดที่แข็งแกร่งที่สุดในเชิงพาณิชย์เท่าที่มีอยู่ในปัจจุบัน
• Lanthanum (La) และ Cerium (Ce) อยู่เบื้องหลังหน้าจอที่คมชัด และกระบวนการผลิตแผงโซลาร์
• Europium (Eu), Terbium (Tb), Praseodymium (Pr) เติมเต็มสีสันให้ LED และจอทีวี
• ขณะที่ในอดีต แบตเตอรี่ NiMH ของรถยนต์ไฮบริดรุ่นแรก ๆ ก็ต้องพึ่ง Rare Earth เช่นกัน
.
มิติด้านความมั่นคง
ความสำคัญของ Rare Earth ไม่ได้จำกัดอยู่ในสินค้าอุปโภคบริโภค แต่ยังลึกไปถึงเทคโนโลยีทางทหาร โดยเครื่องบินรบ F-35 หนึ่งลำใช้แร่หายากกว่าหลายร้อยกิโลกรัม รวมถึงในระบบนำวิถีจรวด เรือดำน้ำ และเรดาร์ ล้วนต้องพึ่ง Rare Earth ทั้งสิ้น 
.
นี่คือเหตุผลที่ ศูนย์ยุทธศาสตร์และนานาชาติศึกษา (CSIS) เคยนิยามว่า Rare Earth เป็น ‘ทรัพย์สินเชิงยุทธศาสตร์’ เพราะการครอบครองหรือควบคุมห่วงโซ่อุปทานหมายถึงการได้เปรียบทั้งทางเศรษฐกิจและความมั่นคง
.
จีน จักรพรรดิแห่ง Rare Earth
หากน้ำมันเคยถูกเรียกว่า ‘อาวุธยุทธศาสตร์’ ของตะวันออกกลาง Rare Earth เองก็เป็น ‘อาวุธเงียบของจีน’ 
• ปี 2024 จีนผลิต Rare Earth คิดเป็น เกือบ 70% ของโลก (ประมาณ 270,000 ตัน)
• มีปริมาณสำรองราว 34% ของโลก (ประมาณ 44 ล้านตัน)
• และที่สำคัญที่สุดคือ เกือบ 100% ของการแปรรูป Rare Earth หนักเกิดขึ้นในจีน
.
นั่นหมายความว่า ต่อให้ประเทศอื่นมีแร่ในดิน แต่ก็ยังต้องพึ่งจีนในขั้นตอนการสกัดและทำให้บริสุทธิ์
จีนยังเดินเกมครบวงจร ตั้งแต่เหมืองยักษ์ ไป๋หยันโอโบ (Baiyun Obo) การควบคุมโควตาการผลิต ปราบเหมืองเถื่อน ไปจนถึงการตั้งคลังสำรอง Rare Earth แบบเดียวกับที่โลกเคยเห็นในยุทธศาสตร์น้ำมัน
.
นี่คือเหตุผลที่ Rare Earth ไม่ได้เป็นเพียงวัตถุดิบ แต่เป็นเครื่องมือเจรจาในเกมภูมิรัฐศาสตร์ ที่จีนสามารถเปิด-ปิดก๊อกได้ตามสถานการณ์ จึงไม่แปลกที่สหรัฐฯ และยุโรปต่างกังวล และพยายามสร้างห่วงโซ่ทางเลือก
.
ประเทศอื่น ๆ พยายามไล่ตาม
• สหรัฐฯ มีเหมือง Mountain Pass ในแคลิฟอร์เนียเป็นหัวหอก ผลิตได้ราว 45,000 ตันต่อปี ครองตำแหน่งผู้ผลิตอันดับ 2 ของโลก และกำลังเร่งลงทุนสร้างโรงงานแปรรูปเพื่อลดการพึ่งพาจีน โดยมีนโยบายเชิงรุกอย่างการตั้งกำแพงภาษี 25% กับแม่เหล็กแรร์เอิร์ธจากจีน (มีผลปี 2026) และท่าทีแข็งกร้าวของรัฐบาลใหม่ที่ต้องการความมั่นคงของแร่ธาตุสำคัญ
• เมียนมา ก้าวขึ้นมาเป็นผู้ผลิตอันดับ 3 ของโลกด้วยกำลังการผลิต 31,000 ตันต่อปี และเป็นแหล่งสำคัญของ “แรร์เอิร์ธหนัก” (Heavy Rare Earths) ที่จีนต้องพึ่งพาถึง 70% อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมในเมียนมามีความเปราะบางสูงจากปัญหาเหมืองนอกระบบ และความไม่สงบทางการเมืองล่าสุดที่กองกำลังอิสระเข้ายึดพื้นที่เหมืองสำคัญ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อห่วงโซ่อุปทานของจีน
.
ออสเตรเลีย, ไทย และไนจีเรีย เป็นกลุ่มประเทศผู้ผลิตระดับกลางที่มีบทบาทน่าสนใจ ด้วยกำลังการผลิตเท่ากันที่ 13,000 ตันต่อปี
• ออสเตรเลีย เดินเกมผ่านบริษัท Lynas และได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลอย่างเต็มที่ อีกทั้งยังมีปริมาณสำรองในประเทศสูงเป็นอันดับ 4 ของโลกที่ 5.7 ล้านตัน
• ไทย มีการเติบโตแบบก้าวกระโดด และกำลังตอกย้ำบทบาทการเป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่สำคัญจากการลงทุนของ BYD และมีโรงงานแปรรูปแม่เหล็กอยู่แล้ว
• ไนจีเรีย กลายเป็นผู้เล่นหน้าใหม่ที่น่าจับตาจากแอฟริกา และเพิ่งลงนามความร่วมมือกับฝรั่งเศสเพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมแร่ธาตุสำคัญ
.
กลุ่มยักษ์หลับ ประเทศที่มีปริมาณสำรองมหาศาล แต่ยังคงมีกำลังการผลิตในระดับต่ำด้วยเหตุผลที่แตกต่างกัน
• รัสเซีย แม้จะมีแร่สำรองมากเป็นอันดับ 5 แต่ผลิตได้เพียง 2,500 ตัน และกำลังพยายามหาทางร่วมมือกับชาติตะวันตกเพื่อพัฒนาโครงการที่ล่าช้า
• อินเดีย มีศักยภาพสูงจากแร่ชายหาด แต่ผลิตได้ 2,900 ตัน และกำลังพยายามยกระดับอุตสาหกรรมผ่านการเข้าร่วมกลุ่ม Minerals Security Partnership (MSP) ที่นำโดยสหรัฐฯ
• เวียดนาม มีปริมาณสำรองอันดับต้น ๆ ของโลก แต่ผลิตได้เพียง 300 ตัน เนื่องจากอุตสาหกรรมหยุดชะงักจากปัญหาคอร์รัปชันครั้งใหญ่ที่ทำให้นักลงทุนต่างชาติชะลอแผน

สมุทรปราการ-แห่กฐินแพรกษาใหม่คึกคัก!! ประชาชนหลายพันคนร่วมในพิธี

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันอาทิตย์ที่ 19 ตุลาคม 2568 ณ วัดน้อยสุวรรณาราม (วัดคลองเก้า) ต.แพรกษาใหม่ อ.เมือง จ.สมุทรปราการ ได้มีพิธีแห่องค์กระฐินสามัคคี ประจำปี 2568 โดยได้รับความเมตตาจากท่านพระครูสุวรรณสิทธิธาดา เจ้าอาวาสวัดน้อยสุวรรณาราม (วัดคลองเก้า) เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ นำคณะสงฆ์ร่วมประกอบพิธีรับองค์กฐินสามัคคี ประจำปี 2568 มีพี่น้องประชาชนทั้งในเขตพื้นที่และพื้นที่ใกล้เคียงจำนวนหลายพันคนเดินทางมาร่วมในพิธี

โดยในปี 2568 นี้ มีทางคณะเจ้าภาพกฐินสามัคคีประกอบไปด้วย คุณแม่สังเวียน สาธุพากษ์ พร้อมด้วย คุณอุษา สาธุพากษ์ คุณบรรจง แสงเปล่ง คุณมาลี ลิมานันท์ คุณซ่อนกลิ่น กล่อมพิรุณ นอกจากนี้ ยังได้รับเกียรติจากนาย อำนวย บุญริ้ว นายกเทศมนตรีเมืองแพรกษาใหม่ พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร คณะสมาชิกสภาเทศบาล หัวหน้าส่วนราชการ ร่วมในพิธี


ทั้งนี้ นายอำนวย บุญริ้ว นายกเทศมนตรีเมืองแพรกษาใหม่ ได้นำคณะผู้บริหาร สมาชิกสภาเทศบาล ร่วมกันนำผ้าแพรห่มองค์พระพุทธภายในวิหารเพื่อความเป็นสิริมงคล อีกทั้งยังได้นำไก่ย่างนำมาออกร้านตั้งโรงทานแจกจ่ายให้กับประชาชนที่มาร่วมงาน 

รวมถึงมีประชาชนและญาติโยมผู้มีจิตศรัทธาจำนวนมากนำอาหารปรุงสุก ลูกชิ้นปิ้ง น้ำดื่ม ไอศกรีม ขนมหวาน เกี๊ยวทอด และอื่นๆ อีกมากมาย นำมาออกร้านตั้งโรงทานแจกจ่ายให้แก่ประชาชนสร้างความคึกคักให้กับงานกฐินในปีนี้


ทั้งนี้ งานทอดกฐินสามัคคี ของทางวัดน้อยสุวรรณาราม มีคณะเจ้าภาพร่วมกับญาติโยมผู้มีจิตศรัทธาได้ร่วมทำบุญมียอดกฐินที่ญาติโยมร่วมกันทำบุญเป็นเงินรวมกว่า 1 ล้านบาท

ลำปาง- แม่เมาะฮาล์ฟมาราธอน ครั้งที่ 32 คึกคัก! นักวิ่งทั่วโลกกว่า 4 พันคนร่วมชิงชัย

เช้านี้ 19 ตุลาคม 2568 เวลา 04.30 น. จังหวัดลำปาง ร่วมกับองค์การบริหารส่วนจังหวัดลำปาง หอการค้าจังหวัดลำปาง สมาคมการค้าผู้จัดงานกีฬามวลชนไทย และ กฟผ.แม่เมาะ จัดการแข่งขันวิ่ง เฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง แม่เมาะฮาล์ฟมาราธอน ครั้งที่ 32 (Mae Moh Half Marathon 2025) ชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โดยมี นายวิบูรณ์ แววบัณฑิต ผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง และนางทวิวรรณ ด่านวิไล รองผู้ว่าการเชื้อเพลิง กฟผ. ร่วมเปิดงาน ณ กฟผ.แม่เมาะ จังหวัดลำปาง

สนามวิ่งระดับโลก “แม่เมาะฮาล์ฟมาราธอน ครั้งที่ 32” ปีนี้คึกคักเป็นพิเศษ มีนักวิ่งทั้งชาวไทยและต่างชาติเข้าร่วมกว่า 3,971 คน ทุบสถิติผู้เข้าร่วมเพิ่มขึ้นกว่า 50% จากปีก่อน พิสูจน์มาตรฐาน World Athletics Road Race Label ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2

นายวิบูรณ์ แววบัณฑิต กล่าวว่า งานวิ่งแม่เมาะฯ เป็นสนามใหญ่ที่สุดของภาคเหนือ มีส่วนสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างรายได้หมุนเวียน และส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงกีฬา (Sport Tourism) ของจังหวัดลำปางให้เป็นที่รู้จักในระดับโลก

ด้าน นายสุชาติ ตุ่นแก้ว ผู้ช่วยผู้ว่าการเหมืองแม่เมาะ กฟผ. เผยว่า การแข่งขันแบ่งเป็น 3 ระยะ ได้แก่
- ฮาล์ฟมาราธอน 21.1 กม. จำนวน 1,248 คน
- มินิมาราธอน 10 กม. จำนวน 1,504 คน
- ฟันรัน 5 กม. จำนวน 1,219 คน

เส้นทางแข่งขันได้มาตรฐานระดับสากล ปิดถนน 100% พร้อมวิวสวยตลอดทางทั้งภูเขาหินปูน อ่างเก็บน้ำ และเหมืองแม่เมาะ

ผลการแข่งขัน (Overall):
- ฮาล์ฟมาราธอน ชาย: อนุชา พาดา สถิติ 1:13:02 ชม. ทำลายสถิติสนาม คว้าแชมป์สมัยที่ 2
- ฮาล์ฟมาราธอน หญิง: ปารียา สนเส็ม สถิติ 1:27:30 ชม. คว้าแชมป์ 3 สมัยซ้อน พร้อมรับถ้วยพระราชทานฯ ใบจริง
- มินิมาราธอน ชาย: รัฐพล ไชยเสน สถิติ 35:22 นาที
- มินิมาราธอน หญิง: วันวิสา ยิ้มประเสริฐ สถิติ 42:09 นาที

สนามแม่เมาะฯ ถือเป็นหนึ่งในเส้นทางวิ่งมาตรฐานระดับโลก ที่สามารถใช้อ้างอิงยื่นสมัครเข้าร่วมการแข่งขันในสนาม World Athletics อื่น ๆ ได้อีกด้วย

 

เริ่มแล้ว กิจกรรมน้อมเกล้าฯ ถวายปลากะตักแห้ง ปลาทูเค็มและอาหารทะเลที่มีสารไอโอดีน ครั้งที่ 30 ประจำปี 2569”

พลเรือตรี ไพฑูรย์ เส็งเจริญ รองผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 1 เป็นผู้แทนทัพเรือภาคที่ 1 เดินทางไปเยี่ยมพบปะกลุ่มสมาคมการประมงในพื้นที่ภาคกลางและภาคใต้ ได้แก่ สมาคมประมงในจังหวัด สมุทรปราการ สมุทรสาคร สมุทรสงคราม เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร และองค์การสะพานปลา กรุงเทพฯ 

เพื่อสรุปผลการดำเนินกิจกรรมฯ ในปีที่ผ่านมา และเรียนเชิญสมาคมประมงจังหวัดต่าง ๆ เข้าร่วมกิจกรรมน้อมเกล้าฯ ในปี 2569 ซึ่งนับเป็นครั้งที่ 30 ของกิจกรรมฯ เพื่อสืบสานพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในการพระราชทานอาหารทะเลที่มีสารไอโอดีน ให้แก่เด็กและประชาชนในพื้นที่ห่างไกลภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยพระราชทานให้แก่เด็กในโครงการพัฒนาเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร เพื่อแก้ปัญหาโรคขาดสารไอโอดีน (คอพอก) รวมทั้งเรียนเชิญผู้แทนจากสมาคมประมงต่าง ๆ เข้าร่วมประชุมใหญ่ เพื่อเตรียมการจัดกิจกรรม ใน 19 พ.ย. 69 ณ โรงแรม ซีพาราไดซ์ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี

โดยหลังจากนี้ ยังคงมีแผนการเดินทางไปเยี่ยมพบปะเชิญชวนหน่วยงานและสมาคมประมงจังหวัดต่าง ๆ ในพื้นที่ภาคตะวันออก ระหว่างวันที่ 28-29 ต.ค. 68 นี้อีกด้วย
นิราช/นันทพล ทิพย์ศรี ชลบุรี 0909535645

หมู่เรือฝึกนักเรียนนายเรือจีน เยี่ยมชมดูงาน รพ.สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ

เมื่อ 18 ต.ค. 68 พลเรือตรี กิติศักดิ์ สายนุช ผอ.รพ.สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ กรมแพทย์ทหารเรือ พร้อมคณะผู้บริหารรพ.ฯ ให้การต้อนรับหมู่เรือฝึกนักเรียนนายเรือจีน นำคณะโดย นาวาเอกพิเศษ Zhou Lin หน.คณะหน่วยภารกิจทางการแพทย์ และ น.อ. LI HaiJun รอง ผบ.มฝ.นรร.จีน พร้อมด้วยนักศึกษาแพทย์ ชั้นปีที่ ๓ จากมหาวิทยาลัยการแพทย์ทหารเรือจีน จำนวน 20 นาย เข้าเยี่ยมหน่วยและรับฟังการบรรยายสรุป ณ ห้องประชุม 20 ปี รพ.ฯ และเยี่ยมชมหน่วยหน้างาน ประกอบด้วย ห้องสวนหัวใจ (Cath Lab ศูนย์เวชศาสตร์ความดันบรรยากาศสูงฯ (HBO) และห้องฉุกเฉินฯ ระบบ Telemedicine การเข้าเยี่ยมชมครั้งนี้ สร้างความประทับใจให้กับคณะฯ เป็นอย่างยิ่ง 

ในการนี้ หมู่เรือฝึกนักเรียนนายเรือจีน ประกอบด้วยเรือ CNS QI JIGUANG (83) และ CNS YIMENG SHAN (988) มีกำหนดเข้ามาเยือนประเทศไทย อย่างเป็นทางการ ระหว่าง 16-20 ต.ค. 68 โดยจอดเทียบท่า ณ ท่าเรือจุกเสม็ด การท่าเรือสัตหีบ ฐานทัพเรือสัตหีบ จว.ชลบุรี 
นิราช/นันทพล ทิพย์ศรี ชลบุรี 0909535645

อปริหานิยธรรม 7 บทเรียนการเมืองจาก ‘พระพุทธเจ้า’ ที่ยังใช้ได้จริงจนถึงทุกวันนี้ ความเข้มแข็งของบ้านเมือง!! เกิดจากความสามัคคี ยกย่องคุณธรรม

(19 ต.ค. 68) ดร.อธิป อัศวานันท์ ได้โพสต์คลิปลง TikTok เกี่ยวกับ อปริหานิยธรรม 7 บทเรียนการเมืองจากพระพุทธเจ้า ที่ยังใช้ได้จริงทุกวันนี้ โดยในคลิปนั้นมีใจความว่า ...

ท่านทั้งหลายเคยทราบไหมครับว่า พระพุทธเจ้าของเรา เคยให้คำแนะนำทางการเมือง เกี่ยวกับการปกครอง ที่จะนำไปสู่ความเจริญของบ้านเมือง และนี่ก็คือ เรื่องราวของ อปริหานิยธรรม 7

ซึ่งถูกบันทึกเอาไว้ในพระไตรปิฎก เป็นเรื่องราวของ วัสสการพราหมณ์ ที่ถูก พระเจ้าอชาตศัตรู กษัตริย์ผู้ทรงอำนาจ ส่งมาเพื่อขอให้พระพุทธเจ้า ทำนายว่า หากจะยกทัพไปตีวัชชี จะได้ชัยชนะหรือไม่

แต่คำตอบที่ได้นั้น กลับไม่ใช่เรื่องของการทำนายแพ้ชนะ แต่เป็นบทเรียนที่ลึกซึ้ง เกี่ยวกับการปกครองบ้านเมือง ที่ยังคงใช้ได้จนถึงทุกวันนี้

ย้อนเวลากลับไปในดินแดนชมพูทวีป ในยุคที่พระพุทธเจ้านั้นยังทรงมีพระชนม์ชีพอยู่ มหาอาณาจักรมคธ ภายใต้การปกครองของพระเจ้าอชาตศัตรู กำลังจ้องจะขยายอำนาจ พระองค์ทรงมีพระประสงค์อย่างแรงกล้า ที่จะยึดครองแคว้นวัชชี ซึ่งมีเมืองหลวงคือไวศาลี

ดินแดนแห่งนี้น่าสนใจมาก เพราะพวกเขาไม่ได้ปกครองโดยกษัตริย์องค์เดียว เหมือนกับที่อื่น แต่เป็นการปกครองแบบสหพันธรัฐ คือมีหัวหน้าเผ่าหลายคน ร่วมกันบริหารบ้านเมือง คล้ายกับระบอบสาธารณรัฐ ในยุคโบราณ และที่สำคัญพวกเขาเข้มแข็งมากพวกเขาสามัคคีกันมาก

พระเจ้าอชาตศัตรู แม้จะประกาศว่า ดินแดนแห่งนี้เราจะทำลายให้ย่อยยับสิ้นซาก แต่ก่อนที่จะยกทัพนั้นพระองค์รู้ว่า พระพุทธเจ้าไม่เคยตัดสิ่งใดที่ผิดจากความจริง จึงส่ง มหาอำมาตย์ผู้ใกล้ชิด ไปเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า เพื่อขอคำทำนายว่า หากยกทัพไปตี แล้วจะได้รับชัยชนะหรือไม่ และนี่ก็คือจุดที่พลิกผันของเรื่องนี้

เพราะพระพุทธเจ้า ไม่ได้ตอบว่าแพ้หรือชนะ พระองค์ไม่ได้ทำนายอนาคต แต่กลับไปถามพระอานนท์ที่นั่งอยู่ใกล้ ๆ ถามถึงวิถีชีวิตของชาวบ้านที่อยู่ในดินแดนแห่งนี้ ถามว่าพวกเขา ยังคงประชุมปรึกษากันอยู่บ่อย ๆ หรือไม่ พระอานนท์ตอบว่าใช่ พระพุทธเจ้าจึงตรัสต่อว่า ตราบใดที่ชาวบ้านยังคงทำเช่นนั้น ความเจริญย่อมจะมีแก่พวกเขา ไม่มีวันเสื่อมเลย

มหาอำมาตย์ที่นั่งฟังอยู่ เริ่มเข้าใจทันที นี่ไม่ใช่การทำนาย แต่เป็นการชี้ให้เห็นเหตุและผล

พระพุทธเจ้ากำลังบอกว่า ความแข็งแกร่งจากบ้านเมือง มาจากเหตุและปัจจัยเหล่านี้ พระพุทธเจ้า ทรงแสดงหลักการ 7 ประการ ที่ทำให้สังคมไม่เสื่อมถอย อปริหานิยธรรม 7

ประการแรก การหมั่นประชุมศึกษา นี่ไม่ใช่แค่การนั่งคุยกัน แต่เป็นการระดมสติปัญญา แลกเปลี่ยนมุมมอง หาทางออกร่วมกัน องค์กรที่ประสบความสำเร็จในปัจจุบันไม่มีที่ไหนเลยที่ไม่มีการประชุมปรึกษาหารือกัน

ประการที่ 2 ความพร้อมเพียงกัน มาประชุมก็มาพร้อมกัน เลิกก็เลิกพร้อมกัน ทำงานก็ทำด้วยกัน ไม่แตกแยกเป็นฝักเป็นฝ่าย ไม่มีการเล่นพวก นี่คือพลังของความสามัคคีที่แท้จริง

ประการที่ 3 การเคารพกติกาที่มีอยู่ ไม่แก้ กฎระเบียบตามอำเภอใจ ไม่ยกเลิกสิ่งดี ๆ ที่มีอยู่แล้ว นี่คือหลักนิติธรรมที่เราพูดถึง เราพูดกันบ่อย ในปัจจุบัน ทุกคนอยู่ภายใต้กฎเดียวกัน ไม่มีใครอยู่เหนือกฎ

ประการที่ 4 การเคารพผู้อาวุโส ผู้มีประสบการณ์ แต่ไม่ใช่การเชื่อฟังแบบหุ่นยนต์ เป็นการรับฟังด้วยเหตุผล เพราะท่านเหล่านั้นผ่านอะไรมามาก มีภูมิปัญญาที่ควรค่าแก่การเรียนรู้

ประการที่ 5 การไม่ข่มเหง หรือละเมิดสตรี สังคมที่ดี ต้องให้ความเคารพและปกป้องทุกคน โดยเฉพาะผู้ที่อ่อนแอกว่า นี่คือเครื่องชี้วัดความศิวิไลซ์ ของสังคมนั้น ๆ

ประการที่ 6 การรักษาประเพณี วัฒนธรรม สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ สิ่งเหล่านี้คือจิตวิญญาณของชุมชน เป็นสิ่งที่ยึดโยงให้คน รู้สึกเป็นพวกเดียวกัน มีรากแก้วร่วมกัน

และประการสุดท้าย การอุปถัมภ์คนดีมีศีลธรรม นักบวช นักปราชญ์ ผู้ทรงคุณธรรม เพราะคนเหล่านี้ คือเข็มทิศทางจริยธรรมของสังคม เมื่อสังคมให้คุณค่ากับคนดี คนดีก็จะเพิ่มขึ้น

เมื่อฟังจบมหาอำมาตย์ก็ได้อุทานว่า หากรักษาได้แม้เพียงข้อเดียว ก็ยากที่จะพ่ายแพ้ แล้วนี้พวกเขาทำได้ครบทั้ง 7 ข้อ พระเจ้าอชาตศัตรู ไม่มีทางที่จะชนะด้วย การรบ ได้เลย เว้นแต่จะใช้วิธีอื่น วิธียุแหย่ให้พวกเขาแตกความสามัคคีกันเอง

และนี่ก็คือข้อคิดที่ลึกซึ้งมาก ข้าศึกศัตรูที่น่ากลัวที่สุด ไม่ใช่กองทัพจากภายนอก แต่เป็นความแตกแยกจากภายใน ประเทศที่แข็งแกร่ง ไม่ได้แพ้ใคร แต่แพ้ตัวเอง แพ้เพราะลืมหลักการพื้นฐานเหล่านี้

หลักการนี้คล้ายกับหลักประชาธิปไตยในสมัยใหม่มาก แต่จริง ๆ แล้ว มันลึกซึ้งกว่านั้น มันไม่ได้พูดถึงแค่ระบบการเมือง แต่พูดถึงวิถีชีวิต วัฒนธรรมและค่านิยมที่ทำให้สังคมเข้มแข็ง

ลองมองรอบตัวเราในวันนี้ ทั้งในระดับครอบครัว องค์กร หรือประเทศ เรายังคงรักษาหลักการเหล่านี้อยู่หรือไม่ เรายังพูดคุยปรึกษากันอยู่หรือเปล่า หรือต่างคนต่างอยู่ในโลกของตัวเอง มีความเชื่อแบบสุดโต่งของตัวเอง เรายังเคารพกติการ่วมกันหรือไม่ หรือใครมีอำนาจก็ แก้กฎระเบียบได้ตามใจชอบ เรายังให้คุณค่ากับคนดี มีคุณธรรมอยู่หรือเปล่า หรือกลับไปยกย่องคนที่ร่ำรวย และมีอำนาจ โดยไม่สนใจว่า มาด้วยวิธีไหน

จากลูกหม้อ สู่ผู้นำกระทรวง!! ‘วุฒิไกร ลีวีระพันธุ์’ ปลัดพาณิชย์ฯ สายดิจิทัล ข้าราชการยุคใหม่ ผู้นำการเปลี่ยนผ่านสู่อนาคต บริหารระบบ วางรากฐานเศรษฐกิจโปร่งใส ยกระดับการค้าไทย ให้ก้าวไกลทันโลก

(19 ต.ค. 68) เมื่อพูดถึงชื่อ ‘วุฒิไกร ลีวีระพันธุ์’ หลายคนอาจนึกถึงข้าราชการรุ่นใหญ่ผู้มีบุคลิกสุขุม มั่นคง และมีวิสัยทัศน์ล้ำยุค ปัจจุบันเขาคือ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งได้รับการแต่งตั้งเมื่อพฤษภาคม 2567 และเป็นหนึ่งในผู้นำข้าราชการที่ขับเคลื่อนกลไกเศรษฐกิจสำคัญของประเทศ ผ่านมุมมองที่ไม่ใช่แค่ “การค้า” แต่ครอบคลุมถึง ระบบข้อมูล การกำกับดูแล และการพัฒนาอย่างยั่งยืน

เด็กกระทรวงที่เติบโตจากภายใน!!
‘วุฒิไกร’ไม่ใช่คนนอกที่เข้ามาควบคุมระบบราชการ แต่คือ “ลูกหม้อ” ที่เติบโตจากกองเล็ก ๆ ภายในกระทรวงพาณิชย์ ผ่านประสบการณ์ครบรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็น ผู้อำนวยการกองพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์, ผู้ตรวจราชการ, อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า, และกรมทรัพย์สินทางปัญญา จนได้รับความไว้วางใจให้ขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุดของฝ่ายข้าราชการประจำในกระทรวง

สไตล์การทำงานเป็น ‘ผู้ลงมือ’ ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง!!
เส้นทางกว่า 30 ปีในระบบราชการทำให้วุฒิไกรขึ้นชื่อว่าเป็น “นักบริหารระบบ” ที่ ใช้ข้อมูลจริง ขับเคลื่อนจริง และฟังความเห็นจริง เขาไม่ใช่แค่ผู้วางนโยบาย แต่ยังเป็นผู้ลงมือขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง โดยยึดหลัก ‘ความร่วมมือ–ความโปร่งใส–ความยั่งยืน’ เป็นหัวใจหลักของทุกนโยบาย

บุคคลต้นแบบของข้าราชการไทยยุคใหม่
‘วุฒิไกร’ คือภาพสะท้อนของข้าราชการที่ ‘ผสมผสานความรู้ดั้งเดิมกับความเข้าใจในโลกใหม่’ ได้อย่างลงตัว มีความเป็นผู้นำ มีวุฒิภาวะ และเข้าใจบริบทของเศรษฐกิจทั้งในและต่างประเทศ

ไม่ใช่แค่ ‘ปลัดกระทรวงพาณิชย์’ แต่คือผู้ขับเคลื่อนวิสัยทัศน์ใหม่ของราชการไทย ที่กล้าปรับระบบเพื่อให้ประเทศเดินหน้าอย่างมั่นคงและทันโลก

ผลงานเชิงประจักษ์: ปรับระบบ ปรับประเทศ
• ทรัพย์สินทางปัญญาเร็วขึ้น มีคุณภาพมากขึ้น
สมัยเป็นอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา วุฒิไกรผลักดันมาตรการ Fast-Track ให้การจดและต่ออายุเครื่องหมายการค้าทำได้เร็วและโปร่งใส ถือเป็นจุดเปลี่ยนของระบบ IP ไทยที่เคยล่าช้า
• ยกระดับดิจิทัลในภาคธุรกิจ
ที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เขาผลักดัน DBD e-Registration, e-Filing, และพัฒนาระบบข้อมูลกลาง DBD DataWarehouse+ ทำให้การจัดตั้งบริษัท–ส่งงบ–แก้ไขข้อมูล ทำได้ผ่านดิจิทัลเต็มรูปแบบ
• บูรณาการกำกับดูแลเศรษฐกิจการเงิน
ในบทบาทกรรมการ ก.ล.ต. และ คปภ. โดยตำแหน่ง เขาคือหนึ่งในผู้เชื่อมโยงนโยบายการค้ากับระบบกำกับดูแลตลาดทุน–ประกันภัยอย่างเป็นระบบ
• ขับเคลื่อนธรรมาภิบาลในองค์กรใหญ่
ปัจจุบัน วุฒิไกรเป็นกรรมการอิสระของ ปตท. และเป็นประธานคณะกรรมการกำกับดูแลกิจการที่ดีและความยั่งยืน (CG&S) อีกด้วย ซึ่งสะท้อนความเชื่อมั่นต่อบทบาทของเขาในมิติธรรมาภิบาลระดับชาติ

หากคุณกำลังมองหา ข้าราชการมืออาชีพที่เข้าใจทั้งระบบราชการ และความเปลี่ยนแปลงของโลกธุรกิจ

นี่คือคำตอบ!! ‘วุฒิไกร ลีวีระพันธุ์’ คือหนึ่งในบุคคลต้นแบบที่ควรจับตาอย่างยิ่งในตอนนี้

บุกผับดังราชปรารภ! ป.ป.ส.ล้างบาง “ปาร์ตี้โคเคน–แก๊สหัวเราะ” รวบนักค้าชาวไนจีเรียคาร้าน คนตรวจฉี่ม่วง 22 ราย

เมื่อเวลา 05.00 น. วันที่ 18 ตุลาคม 2568 พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล เลขาธิการ ป.ป.ส. นำทีม “หน่วยอินทรีย์ 19-69” พร้อมเจ้าหน้าที่กว่า 100 นาย สนธิกำลังทหาร–ตำรวจ บุกตรวจค้นสถานบันเทิงชื่อดังย่านราชปรารภ หลังได้รับร้องเรียนผ่านสายด่วน 1386 ว่าเปิดเกินเวลาและเป็นแหล่งจำหน่ายยาเสพติดให้แก่นักท่องเที่ยวต่างชาติ

ภายในร้านพบกลุ่มนักเที่ยวไทย–ต่างชาติจำนวนมาก เจ้าหน้าที่ตรวจค้นทั่วพื้นที่ พบของกลางยาเสพติดทั้ง “โคเคน–ไอซ์–ลูกโป่งแก๊สหัวเราะ” กระจายตามโต๊ะและในห้องน้ำชาย รวมถึงถุงซิปล็อกใช้แล้วจำนวนมาก 
ตรวจปัสสาวะผู้ต้องสงสัยกว่า 100 ราย พบผลการตรวจปัสสาวะเป็นบวกจำนวน 23 ราย แบ่งเป็นคนไทย 12 คน และชาวต่างชาติ 11 คน

จากการสืบสวนล่วงหน้ากว่า 2 เดือน ป.ป.ส. พบเครือข่ายแก๊งชาวไนจีเรียและหญิงไทยคู่หนึ่ง ลักลอบจำหน่ายโคเคนให้ลูกค้าภายในร้าน จึงรวบรวมหลักฐานขอหมายจับ กระทั่งจับกุมนักค้าชาวไนจีเรียพร้อมของกลางโคเคน 12 กรัม และพนักงานร้านอีก 2 รายพร้อมไอซ์ 2 ถุง และโคเคนอีก 1 ถุง

พ.ต.ต.สุริยา กล่าวว่า เราจะไม่ยอมให้แก๊งต่างชาติหรือผู้มีอิทธิพลเหนือกฎหมายไทย และจะไม่ปล่อยให้ประเทศไทยถูกมองว่าเป็นแหล่งมั่วสุมยาเสพติดของนักท่องเที่ยวอีกต่อไป พร้อมฝากเตือนผู้ประกอบการสถานบันเทิงให้ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อรักษาภาพลักษณ์ประเทศ

จากนั้นเจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวผู้เสพทั้งหมดส่งเข้ารับการบำบัด ส่วนผู้ต้องหาชาวไนจีเรียดำเนินคดีข้อหา ครอบครองและจำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 และ 2 เพื่อการค้า ที่ สน.ดินแดง ก่อนประสาน ตม. ผลักดันออกนอกประเทศ ขณะเดียวกันสำนักงานเขตราชเทวีได้แจ้งผู้จัดการร้านดำเนินคดีฐาน “เปิดเกินเวลา–แสดงดนตรีโดยไม่ได้รับอนุญาต–เป็นแหล่งมั่วสุม”

ปฏิบัติการครั้งนี้ ป.ป.ส. ปักหมุดตัดวงจร “ยา–ปาร์ตี้–ต่างชาติ” กลางกรุง ยืนยันไม่ปล่อยให้ผับดังกลายเป็นแหล่งมั่วสุมข้ามชาติ พร้อมเดินหน้าสะสางต้นตอเครือข่ายยาเสพติดในพื้นที่เศรษฐกิจ และแหล่งท่องเที่ยวทั่วประเทศต่อไป 

ผู้บริหารวิสัยทัศน์ไกล!! ‘อัฐ ทองแตง’ ผู้นำแห่งนวัตกรรมสุขภาพ และศิลปะ ได้รับ!! ปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ จาก มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา

ขอแสดงความยินดีกับบัณฑิตกิตติมศักดิ์ ประจำปีการศึกษา 2566 ‘คุณอัฐ ทองแตง’ ปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาทัศนศิลป์และการออกแบบ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา

คุณอัฐ ทองแตง ปัจจุบัน ดำรงตำแหน่ง กรรมการ / ประธานคณะผู้บริหาร กลุ่ม 5 บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ (BDMS) 
เป็น ประธานคณะผู้บริหาร เครือโรงพยาบาลพญาไท-เปาโล 
สำเร็จการศึกษาสาขาบริหารธุรกิจ (การเงิน) จาก San Francisco State University ประเทศสหรัฐอเมริกา หลักสูตรสำหรับผู้บริหารขั้นสูงหลายหลักสูตร เช่น Executive Program for Senior Management (EXPSM), Advanced Executive Program (AEP) ที่ Kellogg school of Management, Northwestern University, IL, USA 

ด้านกิจกรรมสังคมดำรงตำแหน่งรองประธานกรรมการ มูลนิธิหนึ่งน้ำใจ (One Love) และมีส่วนร่วมในการจัดนิทรรศการศิลปะเพื่อระดมทุนเพื่อช่วยเหลือโรงเรียนที่ประสบภัยน้ำท่วม 

คุณอัฐ ทองแตง เป็นผู้บริหารที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกล สร้างนวัตกรรมและสื่อดิจิทัลหลายรูปแบบ พัฒนาช่องยูทูบ PHYMON Doctor of Monster ออกแบบคาแรคเตอร์การ์ตูนเป็นสื่อการเรียนรู้สุขภาพสำหรับเด็ก ผลักดันให้เป็นตัวแทน Health Ambassador และเป็น Soft Power ของคนไทย ให้เป็นที่รู้จักในระดับสากล ริเริ่มการจัดงานนิทรรศการผลงานศิลปะ One Love Art Exhibition เพื่อส่งเสริมให้ผู้คนได้มีส่วนร่วมกับงานศิลปะ และเปิดโอกาสให้ศิลปินได้แสดงผลงาน ยกระดับงานศิลปะให้เป็นที่ยอมรับ จัดตั้งมูลนิธิหนึ่งนํ้าใจ (One Love Foundation)เพื่อสนับสนุนด้านการศึกษาแก่เยาวชน พร้อมนำหน่วยแพทย์ลงพื้นที่เพื่อตรวจสุขภาพในถิ่นทุรกันดาร ทำประโยชน์เพื่อสังคมอย่างกว้างขวาง ผลงานเป็นที่ประจักษ์ ควรแก่การยกย่องเป็นอย่างยิ่ง สภามหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา นั้นจึงเห็นสมควรให้ได้รับพระราชทานปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาทัศนศิลป์และการออกแบบ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top