Monday, 15 June 2026
SPECIAL

‘ธนเดช’ ชม ‘ทอ.’ เปิดพื้นที่ให้ทุกพรรคหาเสียง ชี้!! นับเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี พากองทัพเป็นกลางทางการเมือง

(16 มี.ค. 66) ร.ท.ธนเดช เพ็งสุข ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.กทม. เขตลาดพร้าว พรรคก้าวไกล กล่าวถึง กรณีที่ พล.อ.อ. อลงกรณ์ วัณณรถ ผู้บัญชาการทหารอากาศ เตรียมเปิดพื้นที่สโมสรกองทัพอากาศ สนามกีฬากองทัพอากาศ และหอประชุมกองทัพอากาศ ให้พรรคการเมืองสามารถเข้ามาหาเสียงกับกำลังพลได้ ว่า ในกรณีนี้เป็นเรื่องที่น่าชื่นชมที่กองทัพอากาศออก มานำร่องก่อนเหล่าทัพอื่น ในการให้พื้นที่แก่พรรคการเมือง เป็นการแสดงบทบาทวางตัวอย่างเหมาะสมและเป็นกลาง

ร.ท.ธนเดช กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม นโยบายดังกล่าวยังเป็นนโยบายสำหรับเพียงกองทัพอากาศเท่านั้น ยังไม่ได้ครอบคลุมถึงเหล่าทัพอื่น ๆ ทั้งกองทัพบกและกองทัพเรือ ซึ่งหากพูดถึงแต่เฉพาะกองทัพบก เมื่อสัปดาห์ก่อนหน้านี้เพิ่งมีนโยบายออกมาจากผู้บัญชาการทหารบก ไม่ให้แม้กระทั่งใช้พื้นที่ของกองทัพเป็นหน่วยเลือกตั้งด้วยซ้ำ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าผิดหวัง เพราะเป็นสิ่งที่ย้อนแย้งกับคำกำชับของผู้บัญชาการทหารบกเอง ที่บอกว่ากองทัพต้องเป็นกลางทางการเมือง ซึ่งสำหรับตนแล้ว ไม่มีอะไรที่จะแสดงออกถึงความเป็นกลางของกองทัพได้ดีไปกว่าการเปิดพื้นที่ให้ทุกพรรคการเมืองได้เข้าไปแสดงออกรณรงค์

‘พปชร.’ พร้อมปราศรัย ลานคนเมือง กทม. 18 มี.ค.นี้ มั่นใจ!! ปชช. 5 พันคน รอฟังนโยบายแก้ปากท้อง-การจราจร

(16 มี.ค. 66) ที่พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) นายสกลธี ภัททิยกุล หัวหน้าทีมว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.กทม. พรรค พปชร. กล่าวถึงการจัดเวทีปราศรัยของพรรค พปชร. ที่ลานคนเมือง ศาลาว่าการ กทม. ในวันที่ 18 มี.ค.นี้ ว่า มีความพร้อมหมดแล้ว ขณะนี้เตรียมประชุมเกี่ยวกับการวางตัว และดูแลเรื่องแสง สี เสียง สำหรับการจัดตัวผู้สมัคร ส.ส.มีครบ และเกินด้วยซ้ำ จึงรอการแบ่งเขตของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้ชัดเจนและจัดคนลงได้ทันที

ผู้สื่อข่าวถามว่า จัดขุนพลปราศรัยบนเวทีอย่างไร นายสกลธี กล่าวว่า จัดขุนพลสำคัญไว้หมดแล้ว และเตรียมเก้าอี้ไว้รับผู้ปราศรัยประมาณ 3 พันคน ถ้ารวมประชาชนที่ยืนน่าจะมีประมาณ 5 พันคน

เมื่อถามถึงนโยบายเฉพาะในพื้นที่ กทม. นายสกลธี กล่าวว่า มีแน่นอน โดยเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจปากท้อง ขนส่งสาธารณะ จากที่ทำโพลพบว่าปัญหาอันดับ 1 ใน กทม. คือ ปัญหาด้านการจราจร รถติด ที่ต้องอาศัยความร่วมมือหลายฝ่าย

กก.วิเคราะห์ข่าวฯ สอท.3 รวบแก๊งแอบอ้าง เป็นตำรวจ หลอกติดตั้งแอพ 'DSI ปลอดภัย' ดูดเงินเกลี้ยงบัญชี

ตามสั่งการของผู้บังคับบัญชา กองบังคับการตำรวจ สืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.สอท.3) กก.วิเคราะห์ข่าวและเครื่องมือพิเศษ บก.สอท.3 ให้ระดมกวาดล้างผู้ต้องหาตามหมายจับ ในคดี ที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อสังคม และเกิดผลความเสียหายที่กระทบต่อประชาชนทั่วไปเป็นอย่างมาก 

เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.วิเคราะห์ข่าวฯ สอท.3 ได้ร่วมกันทำการจับกุมตัว น.ส.ปณิตาหรือมิ้น บุญประสงค์ อายุ 30 ปี อยู่บ้านเลขที่ 109 หมู่ 1 ต.จระเข้ร้อง อ.ไชโย จ.อ่างทอง ผู้ต้องหาตามหมายจับของ ศาลอาญา ที่ 496/2566 ลงวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2566 โดยกระทำความผิดฐาน “ร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ,ร่วมกันเป็นอั้งยี่ ,ร่วมกันเป็นซ่องโจร ร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่น ,โดยทุจริตหรือโดยหลอกลวง ร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมด หรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน ,ร่วมกันเข้าถึงโดยมิชอบซึ่งระบบคอมพิวเตอร์ที่มีมาตรการป้องกันการเข้าถึงโดยเฉพาะและมาตรการนั้นมิได้มีไว้สำหรับตน และร่วมกันฟอกเงิน ”

‘ภูมิธรรม’ เชียร์ ปชช. กาเพื่อไทย ทะลุ 310 เสียง ยัน!! เพื่อไทยพร้อมทลาย ‘ระบบประยุทธ์’ ให้สูญสิ้น

(16 มี.ค. 66) นายภูมิธรรม เวชยชัย รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก หัวข้อ ‘การเลือกตั้งเชิงยุทธศาสตร์เพื่อไม่ให้คะแนนสูญเปล่า : หยุดระบอบประยุทธ์’ มีเนื้อหาดังนี้…

การเลือกตั้งที่กำลังจะมีขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้ มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการเปลี่ยนแปลงของสังคมไทย มีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของพี่น้องประชาชนที่ต้องการหลีกให้พ้นจากความบอบช้ำในการบริหารประเทศของระบอบประยุทธ์

เพราะการเลือกตั้งครั้งนี้ เป็นการใช้อำนาจของประชาชนเพื่อทำการเปลี่ยนแปลงหยุดระบอบประยุทธ์ซึ่งกัดเซาะ บั่นทำลาย ความหวังของประชาชน ด้วยการเลือกพรรคการเมือง อย่างพรรคเพื่อไทยให้เกิน 310 เสียง

ทำไมต้องเลือกพรรคเพื่อไทย เพื่อหยุดระบอบประยุทธ์

เพราะพรรคเพื่อไทยเป็นพรรคที่ได้รับความไว้วางใจจากพี่น้องประชาชนมาเป็นอันดับ 1 ทุกครั้งที่มีการเลือกตั้งนับตั้งแต่พรรคไทยรักไทย พลังประชาชน และเพื่อไทย เป็นเวลาเกือบ 20 ปี

เพราะพรรคเพื่อไทย และ ทีมของเพื่อไทย มีประสบการณ์เป็นรัฐบาลบริหารประเทศ แก้ไขปัญหา ให้พี่น้องประชาชน ได้ฝากผลงานเชิงประจักษ์มาตั้งแต่สมัยพรรคไทยรักไทย อย่างเช่น นโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค ซึ่งเปลี่ยนโครงสร้างของระบบสาธารณสุขครั้งใหญ่ของประเทศ นโยบายกองทุนหมู่บ้านที่ใช้หลักการกระจายอำนาจอย่างเป็นรูปธรรมด้วยการกระจายเงินและการตัดสินใจโดยตรงไปที่ประชาชนในทุกหมู่บ้าน เป็นต้น

เพราะพรรคเพื่อไทยมีความพร้อมของบุคลากรทางการเมืองทุกระดับ ไม่ว่าจะเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีซึ่งมีความพร้อมที่จะเข้ามาบริหารจัดการปัญหาทุกข์ร้อนของพี่น้องประชาชน และเชื่อมประสานได้กับทุกภาคส่วน /มีผู้สมัคร ส.ส แบบบัญชีรายชื่อ ซึ่งมีทั้งผู้มีประสบการณ์ในด้านต่าง ๆ และคนรุ่นใหม่ที่มีความสามารถ / โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีตัวแทนผู้สมัคร ส.ส เขต ที่ถือเป็นด่านหน้าที่สำคัญในการเป็นสะพานเชื่อมประสานระหว่างพรรคกับพี่น้องประชาชนในแต่ละเขตพื้นที่ ซึ่งพรรคให้ความสำคัญและพิถีพิถันในการคัดเลือกคนที่ใช่ที่สุดในการเป็นผู้แทนเข้าไปทำงานรับใช้พี่น้องประชาชน

รวบ ‘พริตตี้’ ลวงลงทุน อ้างแชมป์เทรดระดับโลก พบเหยื่อกว่า 100 ราย สูญเงินกว่า 100 ล้านบาท

ปอศ.รวบอดีตพริตตี้แสบ อ้างแชมป์เทรดระดับโลก ก่อนหลอกลงทุนเทรดหุ้น ‘แชร์พริตตี้’ พบเหยื่อนับ 100 ราย สูญเงินกว่า 100 ล้านบาท

(16 มี.ค.66) พล.ต.ต.พุฒิเดช บุญกระพือ ผบก.ปอศ.สั่งการ พ.ต.อ.ธีรภาส ยั่งยืน ผกก.กก.3 บก.ปอศ. พ.ต.ท.พิพัฒน์ เกษมสู่บุญ สว.กก.3 บก.ปอศ. นำกำลังจับกุม น.ส.เวธิกา (สงวนนามสกุล) อายุ 30 ปี ตามหมายจับ ศาลอาญา ที่ 1833/2564 ข้อหา "ร่วมกันกู้ยืมเงินอันเป็นการฉ้อโกงประชาชน ,ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน, ร่วมกันนำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จโดยประการที่น่าจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประชาชน" ได้บริเวณบ้านพักแห่งหนึ่งในพื้นที่ อ.สันทราย จ.เชียงใหม่

ทั้งนี้สืบเนื่องจากขณะที่ น.ส.เวธิกา ผู้ต้องหา ทำงานเป็นพริตตี้รับงานอีเว้นท์ต่างๆ ได้โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว ชักชวนเพื่อนพริตตี้ด้วยกันหรือประชาชนทั่วไปมาร่วมลงทุนเทรดหุ้น โดยอ้างว่าเคยชนะการแข่งขันนักเทรดระดับโลก จากนั้นได้เปิดรับฝากเทรดลงทุนเป็นแพ็คเกจ การันตีให้ผลตอบแทน 100% เช่นลงทุน 30,000 บาท อีก 1 เดือนก็จะได้เงินปันผลรวม 60,000 บาท

นอกจากนี้ผู้ต้องหายังได้การโพสต์ภาพการโอนเงินตอบแทนจำนวนมากให้กับลูกค้า เพื่อยืนยันว่าได้รับผลตอบแทนจริง พร้อมโพสต์อวดสินค้าแบรนด์เนม รถหรู ที่ดิน สร้างบ้าน ปลดหนี้ให้กับญาติพี่น้อง รวมถึงทำสาธารณะประโยชน์ต่างๆ เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ ทำให้มีผู้เสียหายนับ 100 รายหลงเชื่อนำเงินมาลงทุนกว่า 100 ล้านบาท โดยช่วงแรก ๆ มีการจ่ายเงินปันผลให้จริงแต่หลังจากนั้นผู้ต้องหาไม่สามารถจ่ายเงินตอบแทนตามที่ตกลงกันได้ จึงปิดช่องทางการติดต่อแล้วหลบหนีไป ผู้เสียหายจึงกระจายเข้าแจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีตามท้องที่ต่าง ๆ จนศาลออกหมายจับไว้ กระทั่งเจ้าหน้าที่สืบทราบว่า ผู้ต้องหาได้หลบหนีมากบดานใน จ.เชียงใหม่ จึงนำกำลังจับกุมได้ดังกล่าว

‘เศรษฐา’ นำทัพ พท. ลุยแฟลตคลองจั่น พร้อมย้ำชัด เห็นพ้อง ‘บิ๊กป้อม’ ไม่ขัดแย้งใคร

‘เพื่อไทย’ ลุยแฟลตคลองจั่นหนุนด้านกีฬาเยาวชน ‘เศรษฐา’ ย้ำชัด พท.ไม่ขัดแย้งใคร ชี้ ครม.เทกระจาดเยอะไป ต้องดูวินัยการคลังด้วย ชี้นิมิตรหมายดี ‘บิ๊กป้อม’ ข้ามความขัดแย้ง ก่อนร่วมเตะฟุตซอลกับเยาวชนที่มาร่วมพูดคุย 

เมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 15 มี.ค. ที่ลานกีฬาสมาพันธ์แฟลตคลองจั่น เขตบางกะปิ นายเศรษฐา ทวีสิน ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย นางพวงเพ็ชร ชุนละเอียด ประธานคณะกรรมการประสานงานด้านการเมืองพื้นที่กรุงเทพฯ นายวิชาญ มีนชัยนันท์ นายดนุพร ปุณณกันต์ กรรมการประสานงานด้านการเมืองพื้นที่กรุงเทพฯ พร้อมด้วย ส.ส.กทม.และว่าที่ผู้สมัครส.ส.กทม. เขตบางกะปิ พรรคพท.ลงพื้นที่ล้อมวงคุยกับตัวแทนสภาเยาวชน 10 เขต เพื่อถาม-ตอบประเด็นเกี่ยวกับปัญหาด้านการกีฬา และรับฟังเสียงสะท้อนจากเยาวชน

โดยตัวแทนเยาวชน เสนอว่าอยากให้ช่วยสำหรับการรวมกลุ่มพัฒนากีฬาชนิดต่างๆ และอยากรู้ว่าพรรค พท.มีนโยบายเรื่องนี้อย่างไร นายเศรษฐา กล่าวว่า พรรค พท.ให้ความสำคัญกับกีฬา เราตั้งคณะกรรมการด้านนี้โดยเฉพาะ และเชื่อว่าเยาวชนแต่ละคนอยากก้าวหน้าไปสู่จุดที่สูงสุด เราจะช่วยส่งเสริมให้เยาวชนที่มีศักยภาพได้มีโอกาสในการคัดตัว เพื่อสร้างความหวัง 

จากนั้นเวลา 17.00 น. นายเศรษฐาให้สัมภาษณ์หลังการพูดคุยกับกลุ่มเยาวชนว่า การกีฬาเป็นเรื่องที่พรรคให้ความสำคัญ เพราะเป็นเรื่องของสุขภาพร่างกาย เป็นหนทางในการประกอบอาชีพด้วย แม้บางคนจะไม่มีความสามารถสูง แต่การที่เราจัดพื้นที่ให้เหมาะสมและครอบคลุม ไม่ว่าจะเป็นเพศอะไร ก็ต้องทำให้สุขภาพร่างกายแข็งแรง และไม่ไปหมกมุ่นกับยาเสพติดและการพนัน ทั้งนี้ จากการที่ฟังปัญหาก็ครอบคลุมหลายกระทรวง แน่นอนว่าเรามีพื้นที่อยู่แล้ว แต่เรื่องของงบประมาณก็เป็นเรื่องสำคัญ เราต้องจัดสรรให้เหมาะสม 

เมื่อถามว่า มองอย่างไรกรณีที่พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ระบุว่าจะก้าวข้ามความขัดแย้ง และมีการออกจดหมาย ความว่าหากได้เป็นรัฐบาล จะนำนโยบายแต่ละพรรคมาจัดทำ นายเศรษฐา กล่าวว่า ตนยังไม่ได้อ่านจดหมายของท่าน แต่ได้ยินคำว่าก้าวข้ามความขัดแย้ง ก็เป็นนิมิตหมายอันดี และท่านก็พูดหลายครั้งแล้วเรื่องนี้ ทางพรรคพท.ไม่ได้ขัดแย้งกับใคร เรามีข้อขัดแย้งกับความยากจน ความไม่เสมอภาคและความไม่เท่าเทียม ซึ่งจากนี้ไปจนถึงช่วงมีการเลือกตั้ง เราก็จะเร่งกลั่นนโยบายที่โดนใจประชาชนออกมา

เมื่อถามว่า การที่ พล.อ.ประวิตรระบุจะก้าวข้ามความขัดแย้ง ทำให้เห็นพรรคพลังประชารัฐเป็นทางออกของประเทศหรือไม่ นายเศรษฐา กล่าวว่า ตนยังไม่ได้คิดถึงตรงนั้น ดูแต่พรรคพท.อย่างเดียวว่าเราต้องไปสู่จุดมุ่งหมายที่ได้คะแนนเยอะที่สุด

‘บิ๊กป้อม’ เปิดตัว ‘ธีระชัย-ม.ล.กรกสิวัฒน์’ เสริมทัพ ศก. มั่นใจ!! แก้ปัญหาปากท้อง ปชช. ให้อยู่ดี-มีกินได้แน่นอน

(15 มี.ค.66) ที่พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคพปชร. เดินทางเข้าที่ทำการพรรค มีขบวนรถของร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ส.ส.พะเยา เดินทางมาด้วย โดยพล.อ.ประวิตร กล่าวทักนายสันติ พร้อมพัฒน์ รมช.คลัง ในฐานะเลขาธิการพรรค ว่า “ทำไม ไม่ไปกินข้าวผม ลืมรึ ที่ไปกินกับภูมิใจไทย” ซึ่งนายสันติ ได้แต่ยิ้มรับ โดยไม่ตอบ

จากนั้นเวลา 15.30 น. พล.อ.ประวิตร พร้อมด้วย นายสันติ พร้อมพัฒน์ รมช.คลัง ในฐานะเลขาธิการพรรค นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ ประธานยุทธศาสตร์การเมือง ร่วมแถลงเปิดตัวทีมเศรษฐกิจของพรรค ได้แก่ นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีตรมว.คลัง และ ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี นักวิชาการอิสระด้านพลังงาน

พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า พรรคพปชร.มีความยินดีที่ได้ทีมเศรษฐกิจทั้ง 2 ท่าน ที่มีความสามารถทั้งด้านเศรษฐกิจ และพลังงาน ที่พร้อมทำงานเพื่อพรรค และนำประโยชน์มาสู่ประชาชนเป็นสำคัญ ต้องขอบคุณที่มาร่วมทำงาน พรรคพลังประชารัฐยินดีต้อนรับทั้ง 2 ท่านเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งตอนนี้ทุกคนคงเห็นแล้วว่า เรามีทีมเศรษฐกิจเพียงพอแล้ว เราพร้อมแก้ปัญหาให้บ้านเมือง ให้ประชาชนให้สามารถอยู่ดีกินได้  และยกระดับความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นได้ ฝากสื่อมวลชนช่วยบอกเพื่อนฝูงว่าพรรคเรามีทีมเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง พร้อมทำงานเพื่อประเทศชาติ และประชาชน

ด้านนายสันติ กล่าวว่า ทั้ง 2 คน เป็นบุคคลากรที่มีความรู้ความสามารถอย่างที่ทราบกันอยู่แล้ว นายธีรชัย เป็นอดีตรมว. คลัง และมล.กรกสิวัฒน์ มีความเชี่ยวชาญด้านพลังงาน และหลาย ๆ เรื่อง ซึ่งทั้ง 2 ท่านมีอุดมการณ์ที่จะเข้ามาช่วยพรรคผลิตนโยบาย และแนวคิดเศรษฐกิจเพื่อประชาชน เพื่อให้พรรคเป็นที่หวังของประชาชนในการพัฒนาด้านต่าง ๆ ให้สำเร็จ อย่างไรก็ตาม เมื่อหัวหน้าพรรคพปชร. ได้เป็นนายกรัฐมนตรี ทุกนโยบายเราจะทำทันที และเห็นผลทันที 

ด้านนายธีระชัย กล่าวว่า ขอบคุณพล.อ.ประวิตร ที่เชิญให้ตนเข้ามาร่วมทำงานกับพรรคพปชร.และสาเหตุที่ตัดสินใจตอบรับ เพราะเห็นว่าบ้านเมืองกำลังจะเผชิญปัญหาใหญ่ในอีก 3-4 ปีข้างหน้า ส่วนหนึ่งจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ของโลก ซึ่งจะเป็นคลื่นลูกใหญ่ที่ซัดมาชายฝั่งประเทศไทย ทั้งในด้านเศรษฐกิจ และในด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ อีกส่วนหนึ่งจากปัญหาที่สะสมกันมาหลายปี เช่น ปัญหาเศรษฐกิจการเงินโลก รวมถึง การบริหารประเทศต้องเพิ่มนโยบายที่เน้นทำให้ประชาชนมีความเข้มแข็งในตัวเอง และต้องเพิ่มได้นโยบายที่ขจัดความขัดแย้ง และการเปิดรับฟังปัญหาและความคิดเห็นของประชาชนอย่างแท้จริง ต้องคิดออกไปนอกกรอบเดิม ๆ รวมทั้งต้องป้องกันไม่ให้นายทุนเข้ามาใช้ข้าราชการเป็นเครื่องมือในการหาประโยชน์ส่วนตน ทำให้ภาพลักษณ์ด้านธรรมาภิบาลของประเทศตกต่ำ ฟื้นไม่ขึ้น และสังคมขาดความเป็นธรรม
 
"ผมได้พิจารณาแล้วเห็นว่า พรรคที่จะแก้ปัญหาได้ ก็คือพรรคพปชร. เพราะจะมีโอกาสทำงานเพื่อประชาชน สร้างสมดุลระหว่างนายทุนกับประชาชน และเป็นนโยบายที่ทำได้จริง ไม่สุดกู่ รวมถึงนโยบายขจัดความขัดแย้งทางการเมืองให้ได้ ก็สอดคล้องกับแนวคิดของผม ดังนั้นผมจึงเข้ามาในพรรคพปชร. เพื่อจะนำเสนอนโยบายที่เกิดผลประโยชน์ต่อประชาชน ที่จะทำได้จริง ที่จะสร้างสมดุลประชาชนกับนายทุน ที่จะปราศจากผลประโยชน์ครอบครัวเจ้าของ และเป็นนโยบายที่จะมองกว้างไกล เพื่อจะให้เป็นทางเลือกแก่ประชาชน" อดีตรมว.คลัง กล่าว

ด้าน ม.ล.กรกสิวัฒน์ กล่าวว่า พล.อ.ประวิตร และผู้บริหารพรรคพลังประชารัฐทุกท่าน ที่ได้กรุณาเชื้อเชิญให้ตนเข้ามาร่วมงานกับพรรค ตนทราบว่าพรรคพลังประชารัฐมีความตั้งใจไม่ใช่แค่การลดราคาพลังงานแบบฉาบฉวย แต่จะเป็นการปรับโครงสร้างราคาพลังงานทั้งระบบอย่างจริงจัง ซึ่งเมื่อตนได้พูดคุยกับพลเอกประวิตร พบว่า ท่านมีความใจกว้างที่จะรับฟังความเห็นที่ตนนำเสนอ และพร้อมที่จะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างเต็มที่ 

"ผมมั่นใจว่าหากพรรคพลังประชารัฐได้เป็นรัฐบาล นโยบายที่พรรคจะทำให้ประชาชน จะมีผลเปลี่ยนแปลงชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนให้ดีขึ้นได้อย่างแน่นอน เพราะยึดหลักการที่ว่า พลังงานของประชาชน เพื่อประชาชน ตามที่พรรคมีเจตจำนง " ม.ล.กรกสิวัฒน์ กล่าว 

8 ปี 154 วัน กับความทรงจำนายกรัฐมนตรีไทย พลเอก เปรม ติณสูลานนท์

อีกประมาณ 2 เดือนข้างหน้าจะเข้าสู่การเลือกตั้งใหญ่ เป็นที่รู้กันว่าตามรัฐธรรมนูญ 2560 บัญญัติไว้ให้นายกรัฐมนตรีมีวาระในการดำรงตำแหน่งไม่ว่าจะติดต่อกันหรือไม่ แต่รวมแล้วต้องไม่เกิน 8 ปี

หากย้อนดูในประวัติศาสตร์การเมืองไทย มีนายกรัฐมนตรีมาแล้ว 29 คน ซึ่งแต่ละคนก็มีวาระในการดำรงตำแหน่ง และห้วงเวลาสั้น ยาว แตกต่างกันไป 

แต่ถ้าพูดถึงนายกรัฐมนตรีที่อยู่ในอำนาจสั้นที่สุด นั่นคือ  "ทวี บุณยะเกตุ" ซึ่งอยู่ในตำแหน่งเพียง 18 วัน เป็นช่วงเวลาแสนสั้น  แต่ภารกิจนั้นกลับสำคัญยิ่ง 

ย้อนกลับไปเมื่อ 15 สิงหาคม 2488 สงครามโลกครั้งที่ 2 เริ่มเข้าสู่จุดสิ้นสุดเมื่อญี่ปุ่นประกาศตกลงยอมแพ้สงคราม นายปรีดี พนมยงค์ ในฐานะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ในรัชกาลที่ 8 ได้ออก “ประกาศสันติภาพ” อันมีใจความสำคัญว่า การประกาศสงครามของไทยต่ออังกฤษและสหรัฐฯ เป็นโมฆะ ทำให้รัฐบาลนายควง  อภัยวงศ์ ลาออกตามมารยาทการเมือง

ขณะที่ต้องรอเวลาให้ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช หัวหน้าเสรีไทยสายสหรัฐอเมริกา เดินทางกลับมาที่ไทยเพื่อรับตำแหน่งนายกฯ ต่อไป ทว่ามีภารกิจเร่งด่วนที่สุดของประเทศที่รอไม่ได้ คือการเจรจายุติสงครามกับอังกฤษและสหรัฐฯ  จึงจำเป็นต้องตั้ง "รัฐบาลเฉพาะกิจ" เร่งจัดการเรื่องต่างๆ ช่วงรอยต่อจากภาวะสงคราม

"ทวี บุณยเกตุ" คือบุคคลที่ทุกฝ่ายเห็นพ้องว่ามีคุณสมบัติเหมาะสมให้เข้าดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี "ขัดตาทัพ" ด้วยความที่เป็นสมาชิกคณะราษฎรสายพลเรือน ผ่านประสบการณ์ทางการเมืองเป็นเลขา ครม.ในรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม และเป็นรัฐมนตรีในรัฐบาลนายควง อภัยวงศ์ และเงื่อนไขที่สำคัญที่สุดคือ นายทวี เป็นแกนนำคณะเสรีไทย ที่นายปรีดี พนมยงค์ ไว้ใจ รวมถึงเป็นที่ยอมรับของฝ่ายสัมพันธมิตร

ดังนั้นรัฐบาลของนายกฯ "ทวี บุณยเกตุ"  จึงมีอายุเพียงแค่ "18 วัน" ตั้งแต่ 31 สิงหาคม-17 กันยายน 2488  ในการทำภารกิจสำคัญเร่งด่วน คือ เตรียมการเจรจายุติสถานะสงครามกับอังกฤษ และสหรัฐฯ  พร้อมปูทางให้ไทยสมัครเป็นสมาชิกองค์การสหประชาชาติ รวมถึงเปลี่ยนชื่อประเทศจาก “ไทยแลนด์” กลับมาใช้ชื่อ “สยาม”  และยุบตำแหน่ง “ที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน” เพื่อลดเกียรติภูมิของ จอมพล ป. พิบูลสงคราม ที่ตัดสินใจให้ความร่วมมือกับกองทัพญี่ปุ่นก่อนหน้านั้น 

กระทั่ง ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช เดินทางกลับถึงไทย วันที่ 17 กันยายน 2488 นายทวีได้นำคณะรัฐมนตรีลาออกเพื่อเปิดทางให้ ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช จัดตั้งรัฐบาลตามที่ตกลงกันไว้ เป็นอันเสร็จสิ้นภารกิจของนายกรัฐมนตรีที่มีระยะเวลาอยู่ในตำแหน่งสั้นที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทย
 
เมื่อพูดถึง “นายกฯ ที่มีอายุงานสั้นที่สุด” ในมุมตรงข้าม นายกรัฐมนตรีที่ดำรงตำแหน่งยาวนานที่สุด ต้องยกให้ "จอมพล ป. พิบูลสงคราม"  ที่เป็นนายกรัฐมนตรี 2 ช่วง รวมเวลายาวนานถึง 15 ปี กับอีก 11 เดือน 

เส้นทางการเมืองของจอมพล ป. พิบูลสงคราม เริ่มจากการเป็นกำลังสายทหารในคณะราษฎร ร่วมเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี 2475 ก่อนนำกำลังปราบกบฏบวรเดช ปูทางก้าวขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 3 ในปี 2481 ต่อจากพันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา 

ในห้วงแรกของการเป็นนายกรัฐมนตรี จอมพล ป. เดินหน้านโยบายสร้างชาติ ปลูกฝังกระแสชาตินิยมต่อเนื่อง  ตั้งแต่ออกกฎหมายสงวนอาชีพบางอย่างเฉพาะคนไทย  ใช้คำขวัญ "ไทยทำ ไทยใช้ ไทยเจริญ" มีการปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมให้ทันสมัย เช่น สั่งห้ามกินหมาก ให้ข้าราชการนุ่งกางเกงขายาว สวมหมวก สวมรองเท้า และกล่าวคำว่า "สวัสดี" เมื่อพบปะทักทายกัน

ขณะที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย และอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิก็ถูกก่อสร้างในสมัยจอมพล ป. รวมถึง มีการเปลี่ยนชื่อประเทศจาก "สยาม" เป็น "ไทย" ด้วย 

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 จอมพล ป. ตัดสินใจเลือกเป็นพันธมิตรกับญี่ปุ่น กระทั่งปี 2487 เกิดเหตุการณ์รัฐบาลแพ้โหวตร่างกฎหมายสำคัญในสภา ทำให้จอมพล ป. ต้องประกาศลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี 

‘พปชร.’ เปิดเวทีให้ ปชช.ร่วมระดมสมอง-ถกปัญหาสุขภาพ หลังได้รับผลกระทบจากโรคระบาด-อากาศที่เปลี่ยนแปลงบ่อย

(15 มี.ค. 66) นายรัฐภูมิ โตคงทรัพย์ ทีมโฆษกพรรคพลังประชารัฐ (พปชร. ) และ ภญ.นพวรรณ หัวใจมั่น ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.กทม.เขตบางเขน ร่วมการเสวนาเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในหัวข้อ ‘สานพลัง เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต’ โดยหน่วยงานสาธารณสุข ประกอบด้วย นายแพทย์จิรวัฒน์ เชี่ยวเฉลิมศรี อาจารย์อายุรแพทย์โรคภูมิแพ้และภูมิคุ้มกันทางคลินิก ศูนย์การแพทย์ปัญญานันทภิกขุ ชลประทาน มหาวิทยาลัยศรนีนครินทร์วิโรฒ และ ศ.ดร.ศิวัช พงษ์เพียจันทร์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาการป้องกันและจัดการภัยพิบัติ ผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อม ร่วมถ่ายทอดความรู้การดูแลสุขภาพให้กับประชาชน ซึ่งในครั้งนี้มีประชาชนเข้ามาร่วมรับฟังแนวทางการแก้ไขปัญหาและการป้องกันอย่างถูกวิธี

โดยนายรัฐภูมิ เปิดเผยว่า หลังจากที่ได้รับการร้องเรียนถึงปัญหาจากผลกระทบการแพร่ระบาดเชื้อโควิด-19 ที่ผ่าน มีผลต่อการดำรงชีวิตที่ต้องเผชิญต่อปัจจัยเสี่ยงในโรคภัยต่าง ๆ เช่น ภูมิแพ้ ซึ่งมาจากเรื่องสุขภาพและสภาวะอากาศที่มีการเปลี่ยนแปลง

'พิธา' โว 4 ปี 'ก้าวไกล' ทำงานดุดัน-คุ้มค่าภาษีประชาชน แต่เป็นฝ่ายค้านทำงานได้ไม่เต็มที่ ขอคนไทยช่วยเลือกให้เป็นรัฐบาล

(15 มี.ค.66) ที่โรงแรมเอเชียแอร์พอร์ต ดอนเมือง พรรคก้าวไกล (ก.ก.) จัดประชุมใหญ่พรรคเตรียมพร้อมก่อนการยุบสภาฯ มีแกนนำพรรคและว่าที่ผู้สมัครส.ส.ครบทุกเขต เข้าร่วมประชุม

นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรค ก.ก. ให้สัมภาษณ์ถึงการประชุมร่วมกับว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.ในครั้งนี้ว่า เป็นการเตรียมตัวก่อนการยุบสภาฯ ไม่เช่นนั้นจะทำให้โอกาสการเตรียมตัวของว่าที่ผู้สมัครส.ส. ทั้งเขตและบัญชีรายชื่อ จะเป็นไปได้ยาก โดยมียุทธศาสตร์การหาเสียงโค้งสุดท้ายและแคมเปญแมสเสจที่จะใช้หาเสียง รวมถึงการพยายามปลุกขวัญและกำลังใจของส.ส.ทุกคน ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมาพรรคก้าวไกลทำหน้าที่ฝ่ายค้านอย่างเต็มที่และอยากจะพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่าเราจะมีประโยชน์กว่าเมื่อเราได้เป็นรัฐบาลในอีก 4 ปีข้างหน้า เราจึงต้องเตรียมความพร้อมการทำงานเพื่อให้ส.ส.เขตได้ลงพื้นที่และมีงานสภาเด่น และต้องย้ำดีเอ็นเอของพรรคก้าวไกลในช่วงโค้งสุดท้ายที่เหลืออยู่ 60 กว่าวัน

เมื่อถามว่า วางเป้าหมายส.ส.ของพรรคก้าวไกลไว้เท่าไหร่ นายพิธา กล่าวว่า ขณะนี้มีอยู่ 2 เป้าหมายเป้าหมายแรกคือการได้ส.ส.มากกว่าสมัยอดีตพรรคอนาคตใหม่ และเป้าหมายที่สองคือการมี ส.ส.เขตครบทุกภูมิภาคให้ได้

เมื่อถามถึงยุทธศาสตร์ในการหาเสียงเลือกตั้ง นายพิธา กล่าวว่า ยุทธศาสตร์คือ การเข้าหาประชาชนให้มากที่สุด และอยู่ที่การบริหารจัดการ การทำงานอย่างทุ่มเทของว่าที่ผู้สมัครส.ส. แกนนำพรรคและการจัดวางพื้นที่ในการเข้าหาพี่น้องประชาชน เพื่อให้ประชาชนเห็นว่าการมีพรรคก้าวไกลเป็นรัฐบาลสามารถทำให้ปัญหาของเขาได้รับการผ่อนคลายไป

เมื่อถามถึงกรณีที่เกิดความขัดแย้งและความวุ่นวายระหว่างที่ลงพื้นที่ นายพิธา กล่าวว่า พรรคก้าวไกลเข้าใจเรื่องนี้ ว่าเป็นส่วนหนึ่งของระบบประชาธิปไตยคือการมีกระบวนการพูดคุยและสิทธิในการแสดงออกแต่ต้องมีกระบวนการจัดการและมีวุฒิภาวะ โดยเราจะไม่ทำให้เหมือนกับกรณีของป้านาที่จังหวัดราชบุรีอย่างแน่นอนไม่ว่าจะตอนที่หาเสียงหรือตอนที่ตนรัฐบาลแล้ว เพราะเราต้องการให้มีพื้นที่ปลอดภัยไว้พูดคุยกัน ขณะเดียวกันคนก็คงจะดูออกว่าเป็นความตั้งใจมาใช้สิทธิทางการเมืองจริงหรือไม่ หรือมาอย่างมีความตั้งใจแอบแฝงอื่นที่โดนบังคับมา

‘ตร.’ บุกค้นบ้าน ‘รอง สสจ.โคราช’ หลังพบเอี่ยวจัดสัมมนาทิพย์ เร่งตรวจสอบเส้นทางการเงิน พร้อมยึดทรัพย์กว่า 2 ล้านบาท

เจ้าหน้าที่ ปปง.สนธิกำลังเจ้าหน้าที่ ปปท.บุกค้นบ้านรองนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดนครราชสีมา หลังพบมีส่วนพัวพันการจัดอบรมทิพย์ 32 อำเภอ ในช่วงตั้งแต่ปี 2562 เจ้าหน้าที่ตรวจยึดหลักฐานและเส้นทางการเงินไปตรวจสอบ

(15 มี.ค. 66) นายปิยะ ศรีวิกะ ผู้อำนวยการกองคดี 2 สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) พร้อมด้วย พ.ต.ท.สิริพงษ์ ศรีตุลา ผู้อำนวยการกองปราบปรามทุจริตในภาครัฐ 2 สำนักงานคณะกรรมการป้องกัน และปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) และเจ้าหน้าที่ตำรวจกองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) นำหมายศาลเข้าตรวจค้นบ้านพักของรองนายแพทย์สาธารณสุข จังหวัดนครราชสีมาคนหนึ่งในพื้นที่หมู่ 2 ตำบลสุรนารี อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งเป็น 1 ใน 4 จุดที่เจ้าหน้าที่เข้าทำการตรวจค้นในครั้งนี้ โดยอีก 3 จุดที่เข้าทำการตรวจค้น ประกอบด้วยบ้านพักในพื้นที่หมู่ 1 ตำบลสุรนารี อำเภอเมืองนครราชสีมา, บ้านพักในพื้นที่หมู่ 1 ตำบลหนองกระทุ่ม อำเภอเมืองนครราชสีมา และบ้านพักในพื้นที่บริเวณถนนเซนต์เมรี่ ตำบลในเมือง อำเภอเมืองนครราชสีมา

ทั้งนี้ จากข้อมูลการตรวจสอบโครงการการจัดอบรมควบคุมป้องกันโรคของสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครราชสีมา พบว่าในช่วงตั้งแต่ปี 2562 ได้มีโครงการจัดอบรมเจ้าหน้าที่สาธารณสุขตำบล และเจ้าหน้าที่สาธารณสุขอำเภอ 32 อำเภอของจังหวัดนครราชสีมา แต่ไม่มีการจัดอบรมจริงเป็นลักษณะของการจัดอบรมสัมมนาทิพย์ มีแต่เอกสารโครงการที่เขียนระบุการจัดอบรมเพื่อเบิกเงินงบประมาณค่าสถานที่อบรม และค่าอาหาร

โดยมีรายชื่อชาวบ้านในแต่ละพื้นที่เข้าร่วมอบรม แต่ผู้มีรายชื่อเข้าร่วมโครงการส่วนใหญ่ยืนยันว่า ไม่ได้เป็นผู้ลงรายมือชื่อในเอกสาร และไม่ได้เข้าร่วมโครงการ ซึ่งในบางพื้นที่พบมีรายชื่อผู้เสียชีวิตอยู่ในผู้ร่วมอบรมด้วย และสถานที่ใช้จัดอบรมส่วนใหญ่ระบุว่าเป็นสถานที่ราชการ แต่หน่วยงานเจ้าของสถานที่ยืนยันว่าไม่มีการจัดโครงการ และไม่พบว่ามีหนังสือขอใช้สถานที่ในการอบรมแต่อย่างใด

ต่อมาเวลา 13.00 น. นายภูมิวิศาล เกษมศุข เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ท. ร่วมกับนายเทพสุ บวรโชติดารา รองเลขาธิการ รักษาราชการแทนเลขาธิการ ปปง. พล.ต.ต. จรูญเกียรติ  ปานแก้ว ผบก.ปปป นายศุภภิมิตร เปาริก รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา พร้อมด้วยนายปริญญา วิกุลศิริรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัดนครราชสีมา ร่วมแถลงข่าวกรณีการเข้าตรวจค้นและยึดอายัดทรัพย์สินข้าราชการที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการจัดโครงการอบรมทิพย์ จำนวน 4 จุด ในพื้นที่ อ.เมืองนครราชสีมา ภายใต้ ‘แผนปฏิบัติการตรวจค้นคนสาธารณสุข’ ณ ห้องประชุม ชั้น 2 สำนักงาน ปปท. เขต 3 ต.โคกกรวด อ.เมืองนครราชสีมา จ.นครราชสีมา

‘ชทพ.’ เปิดตัว ‘สมเกียรติ’ อดีต ส.ส.ก้าวไกล ลงเขตบางนา เจ้าตัวเผย เวลาบอกว่าอยู่พรรคของ ‘วราวุธ’ มีแต่คนยิ้มรับ

(15 มี.ค.66) ที่พรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะหัวหน้าพรรค ชทพ. พร้อมด้วยนายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะเลขาธิการพรรค น.ส.กัญจนา ศิลปอาชา ประธานคณะกรรมการอำนวยการพรรค ร่วมกันแถลงเปิดตัวนายสมเกียรติ ถนอมสินธุ์ อดีต ส.ส.กทม. พรรคก้าวไกล เป็นว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.กทม. เขตบางนา ของพรรค ชทพ. โดยนายวราวุธ กล่าวว่า นายสมเกียรติทำงานในพื้นที่บางนามาโดยตลอด ทำงานหนัก ลงพื้นที่ รวมทั้งนำเรื่องมาหารือกับกระทวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมาโดยตลอด

นายสมเกียรติ กล่าวว่า ตนได้ลาออกจาก ส.ส. กับคณะกรรมการเลือกตั้ง (กกต.) เมื่อวันที่ 14 มี.ค. ที่ผ่านมา ตนรู้สึกโล่งใจ ขณะนี้คนในพื้นที่บางนารับทราบแล้วว่าตนจะลงสมัครในนามพรรค ชทพ. เขารู้ว่าพรรคเดิมของตนเปิดตัวผู้สมัคร ส.ส.ในเขตเดิมของตนแล้ว ซึ่งเป็นหัวหน้าการ์ดผู้ชุมนุม ทั้งนี้ ชทพ.เป็นพรรคที่เหมาะกับตน เชื่อมต่อกับผู้ที่อายุเยอะกว่าได้เป็นอย่างดี

‘ผบช.ภ.7’ แถลง จับยาไอซ์ล็อตใหญ่ มูลค่ากว่า 100 ล้าน ลั่น!! รับจ๊อบ ส่งให้เครือข่ายใหญ่ในภาคใต้

(15 มี.ค. 66) พล.ต.ต.ธนายุติม์ วุฒิจรัสธรรมรงค์ ผบช.ภ.7 พร้อมด้วย นายปิยะพงษ์ ชูวงค์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี เป็นประธานแถลงข่าวผลการจับกุมตัวนายนิวัฒน์ บุญเรือง ประทุมดวง อายุ 35 ปี อยู่บ้านเลขที่ 143 ม.15 ต.ปางมะค่า อ.ขาณุวรลักษบุรี จ.กำแพงเพชร และผู้ต้องหาตามหมายจับ ประกอบด้วย นายอ๊ะหมัด บังคม อายุ 35 ปี, นายริดูวาน บูแล อายุ 22 ปี, น.ส.ซารีนา โต๊ะนอ อายุ44 ปี, น.ส.นอรีชา บูละ อายุ34 ปี และ น.ส.กอมีละ แวหะมะ อายุ 39 ปี 6 ผู้ต้องหาร่วมกัน ลักลอบขนยาเสพติดประเภท 1 ยาไอซ์ 2 กระสอบ น้ำหนักประมาณ 100 ก.ก. พร้อมรถของกลางยี่ห้อ เซฟโลเล็ตสีขาว หมายเลขทะเบียน ฒว.2737 กทม. รถเก๋งยี่ห้อโตโยต้า รุ่นแคมรี่ หมายเลขทะเบียน 2 กผ 8721 กทม ที่ สภ. ชะอำ

สำหรับคดีจับกุมยาไอช์ล็อตใหญ่ดังกล่าว พล.ต.ต.ธนายุติม์ เผยว่า สืบเนื่องจาก พ.ต.อ.สมเกียรติ โฉมฉาย ผกก.สภ.ชะอำ ได้รับแจ้งจากสายลับ เมื่อวันที่12 มี.ค.ว่าจะมีการลักลอบขนส่งยาเสพติดจำนวนมากประปนมากับเสื้อผ้าจากต้นทางจังหวัดนนทบุรีเพื่อลำเลียงลงสู่จังหวัดนราธิวาส ผ่านจังหวัดเพชรบุรี จึงรายงานให้ พล.ต.ต.ปิติ นฤขัตรพิชัย ผบก.ภ.จว.เพชรบุรี ทราบ และทำการตั้งด่านตรวจสกัดจับที่บริเวณจุดสกัด ถ.เพชรเกษมขาล่องใต้ บ้านนิคม ต.เขาใหญ่ อ.ชะอำ กระทั่งเมื่อเวลาประมาณ 00.30 น ของวันถัดมา เจ้าหน้าที่สังเกตเห็นรถกระตู้ทึบสีขาวตามที่สายลับแจ้งลักษณะมา จึงส่งสัญญาณให้หยุดรถและสังเกตเห็นนายวิวัฒน์ผู้ขับขี่รถคันดังกล่าว มีท่าทางลุกลี้ลุกลนอย่างมีพิรุธ จึงขอตรวจค้นจนพบของกลางเป็นยาไอช์จำนวน 2 กระสอบรวม น้ำหนัก 100 กิโลกรัม ซุกซ่อนปะปนมากับกระสอบเสื้อผ้าเพื่ออำพรางอีก 5 กระสอบ

จากนั้นได้นำตัวนายนิวัฒน์มาทำการสอบสวนขยายผลทันที โดยนายนิวัฒน์สารภาพว่า ยาไอช์ดังกล่าว ตนเองพร้อมพวกอีก 5 คน ได้เช่ารถกระบะตูทึบกับรถเก๋งเพื่อรับจ้างจากเอเย่นต์รายหนึ่งในราคาสามแสนบาทลำเลียงมาจากจังหวัดนนทบุรี โดยนำยาไอซ์ซุกมาพร้อมกระสอบเสื้อผ้าในรถกระบะทึบ ส่วนรถเก๋งจะใช้เป็นรถวิ่งสังเกตเส้นทางล่วงหน้า เพื่ออำนวยความสะดวกในการนำยาเสพติดไปส่งให้กับเครือข่ายยาเสพติดในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส กระทั่งรถกระบะตู้ทึบวิ่งมาถึงด่านตรวจนิคมจึงตรวจพบของกลางดังกล่าว

‘ผบ.ทอ.’ เตรียมเปิด 3 พื้นที่ ทอ. ให้พรรคการเมืองหาเสียง ย้ำ!! กำลังพลวางตัวเป็นกลาง ปฏิบัติตามกฎระเบียบ

(15 มี.ค.66) ที่โรงเก็บอากาศยาน ฝูงบิน 601 กองบิน 6 พลอากาศเอก อลงกรณ์ วัณณรถ ผู้บัญชาการทหารอากาศ (ผบ.ทอ.) กล่าวว่า กองทัพอากาศพร้อมสนับสนุนการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในเร็ว ๆ นี้ ตามคำร้องขอ 

ทั้งนี้ คนได้เน้นย้ำที่ประชุมหน่วยขึ้นตรงกองทัพอากาศ ให้วางตัวเป็นกลางการเมือง เปิดพื้นที่ให้ทุกพรรคการเมืองใช้หาเสียง 3 กลุ่ม ประกอบด้วย สโมสรกองทัพอากาศ สนามกีฬากองทัพอากาศ และหอประชุมกองทัพอากาศ ให้ทุกพรรคการเมืองเข้ามามีส่วนร่วมพร้อม ๆ กัน เป็นกฎระเบียบที่ ผบ.เหล่าทัพ ได้มีการพูดคุยและนำไปปฏิบัติเหมือนกันทุกเหล่าทัพ

‘ศาลสงขลา’ ตัดสินจำคุกตลอดชีวิต ‘บังหมัด กงหรา’ คดีฆ่าชิงทรัพย์นักเรียน ม. 5 ชดใช้เหยื่อ 2.1 ล้าน

(15 มี.ค. 66) จากกรณีที่กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 สมัยนั้น พล.ต.ท.รณศิลป์ ภู่สาระ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 พล.ต.ต.ทิวธวัช นครศรี ผู้บังคับการสืบสวนตำรวจภูธรภาค 9 พล.ต.ต.อาชาน จันทร์ศิริ ผู้บังคับการตำรวจภูธร จังหวัดสงขลา ร่วมกันแถลงข่าวจับกุมนายประถม (สงวนนามสกุล) อายุ 49 ปี หรือ ‘บังหมัด กงหรา’ ที่อยู่ หมู่ 6 ตำบลคลองทรายขาว อำเภอกงหรา จังหวัดพัทลุง ตามหมายจับของศาลจังหวัดสงขลาที่ จ.68/2564 ลงวันที่ 28 ก.พ. 64 โดยถูกตำรวจชุดสืบสวน นำโดย พ.ต.อ.ศักดา เจริญกุล รอง ผบก.สส. ภ.9, พ.ต.อ.ธนวัต เส้งสุย ผกก.สส.ภ.จว.สงขลา, พ.ต.อ.บรรพต เดชมา ผกก.สส.2 บก.สส. ภ.9, พ.ต.ท.เอกภพ มุสิกปักษ์ รอง ผกก. สส.ภ.จว.สงขลา ตามไปจับกุมตัวได้ที่บ้านพักในพื้นที่หมู่ 6 ตำบลคลองทรายขาว อำเภอกงหรา จังหวัดพัทลุง เมื่อ 28 ก.พ. 64 หลังใช้เวลาสืบสวนเพียง 26 ชั่วโมง จนได้ตัวผู้ก่อเหตุ พร้อมตรวจยึดของกลางรวม 6 รายการ

ประกอบด้วย รถยนต์เก๋ง ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นโคโรล่า สีเทา ป้ายทะเบียนจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จำนวน 1 คัน ซึ่งใช้ขับติดตามและเฉี่ยวชนให้ผู้ตายตกข้างทาง, เงินสด จำนวน 1,300 บาท ของผู้ตาย, เหล็กขันเปลี่ยนล้อรถ ยาวประมาณ 10 นิ้ว จำนวน 1 อัน ที่ใช้ทุบตีผู้ตาย, กางเกงขาสั้น แบบสามส่วนมีกระเป๋าด้านข้างขา สีครีม จำนวน 1 ตัว, กางเกงกีฬาสีน้ำเงินแถบขาวแดง จำนวน 1 ตัว ซึ่งเป็นชุดสวมใส่ขณะก่อเหตุ และเสื้อคลุมแขนยาว แบบมีฮู้ดคลุมศีรษะ สีแดง จำนวน 1 ตัว ซึ่งเป็นเสื้อของน้องนิหน่าที่สวมใส่ในคืนเกิดเหตุและได้ลักเอาไปเช็ดคราบอสุจิและนำไปทิ้งริมถนนตรงข้าม รร.ศิริวรรณวลี รัตภูมิ โดยแจ้งดำเนินคดี 3 ข้อหาคือ "ข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นโดยใช้กำลังประทุษร้ายและเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย, ชิงทรัพย์ในเวลากลางคืนเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย โดยใช้ยานพาหนะ เพื่อสะดวกแก่การกระทำผิด หรือพาทรัพย์นั้นไปหรือเพื่อให้พ้นการจับกุมหรือรับของโจร, และฆ่าผู้อื่นเพื่อปกปิดความผิดอื่นของตน หรือเพื่อหลีกเลี่ยงให้พ้นอาญาในความผิดอื่นที่ตนได้กระทำไว้"

พล.ต.ท.รณศิลป์ ภู่สาระ ผบช.ภาค 9 (ขณะนั้น) เปิดเผยว่า ในชั้นการจับกุมผู้ต้องหาให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหาว่าเป็นคนฆ่าน้องนิหน่าเพียงคนเดียว โดยการขับรถเก๋งเฉี่ยวชนรถจักรยานยนต์ของน้องนิหน่า จนตกคูน้ำกลางถนน แล้วลงไปชกหน้าท้อง 3 ครั้ง ก่อนลงมือข่มขืนจนสำเร็จความใคร่ 1 ครั้ง แล้วชิงเอากระเป๋าสะพายของน้องนิหน่าพร้อมเงินสด 1,300 บาท จากนั้นได้ใช้เหล็กสำหรับใช้เปลี่ยนล้อรถที่เตรียมมา ตีที่ใบหน้าของน้องนิหน่า 2-3 ครั้ง จนเสียชีวิต แล้วได้นำรถจักรยานยนต์ของน้องนิหน่า มาทับศพของผู้ตายบริเวณใบหน้าและลำตัวท่อนบน เพื่อทำให้ดูว่า เป็นการเกิดอุบัติเหตุรถตกคูเสียชีวิต และยังได้ถอดเสื้อแจ็คแก็ตสีน้ำตาลของน้องนิหน่าที่สวมใส่อยู่ เอามาเช็ดน้ำอสุจิของตนเอง แล้วนำไปทิ้งในพื้นที่ ต.คูหาใต้ อ.รัตภูมิ จ.สงขลา และล้างคราบเหล็กที่ใช้ตีเก็บไว้ในช่องเก็บของหลังเบาะนั่งข้างคนขับ

การสืบสวนคลี่คลายคดีนี้ พ.ต.อ.ศักดา เจริญกุล รอง รอง ผบก.สส.ภ.9 พร้อมด้วย ชุดสืบสวนจาก 3 หน่วยทั้งชุดสืบสวนตำรวจภูธร จ.สงขลา ชุดสืบสวนกองบังคับการสืบสวนภาค 9 และชุดสืบสวน สภ.บางกล่ำ กว่า 30 นาย ทำงานตลอด 24 ชั่วโมง โดยเฉพาะการแกะรอยภาพจากกล้องวงจรปิดทำให้ทราบเบาะแสของรถต้องสงสัยและคนร้าย เริ่มจากเบาะแสสำคัญของคดีนี้ เป็นภาพจากกล้องวงจรปิดภายในปั้มน้ำมันแห่งหนึ่ง ริมถนนสายเอเชีย พื้นที่ ต.ท่าช้าง อ.บางกล่ำ ซึ่งอยู่ก่อนถึงจุดเกิดเหตุราว 3 กิโลเมตร โดยรถเก๋งคันนี้เป็นรถยี่ห้อโตโยต้า โคโรล่า สีบรอน ทะเบียน ประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งขับเข้ามาจอดเติมน้ำมันในปั้ม ในเวลา 00.22 น. คืนวันที่ 27 ก.พ. และน้องนิหน่าก็แวะเติมน้ำมันที่ปั้มนี้เช่นกัน ซึ่งตอนนั้นยังสวมใส่เสื้อฮู้ดและล้วงเงินในกระเป๋ามาจ่ายค่าน้ำมัน โดยรถเก๋งคันนี้ขับออกไปก่อนเล็กน้อยและน่าจะไปดักรอ รวมทั้งภาพจากกล้องวงจรปิดที่เลยจุดเกิดเหตุมาเล็กน้อย พบว่ามีเพียงรถเก๋งคันนี้ขับมาคันเดียวโดยไม่มีรถจักรยานยนต์ของน้องนิหน่า ขับตามมาแต่อย่างใด

หากเทียบเวลารถเก๋งคันนี้ก็ขับช้าผิดปกติมาก เพราะจากปั้มน้ำมันมาถึงจุดที่มีกล้องวงจรปิดเลยมาอีกตัวใช้เวลาแค่ประมาณ 2 นาที แต่รถเก๋งคันนี้ใช้เวลาถึง 20 นาที จึงเป็นที่มาของขยายผลติดตามจับกุม เมื่อเปรียบเทียบภาพชายที่ขับรถยนต์เก๋งคันนี้ จากภาพในกล้องวงจรปิด กับภาพบัตรประชาชนของนายประถม พบว่ามีลักษณะตำหนิรูปพรรณ หน้าตาเหมือนกันทุกประการ จึงเชื่อว่านายประถม เป็นคนร้ายในคดีนี้ รวมทั้งผลการตรวจ DNA จากซอกเล็บของผู้ตาย พบว่าตรงกับ DNA ของนายประถม ด้วยอย่างชัดเจน รวมทั้งรองเท้าแตะสีน้ำเงินที่ตกอยู่ในที่เกิดเหตุ 1 คู่ ก็ตรงกับรองเท้าแตะในภาพกล้องวงจรปิดที่ชายขับรถเก๋งสวมใส่เหมือนกัน

จากการตรวจสอบประวัติของนายประถม พบว่า เคยต้องโทษคดีพรากผู้เยาว์อายุต่ำกว่า 15 ปี เพื่อการอนาจารฯ เมื่อปี 2545 ในพื้นที่ สภ.บางกล่ำ จ.สงขลา ศาลตัดสินจำคุก 1 ปี โทษให้รองลงอาญา 2 ปี ปรับเงิน 5,000 บาท และจากการสอบสวนแรงจูงใจการก่อเหตุ นายประถม บอกว่า ตอนเกิดเหตุได้ไปดื่มเหล้ากับเพื่อนที่ อ.หาดใหญ่ ขากลับแวะเติมน้ำมันที่ปั้มและเห็นหญิงสาวคนนี้ขับรถเข้ามาเติมน้ำมัน จึงมีอารมณ์จึงก่อเหตุขึ้น

จากนั้น พ.ต.อ.ศักดาฯ ได้คุมตัวนายประถม ไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพบริเวณจุดเกิดเหตุ โดยมีการวางกำลังตำรวจนับร้อยนายมารักษาความเรียบร้อย เนื่องจากมีทั้งพ่อแม่ ญาติพี่น้อง เพื่อน และแฟนหนุ่มของน้องนิหน่า รวมทั้งชาวบ้านมารอดูการทำแผนเกือบ 200 คน ซึ่งการทำแผนเริ่มจากนายประถม ขับรถเบียดรถจักรยานยนต์ของน้องนิหน่า และชนจนตกร่องน้ำกลางถนน จากนั้นได้ลงไปชกหน้าท้อง ลงมือข่มขืน ใช้เหล็กตี และเอารถจักรยานยนต์ทับร่าง อำพรางว่าเป็นอุบัติเหตุ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top