Sunday, 14 June 2026
SPECIAL

วิเคราะห์นโยบายพรรคการเมืองในเวทีเลือกตั้ง 66 เป็นไปได้ไหม? ค่าแรงขั้นต่ำ 600 บาทต่อวันของเพื่อไทย

วิเคราะห์นโยบายของพรรคการเมืองในการเลือกตั้ง พ.ศ. ๒๕๖๖

เชื่อว่า เศรษฐกิจของประเทศน่าจะมีปัญหาอย่างแน่นอน เมื่อมีพรรคการเมืองหาเสียงด้วยการกำหนดอัตราค่าจ้างและเงินเดือนโดยไม่ได้คำนวณจาก ‘ดัชนีราคาผู้บริโภค’ (Consumer Price Index : CPI)

เมื่อพรรคเพื่อไทย ชูนโยบายค่าจ้างขั้นต่ำสูงกว่าปัจจุบันเกือบสองเท่าภายใน ๔ ปี แต่ตอนที่เรียนปริญญาโทผู้เขียนเคยเรียนวิชาที่มีการสอนเกี่ยวกับการคำนวณอัตราค่าจ้างเงินเดือนมา จึงมีข้อสงสัยสงสัยว่า วิธีคิดค่าจ้างขั้นต่ำของพรรคการเมืองพรรคนั้น ใช้ฐานคิดคำนวณจากอะไร ‘หลักการหรือหลักกู’

ศาสตราจารย์ สมพงษ์ จุ้ยศิริ

ด้วยความที่เป็นลูกศิษย์ของ ศาสตราจารย์ สมพงษ์ จุ้ยศิริ ปรมาจารย์ด้านการบริหารทรัพยากรมนุษย์ท่านหนึ่งของประเทศ จำได้ว่า ท่านสอนเรื่องการคำนวณอัตราค่าจ้างเงินเดือนว่า ต้องคำนวณจาก ‘ดัชนีราคาผู้บริโภค’ (Consumer Price Index : CPI)

ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) คือ เครื่องมือทางสถิติที่ใช้วัดการเปลี่ยนแปลงราคาขายปลีกของสินค้าและบริการโดยเฉลี่ยที่ผู้บริโภคจ่ายเพื่อซื้อสินค้าและบริการจำนวนหนึ่ง ณ เวลาหนึ่งเทียบกับปีฐาน (Base Year) โดยดัชนีราคาผู้บริโภคกำหนดขึ้นจากความต้องการศึกษาชีวิตความเป็นอยู่ของครอบครัวและการวัดระดับการครองชีพของประชากร เพื่อยกระดับมาตรฐานการครองชีพของประชากรให้ดียิ่งขึ้น

แนวคิดพื้นฐานของดัชนีราคาผู้บริโภค พัฒนามาจากแนวคิดของดัชนีค่าครองชีพ (Cost of living index) ซึ่งต้องการวัดค่าใช้จ่ายในการบริโภคของผู้บริโภคในเดือนหนึ่งๆ โดยยังรักษามาตรฐานการครองชีพตามระดับที่กำหนดไว้ได้ ซึ่งเป็นไปได้ยากในทางปฏิบัติ เนื่องจากมาตรฐานการครองชีพยังขึ้นกับปัจจัยอื่น ได้แก่ รายได้ จำนวนสมาชิกในครัวเรือน ภาษี คุณภาพสินค้า เทคโนโลยี และราคาสินค้าที่เปลี่ยนแปลงไป

ดังนั้น จึงได้มีการนำดัชนีราคาผู้บริโภคมาใช้แทนโดยให้มีปริมาณและลักษณะของสินค้าที่คงที่แต่เปลี่ยนแปลงเฉพาะราคาสินค้าเท่านั้น แม้ว่าดัชนีราคาผู้บริโภคจะไม่สามารถแทนดัชนีราคาค่าครองชีพได้อย่างสมบูรณ์ แต่อาจกล่าวได้ว่า ดัชนีราคาผู้บริโภคเป็นตัวประมาณค่าดัชนีค่าครองชีพได้ดีในเรื่องของค่าใช้จ่ายในการบริโภค 

ศาลค้านประกันตัว ‘เมฆ รามา-พวก’ ชี้ อัตราโทษสูง หวั่นหลบหนีความผิด

(31 มี.ค.66) ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก พนักงานสอบสวน กก.4 บก.สอท.ได้ควบคุมตัว นายรามา รัศมีรามา หรือเมฆ รามา อายุ 36 ปี สามีของหยาดทิพย์ ราชปาล นักแสดงสาวชื่อดังกับพวกอีก 8 คน ประกอบด้วย นายนวปรินธ์ ทองน้อย อายุ 31 ปี, นายนฤพงศ์ ลือนาม อายุ 29 ปี, นายรัฐศาสตร์ วงศ์ชีวสุทธิ์ อายุ 32 ปี, นายชูเกียรติ อวงรัมย์ อายุ 28, นายชาคร ศุภมณีวิทย์ศิริ อายุ 33 ปี, นายฐาปกรณ์ เรืองภักดี อายุ 36 ปี, นายสนาเรศ มโนมัยงามเลิศ อายุ 31 ปี และนายกิตติทัต อุปพงศ์ อายุ 30 ปี 

ผู้ต้องหาในความผิดร่วมกันเป็นผู้จัดให้มีการเล่น หรือทำอุบายล่อ ช่วยประกาศการโฆษณา หรือ ชักชวนโดยทางตรงหรือทางอ้อมให้ผู้อื่นเข้าเล่นพนันฯ และร่วมกันฟอกเงิน ตามพ.ร.บ.การพนันฯ และพ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินฯ ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 

ชั้นสอบสวนนายนฤพงศ์ ลือนาม ผู้ต้องหาที่ 2 ให้การรับสารภาพคนเดียว ส่วนผู้ต้องหาที่ 1 และ นายรามา ผู้ต้องหาที่ 7, และผู้ต้องหาที่ 3-9 ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา 

โดยพนักงานสอบสวนขอฝากขังเป็นเวลา 12 วัน ตั้งแต่วันที่ 31 มี.ค.-11 เม.ย.นี้ เนื่องจากการสอบสวนยังไม่เสร็จสิ้นต้องสอบสวนพยานอีก 8 ปาก และรอผลการตรวจพิสูจน์ของกลาง กับรอผลการตรวจลายพิมพ์นิ้วมือ-ประวัติการต้องโทษของผู้ต้องหา

‘ชพก.’ เปิดตัวผู้สมัคร กทม. 33 เขต คัดสรรคนรุ่นใหม่-ไฟแรง หนุนรื้อโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ ช่วยคนไทยหลุดพ้นความยากจน

(31 มี.ค. 66) ที่โรงแรมรามาการ์เดนส์ นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ประธานพรรคชาติพัฒนากล้า นำทีมแถลงข่าวเปิดตัว 33 ผู้สมัคร กทม. ร่วมด้วยนายกรณ์ จาติกวณิช หัวหน้าพรรค นายแพทย์วรรณรัตน์ ชาญนุกูล นายวรวุฒิ อุ่นใจ นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รองหัวหน้าพรรค และนายวรนัยน์ วาณิชกะ ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรค โดยบรรยากาศเปิดตัวเป็นแบบมวยไทยไฟต์ ผู้สมัครพร้อมชนกับปัญหาเศรษฐกิจและความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน

นายสุวัจน์ กล่าวว่า พรรคชาติพัฒนากล้าพร้อมแล้วที่จะต่อสู้กับปัญหาเศรษฐกิจ ทั้งการเงิน สินเชื่อ น้ำมันแพง ไฟฟ้าแพง ปัญหาฝุ่น และปัญหาต่าง ๆ ซึ่งเป็นปัญหาของประเทศและของพี่น้องชาวกรุงเทพมหานคร เราจึงส่ง 33 ชีวิต ที่อาสาตัวมารับใช้ชาวกรุงเทพมหานคร ต้องขอบคุณนายกรณ์ จาติกวณิช หัวหน้าพรรคและนายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รองหัวหน้าพรรค ที่ได้เตรียมการคัดสรรตัวผู้สมัครและนโยบายที่จะใช้ต่อสู้กับปัญหาเพื่อคนกรุงเทพมหานคร พรรคชาติพัฒนาเคยปักธงในกทม.มาแล้วเมื่อหลายปีก่อน และเราจะต้องปักธงได้อีกครั้งในนามพรรคชาติพัฒนากล้าได้อย่างแน่นอน

“ผมมั่นใจว่านโยบายเศรษฐกิจของพรรคชาติพัฒนา อยู่บนพื้นฐานของกระแสโลก ถ้าเป็นร้านอาหาร เราคือเมนูเศรษฐกิจที่พร้อมเสิร์ฟที่สุด วันนี้คนตกงานมากมาย มีหนี้สินเยอะ เราต้องเตรียมความพร้อมที่จะแข่งขันกับต่างประเทศ ดึงนักท่องเที่ยวกลับเข้ามาให้มากที่สุด เกษตรกรไทยจะต้องร่ำรวยขึ้น อะไรที่เป็นจุดแข็งของประเทศเราหยิบมาใช้ทั้งหมดผ่านนโยบายเศรษฐกิจเฉดสีของเรา” นายสุวัจน์ กล่าว

ด้านนายกรณ์ หัวหน้าพรรคชาติพัฒนากล้า กล่าวว่า ผู้สมัคร ส.ส.กรุงเทพฯ ทั้ง 33 เขต เป็นคนรุ่นใหม่ที่พรรคได้คัดสรรมาแล้วว่า มีความพร้อมที่จะมาร่วมสร้างความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง สร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับประเทศไทย รื้อโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ ให้คนไทยมีโอกาส มีความเสมอภาคทางโอกาสที่จะลืมตาอ้าปาก หลุดพ้นกับดักความยากจน วันนี้ได้เวลาชกจริงกับปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน ช่วงนี้ประเทศมีปัญหามากมาย ทั้งเศรษฐกิจ ของแพง โอกาสการทำมาหากิน ภาระหนี้สิน นี่คือภารกิจสำคัญของพรรคชาติพัฒนากล้า ลำพังแค่ปัญหาเฉพาะหน้ายังไม่พอ เราต้องรื้อโครงสร้าง เพื่อทำให้พี่น้องประชาชนมีค่าครองชีพที่ถูกลงอย่างยั่งยืน

นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รองหัวหน้าพรรคฯ ในฐานะหัวหน้าทีมกทม.กล่าวว่า ผู้สมัครทั้ง 33 คนของเราพร้อมที่จะมาทุบ ฟัน ฟาด ต่อย ลุยกับปัญหาปากท้องที่ต้องแก้ไข โดยมีรายชื่อเรียงตามเขตดังต่อไปนี้

‘มาดามเดียร์’ VS ‘ตั๊น จิตภัสร์’ ใครจะอยู่ใน 10 อันดับปาร์ตี้ลิสต์ ปชป.

“อยู่ที่ไหนก็ได้ ที่เค้าเห็นคุณค่าและผลงานของเรา 13 ปีของพรรคประชาธิปัตย์ ตั้งแต่อายุ 25 ปี วันนี้ตั๊นไม่ได้ยึดติดว่าจะเป็นบ้านหลังไหนขอเพียงมีอุดมการณ์เดียวกันและให้โอกาสเราได้ทำงาน...”

นั่นคือความในใจของ จิตภัสร์ กฤดากร หรือ ‘ตั๊น’ อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ อันเป็นที่มาของข่าวสะพัดว่า ‘ตั๊น จิตภัสร์’ จะอำลาพรรคพระแม่ธรณีไปอีกราย แต่ล่าสุดเธอยังอยู่ และยังอยู่ใน 100 รายชื่อผู้สมัคร ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์…

แทบทุกครั้งในส่วนของผู้สมัครส.ส.บัญชีรายชื่อหรือปาร์ตี้ลิสต์ ใน 20 ลำดับแรกพรรคประชาธิปัตย์จะกำหนดให้ลำดับที่ 5,10,15,20  เป็นผู้หญิง...ดังเช่นปี 2562 ลำดับ 5 คุณหญิง ดร.กัลยา โสภณพนิช, ลำดับ 10 ศิริวรรณ ปราศจากศัตรู (แม่เลี้ยงติ๊ก) ลำดับ 15 ศรีสมร รัศมีฤกษ์เศรษฐ์ (ซ้อเจน) และลำดับ 20 จิตภัสร์ กฤดากร

ลำดับ 20 ทำให้ตั๊น จิตภัสร์ ได้เป็น ส.ส.ในขยักสอง หลังการเลือกตั้งซ่อมที่เชียงใหม่...

ปีนี้ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ลดจาก 150 เหลือ 100 ที่นั่ง ระบบเลือกตั้งเปลี่ยนจากบัตรใบเดียว เป็นบัตรสองใบ  หาร 100 คาดหมายกันล่าสุดว่า 1 เก้าอี้ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ จะต้องใช้ถึง 370,000 คะแนน...ถ้าประชาธิปัตย์ได้คะแนนปาร์ตี้ลิสต์ 4 ล้านคะแนน ก็จะได้แค่ 10.81 ที่นั่ง…

หรือลำดับปลอดภัยหรือเซฟโซนได้เป็น ส.ส.แน่ แค่ลำดับ 10 เท่านั้น

ตามรายงานข่าว ระบุตรงกันแทบทุกสำนักว่า ปาร์ตี้ลิสต์ลำดับ 10 รอบนี้ จะตกเป็นของ ‘มาดามเดียร์’ หรือวทันยา บุนนาค อดีต ส.ส.ลำดับ 19 พรรคพปชร. ที่ย้ายมาซบตักแม่พระธรณีตั้งแต่เดือนก.ย. ปี 2565 และผลงานกำลังเข้าตากรรมการ…

ไม่แค่นั้น มาดามเดียร์เธอเป็นภรรยาของคุณฉาย บุนนาค บิ๊กบ๊อสค่ายเนชั่น...จึงไม่ต้องห่วงว่า นอกจากแสงจากตัวเธอเองแล้ว สปอตไลต์จากช่องเนชั่นยังช่วยฉายส่อง (กันแบบยกช่อง) อีกด้วย…

ลูกหม้ออย่าง ‘ตั๊น’ ก็พอจะมองอะไรออกว่าอะไรเป็นอะไร!!

แต่จะว่าไปถ้าจะคำนึงถึงความอาวุโส และผลงาน...คนที่เหนือกว่าทั้งตั๊น จิตภัสร์ และมาดามเดียร์ ก็คือดร.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกรัฐบาล ซึ่งไม่รู้ชะตากรรมว่าหนนี้จะจอดป้ายลำดับที่เท่าไหร่…

ล่าสุด ดร.รัชดาโพสต์ในเฟซบุ๊กจับใจความได้ว่า ลำดับที่ 5, 10, 15 อะไรนั่นเป็นแค่หลักประกันว่าสัดส่วนหรือโควตาของผู้หญิงในสิบคนต้องมีอย่างน้อยสองคน แต่ไม่ได้ห้ามว่ามีมากกว่าไม่ได้…

ก็ต้องจับตาดูอันดับปาร์ตี้ลิสต์พรรคประชาธิปัตย์ว่าปีนี้จะกลายพันธุ์ไปแค่ไหนหรือไม่..หรือยังคงมั่นกับหลักการที่ชอบธรรม ขณะนี้เชื่อกันว่าอันดับ 1-7 ที่เปิดกันออกมาแล้วไม่น่าจะพลิก…

‘ก้าวไกล’ ร่วม 3 พรรค ร้อง กกต.ปมเลือกตั้งนอกราชอาณาจักร แนะ ใช้วิธีเลือกตั้งทางไปรษณีย์-ไม่เลือกตั้งกระทบวันทำงาน

‘ก้าวไกล’ ร่วมอีก 3 พรรคการเมือง ยื่น กกต. ประสานกระทรวงการต่างประเทศ อำนวยความสะดวกเลือกตั้งนอกราชอาณาจักร ‘ชัยธวัช’ ชี้ ตอนนี้ปัญหาเพียบ สร้างความลำบากผู้ใช้สิทธิ สงสัยเอื้อประโยชน์ผู้มีอำนาจกลุ่มใดหรือไม่ เรียกร้องใช้วิธีเลือกตั้งทางไปรษณีย์-ไม่เลือกตั้งวันทำงาน

(31 มี.ค. 66) ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรคก้าวไกล ร่วมกับตัวแทนอีก 3 พรรคการเมือง ประกอบด้วย นายสุขุมพงศ์ โง่นคำ ตัวแทนพรรคเพื่อไทย, พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เลขาธิการพรรคประชาชาติ และนายสมชัย ศรีสุทธิยากร ประธานยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนนโยบายพรรคเสรีรวมไทย ยื่นหนังสือถึง กกต. เพื่อขอให้แก้ไขวิธีการเลือกตั้งของคนไทยนอกราชอาณาจักร

นายชัยธวัช กล่าวว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ประชาชนมีความคาดหวังสูงมาก เพราะมองเป็นโอกาสเปลี่ยนชีวิตและเปลี่ยนประเทศ แต่ยิ่งใกล้วันเลือกตั้งเท่าไร ประชาชนกลับยิ่งไม่เชื่อมั่นมากขึ้น ว่าการเลือกตั้งครั้งนี้จะดำเนินไปอย่างเสรีและเป็นธรรมได้จริง ๆ ไม่ว่าจะเป็น การจัดการเลือกตั้งนอกราชอาณาจักร การพิมพ์บัตรเลือกตั้ง การรายงานผลการเลือกตั้งแบบเรียลไทม์ วันนี้ก็ยังไม่ชัดเจนว่าจะเป็นอย่างไร

ปัญหาของการเลือกตั้งนอกราชอาณาจักร มีทั้งการกำหนดวันหย่อนบัตรเลือกตั้งเป็นวันทำงาน เช่น เบลเยียม มาเลเซีย การไม่มีการเลือกตั้งทางไปรษณีย์ ประชาชนต้องไปใช้สิทธิด้วยตัวเองที่สถานทูตหรือหน่วยเลือกตั้ง เช่น เนเธอร์แลนด์ ฟิลิปปินส์ หรือต่อให้มีการเลือกตั้งแบบไปรษณีย์ ก็กำหนดวันส่งบัตรเลือกตั้งกลับไปที่สถานทูต เร็วอย่างไม่สมเหตุสมผล ไม่อำนวยความสะดวกแก่ผู้ใช้สิทธิ เช่น ญี่ปุ่นและนอร์เวย์ กำหนดส่งบัตรกลับถึงสถานทูตวันที่ 28 เมษายน ซึ่งเป็นเวลาที่เหลือมากเกินความจำเป็นในการส่งบัตรกลับประเทศไทย ที่จะต้องส่งถึงเขตเลือกตั้งก่อน 17.00 น. ของวันที่ 14 พฤษภาคม

“การใช้ความสะดวกความสบายของผู้จัดการเลือกตั้งมากำหนดการเลือกตั้ง แทนที่จะมุ่งรักษาสิทธิคนไทยในต่างประเทศ ตั้งคำถามได้ว่าเป็นการเอื้อประโยชน์ให้ผู้มีอำนาจคนใดคนหนึ่งหรือไม่ เพราะผลการเลือกตั้งเมื่อปี 2562 ชัดเจนมากว่าคนไทยนอกราชอาณาจักรส่วนใหญ่ ไม่ได้เลือกผู้มีอำนาจในปัจจุบัน จึงเป็นไปได้หรือไม่ ที่มีความพยายามจะลดสัดส่วนคะแนนจากคนกลุ่มนี้ แทนที่จะส่งเสริม” นายชัยธวัช กล่าว

ดังนั้น จึงขอเสนอให้ กกต. ประสานกระทรวงการต่างประเทศ นำวิธีเลือกตั้งทางไปรษณีย์กลับมาเป็นวิธีหลัก ส่วนกรณีเลือกตั้งที่สถานทูต ไม่สมควรจัดการเลือกตั้งในวันธรรมดา และขอให้มีการกำหนดวันส่งบัตรเลือกตั้งกลับมายังสถานทูตไทย โดยมีระยะเวลาที่ไม่เร่งรัดประชาชนมากเกินไป เช่น ให้ส่งกลับมาสถานทูต วันที่ 4 พฤษภาคม ซึ่งเป็นเวลาที่เพียงพอในการส่งบัตรกลับประเทศไทย อีกทั้งขอให้สถานทูตที่มีความพร้อม สามารถนับคะแนนที่สถานทูตและส่งผลการนับคะแนนที่รับรองกลับประเทศไทย โดยไม่ต้องส่งบัตรกลับมานับในประเทศ ซึ่งเป็นไปตามมาตรา 17 ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2566 เพื่อแก้ไขปัญหาที่ไม่สามารถส่งบัตรเลือกตั้งกลับประเทศทันเวลา

เลขาธิการพรรคก้าวไกล กล่าวต่อว่า ส่วนเรื่องบัตรเลือกตั้งในประเทศ โดยเฉพาะบัตรเลือกตั้ง ส.ส.เขต ที่ระบุแค่หมายเลข ในชั้นกรรมาธิการร่างกฎหมายเลือกตั้ง พรรคร่วมฝ่ายค้านได้พยายามผลักดันให้หมายเลขผู้สมัคร ส.ส.เขต และหมายเลขพรรคการเมือง เป็นเบอร์เดียวกัน เพื่อสะดวกต่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง และแสดงความยึดโยงระหว่างพรรคกับผู้สมัคร แต่ก็ไม่สำเร็จ

‘พุทธิพงษ์’ ลุยแก้ปัญหาเฉพาะพื้นที่ รองรับการขยายตัวของเมือง ดันแผนพัฒนาตามความต้องการให้ครอบคลุม-ตอบโจทย์ ปชช.

(31 มี.ค. 66) นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ ผู้อำนวยการการเลือกตั้งกรุงเทพฯ พรรคภูมิใจไทย โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุข้อความว่า…

“พร้อมแล้ว แก้ปัญหาเฉพาะพื้นที่ อย่างตรงจุด!
จากที่ตัวผมและทีมงาน ผู้สมัคร ส.ส. พรรคภูมิใจไทยได้ลงพื้นที่ครบทุกโซน ทั่วทั้งกรุงเทพฯ วันนี้จึงขอยกประเด็นปัญหาของพื้นที่ ‘กรุงเทพฯ ฝั่งธนฯ’ พร้อมทั้งวิธีรับมือ แก้ไขปัญหาอย่างตรงจุด เพื่อช่วยตอบโจทย์ให้กับประชาชนในพื้นที่ได้อย่างเฉพาะเจาะจง

เนื่องจากพื้นที่นี้ มีหลายเขตที่รวมกันอยู่ค่อนข้างที่จะเยอะมาก ๆ ได้แก่ เขตพื้นที่ธนบุรี, คลองสาน, บางกอกใหญ่, บางกอกน้อย, บางพลัด, ตลิ่งชัน, ทวีวัฒนา, ภาษีเจริญ, บางแค, หนองแขม, บางขุนเทียน, จอมทอง, บางบอน, ราษฎร์บูรณะ และทุ่งครุ ทำให้จำนวนประชากรกว่า 1,707,430 คน กับทรัพยากรและสิ่งอำนวยความสะดวกที่มีจำนวนจำกัด ทำให้ประชาชนในพื้นที่ไม่ได้รับความสะดวกสบายมากเพียงพอ เช่น โรงพยาบาลรัฐมีเพียง 4 แห่ง ศูนย์กีฬา หรือรถสาธารณะมีไม่เพียงพอต่อจำนวนประชากร ผมและทีมงานตระหนักถึงปัญหานี้ดีครับ เราจึงได้คิดนโยบายที่จะช่วยปรับปรุงพื้นที่ เพิ่มสิ่งอำนวยความสะดวกให้มีมากเพียงพอกับจำนวนประชากร

‘ตร.’ รวบ ‘นศ.สาว’ หลอกรับพรีออเดอร์การ์ดศิลปินเกาหลี พบผู้เสียหายนับ 100 ราย รวมมูลค่ากว่า 1 ล้านบาท

(31 มี.ค. 66) ที่ กองปราบปราม พล.ต.ต.มนตรี เทศขัน ผบก.ป.สั่งการ พ.ต.อ.วิวัฒน์ จิตโสภากุล ผกก.3 บก.ป. พ.ต.ต.อาธิรัตน์ ทิพย์เจริญ สว.กก.3 บก.ป. จับกุม น.ส.มุทิตา (สงวนนามสกุล) อายุ 21 ปี ตามหมายจับศาลจังหวัดนครราชสีมา ที่ จ.120 /2566 ลงวันที่ 24 มี.ค.2566 ข้อหา “ฉ้อโกง, ฉ้อโกงประชาชน, นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลอันเป็นเท็จฯ” ได้ที่บ้านพัก ในตำบลเทพารักษ์ อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ

ทั้งนี้ เมื่อปี 2564 - 2566 น.ส.มุทิตา ผู้ต้องหา ซึ่งเป็นนักศึกษา มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ได้ประกาศรับพรีออเดอร์การ์ดศิลปินและดาราเกาหลีผ่านทางทวิตเตอร์ ในราคาหลักร้อยถึงหลักพันบาทต่อการ์ด 1 ใบ แต่เมื่อผู้เสียหายโอนเงินให้แล้ว น.ส.มุทิตา กลับไม่ส่งสินค้าให้ ซ้ำยังคงประกาศรับพรีออเดอร์การ์ดเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ผู้เสียหายจึงทยอยเข้าแจ้งความจนศาลออกหมายจับไว้ เบื้องต้นมีผู้เสียหายทั่วประเทศกว่า 100 ราย มูลค่าความเสียหายกว่า 1 ล้านบาท

ตำรวจไซเบอร์ นำตัว ‘เมฆ รามา’ พร้อมพวก 8 ราย ถูกนำตัวฝากขังศาลอาญา

(31 มี.ค. 66) เมื่อเวลา 08.30 น. ที่ สภ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี พนักงานสอบสวน บก.สอท.2 บช.สอท. เดินทางเข้าพบ ร.ต.อ.จรยุทธ บุญทอง รอง สว.(สอบสวน) สภ.ปากเกร็ด เพื่อลงบันทึกประจำวันในการขอเบิกตัว ‘เมฆ รามา’ หรือ นายรามา รัศมีรามา อายุ 37 ปี กับพวกอีก 8 คน

ทั้งหมดเป็นผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา เลขที่ 915/2566 ลงวันที่ 28 มี.ค. ในฐานความผิด "ร่วมกันเป็นผู้จัดให้มีการเล่น หรือ ทำอุบายล่อ ช่วยประกาศการโฆษณาหรือชักชวนโดยทางตรงหรือทางอ้อมให้ผู้อื่นเข้าเล่นหรือเข้าพนันในการเล่น ซึ่งมิได้รับจากเจ้าพนักงานและร่วมกันฟอกเงิน" ออกจากห้องควบคุมตัว หลังจากทางพนักงานสอบสวนสอบปากคำ เมฆ รามา อย่างละเอียดที่ บช.สอท. ตั้งแต่ช่วงบ่ายจนถึงค่ำของวันเดียวกันนานกว่า 6 ชั่วโมง โดยยังให้การปฏิเสธ ก่อนนำตัวมาฝากควบคุมไว้ที่ สภ.ปากเกร็ด เพื่อรอไปฝากขังที่ศาลอาญา ผลัดแรกในช่วงเช้าวันนี้

‘สรยุทธ’ ยังโดน! แฮกเกอร์ ส่ง SMS ข้อมูลหลุดจริง ซ้ำ! แฮกเกอร์ประกาศขาย 55 ล้านรายชื่อ อ้างได้มาจากรัฐ

(31 มี.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กำลังกลายเป็นประเด็นร้อน ในโลกออนไลน์ เมื่อคนดังในหลายแวดวง ได้ออก มาระบุว่า ได้รับ SMS ที่ระบุว่ามาจากลุ่ม แฮกเกอร์ ที่ได้ส่งข้อมูลส่วนตัวของเรา ทั้งเลขบัตรประชาชน และเบอร์โทรศัพท์ ส่งมาให้ พร้อมกับแนบลิงค์ หน้าเว็บไชต์

และล่าสุด คือ นายสรยุทธ สุทัศนะจินดา ผู้ดำเนินรายการข่าวชื่อดัง ได้โพสต์ผ่าน สรยุทธ สุทัศนะจินดา กรรมกรข่าว เป็นภาพหน้าจอโทรศัพท์มือถือที่เชื่อได้ว่าเป็นข้อความสั้น (SMS/เอสเอ็มเอส) ที่ส่งมาจากกลุ่มแฮกเกอร์ 9Near (ไนน์เนียร์) โดยระบุว่า “เฮ่ย! ข้อมูลหลุดจริงๆ มีครบ ทั้ง เลขบัตรประชาชน 13 หลัก, วันเดือนปีเกิด, ที่อยู่, เบอร์มือถือ”

สำหรับข้อมูลดังกล่าวนั้น แฟนเพจเฟซบุ๊กที่ใช้ชื่อว่า ExploitWareLabs ได้ออกมาโพสต์ภาพจากหน้ากระทู้ ที่มีคนลงขายข้อมูลหลุดชุดใหญ่ ซึ่งเป็นแฮกเกอร์รายหนึ่ง ที่ใช้นามแฝงว่า “9Near” โดยแฮกเกอร์รายนี้ ได้โพสต์ประกาศขายข้อมูลในเว็บ BreachForum ซึ่งเป็นเว็บบอร์ดที่ใช้สำหรับซื้อขายข้อมูลส่วนบุคคลที่หลุดออกมาจากหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนในหลายประเทศ

เส้นทางของ "รัฐบาลประยุทธ์"

ในที่สุด รัฐนาวาภายใต้การนำของ "ลุงตู่" พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็สามารถฝาคลื่มลมทางการเมืองมาเกือบ 4 ปี จนถึงปลายทางที่จบลงด้วยการยุบสภา รอเลือกตั้งอีกครั้งในอีกไม่ถึง 2 เดือนข้างหน้า

เส้นทางของ "รัฐบาลประยุทธ์" ที่ผ่านมาถือว่าไม่ง่าย เพราะต้องผ่านทั้งวิกฤติ โควิด - 19 รวมทั้งบรรยากาศความขัดแย้งทางการเมืองทั้งใน และนอกสภา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์สื่อ ที่นำมาสู่การเติบโตของขบวนการข่าวปลอม หรือ "เฟกนิวส์"

ท่ามกลางอุปสรรคขวากหนามที่ว่า มี "หนึ่งคน" ที่มีบทบาทชัดเจน ในการออกหน้า ปะ ฉะ ดะ ปกป้องตอบโต้ ชี้แจง กรณีที่มีการพาดพิง หรือเกิดข่าวปลอม เกี่ยวกับนายกรัฐมนตรีอยู่เสมอ จนได้รับขนานนามเป็น "องครักษ์พิทักษ์ลุงตู่" เดาไม่ยากว่า ใครคนนั้นคือ "ธนกร วังบุญคงชนะ" รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีนั่นเอง

วิถีชีวิตของ รมต. คนนี้ไม่ธรรมดา หากย้อนเวลากลับไป เขามีฝันอยากเป็นนักการเมืองมาตั้งแต่เยาว์วัย นั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้นและแรงขับดันให้ "แด๊ก - ธนกร วังบุญคงชนะ" เด็กหนุ่มจาก อำเภอจุฬาภรณ์ จังหวัดนครศรีธรรมราช ก้าวเดินตามฝัน แม้เป็นลูกชาวบ้านธรรมดา แต่เขาได้รับการปลูกฝังความเป็นผู้นำ และหัวจิตหัวใจในการช่วยเหลือผู้อื่นจาก พ่อและแม่มาตั้งแต่ยังเล็ก

"ธนกร" เริ่มเลียบเคียงแวดวงการเมือง ค่อยๆ ขยับเข้าใกล้จนถึงเป้าหมายที่เขาตั้งไว้ เริ่มจากการเลือกศึกษาด้านสื่อสารมวลชน จบออกมาเริ่มทำงานเป็นผู้สื่อข่าวสายทำเนียบฯ ประจำหนังสือพิมพ์สยามรัฐในช่วงสั้นๆ ก่อนขยับไปเป็นเลขานุการกรรมการป้องกันการทุจริตแห่งชาติหรือ ปปช. เกือบ 2 ปี จนได้รับโอกาสเข้าสู่เส้นทางการเมืองเต็มตัวจากการชักนำของ "สมศักดิ์ - อนงค์วรรณ เทพสุทิน" ซึ่งธนกร ยกให้เป็นครูทางการเมืองของเขา

หลังจากนั้นเขาได้ลงสมัครรับเลือกตั้งหนแรกกับพรรคมัชฌิมาธิปไตย ก่อนขยับมาเป็นที่ปรึกษา และเลขานุการรัฐมนตรีหลายกระทรวง จนกระทั่งมีโอกาสเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของพรรคพลังประชารัฐในฐานะพรรคแกนนำรัฐบาล "ธนกร" ผ่านการรับบทบาทเป็นโฆษกพรรค เป็นเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นเลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นโฆษกรัฐบาล ต่อมาได้รับตำแหน่ง ส.ส.บัญชีรายชื่อ และได้ก้าวขึ้นมาเป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีในที่สุด

ด้วยตำแหน่งหน้าที่ ทั้งโฆษกรัฐบาล และรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ ทำให้ธนกรเป็นหนึ่งในผู้ที่ทำงานใกล้ชิด และมีบทบาทในการดูแล ติดตามสานต่อนโยบายของพลเอกประยุทธ์ แต่ที่ผ่านมา เขาถูกมองว่าทำเกินหน้าที่ หรือ ทำตัวเป็น "องครักษ์พิทักษ์ลุงตู่" จากการออกมาเปิดหน้าชน เป็นปากเป็นเสียง ตอบโต้กรณีที่มีประเด็นให้ร้าย โจมตีหรือพาดพิงนายกรัฐมนตรีอยู่เสมอ

แต่ธนกร มองว่าการออกมาปกป้องพลเอกประยุทธ์ ไม่ใช่หน้าที่ แต่เป็นความเต็มใจ ด้วยความเคารพ และเชื่อมั่นในตัวพลเอกประยุทธ์ จึงต้องออกมาปกป้อง ดูแลเท่าที่จะสามารถทำได้

‘ธนาธร’ ปราศรัยร้อยเอ็ด ชู น้ำประปาดื่มได้-รถเมล์ไฟฟ้า ขอโอกาส ปชช. กา ‘ก้าวไกล’ นำพาความเจริญสู่ประเทศ

(30 มี.ค. 66) นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้าและผู้ช่วยหาเสียงพรรคก้าวไกล ลุยหาเสียงเวทีปราศรัยย่อยทั่วจังหวัดร้อยเอ็ด ขอโอกาสเลือกพรรคก้าวไกลเป็นรัฐบาล นำพาความเจริญก้าวหน้าสู่สังคมไทย ไปสร้างประเทศไทยที่เป็นประชาธิปไตย

โดยในระหว่างการหาเสียง นายธนาธรได้ยกบทเรียนจากไต้หวัน ว่าเมื่อ 45 ปีก่อน รายได้คนไทยกับคนไต้หวันใกล้เคียงกัน แต่ผ่านมา 45 ปี คนไต้หวันรวยกว่าคนไทย 5 เท่า อะไรทำให้เป็นเช่นนั้น หากเรียนรู้จากไต้หวันหรือญี่ปุ่น จะเห็นคำตอบว่าเทคโนโลยีคือคำตอบ

“ลูกหลานคนอีสานที่ไปทำงานที่ระยอง ทั้งหมดเป็นบริษัทต่างชาติ แต่ไม่มีเทคโนโลยีของคนไทยเลย เมื่อไม่มีเทคโนโลยีของตัวเองก็แข่งขันไม่ได้ ดังนั้น เราต้องลงทุนในเทคโนโลยี อุตสาหกรรม เพื่อสร้างงาน สร้างสินค้า และเอาส่วนแบ่งจากตลาดโลกมาให้คนไทย” นายธนาธร กล่าว

นายธนาธร เสนอบทเรียนจากเทศบาลตำบลอาจสามารถ ในฐานะความสำเร็จในการสร้างน้ำประปาดื่มได้ เพื่อย้ำว่า คณะก้าวหน้าไม่ได้ทำได้แค่น้ำประปาที่ใสสะอาด แต่เป็นน้ำประปาดื่มได้ ทั้งหมด วัดค่าเป็นวิทยาศาสตร์ และการจะควบคุมคุณภาพของน้ำประปาได้ ต้องมีเซนเซอร์และสมาร์ทมิเตอร์ ไม่จำเป็นต้องมีคนจดค่ามิเตอร์ แต่ส่งข้อมูลประมวลผลด้วยระบบดิจิทัล เพื่อให้สามารถสร้างอุตสาหกรรมน้ำประปาสะอาดขึ้นมาได้ ให้คนไทยกว่า 66 ล้านคน ไม่ว่าจะเกิดที่จังหวัดไหน มีสิทธิใช้น้ำประปาสะอาดเท่าเทียมกัน หากสร้างอุตสาหกรรมน้ำประปาดื่มได้ จะสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้มากกว่า 1 แสนล้านบาท

นายธนาธร กล่าวอีกว่า พรรคก้าวไกลยังมีนโยบายสร้างอุตสาหกรรมรถเมล์ไฟฟ้า ที่คิดค้นด้วยวิศวกรคนไทย เพื่อทำให้ขนส่งสาธารณะเป็นทางเลือกของการเดินทางของคนไทยมากขึ้น ลดปัญหารถติด ค่าใช้จ่าย ฝุ่นควัน ฯลฯ ทุกจังหวัดทั่วประเทศไทย หากใช้รถเมล์ไฟฟ้าเชื่อมโยงสถานที่ราชการ สถานที่ท่องเที่ยว จะช่วยอำนวยความสะดวกให้ประชาชน ทำให้เดินทางเข้าถึงสาธารณูปโภค สิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ และช่วยสร้างงานที่มีคุณภาพให้ลูกหลาน กระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ

นายธนาธร ทิ้งท้ายด้วยการขอโอกาสจากประชาชนให้พรรคก้าวไกลเป็นรัฐบาล โดยกล่าวว่า หากพรรคก้าวไกลได้เป็นรัฐบาล เพียงครั้งเดียวเท่านั้น เชื่อว่าจะนำความก้าวหน้ามาให้สังคมไทย และสิ่งเหล่านี้เป็นภารกิจที่จะส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น ในการสร้างสังคมที่ดีกว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ เป็นเวลาของความทะเยอทะยาน ที่ต้องกล้าคิด กล้าทำ เพราะหากทำแบบเดิม ก็ได้เช่นเดิม

‘จุรินทร์’ ดีเบตเศรษฐกิจ ชู ‘สร้างเงิน สร้างคน สร้างชาติ’ ขอโอกาส ให้ ‘ปชป.’ ได้เป็นรัฐบาล ช่วยขับเคลื่อนประเทศ

(30 มี.ค. 66) ที่หอประชุมมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ร่วมเสนอนโยบายของพรรคในเวทีตอบข้อซักถาม ‘มุมมองของภาคธุรกิจต่อนโยบายขับเคลื่อนประเทศ’ จัดโดย หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ที่หอประชุมมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

โดยนายจุรินทร์ กล่าวว่า ตนทำงานร่วมกับสภาหอการค้า 4 ปีเต็ม ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งพรรคการเมืองที่จะพาประเทศไปข้างหน้าหลังเลือกตั้งได้ อย่างน้อยต้องมี 2 ข้อ คือ 1.) หลักคิดในการพาประเทศไปสู่อนาคตที่ดีกว่าอย่างยั่งยืน และ 2.) ต้องมีกลไกขับเคลื่อนประเทศที่เปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วม

ขณะที่มีหลายพรรคพูดถึงนักการเมือง ระบบราชการ แต่เท่านี้ไม่พอ เพราะภาคประชาชนและเอกชน ก็เป็นภาคส่วนที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง ถ้า ปชป.ตั้งรัฐบาล กลไกสำคัญในการขับเคลื่อนแก้ปัญหาประเทศรวมทั้งเศรษฐกิจ คือ คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) จะต้องมีบทบาทมากขึ้น และเป็น ‘New กรอ.’ ที่ไม่ใช่ประชุมในห้องแอร์ สั่งการแล้วจบ แต่ กรอ. ต้องขับเคลื่อนให้เกิดประสิทธิภาพ และผลสัมฤทธิ์จริงในการแก้ปัญหาประเทศ

“ถ้า ปชป.เป็นรัฐบาล นายจุรินทร์เป็นนายกฯ ผมจะเชิญท่านสนั่น (ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย) แล้วเข้าไปร่วมกันแก้ปัญหาเหมือนที่เราทำกันใน กรอ.พาณิชย์ ทำจริง เห็นผลจริง” นายจุรินทร์ กล่าว

นายจุรินทร์ กล่าวต่อว่า หลักคิดของ ปชป.ในการพาประเทศไทยไปข้างหน้า จะต้องอยู่ในกรอบยุทธศาสตร์ ‘สร้างเงิน สร้างคน สร้างชาติ’ โดย ‘สร้างเงิน’ นั้น เป็นการสร้างเงินให้ทั้งคนไทยและประเทศ ด้วยการประกันรายได้คนไทยและประกันรายได้ประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการประกันรายได้จากการส่งออกหรือการท่องเที่ยว การขับเคลื่อนการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ที่ ปชป.ให้ความสำคัญทั้งเศรษฐกิจฐานราก เสถียรภาพทางเศรษฐกิจ และเศรษฐกิจมหภาค รวมทั้งการลดความเหลื่อมล้ำและโครงสร้างพื้นฐาน

ส่องนโยบายเลือกตั้งผู้ว่าฯ ทุกจังหวัดของ ‘ก้าวไกล’ ความไม่เข้าใจในหลักการจัดระเบียบการปกครองของไทย

วิเคราะห์นโยบายของพรรคการเมืองในการเลือกตั้ง พ.ศ. ๒๕๖๖

น่าแปลกที่พรรคการเมืองพรรคนี้ ไม่เข้าใจในหลักการจัดระเบียบการปกครองของประเทศไทย ซึ่งแบ่ง
เป็น ๓ รูปแบบได้แก่ 

๑. ส่วนกลาง โดยราชการส่วนกลางมีอำนาจการตัดสินใจและการดำเนินการต่าง ๆ ได้แก่ คณะรัฐมนตรี กระทรวง ทบวง กรม และเจ้าหน้าที่ของรัฐที่สังกัดราชการส่วนกลาง ที่สามารถใช้อำนาจบริหารครอบคลุมทั่วประเทศ เป็นหลักที่ถือเอาสิทธิขาดในการปกครองเป็นที่ตั้ง

๒. ส่วนภูมิภาค โดยเกิดขึ้นจากข้อจำกัดของราชการส่วนกลางทำให้ล่าช้า และไม่ทั่วถึงทุกท้องที่พร้อม ๆ กัน ราชการส่วนกลางจึงแบ่งมอบอำนาจการตัดสินใจทางการบริหารในบางเรื่องให้เจ้าหน้าที่ของราชการส่วนกลางที่ส่งไปประจำปฏิบัติหน้าที่ในภูมิภาค/เขตการปกครองต่าง ๆ (Field office) สามารถปฏิบัติงานให้บรรลุ นโยบาย และเป้าหมายตามวัตถุประสงค์ของราชการส่วนกลาง

๓. ส่วนท้องถิ่น โดยราชการส่วนกลาง โอนอำนาจการปกครอง หรือ การบริหารบางส่วนบางเรื่องที่เกี่ยวกับการให้บริการสาธารณะให้องค์กรหรือนิติบุคคลอื่นรับไปดำเนินการแทน ภายในอาณาเขตตามแต่ละท้องถิ่น ด้วยงบประมาณและเจ้าหน้าที่ของท้องถิ่น โดยมีอิสระพอสมควร มีราชการส่วนกลางทำหน้าที่เพียงกำกับดูแลและสนับสนุน (มิใช่การบังคับบัญชา) เป็นหลักที่ถือเอาเสรีภาพของประชาชนที่จะปกครองตนเองเป็นที่ตั้ง

รูปแบบของหน่วยงานปกครองท้องถิ่น แม้จะมีความหลากหลายในการจัดองค์กร/รูปแบบของหน่วยการปกครองท้องถิ่น แต่โดยทั่วไปอาจสรุปได้ว่า มีหน่วยการปกครองท้องถิ่นอยู่ ๓ รูปแบบ คือ...

(๑) หน่วยการปกครองท้องถิ่นประเภทมหานคร ได้แก่การบริหารมหานครต่าง ๆ อาทิ กรุงโตเกียว นครนิวยอร์ก กรุงลอนดอน สำหรับบ้านเราได้แก่ กรุงเทพมหานคร เมืองพัทยา (ทั้งสองแห่งถูกจัดให้เป็นหน่วยการปกครองท้องถิ่นแบบพิเศษ) และองค์การบริหารส่วนจังหวัด ฯลฯ

(๒) หน่วยการปกครองท้องถิ่นของชุมชนที่เป็นเมือง อาทิ เทศบาล (บ้านเรามี ๓ ประเภทตามความหนาแน่นของประชากรได้แก่ นคร เมือง และตำบล) หรือ ในสหรัฐอเมริกา เรียกว่า เทศมณฑล (County)

(๓) หน่วยการปกครองท้องถิ่นของชุมชนขนาดเล็ก / ชุมชนชนบท อาทิ เมืองขนาดเล็ก/หมู่บ้าน (Village) ของสหรัฐอเมริกา หรือ องค์การบริหารส่วนตำบลของไทย

ในปี พ.ศ. ๒๔๙๘ ประเทศไทยมีการจัดตั้งองค์การบริหารส่วนจังหวัดครบทุกจังหวัด โดยพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการส่วนจังหวัด พ.ศ. ๒๔๙๘ เพื่อทำหน้าที่เป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ประกอบด้วย สภาจังหวัด และผู้ว่าราชการจังหวัด โดยสภาจังหวัดประกอบด้วยสภาที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ทำหน้าที่ทางนิติบัญญัติ กำหนดนโยบายการบริหารและควบคุมฝ่ายบริหาร อันมีหัวหน้าฝ่ายบริหาร คือ ผู้ว่าราชการจังหวัด (ปัจจุบันหัวหน้าฝ่ายบริหารคือ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด ซึ่งมาจากการเลือกตั้ง) เป็นผู้รับผิดชอบในการบริหารงาน ด้วยการนำมติหรือนโยบายของสภาจังหวัดไปพิจารณาดำเนินการ โดยมีพื้นที่ที่อยู่ในความรับผิดชอบขององค์การบริหารส่วนจังหวัดได้แก่พื้นที่ที่ไม่เกี่ยวข้องกับพื้นที่ของเทศบาลและสุขาภิบาล (ซึ่งยกเลิกไปแล้ว หลังจากการจัดตั้งองค์การบริหารส่วนตำบลจนครบทั่วประเทศ)

ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๕๓๗ ได้มีพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. ๒๕๓๗ ซึ่งกำหนดให้สภาตำบลซึ่งเดิมเป็นพื้นที่ขององค์การบริหารส่วนจังหวัดที่มีรายได้เฉลี่ยย้อนหลัง ๓ ปีตั้งแต่ ๑๕๐,๐๐๐ บาทขึ้นไป จัดตั้งเป็นองค์การบริหารส่วนตำบล มีฐานะเป็นราชการส่วนท้องถิ่น และเป็นนิติบุคคล ทำให้องค์การบริหารส่วนจังหวัดไม่มีพื้นที่ในการดำเนินกิจการ จึงสมควรปรับปรุงบทบาทและอำนาจหน้าที่ขององค์การบริหารส่วนจังหวัดให้สอดคล้องกันและปรับปรุงโครงสร้างขององค์การบริหารส่วนจังหวัดให้เหมาะสมยิ่งขึ้น ได้มีการตราพระราชบัญญัติองค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.ศ. ๒๕๔๐ โดยกำหนดให้พื้นที่จังหวัดเป็นพื้นที่ขององค์การบริหารส่วนจังหวัด มีผู้บริหารสูงสูด คือ ตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด มาจากการเลือกตั้งของสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดโดยความเห็นชอบของสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด (ปัจจุบันมาจากการเลือกตั้งโดยตรงแล้ว) เป็นผู้ปกครองและบังคับบัญชาข้าราชการส่วนจังหวัด และดำเนินกิจการส่วนจังหวัดควบคู่ไปกับสภาจังหวัด  

'พปชร.' เคาะแล้ว!! รายชื่อ 92 ปาร์ตี้ลิสต์ ชัดเจน!! 'พล.อ.ประวิตร' เบอร์ 1 

(30 มี.ค.66) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับบัญชีรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพปชร. 92 คน ดังนี้...

ลำดับที่ 1 พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ 
ลำดับที่ 2 นายสันติ พร้อมพัฒน์ 
ลำดับที่ 3 นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ 
ลำดับที่ 4 นายอธิรัฐ รัตนเศรษฐ 
ลำดับที่ 5 นายอุตตม สาวนายน 
ลำดับที่ 6 นายไพบูลย์ นิติตะวัน 
ลำดับที่ 7 นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์
ลำดับที่ 8 น.ส.พิม อัศวเหม
ลำดับที่ 9 นายวิรัช รัตนเศรษฐ
ลำดับที่ 10 นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์

ลำดับที่ 11 นายสกลธี ภัททิยกุล 
ลำดับที่ 12 นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ 
ลำดับที่ 13 นายบุญสิงห์ วรินทร์รักษ์ 
ลำดับที่ 14 นายสุรสิทธิ์ วงศ์วิทยานันท์ 
ลำดับที่ 15 นางศรีสมร รัศมีฤกษ์เศรษฐ์ 
ลำดับที่ 16 น.ส.ธนพร ศรีวิราช 
ลำดับที่ 17 นายนิพันธ์ ศิริธร 
ลำดับที่ 18 นายอภิชัย เตชะอุบล 
ลำดับที่ 19 พล.ต.อ.ยงยุทธ เทพจำนงค์ 
ลำดับที่ 20 นายปัญญา จีนาคำ

ลำดับที่ 21 นายชาญกฤช เดชวิทักษ์ 
ลำดับที่ 22 นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ 
ลำดับที่ 23 นางสมพร จูมั่น 
ลำดับที่ 24 นายชวน ชูจันทร์ 
ลำดับที่ 25 นายวิเชียร ชวลิต 
ลำดับที่ 26 นายโกมินทร์ ทีฆธนานนท์ 
ลำดับที่ 27 นางวลัยพร รัตนเศรษฐ 
ลำดับที่ 28 นายสุพร ดนัยตั้งตระกูล 
ลำดับที่ 29 นายธนสาร ธรรมสอน 
ลำดับที่ 30 นายสุธี พงษ์เพียรชอบ 

ลำดับที่ 31 นายพิริยะ โตสกุลวงศ์
ลำดับที่ 32 นายไพรัตน์ ตันบรรจง 
ลำดับที่ 33 นายธนากร มณีโชติ 
ลำดับที่ 34 นายคุณปิน ติรณศักดิ์กุล 
ลำดับที่ 35 นายบำรุง สักลอ 
ลำดับที่ 36 นายเกรียงศักดิ์ ภู่พันธ์ตระกูล 
ลำดับที่ 37 นายราม คุรุวาณิชย์ 
ลำดับที่ 38 นายทักษิณ แก้วสามดวง 
ลำดับที่ 39 นายสมพร ดำพริก 
ลำดับที่ 40 นายภัฎ สุริวงษ์

ลำดับที่ 41 นายธีธวัช คำเงิน 
ลำดับที่ 42 นายจาตุรงค์ ถนามกลาง 
ลำดับที่ 43 พ.ต.อ.วีระ สนจุมภะ 
ลำดับที่ 44 นางมลธิชา ไชยบาล 
ลำดับที่ 45 นายปิยทัศน์ พรพินิจพจศ์ 
ลำดับที่ 46 พ.ต.ท.อนุรักษ์ จิรจิตร 
ลำดับที่ 47 น.ส.ปุณิกา เศรษฐกุลดี 
ลำดับที่ 48 นางภัทมน เพ็งส้ม 
ลำดับที่ 49 นายพนม ประเสริฐศรี 
ลำดับที่ 50 นายกีรติ เจริญศรี

ลำดับที่ 51 นายประวัติ กองเมืองปัก
ลำดับที่ 52 น.ส.สีตีฮาหยาด ปีไสย 
ลำดับที่ 53 นายไพฑูรย์ ผิวผาง 
ลำดับที่ 54 นายสิทธิพร แช่ม 
ลำดับที่ 55 นายประเสริฐ ขาวกิจไพศาล 
ลำดับที่ 56 นางจิราภรณ์ สุพล 
ลำดับที่ 57 นายสฤษฎ์พัฒน์ ภมรวิสิฐ 
ลำดับที่ 58 นางวิชญาดา บุญฤทธิ์ 
ลำดับที่ 59 นายวัชรพงศ์ ปิโย 
ลำดับที่ 60 นายโนชญ์ ชาญด้วยกิจ 

‘สมหวัง’ อดีต นปช. จ่อเดินสายหาเสียงภาคอีสาน หวังโน้มน้าวคนเสื้อแดง หนุน ‘บิ๊กตู่’ นั่งนายกฯ อีกสมัย

(30 มี.ค. 66) นายสมหวัง อัสราษี ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.)และอดีตแกนนำ นปช. กล่าวว่า ตนมีกำหนดการลงพื้นที่ขึ้นเวทีปราศรัยกับ ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.ภาคอีสาน ของพรรค รทสช. ตั้งแต่สัปดาห์นี้เป็นต้นไป เพื่อช่วยพรรคโน้มน้าวใจให้คนเสื้อแดงที่เคยอยู่ร่วมกันมา ให้หันมาสนับสนุนว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.ของพรรค เพื่อมาสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกสมัย รวมถึงจะไปชี้แจงนโยบายของพรรคให้ชาวบ้านได้เข้าใจ และบางเวทีจะไปร่วมกับนายยศวริศ ชูกล่อม หรือ ‘เจ๋ง ดอกจิก’ ประธานกลุ่มรวมใจรักชาติ

นายสมหวัง กล่าวว่า ตั้งแต่ พล.อ.ประยุทธ์ ยึดอำนาจ ตนก็เฝ้าดูมาตลอดว่าทําอะไรบ้าง กระทั่งเข้ามาสู่ระบบการเลือกตั้ง ถือว่าเป็นไปตามระบอบประชาธิปไตย แต่ทุกวันนี้ก็ยังมีบางพรรคพยายามพูดโจมตีเวลาหาเสียง กล่าวหา พล.อ.ประยุทธ์ เป็นเผด็จการ ตนอยากถามว่าเอาสมองส่วนไหนคิด เวลานี้เข้าสู่โหมดการเลือกตั้งเป็นประชาธิปไตยแล้ว การเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ ที่มาจากการเลือกตั้งในสภาฯ เวลานี้ พล.อ.ประยุทธ์ ก็ลงเลือกตั้งในระบบพรรค ทำไมยังมาพูดโจมตีอีกว่าเป็นเผด็จการ ถ้าเป็นเผด็จการจะมีการเลือกตั้งไหม ดังนั้น เลิกพูดได้แล้ว

“ประเทศชาติทุกวันนี้ ความขัดแย้งลดลงไหม ต้องยอมรับ ไอ้ที่จะมาเย้ว ๆ ไม่มีแล้ว เพราะทุกคนเข้าใจ แต่มีพวกบางคนที่เข้าเส้นเลือดไม่เปลี่ยนความคิด คิดด้วยตัวเองไม่ได้ แต่ผมไม่ใช่อย่างงั้น ที่ผมมาอยู่พรรครวมไทยสร้างชาติ ผมถือสุภาษิตว่า เจ็บแล้วจําคือคน ถ้าเจ็บแล้วทนคือควาย ผมไม่ใช่ควาย ผมไม่ให้ใครเอาเชือกมาร้อยจมูกเอากระดิ่งมาแขวนคอ” นายสมหวัง กล่าว

นายสมหวัง กล่าวว่า สมัยตนอยู่กับ นปช. ตนไม่เคยขอเงินใครแม้แต่บาทเดียว ดังนั้น อย่ามาพูดว่าทรยศหรือเนรคุณ ชีวิตนี้ไม่เคยทรยศใคร ไม่เคยเนรคุณใคร เมื่อไม่เคยมาช่วยเหลือ แล้วเอาบุญคุณมาจากไหน เพราะสิ่งที่ทำทุกวันนี้ เป็นสิ่งที่ถูกต้องที่สุด ตนไม่เคยมาขอเงิน ไม่ใช่สัมภเวสี ไม่ใช่เหลือบไร ไม่ใช่หมัด ที่จะไปขอเงินใคร ตนเป็นคนมีต้นทุน และต้นทุนสูงด้วย ดังนั้น ถ้าเคารพการตัดสินใจแต่ละฝ่าย ความเป็นเพื่อนก็ยังคงอยู่ แต่ถ้าไม่เคารพการตัดสินใจก็ไม่เป็นไร


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top