Tuesday, 3 November 2026
TheStatesTimes

เบื้องหลังเวทีเศรษฐกิจโลกที่กรุงเทพฯ !! เปิดประสบการณ์ 7 วัน ในการประชุม IMF–World Bank กับภารกิจต้อนรับ 15,000 คนจาก 191 ชาติ เผยเบื้องหลังการวางแผนจัดงานนานถึง 3 ปี

ตอนนี้ : และตอนที่ 1

๓๕ ปีเจอกันอีก: ไอเอมเอฟ/ธนาคารโลก (๑)

อนุดี เซียสกุล อดีต Radio Journalist, วิทยุบีบีซีภาคภาษาไทย

ตั้งแต่วันที่ ๑๒-๑๘ ตุลาคมที่ผ่านมาเราจะเห็นข่าวการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ(ไอเอมเอฟ)และกลุ่มธนาคารโลกที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์หลากหลายแง่มุม และโดยเฉพาะอย่างยิ่งความเข้มงวดในการที่จะเข้าไปในสถานที่ประชุมซึ่งมีรายงานว่ามีผู้เข้าร่วมประชุมจาก ๑๙๑ ชาติและมีจำนวนคนถึง ๑๕,๐๐๐ คน.

ผู้เขียนตั้งใจจะเขียนถึงความเป็นไปและข้อสังเกตในระหว่างที่มีโอกาสเข้าไปในศูนย์การประชุมฯตั้งแต่วันที่ ๑๑ ตุลาคม แต่เข้าไปในตัวตึกการประชุมได้จริงก็เป็นวันจันทร์ที่ ๑๒ ตุลาคมเพราะบัตรผู้สื่อข่าวยังไม่ได้รับอนุญาต อย่างไรก็ดีไปทันตอนนายกฯอนุทินมาเปิดThai Pavilion ที่แสดงพระราชกรณีกิจของในหลวงรัชกาลที่ ๙

การจัด Thai Pavilion แสดงพระราชกรณีกิจของในหลวงรัชกาลที่ ๙ ให้ผู้เข้าร่วมประชุมรับข่าวสารที่สำคัญอันเป็นหัวใจของการพัฒนาที่สำคัญของประเทศไทยเป็นโอกาสอันดียิ่งว่าประมุขของประเทศไทยทรงเห็นความสำคัญในการพัฒนาชีวิตของประชาชนอย่างไร

ในช่วงหนึ่งสัปดาห์ของการประชุมประจำปีของหน่วยงานด้านการเงินของโลกที่กรุงเทพครั้งนี้ทำให้ได้เห็นการทำงานขององค์การนี้อย่างตื่นตาตื่นใจ เริ่มจากการจัดสถานที่สำหรับเวทีการอภิปรายในชั้น G ที่มีถึง ๒๒ ที่, ชั้น LG เป็นที่ทำงานของฝ่ายที่มาร่วมประชุม นอกจากนี้ที่ชั้น ๑ และ ๒ ก็ยังมีห้องประชุมที่จำกัดเฉพาะคณะที่คนนอกเข้าร่วมไม่ได้

ท่านผู้อ่านอาจจะสงสัยว่าผู้เขียนมาคุยเรื่องเวทีห้องประชุมทำไม ไม่เห็นจะสำคัญ ขออนุญาตอธิบายว่าแผนผังสถานที่ ที่ต้องรับคนมาประชุมเป็นหมื่นคนคือหัวใจของสถานที่การประชุมเพราะเมื่อผู้เข้าร่วมประชุมมาถึงเขาต้องรู้ว่าห้องที่เขาต้องไปอยู่ที่ใดและไปถึงอย่างไร ตลอด ๗ วันที่ผู้เขียนอยู่ที่ศูนย์ประชุมสิริกิติ์การเดินหาที่ต้องการไปฟังอภิปรายง่ายมาก มาฟังผลงานของ

Sholto Stewart, Senior annual meeting space planner ของ World Bank group

“I love to see a plan that has spent two and a half years, three years in my computer, rising out of the floor” ผมชอบดูแผนผังที่ใช้เวลาสองปีครึ่งหรือสามปีออกแบบในคอมพิวเตอร์ ที่ค่อยๆโผล่ขึ้นมาจากพื้น(คือเป็นภาพที่เกิดขึ้นจริง: สจ๊วร์ต เป็นผู้ออกแบบสถานที่ประชุมประจำปีของกลุ่มธนาคารโลก)

พื้นที่ของศูนย์การประชุมสิริกิติ์มีมากมายและกว้างขวางจริงๆต้องใช้เวลาเดินมากโขอยู่ แต่ก็เป็นระเบียบ มีมุมของผู้สื่อข่าวอยู่หลายจุดหลายสำนักทั้งไทยและเทศ ซึ่งเรื่องนี้สำคัญมากเพราะผู้สื่อข่าวต้องเชิญและนัดหมายมายังจุดสัมภาษณ์ หรือต้องคอยจับตัวในระหว่างที่ร.ม.ต คลังหรือผู้เข้าร่วมประชุมที่หมายตาไว้กำลังจะเดินผ่านไปห้องประชุมในกรณีที่เขาไม่มีเวลาให้นัด

ยังมีอะไรอีกหลายเรื่องที่อยากเล่าค่ะ ในครั้งต่อไปผู้เขียนอยากเล่าถึงหัวข้อของการอภิปรายซึ่งน่าสนใจมากค่ะและทั่วโลกต้องเงี่ยหูฟัง

อ้างอิง website World Bank Group.

เรื่อง :อนุดี เซียสกุล

อดีต Radio Journalist, วิทยุบีบีซีภาคภาษาไทย

เวียดนามกำลังมา ไทยกำลังแผ่ว!! ท่องเที่ยวไทยถึงเวลาต้องตื่น เปิดศึกชิงนักท่องเที่ยวอาเซียน เวียดนามเร่งโตสองหลัก ขณะที่ไทยเผชิญยอดนักท่องเที่ยวชะลอตัว

Kitti Pornsiwakit โพสต์ลงในเฟสบุ๊คส่วนตัว ว่า…

TOURISM WAR เวียดนามโตแรง ใกล้แซงไทย ท่องเที่ยวไทยต้องตื่น!

10 ความจริงที่เจ็บปวด แต่ไทยต้องยอมรับและปรับตัว

1. เวียดนามไม่ได้แค่ฟื้นตัว แต่กำลังแย่งส่วนแบ่งการเติบโตของตลาดท่องเที่ยวโลก! ปี 2025 นักท่องเที่ยวทะลุ 21.2 ล้านคน เพิ่มขึ้น 20.4% ขณะที่ไทยมีประมาณ 33 ล้านคน แต่ลดลง 7.2%

ปีนี้เวียดนามโตเพิ่ม 15% ไทยมีแนวโน้มลดลงอีก 5% ไทยยังนำเวียดนามเรื่องจำนวนนักท่องเที่ยว แต่กำลังเสียเปรียบด้านอัตราการเติบโต! 9 เดือนแรกปี 2026 ไทยลดลง 3.8% ขณะที่เวียดนามเพิ่มขึ้น 14.5% นี่คือสัญญาณเตือน ไม่ใช่เรื่องที่ควรมองข้าม

เวียดนาม 24 ล้าน? ไทย 28.5 ล้าน?

#ล้านคนหนีไทยไปเวียดนาม?

2.  10 ปี เวียดนามโตจาก 10 ล้านเป็น 21.2 ล้านคน! เพิ่มขึ้นกว่า 2 เท่า สะท้อนการขยายตลาดระยะยาว ไม่ใช่แค่กระแสชั่วคราว แม้จะผ่านวิกฤตโควิดก็ตาม เป้าหมาย 2030 เวียดนาม 40-50 ล้านคน

ไทยยังไม่กล้าตั้งเป้าหมายใกล้เคียงกัน ทั้งที่ 2019 ไทยเกือบ 40 ล้านคน มากกว่าเวียดนามกว่า 4 เท่า

3.  วีซ่าง่าย เที่ยวบินเพิ่ม เดินทางสะดวก คืออาวุธสำคัญ! เวียดนามใช้ E-Visa สูงสุด 90 วัน และขยายสิทธิพำนักสำหรับบางประเทศ เพราะรู้ว่าความสะดวกคือจุดเริ่มต้นของรายได้

4.  เวียดนามกำลังชนะใจนักท่องเที่ยวจีนบางส่วนที่ไทยเคยได้เปรียบ! ปี 2025 จีนเดินทางเข้าเวียดนามประมาณ 5.3 ล้านคน เทียบกับไทย 4.5 ล้านคน

5.  เวียดนามไม่ได้แข่งแค่ราคาถูก แต่แข่งด้วยความคุ้มค่า! ธรรมชาติ อาหาร วัฒนธรรม โรงแรม และประสบการณ์ใหม่ ทำให้นักท่องเที่ยวรู้สึกว่าเงินที่จ่ายไปคุ้มค่า

ซึ่งเคยเป็นจุดแข็งของไทย

6.  การท่องเที่ยวไม่ควรจบเมื่อพระอาทิตย์ตก! เศรษฐกิจกลางคืนคือโอกาสเพิ่มรายได้ โดยไม่จำเป็นต้องเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยว ทั้งอาหาร การแสดง ช้อปปิ้ง และความบันเทิง

เวียดนามกำลังเน้นเพิ่มมูลค่า แบบ 24 ชั่วโมง หลังได้ Volume แล้ว

7.  ประเทศไทยเก่งเรื่องสร้างโรงแรม แต่ยังมีโอกาสสร้างรายได้รอบโรงแรมอีกมหาศาล! ต้องเปลี่ยนจากขายห้องพัก ไปสู่การขาย Wellness, Gastronomy, Sports, Culture และ Experiences ตลอดทั้งวัน

8.  รัฐต้องเปลี่ยน Mindset จากคิดว่าจะเก็บอะไรเพิ่ม เป็นสร้างอะไรให้คนอยากจ่ายเพิ่ม! แทนที่จะพึ่งค่าธรรมเนียม ต้องสร้างสินค้าใหม่ อำนวยความสะดวก และจูงใจให้เอกชนลงทุนอย่างมีคุณภาพ

9.  สงครามท่องเที่ยวยุคใหม่ ไม่ได้วัดว่าใครมีนักท่องเที่ยวมากกว่า แต่วัดว่าใครสร้างมูลค่าได้มากกว่า! ประเทศที่ทำให้นักท่องเที่ยวอยู่นานขึ้น ใช้จ่ายมากขึ้น กลับมาซ้ำ และสร้างรายได้ให้คนท้องถิ่นได้มากกว่า คือประเทศที่ชนะอย่างแท้จริง

สรุปว่า

“เวียดนามกำลังเร่งสร้างเหตุผลให้นักท่องเที่ยวมา อยู่ และใช้เงิน

ส่วนไทยต้องหยุดภูมิใจ กับความสำเร็จในอดีต แล้วเร่งสร้างเหตุผลใหม่ ให้คนทั้งโลกเลือกเราอีกครั้ง!”

อย่าแข่งกันเก็บเงินจากนักท่องเที่ยว แต่จงแข่งกันสร้างคุณค่าให้เขาเต็มใจจ่าย!

ที่มา : https://www.facebook.com/100002109974754/posts/28889371417383140/?rdid=O3vWoMPp7aImJiyO#

3 พลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีเขียวไทย!! ปตท.–กรุงไทย–กรมลดโลกร้อน จับมือพัฒนา I-SPARK มาบตาพุด วางระบบเงินทุนและคาร์บอนเครดิต รองรับอุตสาหกรรมอนาคต

ปตท. – กรุงไทย – กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เร่งศึกษากลไกการเงินและการจัดการคาร์บอนเครดิต ดัน “I-SPARK” สู่ต้นแบบอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำของไทย

เมื่อเร็ว ๆ นี้  – บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) และ กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม แสดงเจตนารมณ์ความร่วมมือในการศึกษากลไกระดมทุนแบบผสมผสาน (Blended Finance) และแนวทางการขึ้นทะเบียนโครงการคาร์บอนเครดิต เพื่อพัฒนาโมเดลนำร่อง สร้างความพร้อมด้านพลังงานสะอาด และโครงสร้างพื้นฐานสำหรับอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำในพื้นที่จังหวัดระยอง หรือ “I-SPARK” ซึ่งได้รับเกียรติจาก นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง Mr. Ajay Banga ประธานกลุ่มธนาคารโลก และ นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ร่วมถ่ายภาพ โดยมี นายพิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย ดร.บุรณิน รัตนสมบัติ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจใหม่และความยั่งยืน ปตท. เป็นผู้แทนร่วมลงนาม พร้อมด้วย นายณะรงค์ศักดิ์ จิวากานันต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ของบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) และ นายรัฐกร กัมปนาทแสนยากร รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ความยั่งยืนองค์กร รยย. ร่วมงาน

ความร่วมมือนี้ เป็นการผสานศักยภาพของภาคพลังงาน ภาคการเงิน และหน่วยงานภาครัฐ ในการศึกษาแนวทางการเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่เหมาะสม เพิ่มความเป็นไปได้ในการลงทุน และบริหารความเสี่ยงทางการเงิน ตลอดจนศึกษาแนวทางการขึ้นทะเบียนโครงการเพื่อคาร์บอนเครดิต ซึ่งจะช่วยเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจและสนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างเป็นรูปธรรม อันเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อน I-SPARK ที่กลุ่ม ปตท. มุ่งพัฒนาระบบนิเวศอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำในพื้นที่อำเภอมาบตาพุด จังหวัดระยอง ให้มีความพร้อมด้านพลังงานสะอาด การลดคาร์บอน โครงสร้างพื้นฐาน และธุรกิจตามแนวทาง Bio-Circular-Green (BCG) เพื่อรองรับการพัฒนาและการลงทุนของภาคอุตสาหกรรมในอนาคต 

ทั้งนี้ ปตท. จะคัดเลือกโครงการด้านความยั่งยืนที่มีศักยภาพในพื้นที่จังหวัดระยอง เพื่อใช้เป็นกรณีศึกษา เพิ่มความพร้อมในการลงทุนและโอกาสในการขึ้นทะเบียนคาร์บอนเครดิต ขณะที่ ธนาคารกรุงไทย จะศึกษาและออกแบบกลไกระดมทุนแบบผสมผสาน (Blended Finance) เชื่อมโยงแหล่งเงินทุนและเครื่องมือทางการเงินเพื่อความยั่งยืนทั้งในและต่างประเทศ พร้อมสนับสนุนการเชื่อมโยงโครงการสู่ตลาดคาร์บอนเครดิต กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม จะสนับสนุนการประสานความร่วมมือเพื่อการเข้าถึงเงินสนับสนุนแบบให้เปล่า (Grant) แหล่งทุนด้านสภาพภูมิอากาศ และมาตรการจูงใจที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการบริหารจัดการคาร์บอนเครดิตให้สอดคล้องกับนโยบายและมาตรการของประเทศ

นับเป็นก้าวสำคัญในการต่อยอด I-SPARK จากแผนการพัฒนาสู่การลงทุนจริง เสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทย และวางรากฐานให้สามารถขยายผลสู่พื้นที่อื่นของประเทศ ควบคู่กับการสนับสนุนเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top