Friday, 30 October 2026
TheStatesTimes

สหรัฐฯ ขยับกำลังครั้งใหญ่ในตะวันออกกลาง!! ขนส่งเครื่องบิน 10 ลำลงอิสราเอล ขยายไปจอร์แดน ซาอุดีอาระเบีย กาตาร์ ซีอีโอยกเลิกไปยูเออี เหตุปลอดภัย ปูตินเตือนโต้ตอบหากสถานการณ์ลาม

การขนส่งทางอากาศครั้งใหญ่ของสหรัฐฯ ไปยังอิสราเอลและตะวันออกกลาง
ในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา เครื่องบินขนส่งของสหรัฐฯ 10 ลำได้ลงจอดในอิสราเอล ขณะเดียวกันก็มีรายงานการเคลื่อนไหวของเครื่องบินไปยังจอร์แดน ซาอุดีอาระเบีย และกาตาร์ด้วย
จากการประเมิน ส่วนหนึ่งของกิจกรรมเหล่านี้มีเป้าหมายเพื่อเติมเต็มคลังกระสุนและเสริมสร้างระบบป้องกันภัยทางอากาศในภูมิภาค
ทั้งนี้ เสนาธิการกองทัพเรือสหรัฐฯ ได้เสนอทางเลือกในการโจมตีอิหร่านต่อทรัมป์แล้ว

มีรายงานการโจมตีไปยังฐานยิงขีปนาวุธของอิหร่านทางตอนใค้ของประเทศที่เมืองยาสก์,เกมช์,ซีรีก(รอยืนยัน)

ซีอีโอของเอ็กซอนโมบิลและเชฟรอนยกเลิกการเดินทางไปสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัย
ตามรายงาน เอ็กซอนและเชฟรอน สองบริษัทน้ำมันที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดในโลกจากสหรัฐอเมริกา ได้ยกเลิกแผนการเดินทางของผู้บริหารไปเข้าร่วมการประชุมปิโตรเลียมในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ในสัปดาห์หน้า เนื่องจากเหตุผลด้านความปลอดภัย

มีรายงานว่าเกิดเสียงดังรุนแรงหลายครั้งบนเกาะเกชมและเกาะซีรีก ทางตอนใต้ของอิหร่าน สาเหตุของการระเบิดยังไม่ทราบแน่ชัด
รายงานเบื้องต้นคาดว่า การได้ยินเสียงระเบิดดังมาจากทะเลใกล้เกาะซีรักและเกาะเกชม อาจเกิดจากการยิงขีปนาวุธเตือนเรือที่รุกล้ำเข้ามาในช่องแคบฮอร์มุซ(รออัปเดต)

ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน แห่งรัสเซีย เปรียบเทียบความตึงเครียดทางทะเลในทะเลบอลติกกับช่องแคบฮอร์มุซ และเตือนถึงความเป็นไปได้ในการตอบโต้ว่า

“แต่จะมีอะไรเกิดขึ้นได้อีกเล่า? มิเช่นนั้น เราก็จะตกอยู่ในสถานการณ์ที่คล้ายคลึงกับที่เกิดขึ้นในช่องแคบฮอร์มุซ
ดูเหมือนว่าจะมีบางคนต้องการให้ทะเลบอลติกตกอยู่ในสถานการณ์ที่คล้ายกับอ่าวเปอร์เซียหรือช่องแคบฮอร์มุซ ผมไม่รู้ เราไม่ต้องการเช่นนั้น แต่เราจะตอบโต้ทุกการท้าทาย”

ที่มา: https://www.facebook.com/reel/965061366676410

ฟ้าผ่า ECB!! “คริสติน ลาการ์ด” ประกาศลาออกก่อนครบวาระ เธอต้องการเสรีภาพพูดนอกกรอบ ตั้งแต่ 7 ก.พ. 2567 หวั่นถูกจำกัดเสรี เก้าอี้ผู้นำยุโรปสั่นสะเทือนอีกครั้ง

ฟ้าผ่า ECB! “คริสติน ลาการ์ด” ประกาศลาออกจากตำแหน่งประธานธนาคารกลางยุโรปก่อนครบวาระ 8 เดือน เพราะไม่ต้องการถูกจำกัดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นอีกต่อไป!

เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2026 คริสติน ลาการ์ด วัย 70 ปี ประกาศว่าจะลงจากตำแหน่งประธานธนาคารกลางยุโรป (ECB) ในวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2027 แทนที่จะอยู่จนครบวาระในเดือนตุลาคมปีเดียวกัน
ลาการ์ดให้เหตุผลว่า เธอต้องการมีอิสระในการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับประเด็นต่าง ๆ นอกเหนือจากนโยบายการเงิน โดยกล่าวว่า

“ฉันต้องการเสรีภาพในการพูด เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น และเสรีภาพในการมีส่วนร่วมกับเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องกับนโยบายการเงิน”

เธอยังกล่าวอีกว่า “ฉันไม่คิดว่าตัวเองจะวางตัวเป็นกลางต่อไปได้” เพราะเห็นว่าความจริงกำลังถูกบิดเบือนอยู่บ่อยครั้ง แต่ตำแหน่งปัจจุบันทำให้เธอไม่สามารถพูดในสิ่งที่ต้องการได้
"ลาการ์ด" ดำรงตำแหน่งประธาน ECB มาตั้งแต่เดือนพ.ย. 2019 ก่อนหน้านี้เคยดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และเพิ่งเดินทางมาร่วมการประชุมประจำปี IMF-World Bank Annual Meeting 2026 ที่กรุงเทพฯ

ลาการ์ดไม่ได้บอกว่าเธออยากลาออกไปทำอะไร เพียงแต่บอกว่าต้องการเสรีภาพในการพูดเรื่องที่ไม่สามารถพูดได้ขณะดำรงตำแหน่ง

นั่นทำให้เกิดคำถามว่า แท้จริงแล้วเธออยากพูดเรื่องอะไรกันแน่?
เธออาจต้องการวิจารณ์ทรัมป์ ปูติน หรือแม้แต่นโยบายของผู้นำยุโรปเอง รวมถึงอาจมีมุมมองที่แตกต่างออกไปเกี่ยวกับสงครามยูเครน การยุติสงคราม หรือการสนับสนุนยูเครนของชาติตะวันตก เพราะท่าทีที่เธอแสดงออกตลอดเวลาที่ดำรงตำแหน่งประธาน ECB ไม่ได้หมายความว่าจะสะท้อนความคิดส่วนตัวทั้งหมดของเธอ

ที่มา: Reuters, ECB

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1442556158032740/?rdid=76gih0YB2oSDhtga#

หนานหนิงรุกหนัก!! กระชับสัมพันธ์กับอาเซียน ลุยพัฒนา AI และขนส่ง มูลค่าการค้าโตต่อเนื่อง เชื่อมตลาดจีนกับอาเซียนอย่างใกล้ชิด

หนานหนิงรุกกระชับสัมพันธ์อาเซียน ลุยพัฒนาการค้า ขนส่ง และ AI เต็มสูบ

ศูนย์ความร่วมมือด้านการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ จีน-อาเซียน

ยามฤดูใบไม้ร่วงเวียนมาถึง นครหนานหนิง เมืองเอกของเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วงทางตอนใต้ของจีน ได้เปิดรับแรงขับเคลื่อนใหม่ในการเปิดกว้างทางเศรษฐกิจ โดยมหกรรมแสดงสินค้า จีน-อาเซียน (CAEXPO) ครั้งที่ 23 และการประชุมสุดยอดด้านการค้าและการลงทุน จีน-อาเซียน ได้ปิดฉากลงอย่างงดงาม ขณะที่คลองผิงลู่เปิดให้เดินเรืออย่างเป็นทางการ และโครงการใหม่ ๆ ก็กำลังเร่งขับเคลื่อนขึ้นที่ศูนย์ความร่วมมือด้านการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ จีน-อาเซียน

นครหนานหนิงในฐานะประตูสำคัญบานหนึ่งของจีนสู่ความร่วมมือกับอาเซียน ยังคงเดินหน้าเสริมแกร่งแพลตฟอร์มความร่วมมือ ส่งเสริมการเชื่อมโยง และนำนวัตกรรมมาขับเคลื่อนความก้าวหน้า เพื่อยกระดับการมีส่วนร่วมในระดับนานาชาติ และเข้ามามีบทบาทสำคัญในการผลักดันการแลกเปลี่ยนระหว่างจีนกับอาเซียน

แพลตฟอร์มขับเคลื่อนความร่วมมือ จีน-อาเซียน

ในฐานะเมืองเจ้าภาพจัดมหกรรม CAEXPO อย่างถาวร นครหนานหนิงได้สั่งสมประสบการณ์ยาวนานกว่าสองทศวรรษในการผลักดัน “ช่องทางหนานหนิง” จนก้าวเป็นแพลตฟอร์มหลักที่เชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับอาเซียน ทั้งในมิติการเจรจาทางการเมือง การค้าและการลงทุน ตลอดจนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในระดับประชาชน

สำหรับงาน CAEXPO ครั้งที่ 23 โซนจัดแสดงนวัตกรรม AI ที่เปิดตัวเป็นครั้งแรกนั้น ดึงดูดความสนใจได้อย่างคับคั่ง โดยพื้นที่จัดแสดงหลักได้ขนทัพเทคโนโลยีแห่งอนาคตมาอวดโฉม ไม่ว่าจะเป็นโมเดลปัญญาประดิษฐ์ขนาดใหญ่ และชิป AI ไปจนถึงโซลูชันที่พัฒนาขึ้นเพื่อตอบโจทย์ตลาดอาเซียนโดยเฉพาะ อาทิ แว่นตาอัจฉริยะ AI หุ่นยนต์อัจฉริยะ รวมถึงนวัตกรรมเพื่อการฟื้นฟูสุขภาพและการดูแลผู้ป่วย

ภายในงานมีบริษัทกว่า 70 แห่ง นำผลิตภัณฑ์กว่า 500 รายการ มาจัดแสดงใน 8 หมวดหมู่ ซึ่งสร้างมูลค่าการซื้อขายรวมกว่า 28 ล้านหยวน (ประมาณ 3.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) พร้อมกันนี้ นครหนานหนิงยังได้จัดกิจกรรมเจรจาจับคู่ธุรกิจ ครอบคลุมทั้งด้านการค้าดิจิทัล อีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดน และการผลิตอัจฉริยะ เพื่อสนับสนุนให้ผู้ประกอบการสามารถต่อยอดคอนเนกชันไปสู่โอกาสทางการค้าและการลงทุนจริง

ขณะเดียวกัน ณ เขตปลอดอากรหนานหนิง (Nanning Comprehensive Bonded Zone) สินค้าเด่นจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังกระจายไปทั่วประเทศจีน ผ่านเครือข่ายอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดน ซึ่งแรงหนุนจากพันธมิตรทางการค้าในงาน CAEXPO ส่งผลให้อีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดนของหนานหนิงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง พร้อมเปิดรับการไหลเวียนสินค้าระหว่างสองฝ่าย ทั้งการนำเข้าสินค้าอาเซียนสู่ตลาดจีนและการส่งออกสินค้าจีนสู่ตลาดอาเซียน

สำหรับช่วง 8 เดือนแรกของปี 2569 มูลค่าการค้าต่างประเทศของนครหนานหนิงพุ่งสูงแตะ 6.5171 หมื่นล้านหยวน เพิ่มขึ้น 2.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมูลค่าการค้ากับกลุ่มประเทศอาเซียนอยู่ที่ 1.8246 หมื่นล้านหยวน คิดเป็นสัดส่วน 28% ของมูลค่าการค้ารวมทั้งเมือง ขณะที่มูลค่าการค้ากับเวียดนามเพิ่มขึ้นถึง 18.6%

เส้นทางขนส่งทางน้ำสายใหม่ เชื่อมโยงจีนตอนในสู่ท้องทะเล

การที่คลองผิงลู่เปิดให้เดินเรืออย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 16 กันยายนที่ผ่านมา ถือเป็นการเปิดมิติใหม่ในการเชื่อมโยงนครหนานหนิงออกสู่ทะเล

คลองสายนี้ออกแบบมาให้รองรับเรือบรรทุกสินค้าขนาดใหญ่ได้สูงสุดถึง 5,000 ตัน โดยสามารถแล่นตรงจากนครหนานหนิงสู่อ่าวเป่ยปู้ได้ทันที ซึ่งช่วยย่นระยะทางการขนส่งสินค้าทางน้ำจากภูมิภาคตะวันตกเฉียงใต้ของจีนออกสู่ทะเลลงได้มากกว่า 560 กิโลเมตร เมื่อเทียบกับเส้นทางเดิมที่ต้องขนส่งผ่านท่าเรือกวางโจว

การเปิดใช้เส้นทางน้ำสายใหม่นี้ จึงช่วยเสริมศักยภาพของนครหนานหนิงในฐานะศูนย์กลางการคมนาคมขนส่ง ที่เชื่อมโยงพื้นที่ตอนในของประเทศเข้ากับท่าเรือชายฝั่ง

เพื่อตักตวงโอกาสครั้งสำคัญทางเศรษฐกิจ นครหนานหนิงได้เดินหน้าวางผังพัฒนาอุตสาหกรรมตลอดแนวแถบเศรษฐกิจคลองผิงลู่ พร้อมเร่งยกระดับเขตปฏิบัติการร่วมบาเหลียนบริเวณท่าเรือหลิวจิ่งให้รองรับเรือขนาด 5,000 ตัน และเร่งสร้างทางรถไฟสายเฉพาะขึ้นที่หลิวจิ่ง เพื่อยกระดับระบบการขนส่งราง-น้ำ ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

จากท่าเรือตอนใน สู่การเติบโตเป็นศูนย์กลางการขนส่งเชื่อมแม่น้ำและทะเลอย่างเต็มรูปแบบ ส่งผลให้อุตสาหกรรมต่าง ๆ ทั้งโลหะนอกกลุ่มเหล็ก เคมีภัณฑ์เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และการผลิตเครื่องจักรกล ย้ายฐานเข้ามาปักหลักตลอดแนวคลองอย่างต่อเนื่อง

เขตนำร่องการค้าเสรีจีน (กว่างซี) โซนหนานหนิง ถือเป็นอีกหนึ่งฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยได้ผนึกกำลังผ่านโมเดล “สองประเทศ สองนิคม” และเขตความร่วมมือทางอุตสาหกรรม จีน-อาเซียน พร้อมเดินหน้านวัตกรรมเชิงสถาบันไปแล้วกว่า 260 รายการ ซึ่งในจำนวนนี้มีถึง 214 รายการที่เป็นแนวปฏิบัติริเริ่มเป็นครั้งแรกในระดับประเทศหรือระดับเขตปกครองตนเอง

นอกจากนี้ หนานหนิงยังคงมุ่งมั่นค้นหานวัตกรรมใหม่ ๆ ด้านการเงินข้ามพรมแดนและการค้าดิจิทัล ซึ่งเมื่อรวมกับต้นทุนโลจิสติกส์ที่ลดลงจากการยกระดับโครงข่ายการเชื่อมโยงระหว่างกว่างซีกับอาเซียนแล้ว ก็ยิ่งช่วยเพิ่มเสน่ห์ในการดึงดูดการลงทุนภาคอุตสาหกรรม และพัฒนากลุ่มอุตสาหกรรมโดยรอบท่าอากาศยานและท่าเรือได้อย่างมีประสิทธิภาพ

AI เปิดฉากบทใหม่ ขยายมิติความร่วมมือ

AI กำลังก้าวขึ้นมาเป็นอีกหนึ่งยุทธศาสตร์สำคัญในการยกระดับความร่วมมือระหว่างนครหนานหนิงและกลุ่มประเทศอาเซียน

ณ ศูนย์จัดแสดงประจำศูนย์ความร่วมมือด้านการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ จีน-อาเซียน ในเขตเมืองใหม่อู่เซี่ยง ได้มีการนำเสนอโซลูชันที่ครอบคลุมทั้งด้านเมืองอัจฉริยะ การดูแลสุขภาพ การศึกษา และการเกษตร ซึ่งดึงดูดคณะผู้แทนจากประเทศสมาชิกอาเซียนให้เดินทางมาเยี่ยมชมพร้อมร่วมเจรจาความร่วมมือทางธุรกิจอย่างไม่ขาดสาย

นครหนานหนิงกำลังมุ่งมั่นขับเคลื่อนโมเดลการพัฒนาตามแนวคิด “วิจัยและพัฒนาในปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ และเขตเศรษฐกิจพิเศษอ่าวกวางตุ้ง-ฮ่องกง-มาเก๊า ผนึกกำลังกว่างซี และใช้จริงในอาเซียน” เพื่อยกระดับหนานหนิงสู่การเป็นศูนย์กลางความร่วมมือด้านเทคโนโลยี AI ระดับนานาชาติร่วมกับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้


บริษัท อาร์เชอร์ไมนด์ เทคโนโลยี (ArcherMind Technology) ได้ตั้งสำนักงานใหญ่ประจำภูมิภาคอาเซียนขึ้นที่นครหนานหนิง โดยส่งออกผลิตภัณฑ์หุ่นยนต์อัจฉริยะไปยังตลาดต่าง ๆ อาทิ ลาว เมียนมา และเวียดนาม ทั้งยังถูกนำไปใช้งานในสถานศึกษาหลายแห่งทั่วอาเซียน ขณะเดียวกัน ไอฟลายเทค (iFLYTEK) ได้ลงนามข้อตกลงความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ร่วมกับนครหนานหนิง เพื่อเดินหน้าพัฒนานวัตกรรม AI ลุยตลาดอาเซียน ทั้งในด้านการศึกษา การดูแลสุขภาพ ตลอดจนการบริหารจัดการเมืองอัจฉริยะ

นอกจากนี้ บริษัทเซมิคอนดักเตอร์ เช่น ซินเฉิน เซมิคอนดักเตอร์ (Xinchen Semiconductor) กำลังเดินหน้าบูรณาการเทคโนโลยีชิปและขยายฐานการผลิตในนครหนานหนิง เพื่อรองรับนวัตกรรมแห่งอนาคต ตั้งแต่อินเทอร์เน็ตเชื่อมต่อยานยนต์ (Internet of Vehicles) ไปจนถึงอินเทอร์เน็ตในทุกสิ่ง (Internet of Things)

ปัจจุบัน นครหนานหนิงเป็นศูนย์รวมภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี AI มากถึง 1,552 แห่ง คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 57.3% ของทั้งหมดในกว่างซี

ตลอดระยะเวลาการจัดงาน CAEXPO ครั้งที่ 23 ชุมชนปัญญาประดิษฐ์ จีน-อาเซียน ณ นครหนานหนิง ได้จัดกิจกรรมโรดโชว์และการเจรจาจับคู่ธุรกิจรวม 37 ครั้ง พร้อมเปิดตัวความร่วมมือด้านการประยุกต์ใช้ AI ในอาเซียนรวม 42 โครงการ ซึ่งบรรลุข้อตกลงความร่วมมือเบื้องต้นได้เกือบ 100 ฉบับ คิดเป็นมูลค่ารวมราว 2 พันล้านหยวน โดยในจำนวนนี้เป็นการตั้งเป้าความร่วมมือกับกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียนมูลค่าสูงกว่า 1 พันล้านหยวน

AI กำลังก้าวขึ้นเป็นนามบัตรใบใหม่ที่สะท้อนการเปิดกว้างทางเศรษฐกิจของนครหนานหนิง พร้อมทั้งขยายพรมแดนความร่วมมือระหว่างจีนกับอาเซียนให้ครอบคลุมยิ่งกว่าการค้าและการลงทุน ไปสู่มิติด้านเทคโนโลยีดิจิทัลและการใช้นวัตกรรมอัจฉริยะ

ไม่ว่าจะเป็น “ช่องทางหนานหนิง” ที่สั่งสมความแข็งแกร่งมาอย่างยาวนาน ไปจนถึงโอกาสใหม่ ๆ จากการเปิดคลองผิงลู่ และการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของเทคโนโลยี AI นครหนานหนิงกำลังเดินหน้าขยายพรมแดนการเปิดกว้างทางเศรษฐกิจ พร้อมเชื่อมโยงตลาดจีนเข้ากับเวทีการค้าโลก

การผนึกกำลังกันระหว่างแพลตฟอร์ม เส้นทางคมนาคมขนส่ง และอุตสาหกรรมใหม่ ๆ เปิดโอกาสให้นครหนานหนิงพร้อมเปลี่ยนความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ในฐานะแนวหน้าของความร่วมมือ จีน-อาเซียน ให้กลายเป็นโอกาสทองที่จับต้องได้จริง ทั้งด้านการค้า การลงทุน และการสร้างสรรค์นวัตกรรม

ฝรั่งเศสทุบไม่แตก จีนเอามาขาย!! พ่อค้าจีนหยิบภาพประท้วงฝากโฆษณา กลายเป็นกระจกต้านทานการโจมตี บริษัท 'Hengxinfeng Special-Glass' เปิดเกมเร็ว ใช้เหตุวุ่นวายโปรโมทสินค้าตัวเอง

ดร.อักษรศรี พานิชสาส์น โพสต์ลงในเฟสบุ๊คส่วนตัว…

เรื่องแบบนี้ #พ่อค้าจีน ขยับอย่างไว จากเหตุการณ์ผู้ประท้วงในฝรั่งเศสพยายามทำลายกระจกแผ่นนี้ แต่ทำอะไรไม่ได้จ้า #บริษัทจีน Hengxinfeng Special-Glass Co. Ltd. หัวการค้าอย่างไว รีบหยิบฉวยโอกาสนำคลิปเหตุการณ์จริงมาเผยแพร่ต่อกลายเป็นไวรัล เพื่อโชว์ว่า แผ่นกระจกชนิดนี้สามารถต้านทานการโจมตีระหว่างการประท้วงในฝรั่งเศสได้อยู่หมัด !! มันคือ กลยุทธ์การโฆษณาแบบเหนือเมฆ ด้วยการเปลี่ยนภาพความวุ่นวายเหล่านั้นให้กลายเป็นโฆษณาคุณภาพสินค้าของตัวเองโดยไม่ต้องจ่ายค่าจ้างพรีเซนเตอร์สักหยวนเลย

Chinese glass manufacturer Hengxinfeng Special-Glass Co. Ltd. went viral by repurposing online video footage of failed break-in attempts during the October 2026 riots in France to promote its shatter-resistant glass.

https://theprint.in/feature/french-protesters-durable-glass-chinese-company-ad-opportunity-france-protests/3084898/

ที่มา : https://www.facebook.com/reel/938637825772713

บ้านปู ขยายเชื้อเพลิงชีวมวล!! มุ่งลดคาร์บอน 148,000 ตันปี 2570 เดินเครื่องโครงการชีวมวลในจีนครบ 3 แห่ง ลดต้นทุนและเพิ่มมูลค่าสินทรัพย์ไฟฟ้า ตอบรับนโยบายคาร์บอนต่ำของจีน

บ้านปูเดินหน้าขยายการใช้เชื้อเพลิงชีวมวลร่วมในโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วม
พร้อมสนับสนุนเป้าหมายการลดคาร์บอนในจีน

ขยายการใช้เชื้อเพลิงชีวมวลร่วม (Biomass Co-firing) ในโรงไฟฟ้าอีก 2 แห่งในจีน โดยภายในปี 2570 ตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์รวมจากโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วมทั้ง 3 แห่ง ปีละประมาณ 148,000 ตัน

บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) ผู้นำด้านพลังงานที่หลากหลาย ต่อยอดการใช้เชื้อเพลิงชีวมวลร่วมในกระบวนการผลิตไฟฟ้า (Biomass Co-firing) ครอบคลุมโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วม (Combined Heat and Power Plant: CHP) ทั้ง 3 แห่งในจีน โดยขยายจากโรงไฟฟ้าเจิ้งติ้งไปยังโรงไฟฟ้าอีก 2 แห่ง คาดว่าจะสามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์รวมปีละประมาณ 148,000 ตัน ภายในปี 2570 แสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการลดการปล่อยคาร์บอน ควบคู่ไปกับการเพิ่มมูลค่าทางธุรกิจจากสินทรัพย์ที่บริษัทฯ มีอยู่

โรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วมของบ้านปูในจีน มีบทบาทในการจ่ายกระแสไฟฟ้าเข้าสู่โครงข่ายระบบไฟฟ้า (Power Grid) และจ่ายไอน้ำให้แก่ลูกค้าภาคอุตสาหกรรม ควบคู่ไปกับการสนับสนุนระบบทำความร้อนสำหรับที่อยู่อาศัยของชุมชนในช่วงฤดูหนาว การนำเศษวัสดุชีวมวลจากท้องถิ่นมาใช้เป็นเชื้อเพลิงผสมกับเชื้อเพลิงหลักจึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการส่งเสริมการนำวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรมาใช้ประโยชน์และการบริหารจัดการต้นทุนด้านเชื้อเพลิง โดยโครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของแนวทางการดำเนินงานเพื่อเพิ่มมูลค่าสินทรัพย์ภายใต้กลุ่มธุรกิจไฟฟ้าและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง (Power+)

โรงไฟฟ้าเจิ้งติ้งได้เริ่มเดินเครื่องเชิงพาณิชย์โครงการ Biomass Co-firing มาตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2568 โดย 1 ปีให้หลัง ในเดือนกันยายน 2569 สามารถลดการปล่อยคาร์บอนรวมมากกว่า 47,000 ตัน โดยใช้เชื้อเพลิงชีวมวลผสมกับเชื้อเพลิงหลักในอัตราส่วนร้อยละ 10 ซึ่งในปี 2570 คาดว่าจะช่วยลดการปล่อยคาร์บอนได้ปีละประมาณ 70,000 ตัน และประหยัดต้นทุนค่าเชื้อเพลิงประมาณ 1 ล้านหยวน (เทียบเท่า 4.7 ล้านบาท) ในปีเดียวกัน จากการลดปริมาณการใช้เชื้อเพลิงแบบดั้งเดิม

จากความสำเร็จในโครงการ Biomass Co-firing ที่โรงไฟฟ้าเจิ้งติ้ง บ้านปูได้ขยายการดำเนินงานโครงการ Biomass Co-firing ไปยังโรงไฟฟ้าโจวผิงและโรงไฟฟ้าหลวนหนาน โดยทั้งสองแห่งตั้งเป้าการใช้เชื้อเพลิงชีวมวลร่วมในสัดส่วนร้อยละ 10 โดยโรงไฟฟ้าโจวผิงได้เริ่มเดินเครื่องแล้ว และสามารถลดการปล่อยคาร์บอนรวมประมาณ 10,000 ตันในเดือนกันยายน 2569 ด้านโรงไฟฟ้าหลวนหนานอยู่ระหว่างดำเนินการก่อสร้าง คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในสิ้นปี 2569 และประมาณการว่าจะช่วยลดการปล่อยคาร์บอนได้ประมาณ 34,000 ตันในปี 2570

นายสินนท์ ว่องกุศลกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “โครงการ Biomass Co-firing สะท้อนถึงแนวทางการดำเนินงานอย่างมีวินัยของบ้านปู ในการเพิ่มมูลค่าให้กับสินทรัพย์ที่เรามีอยู่ โดยใช้เชื้อเพลิงชีวมวลร่วมกับเชื้อเพลิงหลักของโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วม มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพด้านต้นทุนการดำเนินงานและบริหารจัดการเพื่อปฏิบัติตามข้อกำหนดการปล่อยคาร์บอน ควบคู่ไปกับการรักษาเสถียรภาพและความน่าเชื่อถือในการจ่ายความร้อนและไฟฟ้าให้แก่ลูกค้าของเรา”

การลดการปล่อยคาร์บอนและเพิ่มประสิทธิภาพสินทรัพย์ที่มีอยู่ของบริษัทฯ สอดคล้องกับนโยบายที่ส่งเสริมให้ภาคธุรกิจในจีนควบคุมการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ โดยภาครัฐของจีนมีกลไกการซื้อขายสิทธิจากการลดการปล่อยคาร์บอน (Carbon Emission Allowances: CEAs) ซึ่งเปิดโอกาสให้บริษัทที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์และปล่อยคาร์บอนต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนด สามารถนำสิทธิคาร์บอนส่วนเกินไปขายให้แก่บริษัทที่ต้องการซื้อสิทธิในการปล่อยคาร์บอนเพิ่มเติมได้ กลไกดังกล่าวจึงช่วยสร้างแรงจูงใจให้ภาคธุรกิจบริหารจัดการการปล่อยคาร์บอนอย่างมีประสิทธิภาพ สำหรับบ้านปู การบริหารจัดการสินทรัพย์คาร์บอนในจีนครอบคลุมการดำเนินงานที่มุ่งเน้นประสิทธิภาพสูงและลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (High Efficiency, Low Emissions: HELE) โดยตั้งเป้าปริมาณการขาย CEAs รวม 435,000 ตันในปี 2569

บ้านปูให้ความสำคัญกับการดำเนินงานด้านความยั่งยืน โดยโครงการ Biomass Co-firing เป็นหนึ่งในแนวทางที่ช่วยสนับสนุนเป้าหมายของกลุ่มบ้านปูในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลดลงมากกว่าร้อยละ 20 ภายในปี 2573 สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจควบคู่กับการสร้างความยั่งยืนในระยะยาว

ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.banpu.com และ https://www.facebook.com/Banpuofficialth

*คำนวณจากอัตราแลกเปลี่ยนเฉลี่ยในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2569 ที่ 1 หยวน : 4.7 บาท

เคทีซี ผลักดันรับชำระเงิน!! ช่วยเอสเอ็มอีขายคล่อง เน้นบริการเหมาะธุรกิจแต่ละแบบ เชื่อมจอง–ชำระเงินต่อเนื่อง รองรับธุรกิจโตระยะยาว

เคทีซีรุกธุรกิจรับชำระเงิน หนุนเอสเอ็มอีขายคล่อง รับเงินสะดวก รองรับการเติบโต

เคทีซีเดินหน้าธุรกิจรับชำระเงินร้านค้า (Merchant Acquiring) สนับสนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเลือกใช้ระบบรับชำระเงินให้เหมาะกับรูปแบบธุรกิจและพฤติกรรมลูกค้า มุ่งเชื่อมขั้นตอนการขายกับการชำระเงินให้สะดวก พร้อมช่วยผู้ประกอบการบริหารธุรกรรม ยกพันธมิตร “แมทช์เดย์” แพลตฟอร์มจองสนามและกิจกรรมกีฬาออนไลน์ เป็นตัวอย่างธุรกิจที่ต้องเชื่อมบริการ ตั้งแต่การจองจนถึงการชำระเงินให้ต่อเนื่อง

นางสาวเนาวรัตน์ กีรติเกษมสุข ผู้บริหารสูงสุด สายงานบริหารร้านค้าสมาชิก “เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “เมื่อผู้บริโภคเลือกซื้อสินค้าและบริการผ่านหลายช่องทาง ผู้ประกอบการต้องดูแลให้ลูกค้าชำระเงินได้สะดวก ควบคู่กับการจัดการรายการรับเงินของธุรกิจ โดยเฉพาะเอสเอ็มอีที่มีบุคลากรจำกัด และต้องดูแลทั้งการขาย บริการ และงานหลังบ้านด้วยทีมเดียวกัน การเลือกระบบรับชำระเงิน จึงควรพิจารณาตั้งแต่ลักษณะธุรกรรม ช่องทางให้บริการ ไปจนถึงความพร้อมในการบริหารจัดการ”

“ผู้ประกอบการแต่ละรายมีโจทย์ต่างกัน ร้านค้าที่ขายหน้าร้านกับธุรกิจที่รับจองออนไลน์ ย่อมต้องการเครื่องมือคนละแบบ เคทีซีจึงให้ความสำคัญกับการทำความเข้าใจวิธีทำธุรกิจของร้านค้า เพื่อให้บริการรับชำระเงินเหมาะกับการใช้งานจริง ลูกค้าจ่ายได้สะดวก และร้านค้าจัดการธุรกรรมได้คล่องตัวขึ้น ทิศทางธุรกิจรับชำระเงินของเคทีซี จึงมุ่งพัฒนาบริการให้รองรับรูปแบบธุรกิจที่หลากหลาย โดยพิจารณาทั้งประสบการณ์ของผู้ชำระเงินและการทำงานของร้านค้า เพราะขั้นตอนชำระเงินเป็นจุดสำคัญที่เชื่อมความต้องการซื้อกับการขายที่เสร็จสมบูรณ์ หากขั้นตอนยุ่งยากหรือต้องประสานงานหลายครั้ง อาจเพิ่มภาระให้ทั้งลูกค้าและผู้ประกอบการ”

สำหรับธุรกิจที่รับจองล่วงหน้า โจทย์สำคัญคือการเชื่อมข้อมูลการจองกับสถานะการชำระเงินให้สอดคล้องกัน เพื่อให้ร้านค้าทราบว่ารายการใดดำเนินการเรียบร้อยแล้ว และรายการใดยังต้องติดตาม ระบบที่เหมาะสมจึงควรช่วยให้ผู้ประกอบการตรวจสอบธุรกรรมได้สะดวก และรองรับจำนวนรายการที่เพิ่มขึ้นเมื่อธุรกิจขยายตัว “แมทช์เดย์” (matchday) พันธมิตรเคทีซี เป็นตัวอย่างของธุรกิจลักษณะดังกล่าว โดยให้บริการค้นหาสนาม ตรวจสอบตารางว่าง จอง และชำระเงินออนไลน์ การให้บริการต้องเชื่อมทั้งข้อมูลสนาม เวลาจอง และการชำระเงิน เพื่อให้ผู้ใช้ดำเนินการได้ครบ ขณะที่ผู้ประกอบการสนามสามารถนำข้อมูลไปบริหารการให้บริการต่อได้ กรณีนี้สะท้อนความสำคัญของระบบรับชำระเงินในฐานะส่วนหนึ่งของกระบวนการทำธุรกิจ ตั้งแต่รับคำสั่งซื้อหรือการจองจนถึงตรวจสอบรายการรับเงิน

นางสาวเนาวรัตน์กล่าวเพิ่มเติมว่า “เคทีซีให้ความสำคัญกับการสนับสนุนร้านค้าที่กำลังปรับตัวสู่ดิจิทัล โดยมุ่งให้ผู้ประกอบการเลือกใช้บริการรับชำระเงินตามความจำเป็นของธุรกิจ และวางระบบให้พร้อมรองรับการเติบโต ทั้งด้านช่องทางขายและปริมาณธุรกรรม เพื่อให้การรับชำระเงินช่วยสนับสนุนการดำเนินงานของร้านค้าได้ในระยะยาว

ดัชนีความเชื่อมั่นเศรษฐกิจ!! ดัชนี RSI ต.ค. 2569 ชี้ขยายตัวได้ ภาคใต้-อีสาน โตเด่น รับเทศกาลวันหยุดยาว เสี่ยงภัยแล้ง-ต้นทุนสูง กระทบบ้าง รัฐเร่งมาตรการหนุนกำลังซื้อและลงทุน

ดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภูมิภาค (Thailand Regional Economic Sentiment Index: RSI) ประจำเดือนตุลาคม 2569

“ดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภูมิภาคประจำเดือนตุลาคม 2569 สะท้อนแนวโน้มเศรษฐกิจภูมิภาคภายใน 6 เดือนข้างหน้าที่ขยายตัวได้ โดยเฉพาะในภาคใต้และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลักจากภาคบริการเป็นสำคัญ เนื่องจากจะเข้าสู่ช่วงเทศกาลวันหยุดยาว ทั้งนี้ ผู้ประกอบการยังติดตามประเด็นความเสี่ยงจากสภาพอากาศที่ร้อนและภัยแล้งจากผลของเอลนีโญ รวมถึงความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ และต้นทุนการผลิตที่ยังอยู่ในระดับสูงเป็นสำคัญ”

นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภูมิภาคประจำเดือนตุลาคม 2569 จากการประมวลผลข้อมูลการสำรวจภาวะเศรษฐกิจรายจังหวัดจากสำนักงานคลังจังหวัด 76 จังหวัดทั่วประเทศ และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยเพื่อจัดทำดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภูมิภาคพบว่า “ดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภูมิภาคประจำเดือนตุลาคม 2569 สะท้อนแนวโน้มเศรษฐกิจภูมิภาคภายใน 6 เดือนข้างหน้าที่ขยายตัวได้ โดยเฉพาะในภาคใต้และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลักจากภาคบริการเป็นสำคัญ เนื่องจากจะเข้าสู่ช่วงเทศกาลวันหยุดยาว ทั้งนี้ ผู้ประกอบการยังติดตามประเด็นความเสี่ยงจากสภาพอากาศที่ร้อนและภัยแล้งจากผลของเอลนีโญ รวมถึงความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ และราคาต้นทุนการผลิตที่ยังอยู่ในระดับสูงเป็นสำคัญ” โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

ดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภาคใต้อยู่ที่ระดับ 72.5 ชี้ให้เห็นว่าเศรษฐกิจภายใน 6 เดือนข้างหน้ายังขยายตัวได้ โดยได้รับแรงสนับสนุนหลักจากภาคบริการและภาคอุตสาหกรรม จากการเข้าสู่ฤดูการท่องเที่ยว และมีการจัดงานเทศกาลหลายงาน ซึ่งคาดว่าจะช่วยเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวและการใช้จ่ายในพื้นที่ รวมถึงอุปสงค์ต่อสินค้าจากทั้งในและต่างประเทศที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ ชิ้นส่วนรถยนต์ไฟฟ้า และผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ ขณะเดียวกันมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐยังเป็นแรงสนับสนุนกำลังซื้อและกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภาคตะวันออกเฉียงเหนืออยู่ที่ระดับ 72.2 บ่งชี้ว่าเศรษฐกิจยังขยายตัวได้โดยมีแรงหนุนหลักจากภาคบริการและภาคเกษตร จากการจัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะในช่วงวันหยุดยาว ซึ่งคาดว่าจะกระตุ้นการบริโภค การจ้างงาน และการลงทุนในภาคบริการ อีกทั้งจะเข้าสู่ฤดูการเก็บเกี่ยวผลผลิตทางการเกษตร โดยเฉพาะข้าวนาปี ข้าวนาปรัง อ้อยโรงงาน และมันสำปะหลัง ประกอบกับแนวโน้มราคาสินค้าเกษตรที่ปรับตัวดีขึ้นในบางพื้นที่ ซึ่งคาดว่าจะช่วยเพิ่มรายได้เกษตรกร กระตุ้นการใช้จ่ายในท้องถิ่น และสนับสนุนอุตสาหกรรมแปรรูปสินค้าเกษตร ดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภาคเหนืออยู่ที่ระดับ 71.4 แสดงถึงความเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจใน 6 เดือนข้างหน้ายังขยายตัวได้ดี โดยมีปัจจัยบวกจากภาคบริการและภาคอุตสาหกรรม โดยคาดว่าจะมีจำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มมากขึ้นจากการจัดงานประเพณีและเทศกาลสำคัญในหลายพื้นที่ รวมถึงการขยายตัวของอุตสาหกรรมแปรรูปสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเทคโนโลยี และการดำเนินมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐที่คาดว่าจะมีต่อเนื่อง ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภาคตะวันออกอยู่ที่ระดับ 69.0 สะท้อนความเชื่อมั่นเศรษฐกิจในช่วง 6 เดือนข้างหน้าที่ยังคงขยายตัวได้ โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลักจากภาคการลงทุนและภาคอุตสาหกรรม ตามแนวโน้มการขยายตัวของการลงทุนภาคเอกชนในพื้นที่ EEC มาตรการส่งเสริมการลงทุนของภาครัฐและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ประกอบกับแนวโน้มความต้องการสินค้าอุตสาหกรรมจากทั้งในและต่างประเทศที่เพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะสินค้าเทคโนโลยีและอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงการฟื้นตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ส่งผลให้ดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ที่ส่งสัญญาณบวกอย่างต่อเนื่องที่ระดับ 66.9 ในขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภาคกลางอยู่ที่ระดับ 66.4 สะท้อนว่าเศรษฐกิจในช่วง 6 เดือนข้างหน้ายังขยายตัวได้ โดยภาคบริการและการจ้างงานได้รับอานิสงส์จากการเข้าสู่ฤดูการท่องเที่ยว คำสั่งซื้อสินค้าอุตสาหกรรมและชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ในตลาดส่งออกที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ตลอดจนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่คาดว่าจะมีต่อเนื่องและการเร่งรัดเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐ ซึ่งจะช่วยสนับสนุนกิจกรรมการผลิตและความต้องการแรงงานในระยะข้างหน้า สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภาคตะวันตกอยู่ที่ระดับ 64.6 บ่งชี้ว่าเศรษฐกิจในอีก 6 เดือนข้างหน้ายังขยายตัวได้ โดยมีแรงสนับสนุนจากภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการ จากการขับเคลื่อนนโยบายภาครัฐเพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรม ควบคู่กับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง ซึ่งคาดว่าจะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและผู้ประกอบการ ทางด้านดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจ กทม. และปริมณฑลอยู่ที่ระดับ 61.4 ซึ่งสะท้อนแนวโน้มเศรษฐกิจที่ขยายตัวได้ โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลักจากภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการ จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและส่งเสริมการลงทุนของภาครัฐ รวมถึงการเข้าสู่ฤดูการท่องเที่ยว ซึ่งคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ ยังต้องติดตามประเด็นความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกและสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศ ต้นทุนพลังงาน ภาระค่าครองชีพ และกำลังซื้อของประชาชนที่ยังอยู่ในระดับสูง รวมถึงความแปรปรวนของสภาพอากาศ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการในระยะต่อไป

https://www.mof.go.th/.../%E0%B8%82%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0...

ที่มา : https://www.facebook.com/100069288816651/posts/1449591037360510/?rdid=7Kxrz6JogmY0MKBb#

ธารน้ำแข็งภูฏานแตก!! มวลน้ำมหาศาลทะลักจ่ออินเดีย ประชาชน 10,000 คนถูกอพยพ ภูฏานแจ้งเตือน-เสียหายโครงสร้าง น้ำเชี่ยวกรากซัดพื้นที่ลุ่มต่ำระวัง

ธารน้ำแข็งภูฏานแตก! มวลน้ำมหาศาลทะลักจ่ออินเดีย 2 รัฐผวา น้ำป่าถล่ม 10,000 ชีวิตหนีตาย ระดมกู้ภัยรับมือ

เกิดเหตุระทึกกลางหุบเขาหิมาลัย หลังทะเลสาบธารน้ำแข็งชินตาฟู (Shintaphu Lake) ในเขตกาซา ประเทศภูฏาน เกิดแตกฉับพลันเมื่อเย็นวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ส่งผลให้มวลน้ำมหาศาลปนโคลนและเศษซากจากภูเขาไหลทะลักลงสู่แม่น้ำโมชู ก่อนมุ่งหน้าสู่แม่น้ำซันโกช ซึ่งเป็นเส้นทางน้ำสำคัญที่ไหลต่อเข้าสู่ประเทศอินเดีย จุดชนวนความหวั่นวิตกว่าจะเกิดน้ำท่วมฉับพลันครั้งใหญ่ในพื้นที่ปลายน้ำ จนทางการอินเดียต้องยกระดับเตือนภัยขั้นสูงสุดในหลายพื้นที่ พร้อมเร่งอพยพประชาชนออกจากเขตเสี่ยงภัยอย่างเร่งด่วน

รายงานระบุว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นปรากฏการณ์น้ำท่วมจากทะเลสาบธารน้ำแข็งแตก หรือ GLOF (Glacial Lake Outburst Flood) ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อมวลน้ำที่สะสมอยู่ในทะเลสาบธารน้ำแข็งทะลักออกมาอย่างฉับพลัน ก่อให้เกิดกระแสน้ำเชี่ยวกรากที่สามารถพัดพาโคลน หิน และเศษซากต่าง ๆ ลงสู่พื้นที่ด้านล่างได้อย่างรุนแรง โดยครั้งนี้กระแสน้ำได้สร้างความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานในภูฏานแล้วหลายจุด และยังต้องจับตาระดับน้ำในแม่น้ำซันโกชอย่างใกล้ชิด เนื่องจากอาจมีมวลน้ำไหลลงไปสมทบจนระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

สถานการณ์ในฝั่งอินเดียสร้างความตื่นตัวอย่างหนัก โดยรัฐเบงกอลตะวันตกประกาศเตือนภัยระดับสีแดง ครอบคลุม 3 เขต ได้แก่ อาลีปูร์ดูอาร์ ชัลไปกูรี และคูชเบฮาร์ ขณะที่รัฐอัสสัมต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษในเขตโกกราฌาร์และธูบรี ซึ่งมีความเสี่ยงได้รับผลกระทบจากมวลน้ำที่ไหลมาตามแม่น้ำซันโกช
ขณะเดียวกัน มีรายงานว่าประชาชนมากกว่า 10,000 คนในเขตอาลีปูร์ดูอาร์ถูกเคลื่อนย้ายออกจากพื้นที่เสี่ยงไปยังศูนย์พักพิงชั่วคราวแล้ว เจ้าหน้าที่เร่งระดมกำลังหน่วยรับมือภัยพิบัติแห่งชาติ (NDRF) และหน่วยรับมือภัยพิบัติระดับรัฐ (SDRF) เข้าประจำการ เพื่อเตรียมรับมือสถานการณ์ฉุกเฉิน พร้อมแจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่ลุ่มต่ำและหมู่บ้านริมแม่น้ำให้ปฏิบัติตามคำสั่งอพยพอย่างเคร่งครัด หลีกเลี่ยงการเข้าใกล้ตลิ่ง และติดตามประกาศจากหน่วยงานทางการอย่างต่อเนื่อง

ด้านภูฏาน แม้ยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตหรือผู้บาดเจ็บจากเหตุการณ์ครั้งนี้ แต่กระแสน้ำป่าที่ไหลหลากได้สร้างความเสียหายต่อระบบสาธารณูปโภคและเส้นทางคมนาคม โดยระบบสูบน้ำเพื่อการชลประทานพลังงานแสงอาทิตย์ในพื้นที่กูมา เกวอก (Guma Gewog) เขตปูนาคา ซึ่งอยู่บริเวณดอชูคา-โซมลิงทัง-ริตซา ได้รับความเสียหายบางส่วนจนไม่สามารถใช้งานได้ตามปกติ ทั้งที่ระบบดังกล่าวเพิ่งติดตั้งเมื่อต้นปีที่ผ่านมา เพื่อแก้ไขปัญหาการจัดหาน้ำสำหรับการเกษตรในพื้นที่ ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างประเมินความเสียหายทั้งหมด

นอกจากนี้ เศษหิน ดิน และซากวัสดุที่ถูกกระแสน้ำพัดพามายังได้ทับถมเส้นทางหลวงสายปูนาคา-กาซา บริเวณโซมลิงทัง ส่งผลกระทบต่อการสัญจรและโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่ โดยข้อมูลความเสียหายเบื้องต้นได้รับการรายงานจากผู้นำชุมชนท้องถิ่นผ่านสถานีโทรทัศน์ BBS ของภูฏาน

แม้ขณะนี้ยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตในภูฏาน แต่สถานการณ์ยังคงต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะพื้นที่ปลายน้ำในอินเดียที่กำลังเตรียมรับมือมวลน้ำระลอกใหญ่ ทางการขอให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงเร่งเคลื่อนย้ายไปยังสถานที่ปลอดภัย ไม่ประมาทกับระดับน้ำที่อาจเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และหลีกเลี่ยงการส่งต่อข่าวลือที่ยังไม่ได้รับการยืนยัน ท่ามกลางการจับตาวิกฤตน้ำหลากจากเทือกเขาหิมาลัยที่อาจส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนสองประเทศ

ที่มา : https://www.facebook.com/reel/1109328875320796

ILINK คว้ารางวัลงานนักลงทุน!! ย้ำความโปร่งใสการสื่อสาร คว้ารางวัล Investors Relations พร้อมบริษัทย่อย ITEL เด่น สะท้อนภาพลักษณ์ยั่งยืน

ย้ำชัดความสำเร็จ วันนี้ (29 ตุลาคม 2569) บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ILINKด้วยความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจตามหลักธรรมาภิบาล และการยึดมั่นในความโปร่งใส
สร้างความภาคภูมิใจด้วยการคว้ารางวัล Outstanding Investor Relations Awards หรือ รางวัลบริษัทจดทะเบียนด้านนักลงทุนสัมพันธ์ดีเด่น

คือ รางวัลที่มอบให้กับบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) และตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) ที่มีความโดดเด่นในการดำเนินงานด้านนักลงทุนสัมพันธ์
พร้อมกันนี้ บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ เทเลคอม จำกัด (มหาชน) หรือ ITEL บริษัทย่อยในเครือ ยังได้รับรางวัลยอดเยี่ยมอันทรงเกียรติในครั้งนี้ด้วยเช่นกัน

ซึ่งจัดโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
สะท้อนศักยภาพในการดำเนินงานด้านนักลงทุนสัมพันธ์ การสื่อสารข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนการสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้ถือหุ้น นักลงทุน และผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วน สะท้อนถึงความเป็นเลิศในการสื่อสารข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนและผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วนอย่างยั่งยืน

ในโอกาสนี้ นายสมบัติ อนันตรัมพร ประธานกรรมการ บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (มหาชน)
เป็นผู้รับรางวัลอันทรงเกียรติ นับเป็นความต่อเนื่องของหนึ่งความสำเร็จที่สะท้อนความมุ่งมั่นของ ILINK ในการยกระดับมาตรฐานการสื่อสารกับตลาดทุน ควบคู่กับการดำเนินธุรกิจด้วยความโปร่งใส และยึดมั่นในหลักธรรมาภิบาล

รางวัลดังกล่าว
มอบให้แก่บริษัทจดทะเบียนที่มีความโดดเด่นด้านการดำเนินงานนักลงทุนสัมพันธ์ โดย ILINK ได้รับรางวัลในกลุ่มบริษัทจดทะเบียนที่มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดไม่เกิน 3,000 ล้านบาท
สะท้อนความสำคัญของการสื่อสารข้อมูลที่ถูกต้อง ครบถ้วน ทันเวลา และเท่าเทียม เพื่อให้นักลงทุนสามารถเข้าถึงข้อมูล และนำไปประกอบการตัดสินใจได้อย่างเหมาะสม

ความสำเร็จครั้งนี้ ยังเป็นสิ่งที่ตอกย้ำถึงบทบาทของ ILINK ในฐานะเป็นผู้นำด้านสายสัญญาณ และเทคโนโลยีโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล

ซึ่งให้ความสำคัญกับการสร้างความสัมพันธ์อันดีกับผู้ถือหุ้น นักลงทุน นักวิเคราะห์ และผู้มีส่วนได้เสีย รวมถึงผ่านการเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ และการสื่อสารผลการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับทิศทางธุรกิจ กลยุทธ์การเติบโต และศักยภาพในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่องค์กรในระยะยาว

ทั้งนี้ ILINK ยังคงไม่หยุดนิ่งในการพัฒนา ไปพร้อมกับยกระดับการดำเนินงานด้านนักลงทุนสัมพันธ์อย่างต่อเนื่อง

ภายใต้หลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี
ควบคู่ไปกับรักษามาตรฐานพร้อมให้ความสำคัญกับความรับผิดชอบต่อผู้ถือหุ้น และผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม
เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นแก่ตลาดทุน และขับเคลื่อนองค์กรสู่การเติบโตอย่างมั่นคง และยั่งยืนแบบมีคุณภาพต่อไป

ที่มา : https://interlink.co.th/pr/news/EYY5EoA5YP

31 ตุลาคม 2499 ในหลวง รัชกาลที่ 9 ขณะทรงผนวช เสด็จฯ ทรงบิณฑบาต ณ ทำเนียบรัฐบาล ทรงปลูกต้นไม้ในวันลาผนวช เสด็จพระราชดำเนินช่วงเวลาเช้า กิจกรรมสร้างความหมายในเดือนพฤศจิกายน

พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ขณะทรงพระผนวช ได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงบิณฑบาต ณ ทำเนียบรัฐบาล เมื่อเวลาประมาณ 08.55 น. และเสด็จพระราชดำเนินกลับในเวลา 09.35 น.

หลังจากนั้น ในวันที่ 5 พฤศจิกายน ซึ่งเป็นวัดสุดท้ายที่ทรงดำรงสมณเพศ ในตอนเช้าทรงปลูกต้นสัก 1 ต้นที่ข้างพระตำหนักปั้นหยา และทรงปลูกต้นสนฉัตร 2 ต้น ที่หน้าพระตำหนักทรงพรต และในเวลา ในเวลา 10.15 น. เสด็จออกพระตำหนักปั้นหยาในพระราชพิธีลาผนวช


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top