Thursday, 29 October 2026
TheStatesTimes

กฎหมายอินฟลูเอนเซอร์!! อิทธิพลออนไลน์ถูกใช้ทำลายชื่อเสียง ควรแยกวิจารณ์กับบิดเบือนข้อมูล ต่างชาติเลือกสมดุลปกป้องเสรีภาพ ไทยเน้นหลักฐานยืนยันเจตนาเสียหาย

กฎหมายควบคุมอินฟลูเอนเซอร์: เมื่ออิทธิพลบนโลกออนไลน์ถูกใช้เป็นอาวุธทำลายชื่อเสียง

การวิจารณ์เป็นสิทธิ แต่การสร้างข้อกล่าวหาเท็จเพื่อทำลายบุคคลควรมีความรับผิดชอบเพียงใด?

ในยุคที่อินฟลูเอนเซอร์สามารถสร้างกระแสสังคมได้ภายในไม่กี่ชั่วโมง อิทธิพลบนโลกออนไลน์ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การรีวิวสินค้าอีกต่อไป แต่ยังถูกนำมาใช้โจมตีบุคคลสาธารณะ นักการเมือง ข้าราชการ นักธุรกิจ และผู้ที่มีความขัดแย้งกับผู้เผยแพร่เนื้อหา บางกรณีเป็นการตรวจสอบที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม แต่บางกรณีอาจเป็นการนำข้อมูลบางส่วนมาตัดต่อ ขยายข้อกล่าวหาที่ยังไม่มีหลักฐาน หรือเผยแพร่เรื่องที่ทำให้ผู้ชมเข้าใจผิดซ้ำ ๆ จนเกิดความเสียหายต่อชื่อเสียงและอาชีพ

คำถามจึงไม่ใช่ว่าเราควรห้ามการวิจารณ์หรือไม่ แต่คือ เราจะจัดการกับการใช้สื่อออนไลน์เพื่อบิดเบือนข้อเท็จจริงและทำลายชื่อเสียงอย่างเป็นระบบ โดยไม่ทำให้กฎหมายกลายเป็นเครื่องมือปิดปากผู้ตรวจสอบอำนาจได้อย่างไร?
ประเทศต่าง ๆ ใช้กฎหมายอย่างไร?

ประเทศไทย: มีกฎหมายหมิ่นประมาท แต่ยังต้องพิจารณาความเสียหายจากการโจมตีออนไลน์อย่างรอบด้าน

ประเทศไทยมีประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 ว่าด้วยการหมิ่นประมาท และมาตรา 328 สำหรับการหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ซึ่งอาจครอบคลุมการเผยแพร่ข้อความผ่านสื่อออนไลน์ได้ นอกจากนี้ ยังมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้าข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จในบางลักษณะ แต่ไม่ใช่ว่าข้อความหมิ่นประมาททุกกรณีจะเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ด้วย ความท้าทายอยู่ที่การแยกแยะระหว่างการกล่าวหาที่เป็นเท็จ การแสดงความคิดเห็น และการเปิดเผยข้อมูลเพื่อประโยชน์สาธารณะ โดยเฉพาะเมื่อผู้ถูกกล่าวหาเป็นนักการเมืองหรือผู้มีอำนาจ หากใช้กฎหมายโดยไม่คำนึงถึงความแตกต่างนี้ ผู้ที่ตั้งคำถามต่อการทำงานของรัฐอาจเผชิญความเสี่ยงทางกฎหมายเช่นเดียวกับผู้ที่จงใจเผยแพร่ข้อมูลเท็จ

สหรัฐอเมริกา: คุ้มครองการวิจารณ์บุคคลสาธารณะอย่างเข้มแข็ง
คำพิพากษาศาลสูงสุดสหรัฐฯ ในคดี New York Times Co. v. Sullivan ปี 1964 วางหลักสำคัญว่า ในคดีหมิ่นประมาทเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐ ผู้ฟ้องต้องพิสูจน์ว่าผู้เผยแพร่รู้ว่าข้อความเป็นเท็จ หรือเผยแพร่โดยไม่ใส่ใจอย่างร้ายแรงต่อความจริง หลักนี้เรียกว่า “Actual Malice” และมีการขยายความคุ้มครองไปยังบุคคลสาธารณะในบริบทที่เกี่ยวข้องตามแนวคำพิพากษา หลักดังกล่าวไม่ได้อนุญาตให้ใครกุเรื่องโจมตีผู้อื่นได้อย่างเสรี แต่ยอมรับว่าการตรวจสอบผู้มีอำนาจต้องมีพื้นที่สำหรับความผิดพลาดโดยสุจริต มิฉะนั้น ความกลัวการถูกฟ้องอาจทำให้สื่อและประชาชนไม่กล้าตั้งคำถามต่อผู้มีอำนาจ

สิงคโปร์: มีกฎหมายเฉพาะสำหรับรับมือข้อมูลเท็จออนไลน์
สิงคโปร์ประกาศใช้ Protection from Online Falsehoods and Manipulation Act (POFMA) ในปี 2019 เพื่อจัดการกับข้อมูลเท็จออนไลน์ที่เข้าเงื่อนไขตามกฎหมาย กลไกสำคัญรวมถึงคำสั่งให้แก้ไขหรือแสดงคำชี้แจงประกอบข้อมูลที่ถูกระบุว่าเป็นเท็จ และมาตรการอื่นตามกรณี แนวทางนี้สะท้อนว่าการแก้ปัญหาข้อมูลเท็จไม่จำเป็นต้องพึ่งการลงโทษทางอาญาเพียงอย่างเดียว อย่างไรก็ตาม การให้อำนาจฝ่ายบริหารสั่งแก้ไขข้อมูลก็มีข้อกังวลเรื่องการใช้ดุลพินิจ โดยเฉพาะเนื้อหาที่เกี่ยวกับรัฐบาลและการเมือง จึงต้องพิจารณาควบคู่กับความเป็นอิสระของกระบวนการอุทธรณ์และการตรวจสอบคำสั่ง
.
สหราชอาณาจักร: จัดการข้อความเท็จที่มีเจตนาก่ออันตรายบางประเภท
Online Safety Act 2023 ของสหราชอาณาจักรกำหนดความผิดเกี่ยวกับการส่งข้อความเท็จในเงื่อนไขเฉพาะ เช่น ผู้ส่งรู้ว่าข้อมูลเป็นเท็จ มีเจตนาก่ออันตรายทางจิตใจหรือร่างกายที่ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยแก่ผู้รับสารที่คาดหมายได้ และไม่มีเหตุอันสมควรตามกฎหมาย ทั้งนี้ กฎหมายดังกล่าวไม่ได้ทำให้การวิจารณ์ทางการเมืองหรือการกล่าวข้อความที่ไม่ถูกต้องทุกกรณีเป็นความผิดโดยอัตโนมัติ

ประเทศไทยควรเพิ่มมาตรการอะไร?
ประเทศไทยอาจพัฒนากรอบกำกับดูแลผู้สร้างเนื้อหาที่มีอิทธิพล โดยไม่จำเป็นต้องสร้างความผิดใหม่สำหรับการวิจารณ์ทุกประเภท แต่ควรพิจารณามาตรการสำคัญ 4 ประการ
1. แยกการวิจารณ์ออกจากการจงใจบิดเบือน โดยพิจารณาหลักฐาน ความรู้เกี่ยวกับความเท็จ เจตนา และบริบท ไม่ใช่ตัดสินจากความรุนแรงของถ้อยคำเพียงอย่างเดียว
2. เพิ่มช่องทางแก้ไขข้อกล่าวหาอย่างรวดเร็ว เช่น การเปิดเผยหลักฐาน การให้สิทธิชี้แจง และการเผยแพร่คำแก้ไขในช่องทางที่เข้าถึงผู้ชมกลุ่มเดียวกับเนื้อหาเดิม
3. รับมือการโจมตีที่ทำซ้ำหรือประสานงานกัน โดยตรวจสอบพฤติการณ์และหลักฐานว่ามีการสร้างหรือเผยแพร่ข้อมูลเท็จอย่างเป็นระบบหรือไม่ โดยไม่ถือว่าการมีความคิดเห็นตรงกันหรือการวิจารณ์พร้อมกันเป็นความผิดในตัวเอง
4. ป้องกันการใช้กฎหมายปิดปากประชาชน ด้วยหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน การพิจารณาโดยศาลที่เป็นอิสระ และการลงโทษที่ได้สัดส่วนกับความเสียหาย พร้อมกลไกป้องกันคดีที่มุ่งสร้างภาระให้ผู้ตรวจสอบโดยสุจริต

บทสรุป: กฎหมายต้องปกป้องทั้งชื่อเสียงและเสรีภาพ
อินฟลูเอนเซอร์ไม่ควรได้รับอภิสิทธิ์เหนือกฎหมายเพียงเพราะมีผู้ติดตามจำนวนมาก ขณะเดียวกัน บุคคลสาธารณะและนักการเมืองก็ไม่ควรใช้กฎหมายเป็นเกราะป้องกันตนเองจากคำถามที่มีเหตุผล บทเรียนจากต่างประเทศแสดงให้เห็นว่าแต่ละประเทศเลือกสมดุลระหว่างการปกป้องชื่อเสียง การรับมือข้อมูลเท็จ และเสรีภาพในการแสดงออกแตกต่างกัน ประเทศไทยจึงควรพัฒนากลไกที่มุ่งจัดการกับ การหลอกลวง การใส่ร้ายที่เข้าองค์ประกอบความผิด และการบิดเบือนข้อมูลโดยมีหลักฐานรองรับว่าจงใจก่อความเสียหาย มากกว่าการให้อำนาจควบคุมเนื้อหาอย่างกว้างขวาง เพราะในสังคมประชาธิปไตย เราต้องมีทั้งสิทธิในการตรวจสอบผู้มีอำนาจ และความรับผิดชอบต่อสิ่งที่เผยแพร่ต่อสาธารณะอย่างเท่าเทียมกัน

ที่มา : AYA

กฟผ.เดินหน้ายกระดับ SMR จับมือ IAEA สร้างองค์ความรู้พลังงานใหม่ เดินหน้าพัฒนาโรงไฟฟ้าขนาดเล็ก 9,000 เมกะวัตต์ ตั้งเป้าเดินเครื่องปี 2580 เห็นโอกาสเทคโนโลยีสะอาด เสริมความมั่นคง-ลดคาร์บอนตามยุทธศาสตร์ชาติ

IAEA - กฟผ. เดินหน้าสร้างความรู้ความเข้าใจ SMR เสริมความมั่นคงพลังงาน

IAEA ร่วมกับ กฟผ. จัดการประชุมวิชาการ “Strengthening Thailand’s SMR Pathway: Strategy and Project Implementation” สร้างความรู้ความเข้าใจ SMR แก่หน่วยงานด้านพลังงานไทย เตรียมความพร้อม โรงไฟฟ้า SMR 

วันนี้ (26 ตุลาคม 2569) นายสมภพ พัฒนอริยางกูล รองปลัดกระทรวงพลังงาน เป็นประธานในพิธีเปิด งานประชุมวิชาการภายใต้โครงการ TC Project ในหัวข้อ “Strengthening Thailand’s SMR Pathway: Strategy and Project Implementation” โครงการความร่วมมือทางเทคนิคระหว่างทบวงการพลังงาน ปรมาณูระหว่างประเทศ (International Atomic Energy Agency: IAEA) และประเทศไทย โดยการไฟฟ้า ฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เพื่อเสริมสร้างองค์ความรู้ และพัฒนาศักยภาพบุคลากรของประเทศ ในการเตรียมความพร้อมด้านโรงไฟฟ้า SMR (Small Modular Reactor) หรือโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก โดยมีนายศิริวัฒน์ เจ็ดสี รองผู้ว่าการพัฒนาโรงไฟฟ้าและพลังงานหมุนเวียน กฟผ. Ms.Anna Jaison ผู้แทนจาก IAEA และแขกผู้มีเกียรติร่วมในพิธี

นายสมภพ พัฒนอริยางกูล รองปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า ปัจจุบันภาคพลังงานทั่วโลกกำลังเผชิญกับ การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ นานาประเทศต่างมุ่งมั่นที่จะเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงาน ยกระดับ ขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจ และบรรลุเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศ ด้วยการประเมิน เทคโนโลยีพลังงานสะอาดหลากหลายรูปแบบที่สามารถจัดหาไฟฟ้าได้อย่างมีเสถียรภาพ ยั่งยืน และมีราคาที่เข้าถึงได้ สำหรับประเทศไทย เทคโนโลยี SMR ถือเป็นหนึ่งในทางเลือกสำคัญภายใต้ ยุทธศาสตร์ชาติ เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานในระยะยาว สนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ และขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่การเป็นสังคมคาร์บอนต่ำ ในฐานะกระทรวงพลังงานที่มีหน้าที่ รับผิดชอบนโยบายพลังงานของประเทศ จึงมุ่งมั่นสร้างความมั่นใจว่า ประเทศไทยจะมีการพัฒนาองค์ความรู้ แก่องค์กรที่เกี่ยวข้อง และพัฒนาขีดความสามารถอย่างเป็นระบบ ซึ่งจำเป็นต่อการประเมินทางเลือก ด้านพลังงานที่เหมาะสมทั้งหมด และนำไปสู่การตัดสินใจอย่างรอบคอบ โดยยึดมั่นในมาตรฐานสูงสุด ด้านความปลอดภัย ความมั่นคง ความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม และความเชื่อมั่นของสาธารณชน 

นายศิริวัฒน์ เจ็ดสี รองผู้ว่าการพัฒนาโรงไฟฟ้าและพลังงานหมุนเวียน กฟผ. กล่าวเสริมว่า ในช่วง การเปลี่ยนผ่านพลังงาน การสร้างความมั่นคงทางพลังงานในระยะยาว ควบคู่กับการก้าวสู่อนาคต ทางพลังงานที่สะอาดและยั่งยืน ยังคงเป็นความท้าทายที่สำคัญ เทคโนโลยี SMR จึงได้รับการพิจารณา อย่างกว้างขวางทั่วโลก ในฐานะแหล่งผลิตไฟฟ้าคาร์บอนต่ำที่มีศักยภาพและเสถียรภาพ สำหรับ กฟผ. การสร้างองค์ความรู้ การพัฒนาบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญ และการเสริมสร้างขีดความสามารถ ถือเป็นพื้นฐานสำคัญ ในการทำความเข้าใจทั้งโอกาสและความท้าทายที่เกี่ยวข้องกับการนำเทคโนโลยี SMR มาใช้ในอนาคต การประชุมเชิงปฏิบัติการในครั้งนี้จึงเป็นโอกาสสำคัญในการเรียนรู้จากประสบการณ์ ของนานาประเทศ และช่วยยกระดับขีดความสามารถที่จำเป็นสำหรับการตัดสินใจในอนาคต

ทั้งนี้ ร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP2026) ได้กำหนดเป้าหมายพัฒนาโรงไฟฟ้า SMR กำลังผลิตรวม 9,000 เมกะวัตต์ และตั้งเป้าหมายเดินเครื่องโรงไฟฟ้า SMR โรงแรกภายในปี 2580 การประชุมครั้งนี้ จึงเป็นเวทีสำคัญที่เปิดโอกาสให้ผู้เชี่ยวชาญจาก IAEA และผู้เชี่ยวชาญจากนานาประเทศ มาแบ่งปันประสบการณ์และแนวปฏิบัติสากล ตั้งแต่การศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ การวางแผน การดำเนินงาน การพัฒนากำลังคน การสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัย รวมถึงการมีส่วนร่วมของประชาชน เพื่อช่วยให้หน่วยงานต่าง ๆ ของประเทศไทยมีความรู้ ความเข้าใจ และสามารถเตรียมความพร้อม ได้อย่างเป็นระบบ หากประเทศไทยตัดสินใจพัฒนาโรงไฟฟ้า SMR ในอนาคต จะสามารถดำเนินการ ได้อย่างปลอดภัย มีประสิทธิภาพ และเป็นไปตามมาตรฐานสากล

“พันธมิตรเมกกะ” หวังเจรจา!! เจ้าหน้าที่สูงสุด 3 ชาติ บุกเตหะราน หารือหยุดสงครามตะวันออกกลาง เล็งลดความตึงเครียดระหว่างคู่ขัดแย้ง เน้นความร่วมมือป้องกันภัยและข่าวกรอง

เจ้าหน้าที่ระดับสูงจาก 3 ชาติ "พันธมิตรเมกกะ" บุกถึงเตหะราน! หวังเจรจาหยุดสงครามตะวันออกกลางไม่ให้บานปลายไปกว่านี้!

26 ตุลาคม 2026
"อาลี บาเกรี คานี" รองเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติสูงสุดของอิหร่านยืนยันว่า "ซาอุดีอาระเบีย ตุรกี และปากีสถาน" ซึ่งเป็นสมาชิกกลุ่มพันธมิตรเมกกะ (Mecca Pact) ส่งคณะผู้แทนระดับสูงเดินทางมายังกรุงเตหะราน เพื่อเจรจาด้านความมั่นคงในภูมิภาค ท่ามกลางความตึงเครียดจากสงครามระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ และอิสราเอล รวมถึงการโจมตีซาอุดีอาระเบียอย่างต่อเนื่องของกลุ่มฮูตีในเยเมน

การประชุมครั้งนี้มีเจ้าหน้าที่ระดับสูงเข้าร่วม ได้แก่
เจ้าชายคาลิด บิน ซัลมาน รัฐมนตรีกลาโหมซาอุดีอาระเบีย
อาซิม มูนีร์ ผู้บัญชาการทหารบกปากีสถาน
อิบราฮิม คาลิน ผู้อำนวยการหน่วยข่าวกรองตุรกี

โดยจะหารือกับผู้แทนด้านความมั่นคงของอิหร่านโดยตรง
อาลี บาเกรี คานี รองเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติสูงสุดของอิหร่าน เปิดเผยว่า แนวคิดการประชุมครั้งนี้ถูกเสนอโดยอาซิม มูนีร์ ระหว่างเดินทางเยือนกรุงเตหะรานก่อนหน้านี้

ขณะที่ฝ่ายซาอุดีอาระเบียระบุว่า การเจรจามีเป้าหมายเพื่อลดความตึงเครียดระหว่างคู่ขัดแย้ง และสนับสนุนความพยายามทางการทูตของกาตาร์กับปากีสถาน

สำหรับ "พันธมิตรเมกกะ" (Mecca Pact) เป็นข้อตกลงป้องกันร่วมกันทางทหารระหว่าง 3 ประเทศ ได้แก่ ซาอุดีอาระเบีย ตุรกี และปากีสถาน ลงนามเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2026 ที่พระราชวังอัลซาฟา เมืองเมกกะ ประเทศซาอุดีอาระเบีย

ข้อตกลงนี้มีหลักการสำคัญว่า หากประเทศสมาชิกหนึ่งถูกโจมตีด้วยอาวุธ จะถือว่าเป็นการโจมตีประเทศสมาชิกทั้งสามประเทศ โดยสมาชิกตกลงร่วมมือกันด้านการป้องกันประเทศ การแลกเปลี่ยนข่าวกรอง การฝึกทหาร และการสนับสนุนทางทหารเพื่อรับมือภัยคุกคาม

หลักการดังกล่าวคล้ายกับมาตรา 5 ของ NATO ที่กำหนดเรื่องการป้องกันร่วมกัน แม้พันธมิตรเมกกะจะเป็นข้อตกลงแยกต่างหาก และมีรายละเอียดการปฏิบัติที่แตกต่างกันก็ตาม

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=122109040563508642&id=61595259264487&rdid=4AbVAWjUuuWFDLDV#

27 ตุลาคม 2447 รัชกาลที่ 5 ประกาศเลิกใช้เงินพดด้วงทุกชนิด เหตุปลอมแปลงง่าย หันมาใช้เหรียญกลมแบนแทน ปฏิรูประบบเงินไทยสู่ความทันสมัย เปลี่ยนโฉมเศรษฐกิจสยาม

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 พระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เสนาบดีกระทรวงพระคลังมหาสมบัติ ออกประกาศลงวันที่ 27 ตุลาคม 2447 มีความสำคัญว่า ได้โปรดให้สั่งว่า เงินพดด้วงซึ่งได้จำหน่ายออกจากพระคลังฯ ใช้กันแพร่หลายอยู่ในพระราชอาณาจักรเวลานี้ มีลักษณะปลอมแปลงได้ง่าย สมควรให้เลิกใช้เงินพดด้วงเสีย โดยตั้งแต่วันที่ 28 ตุลาคม 2447 เป็นต้นไป ให้เลิกใช้เงินพดด้วงทุกชนิด ยกเป็นเงินตราที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

สำหรับ เงินพดด้วง ทางราชอาณาจักรสุโขทัย ล้านนา กรุงศรีอยุธยา ได้ผลิตคิดค้นเงินตราขึ้นใช้ในระบบเศรษฐกิจ พร้อมกันนั้นก็ยอมรับเงินตราของต่างชาติด้วย เงินตราที่ใช้ในอาณาจักรล้านนา ได้แก่ เงินไซซี เงินกำไล เงินเจียง เงินท้อก เงินดอกไม้ ส่วนราชอาณาจักรสุโขทัยและอยุธยาได้ผลิตเงินพดด้วง ซึ่งมีลักษณะเฉพาะของตนเองขึ้นใช้ และใช้เบี้ยหอยแทนเงินปลีกย่อย บางครั้งเบี้ยหอยขาดแคลนก็ได้ผลิตเบี้ยโลหะและประกับดินเผาขึ้นใช้ร่วมด้วย

ภายหลังราชอาณาจักรกรุงศรีอยุธยาสลายลง กรุงธนบุรีและรัตนโกสินทร์ถือกำเนิดขึ้นตามลำดับ ก็ยังคงใช้เงินพดด้วงเช่นครั้งกรุงศรีอยุธยา จนกระทั่งถึงรัชกาลที่ 4 การเปิดประเทศสยามสู่อารยประเทศ มีความจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบเงินตราให้เป็นสากล นำไปสู่การผลิตเงินตราในลักษณะเหรียญกลมแบนออกใช้เป็นครั้งแรก ต่อมารัชกาลที่ 5 จึงทรงประกาศยกเลิกการใช้เงินพดด้วง นับตั้งแต่นั้นเงินตราไทยจึงคงเป็นลักษณะเป็นเหรียญกลมแบนต่อเนื่องมาจนถึง ปัจจุบัน

EEC เปิดประตูรับทุนอุตสาหกรรมอนาคต!! 'อนุทิน' นั่งประธานประชุม กพอ. อนุมัติเขตเศรษฐกิจพิเศษ 4 แห่ง ดันโครงการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ เร่งระบบสาธารณูปโภครองรับการลงทุน

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) ครั้งที่ 3/2569 วันที่ 26 ตุลาคม 2569
ณ ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล โดยมี นายจุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก เป็นเลขานุการการประชุมฯ

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การประชุม กพอ. มีหน้าที่กำหนดนโยบายและทิศทางการพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ให้บรรลุเป้าหมายอย่างเป็นรูปธรรม สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลในการเร่งปรับโครงสร้าง

เศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างเข้มแข็งและยั่งยืน เพื่อก้าวพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง
คณะรัฐมนตรีชุดปัจจุบัน มีมติที่เกี่ยวข้องกับอีอีซี ในหลายเรื่องสำคัญ อาทิ การสนับสนุนให้เริ่มโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก การจัดทำร่างประกาศ กพอ. ว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการขอรับสิทธิประกอบวิชาชีพเวชกรรมในเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษสำหรับผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรมจากต่างประเทศ เพื่อส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมการแพทย์และสุขภาพในพื้นที่อีอีซี รวมถึงการปรับเปลี่ยนแนวทางดำเนินโครงการพัฒนาท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ระยะที่ 3 (ช่วงที่ 2) และการจัดตั้งเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ 8 แห่ง โดยการดำเนินงานดังกล่าวเกิดจากการหารือร่วมกัน เพื่อให้โครงการอีอีซี เดินหน้าตามแผนอย่างต่อเนื่องและบรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้

ที่ประชุม กพอ. ได้พิจารณา และมีมติในเรื่องที่สำคัญ ได้แก่
1. เห็นชอบ การประกาศกำหนดเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษเพิ่มเติม จำนวน 4 แห่ง เพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศให้เข้าสู่พื้นที่อีอีซี และนักลงทุนสามารถขอรับสิทธิประโยชน์และการอำนวยความสะดวกด้านการลงทุน การอนุมัติ อนุญาต ตามพระราชบัญญัติเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก พ.ศ.2561 เป็นการเพิ่มขนาดกิจกรรมทางเศรษฐกิจ และกระจายรายได้สู่พื้นที่โดยรอบของ อีอีซี รวมทั้งสนับสนุนการพัฒนาระบบสาธารณูปโภค และโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ถนน ระบบน้ำ ระบบไฟฟ้า ทั้งในและนอกพื้นที่โครงการ ช่วยให้ชุมชนและเมืองเกิดการพัฒนายิ่งขึ้น โดยมีรายละเอียด ดังนี้

1) เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ อีเทค สมาร์ท พาร์ค เนื้อที่ประมาณ 610 ไร่ บริเวณตำบลคลองกิ่ว อำเภอบ้านบึง จังหวัดชลบุรี เพื่อรองรับอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ ดิจิทัล การแพทย์และสุขภาพครบวงจร ส่งเสริมการลงทุนด้วยนวัตกรรมขั้นสูง และการพัฒนาเทคโนโลยีดึงดูดการลงทุนระบบอัตโนมัติ หุ่นยนต์ ระบบผลิตอัจฉริยะ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรและลดต้นทุนการประกอบกิจการของภาคธุรกิจ คาดว่าเมื่อโครงการพัฒนาเต็มรูปแบบจะเกิดมูลค่าการลงทุนประมาณ 19,750 ล้านบาท และสามารถจ้างงานได้สูงถึงประมาณ 3,500 – 5,500 อัตรา ยกระดับการจ้างงานในท้องถิ่น เพิ่มรายได้ให้แก่ประชาชนในพื้นที่

2) เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ นิว ฮอไรซัน ซิตี้ เนื้อที่ประมาณ 572 ไร่ บริเวณตำบลบางพระ อำเภอ
ศรีราชา จังหวัดชลบุรี เพื่อรองรับอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ ดิจิทัล ส่งเสริมอุตสาหกรรมเศรษฐกิจสีเขียวและเศรษฐกิจหมุนเวียน (BCG) พัฒนาโครงการภายใต้แนวคิดเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ ส่งเสริมการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ สร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจในพื้นที่ต่อเนื่อง ก่อให้เกิดการจ้างทั้งทางตรงและทางอ้อมในภาคอุตสาหกรรมและธุรกิจบริการที่เกี่ยวเนื่อง โดยคาดว่าจะเกิดมูลค่าการลงทุนประมาณ 4,000 ล้านบาท สนับสนุนให้เกิดการจ้างงานมากกว่า 1,200 อัตรา

3) เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ พนัสนิคม เนื้อที่ประมาณ 507 ไร่ บริเวณตำบลวังหิน อำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี เพื่อรองรับอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ เกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ
การแปรรูปอาหาร การแพทย์และสุขภาพครบวงจร คาดว่าจะเกิดมูลค่าการลงทุนประมาณ 1,669 ล้านบาท ดึงดูดการลงทุนกลุ่มรถยนต์ EV กลุ่มผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ คลังสินค้าและโลจิสติกส์ เกิดธุรกิจสนับสนุน เช่น ศูนย์วิจัย สถาบันฝึกอบรม รวมถึงสร้างโอกาสทางธุรกิจเชื่อมโยงพื้นที่และชุมชน เช่น หอพัก ร้านอาหาร ขนส่งสาธารณะ เป็นต้น

เกิดการเพิ่มรายได้และการจ้างงานประมาณ 7,750 อัตรา
4) เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ ยานยนต์สมัยใหม่ (ปลวกแดง) ระยอง เนื้อที่ประมาณ 70 ไร่ บริเวณตำบลตาสิทธิ์ อำเภอปลวกแดง จังหวัดระยอง เพื่อรองรับอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ หุ่นยนต์ ดิจิทัล การพัฒนาบุคลากรและการศึกษา เพิ่มการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ที่สำคัญภายในประเทศ ยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์ของไทย คาดว่าจะเกิดมูลค่าการลงทุนประมาณ 245 ล้านบาท เกิดการจ้างงานในสาขาต่างๆ ทั้งด้านวิศวกรรม การผลิต และบริการสนับสนุน เพิ่มขึ้นประมาณ 250 อัตรา

โดยเมื่อประกาศจัดตั้งเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษแล้ว สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) จะติดตามกำกับการดำเนินงานของแต่ละเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษให้เป็นไปตามมาตรฐานกำหนดตามกฎหมายอีอีซี และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนว่าเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษที่จัดตั้งขึ้นส่งเสริมให้เกิดการเติบโตทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนได้อย่างแท้จริง

2. เห็นชอบ ร่างระเบียบคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ว่าด้วยการจดทะเบียนการเช่าที่ดินอันเป็นที่ราชพัสดุหรือที่ดินของรัฐ เป็นร่างระเบียบฯ ที่จะจัดให้มีการจดทะเบียนการเช่าที่ดินอันเป็นที่ราชพัสดุหรือที่ดินของรัฐที่เป็นเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษได้อย่างเบ็ดเสร็จ เพื่อความสะดวกและรวดเร็วให้แก่นักลงทุน โดยสกพอ. จะดำเนินการจัดทำสารบัญจดทะเบียนสำหรับการเช่าที่ดิน แต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อจดทะเบียนการเช่า รวมถึงกำหนดกระบวนการยื่นคำขอ การตรวจสอบ และการจดทะเบียน ทั้งนี้ในกรณีเป็นที่ราชพัสดุ จะมีการเชื่อมโยงข้อมูลกับกรมธนารักษ์ต่อไป

‘แฮร์รี เคน’ คว้าบัลลงดอร์!! ได้รางวัลยอดเยี่ยม ประจำปี 2026 เอาชนะ ‘เอ็มบัปเป’ และ ‘ยามาล’ เป็นนักเตะอังกฤษแรกใน 25 ปี บาเยิร์น มิวนิกเจิดจ้าในงานนี้

แฮร์รี เคน ดาวยิงทีมชาติอังกฤษ และสโมสรบาเยิร์น มิวนิก ผงาดคว้ารางวัลนักเตะยอดเยี่ยม หรือ บัลลงดอร์ ประจำปี 2026 ไปครองได้สำเร็จ ในงานประกาศรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมหรือ บัลลงดอร์ ประจำปี 2026 ซึ่งปีนี้จัดที่ลอนดอน พัลลาเดียม เธียร์เตอร์ ประเทศอังกฤษ เมื่อวันที่ 26 ต.ค.

เคนทำผลงานได้อย่างร้อนแรงทั้งกับสโมสรบาเยิร์น มิวนิก และทีมชาติอังกฤษ จนสามารถคว้ารางวัลนี้มาครองได้สำเร็จ โดยเอาชนะอันดับสอง คีลิยาน เอ็มบัปเป กองหน้าทีมชาติฝรั่งเศส และสโมสรเรอัล มาดริด และอันดับสาม ลามิน ยามาล แข้งทีมชาติสเปน และสโมสรบาร์เซโลนา ซึ่งเคนกลายเป็นนักเตะอังกฤษคนแรกในรอบ 25 ปี ที่ได้รางวัลนี้ ต่อจาก ไมเคิล โอเวน

ซึ่งเจ้าตัวเผยหลังรับรางวัลนี้ ว่า “ผมแทบจะพูดอะไรไม่ออกเลย, การได้มาอยู่ที่นี่ในกรุงลอนดอนทำให้มันยิ่งพิเศษขึ้นไปอีก ถือเป็นนิมิตหมายที่ดีสำหรับผมในคืนนี้ครับ ขอบคุณทุกคนที่โหวตให้ผมนะ ผมเข้าใจดีว่าปีนี้คงเป็นการตัดสินใจที่ยากลำบากไม่น้อยเลย”

“มีนักเตะระดับโลกหลายคนอยู่ที่นี่ในคืนนี้ ของแสดงความยินดีกับผู้ชนะและผู้มีชื่อเข้าชิงทุกรางวัลในค่ำคืนนี้ และมันแสดงให้เห็นว่าความมุ่งมั่นและการทำงานหนักสามารถนำไปสู่ความสำเร็จได้อย่างแท้จริง”

บทสรุปแต่ละรางวัลในงานประกาศรางวัลประจำปีนี้

รางวัลนักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีหรือ บัลลงดอร์ ฝ่ายชาย : แฮร์รี เคนจากบาเยิร์น มิวนิก และทีมชาติอังกฤษ

รางวัลนักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีหรือ บัลลงดอร์ ฝ่ายหญิง เป็นของ อเล็กเซีย ปูเตยาส จากสโมสรบาร์เซโลนา ซึ่งเป็นการคว้ารางวัลดังกล่าวเป็นสมัยที่ 3 ของเจ้าตัว หลังจากเคยได้มาแล้วเมื่อปี 2021 และ 2022

ด้านรางวัลนักเตะดาวรุ่งยอดเยี่ยมแห่งปีฝ่ายชาย ลามิน ยามาล ซึ่งเป็นการคว้ารางวัลดังกล่าวเป็นสมัยที่ 3 ติดต่อกันของเจ้าตัว

โดยยามาล เผยหลังได้รับรางวัลดังกล่าวว่า “มันเป็นเกียรติอย่างมากที่ได้มาอยู่ตรงนี้และได้รับรางวัลนี้ ผมอยากเห็นเพื่อนร่วมทีมอย่าง คูบาร์ซี อยู่ตรงนี้ เพราะผมคิดว่ารางวัลนี้ควรเป็นของเขา เขาเล่นได้อย่างยอดเยี่ยมมากหลายครั้ง นี่เป็นปีที่ 3 แล้วที่ผมได้รางวัลนี้ ผมอยากขอบคุณสโมสรและทีมชาติของผม”

ส่วนรางวัลนักเตะดาวรุ่งยอดเยี่ยมแห่งปีฝ่ายหญิงเป็นของ วิกกี โลเปซ จากบาร์เซโลนาทีมหญิง

รางวัลโค้ชทีมชายยอดเยี่ยมแห่งปี : หลุยส์ เด ลา ฟูเอนเต ทีมชาติสเปน

รางวัลโค้ชทีมหญิงยอดเยี่ยมแห่งปี : เปเร โรเมอู จากทีมหญิงบาร์เซโลนา

รางวัลผู้รักษาประตูยอดเเยี่ยมแห่งปีฝ่ายชาย : อูไน ซิมอน จากสโมสรแอธฯ บิลเบา และทีมชาติสเปน

รางวัลผู้รักษาประตูยอดเเยี่ยมแห่งปีฝ่ายหญิง : คาตา โคลล์ จากทีมหญิงบาร์เซโลนา และทีมชาติสเปน

รางวัลโซคราเตส อวอร์ด ซึ่งเป็นรางวัลพิเศษในวงการฟุตบอล ซึ่งมอบให้กับนักฟุตบอลหรือองค์กรด้านฟุตบอลที่มีผลงานโดดเด่นด้านมนุษยธรรม การช่วยเหลือสังคม การพัฒนาชุมชน หรือการเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิมนุษยชน ในปีนี้เป็นของ บูกาโย ซากา จากอาร์เซนอล

รางวัลสโมสรยอดเยี่ยม ฝั่งทีมชาย : ปารีส แซงต์ แชร์กแมง

รางวัลสโมสรยอดเยี่ยม ฝั่งทีมหญิง : บาร์เซโลนา

รางวัลกองหน้ายอดเยี่ยมแห่งปี ฝ่ายชาย : แฮร์รี เคนจากสโมสรบาเยิร์น มิวนิก และทีมชาติอังกฤษ

รางวัลกองหน้ายอดเยี่ยมแห่งปี ฝ่ายหญิง : ชาร์ลิน คอร์รัล จากสโมสรปาชูกา และทีมชาติเม็กซิโก

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10451198

อาจารย์อุ๋ย ชี้! หนี้พุ่ง–สงครามซ้ำเติม–ค่าครองชีพบีบ!! เขย่าสาธารณรัฐที่ 5 สู่สาธารณรัฐที่ 6 หนี้พุ่งบีบงบประมาณรัฐสวัสดิการ สงครามและค่าครองชีพกดดันรัฐบาลหนัก เสี่ยงเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอำนาจใหม่

อาจารย์อุ๋ย ชี้! หนี้พุ่ง–สงครามซ้ำเติม–ค่าครองชีพบีบ เขย่าสาธารณรัฐที่ 5 เปิดทางฝรั่งเศสสู่ “สาธารณรัฐที่ 6”

 26 ตุลาคม 2569- นายประพฤติ ฉัตรประภาชัย หรืออาจารย์อุ๋ย นักวิชาการด้านกฎหมายและการเมืองระหว่างประเทศ/สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสต์เฟซบุ๊กแสดงความเห็นว่า 

“ประวัติศาสตร์ฝรั่งเศสแสดงให้เห็นว่า การเปลี่ยนผ่านสาธารณรัฐมักเกิดขึ้นเมื่อวิกฤตของประเทศรุนแรงจนโครงสร้างอำนาจเดิมรับมือไม่ไหว ในมุมมองของผม แรงกดดันทางเศรษฐกิจ ความขัดแย้งทางสังคม และผลกระทบจากสงคราม กำลังทำให้ข้อเสนอเรื่อง “สาธารณรัฐที่ 6” มีน้ำหนักมากกว่าการเป็นเพียงแคมเปญทางการเมือง

สาธารณรัฐที่ 5 ซึ่งถือกำเนิดในปี 1958 ถูกสร้างขึ้นเพื่อแก้ปัญหารัฐบาลไร้เสถียรภาพ แต่วันนี้ โครงสร้างที่เคยช่วยให้ประเทศตัดสินใจได้อย่างเด็ดขาด กำลังเผชิญบททดสอบว่า ยังจะสามารถสร้างการยอมรับและนําพาประเทศออกจากความขัดแย้งได้หรือไม่

ฝรั่งเศสกำลังแบกรับแรงกดดันหลายด้าน ทั้งหนี้สาธารณะ ภาระสวัสดิการ ข้อถกเถียงเรื่องผู้อพยพและอัตลักษณ์ของชาติ ตลอดจนความขัดแย้งในการปฏิรูปเศรษฐกิจ ข้อมูลสำนักงานสถิติฝรั่งเศสระบุว่า หนี้สาธารณะ ณ สิ้นไตรมาสสองปี 2026 อยู่ที่ร้อยละ 119 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ สะท้อนข้อจำกัดที่เพิ่มขึ้นในการใช้จ่ายเพื่อแก้ปัญหาและรักษาความคาดหวังของประชาชนต่อรัฐสวัสดิการ 

สงครามรัสเซีย–ยูเครนยิ่งเพิ่มแรงกดดัน ฝรั่งเศสสนับสนุนยูเครนทั้งด้านยุทโธปกรณ์และการฝึกกำลังพล ซึ่งมีต้นทุนด้านงบประมาณและการจัดหาอาวุธทดแทน ขณะเดียวกัน ผลกระทบจากสงครามต่อตลาดพลังงานยุโรปยังทำให้รัฐต้องใช้งบประมาณบรรเทาความเดือดร้อนของครัวเรือนและธุรกิจ ผมมองว่า ภาระเหล่านี้ซ้ำเติมปัญหาการคลังที่สะสมอยู่เดิม และทำให้รัฐบาลต้องจัดลำดับความสำคัญระหว่างความมั่นคงภายนอกกับความต้องการภายในประเทศอย่างยากลำบากขึ้น 

วิกฤตตะวันออกกลางเป็นแรงกระแทกอีกระลอก ความตึงเครียดที่กระทบแหล่งผลิตและเส้นทางขนส่งพลังงานส่งผ่านมายังราคาน้ำมัน ต้นทุนขนส่งและสินค้า แม้ฝรั่งเศสมีพลังงานนิวเคลียร์เป็นฐานผลิตไฟฟ้าสำคัญ ก็ยังหลีกเลี่ยงผลกระทบจากราคาน้ำมันและก๊าซไม่ได้

ธนาคารกลางฝรั่งเศสประเมินในเดือนมิถุนายน 2026 ว่า แรงกดดันด้านพลังงานและวัตถุดิบมีส่วนผลักแนวโน้มเงินเฟ้อให้สูงขึ้น สำหรับครัวเรือนรายได้น้อยที่แทบไม่มีเงินเหลือเก็บ ค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้นอาจหนักเกินกำลังรับไหว และแปรเปลี่ยนเป็นความไม่พอใจทางการเมืองได้อย่างรวดเร็ว 

รัฐบาลจึงถูกบีบจากสองด้าน หากอุดหนุนค่าพลังงานต่อเนื่องก็เพิ่มภาระการคลัง แต่หากลดความช่วยเหลือ ประชาชนต้องรับต้นทุนมากขึ้น เมื่อประกอบกับข้อถกเถียงเรื่องผู้อพยพ ความมั่นคง และการกระจายสวัสดิการ ทําให้การประนีประนอมยิ่งยาก ผมมองว่า จุดเสี่ยงสำคัญคือประชาชนอาจเริ่มเชื่อว่า สถาบันการเมืองจะไม่สามารถคุ้มครองชีวิต ความมั่นคงในความเป็นอยู่ของตนได้

รัฐธรรมนูญปี 1958 ซึ่งจัดทำขึ้นภายใต้การนำของชาร์ลส์ เดอ โกล และมีมิเชล เดอเบรเป็นกำลังสำคัญในการยกร่าง มุ่งเสริมความเข้มแข็งของฝ่ายบริหาร อำนาจประธานาธิบดียิ่งมีน้ำหนักหลังการเปลี่ยนมาเลือกตั้งโดยตรงในปี 1962 โครงสร้างนี้ทำงานคล่องเมื่อฝ่ายบริหารมีฐานสนับสนุนมั่นคง แต่เมื่อเสียงในสภาแตกกระจาย การผลักดันนโยบายย่อมมีต้นทุนสูงขึ้น 

กรณีปฏิรูประบบเกษียณอายุปี 2023 โดยขยายอายุเกษียณจาก 62 ปี เป็น 64 ปี เป็นตัวอย่างสำคัญ รัฐบาลเอลิซาเบธ บอร์นใช้มาตรา 49 วรรคสาม ให้ร่างกฎหมายถือว่าผ่านโดยไม่ลงมติรับร่างในสภาผู้แทนราษฎร หลังญัตติไม่ไว้วางใจรัฐบาลไม่ผ่าน แม้เป็นกลไกที่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ แต่การใช้กับนโยบายที่กระทบประชาชนจำนวนมากยิ่งทำให้ประชาชนไม่พอใจรัฐบาลมากขึ้น ดังนั้นในความเห็นของผม ปัญหาคือรัฐบาลผลักดันนโยบายได้ แต่ไม่สามารถทำให้ประชาชนยอมรับได้

เมื่อย้อนดูประวัติศาสตร์ สาธารณรัฐที่ 3 สิ้นสุดลงท่ามกลางความพ่ายแพ้ต่อเยอรมนีในปี 1940 และการลงมติมอบอำนาจให้จอมพลเปแตง ซึ่งเปิดทางสู่ระบอบวิชี ส่วนสาธารณรัฐที่ 4 เผชิญความไร้เสถียรภาพสะสม ก่อนวิกฤตอัลจีเรียและแรงกดดันจากกองทัพในเดือนพฤษภาคม 1958 จะเร่งการเปลี่ยนผ่าน แสดงให้เห็นว่าบทเรียนจากอดีตคือ เมื่อปัญหาหมักหมมแก้ไม่ตก พอมีวิกฤตใหญ่เข้ามาซ้ำเติม ก็อาจถึงขั้นต้องเปลี่ยนระบอบการปกครอง

ฝรั่งเศสวันนี้อาจกำลังสะสมแรงกดดันในลักษณะดังกล่าว หากการตั้งรัฐบาลและการผ่านงบประมาณยังติดขัด อีกทั้งรัฐบาลจะแก้ปัญหาเรื่องใดก็เจอแรงต่อต้านจนเดินหน้าต่อไม่ได้ ขณะที่ประชาชนต้องรับภาระค่าครองชีพต่อเนื่อง การประท้วงอาจพัฒนาจากการต่อต้านนโยบายเฉพาะเรื่อง ไปสู่การเรียกร้องให้เปลี่ยนโครงสร้างอำนาจ

ผมประเมินว่า การปรับสมดุลภายในสาธารณรัฐที่ 5 ยังมีโอกาสเกิดขึ้นก่อน ทั้งการเพิ่มบทบาทรัฐสภา ปรับความสัมพันธ์ระหว่างฝ่ายบริหารกับฝ่ายนิติบัญญัติ และปฏิรูปกติกาเลือกตั้ง แต่หากคลายทางตันไม่ได้ ก็อาจมีการขยายฐานสนับสนุนให้มีข้อเสนอจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่โดยต้องอาศัยทั้งกระบวนการทางกฎหมายและความชอบธรรมจากประชาชน

หากเกิดขึ้นตามแนวคิดลดการรวมศูนย์อำนาจ สาธารณรัฐที่ 6 อาจขยับสู่ระบอบรัฐสภามากขึ้น ลดอำนาจประธานาธิบดี ให้นายกรัฐมนตรีและรัฐบาลที่รับผิดชอบต่อสภาบริหารประเทศ พร้อมเพิ่มการตรวจสอบและการมีส่วนร่วมของประชาชน รวมถึงอาจใช้ระบบเลือกตั้งแบบสัดส่วน โดยรูปแบบสุดท้ายขึ้นอยู่กับรัฐธรรมนูญใหม่และการยอมรับของสังคม

ในมุมมองของผม อนาคตของสาธารณรัฐที่ 5 ขึ้นอยู่กับความสามารถในการปรับตัว หากรัฐบาลไม่สามารถประสานภารกิจความมั่นคงกับการดูแลปากท้อง และสถาบันการเมืองยังผลิตความขัดแย้งมากกว่าทางออก แรงเรียกร้องให้เปลี่ยนกติกาทั้งระบบย่อมเข้มข้นขึ้น จนสาธารณรัฐที่ 6 อาจกลายเป็นวาระใหญ่ที่ฝรั่งเศสต้องตัดสินใจในที่สุด

ด้วยความปรารถนาดี

https://www.facebook.com/share/p/1CdfHxrJvZ/?mibextid=wwXIfr

‘เปเซชเคียน’ บินพบ ‘ปูติน’!! เดินทางสู่มอสโกทันทีหลังจบประชุม 4 ฝ่าย ขยายความสัมพันธ์กับรัสเซียอย่างแน่นแฟ้น "อิหร่านผลักดันสัมพันธ์สองประเทศ" เสริมแกร่งพันธมิตรทางภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาค

หลังเสร็จสิ้นการประชุมสี่ฝ่าย "ประธานาธิบดีมาซูด เปเซชเคียน" ของอิหร่านกำลังเดินทางไปยังกรุงมอสโกทันที เพื่อพบกับประธานาธิบดีปูติน

ก่อนออกเดินทางจากกรุงเตหะราน ประธานาธิบดีเปเซชเคียนกล่าวว่าอิหร่านมุ่งขยายความสัมพันธ์กับรัสเซีย โดยระบุว่าจะผลักดันให้ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

ที่มา : สำนักข่าวเมห์ร (Mehr News) ของอิหร่าน

https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=122109224835508642&id=61595259264487&rdid=nx1aNETDybTbwhxs#

‘ศุภชัย’ สส.บัญชีรายชื่อ และฝ่ายกฎหมายพรรคภูมิใจไทย เปิดเผยสลิปโอน 7 ล้าน! ปลอม ธ.กสิกรยันไม่พบบัญชีจริง ชี้ ส.ส.แชร์โดยไม่ตรวจสอบ เรียกร้องความรับผิดชอบทางการเมือง

ศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ และฝ่ายกฎหมายพรรคภูมิใจไทย โพสต์ลงเฟสบุ๊ค…

สลิปปลอม 7 ล้าน! แชร์กันสนุก อวยกัน สุดท้าย ใครจะรับผิดชอบ?

จากเพจที่ถูกยกย่องว่าเป็นเพจคุณภาพ กลับกลายเป็นเพจที่เผยแพร่สลิปโอนเงิน 7 ล้านบาท ซึ่งธนาคารยืนยันแล้วว่าไม่มีบัญชีดังกล่าวอยู่จริง!

กรณีเพจ Godd Dam เผยแพร่ภาพสลิปกล่าวหาว่ามีการโอนเงิน 7 ล้านบาทให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นเรื่องที่สังคมต้องตั้งคำถามอย่างจริงจัง

เพราะธนาคารกสิกรไทยออกมายืนยันชัดเจนว่า ไม่พบเลขบัญชีผู้รับเงินตามภาพสลิปในระบบ และการโอนเงินผ่าน K PLUS ทำได้สูงสุดเพียง 5 ล้านบาทต่อวัน

หลักฐานทางธนาคารชัดขนาดนี้ แล้วคนที่รีบแชร์ คนที่เคยยกย่องเพจ จะพูดอย่างไร?
น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.พรรคประชาชน นำโพสต์ดังกล่าวไปแชร์ พร้อมข้อความว่า “อยู่ๆก็มี เรื่องราวให้นอนไม่หลับ”

ผมอยากถามว่า ก่อนแชร์ได้ตรวจสอบอะไรบ้าง หรือเพียงเพราะข่าวนั้นกล่าวหานายกรัฐมนตรี จึงเห็นว่าน่าเชื่อถือพอที่จะส่งต่อให้ประชาชน?

เป็น สส. ไม่ใช่แค่คนเล่นเฟซบุ๊ก!
ทุกข้อความที่เผยแพร่มีน้ำหนัก มีผลต่อความเชื่อถือของประชาชน และมีความรับผิดชอบทางจริยธรรมกำกับอยู่ จะอ้างว่าแค่แชร์แล้วจบไม่ได้

ส่วน นายศิริโชค โสภา อดีต สส.พรรคประชาธิปัตย์ ก็มีรายงานว่าเคยยกย่อง Godd Dam ว่าเป็นเพจคุณภาพ คนเบื้องหลังมีฝีมือ และกล่าวถึงการเป็นพันธมิตรกัน

วันนี้เมื่อเพจดังกล่าวตกเป็นประเด็นเผยแพร่สลิปปลอม ผมจึงอยากถามนายศิริโชคว่า
เพจคุณภาพที่คุณเคยชื่นชม คุณใช้มาตรฐานอะไรตัดสิน?

คนเบื้องหลังที่คุณยกย่องว่ามีฝีมือ วันนี้คุณยังยืนยันคำชื่นชมนั้นหรือไม่?
และคำว่า “พันธมิตร” ที่คุณเคยกล่าวถึง มีความหมายและขอบเขตความสัมพันธ์อย่างไร?
คำถามเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่านายศิริโชคเกี่ยวข้องกับการจัดทำสลิป แต่เมื่อเคยออกหน้าชื่นชมเพจต่อสาธารณะ ก็สมควรชี้แจงต่อสาธารณะเช่นกัน

อย่าทำให้มาตรฐานการตรวจสอบทางการเมืองกลายเป็นว่า ข่าวกล่าวหาฝ่ายที่ตัวเองไม่ชอบ รีบแชร์ รีบเชียร์ แต่พอความจริงปรากฏ กลับเงียบเสียง!

ผมสนับสนุนให้ตรวจสอบนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี และนักการเมืองทุกคนอย่างเต็มที่ หากมีหลักฐานว่าทุจริต ก็ต้องดำเนินคดีโดยไม่ละเว้น

แต่การตรวจสอบกับการเผยแพร่ข้อมูลเท็จเป็นคนละเรื่องกัน!
อย่าเอาคำว่าเสรีภาพมาบังหน้าความไม่รับผิดชอบ อย่าเอาคำว่าตรวจสอบทุจริตมาเป็นข้ออ้างให้ข่าวปลอม และอย่าเอายอดไลก์ยอดแชร์มาแทนพยานหลักฐาน!
กรณีนี้ต้องตรวจสอบให้ถึงที่สุดว่า ใครทำสลิป ใครเผยแพร่ ใครรู้เห็น และใครมีเจตนาส่งต่อข้อมูลทั้งที่ทราบว่าเป็นเท็จ โดยให้กระบวนการยุติธรรมพิจารณาตามพยานหลักฐาน

ส่วนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต้องตอบคำถามเรื่องความรับผิดชอบและจริยธรรมของตนเองด้วย
อย่าเก่งแต่ตรวจสอบคนอื่น แต่พอถึงเวลาตรวจสอบตัวเองกลับหาข้ออ้างสารพัด!

สลิปปลอมอาจทำขึ้นได้ในไม่กี่นาที แต่ความน่าเชื่อถือที่เสียไป ไม่ใช่สิ่งที่จะเรียกคืนได้ด้วยการลบโพสต์!

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=29320292884244908&id=100000727533976&rdid=fozWp51VLKeatoOP#

เมื่อจีนเริ่มส่งสัญญาณ ไทยต้องเลิกคิดว่าเป็นเรื่องบังเอิญ!! เจาะยุทธศาสตร์การทูตปักกิ่ง เมื่อคำเตือนนักท่องเที่ยวอาจสะเทือนความเชื่อมั่น การค้า และการลงทุน มากกว่าคำประณาม เตือนผ่านการกระทำซ้ำๆ สะท้อนความไว้วางใจสำคัญ

เมื่อจีนเริ่มส่งสัญญาณ ไทยต้องเลิกคิดว่าเป็นเรื่องบังเอิญ

โดย ดร. พลัฏฐ์ ศิริกุลพิสุทธิ์

การทูตจีนมีหลักการที่ประเทศอื่นควรศึกษาให้ลึก นั่นคือ จีนไม่จำเป็นต้องพูดแรง หากสามารถทำให้คู่สนทนารู้สึกได้เอง

จีนแทบไม่ใช้ถ้อยคำประณามเหมือนชาติตะวันตก แต่เลือกใช้สิ่งที่เรียกว่า "ภาษาของนโยบาย" แทนคำพูด ไม่ว่าจะเป็นการออกคำเตือนนักท่องเที่ยว การเพิ่มความเข้มงวดทางการค้า การชะลอความร่วมมือบางด้าน หรือการปล่อยให้โครงการเชิงสัญลักษณ์เดินช้าลง เหตุการณ์แต่ละเรื่องอาจอธิบายได้แยกกัน แต่เมื่อเกิดขึ้นต่อเนื่อง ย่อมไม่ใช่เรื่องบังเอิญอีกต่อไป

คำเตือนนักท่องเที่ยวจีนที่ออกซ้ำ สะท้อนว่าปักกิ่งต้องการให้รัฐบาลไทยตระหนักถึงปัญหาความปลอดภัยของพลเมืองจีนอย่างจริงจัง โดยเฉพาะเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติและการหลอกลวงผ่านงานปลอม ซึ่งจีนมองว่าเป็นประเด็นที่กระทบศักดิ์ศรีและความมั่นคงของตนเอง

ประเทศไทยต้องเข้าใจว่า สำหรับจีน "ความเชื่อมั่น" คือสินทรัพย์ทางยุทธศาสตร์ เมื่อความเชื่อมั่นลดลง ผลกระทบจะค่อย ๆ ปรากฏผ่านการตัดสินใจของนักท่องเที่ยว นักลงทุน ผู้นำเข้า และหน่วยงานกำกับดูแล มากกว่าจะเกิดจากมาตรการลงโทษที่ประกาศอย่างเปิดเผย

ปัญหาของไทยคือ เรามักอ่านการทูตจีนด้วยกรอบความคิดแบบตะวันตก รอให้มีคำตำหนิหรือมาตรการคว่ำบาตร จึงจะเชื่อว่ามีปัญหา ทั้งที่ในความเป็นจริง หากจีนเริ่ม "ส่งสัญญาณ" นั่นอาจหมายความว่าปัญหาเกิดขึ้นมาระยะหนึ่งแล้ว

อย่างไรก็ตาม ไทยไม่ควรมองทุกเหตุการณ์เป็นการเผชิญหน้าทางการเมือง เพราะในเวลาเดียวกัน จีนและไทยยังคงยืนยันการเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ เดินหน้าความร่วมมือด้านการค้า การลงทุน โครงสร้างพื้นฐาน และการท่องเที่ยว รวมถึงตกลงเพิ่มความร่วมมือในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติและยกระดับความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวร่วมกัน

ดังนั้น สิ่งที่ไทยต้องทำไม่ใช่การโต้แย้งว่าจีน "เข้าใจผิด" แต่ต้องทำให้จีน ไม่มีเหตุผลที่จะกังวล

ในโลกที่การแข่งขันระหว่างมหาอำนาจเข้มข้นขึ้น ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไม่ได้วัดจากจำนวนภาพจับมือ แต่ถูกวัดจากระดับความไว้วางใจ หากความไว้วางใจสั่นคลอน การค้า การลงทุน และการท่องเที่ยวก็จะสั่นคลอนตามไปด้วย

ประเทศที่เสียเปรียบที่สุด ไม่ใช่ประเทศที่ถูกมหาอำนาจกดดัน แต่คือประเทศที่มองไม่ออกว่ามหาอำนาจกำลังส่งสัญญาณอะไร

และในทางการทูต...

ความเงียบของจีน หลายครั้ง มีเสียงดังกว่าคำประกาศเสียอีก


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top