Thursday, 29 October 2026
TheStatesTimes

การคลัง ลุยมาตรการช่วยน้ำท่วม!! ฟื้นฟูผู้ประสบภัยปี 2569 พักชำระหนี้-ลดดอกเบี้ยบรรเทาภาระ สินเชื่อซ่อมบ้าน-เสริมสภาพคล่อง มาตรการภาษีช่วยลดค่าใช้จ่าย

กระทรวงการคลังออกชุดมาตรการช่วยเหลือ เยียวยา และฟื้นฟูผู้ประสบอุทกภัย ปี 2569
นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า จากสถานการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้นตั้งแต่เดือนกันยายน 2569 ได้ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างในหลายจังหวัด มีประชาชนและผู้ประกอบการได้รับความเดือดร้อน สูญเสียชีวิต ทรัพย์สิน ที่อยู่อาศัย ยานพาหนะ เครื่องจักร

และสถานประกอบการ อีกทั้งยังส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจหยุดชะงัก ประชาชนและผู้ประกอบการจำนวนมากสูญเสียพื้นที่ทำกิน ร้านค้าต้องหยุดกิจการ หรือไม่สามารถเดินทางไปทำงานได้ ส่งผลให้รายได้ลดลงหรือขาดหายไป ขณะที่ค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันและภาระหนี้สินยังคงอยู่ กระทรวงการคลังจึงร่วมกับสถาบันการเงินเฉพาะกิจออกมาตรการช่วยเหลือ เยียวยา และฟื้นฟูผู้ประสบอุทกภัย โดยให้ความสำคัญกับประชาชนและผู้ประกอบการเป็นศูนย์กลาง มุ่งบรรเทาความเดือดร้อนและความเสียหายที่เกิดขึ้น ทั้งด้านการดำรงชีวิต รายได้ ภาระหนี้สิน และการประกอบอาชีพ ควบคู่กับการสนับสนุนเงินทุนเพื่อฟื้นฟูความเสียหาย ลดภาระหนี้เดิมผ่านมาตรการพักชำระหนี้ในช่วงที่รายได้ขาดหาย และจัดหาแหล่งเงินทุนเพื่อซ่อมแซมที่อยู่อาศัย ฟื้นฟูเครื่องมือประกอบอาชีพ และเสริมสภาพคล่องในการดำเนินกิจการ เพื่อให้ประชาชนและผู้ประกอบการสามารถกลับมาดำเนินชีวิตและประกอบอาชีพได้ตามปกติโดยเร็ว นอกจากนี้ กระทรวงการคลังยังได้ออกมาตรการทางภาษีเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนและผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบ โดยมีรายละเอียดสำคัญ ดังนี้

1. มาตรการด้านการเงิน
1.1 มาตรการบรรเทาและให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ปี 2569
• คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบมาตรการบรรเทาและให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยปี 2569 โดยสถาบันการเงินเฉพาะกิจ (SFIs) ประกอบด้วยมาตรการต่าง ๆ ตามกลุ่มผู้เสียหายและความต้องการของแต่ละกลุ่ม ดังนี้

1) ประชาชนที่ได้รับผลกระทบ ไม่สามารถหารายได้แต่ยังคงมีภาระหนี้อยู่กับสถาบันการเงิน สถาบันการเงินเฉพาะกิจ ได้ออกมาตรการพักชำระหนี้ ทั้งในส่วนต้นเงินและ/หรือดอกเบี้ย ลดอัตราดอกเบี้ย รวมถึงขยายระยะเวลาการชำระหนี้ให้แก่ลูกหนี้ตามความเหมาะสม สำหรับผู้ประกอบการ เป็นระยะเวลา 6 เดือน เพื่อบรรเทาภาระทางการเงินในช่วงที่รายได้ยังไม่กลับคืนมา

2) ประชาชนที่บ้านเรือนเสียหายมีความจำเป็นต้องซ่อมแซมที่อยู่อาศัย ธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ธอท.) สนับสนุนสินเชื่อเงื่อนไขผ่อนปรน เพื่อซ่อมแซม ฟื้นฟู หรือต่อเติมที่อยู่อาศัย วงเงินต่อรายไม่เกิน 2 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยเริ่มต้นร้อยละ 0 – 1.99 ต่อปี ระยะเวลากู้ไม่เกิน 40 ปี

3) สำหรับประชาชนที่ต้องการสภาพคล่อง เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายใช้ในยามฉุกเฉิน ธนาคารออมสินให้สินเชื่อเพื่อเสริมสภาพคล่อง วงเงินต่อรายไม่เกิน 50,000 บาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 0 ใน 3 เดือนแรก นอกจากนี้สำหรับเกษตรกร ธ.ก.ส. สนับสนุนสินเชื่อเพื่อเสริมสภาพคล่องและซ่อมแซมเครื่องมืออุปกรณ์การเกษตรที่ได้รับ

4) ในส่วนของผู้ประกอบการที่ต้องการสภาพคล่องเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและยังทำให้ยังคงประกอบธุรกิจและจ้างงานต่อไปได้ ธนาคารออมสิน ธอท. และธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) สนับสนุนสินเชื่อเพื่อให้ผู้ประกอบการที่ประสบอุทกภัยมีเงินทุนในการดำเนินธุรกิจ วงเงินต่อรายไม่เกิน 5 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยเริ่มต้นร้อยละ 0 – 3.25 ต่อปี ระยะเวลากู้ไม่เกิน 7 ปี ขณะที่ ธสน. สนับสนุนเงินทุนหมุนเวียนชั่วคราวให้กับผู้ประกอบการไม่เกินร้อยละ 20 ของวงเงินหมุนเวียนเดิม วงเงินต่อรายไม่เกิน 2 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยตามสัญญาเดิม ระยะเวลากู้ไม่เกิน 1 ปี นอกจากนี้ สำหรับผู้ประกอบการที่ค้ำประกันอยู่กับบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) จะได้รับการพักชำระค่าธรรมเนียมการค้ำประกันสินเชื่อและค่าจัดการการค้ำประกัน

5) มาตรการอื่น ๆ ได้แก่ ธอส. ประนอมหนี้ให้กับลูกหนี้ระยะเวลาไม่เกิน 1 ปี 6 เดือน หรือพิจารณาเป็นรายกรณี รวมทั้ง ธอส. และ ธอท. ออกมาตรการสินไหมเร่งด่วน (Fast Track) สำหรับลูกค้าที่ทำกรมธรรม์ประกันอัคคีภัย

1.2. มาตรการฟื้นฟูประชาชนและผู้ประกอบการที่ประกอบธุรกิจ : โครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) GSB เพื่อผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัยปี 2569 (มาตรการฟื้นฟูประชาชนและผู้ประกอบการที่ประกอบธุรกิจ โครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำฯ)
คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบมาตรการฟื้นฟูประชาชนและผู้ประกอบการที่ประกอบธุรกิจ โครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำฯ เพื่อสนับสนุนให้ผู้ประกอบการกลับมาดำเนินธุรกิจได้โดยเร็ว โดยธนาคารออมสินได้ออกมาตรการสินเชื่อ Soft Loan ให้แก่สถาบันการเงิน วงเงินโครงการ 30,000 ล้านบาท เพื่อเสริมสภาพคล่องทางการเงินให้แก่ผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (Small and Medium Enterprises : SMEs) ที่ได้รับผลกระทบ รวมทั้งเป็นเงินทุนสำหรับค่าใช้จ่ายที่จำเป็น ซ่อมแซม ฟื้นฟูสถานประกอบการและทรัพย์สินที่ได้รับ

ความเสียหาย โดยกำหนดอัตราดอกเบี้ยสำหรับ SMEs ไม่เกินร้อยละ 3.50 ต่อปีในช่วง 2 ปีแรก สำหรับปีที่ 3-5 ไม่เกินร้อยละ 5.00 ต่อปี วงเงินต่อรายรวมทุกสถาบันไม่เกิน 30 ล้านบาท ระยะเวลากู้ไม่เกิน 5 ปี และมีมติเห็นชอบให้แยกบัญชีมาตรการดังกล่าวเป็นบัญชีธุรกรรมนโยบายรัฐ (Public Service Account: PSA)

ทั้งนี้ ประชาชนและผู้ประกอบการที่ประสบอุทกภัยสามารถติดต่อสถาบันการเงินเฉพาะกิจแต่ละแห่งเพื่อขอรับความช่วยเหลือต่อไป

2. มาตรการภาษี
กระทรวงการคลังได้มีมาตรการภาษีเพื่อบรรเทาและฟื้นฟูผลกระทบจากอุทกภัย ปี 2569 อีกจำนวน 4 มาตรการ ได้แก่ 1) มาตรการยกเว้นอากรศุลกากรสำหรับเครื่องจักรและชิ้นส่วนเพื่อทดแทนหรือซ่อมแซมความเสียหายจากอุทกภัย 2) มาตรการภาษีช่วยค่าซ่อมบ้านและค่าซ่อมรถของผู้ประสบอุทกภัย

3) การขยายกำหนดเวลาการยื่นแบบแสดงรายการภาษีให้แก่ผู้ประสบอุทกภัย กรณีกรมสรรพากร และ 4) มาตรการช่วยเหลือเพื่อบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัยของกรมสรรพสามิต ปี 2569 โดยมีรายละเอียด ดังนี้

2.1 มาตรการยกเว้นอากรศุลกากรสำหรับเครื่องจักรและชิ้นส่วนเพื่อทดแทนหรือซ่อมแซมความเสียหายจากอุทกภัย
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติมาตรการยกเว้นอากรศุลกากรสำหรับเครื่องจักรและชิ้นส่วนที่นำเข้าเพื่อทดแทนหรือซ่อมแซมความเสียหายจากอุทกภัย เพื่อบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายแก่ผู้ประกอบกิจการโรงงานตามกฎหมายว่าด้วยโรงงาน และผู้ประกอบกิจการโรงแรมและสถานที่พักที่เข้าเกณฑ์ตามกฎหมาย ซึ่งมีสถานประกอบการตั้งอยู่ในพื้นที่ที่ทางราชการประกาศเป็นเขตให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน โดยให้ยกเว้นอากรศุลกากรสำหรับเครื่องจักร ส่วนประกอบและอุปกรณ์ประกอบเครื่องจักร รวมถึงเครื่องมือและเครื่องใช้ที่ใช้กับเครื่องจักรตามตอนที่ 84 ของพิกัดอัตราศุลกากร โดยกำหนดเป็นมาตรการชั่วคราวจนถึงวันที่ 31 มีนาคม 2570

ทั้งนี้ สิ่งของที่นำเข้าต้องเป็นของใหม่และนำไปใช้ในกิจการของผู้ได้รับสิทธิเท่านั้น โดยผู้นำเข้าต้องเป็นผู้ได้รับสิทธิหรือผู้แทนจำหน่ายที่มีสัญญาซื้อขายกับผู้ได้รับสิทธิ และต้องแสดงหนังสือรับรองว่าเป็นผู้ประสบอุทกภัยจากการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หรือสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต่อกรมศุลกากรตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด

2.2 มาตรการภาษีช่วยค่าซ่อมบ้านและค่าซ่อมรถ
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติมาตรการภาษีเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย โดยบุคคลธรรมดา (ไม่รวมถึงห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล) ที่ทรัพย์สินได้รับความเสียหายจากอุทกภัยระหว่างวันที่ 15 พฤษภาคม 2569 - 31 ธันวาคม 2569 ในพื้นที่ที่ทางราชการประกาศเป็นเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัยหรือเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน สามารถนำค่าใช้จ่ายที่จ่ายจริงในช่วงเวลาดังกล่าวมาหักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้ โดยเป็นค่าใช้จ่าย 2 ประเภท ได้แก่

1) ค่าซ่อมแซม ค่าทำความสะอาด หรือค่าวัสดุอุปกรณ์ในการซ่อมแซมหรือการทำความสะอาด อาคาร ห้องชุด และทรัพย์สินที่ติดตั้งกับตัวอาคารหรือในที่ดินที่ตั้งอาคารหรือที่ติดตั้งกับห้องชุด ไม่เกิน 100,000 บาท ซึ่งผู้ใช้สิทธิต้องเป็นเจ้าของ ผู้เช่า หรือผู้ใช้ประโยชน์ และ
2) ค่าซ่อมแซมหรือค่าวัสดุอุปกรณ์ในการซ่อมแซมรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ หรืออุปกรณ์และสิ่งอำนวยความสะดวกในรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ ไม่เกิน 30,000 บาท ซึ่งผู้ใช้สิทธิต้องเป็นเจ้าของหรือผู้เช่าซื้อ ในกรณีที่มีทรัพย์สินเสียหายมากกว่า 1 แห่ง หรือรถเสียหายมากกว่า 1 คัน ให้รวมค่าใช้จ่ายทั้งหมดเข้าด้วยกันภายใต้วงเงินดังกล่าว
ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามวิธีการและเงื่อนไขที่อธิบดีกรมสรรพากรประกาศกำหนด

2.3 การขยายกำหนดเวลาการยื่นแบบแสดงรายการภาษีให้แก่ผู้ประสบอุทกภัย กรณีกรมสรรพากร
คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบการขยายกำหนดเวลาการยื่นแบบแสดงรายการภาษีให้แก่ผู้ประสบอุทกภัย โดยผู้มีหน้าที่เสียภาษีหรือนำส่งภาษี และผู้มีหน้าที่เสียอากร ซึ่งอยู่ในท้องที่ที่ทางราชการประกาศเป็นเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัยหรือเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน - 29 ธันวาคม 2569 ตามท้องที่ที่กรมสรรพากรกำหนด จะได้รับการขยายกำหนดเวลาการยื่นแบบแสดงรายการภาษี การชำระภาษี การนำส่งภาษี และการขอเสียอากรแสตมป์เป็นตัวเงินที่ครบกำหนดระหว่างวันที่ 1 กันยายน - 29 ธันวาคม 2569 ออกไปเป็นวันที่ 30 ธันวาคม 2569 โดยการขยายกำหนดเวลาครอบคลุมภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีธุรกิจเฉพาะ (ยกเว้นกิจการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร) และการขอเสียอากรแสตมป์เป็นตัวเงิน ทั้งนี้ การขยายเวลารวมทั้งการยื่นแบบเป็นกระดาษและผ่านระบบอินเทอร์เน็ต นอกจากนี้ สำหรับอุทกภัยที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ 1 กันยายน 2569 กรมสรรพากรอยู่ระหว่างดำเนินการออกประกาศกระทรวงการคลังขยายกำหนดเวลาการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเพิ่มเติมต่อไป

2.4 มาตรการช่วยเหลือเพื่อบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัยของกรมสรรพสามิต ปี 2569
คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย
ปี 2569 ของกระทรวงการคลัง โดยกรมสรรพสามิต ซึ่งเป็นการขยายกำหนดเวลาการยื่นแบบรายการภาษีและชำระภาษี รวมถึงการยื่นงบเดือน สำหรับผู้ประกอบอุตสาหกรรมและผู้ประกอบกิจการสถานบริการที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ประสบอุทกภัย

ซึ่งมีภาระภาษีหรือกำหนดยื่นงบเดือนระหว่างเดือนกันยายนถึงตุลาคม 2569 ออกไปจนถึงวันที่ 15 พฤศจิกายน 2569 นอกจากนี้ ยังขยายกำหนดเวลาการยื่นคำขอรับใบอนุญาตผลิตสุราและยาสูบ รวมถึงใบอนุญาตขายสุรา ยาสูบ และไพ่ สำหรับผู้ได้รับใบอนุญาตในพื้นที่ประสบอุทกภัยที่ใบอนุญาตสิ้นอายุระหว่างวันที่ 1 กันยายน - 31 ตุลาคม 2569 ให้สามารถยื่นคำขอได้จนถึงวันที่ 15 พฤศจิกายน 2569 โดยให้ถือว่าเป็นผู้ได้รับใบอนุญาตรายเดิม

นอกจากนี้ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย และสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (สำนักงาน คปภ.) ร่วมกันจัดทำโครงการจัดซื้อกรมธรรม์ประกันภัยที่อยู่อาศัยกลุ่มและกรมธรรม์ประกันอุบัติเหตุกลุ่ม เพื่อให้ความช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนแก่ผู้ประสบภัยพิบัติ โดยมีผลคุ้มครองตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ถึงวันที่ 1 ตุลาคม 2570 ครอบคลุมภัยพิบัติหลัก 3 ประเภท ได้แก่ อุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว ซึ่งแบ่งออกเป็น 1) กรมธรรม์ประกันภัยที่อยู่อาศัยกลุ่ม คุ้มครองประมาณ 30 ล้านหลังคาเรือนทั่วประเทศ วงเงินคุ้มครองสูงสุดไม่เกิน 100,000 บาทต่อหลังคาเรือน และ 2) กรมธรรม์ประกันภัยอุบัติเหตุกลุ่ม คุ้มครองกรณีเสียชีวิตและกรณีทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิง จากอุบัติเหตุอันเนื่องมาจากภัยพิบัติในวงเงินรวมไม่เกิน 2 ล้านบาทต่อคน ทั้งนี้ ผู้ประสบภัยสามารถขอรับชดใช้ค่าสินไหมทดแทนผ่านช่องทาง www.thainatcat.org และประชาชนสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารผ่านช่องทางการประชาสัมพันธ์ของสำนักงาน คปภ.

โฆษกกระทรวงการคลังกล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงการคลังตระหนักดีว่า การฟื้นฟูหลังอุทกภัยเพื่อให้ประชาชนและผู้ประกอบการกลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดี นอกจากการให้ความช่วยเหลือด้านการซ่อมแซมบ้านเรือนหรือสถานประกอบการ หรือทำให้ธุรกิจกลับมาเปิดดำเนินการได้ ยังต้องช่วยให้ประชาชนกลับมามีรายได้ มีโอกาสและ

ความมั่นคงในการดำรงชีวิต ดังนั้น กลไกทางการเงินและมาตรการช่วยเหลือในครั้งนี้จึงมุ่งบรรเทาภาระพร้อมสนับสนุนเงินทุน และลดข้อจำกัดที่เป็นอุปสรรคต่อการฟื้นตัว เพื่อให้การช่วยเหลือสามารถตอบโจทย์ความเดือดร้อนของประชาชนและผู้ประกอบการที่ประสบความยากลำบากได้อย่างเป็นรูปธรรม และสนับสนุนให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบสามารถฟื้นฟูชีวิตได้อีกครั้ง

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
- สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง 02-273-9020 ต่อ 3289
- กรมศุลกากร 02-667-7000 ต่อ 20-6476
- กรมสรรพากร 02-272-8033 หรือ 1161
- กรมสรรพสามิต 02-241-5600-18 ต่อ 552301
- สำนักงาน คปภ. 0-2515-3999 หรือสายด่วน 1186
- ธนาคารออมสิน โทร. 02 299 8000 หรือสายด่วน 1115
- ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร โทร. 02 555 0555
- ธนาคารอาคารสงเคราะห์ โทร. 02 645 9000
- ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย โทร. 02 265 3000 หรือสายด่วน 1357
- ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย โทร. 02 169 9999
- ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย โทร. 02 650 6999 หรือ 1302
- บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม โทร. 02 890 9999
.
https://www.mof.go.th/.../%E0%B8%82%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0...

21 ตุลาคม ของทุกปี วันคล้ายวันพระราชสมภพ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี (สมเด็จย่า) ทรงงานช่วยเหลือชุมชนยากไร้และชนกลุ่มน้อย ได้รับยกย่องเป็นบุคคลสำคัญของโลกจากยูเนสโก

วันที่ 21 ตุลาคม ของทุกปี เป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี สมเด็จย่า ของปวงชนชาวไทย

สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี มีพระนามเดิมว่า สังวาลย์ เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันอาทิตย์ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2443 ทรงเป็นพระบรมราชชนนีของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล (รัชกาลที่ 8) และพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และทรงเป็นพระอัยยิกา (ย่า) ของพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 10)

ตลอดพระชนม์ชีพของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี พระองค์ทรงงานอย่างต่อเนื่องเพื่อยกระดับความเป็นอยู่ของชุมชนที่ยากไร้และชนกลุ่มน้อยในประเทศไทยให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น จนวาระสุดท้ายของพระชนม์ชีพในปี พ.ศ. 2538 รวมพระชนมายุ 95 พรรษา

องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ ยูเนสโก (UNESCO) ได้ยกย่องให้สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เป็น ‘บุคคลสำคัญของโลก’ ในฐานะที่ทรงมีผลงานดีเด่นเพื่อส่วนรวมในด้านการศึกษา วิทยาศาสตร์ประยุกต์ การพัฒนามนุษย์ สังคม และสิ่งแวดล้อม
พระราชกรณียกิจของพระองค์ที่ทรงมีต่อชาวไทยและประเทศชาติมีมากมาย พระองค์ทรงมีพระวิริยะอุตสาหะ ทรงอุทิศพระวรกายและสละเวลาให้แก่ประชาชน เพื่อประโยชน์สุขของปวงชนชาวไทยตลอดมา รัฐบาลและหน่วยงานต่าง ๆ จึงได้กำหนดให้วันที่ 21 ตุลาคม เป็นวันสำคัญของประเทศไทย ดังนี้

• วันทันตสาธารณสุขแห่งชาติ
ด้วยพระเมตตา และพระมหากรุณาธิคุณที่สมเด็จย่า ทรงมีต่อประชาชนที่ได้พบเห็นในถิ่นทุรกันดารในเรื่องของโรคภัย คือ เรื่องโรคฟัน ถือเป็นโรคหนึ่งที่สร้างความทุกข์ทรมานให้กับประชาชนในถิ่นทุรกันดารและไม่สามารถช่วยตนเองได้ ในปี พ.ศ. 2512 พระองค์จึงทรงจัดตั้ง ‘หน่วยแพทย์อาสาสมเด็จพระราชชนนี’ (พอ.สว.) ขึ้น และทรงให้ทันตแพทย์ร่วมปฏิบัติงานในหน่วยแพทย์พอ.สว.นี้ รวมทั้งพระองค์ได้พระราชทานวิชาชีพทันตแพทยศาสตร์และทันตบุคลากร ในปี พ.ศ. 2532 คณะรัฐมนตรีเห็นว่าสมเด็จย่ามีพระมหากรุณาธิคุณ จึงกำหนดให้วันที่ 21 ตุลาคม เป็นวันทันตสาธารณสุขแห่งชาติ และพร้อมใจกันถวายพระราชสมัญญาแก่พระองค์เป็น ‘พระมารดาแห่งการทันตแพทย์ไทย’

• วันสังคมสงเคราะห์แห่งชาติ
สืบเนื่องจากพระองค์ทรงอุทิศกำลังพระวรกายและเวลาเพื่อประโยชน์แก่ประชาชนทุกหมู่เหล่าในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ โดยมิได้ทรงเห็นแก่ความเหนื่อยยาก และสมควรนำมาเป็นแบบอย่างในการประพฤติตนและการปฏิบัติงานเพื่อสังคมส่วนรวม เมื่อปี พ.ศ. 2528 รัฐบาลจึงได้กำหนดให้วันที่ 21 ตุลาคม ของทุกปี เป็นวันสังคมสงเคราะห์แห่งชาติและวันอาสาสมัครไทย ในปี 2542 องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) ได้ประกาศพระนามให้เป็นบุคคลสำคัญของโลกด้านการศึกษาวิทยาศาสตร์ประยุกต์ : การพัฒนามนุษย์ สังคมและสิ่งแวดล้อม

• วันบำรุงรักษาต้นไม้ประจำปีของชาติ
วันบำรุงรักษาต้นไม้ประจำปีของชาติ หรือ วันรักต้นไม้แห่งชาติ หรือ ‘วันรักต้นไม้ประจำปีของชาติ’ (National Annual Tree Care Day) ถือกำเนิดขึ้นจากแรงปณิธานของสมเด็จย่า ที่ทรงให้ความสำคัญการบำรุงรักษาต้นไม้และฟื้นฟูความสมดุลของธรรมชาติ คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2533 กำหนดให้วันที่ 21 ตุลาคม ของทุกปีเป็น ‘วันบำรุงรักษาต้นไม้ประจำปีของชาติ’ เพื่อแสดงความกตัญญูต่อสมเด็จย่า ที่ทรงงานพัฒนาชนบทโดยเฉพาะการฟื้นฟูสมดุลของธรรมชาติ
• วันพยาบาลแห่งชาติ
ตลอดพระชนม์ชีพของพระองค์ทรงปฏิบัติพระราชภารกิจในการพัฒนาสุขภาพอนามัยและคุณภาพชีวิตของประชาชนเปี่ยมล้นด้วยพระเมตตา และด้วยพระวิริยะอุตสาหะ กระทรวงสาธารณสุข ได้เสนอขอความเห็นชอบต่อคณะรัฐมนตรี ให้วันที่ 21 ตุลาคม ของทุกปีเป็น วันพยาบาลแห่งชาติ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2533 เป็นต้นมา

ประวัติศาสตร์บทใหม่ของวีลแชร์ไทย!! ‘อธิวัฒน์–ชัยวัฒน์’ ผงาด 2 เหรียญทองกลางญี่ปุ่น พร้อมจารึกสถิติใหม่สุดยิ่งใหญ่ พาธงไตรรงค์ขึ้นยอดเสา ในเอเชียนพาราเกมส์ ครั้งที่ 5

อธิวัฒน์ แพงเหนือ โชว์ฟอร์มสุดร้อนแรงควบวีลแชร์คู่ใจเข้าเส้นชัยทำเวลาเท่าสถิติโลก คลาส T54 ขณะที่ชัยวัฒน์ รัตนะ ทุบสถิติเอเชียนพาราเกมส์ คลาส T33/T34

กีฬาเอเชียนพาราเกมส์ ครั้งที่ 5 “ไอจิ-นาโกยา 2026” ที่ประเทศญี่ปุ่น เมื่อ 20 ต.ค. รายการวีลแชร์เรซซิง ระยะ 100 เมตรชาย คลาส T54 อธิวัฒน์ แพงเหนือ นักกีฬาคนพิการทีมชาติไทยทิ้งคู่แข่งขาดลอยเข้าเส้นเป็นคนแรกคว้าเหรียญทองด้วยเวลา 13.49 วินาที เท่ากับสถิติโลก

ขณะที่วีลแชร์เรซซิง ระยะ 100 เมตรชาย คลาส T33/T34 ชัยวัฒน์ รัตนะ นักกีฬาทีมชาติไทย ไม่น้อยหน้าเข้าเส้นชัยคนแรกด้วยเวลา 14.84 วินาที คว้าเหรียญทองที่ 8 ให้ทัพนักกีฬาคนพิการทีมชาติไทย พร้อมกับทำลายสถิติเอเชียนพาราเกมส์

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10444739

ศึกคนเก่า ปะทะคนใหม่!! ชิงนายกเทศมนตรีนครสงขลา 3 ทีมดัง ‘วันชัย’ หวังสานงานต่อ ‘สมศักดิ์’ ขอคืนสนาม ‘เกรียงไกร’ เปิดทีมก้าวหน้าท้าชน จับตาฐานเสียงเก่าและใหม่ โฟกัสนโยบายแก้น้ำท่วม อนาคตเมืองขึ้นกับทีมใคร

เช็กความพร้อม 3 ทีม ระเบิดศึกชิงเก้าอี้นายกเทศมนตรีนครสงขลา

สนามเลือกตั้งนายกเทศมนตรีนครสงขลาเริ่มชัดขึ้น หลัง วันชัย ปริญญาศิริ ลาออกเมื่อ 12 ตุลาคม 2569 โดยสำนักงานการเลือกตั้งสงขลา กำหนดเลือกตั้งเป็นวันที่ 29 พฤศจิกายน 2569 และเปิดรับสมัครระหว่างวันที่ 26-30 ตุลาคมนี้

การประเมินความพร้อมต้องแยกให้ชัดระหว่างสิ่งที่แต่ละทีมประกาศแล้ว กับสิ่งที่ยังต้องตรวจสอบ โดยไม่ด่วนสรุปว่าใครได้เปรียบจากกระแสข่าวเพียงอย่างเดียว

1. ทีมวันชัย ปริญญาศิริ

อดีตนายกฯ คนล่าสุด

ฐานสำคัญ: ผลงานการบริหารและโครงการพัฒนาเมือง เข้าตาประชาชนหรือไม่ แต่มีเสียงกระซิบถึงข้อติติงนโยบายบางเรื่องที่ประชาชนยังไม่สบายใจ

วันชัยยืนยันว่าจะกลับมาลงสมัครอีกครั้ง และเปิดเผยว่าจัดเตรียมทีมบริหารแล้ว โดยมีประเด็นผลงานที่นำเสนอ ได้แก่ การประสานงบประมาณจากหน่วยงานภายนอกกว่า 1,000 ล้านบาท โครงการโครงสร้างพื้นฐาน การนำสายไฟฟ้าลงดิน ย่านเมืองเก่า และการพัฒนาพื้นที่ท่องเที่ยว 

จุดอ่อนอยู่ตรงที่ทีมบริหารเดิม แตกตัวไปจัดทีมมาลงแข่งด้วย จากรองนายกฯ อันสะท้อนถึงปัญหาความขัดแย้ง ความไม่ลงรอยกันในทีมเดิม

จุดที่ต้องตรวจสอบความพร้อม

-รายชื่อทีมบริหารและผู้รับผิดชอบแต่ละด้านน่าสนใจแค่ไหน ดึงคะแนนเสียงได้ไหม

-มีแผนรับมือน้ำท่วมที่เป็นรูปธรรมอย่างไร หลังเมืองเผชิญความคาดหวังเรื่องการป้องกันน้ำท่วม

-สามารถชี้แจงผลงานที่ผ่านมา พร้อมแสดงแผนสานต่อโครงการที่ยังไม่เสร็จได้ชัดเจนเพียงใด

แม้มีการประกาศเตรียมลงสมัครและจัดทีมแล้ว แต่ยังต้องตรวจสอบรายชื่อทีมอย่างเป็นทางการและความพร้อมเชิงปฏิบัติการ โดยเฉพาะนโยบายแต่ละด้าน และครอบคลุมแค่ไหน

2. ทีมสมศักดิ์ ตันติเศรณี

อดีตนายกฯ คนก่อน

ฐานสำคัญ: ประสบการณ์บริหารและเครือข่ายเดิม

สมศักดิ์เคยบริหารเทศบาลนครสงขลารวมประมาณ 8 ปี และมีประสบการณ์ด้านโครงสร้างพื้นฐานกับการพัฒนาเมือง รายงานของสำนักข่าวอิศรา รวมถึงเปิดเผยกับ #นายหัวไทร ระบุว่าเขาเตรียมกลับมาลงสนามอีกครั้ง โดยยอมรับว่าฐานเสียงเดิมอาจลดลงบ้าง  

จุดที่ต้องตรวจสอบความพร้อม

-ทีมงานเดิมยังรวมตัวกันแน่นแค่ไหน และมีเครือข่ายใหม่เข้ามาเติมหรือไม่

-มีนโยบายชุดใหม่ที่ตอบโจทย์ปัจจุบัน ไม่ใช่อาศัยเฉพาะผลงานในอดีตหรือไม่

-มีแผนรับมือน้ำท่วมและการพัฒนาเมืองที่ประชาชนตรวจสอบได้อย่างไร

สมศักดิ์ มีประสบการณ์บริหารและกำลังเตรียมลงสนาม แต่ยังต้องตรวจสอบรายชื่อทีมบริหารและนโยบายฉบับเต็ม

โจทย์ของสมศักดิ์จึงอยู่ที่การเชื่อมประสบการณ์ในอดีตเข้ากับความต้องการของคนเมืองในวันนี้ โดยเฉพาะเรื่องน้ำท่วม คุณภาพชีวิต และเศรษฐกิจท้องถิ่น

3. ทีมเกรียงไกร คมขำ

คนรุ่นใหม่ สายภาคประชาชน

ชื่อทีม: นครสงขลาก้าวหน้า

เกรียงไกรเป็นที่รู้จักในแวดวงภาคประชาชน เคยทำงานใกล้ชิดกับจูรี นุ่มแก้ว ส.ส.สงขลา เขต 2 พรรคประชาธิปัตย์ และเคยเป็นเลขานุการนายกเทศมนตรีนครสงขลา เกรียงไกรเริ่มรวบรวมทีมงานและเครือข่ายเพื่อเตรียมแข่งขัน  เริ่มขึ้นป้ายตามแยกต่างๆ อันสะท้อนถึงความพร้อม พร้อมกับทำคลิปประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อโซเชี่ยลต่อเนื่อง

จุดที่ต้องตรวจสอบความพร้อม

-รายชื่อผู้ร่วมทีมและผู้รับผิดชอบงานบริหารมีความชัดเจนเพียงใด

-สามารถขยายเครือข่ายภาคประชาชนให้ครอบคลุมชุมชนต่าง ๆ ได้มากน้อยแค่ไหน

-นโยบายและงบประมาณที่จะใช้ขับเคลื่อนเมืองมีรายละเอียดแล้วหรือยัง

มีการเคลื่อนไหวรวบรวมทีมและเครือข่าย แต่รายละเอียดทีมบริหารและนโยบายยังเป็นสิ่งที่ต้องติดตาม

สำหรับเกรียงไกร ประเด็นสำคัญคือการเปลี่ยนทุนทางสังคมและประสบการณ์ทำงานภาคประชาชนให้เป็นแผนบริหารเทศบาลที่ชัดเจน ครอบคลุมทั้งงบประมาณ บุคลากร และการแก้ปัญหาเร่งด่วนของเมือง

นอกจากสามทีมดังกล่าวยังมีอีกสองกลุ่มที่ต้องจับตา

ทีมจารึก ตันติเศรณี และ สมชาย จันทรประทิน อดีตรองนายกเทศมนตรีนครสงขลา อยู่ในกลุ่มที่มีข่าวเคลื่อนไหวด้วย จึงยังไม่ควรสรุปว่าสนามนี้มีผู้แข่งขันจริงเพียงสามทีม เเป็รอวันสมัครจริง

5. สิ่งที่ควรติดตามในช่วง 26-30 ตุลาคม

รายชื่อผู้สมัครอย่างเป็นทางการ ตรวจสอบว่าใครยื่นสมัครจริง และใครถอนตัวหรือเปลี่ยนแผน

รายชื่อทีมบริหารและเครือข่ายสนับสนุน แยกบุคคลที่ประกาศสนับสนุนชัดเจนออกจากเพียงผู้ที่เคยร่วมงานกัน นโยบายรับมือน้ำท่วม ทั้งระบบระบายน้ำ จุดเสี่ยง งบประมาณ และหน่วยงานที่ต้องประสาน เพราะเป็นโจทย์เร่งด่วนของนครสงขลา ความต่อเนื่องของโครงการเดิม โดยเฉพาะโครงการที่มีการทำสัญญาแล้ว ต้องตรวจสอบสถานะและภาระงบประมาณให้ชัดเจน

การเปิดเผยนโยบายและการหาเสียงในชุมชน ติดตามจากกิจกรรมจริงและเอกสารนโยบาย ไม่ใช้ยอดแชร์หรือกระแสในโซเชียลแทนคะแนนนิยม

ศึกนี้อยู่ที่ว่า “วันชัย”ยังรักษาฐานเดิม และขยายฐานจากผลงานได้มากน้อยแค่ไหน “สมศักดิ์”จะกลับมาแย่งคะแนนไปได้แค่ไหน ให้จับตา “เกรียงไกร”อาจเป็นตาอยู่ก็เป็นได้

ไฮเออร์ ชวนลดอาหารเหลือทิ้ง เทศกาลกินเจปีนี้เน้นวางแผนซื้อ เก็บรักษาอาหารอย่างเหมาะสมและกินหมด เปลี่ยนอาหารเหลือเป็นเมนูใหม่ ช่วยลด Food Waste และประหยัดค่าใช้จ่าย

“อิ่มบุญ ไม่เหลือทิ้ง” ไฮเออร์ชวนจัดตู้เย็นรับเทศกาลกินเจ
เปิด 3 เคล็ดลับ วางแผนดี–เก็บเป็น–กินหมด ลด Food Waste เริ่มง่าย ๆ ได้จากในบ้าน

เทศกาลกินเจกลับมาอีกครั้ง พร้อมกับการเปลี่ยนเมนูบนโต๊ะอาหารของหลายครอบครัว จากเนื้อสัตว์มาเป็นผัก เห็ด เต้าหู้ ธัญพืช และอาหารจากพืชหลากหลายชนิด หลายบ้านเลือกซื้อวัตถุดิบมาตุนไว้ทำอาหารเอง หรือซื้ออาหารเจปรุงสำเร็จเก็บไว้หลายมื้อเพื่อความสะดวก แต่เมื่อของในตู้เย็นเพิ่มขึ้น ก็อาจตามมาด้วยปัญหาซื้อของซ้ำ วัตถุดิบที่กินไม่ทัน หรืออาหารที่เก็บไว้จนลืมและหมดอายุ กลายเป็น Food Waste โดยไม่ตั้งใจ ซึ่งปัญหานี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะช่วงเทศกาล แต่ยังเป็นโจทย์สำคัญระดับโลก โดย United Nations Environment Programme (UNEP) ได้หยิบยกประเด็น Food Waste เป็นหัวใจสำคัญของการรณรงค์ International Day of Zero Waste 2026 ภายใต้แนวคิด “Zero Waste Starts on Your Plate” สอดคล้องกับข้อมูลจากรายงาน Food Waste Index Report 2024 ที่ประเมินว่า ในปี 2022 ทั่วโลกมีอาหารเหลือทิ้งสูงถึง 1.05 พันล้านตัน หรือเกือบ 19% ของอาหารที่มีอยู่สำหรับผู้บริโภค และประมาณ 60% เกิดขึ้นในระดับครัวเรือน สะท้อนให้เห็นว่าการลดอาหารเหลือทิ้งสามารถเริ่มต้นได้จากพฤติกรรมใกล้ตัวในชีวิตประจำวัน

เทศกาลกินเจปีนี้ ไฮเออร์ จึงชวนทุกคนมาเริ่มต้นลดอาหารเหลือทิ้งจากเรื่องใกล้ตัว ผ่านแนวคิด “อิ่มบุญ ไม่เหลือทิ้ง” เปลี่ยนตู้เย็นที่คุ้นเคยให้เป็นจุดเริ่มต้นของการจัดการอาหารอย่างคุ้มค่า ด้วย 3 เคล็ดลับง่าย ๆ “วางแผนดี–เก็บเป็น–กินหมด” ตั้งแต่การเลือกซื้อวัตถุดิบให้พอดี การจัดเก็บอย่างเหมาะสม ไปจนถึงการนำอาหารที่เหลือมาต่อยอดเป็นมื้อใหม่ เพื่อช่วยลด Food Waste ประหยัดค่าใช้จ่าย และทำให้ทุกมื้อในช่วงเทศกาลกินเจคุ้มค่ายิ่งขึ้น

วางแผนดี ก่อนซื้อให้เช็ก ก่อนตุนให้คิด
ก่อนออกไปซื้อวัตถุดิบสำหรับเทศกาลกินเจ ลองใช้เวลาสักนิดเปิดตู้เย็นสำรวจว่ามีอะไรเหลืออยู่บ้าง แล้วค่อยวางเมนูตามจำนวนมื้อและจำนวนคนในบ้าน เพราะหลายครั้งอาหารที่ถูกทิ้งไม่ได้เกิดจากการเก็บรักษาไม่ดีเพียงอย่างเดียว แต่เริ่มตั้งแต่การซื้อมาเกินความจำเป็น โดยเฉพาะผักใบ เห็ด และเต้าหู้ที่มีอายุการเก็บรักษาแตกต่างกัน หากมีวัตถุดิบเหลือจากมื้อก่อน ลองนำมาเป็นโจทย์ตั้งต้นในการคิดเมนูใหม่ เช่น มีเห็ดกับเต้าหู้เหลืออยู่แล้ว ก็อาจซื้อผักเพิ่มอีกเพียงไม่กี่ชนิดเพื่อทำต้มจืดหรือผัดผักรวม แทนการซื้อวัตถุดิบใหม่ทั้งหมด วิธีนี้ช่วยให้ซื้อของได้พอดีกับที่ต้องใช้ และลดโอกาสมีอาหารเหลือค้างตู้เย็นหลังจบเทศกาล

เก็บเป็น ด้วยกฎ “เห็นง่าย–หยิบก่อน–ใช้ให้หมด”
เคยไหมที่เปิดตู้เย็นแล้วพบวัตถุดิบที่ลืมไปแล้วว่าซื้อมาเมื่อไร? ยิ่งช่วงเทศกาลที่มีอาหารหลายประเภทเก็บรวมกัน การจัดตู้เย็นให้เป็นระเบียบจึงสำคัญไม่แพ้การเลือกซื้อ ลองแบ่งพื้นที่ระหว่างวัตถุดิบสด อาหารปรุงสำเร็จ และอาหารที่ควรรับประทานก่อนให้ชัดเจน พร้อมใช้หลัก First In, First Out (FIFO) โดยนำของที่ซื้อก่อนหรือใกล้หมดอายุมาไว้ด้านหน้า และจัดมุมเล็ก ๆ เป็นโซน “Eat First” สำหรับอาหารที่ควรใช้ให้หมดก่อน ส่วนผักและวัตถุดิบสดควรเก็บในช่องหรือภาชนะที่เหมาะสมกับอาหารแต่ละประเภท โดยไม่อัดแน่นจนเกินไป เพื่อให้อากาศเย็นไหลเวียนได้ทั่วถึง เพียงจัดให้มองเห็นง่ายและหยิบสะดวก ก็ช่วยลดโอกาสที่อาหารจะถูกลืมอยู่ด้านหลังตู้เย็นจนเสียไปโดยเปล่าประโยชน์

กินหมด เปลี่ยน Leftover ให้เป็น Next Meal
ใครบอกว่าอาหารที่เหลือจากมื้อก่อนต้องกลายเป็นของทิ้งเสมอไป? วัตถุดิบที่ยังสดและอาหารที่เก็บรักษาอย่างปลอดภัยสามารถนำมาสร้างสรรค์เป็นเมนูใหม่ได้อีกหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นผักหลายชนิดที่เหลืออย่างละนิดละหน่อย นำมารวมกันเป็นจับฉ่ายเจหรือผัดผักรวม เห็ดและเต้าหู้ที่ยังไม่ได้ใช้ก็สามารถต่อยอดเป็นต้มจืดหรือเมนูผัดได้อีกมื้อ ส่วนอาหารปรุงสำเร็จที่รับประทานไม่หมด ควรแบ่งเก็บในภาชนะปิดสนิทและนำเข้าตู้เย็นภายในเวลาที่เหมาะสม ก่อนนำกลับมาอุ่นให้ร้อนทั่วถึงและรับประทานโดยเร็ว ทั้งนี้ ควรตรวจสอบสภาพและระยะเวลาการเก็บรักษาเสมอ เพราะอาหารที่เก็บไว้นานหรือไม่ปลอดภัยไม่ควรนำกลับมารับประทาน การเปลี่ยนมุมมองจาก “ของเหลือ” ให้กลายเป็นวัตถุดิบสำหรับ “มื้อต่อไป” จึงเป็นอีกวิธีที่ช่วยให้ทุกมื้อคุ้มค่าขึ้น โดยไม่ต้องซื้อของเพิ่มโดยไม่จำเป็น

เก็บอย่างสมาร์ท จัดการอาหารได้ง่ายขึ้น
นอกจากการวางแผนซื้อและใช้วัตถุดิบให้คุ้มค่าแล้ว การมีตู้เย็นที่ตอบโจทย์การจัดเก็บอาหารก็เป็นอีกหนึ่งตัวช่วยสำคัญ โดยเฉพาะช่วงเทศกาลกินเจที่หลายบ้านมีทั้งผัก เห็ด เต้าหู้ และอาหารปรุงสำเร็จเก็บไว้พร้อมกัน การจัดสรรพื้นที่ให้เหมาะกับอาหารแต่ละประเภท รวมถึงการมองเห็นวัตถุดิบที่มีอยู่ได้สะดวก ช่วยให้หยิบใช้และวางแผนเมนูในแต่ละวันได้ง่ายขึ้น ไฮเออร์ จึงให้ความสำคัญกับการพัฒนานวัตกรรมตู้เย็นที่ไม่เพียงช่วยถนอมความสดใหม่ของอาหาร แต่ยังช่วยให้การจัดเก็บและบริหารวัตถุดิบภายในบ้านเป็นเรื่องสะดวกยิ่งขึ้น ตอบโจทย์การใช้ชีวิตแบบ Smart Living

สำหรับ ตู้เย็น Haier Space-Fit+ Series: Multi Door matt door 21.5 Q มาพร้อมเทคโนโลยี Dual Nutri Bank ที่สามารถปรับอุณหภูมิได้ 3 ระดับตามประเภทอาหาร ได้แก่ -3°C สำหรับปลาและเนื้อสัตว์สด 0°C สำหรับอาหารทะเล และ 4°C สำหรับผลิตภัณฑ์จากนม เสริมด้วยเทคโนโลยีถนอมอาหารด้วยสนามแม่เหล็กที่ช่วยลด การก่อตัวของผลึกน้ำแข็งซึ่งอาจทำลายเซลล์อาหาร พร้อมคุณสมบัติในการรักษาสารอาหารและความชื้นได้มากกว่า 95% นานสูงสุด 10 วัน ตามเงื่อนไขการทดสอบของผลิตภัณฑ์ และเสริมความมั่นใจด้วยเทคโนโลยี AI Air Fresh และ ABT Pro ที่ช่วยดูแลความสะอาดและสุขอนามัยภายในตู้เย็น อีกทั้งยังโดดเด่นด้วยดีไซน์ 594mm Professional Built-in ที่ออกแบบให้ติดตั้งเข้ากับพื้นที่ครัวได้อย่างลงตัว

ขณะที่ ตู้เย็น Haier Horizon Series: Multi Door matt with clear glass door auto ice and water dispenser 22.2 Q ช่วยให้การจัดการวัตถุดิบเป็นเรื่องง่ายขึ้นด้วย Smart Window บานประตูกระจกใสที่ช่วยให้มองเห็นอาหารภายในตู้เย็นได้สะดวก พร้อมระบบไฟที่สว่างขึ้นอัตโนมัติเมื่อผู้ใช้งานเดินเข้าใกล้ ทำให้เช็กของที่มีอยู่ก่อนวางแผนเมนูหรือออกไปซื้อวัตถุดิบเพิ่มเติมได้ง่ายขึ้น ลดโอกาสซื้อของซ้ำหรือเก็บอาหารไว้จนลืม นอกจากนี้ ยังมาพร้อม Nutri Bank ที่สามารถปรับอุณหภูมิได้ 3 ระดับตามประเภทอาหาร เพิ่มความยืดหยุ่นในการจัดเก็บวัตถุดิบที่หลากหลาย เสริมด้วย ABT Pro เทคโนโลยีช่วยยับยั้งแบคทีเรียเพื่อสุขอนามัยในการจัดเก็บอาหาร พร้อมระบบ Pure Space Ice ผลิตน้ำแข็งอัตโนมัติ และช่องกดน้ำดื่มที่เพิ่มความสะดวกสบายในทุกวัน อีกทั้งยังรองรับ Wi-Fi Connectivity ผ่านแอปพลิเคชัน HaiSmart ให้สามารถควบคุมการทำงานของตู้เย็นได้อย่างอัจฉริยะ ตอบโจทย์การใช้งานของทุกคนในครอบครัว

ท้ายที่สุด การกินเจไม่ได้มีความหมายเพียงการเลือกว่าจะรับประทานอะไร แต่ยังเป็นโอกาสดีที่จะกลับมาทบทวนว่าเราใช้ประโยชน์จากอาหารแต่ละมื้อได้คุ้มค่าแค่ไหน เพราะการลด Food Waste ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการเปลี่ยนพฤติกรรมครั้งใหญ่ เพียงซื้อเท่าที่จำเป็น จัดเก็บให้เหมาะสม หยิบใช้ของที่มีก่อน และนำวัตถุดิบที่เหลือมาต่อยอดเป็นเมนูใหม่ ก็ช่วยลดอาหารเหลือทิ้งได้ในชีวิตประจำวัน ไฮเออร์จึงอยากชวนทุกบ้านเริ่มต้นจากการเปิดตู้เย็นของตัวเอง แล้วเปลี่ยนเทศกาลกินเจปีนี้ให้เป็นช่วงเวลาของการ “อิ่มบุญ ไม่เหลือทิ้ง” ที่ไม่จบลงพร้อมเทศกาล แต่กลายเป็นนิสัยดี ๆ ที่ทำต่อได้ในทุกวัน

ติดตามรายละเอียดกิจกรรมเพิ่มเติม ข้อมูลข่าวสาร โปรโมชัน และกิจกรรมอื่น ๆ จากไฮเออร์ได้ที่ Facebook: Haier Thailand, Instagram: @haierthailand_official, X (Twitter): @ThailandHaier, YouTube: @HaierThailandOfficial, TikTok: @haier_thailand และ Line OA : @haierthailand หรือดูรายละเอียดสินค้าเพิ่มเติมได้ที่ https://www.haier.com/th

สวทช. จัดเวทีโลกเกษตร!! ชูนวัตกรรมเกษตรยั่งยืน ลดเคมีและขยะพลาสติกในแปลง นำเทคโนโลยีชีวภาพสู่ภูมิภาค แลกเปลี่ยนความรู้ทั่วโลก 13-16 ต.ค.

ครั้งแรกในภูมิภาค! สวทช. เป็นเจ้าภาพร่วมจัดประชุมเวทีโลก “FARM The Transition Global Forum 2026” ชูนวัตกรรมเกษตรยั่งยืน เปลี่ยนผ่านสู่เกษตรปลอดภัย ลดเคมีและพลาสติก

(14 ตุลาคม 2569) ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี - สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยทีมวิจัยเทคโนโลยีการควบคุมทางชีวภาพ ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) ได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพร่วมในการต้อนรับคณะผู้แทนและผู้เชี่ยวชาญจากทั่วโลก ในโอกาสเดินทางเข้าเยี่ยมชมงานวิจัยและเทคโนโลยีนวัตกรรมเกษตรที่สามารถนำไปใช้ได้จริงของไบโอเทคและหน่วยงานภาคี ที่จะช่วยแก้ปัญหาเรื่องสารเคมีตกค้างและขยะพลาสติกในไร่นา ซึ่งทำให้ดินเสื่อมโทรมและส่งผลเสียต่อสุขภาพของเกษตรกรและผู้บริโภค โดยมี ดร.สิทธิโชค ตั้งภัสสรเรือง รองผู้อำนวยการไบโอเทค สวทช. และ Ms. Helena Rey ผู้จัดการโครงการ GEF FARM Global Programme จากโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) ร่วมเป็นประธานเปิดงาน ซึ่งกิจกรรมนี้เป็นส่วนหนึ่งของการประชุมระดับสากล “Global Forum 2026: FARM the Transition” ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 13-16 ตุลาคม นี้ เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ นวัตกรรม และกลไกทางการเงิน ในการลดใช้สารเคมีเกษตรอันตราย พลาสติกทางการเกษตร และมุ่งสู่การบริหารจัดการศัตรูพืชอย่างยั่งยืนในระดับภูมิภาคและระดับโลก

ดร.สิทธิโชค ตั้งภัสสรเรือง รองผู้อำนวยการไบโอเทค สวทช. กล่าวว่า ไบโอเทค สวทช. ในฐานะศูนย์วิจัยแห่งชาติด้านเทคโนโลยีชีวภาพ ได้ร่วมกับพันธมิตรพัฒนาโซลูชันที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการใช้นวัตกรรมชีวภัณฑ์ (Biocontrol & Bio-solutions) เพื่อควบคุมศัตรูพืชและลดการใช้เคมีสังเคราะห์ การต้อนรับคณะผู้แทนโลกในครั้งนี้จึงเป็นโอกาสสำคัญในการขยายผลงานวิจัยสู่การใช้งานจริงในระดับภูมิภาค ซึ่งการเป็นเจ้าภาพร่วมและเปิดบ้านต้อนรับคณะผู้แทนระดับโลกในครั้งนี้ สะท้อนถึงบทบาทความเข้มแข็งของ สวทช. และ ไบโอเทค ในการเป็นผู้นำด้านวิจัยและพัฒนานวัตกรรมชีวภาพ ที่พร้อมขับเคลื่อนภาคเกษตรกรรมของไทย ตลอดจนประชาคมโลกไปสู่ความยั่งยืน ปลอดภัย และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม

ด้าน ดร.อลงกรณ์ อำนวยกาญจนสิน หัวหน้าทีมวิจัยเทคโนโลยีการควบคุมทางชีวภาพ ไบโอเทค สวทช. กล่าวเสริมว่า ทีมวิจัยมุ่งศึกษาและพัฒนาจุลินทรีย์ธรรมชาติที่มีประโยชน์ มาทำเป็นผลิตภัณฑ์ชีวภัณฑ์ป้องกันโรคและศัตรูพืช โดยเริ่มตั้งแต่คัดเลือกเชื้อ ศึกษาการออกฤทธิ์ พัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ และนำไปทดลองใช้จริงในแปลงเกษตร เพื่อเป็นทางเลือกแทนการใช้สารเคมี การทำงานนี้ต้องทำร่วมกับเกษตรกรเพื่อให้แก้ปัญหาได้ตรงจุด ซึ่งการได้ร่วมมือกับเครือข่าย GEFFARM ครั้งนี้ จะช่วยเชื่อมโยงความรู้ เทคโนโลยี และสร้างความร่วมมือระดับสากลเพื่อขยายผลได้อย่างยั่งยืน

ภายในงานได้รวบรวมเทคโนโลยีและนวัตกรรมเด่นจากหน่วยงานภาคีเครือข่าย เพื่อนำมาปรับใช้จริงในภาคเกษตร ประกอบด้วย

1. ชีวภัณฑ์ควบคุมศัตรูพืช: นวัตกรรมจุลินทรีย์สายพันธุ์ไทยทดแทนสารเคมี โดย ไบโอเทค สวทช.

2. การปรับแต่งจีโนม (Genome Editing : GEd): พัฒนาพันธุ์พืชแห่งอนาคตที่ทนทานต่อโรคและสภาพอากาศ โดย กรมวิชาการเกษตร (DOA)
.
3. ระบบบริหารจัดการสวนทุเรียนดิจิทัลและ IoT: ควบคุมการให้น้ำอัจฉริยะและเกษตรแม่นยำ โดย สำนักส่งเสริมเศรษฐกิจดิจัทัล (depa) และบริษัท อินฟิวส์ / แอโรกรุ๊ป

4. แอปพลิเคชันบริหารฟาร์ม (FarmFeed / KasetKorn): บันทึกข้อมูลและตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) รองรับมาตรฐาน GAP

5. LiveStock Next: แพลตฟอร์ม AIoT สำหรับฟาร์มสุกร ตรวจสอบสุขภาพและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดย สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA)

6. soilXcel & SAP Super Absorbent Polymer: นวัตกรรมสารอุ้มน้ำและปรับปรุงดินเสื่อมโทรมจาก Green Regeneration 1954 และ X-TEC

7. LOCOL: นวัตกรรมแปรรูปขยะโกโก้เป็นอาหารสัตว์ ช่วยเพิ่มผลผลิตและลดก๊าซมีเทน

8. KU HUMATE: สารกระตุ้นพืชชีวภาพจากการอัปไซเคิลทรัพยากรโรงงานน้ำตาล โดย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

9. โดรนเกษตรอัจฉริยะ: เทคโนโลยีโดรน DJI เพื่อการดูแลพืชผลอย่างแม่นยำและปลอดภัย โดย สยามคูโบต้า

นอกจากนี้ ในงานยังมีการเปิดตัวโครงการใหญ่เพื่อช่วยเหลือเกษตรกร และเวทีพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์จริงจากเกษตรกรผู้ปลูกพริก ข้าว และมะม่วง ที่นำไปใช้จริงจนประสบความสำเร็จ

ไทย–จีน จับมือปูทางลงทุนไร้ข้อพิพาท!! นักกฎหมายไทยร่วมเวทีไห่หนาน เสนอเพิ่มความคุ้มครองธุรกิจไทยในจีน ป้องกันถูกแย่งจดเครื่องหมายการค้า–ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา หนุนพัฒนาท่าเรือการค้าเสรีและอาเซียน

ไห่โข่ว, 20 ต.ค. (ซินหัว) -- เมื่อไม่นานนี้ เมืองไห่โข่ว มณฑลไห่หนาน (ไหหลำ) ทางตอนใต้ของจีน ได้จัดงานสัปดาห์กฎหมายท่าเรือการค้าเสรีไห่หนาน ปี 2026 โดยมีบุคคลากรชั้นนำจากแวดวงกฎหมายและธุรกิจของไทยเข้าร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับการปรับปรุงระบบการบริการทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับต่างประเทศ การระงับข้อพิพาทข้ามพรมแดน การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา และการแลกเปลี่ยนบุคลากรทางกฎหมาย เพื่อให้การคุ้มครองทางกฎหมายที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้นแก่บริษัทไทยที่ลงทุนในไห่หนาน รวมถึงส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้าระหว่างจีนและอาเซียน

ผศ.ดร. นิสิต อินทมาโน รองคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม ผู้ทำการศึกษาและปฏิบัติงานด้านกฎหมายพาณิชย์ อนุญาโตตุลาการ และทรัพย์สินทางปัญญามาอย่างยาวนาน กล่าวว่าข้อพิพาททางการค้าข้ามพรมแดนมักใช้เวลานานและมีค่าใช้จ่ายสูง ทั้งยังอาจส่งผลกระทบต่อความร่วมมือระยะยาวระหว่างบริษัท จีนและไทยควรเสริมสร้างความร่วมมือด้านการไกล่เกลี่ยข้อพิพาททางการค้าและอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระงับข้อพิพาทและลดต้นทุนการดำเนินธุรกิจ โดยนิสิตเชื่อว่ากฎระเบียบด้านการค้าและการลงทุนที่โปร่งใสและคาดการณ์ได้เป็นปัจจัยสำคัญในการดึงดูดบริษัทต่างชาติ และไห่หนานสามารถพัฒนาระบบบริการด้านกฎหมายให้ครอบคลุม ทั้งอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศและการไกล่เกลี่ยข้อพิพาททางการค้า พร้อมทั้งแสวงหาแนวทางในการประสานกฎระเบียบทางการค้าและสร้างความร่วมมือด้านอนุญาโตตุลาการกับกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียน

อู๋ชิงเล่อ ประธานหอการค้าไห่หนานในไทย กล่าวว่าเวลาบริษัทต่างชาติเข้ามาลงทุน พวกเขาไม่เพียงพิจารณาโอกาสทางการตลาดและนโยบายพิเศษเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับการคุ้มครองการลงทุน การปฏิบัติตามสัญญา และกลไกการระงับข้อพิพาทด้วย แวดวงกฎหมายจีนและไทยควรเสริมสร้างการแลกเปลี่ยนข้อมูลเพื่อช่วยให้บริษัทเข้าใจความแตกต่างระหว่างระบบและขั้นตอนทางกฎหมายของทั้งสองประเทศ แจงสิทธิและหน้าที่ความรับผิดชอบ และลดความเข้าใจผิดอันเกิดจากอุปสรรคทางภาษาและการตีความกฎหมายที่แตกต่างกัน

อู๋ยังกล่าวถึงความสำคัญของการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาของแบรนด์ต่างชาติและนวัตกรรม พร้อมเสนอให้พัฒนาบริการทางกฎหมาย เพื่อช่วยบริษัทไทยเข้าใจขั้นตอนเฉพาะในการคุ้มครองเครื่องหมายการค้าและสิทธิบัตรในจีน ป้องกันการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าโดยมิชอบ การปลอมแปลงสินค้า และการละเมิดความลับทางการค้า ตลอดจนเสริมสร้างบริการให้คำปรึกษาด้านนโยบาย การยื่นคำขอ การร้องเรียนการละเมิดสิทธิ และการระงับข้อพิพาท

ทั้งสองเชื่อว่าไห่หนานสามารถใช้ประโยชน์จากข้อได้เปรียบทางภูมิศาสตร์เพื่อพัฒนาบริการอย่างการอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศ การไกล่เกลี่ยข้อพิพาททางการค้า และการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา พร้อมทั้งสำรวจความร่วมมือด้านกฎระเบียบทางการค้าและการแลกเปลี่ยนบุคลากรด้านกฎหมายกับกลุ่มประเทศอาเซียน และสร้างสภาพแวดล้อมทางกฎหมายที่มั่นคง โปร่งใส และสะดวกยิ่งขึ้นสำหรับการก่อสร้างท่าเรือการค้าเสรีไห่หนาน และความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้าระหว่างจีนและอาเซียน

ที่มา : Xinhua

หนานผิง เปิดฟอรัมครั้งที่ 5 สืบสานปรัชญาจูซีส่งเสริมอารยธรรมโลก ผู้เชี่ยวชาญร่วมวง 200 คนทั่วโลก เวทีเชื่อมโยงวัฒนธรรมหลากหลาย สรรค์สร้างภูมิปัญญาข้ามพรมแดน

เมืองหนานผิงเปิดเวทีเข่าถิง ฟอรัม ครั้งที่ 5 มุ่งสืบสานปรัชญาจูซี เชื่อมโยงอารยธรรมโลก
คณะกรรมการจัดการประชุมว่าด้วยหลักปรัชญาของจูซีและการเสวนาระหว่างอารยธรรมโลก

เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม ที่ผ่านมา การประชุมว่าด้วยหลักปรัชญาของจูซีและการเสวนาระหว่างอารยธรรมโลก (The Conference on Zhu Xi's Philosophy and Dialogue of Global Civilization) หรือ เข่าถิง ฟอรัม ครั้งที่ 5 (The 5th Kaoting Forum) มีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 17-18 ตุลาคม 2569 ณ เมืองหนานผิง มณฑลฝูเจี้ยน ประเทศจีน งานนี้จัดขึ้นโดยความร่วมมือระหว่างสถาบันบัณฑิตสังคมศาสตร์จีน (Chinese Academy of Social Sciences) สหพันธ์ขงจื๊อนานาชาติ (International Confucian Association) และรัฐบาลประชาชนมณฑลฝูเจี้ยน ภายใต้หัวข้อ "เข้าใจหลักสัจธรรม ส่งเสริมจริยธรรม ผสานความรู้สู่การปฏิบัติ: ขับเคลื่อนการเสวนาระหว่างอารยธรรมและสร้างระเบียบสังคมของมนุษยชาติ"

การประชุมครั้งนี้คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมประมาณ 200 คน ประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิและนักวิชาการชั้นนำทั้งจากประเทศจีนและต่างประเทศ ซึ่งเชี่ยวชาญด้านลัทธิขงจื๊อและหลักปรัชญาของจูซี ตลอดจนผู้แทนจากเมืองสำคัญที่มีความโดดเด่นด้านมรดกทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม รวมถึงทายาทผู้สืบเชื้อสายจากจูซี นักปรัชญาคนสำคัญของลัทธิขงจื๊อ

ภายในงานประกอบด้วยพิธีเปิด การกล่าวปาฐกถาพิเศษ และพิธีเปิดตัว "พจนานุกรมฉบับสมบูรณ์ของจูซี" (The Great Dictionary of Zhu Xi) นอกจากนั้นยังมีการจัดเวทีเสวนาย่อยควบคู่กัน 4 หัวข้อ ครอบคลุมประเด็นสำคัญ ได้แก่ การบูรณาการทฤษฎีและการประยุกต์ใช้หลักปรัชญาของจูซีในบริบทร่วมสมัยภายใต้กรอบแนวคิด "การบูรณาการสองประการ", ภูมิปัญญาจีนจากหลักปรัชญาของจูซีเพื่อส่งเสริมธรรมาภิบาลโลก, มิติด้านมนุษยธรรมและการเอาใจใส่คุณค่าความเป็นมนุษย์ในยุคดิจิทัลอัจฉริยะ และการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมของจูซีควบคู่กับการพัฒนาแบบบูรณาการระหว่างสองฝั่งช่องแคบไต้หวัน

หลักปรัชญาของจูซีถือเป็นพัฒนาการขั้นสูงสุดของลัทธิขงจื๊อใหม่ในสมัยราชวงศ์ซ่ง โดยไม่เพียงมีบทบาทสำคัญในการหล่อหลอมประวัติศาสตร์และอารยธรรมจีนอย่างลึกซึ้งเท่านั้น แต่ยังเผยแพร่ข้ามพรมแดนและส่งอิทธิพลต่อสังคมต่าง ๆ มาอย่างยาวนานกว่า 800 ปี โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อาทิ เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น เวียดนาม และมาเลเซีย เมื่อพิจารณาในบริบทระดับโลก แนวคิดทางปรัชญาของจูซีที่ว่า "สัจธรรมมีเพียงหนึ่งเดียว แต่ปรากฏในรูปแบบที่หลากหลาย" ถือเป็นองค์ความรู้สำคัญที่เอื้อต่อการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และการสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างอารยธรรมที่มีความแตกต่างหลากหลายทั่วโลก

วัฒนธรรมจูซีได้ก้าวข้ามพรมแดนทางภูมิศาสตร์และวัฒนธรรม จาก "โลกของจูซี" สู่ "จูซีของโลก" สะท้อนให้เห็นถึงพลังแห่งภูมิปัญญาที่ "ทอดข้ามขุนเขาและท้องทะเล เชื่อมโยงผู้คนทั่วโลกเข้าด้วยกัน" โดยเวทีเข่าถิง ฟอรัม มีบทบาทสำคัญในการเผยแพร่วัฒนธรรมดังกล่าวให้เป็นที่ประจักษ์ในระดับนานาชาติมากยิ่งขึ้น จากเวทีสัมมนาทางวิชาการ สู่งานเฉลิมฉลองทางวัฒนธรรมและเวทีเสวนาระหว่างอารยธรรม โดยสืบสานมรดกทางวัฒนธรรมที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 800 ปี พร้อมเติมชีวิตชีวาให้แก่ภูมิปัญญาอันทรงคุณค่าผ่านรูปแบบกิจกรรมและแนวทางปฏิบัติที่สร้างสรรค์และพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้วัฒนธรรมจูซีเปล่งประกายเจิดจรัสและสร้างแรงบันดาลใจแก่ผู้คนทั่วโลกในยุคสมัยใหม่

เติมบางจาก แรงติดใจ สดชื่นติดรถ!! รับฟรีน้ำเบอร์รีดอยคำ หรือ M-150 พรีเมียม เริ่ม 21 ต.ค. 69 ถึง 31 ม.ค. 70 สนับสนุนเกษตรกรไทยและชุมชน

“เติมบางจาก แรงติดใจ สดชื่นติดรถ” รับฟรี น้ำเบอร์รีดอยคำ หรือ M - 150 สูตรพรีเมียม
บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) จัดโปรโมชัน “เติมบางจาก แรงติดใจ สดชื่นติดรถ”

สมาชิกบางจากกรีนไมลส์ เพียงเติมน้ำมันครบ 1,200 บาทขึ้นไปต่อใบเสร็จ โดยเติมน้ำมันบางจากแก๊สโซฮอล์ทุกชนิด รับฟรี น้ำเบอร์รีรวม (สตรอเบอร์รี่ มัลเบอร์รี่ และมะเม่า) 40% ตราดอยคำ ไลท์ ขนาด 200 มล. 1 กล่อง มูลค่า 13 บาท หรือเติมบางจากดีเซลทุกชนิด รับฟรี M-150 ฝาทอง สูตรพรีเมียม ขนาด 150 มล. 1 ขวด มูลค่า 12 บาท ตั้งแต่ 21 ตุลาคม 2569 จนถึง 31 มกราคม 2570 หรือจนกว่าของจะหมด ณ สถานีบริการน้ำมันบางจากทั่วประเทศที่ร่วมรายการ รายละเอียดเพิ่มเติม www.bangchakgreenmiles.com, แอปบางจาก, Facebook: Bangchak Member Club, Bangchak LINE Official [LINE: @bangchak] และ โทร. 1651 กด 4

บางจากฯ คัดสรรผลิตภัณฑ์เพื่อมอบให้ลูกค้าช่วงเทศกาลการเดินทางช่วงปลายปี 2569 รับปีใหม่ 2570 เติมความสดชื่นให้ทุกการเดินทาง โดยน้ำเบอร์รีรวม 40% ดอยคำ ไลท์ คัดสรรคุณค่าจากสตรอว์เบอร์รี มัลเบอร์รี และมะเม่า หวานน้อย วิตามินซีสูง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการสนับสนุนผลผลิตจากเกษตรกรไทยในโครงการหลวง ช่วยสร้างรายได้ให้ชุมชนเกษตรกรในพื้นที่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของบางจากฯ ในการส่งเสริมผลผลิตและผลิตภัณฑ์จากชุมชนอย่างต่อเนื่องเพื่อร่วมสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจควบคู่ไปกับการพัฒนาสังคมและคุณภาพชีวิตของคนไทยอย่างยั่งยืน ส่วน M-150 ฝาทอง สูตรพรีเมียม เป็นเครื่องดื่มให้พลังงานยอดนิยม มีวิตามินบีและ D-Ribose ช่วยเติมความสดชื่นและความกระปรี้กระเปร่า เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการความพร้อมในการทำงานและดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ตลอดวัน

นอกจากของสมนาคุณดังกล่าวข้างต้น บางจากฯ ยังมอบความคุ้มค่ามากกว่า สมาชิกบางจากกรีนไมลส์
เพียงเติมน้ำมันบางจากทุกชนิด ครบทุก 1,00 บาท รับฟรี น้ำดื่มขวดใหญ่ขนาด 1.5 ลิตร 1 ขวด มูลค่า 14 บาท ตั้งแต่ 1 – 31 ตุลาคม 2569 ที่สถานีบริการน้ำมันบางจากที่ร่วมรายการ ดูรายละเอียดได้ที่ www.bangchakmarketplace.com

ม็อบคนหนึ่งในฝรั่งเศสกล่าวว่า ร้านค้าที่มีเจ้าของเป็นชาวเอเชีย (จีน) ตกเป็นเป้าโดนปล้น

ม็อบคนหนึ่งในฝรั่งเศสกล่าวว่า ร้านค้าที่มีเจ้าของเป็นชาวเอเชีย (จีน) ตกเป็นเป้าโดนปล้น เพราะถูกมองว่า "ร่ำรวยเกินไป" ซึ่งถือว่าไม่ยุติธรรมต่อกลุ่มผู้อพยพอื่น ๆ

ที่มา : https://www.facebook.com/100004281102701/posts/3837923719693627/?rdid=l573laVwqP7bwO81#


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top