Thursday, 29 October 2026
TheStatesTimes

BCPG คว้ารางวัลนวัตกรรม!! ขับเคลื่อนพลังงานสีเขียว ชู "ประทุมวันสมาร์ทดิสทริคคูลลิ่ง" ต้นแบบพลังงานอัจฉริยะย่านเมือง ลดก๊าซเรือนกระจกได้กว่า 15,000 ตันต่อปี

BCPG คว้ารางวัลนวัตกรรมพลังงานสีเขียวระดับเอเชีย
ชู “ประทุมวันสมาร์ทดิสทริคคูลลิ่ง” ต้นแบบโครงสร้างพื้นฐานพลังงานอัจฉริยะ
ขับเคลื่อนเมืองคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน

นายชาญวิทย์ ตรังอดิศัยกุล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการลงทุน บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) หรือ BCPG เป็นผู้แทนบริษัทฯ เข้ารับรางวัล Thailand Green Innovation of the Year – Energy จากโครงการ “ประทุมวันสมาร์ทดิสทริคคูลลิ่ง” (Prathumwan Smart District Cooling หรือ PSDC) ในงาน Asian Innovation Excellence Awards 2026 จัดโดย Asian Business Review ณ Marina Bay Sands Expo and Convention Centre ประเทศสิงคโปร์ สะท้อนความมุ่งมั่นของ BCPG ในการพัฒนานวัตกรรมพลังงานสะอาดและโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะเพื่อรองรับการเติบโตของเมืองอย่างยั่งยืน

โครงการ “ประทุมวันสมาร์ทดิสทริคคูลลิ่ง” เป็นบริษัทร่วมทุนระหว่าง BCPG และ กลุ่มธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานของ Keppel Ltd. โดยมุ่งยกระดับระบบทำความเย็นแบบแยกส่วนภายในอาคาร สู่โครงสร้างพื้นฐานพลังงานอัจฉริยะระดับย่าน (Smart District Energy Infrastructure) ผ่านระบบผลิตและส่งจ่ายน้ำเย็นส่วนกลาง (District Cooling System) เพื่อรองรับความต้องการใช้ความเย็นของอาคารหลายแห่งที่เชื่อมต่อเข้ากับระบบเดียวกัน ทั้งอาคารสำนักงาน พื้นที่ค้าปลีก และที่อยู่อาศัยในพื้นที่สามย่านสมาร์ทซิตี้

โครงการได้รับการออกแบบให้รองรับกำลังการผลิตรวมสูงสุด 18,000 ตันความเย็น และดำเนินการติดตั้งในระยะแรกขนาด 3,000 ตันความเย็น เพื่อรองรับการขยายตัวของพื้นที่ในอนาคต พร้อมช่วยลดความซ้ำซ้อนของอุปกรณ์และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในภาพรวม

หัวใจสำคัญของโครงการคือการผสานเทคโนโลยีเครื่องทำน้ำเย็นประสิทธิภาพสูงแบบ Magnetic Bearing Centrifugal Chiller เข้ากับระบบขับเคลื่อนมอเตอร์แบบปรับความเร็วรอบ (Variable Speed Drive: VSD) และระบบบริหารจัดการพลังงานอัจฉริยะ (Energy Management System: EMS) ซึ่งสามารถติดตาม วิเคราะห์ และประมวลผลข้อมูลการดำเนินงานแบบเรียลไทม์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและส่งจ่ายความเย็นให้สอดคล้องกับความต้องการใช้งานจริงในแต่ละช่วงเวลา

ด้วยการออกแบบระบบและการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดังกล่าว โครงการมีศักยภาพช่วยลดการใช้พลังงานประมาณร้อยละ 30 เมื่อเทียบกับระบบทำความเย็นแบบเดิม และเมื่อพัฒนาเต็มศักยภาพคาดว่าจะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 15,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี นอกจากนี้ ระบบยังได้รับการออกแบบให้รองรับ Thermal Energy Storage (TES) ในอนาคต เพื่อช่วยลดความต้องการใช้ไฟฟ้าในช่วง Peak Demand และเพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารจัดการพลังงาน

รางวัลดังกล่าวสะท้อนถึงศักยภาพของ BCPG ในการพัฒนาโซลูชันพลังงานอัจฉริยะที่ผสานนวัตกรรม เทคโนโลยี และความยั่งยืนเข้าด้วยกัน พร้อมตอกย้ำบทบาทของโครงการ “ประทุมวันสมาร์ทดิสทริคคูลลิ่ง” ในฐานะต้นแบบโครงสร้างพื้นฐานพลังงานระดับย่านที่มีศักยภาพในการขยายผลสู่พื้นที่เมืองรูปแบบอื่น อาทิ ย่านธุรกิจ มหาวิทยาลัย สนามบิน และโครงการพัฒนาเมืองขนาดใหญ่ เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน

ยูโอบี ช่วยลดภาระค่าเดินทาง!! จับมือคาลเท็กซ์จัดแคมเปญ "UOB Friday Surprise" มอบสิทธิพิเศษ ใช้คะแนน UOB Reward แลกรับบัตรเติมน้ำมัน ลดภาระช่วงราคาน้ำมันผันผวนสู่สิ้นปี 2569

ยูโอบี จับมือ คาลเท็กซ์ เปิดแคมเปญ “UOB Friday Surprise”
ชูใช้คะแนนแลกลดน้ำมัน ช่วยลดภาระค่าเดินทางฝ่าความผันผวน

กรุงเทพฯ, 27 ตุลาคม 2569 – ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย ร่วมมือกับ คาลเท็กซ์ ผู้ให้บริการสถานีบริการน้ำมันคุณภาพระดับโลก มุ่งช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางของคนไทย จัดแคมเปญ “UOB Friday Surprise” มอบสิทธิพิเศษให้ลูกค้าเมื่อเติมน้ำมันครบ 1,000 บาท และใช้คะแนนสะสม UOB Reward Points 1,000 คะแนน รับทันทีบัตรStarCASH มูลค่า 500 บาท สำหรับใช้เติมน้ำมันในครั้งถัดไป โดยรับสิทธิ์ได้ทุกวันศุกร์สุดท้ายของเดือน ตั้งแต่เดือนตุลาคม ถึง ธันวาคม 2569

นายธีรวัฒน์ ตรีรัตน์ดิลกกุล กรรมการผู้จัดการ Card Payment & Unsecured Products ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย กล่าวว่า "ความผันผวนของราคาพลังงานเป็นปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลต่อค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ยูโอบีจึงต้องการมีส่วนช่วยแบ่งเบาค่าใช้จ่ายให้กับลูกค้า เราตั้งใจออกแบบแคมเปญนี้ร่วมกับคาลเท็กซ์ เพื่อให้ลูกค้านำคะแนนสะสม UOB Rewards Points ที่มีอยู่ มาใช้กับรายจ่ายที่จำเป็น โดยแลกรับบัตรเติมน้ำมันสำหรับใช้ในครั้งถัดไป เป็นอีกทางเลือกในการแลกใช้คะแนนสะสมให้คุ้มค่าและช่วยลดรายจ่ายในชีวิตประจำวันได้"

นายวีรพงษ์ นุ่มตี่ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ฝ่ายธุรกิจค้าปลีกน้ำมันเชื้อเพลิง บริษัท สตาร์ ฟูเอลส์ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของ SPRC และเป็นผู้ได้รับสิทธิแต่เพียงผู้เดียวในการประกอบธุรกิจน้ำมันเชื้อเพลิงภายใต้ชื่อคาลเท็กซ์ในประเทศไทย กล่าวว่า "ความร่วมมือกับธนาคารยูโอบีในครั้งนี้ เป็นอีกหนึ่งความร่วมมือภายใต้กลยุทธ์ Smart Partnership ของคาลเท็กซ์ เพื่อมอบสิทธิประโยชน์และความคุ้มค่าให้ผู้บริโภค ในช่วงเวลาที่ค่าใช้จ่ายในการเดินทางยังเป็นรายจ่ายสำคัญในชีวิตประจำวัน เราต้องการให้ลูกค้าได้รับทั้งประสบการณ์ที่ดีที่คาลเท็กซ์และสิทธิประโยชน์ที่ใช้ได้จริง พร้อมเติมเต็มความคุ้มค่าในทุกการเดินทาง”

ผู้ถือบัตรเครดิตยูโอบีสามารถรับสิทธิ์ได้ทุกวันศุกร์สุดท้ายของเดือน (ตุลาคม - ธันวาคม 2569) เมื่อเติมน้ำมันที่สถานีบริการน้ำมันคาลเท็กซ์ที่ร่วมรายการ เวลา 9.00-19.00 น. เท่านั้น จำกัด 1 สิทธิ์ ต่อคนต่อวันและสูงสุด 250 สิทธิ์ต่อสถานีบริการน้ำมัน ตามเงื่อนไข คือ ครบ 1,000 บาทขึ้นไปต่อเซลส์สลิป และใช้คะแนนสะสม UOB Rewards Points 1,000 คะแนน แลกรับบัตรเติมน้ำมัน StarCASH มูลค่า 500 บาท เพื่อใช้เป็นส่วนลดในการเติมน้ำมันครั้งถัดไป

รอบที่ 1: วันศุกร์ที่ 30 ตุลาคม 2569 ปั๊มคาลเท็กซ์จำนวน 4 แห่ง ได้แก่ คาลเท็กซ์สามเสนใน คาลเท็กซ์ประชาชื่น คาลเท็กซ์ อรุณ เอนเนอจี้ จำกัด สาขา 1 และคาลเท็กซ์ My Park รามคำแหง
รอบที่ 2: วันศุกร์ที่ 27 พฤศจิกายน 2569 ปั๊มคาลเท็กซ์จำนวน 4 แห่ง ได้แก่ คาลเท็กซ์สาขาไฮเท็กซ์ เค ยู คาลเท็กซ์รามอินทรา คาลเท็กซ์พัฒนาการ และคาลเท็กซ์งามวงศ์วาน (บจก. รวีเซอร์วิส)
รอบที่ 3: วันศุกร์ที่ 25 ธันวาคม 2569 ปั๊มคาลเท็กซ์จำนวน 4 แห่ง ได้แก่ คาลเท็กซ์ศรีบุญทอง คาลเท็กซ์เพชรพระเทพ คาลเท็กซ์บรมราชชนนี ขาเข้า (ดาวอุไร 1) และคาลเท็กซ์ราชพฤกษ์

นอกจากนี้ยังพบกับโปรโมชั่นความคุ้มในทุกๆ วันที่เติมน้ำมัน รับเครดิตเงินคืนสูงสุด 25% เมื่อเติมน้ำมันครบทุก 800 บาทต่อเซลส์สลิป
ผู้ถือบัตรสามารถตรวจสอบรายละเอียด สิทธิประโยชน์ เงื่อนไขการเข้าร่วมรายการ ได้ที่เว็บไซต์ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย ที่ https://go.uob.com/4xcUehU
บัตรเครดิต: ใช้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนได้เต็มจำนวนตามกำหนด จะได้ไม่เสียดอกเบี้ย 16% ต่อปี

ประกาศ !!! มี facebook ปลอมใช้ my profile ตอนนี้ จึงต้องขอ limit การอ่านโพสต์ใน my facebook ชั่วคราวสำหรับ follower ก่อนนะ (ตอนนี้ มิจฉาชีพกำลังส่งข้อความไปขอแอดกับ บางคน อย่าเชื่อตามนะคะ)

ดร. อักษรศรี พานิชสาส์น

ประกาศ !!! มี facebook ปลอมใช้ my profile ตอนนี้ จึงต้องขอ limit การอ่านโพสต์ใน my facebook ชั่วคราวสำหรับ follower ก่อนนะ

ตอนนี้ #มิจฉาชีพ กำลังส่งข้อความไปขอแอดกับบางคน
+
ทัก inbox ไปชวนลงทุน/ชวนเข้ากลุ่มไลน์

#อย่าหลงเชื่อ ตาม และช่วยกด report ให้ด้วยนะคะ

https://www.facebook.com/share/p/1G9sB9DMPC/?mibextid=wwXIfr

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=10240826190725550&id=1037140385&mibextid=wwXIfr&rdid=QBCXGYdR8yO46hKM#

ไมโครซอฟท์ เตรียมลดพนักงานราว 60,000 คน!! เสนอแพ็กเกจลาออกสมัครใจ กระทบบริษัททั่วโลก มุ่งลงทุน AI ครอบคลุมหลายแผนก สอดรับเปลี่ยนแปลงโครงสร้างองค์กร

ไมโครซอฟท์ (Microsoft) เตรียมเสนอแพ็กเกจ “สมัครใจลาออก” ให้พนักงานราว 60,000 คน หรือคิดเป็นประมาณ 1 ใน 4 ของพนักงานทั้งหมด เพื่อปรับลดต้นทุน และปรับโครงสร้างกำลังคนให้สอดรับกับยุคปัญญาประดิษฐ์ (AI) ท่ามกลางการทุ่มลงทุนมหาศาลในโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI

สำนักข่าวบลูมเบิร์ก รายงานว่า พนักงานบางส่วนในสหรัฐ แคนาดา อินเดีย และสหราชอาณาจักร ตั้งแต่ระดับรองประธานบริษัทลงมาจะมีสิทธิรับข้อเสนอดังกล่าว โดยครอบคลุมหน่วยธุรกิจสำคัญ เช่น Xbox, Windows, Copilot และฝ่ายการเงิน

ขณะที่พนักงานบางกลุ่มในธุรกิจศูนย์ข้อมูล การขาย การตลาด ความปลอดภัยทางไซเบอร์ และควอนตัมคอมพิวติง จะไม่ได้รับข้อเสนอนี้

“เอมี โคลแมน ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคลของไมโครซอฟท์ ระบุในบันทึกถึงพนักงานว่า ข้อเสนอนี้เปิดทางเลือกให้ผู้ที่กำลังพิจารณาอนาคตการทำงานนอกบริษัท สามารถตัดสินใจเปลี่ยนผ่านได้ทันทีพร้อมรับการสนับสนุน โดยสิทธิประโยชน์จะใกล้เคียงกับแพ็กเกจชดเชยกรณีเลิกจ้างทั่วไป”

ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ เกิดขึ้นหลังจากไมโครซอฟท์ทยอย “ลดพนักงานหลายหมื่นคน” ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยเมื่อเดือนกรกฎาคม บริษัทเคยเสนอแพ็กเกจเกษียณอายุโดยสมัครใจแก่พนักงานราว 8,750 คน และมีผู้ตอบรับมากกว่า 30% อย่างไรก็ตาม บริษัทคาดว่าสัดส่วนผู้ตอบรับข้อเสนอรอบล่าสุดจะต่ำกว่าครั้งก่อนมาก

ณ สิ้นเดือนมิถุนายน ไมโครซอฟท์มีพนักงานทั้งหมด 223,000 คน โดยจำนวนพนักงานแทบไม่เปลี่ยนแปลงนับตั้งแต่ปี 2565 ซึ่งเป็นช่วงที่บริษัทเริ่มเร่งลงทุนใน AI และศูนย์ข้อมูล ส่งผลให้งบประมาณ และการจ้างงานในหน่วยธุรกิจอื่นถูกจำกัดมากขึ้น

ไมโครซอฟท์มีกำหนดประกาศผลประกอบการในวันพุธนี้ โดยนักลงทุนจับตาว่าเม็ดเงินมหาศาลที่บริษัททุ่มลงทุนด้าน AI จะเริ่มสร้างผลตอบแทนได้มากน้อยเพียงใด

ทั้งนี้ ไมโครซอฟท์ไม่ใช่บริษัทเทคโนโลยีรายเดียวที่ปรับลดกำลังคนเพื่อโยกทรัพยากรไปลงทุนด้าน AI โดยก่อนหน้านี้ Google ได้เสนอแพ็กเกจสมัครใจลาออกในหลายหน่วยธุรกิจ

ขณะที่ Meta ลดจำนวนพนักงานลงมากกว่า 20,000 คนจากจุดสูงสุดในช่วงปลายปี 2565
การปรับโครงสร้างครั้งนี้ สะท้อนทิศทางของบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ที่กำลังให้ความสำคัญกับการลงทุนด้าน AI มากขึ้น พร้อมปรับกำลังคนให้สอดคล้องกับความต้องการทางธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

อ้างอิง: bloomberg
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์

ที่มา : https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1258035?anf=
https://www.bloomberg.com/news/articles/2026-10-26/microsoft-to-offer-buyouts-to-60-000-workers-in-latest-cost-cut?srnd=homepage-americas

สหรัฐฯ เตรียมโจมตี “อิหร่าน” รอบใหม่!! เพนตากอน เตรียมโจมตีภายใน 96 ชม. เกิดหลังเลือกตั้งกลางเทอม พ.ย. เป้าหมายคือโครงสร้างสำคัญของอิหร่าน แต่การอนุมัติยังไม่แน่นอนจาก 'ทรัมป์'

ซีเอ็นเอ็นเผยสหรัฐฯ เตรียมโจมตี 'อิหร่าน' รอบใหม่ หลังเลือกตั้งกลางเทอม

เมื่อวันจันทร์ (26 ต.ค.) ซีเอ็นเอ็นรายงานว่ากระทรวงกลาโหมของสหรัฐฯ หรือเพนตากอนเตรียมดำเนินปฏิบัติการทางทหารเพื่อโจมตีอิหร่านครั้งใหญ่รอบใหม่ภายใน 96 ชั่วโมง หลังจากรับคำสั่งจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โดยปัจจุบันมีการวางกำลังพลในตะวันออกกลางในระดับ "เพียงพอ" ต่อการโจมตี

เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ บางส่วนเชื่อว่าทรัมป์อาจสั่งปฏิบัติการทางทหารดังกล่าวก่อนสิ้นปีนี้ โดยเฉพาะหลังจากเสร็จสิ้นการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ในเดือนพฤศจิกายน และขอบเขตของปฏิบัติการทางทหารรอบใหม่อาจขยายวงเกินกว่าการโจมตีเพื่อตัดกำลังหรือควบคุมสถานการณ์

เจ้าหน้าที่ข่าวกรองของสหรัฐฯ เชื่อว่าอิหร่านและกลุ่มฮูตีไม่น่าจะเป็นฝ่ายเปิดฉากโจมตีบุคลากรของสหรัฐฯ หรืออิสราเอลก่อนเพื่อยกระดับความขัดแย้ง แต่อิหร่านและกลุ่มฮูตีอาจจะตอบโต้อย่างไม่ลังเล หากอิหร่านตกเป็นเป้าหมายการโจมตีก่อนโดยกองกำลังของสหรัฐฯ หรืออิสราเอล

เมื่อสัปดาห์ก่อน เดอะนิวยอร์กไทมส์รายงานว่าสหรัฐฯ และอิสราเอลจัดทำแผนปฏิบัติการพิเศษเพื่อกลับมาโจมตีอิหร่านรอบใหม่หลังจากเสร็จสิ้นการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ โดยมีโครงสร้างพื้นฐานทางพลังงาน โรงงานนิวเคลียร์ คลังขีปนาวุธและโดรนของอิหร่านเป็นเป้าหมาย

อย่างไรก็ดี ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าทรัมป์จะอนุมัติการโจมตีระลอกใหม่หรือไม่ เนื่องจากเขาได้ยกเลิกแผนการกลับมาโจมตีอิหร่านครั้งใหญ่ในปีนี้หลายครั้งแล้ว

ที่มา : Xinhua

'หวังฮู่หนิง-คิมจองอึน' เยือนตานตง เมืองชายแดนจีน-DPRK แสดงความสำคัญมิตรภาพ รำลึกวีรชนกองทัพอาสาประชาชนจีน กระชับความร่วมมือทั้งสองประเทศ

'หวังฮู่หนิง-คิมจองอึน' เยือนตานตง เมืองชายแดนจีน-DPRK

หวังฮู่หนิง ที่ปรึกษาทางการเมืองระดับสูงของจีน ได้ร่วมเดินทางกับคิมจองอึน เลขาธิการใหญ่พรรคแรงงานเกาหลีและประธานกิจการแห่งรัฐของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี (DPRK) ในการเยือนเมืองตานตง มณฑลเหลียวหนิง ทางตะวันออกเฉียงเหนือของจีน เมื่อวันเสาร์ (24 ต.ค.) ที่ผ่านมา

หวังฮู่หนิง ซึ่งเป็นสมาชิกคณะกรรมการถาวรประจำกรมการเมืองแห่งคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน (CPC) และประธานคณะกรรมการแห่งชาติประจำสภาที่ปรึกษาทางการเมืองแห่งประชาชนจีน ได้ส่งคำทักทายที่อบอุ่นและความปรารถนาดีจากสีจิ้นผิง เลขาธิการใหญ่คณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีนและประธานาธิบดีจีน ไปยังคิมจองอึน

ช่วงเช้าวันเสาร์ หวังได้ให้การต้อนรับคิม ณ ลานหน้าหอรำลึกสงครามต่อต้านการรุกรานของสหรัฐฯ และช่วยเหลือเกาหลี (Memorial Hall of the War to Resist U.S. Aggression and Aid Korea) พร้อมทั้งร่วมเดินทางไปวางกระเช้าดอกไม้หน้าหอรำลึก

ระหว่างพิธี มีการบรรเลงเพลงชาติของทั้งจีนและ DPRK ก่อนที่กองทหารเกียรติยศจะนำกระเช้าดอกไม้ไปวางสักการะ จากนั้นคิมได้เดินเข้าไปจัดริบบิ้นบนกระเช้า ซึ่งมีข้อความระบุว่า "วีรชนผู้เสียสละแห่งกองทัพอาสาประชาชนจีนจะเป็นที่จดจำตลอดไป" ท่ามกลางบรรยากาศอันสมเกียรติ โดยผู้เข้าร่วมพิธีทุกคนต่างร่วมยืนสงบนิ่งเพื่อรำลึกถึงเหล่าผู้เสียสละ

ภายในหอรำลึก คิมได้เข้าชมนิทรรศการโบราณวัตถุและหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่สะท้อนถึงความกล้าหาญของเหล่าวีรชน รวมถึงการต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กันของทหารจีนและ DPRK พร้อมกันนี้ยังได้มอบภาพถ่ายประวัติศาสตร์พร้อมคำอุทิศส่วนตัวให้แก่ทางหอรำลึกด้วย

ระหว่างการพบปะหารือ หวังระบุว่าเนื่องในวาระครบรอบ 76 ปีที่กองทัพอาสาประชาชนจีนได้ข้ามพรมแดนเข้าสู่ DPRK เพื่อร่วมรบในสงครามต่อต้านการรุกรานของสหรัฐฯ และช่วยเหลือเกาหลี การเดินทางเยือนเมืองตานตงเป็นกรณีพิเศษของเลขาธิการใหญ่คิมจองอึนในครั้งนี้ แสดงให้เห็นอย่างเด่นชัดว่าพรรคฯ และรัฐบาล DPRK ให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อมิตรภาพของสองประเทศที่หล่อหลอมขึ้นด้วยเลือดเนื้อ

หวังกล่าวว่า การเยือนครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะนอกจากจะช่วยสืบสานมิตรภาพดั้งเดิมระหว่างจีนกับ DPRK และเสริมสร้างความผูกพันของประชาชนทั้งสองฝ่ายให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นแล้ว ยังช่วยกระชับความไว้วางใจทางการเมืองซึ่งกันและกัน ตลอดจนผลักดันความร่วมมือและการพัฒนาให้ก้าวหน้าต่อไป

หวังกล่าวเสริมว่า เมื่อเดือนกันยายนปีที่ผ่านมาและเดือนมิถุนายนปีนี้ เลขาธิการใหญ่สีจิ้นผิงและเลขาธิการใหญ่คิมจองอึนได้เดินทางเยือนกันและกันครั้งประวัติศาสตร์ และบรรลุฉันทามติร่วมกันในประเด็นสำคัญหลายประการ ซึ่งช่วยแนะแนวทางให้ความสัมพันธ์ฉันมิตรและความร่วมมือที่มีมายาวนานระหว่างจีนกับ DPRK ก้าวเข้าสู่บทใหม่ของประวัติศาสตร์

จีนพร้อมที่จะร่วมมือกับ DPRK ในการขับเคลื่อนฉันทามติสำคัญที่ผู้นำสูงสุดของทั้งสองพรรคและสองประเทศได้ตกลงร่วมกันอย่างแน่วแน่ และใช้ภารกิจด้านสังคมนิยมที่มีร่วมกันเป็นสายใยผูกพันในการพัฒนาความสัมพันธ์จีน-DPRK ให้ก้าวหน้าต่อไป นอกจากนี้ ยังสามารถใช้โอกาสจากการเปิดสะพานข้ามแม่น้ำยาลู่แห่งใหม่ระหว่างจีน-DPRK เพื่อเพิ่มการแลกเปลี่ยนระดับบุคคลและความร่วมมือทางการค้า ซึ่งจะนำมาซึ่งผลประโยชน์ที่ดียิ่งขึ้นต่อประชาชนของทั้งสองประเทศ

พร้อมกันนี้ หวังยังเรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายกระชับการสื่อสารและการประสานงานเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อสร้างบรรยากาศภายนอกที่สงบสุขและมีเสถียรภาพ อันเป็นเกราะปกป้องอธิปไตย ความมั่นคง และการพัฒนาของแต่ละฝ่าย

ด้านคิมได้ฝากคำทักทายอันอบอุ่นและความปรารถนาดีไปยังเลขาธิการใหญ่สีจิ้นผิงผ่านทางหวัง พร้อมทั้งอวยพรให้การประชุมเต็มคณะ ครั้งที่ 5 ของคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน ชุดที่ 20 ที่กำลังจะมีขึ้น ประสบความสำเร็จด้วยดี

คิมระบุว่า การเดินทางมายังตานตงเป็นกรณีพิเศษในครั้งนี้ มีจุดประสงค์เพื่อคารวะดวงวิญญาณของเหล่าวีรชนกองทัพอาสาประชาชนจีน ผู้ยอมสละชีวิตเพื่อช่วยเหลือ DPRK ในช่วงเวลาที่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญทางประวัติศาสตร์ และเพื่อแสดงความขอบคุณจากใจจริงและความเคารพซึ่งไม่มีวันเสื่อมคลายของ DPRK ที่มีต่อเหล่าวีรบุรุษเหล่านี้

คิมกล่าวว่า การเดินทางเยือน DPRK ครั้งประวัติศาสตร์ของเลขาธิการใหญ่สีจิ้นผิงเมื่อเดือนมิถุนายนปีนี้ สะท้อนว่าจีนให้ความสำคัญอย่างสูงต่อความสัมพันธ์ DPRK-จีน และถือเป็นหมุดหมายสำคัญในการพัฒนาความสัมพันธ์ทวิภาคี

คิมยังชี้ด้วยว่า ปีนี้เป็นวาระครบรอบ 65 ปีแห่งการลงนามในสนธิสัญญามิตรภาพ ความร่วมมือ และการช่วยเหลือซึ่งกันและกันระหว่าง DPRK กับจีน พร้อมทั้งแสดงความขอบคุณจีนที่สนับสนุนและช่วยเหลือภารกิจสังคมนิยมของ DPRK มาอย่างยาวนาน โดยย้ำว่าโอกาสในความร่วมมือระหว่างสองฝ่ายนั้นกว้างขวางอย่างมาก

คิมกล่าวว่า DPRK ชื่นชมความสำเร็จด้านการพัฒนาอันโดดเด่นของประชาชนชาวจีน ตลอดจนสถานะและบทบาทสำคัญบนเวทีระหว่างประเทศภายใต้การนำของเลขาธิการใหญ่สีจิ้นผิง พร้อมย้ำว่า DPRK พร้อมทำงานร่วมกับจีนเพื่อสืบสานมิตรภาพทางประวัติศาสตร์ เพิ่มความร่วมมือที่เป็นรูปธรรม และสร้างประโยชน์ที่จับต้องได้ให้แก่ประชาชนของทั้งสองประเทศ

ช่วงบ่าย หวังร่วมเดินทางไปกับคิมเพื่อเยี่ยมชมโรงงานผลิตรถยนต์ในเมืองตานตง โดยทั้งสองได้ตรวจเยี่ยมสายการผลิตในโรงงานและรับฟังการบรรยายสรุป และเมื่อถึงเวลาที่คิมเดินทางออกจากตานตง หวังได้เดินทางไปส่งคิม ณ บริเวณสะพานข้ามแม่น้ำยาลู่แห่งใหม่ระหว่างจีน-DPRK

ที่มา : Xinhua

จีน ประชุมคณะกรรมการกลาง CPC ชุดที่ 20 เปิดฉากประชุมเต็มคณะ ครั้งที่ 5 สีจิ้นผิงนำเสนอรายงานการปฏิบัติงาน เน้นความเข้มงวดการกำกับดูแลพรรค ถกยุทธศาสตร์เสริมแกร่งพรรคในอนาคต

คณะกรรมการกลาง CPC ชุดที่ 20 เปิดฉากประชุมเต็มคณะ ครั้งที่ 5

ปักกิ่ง, 26 ต.ค. (ซินหัว) -- คณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน (CPC) ชุดที่ 20 ได้เริ่มจัดการประชุมเต็มคณะ ครั้งที่ 5 ณ กรุงปักกิ่งของจีนในช่วงเช้าวันจันทร์ (26 ต.ค.) โดยสีจิ้นผิง เลขาธิการใหญ่คณะกรรมการกลางพรรคฯ ได้นำเสนอรายงานการปฏิบัติงานในนามของกรมการเมืองแห่งคณะกรรมการกลางพรรคฯ พร้อมอธิบายร่างมติของคณะกรรมการกลางพรรคฯ ในประเด็นสำคัญบางประการเกี่ยวกับความมุ่งมั่นเสริมแกร่งการกำกับดูแลตนเองของพรรคฯ อย่างเข้มงวดและรอบด้าน

รายงานการประชุมของกรมการเมืองเมื่อเดือนกันยายน ซึ่งมีมติให้นำเอกสารดังกล่าวเสนอต่อที่ประชุมเต็มคณะเพื่อพิจารณา ระบุว่าร่างมตินี้ได้สรุปความสำเร็จและประสบการณ์การกำกับดูแลตนเองของพรรคคอมมิวนิสต์จีนอย่างเข้มงวดและรอบด้านในยุคใหม่ตามข้อเท็จจริง วิเคราะห์สถานการณ์และภารกิจด้านการสร้างพรรคฯ ในปัจจุบันและอนาคตอย่างลึกซึ้ง อีกทั้งกำหนดแผนยุทธศาสตร์เพื่อมุ่งเสริมสร้างการกำกับดูแลตนเองของพรรคฯ อย่างเข้มงวดและรอบด้าน

การประชุมกรมการเมืองก่อนหน้านี้เมื่อเดือนกรกฎาคม ซึ่งได้กำหนดวาระการประชุมเต็มคณะครั้งนี้ ระบุว่าการกำกับดูแลตนเองของพรรคคอมมิวนิสต์จีนอย่างเข้มงวดและรอบด้านก้าวหน้าอย่างมีนัยสำคัญ นับตั้งแต่การประชุมสมัชชาใหญ่พรรคฯ ครั้งที่ 18 ในปี 2012 โดยได้เปิดแนวทางใหม่ในการปฏิรูปตนเองของพรรคฯ ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่าศตวรรษ และสร้างความสำเร็จและการเปลี่ยนผ่านครั้งประวัติศาสตร์ในภารกิจของพรรคฯ และประเทศ

ที่ประชุมระบุว่าพรรคคอมมิวนิสต์จีนและประชาชนประสบความสำเร็จครั้งประวัติศาสตร์ในการสร้างพรรคฯ และประเทศชาติที่เข้มแข็ง ทว่าการดำเนินงานเพื่อการกำกับดูแลตนเองของพรรคฯ อย่างเข้มงวดและรอบด้านกำลังเผชิญกับสถานการณ์และความท้าทายใหม่ๆ หลายประการ ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงลึกซึ้งที่กำลังเกิดขึ้นทั้งในระดับโลก ในจีน และแม้กระทั่งภายในพรรคฯ เอง

ที่ประชุมเรียกร้องให้ยกระดับมาตรฐานและดำเนินมาตรการที่เป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น เพื่อรักษาและปรับใช้ประสบการณ์ล้ำค่าจากการกำกับดูแลตนเองของพรรคคอมมิวนิสต์จีนอย่างเข้มงวดและรอบด้านในยุคใหม่ เพื่อแก้ไขปัญหาสำคัญที่เป็นอุปสรรคต่อการสร้างพรรคฯ รวมถึงเพื่อเสริมแกร่งและพัฒนาสภาพแวดล้อมทางการเมืองที่ดี ซึ่งเกิดขึ้นจากการที่พรรคฯ กำกับดูแลและบริหารจัดการตนเอง

ที่มา : Xinhua

ครม. อนุมัติปรับลดภาษีน้ำมัน 2 ชนิด!! ลดภาษีแก๊สโซฮอล์ E20 ลดลง 5.60 บาท ไบโอดีเซล B20 ลดลง 5.50 บาท ช่วยเกษตรกร-ธุรกิจขนส่งและประชาชน ต่อยอดใช้ชีวภาพ คาดกระตุ้นภาคเกษตร

ครม. อนุมัติปรับลดภาษีน้ำมัน 2 ชนิด ทั้งน้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 ลดลง 5.60 บาทต่อลิตร และไบโอดีเซล B20 ลดลง 5.50 บาทต่อลิตร เป็นระยะเวลา 3 เดือน ชี้เป็นน้ำมันที่สามารถช่วยเหลือเกษตรกร ภาคขนส่งและประชาชนได้ พร้อมมอบให้รัฐมนตรีพลังงานดำเนินการต่อ

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยที่ทำเนียบรัฐบาลว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติการปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันเชื้อเพลิง 2 ประเภท ได้แก่ แก๊สโซฮอล์ E20 ลดลง 5.60 บาทต่อลิตร และไบโอดีเซล B20 ลดลง 5.50 บาทต่อลิตร เป็นระยะเวลา 3 เดือน เพื่อช่วยเหลือเกษตรกร ผู้ประกอบธุรกิจขนส่ง และประชาชนทั่วไป พร้อมกระตุ้นความต้องการผลิตผลการเกษตรที่ใช้ผลิตน้ำมันทั้งสองชนิด ก่อนจะประเมินสถานการณ์อีกครั้งเมื่อครบกำหนด
ทั้งนี้กระทรวงพลังงานได้รับยอดการปรับลดภาษีสรรพสามิตที่ ครม.อนุมัติสำหรับน้ำมันทั้ง 2 ประเภทเรียบร้อยแล้ว และจะมีการประชุมในช่วงบ่ายวันเดียวกันนี้ เพื่อกำหนดรายละเอียดราคาขายปลีกหน้าสถานีบริการ โดยได้มอบหมายให้ นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ซึ่งเป็นรัฐมนตรีผู้รับผิดชอบ ไปดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง ทำให้ตัวเลขราคาหน้าปั๊มที่ชัดเจน จะต้องรอผลการประชุมดังกล่าว

“เราลดภาษีสรรพสามิตสำหรับน้ำมัน E20 แล้วก็ไบโอดีเซล B20 ตรงนี้ก็เพื่อเป็นการช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกร แล้วก็พี่น้องที่ประกอบธุรกิจขนส่ง พี่น้องประชาชนทั่วไป ซึ่งก็อยากจะให้ทุกท่านได้หันมาพิจารณาใช้น้ำมันทั้ง 2 ประเภทนี้ให้มากยิ่งขึ้น” นายกฯ กล่าว

สำหรับมาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายมากกว่าการลดค่าครองชีพด้านพลังงานเพียงอย่างเดียว แต่ยังผูกโยงกับภาคเกษตรโดยตรง เนื่องจากน้ำมัน E20 และ B20 มีส่วนผสมของเชื้อเพลิงชีวภาพที่ผลิตจากพืชผลทางการเกษตร หากประชาชนหันมาใช้น้ำมันทั้งสองชนิดมากขึ้น ความต้องการวัตถุดิบเกษตรก็จะเพิ่มตาม ซึ่งจะช่วยพยุงราคาพืชผลให้สูงขึ้นได้

“ถ้าใช้น้ำมัน 2 ประเภทนี้ได้มากยิ่งขึ้น มันก็เป็นการเพิ่มอุปสงค์ในเรื่องของสินค้าเกษตรด้วย ก็ช่วยกันพยุงราคาขึ้นมา แล้วก็ทำให้ต้นทุนราคาน้ำมันลดลง และเมื่อปรับลดภาษีสรรพสามิตตามที่ ครม.อนุมัติแล้ว ส่วนต่างราคาระหว่างน้ำมัน E20 และ B20 เมื่อเทียบกับน้ำมันพื้นฐานจะกว้างขึ้น ซึ่งถือเป็นแรงจูงใจด้านราคาที่ชัดเจนให้ผู้ใช้รถยนต์ รวมถึงผู้ประกอบการขนส่งที่มีต้นทุนเชื้อเพลิงสูง พิจารณาเปลี่ยนมาใช้น้ำมันกลุ่มนี้” นายกฯ กล่าว

สำหรับกรอบเวลาของมาตรการนี้ นายกรัฐมนตรียืนยันว่า การลดภาษีจะดำเนินการในระยะแรก 3 เดือน จากนั้นรัฐบาลจะประเมินผลอีกครั้งว่าจะขยายเวลาหรือปรับมาตรการอย่างไร พร้อมกำชับสื่อมวลชนให้รายงานข้อเท็จจริงอย่างถูกต้องว่า มาตรการนี้ครอบคลุมเฉพาะน้ำมัน E20 และ B20 เท่านั้น ไม่ได้ลดภาษีน้ำมันทุกชนิด

ที่มา : https://www.energynewscenter.com/%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%A1-%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%A7-%E0%B8%A5%E0%B8%94%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%B5%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%A1%E0%B8%B1/

‘วราวุธ’ ควบคุมมาตรฐาน!! ชงครม.บังคับแบตเตอรี่ EV เพิ่มความปลอดภัยรถยนต์ไฟฟ้า ยกระดับมาตรฐาน มอก.ตามสากล สร้างความเชื่อมั่นผู้บริโภคไทย

“วราวุธ” เข้ม! ชงครม. จ่อบังคับแบตเตอรี่ EV-มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า เป็นสินค้าควบคุม-มาตรฐานต้องได้ตามกำหนดเรื่องความปลอดภัย หลังปชช.กังวล เสี่ยงไฟไหม้

วันที่ 27 ตุลาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า กระทรวงอุตสาหกรรมเดินหน้ายกระดับความปลอดภัยยานยนต์ไฟฟ้า (EV) รับกระแสความนิยมรถยนต์และรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง หลังเกิดความกังวลจากเหตุเพลิงไหม้รถไฟฟ้าที่มีรายงานเป็นระยะ ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับความร้อน การชาร์จเกิน หรืออุปกรณ์ที่ไม่ได้มาตรฐาน ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน

ล่าสุด กระทรวงอุตสาหกรรมได้เสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ขอความเห็นชอบกำหนดให้ แบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า และแบตเตอรี่รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า เป็นสินค้าควบคุม คาดว่าจะมีผลบังคับใช้ภายในเดือนพ.ค.2570 โดยผู้ผลิต ผู้นำเข้า และผู้จำหน่ายจะต้องดำเนินการให้เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด เพื่อให้แบตเตอรี่ที่นำมาใช้ในยานยนต์ไฟฟ้ามีความปลอดภัยและสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภค

มาตรฐานดังกล่าวประกอบด้วย มอก. 3026-2563 สำหรับแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า และ มอก. 2952-2561 สำหรับแบตเตอรี่รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งอ้างอิงมาตรฐานสากล UN R100 และ UN R136 ที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ โดยกำหนดให้แบตเตอรี่ต้องผ่านการทดสอบสมรรถนะด้านความปลอดภัยภายใต้สภาวะวิกฤตที่จำลองใกล้เคียงกับการใช้งานจริงและสถานการณ์อุบัติเหตุ

ข้อกำหนดสำคัญครอบคลุมการทนต่อแรงสั่นสะเทือนจากสภาพถนน การบีบอัดจากแรงกระแทกหรืออุบัติเหตุ โดยแบตเตอรี่ต้องไม่เกิดการรั่วไหลของอิเล็กโทรไลต์และยังคงสภาพตามเกณฑ์ที่กำหนด รวมถึงต้องมีระบบตัดไฟเมื่อชาร์จเกิน และระบบป้องกันการลัดวงจร การคายประจุเกิน และอุณหภูมิสูงเกินกำหนด ตลอดจนทนต่อการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิอย่างฉับพลัน และทนไฟจากภายนอกได้นานเพียงพอให้ผู้ขับขี่และผู้โดยสารมีเวลาหลบหนีออกจากรถ

ปัจจุบันกระทรวงอุตสาหกรรมกำหนดมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับยานยนต์ไฟฟ้าแล้ว 211 มาตรฐาน ในจำนวนนี้เป็นมาตรฐานบังคับหรือสินค้าควบคุม 6 มาตรฐาน และอยู่ระหว่างดำเนินการเพิ่มเติมอีก 7 มาตรฐาน ครอบคลุมทั้งแบตเตอรี่ สายชาร์จ ตู้ชาร์จไฟฟ้ากระแสสลับ (AC) และกระแสตรง (DC) รวมถึงการป้องกันผู้โดยสารเมื่อเกิดการชนด้านหน้าและด้านข้าง

การยกระดับมาตรฐานครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการคุ้มครองประชาชนจากความเสี่ยงที่อาจเกิดจากอุปกรณ์ไม่ได้มาตรฐาน พร้อมวางหลักประกันด้านความปลอดภัยรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่การใช้ยานยนต์ไฟฟ้าอย่างมั่นใจและยั่งยืน

28 ตุลาคม 2539 สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 และเจ้าชายฟิลิป เสด็จเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ เฉลิมฉลองปีกาญจนาภิเษกในหลวงรัชกาลที่ 9 ทอดพระเนตรแสงสีเสียงและเรือพยุหยาตราฯ

วันนี้ในอดีต สมเด็จพระบรมราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 แห่งสหราชอาณาจักร และเจ้าชายฟิลิป ดยุกแห่งเอดินบะระ พระราชสวามี เสด็จเยือนไทยอย่างเป็นทางการ ในฐานะพระราชอาคันตุกะ ในหลวง รัชกาลที่ 9

วันที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2539 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เป็นพระมหากษัตริย์ไทย รัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยพระบรมวงศานุวงศ์ ณ พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ให้การถวายเลี้ยงพระกระยาหารค่ำแด่สมเด็จพระบรมราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 แห่งสหราชอาณาจักร และเจ้าชายฟิลิป ดยุกแห่งเอดินบะระ พระราชสวามี เสด็จเยือนไทยอย่างเป็นทางการ ในฐานะพระราชอาคันตุกะ ในระหว่างวันที่ 28 ตุลาคม - 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2539 เนื่องในโอกาสปีกาญจนาภิเษก ฉลองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี ของในหลวง รัชกาลที่ 9 นับเป็นครั้งที่ 2 ในการเสด็จเยือนประเทศไทย

ในครั้งนั้นทั้งสองพระองค์ได้เสด็จไปยังพระตำหนักสิริยาลัย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ทอดพระเนตรการแสดงแสงสีเสียงที่วัดไชยวัฒนาราม ทอดพระเนตรขบวนเรือพยุหยาตราทางชลมารคที่กรุงเทพฯ สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธ ยังได้เสด็จไปยังโรงเรียนสตรีวิทยา ในขณะที่เจ้าชายฟิลิปเสด็จไปวางพวงมาลาที่สุสานทหารสัมพันธมิตร ที่จังหวัดกาญจนบุรีอีกด้วย

ก่อนหน้านั้นเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2515 สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 และเจ้าชายฟิลิป ยุคแห่งเอดินบะระ พระสวามี เสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการครั้งแรก โดยทั้งสองพระองค์และเจ้าหญิงแอนน์ พระราชกุมารี ได้เสด็จพระราชดำเนินไปยังพระราชวังบางปะอิน จ. อยุธยา และ จ.เชียงใหม่


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top