Thursday, 29 October 2026
TheStatesTimes

ไทย จัดประชุม PCB โลกครั้งแรก!! บีโอไอจับมือ THPCA เป็นเจ้าภาพ ECWC17 ดึงผู้นำ-นักวิจัยจาก 30 ประเทศ ร่วมงานใหญ่ ตั้งเป้าขับเคลื่อนเทคโนโลยี AI และฮาร์ดแวร์ เน้นส่งเสริมการลงทุนและนวัตกรรมระดับโลก

ไทยคว้าเจ้าภาพประชุม PCB โลก ครั้งแรกในอาเซียน
บีโอไอหนุนดึงผู้นำ PCB–ชิปกว่า 30 ประเทศ ปักหมุดฐานฮาร์ดแวร์ AI โลก

บีโอไอจับมือสมาคมแผ่นวงจรพิมพ์ไทย (THPCA) ต่อยอดความสำเร็จจากการเป็นเจ้าภาพ
การประชุมประจำปี IMF–ธนาคารโลก เดินหน้าส่งต่อโมเมนตัมสู่เวทีเทคโนโลยีระดับโลก ในการคว้าโอกาสเป็นเจ้าภาพการประชุมวงจรอิเล็กทรอนิกส์โลก ครั้งที่ 17 (ECWC17) ในเดือนสิงหาคม 2570 เป็นครั้งแรกที่จัดในอาเซียน ตั้งเป้าดึงผู้บริหาร วิศวกร และนักวิจัยกว่า 3,000 คนจากกว่า 30 ประเทศ มาร่วมขับเคลื่อนเทคโนโลยีเบื้องหลังชิป เซิร์ฟเวอร์ และระบบ AI ตอกย้ำบทบาทไทยในฐานะ 1 ใน 4 ผู้ส่งออกสุทธิฮาร์ดแวร์ที่เกี่ยวข้องกับ AI รายใหญ่ของโลก ร่วมกับไต้หวัน เกาหลีใต้ และมาเลเซีย

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยภายหลังหารือกับนายพิธาน องค์โฆษิต นายกสมาคมแผ่นวงจรพิมพ์ไทย (Thailand Printed Circuit Association: THPCA) ว่า บีโอไอได้ร่วมมือกับสมาคมฯ และหน่วยงานพันธมิตร ในการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม Electronic Circuits World Convention ครั้งที่ 17 (ECWC17) ระหว่างวันที่ 18–20 สิงหาคม 2570 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค กรุงเทพฯ คู่กับงาน Thailand Electronics Circuit Asia 2027 (THECA 2027) มหกรรมแสดงเทคโนโลยีแผงวงจรพิมพ์ (PCB) และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง

เวทีเรือธงเกือบ 50 ปี เลือกไทยเป็นเจ้าภาพครั้งแรกในอาเซียน

ECWC เป็นเวทีที่ได้รับการยอมรับสูงสุดเวทีหนึ่งของอุตสาหกรรมวงจรอิเล็กทรอนิกส์โลก จัดขึ้นทุก 3 ปี และเป็นจุดนัดพบของผู้นำอุตสาหกรรม นักวิจัย และวิศวกรจากทั่วโลก โดยเริ่มจัดขึ้นครั้งแรก ณ กรุงลอนดอนในปี 2521 ก่อนหมุนเวียนไปยังศูนย์กลางเทคโนโลยีอย่างโตเกียว เซี่ยงไฮ้ ไทเป และโซล ส่วนครั้งล่าสุดจัดที่รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา เมื่อปี 2567 การที่ไทยได้รับเลือกเป็นเจ้าภาพครั้งที่ 17 สะท้อนความเชื่อมั่นต่อระบบนิเวศอิเล็กทรอนิกส์ไทยที่เติบโตอย่างรวดเร็ว การเป็นประตูสู่อาเซียน และความพร้อมในการต้อนรับเวทีระดับโลก ซึ่งได้รับการตอกย้ำจากความสำเร็จของการประชุมประจำปี IMF–ธนาคารโลก พร้อมเปิดโอกาสให้ฐานการผลิตและบุคลากรในประเทศเชื่อมต่อกับเครือข่ายเทคโนโลยีโลกโดยตรง

การประชุมครั้งนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “Interconnection Technology for the AI-Driven Future: PCB, Substrate & Advanced Packaging” ว่าด้วยเทคโนโลยีการเชื่อมต่อที่ทำให้ชิป AI ทำงานได้ ตั้งแต่แผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ ฐานรองชิป (Substrate) ไปจนถึงการประกอบชิปขั้นสูง (Advanced Packaging) แบ่งเป็น 8 หัวข้อหลัก ได้แก่ เทคโนโลยีการผลิต PCB การประกอบชิปขั้นสูงและการบูรณาการเซมิคอนดักเตอร์ การประกอบแผงวงจรและระบบ (EMS/PCBA) ซึ่งรวมถึงการประกอบเซิร์ฟเวอร์ AI โรงงานอัจฉริยะ การทดสอบและควบคุมคุณภาพ อิเล็กทรอนิกส์สีเขียว การพัฒนาบุคลากร และเทคโนโลยีเกิดใหม่อย่างโฟโตนิกส์และฮาร์ดแวร์ AI ตั้งเป้ามีผลงานวิชาการนำเสนอกว่า 150 เรื่อง ผู้แสดงสินค้าในงาน ECWC17 และ THECA 2027 รวมกว่า 450 ราย และผู้เข้าร่วมกว่า 3,000 คนจากกว่า 30 ประเทศ

จากเวทีโลก สู่โอกาสธุรกิจและการลงทุน

สำหรับผู้ประกอบการไทย การเข้าร่วมงาน ECWC17 และ THECA 2027 จะเป็นโอกาสในการพบผู้ผลิตระดับโลก ซัพพลายเออร์วัสดุและเครื่องจักร รวมถึงผู้ซื้อจากต่างประเทศ เพื่ออัปเดตเทคโนโลยีและยกระดับสินค้าให้ได้มาตรฐานที่ลูกค้าระดับโลกต้องการ พร้อมเปิดทางให้ซัพพลายเออร์ไทยก้าวเข้าสู่ห่วงโซ่การผลิตของบริษัทชั้นนำ ขณะที่มหาวิทยาลัยและนักวิจัยสามารถสร้างความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรม เพื่อต่อยอดงานวิจัยและผลิตบุคลากรให้ก้าวทันเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

“การที่ไทยได้รับเลือกให้เป็นเจ้าภาพจัดประชุมวงจรอิเล็กทรอนิกส์โลก (ECWC17) เป็นสัญญาณชัดเจนว่าผู้นำอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ระดับโลกมองเห็นศักยภาพและเชื่อมั่นในประเทศไทย ไม่เพียงในฐานะฐานการผลิตที่มีคุณภาพ แต่ในความเป็นระบบนิเวศเทคโนโลยีที่ครบวงจร ตั้งแต่ชิป แผงวงจร วัตถุดิบ ไปจนถึงเซิร์ฟเวอร์ AI พร้อมด้วยบุคลากร โครงสร้างพื้นฐาน และเครือข่ายซัพพลายเชนที่แข็งแกร่ง เวทีนี้จึงเป็นโอกาสสำคัญในการประกาศให้โลกเห็นว่าไทยพร้อมก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงของภูมิภาค และต่อยอดสู่เทคโนโลยีแห่งอนาคต ทั้ง Advanced Packaging และ IC Substrate โดยบีโอไอจะทำงานร่วมกับสมาคม THPCA และพันธมิตรอย่างเต็มที่ เพื่อเปลี่ยนความเชื่อมั่นจากทั่วโลกให้เป็นการลงทุน การถ่ายทอดเทคโนโลยี และโอกาสเติบโตของบุคลากรและผู้ประกอบการไทยในห่วงโซ่อุปทาน AI” นายนฤตม์ กล่าว

กรมชลฯ รับมือน้ำท่วม!! หาดใหญ่รับมือมรสุมล่วงหน้า แผนเร่งด่วนซ่อมแซมคลอง ร.1 ขุดลอกคลอง 14 สายเพิ่มประสิทธิภาพ ฟันธงปี 2574 เพิ่มอ่างเก็บน้ำ 8 แห่ง

เปิดแผนรับมือน้ำท่วมท่วมหาดใหญ่ของกรมชลประทาน

หน้ามรสุมกำลังคืบคลานเข้าพื้นที่ภาคใต้แบบเร็วกว่าปกติที่จะเข้ามาช่วงเดือนธันวาคม แต่กลางเดือนตุลาคม ฝนเริ่มตกลงมาแล้ว และบางจุดตกหนักอย่างน่ากลัว

โดยเฉพาะชาวหาดใหญ่ ที่เพิ่งผ่านวิกฤตน้ำท่วมใหญ่มาไม่นาน สร้างความเสียหายย่อยยับที่เรียกได้ว่า “น้ำเปลี่ยนเมือง” แน่นอนว่า เรื่องที่ต้องพูดถึงคือ แผนรับมือของหน่วยงานราชการ เช่น เทศบาลนครหาดใหญ่ กรมชลประทาน ได้เตรียมแผนการไว้อย่างไรบ้าง

กล่าวเฉพาะกรมชลประทานในการ
เตรียมแผนรับมือน้ำท่วมหาดใหญ่ ปี 2569 ไว้อย่างไร

ข้อมูลจากกรมชลประทานและสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดสงขลา ระบุว่า แผนแก้ปัญหาน้ำท่วมลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภาแบ่งเป็น 3 ระยะ ตั้งแต่งานเร่งด่วน การเพิ่มประสิทธิภาพคลองระบายน้ำ ไปจนถึงอ่างเก็บน้ำและคลองผันน้ำสายใหม่

1. แผนเร่งด่วน ปี 2569
ซ่อมคลองระบายน้ำ ร.1 (คลอง ร.1)
กรมชลประทานเร่งซ่อมผนังคอนกรีตและเสริมความแข็งแรงของคันคลอง ด้วยแผ่นเหล็กชีตไพล์ประมาณ 5,000 แผ่น ในจุดเสี่ยงตลอดแนวกว่า 2 กิโลเมตร โดยตั้งเป้าดำเนินการภายใน 90 วัน ตามข้อมูลที่เผยแพร่เมื่อ 31 สิงหาคม 2569 นั้นก็แปลความได้ว่า ต้องแล้วเสร็จในเดือนพฤศจิกายนนี้

ขุดลอกคลอง 14 สาย
รวมถึงการปรับปรุงซ่อมแซมอาคารชลประทานที่เสียหาย 243 แห่ง และขุดลอกคลองสายสำคัญเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ

พัฒนาระบบพยากรณ์และเตือนภัย
ร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พัฒนาระบบจำลองสถานการณ์น้ำโดยใช้ Machine Learning เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจบริหารจัดการน้ำ และวางแผนรับมืออุทกภัย

2. แผนระยะกลาง ปี 2570-2573
แผนระยะกลางเน้นเพิ่มความสามารถในการระบายน้ำออกจากพื้นที่เสี่ยง โดยมีโครงการสำคัญ ได้แก่
-เพิ่มประสิทธิภาพคลองระบายน้ำ ร.3 ถึง ร.6 จำนวน 4 สาย
-เพิ่มประสิทธิภาพคลองน้ำน้อย-คลองกำนัน ระยะทาง 6.8 กิโลเมตร
ปรับปรุงคลองหวะ ระยะที่ 2
-พัฒนาระบบระบายน้ำคลองท่าช้าง-ท่าเมรุ
เพิ่มประสิทธิภาพคลองอู่ตะเภา

ข้อมูลกรมชลประทานระบุว่า โครงการปรับปรุงคลอง ร.3-ร.6 ตั้งเป้าเพิ่มความสามารถรองรับน้ำจากระดับเหตุการณ์ที่มีรอบการเกิดซ้ำ 5 ปี เป็น 25 ปี อย่างไรก็ตาม ตัวเลขนี้เป็นเป้าหมายการออกแบบของโครงการ ไม่ใช่การรับประกันว่าจะไม่มีน้ำท่วมเมื่อเกิดฝนหนัก

3. แผนระยะยาว ตั้งแต่ปี 2574 เป็นต้นไป

อ่างเก็บน้ำ 8 แห่ง
แผนเพิ่มความจุเก็บกักน้ำต้นน้ำ
รายชื่อที่กรมชลประทานเปิดเผย ได้แก่ คลองแก้ว คลองหลำนุ้ย คลองหวะตอนบน คลองวาด ท่าหมอไชย คลองต่ำ หลาปัง และคลองตง เพื่อช่วยชะลอน้ำและเพิ่มศักยภาพการบริหารจัดการน้ำ

คลองผันน้ำสายใหม่
อัตราระบายน้ำเป้าหมาย 1,200 ลบ.ม./วินาที
แนวทางที่เปิดเผยคือผันน้ำจากบริเวณบ้านบางศาลา อำเภอคลองหอยโข่ง ไปยังอำเภอบางกล่ำ ระยะทางประมาณ 53 กิโลเมตร เพื่อเพิ่มทางระบายน้ำออกจากลุ่มน้ำ

4. ประเด็นที่ประชาชนควรได้รับคำตอบ
แม้กรมชลประทานจะเปิดเผยกรอบแผนแล้ว แต่การประเมินว่าหาดใหญ่พร้อมรับน้ำท่วมเพียงใด ต้องตรวจสอบข้อมูลปฏิบัติจริงเพิ่มเติม โดยเฉพาะคลอง ร.1 ซ่อมเสร็จตามกำหนดหรือไม่ รวมถึงผลตรวจสอบคุณภาพงานและความแข็งแรงของคันคลอง

แผนของกรมชลประทานครอบคลุมทั้งการซ่อมระบบเดิม เพิ่มประสิทธิภาพคลองระบายน้ำ และสร้างโครงสร้างพื้นฐานระยะยาว แต่ตัวชี้วัดสำคัญในฤดูน้ำหลากปีนี้คือ งานเร่งด่วนเสร็จจริงแค่ไหน ระบบระบายน้ำรองรับปริมาณฝนได้เท่าใด และประชาชนได้รับคำเตือนทันเวลาหรือไม่

ความช่วยเหลือของยุโรปต่อยูเครน

สรุปการจัดอันดับ 32 ประเทศและสัดส่วนต่อ GD

เยอรมนีมีมูลค่าความช่วยเหลือรวมสูงสุด รองลงมาคือฝรั่งเศสและสหราชอาณาจักร เมื่อเทียบยอดสะสมกับ GDP ปี 2021 เดนมาร์กมีสัดส่วนสูงสุดที่ 4.17% ตามด้วยเอสโตเนีย 3.77% และลิทัวเนีย 3.29%

ตารางรวมความช่วยเหลือทางทหาร การเงิน และมนุษยธรรม ทั้งทางตรงและส่วนแบ่งผ่าน EU ไม่ใช่เงินสดหรือเงินให้เปล่าทั้งหมด และไม่ใช่รายจ่ายที่เท่ากันทุกปี

แหล่งข้อมูล

Kiel Institute Ukraine Support Tracker ข้อมูลฉบับที่ 31

ชุดข้อมูล Country Summary (€) ยอดจัดสรรรวมส่วนแบ่งผ่าน EU และ GDP ปี 2021

พังงา ลุยสนามฟุตบอลชายหาด!! ผู้ว่าฯ ลงพื้นที่ติดตามงาน ก่อสร้างสนามแข่งลูกหนังชายหาด ความคืบหน้าดำเนินไปตามแผน ทีมชาติไทยเตรียมเก็บตัวพรุ่งนี้

ผู้ว่าฯพังงา นายไพรัตน์ เพชรยวน ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและติดตามความคืบหน้าการก่อสร้างสนามแข่งขันฟุตบอลชายหาดชิงแชมป์เอเชีย 2026

นายไพรัตน์ เพชรยวน ผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา พร้อมด้วย Mr. Abolfazl Khodabandehloo ผู้อำนวยการจัดการแข่งขัน, นายเลิศศักดิ์ ปนกลิ่น ผู้ช่วยผู้อำนวยการจัดการแข่งขัน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและติดตามความคืบหน้าการก่อสร้างสนามฟุตบอลชายหาดชิงแชมป์เอเชีย 2026 ที่ชายหาดบ้านน้ำเค็ม อำเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงา ซึ่งจังหวัดพังงาร่วมกับสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย, และสมาพันธ์ฟุตบอลแห่งเอเชีย (AFC) เป็นเจ้าภาพจัดระหว่าง 18–28 พ.ย.

จากการติดตามความคืบหน้าพบว่าการก่อสร้างสนามขณะนี้ดำเนินการไปแล้วประมาณ 20% เป็นไปตามแผนงานที่กำหนด โดยได้ดำเนินการวางผังพื้นที่จัดการแข่งขันทั้งหมดเรียบร้อยแล้ว ประกอบด้วยสนามแข่งขันหลัก 1 สนาม สนามฝึกซ้อม 2 สนาม ตลอดจนอาคารและส่วนประกอบที่จำเป็นสำหรับรองรับการแข่งขันและการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ เพื่อให้การจัดการแข่งขันเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและได้มาตรฐานตามข้อกำหนดของการแข่งขันระดับเอเชีย ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 25 ตุลาคมเป็นต้นไป จะเริ่มติดตั้งอุปกรณ์การแข่งขัน อัฒจันทร์สำหรับรองรับผู้ชมกว่า 2,000 ที่นั่ง และดำเนินการปรับแต่งพื้นที่ชายหาด เพื่อเตรียมความพร้อมของสนามและสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ก่อนการแข่งขันจะเริ่มขึ้น

ขณะเดียวกัน ในวันที่ 22 ตุลาคม 2569 ทีมฟุตบอลชายหาดทีมชาติไทยมีกำหนดเดินทางมายังจังหวัดพังงา เพื่อเก็บตัวและฝึกซ้อมเตรียมความพร้อมก่อนลงแข่งขัน สร้างความตื่นเต้นและความสนใจให้กับเยาวชน แฟนกีฬา และประชาชนในพื้นที่ ซึ่งจะเป็นโอกาสสำคัญที่ทำให้ชาวพังงาได้ใกล้ชิดกับนักกีฬาทีมชาติ และสร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชนหันมาสนใจกีฬาฟุตบอลชายหาดมากยิ่งขึ้น

ด้าน Mr. Abolfazl Khodabandehloo ผู้อำนวยการจัดการแข่งขัน กล่าวว่า รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้จัดการแข่งขันครั้งนี้ขึ้นในจังหวัดพังงา ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพและมีผู้คนที่น่ารัก สมควรได้รับการเผยแพร่ให้เป็นที่รู้จักในระดับนานาชาติมากยิ่งขึ้น ขณะนี้ทุกฝ่ายกำลังร่วมกันเตรียมความพร้อมอย่างเต็มที่ เพื่อให้การแข่งขันดำเนินไปอย่างราบรื่นและประสบความสำเร็จ โดยทีมชาติจากประเทศต่าง ๆ มีกำหนดทยอยเดินทางมาถึงในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน พร้อมเชิญชวนชาวพังงาและประชาชนทั่วไปเข้าร่วมชมการแข่งขันและส่งกำลังใจให้ทีมชาติไทย รวมถึงทีมที่เข้าร่วมการแข่งขัน เพราะกำลังใจจากผู้ชมเป็นส่วนสำคัญในการสร้างบรรยากาศและความสำเร็จให้กับการแข่งขันครั้งนี้

ขอเชิญชวนชาวพังงา แฟนฟุตบอลชายหาด และนักท่องเที่ยว ร่วมชมการแข่งขัน AFC Beach Soccer Asian Cup 2026 ระหว่างวันที่ 18–28 พฤศจิกายน 2569 ณ ชายหาดบ้านน้ำเค็ม อำเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงา โดยเปิดให้เข้าชมฟรีทุกวัน สนามรองรับผู้ชมได้ประมาณ 2,000 คน พร้อมร่วมส่งกำลังใจให้ทีมชาติไทยและนักกีฬาจากประเทศต่าง ๆ และร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการต้อนรับการแข่งขันระดับเอเชียที่จังหวัดพังงาเป็นเจ้าภาพ

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10447066

สุดยอดแห่งตำนาน G.O.A.T แห่งวงการฟันดาบโลกที่ยังคงอยู่บนจุดสูงสุดในวัย 52ปี สายสุนีย์ จ๊ะนะ

คำว่า G.O.A.T (Greatest Of All Time) ไม่ใช่สิ่งที่ใครจะสถาปนาให้ตัวเองได้ง่ายๆ แต่มันคือคำที่โลกต้องยอมรับผ่านกาลเวลา ความเพียรพยายาม และผลงานความสำเร็จที่จับต้องได้มาอย่างต่อเนื่องยาวนาน และบ่อยครั้งที่ผลงานนั้นดูเหมือนก้าวข้ามขีดจำกัดของมนุษย์ทั่วไป

หากพูดถึงวงการพาราลิมปิกและกีฬาฟันดาบระดับโลก ชื่อของ “แวว - สายสุนีย์ จ๊ะนะ” คือนิยามที่สมบูรณ์แบบที่สุดของคำนี้

จุดเริ่มต้นแห่งตำนาน

สายสุนีย์ จ๊ะนะ หรือ “พี่แวว” เกิดในครอบครัวยากจนที่เชียงใหม่ ในครอบครัวของชนชั้นแรงงาน อดหลายมื้อเพื่อกินมื้อเดียว มีความใฝ่ฝันตั้งแต่ตอนเด็กว่าอยากเป็นครู แต่ต้องมาเป็นสาวโรงงานเพื่อหาเงินเลี้ยงดูครอบครัว เป็นเสาหลักของบ้านตั้งแต่ยังไม่เป็นวัยรุ่นเต็มตัว

ชีวิตที่ปากกัดตีนถีบอยู่แล้วยิ่งพังทลายซ้ำเมื่อประสบอุบัติเหตุร้ายแรงตอนอายุ 17 ร่างกายท่อนล่างไร้ความรู้สึก หมอบอกว่าจะเดินไม่ได้อีกตลอดชีวิต เคยคิดฆ่าตัวตายเพราะไม่อยากเป็นภาระให้ครอบครัว รอดมาได้เพราะแม่ให้สติแล้วบอกว่าจากนี้ไปมาอดมื้อกินมื้อด้วยกันไปตลอดชีวิต

เล่นกีฬาที่ไม่ค่อยมีคนรู้จักเพราะหลังลองเริ่มเล่นได้ 7 วัน โค้ชบอกว่ามีแวว หากเอาจริงจะได้ไปพาราลิมปิกเกมส์ ที่สำคัญคือมีคนบอกว่าถ้าประสบความสำเร็จติดทีมชาติ และไปแข่งได้เหรียญมาจะได้เงินมาเลี้ยงครอบครัว จากนั้นเป็นต้นมาคือการทุ่มเทฝึกซ้อม อย่างมีวินัยขั้นสุด ด้วยมีแรงขับดันภายในใจอยากให้ครอบครัวอยู่สบาย มีกินมีใช้ ไม่อด

ซ้อม ซ้อมอีก ซ้อมแล้วซ้อมเล่า บอกตัวเองว่าทำได้แล้วลงมือทำ ถ้าไม่ลงมือก็ไม่มีวันสำเร็จ มีเรื่องเล่าจากเส้นทางการฝึกซ้อมของเธอที่พี่แววเคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า เมื่อโค้ชให้ฝึกแทงเป้า 1,000 ครั้ง เธอกลับฝึกมากถึง 2,000 ครั้ง นี่คือวิธีคิดของคนที่ไม่ได้ต้องการเพียงเอาชนะคู่แข่ง แต่ต้องการพัฒนาตัวเองให้ดียิ่งขึ้นในทุกวัน

จนได้ไปแข่งพาราลิกปิกครั้งแรกที่ Athens ปี 2004 และประเดิมด้วยเหรียญทองตั้งแต่พาราลิมปิกส์สมัยแรกของตัวเองในวัย 30กว่าปี จากการพลิกล็อคเอาชนะมือวางอันดับหนึ่งของรายการอย่างใจหายใจคว่ำที่สุด

จากวันนั้นถึงวันนี้ ผ่านพาราลิมปิกมาแล้ว 6 สมัย ได้เหรียญทุกครั้ง ครบทุกประเภทการแข่งขันฟันดาบวีลแชร์เท่าที่มีจัดการแข่งขัน

3 เหรียญทอง 🥇
1 เหรียญเงิน 🥈
3 เหรียญทองแดง 🥉

และเกียรติประวัติอื่นๆอีกมากมายจากการแข่งขันในเวทีระดับโลกมาอย่างยาวนาน

เหรียญทองพาราลิมปิกเหรียญล่าสุดได้มาจากนัดชิงที่เจอกับมือ 1 ของโลก เป็นรองทุกด้านทั้งอายุ, อันดับโลกและสภาพร่างกายที่ป่วยและตกวีลแชร์มาก่อนแข่ง โดนออกนำมาเรื่อยๆตั้งแต่ต้นเกม แต่กัดฟันสู้ ทยอยทำแต้มไล่มาทีละแต้มอย่างใจเย็น จนแต้มตามมาเท่ากัน ก่อนที่จะตัดสินใจอย่างเยือกเย็นโจมตีเร็วทำคะแนนนำปาดหน้าในแต้มสุดท้ายชนิดบีบหัวใจทั้งคนแข่งและคนเชียร์ ได้เหรียญทองบนจุดสูงสุดของโลกฟันดาบวีลแชร์ในวัย 50 ปี และประกาศว่ายังไม่เลิกเล่น

ล่าสุดในวัย 52 ปี ซึ่งเป็นวัยที่หลายๆคนเข้าสู่วัยพักผ่อนและเตรียมเกษียณ แต่พี่แววกลับยังคงติดธงไตรรงค์ไว้ที่หน้าอก แล้วเข็นวีลแชร์นำคณะนักกีฬาฟันดาบไทยเข้าสู้ศึกในมหกรรมกีฬาเอเชียนพาราเกมส์ 2026 ที่ไอจิ-นาโกย่า ประเทศญี่ปุ่น และยังคงทำผลงานระดับท็อปของทวีป ด้วยการเดินหน้าคว้า เหรียญทอง (เซเบอร์ บุคคลหญิง คลาส B) และ เหรียญเงิน (ฟอยล์ บุคคลหญิง คลาส B) มาครองอย่างยิ่งใหญ่ เพิ่มสถิติสะสมในศึกเอเชียนพาราเกมส์ของเธอให้สูงยิ่งขึ้นไปอีก

หัวใจที่ไม่เคยยอมแพ้ต่อโชคชะตา
ย้อนกลับไปในวัยเยาว์ วิกฤตชีวิตที่ต้องเสียการใช้ขาไปจากอุบัติเหตุอาจทำให้ใครหลายคนท้อแท้และหมดหวัง แต่ผู้หญิงคนนี้เลือกที่จะ "สู้"

จากจุดเริ่มต้นที่ต้องฝึกซ้อมอย่างหนักหน่วง ผ่านความผิดหวัง หยาดน้ำตา และอาการบาดเจ็บนับครั้งไม่ถ้วน ความมีวินัยระดับที่เรียกได้ว่าเหนือมนุษย์ทั่วไป และการไม่เคยหยุดพัฒนาตัวเอง คือกลไกสำคัญที่ทำให้เธอยืนหยัดอยู่บนจุดสูงสุดของโลกได้ยาวนานกว่า 20 ปี

สำหรับพวกเราคนไทย คุณูปการของพี่แววไม่ใช่เพียงแค่จำนวนของเหรียญรางวัลที่สร้างความสุขและความภาคภูมิใจให้กับพวกเรามาตลอดระยะเวลาอันยาวนานกว่า 20 ปีเพียงแค่นั้น แต่เรื่องราวของพี่แวว คือบทเรียนชีวิตชั้นดีสำหรับพวกเราทุกคน พี่แววบอกกับเราหลายครั้งหลายคราวทั้งโดยคำพูดและการกระทำให้เห็นกับตาว่าอายุเป็นเพียงตัวเลข ขีดจำกัดไม่ได้ขึ้นอยู่กับวัย แต่อยู่ที่หัวใจและความตั้งใจจริง ที่สำคัญคือ“ความมีวินัยชนะทุกอย่าง” พรสวรรค์อาจพาเราไปสู่จุดเริ่มต้น แต่ความมีวินัยสม่ำเสมอเท่านั้นที่จะรักษาความเป็นที่หนึ่งไว้ได้ นอกจากนี้ พี่แววยังเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างและแรงบันดาลใจสำคัญ สำหรับคนที่เริ่มต้นด้วยความไม่พร้อม แต่พลังใจและการตั้งเป้าหมายที่ชัดเจนสามารถพลิกวิกฤตเป็นพลังได้จริงๆ ไม่ว่าชีวิตจะเหวี่ยงความเจ็บปวดอะไรใส่เรา เราสามารถเลือกที่จะลุกขึ้นมาเขียนเรื่องราวชีวิตบทใหม่ให้ตัวเองได้เสมอ

คงไม่เป็นการเกินเลยแต่อย่างใดหากจะบอกว่า แม้ร่างกายจะไม่สมบูรณ์ แต่พี่แววคือความภาคภูมิใจ แรงบันดาลใจ และ“เป็นตัวอย่างของมนุษย์ที่สมบูรณ์แบบ“ ในการเอาชนะอุปสรรคต่างๆด้วยจิตใจที่มุ่งมั่นอย่างแท้จริง

G.O.A.T แห่งวงการฟันดาบวีลแชร์ ตำนานมีชีวิต และ ความสุขของคนไทยเสมอมา

ลูกของแม่ และ แม่ของลูก

สวยงาม สง่างาม สมศักดิ์ศรีธงไตรรงค์ที่อยู่บนชุดแข่งขันและเอามาห่มร่างกายในทุกๆสนามอย่างที่สุด

สายสุนีย์ จ๊ะนะ (พี่แวว)

ใดๆdigestขออนุญาตบันทึกไว้ และกราบขอบพระคุณสำหรับทุกความสุข ความภาคภูมิใจและแรงบันดาลใจที่มีให้กับพวกเราเสมอมาอย่างยาวนานนะครับพี่

เรื่อง : กวิล นาวานุเคราะห์

ยูเครนเปิดสมรภูมิใหม่!! ส่งโดรนถล่มหัวใจเศรษฐกิจดิจิทัลรัสเซีย จากคลังสินค้า Wildberries ถึงศูนย์ข้อมูล Yandex เปิดเผยความเปราะบางโครงสร้างจีนรัสเซีย บทเรียนสำคัญสำหรับความมั่นคงดิจิทัลไทย

“ยูเครนปรับยุทธศาสตร์โจมตีเศรษฐกิจรัสเซีย: จาก Wildberries สู่ Yandex”

สงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครนกำลังสะท้อนการเปลี่ยนแปลงสำคัญของรูปแบบการทำสงครามสมัยใหม่ โดยเป้าหมายของการโจมตีไม่ได้จำกัดอยู่เพียงฐานทัพ โรงงานผลิตอาวุธ หรือโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานเท่านั้น แต่ขยายไปสู่โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่มีบทบาทสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจและการดำเนินชีวิตของประชาชน

เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2026 สำนักข่าว The Moscow Times เผยแพร่บทวิเคราะห์ของ Tatyana Rybakova เรื่อง From Wildberries to Yandex, Ukraine Is Turning Russian Business Giants' Dominance Into a Liability โดยชี้ให้เห็นว่า ยูเครนกำลังใช้การโจมตีด้วยอากาศยานไร้คนขับต่อบริษัทขนาดใหญ่ของรัสเซีย โดยเฉพาะ Wildberries ซึ่งดำเนินธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ และ Yandex ซึ่งเป็นผู้ให้บริการเทคโนโลยีดิจิทัลรายสำคัญของประเทศ การโจมตีดังกล่าวสร้างผลกระทบมากกว่าความเสียหายต่อทรัพย์สิน เนื่องจากบริษัทเหล่านี้มีบทบาทเชื่อมโยงกับระบบขนส่ง การเงิน การสื่อสาร และบริการดิจิทัลที่ประชาชนและภาคธุรกิจใช้งานเป็นประจำ โดยมีลำดับเหตุการณ์สำคัญดังนี้

วันที่ 1 ตุลาคม 2026 นายโรดิออน มิโรชนิก «Родион Мирошник» เอกอัครราชทูตประจำภารกิจพิเศษของกระทรวงการต่างประเทศรัสเซีย กล่าวระหว่างการแถลงข่าวเกี่ยวกับการประชุมคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติว่า ยูเครนเริ่มโจมตีคลังสินค้าและศูนย์กระจายสินค้าของธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์รัสเซียอย่างเป็นระบบตั้งแต่กลางเดือนกรกฎาคม 2026 โดยคลังสินค้าของ Wildberries ถูกโจมตีมากกว่า 40 แห่ง คลังสินค้าของ Ozon ถูกโจมตี 10 แห่ง พนักงาน Wildberries ได้รับบาดเจ็บมากกว่า 130 คน และ มีพนักงาน Wildberries เสียชีวิต 10 คน มิโรชนิกกล่าวว่า การโจมตีดำเนินการด้วยโดรนที่ได้รับการสนับสนุนจากชาติตะวันตก และมุ่งเป้าไปยังโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจของพลเรือนรัสเซีย

ระหว่างวันที่ 7–11 ตุลาคม 2026 ยูเครนใช้โดรนโจมตีศูนย์ข้อมูลของบริษัท Yandex ในพื้นที่หลายแห่งของรัสเซีย ส่งผลให้ระบบคอมพิวเตอร์ประสิทธิภาพสูงและบริการดิจิทัลบางส่วนได้รับความเสียหาย

เหตุการณ์สำคัญเริ่มขึ้นในคืนวันที่ 7 ต่อเนื่องถึงวันที่ 8 ตุลาคม 2026 เมื่อโดรนโจมตีศูนย์ข้อมูลของ Yandex ในเมืองซาซอโว (Sasovo) แคว้นรียาซาน (Ryazan) ซึ่งเป็นที่ตั้งของระบบซูเปอร์คอมพิวเตอร์ Chervonenkis และ Lyapunov ที่ใช้ประมวลผลข้อมูลและพัฒนาระบบปัญญาประดิษฐ์ รวมถึง YandexGPT และผู้ช่วยอัจฉริยะ Alice

ต่อมาในวันที่ 9 ตุลาคม มีการโจมตีศูนย์ข้อมูลของ Yandex ในแคว้นคาลูกา (Kaluga) ซึ่งเป็นที่ตั้งของซูเปอร์คอมพิวเตอร์ Galushkin ก่อนเกิดการโจมตีศูนย์ข้อมูลในแคว้นวลาดิเมียร์ (Vladimir) เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม ส่งผลให้ระบบคลาวด์ของ Yandex บางส่วนต้องเปลี่ยนเข้าสู่โหมดฉุกเฉิน

ภายหลังการโจมตีวันที่ 8–9 ตุลาคม หุ้นของ Yandex ลดลงประมาณร้อยละ 7.67 สะท้อนความกังวลของนักลงทุนต่อความเสียหายและความไม่แน่นอนในการฟื้นฟูระบบ

วันที่ 12 ตุลาคม 2026 นายมักซุต ชาดาเยฟ «Максут Шадаев» รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาดิจิทัล การสื่อสาร และสื่อสารมวลชนของรัสเซีย กล่าวต่อคณะกรรมาธิการด้านนโยบายสารสนเทศของสภาดูมาแห่งรัฐว่า การโจมตีศูนย์ข้อมูลของ Yandex มีขนาดรุนแรงอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน โดยกระทรวงการพัฒนาดิจิทัลกำลังประสานงานกับกระทรวงกลาโหมเพื่อพิจารณามาตรการป้องกันศูนย์ข้อมูลสำคัญของประเทศ รัฐมนตรีมักซุต ชาดาเยฟ ยังระบุว่า การที่บริการดิจิทัลส่วนหนึ่งยังสามารถดำเนินงานต่อไปได้ท่ามกลางการโจมตี เป็นผลจากการเตรียมระบบสำรองข้อมูลและโครงสร้างพื้นฐานของบริษัทไว้ก่อนหน้านี้

ต่อมาในวันที่ 13 ตุลาคม 2026 นายดมิทรี เปสคอฟ โฆษกประธานาธิบดีรัสเซีย เปิดเผยว่า รัฐบาลกำลังหารือเกี่ยวกับผลกระทบจากการโจมตีศูนย์ข้อมูล Yandex รวมถึงประเด็นการชดเชยความเสียหายแก่ผู้ใช้บริการ โดยยอมรับว่าบริษัทกำลังเผชิญความยากลำบากและต้องดำเนินมาตรการฉุกเฉินเพื่อฟื้นฟูระบบ ท่าทีดังกล่าวสะท้อนว่า รัฐบาลรัสเซียเริ่มให้ความสำคัญกับการปกป้องศูนย์ข้อมูลในฐานะโครงสร้างพื้นฐานสำคัญระดับชาติ ไม่ใช่เพียงทรัพย์สินของบริษัทเอกชน เนื่องจากความเสียหายสามารถส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจ การสื่อสาร และบริการประชาชนในวงกว้าง

วันที่ 14 ตุลาคม 2569 นายมักซุต ชาดาเยฟ รัฐมนตรีกระทรวงการพัฒนาดิจิทัลรัสเซียเปิดเผยว่า รัฐบาลได้ช่วย Yandex จัดหาศูนย์ข้อมูลเพิ่มเติมสำหรับย้ายระบบสำคัญไปยังสถานที่สำรอง ขณะที่บริษัทประสานงานกับผู้ให้บริการคลาวด์รายอื่น ได้แก่ Selectel, K2Cloud และ VK Cloud เพื่อรองรับข้อมูลและระบบบริการของลูกค้า

วันที่ 16 ตุลาคม 2569 Yandex ปฏิเสธรายงานที่ว่าศูนย์ข้อมูลบางแห่งไม่มีความคุ้มครองประกันภัย โดยชี้แจงว่ากรมธรรม์ของบริษัทครอบคลุมความเสียหายจากการโจมตีที่เข้าข่ายก่อการร้ายด้วย

วันที่ 14 ตุลาคม 2569 มีการโจมตีศูนย์ข้อมูลของ Sberbank ในเมืองบาลาโคโว (Balakovo) แคว้นซาราตอฟ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีของธนาคารรายใหญ่ที่สุดของรัสเซีย

วันที่ 18 ตุลาคม 2569 มีรายงานการโจมตีศูนย์เซิร์ฟเวอร์ในแคว้นเลนินกราดที่บริษัท VK ซึ่งเป็นผู้ให้บริการเครือข่ายสังคมออนไลน์รายใหญ่ของรัสเซียใช้งาน ทั้ง Sberbank และ VK ยืนยันว่าเกิดการโจมตีต่อสถานที่ที่เกี่ยวข้อง แต่ระบุว่าระบบบริการของบริษัทไม่ได้หยุดชะงัก เหตุการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าการโจมตีศูนย์ข้อมูลไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะ Yandex แต่ขยายไปสู่บริษัทสำคัญในภาคการเงินและสื่อสารดิจิทัลด้วย

ต่อมาเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2569 สำนักข่าว TASS รายงานว่า ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมที่ได้รับผลกระทบจากการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานของ Wildberries ได้รับสินเชื่อดอกเบี้ยพิเศษรวมประมาณ 1.15 พันล้านรูเบิล เพื่อช่วยเพิ่มสภาพคล่องและฟื้นฟูธุรกิจ

ล่าสุดวันที่ 23 ตุลาคม 2569 WB Bank และ WB Finance ประกาศขยายระยะเวลาพักชำระหนี้ให้ผู้ขายสินค้าที่ได้รับความเสียหายจากการโจมตีคลังสินค้าของ Wildberries เพิ่มเติมอีกหนึ่งเดือน โดยกำหนดชำระครั้งถัดไปเป็นวันที่ 23 พฤศจิกายน 2569 ทั้งนี้การโจมตีตั้งแต่เดือนกรกฎาคมอาจทำให้กำลังรองรับด้านโลจิสติกส์ของ Wildberries ลดลงประมาณร้อยละ 17–22 การดำเนินมาตรการดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าผลกระทบจากสงครามไม่ได้จำกัดเฉพาะบริษัทขนาดใหญ่แต่ยังขยายไปถึงผู้ประกอบการรายย่อย ซึ่งรัฐบาลและสถาบันการเงินรัสเซียต้องเข้ามามีบทบาทในการบรรเทาผลกระทบ

เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้บริการสำคัญหลายประเภทเกิดปัญหา ทั้งระบบเรียกรถแท็กซี่ Yandex Go ระบบชำระเงิน Yandex Pay บริการจัดเก็บข้อมูลบนคลาวด์ ตลอดจนระบบออนไลน์ของธนาคาร ผู้ให้บริการโทรศัพท์ และธุรกิจอื่นที่พึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานของ Yandex ผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่ภายในรัสเซียเท่านั้น แต่ยังขยายไปถึงบางประเทศที่ใช้บริการของ Yandex โดยเฉพาะบริการขนส่งและระบบดิจิทัลในประเทศเพื่อนบ้านและภูมิภาคอื่น ๆ การโจมตีดังกล่าวมีความสำคัญในเชิงยุทธศาสตร์ เนื่องจากศูนย์ข้อมูลไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงสถานที่จัดเก็บข้อมูล แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับกิจกรรมเศรษฐกิจจำนวนมาก เมื่อระบบเหล่านี้หยุดทำงานจึงอาจเกิดผลกระทบต่อเนื่องไปยังหลายภาคส่วนพร้อมกัน การโจมตีศูนย์ข้อมูลส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจรัสเซียในหลายมิติ โดยเฉพาะความต่อเนื่องของบริการดิจิทัล ความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจ และความสามารถในการพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูง

ประการแรก ภาคธุรกิจที่พึ่งพาระบบคลาวด์ต้องเผชิญความเสี่ยงจากการไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลและระบบงานที่จำเป็น ส่งผลต่อการให้บริการลูกค้าและการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจ
ประการที่สอง ความเสียหายต่อระบบซูเปอร์คอมพิวเตอร์อาจกระทบต่อการวิจัยและพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ของรัสเซีย เนื่องจากระบบดังกล่าวต้องใช้ชิปประมวลผลขั้นสูงจำนวนมาก และมีต้นทุนในการจัดหาและซ่อมแซมสูง

ประการที่สาม การหยุดชะงักของบริการดิจิทัลอาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นของประชาชนต่อความสามารถของภาครัฐและบริษัทเทคโนโลยีในการรักษาเสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจในภาวะสงคราม
ก่อนหน้านี้ ยูเครนให้ความสำคัญกับการโจมตีโรงกลั่นน้ำมัน คลังเชื้อเพลิง และโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของรัสเซีย เพื่อสร้างแรงกดดันต่อรายได้และระบบส่งกำลังบำรุงที่เกี่ยวข้องกับสงคราม อย่างไรก็ตาม การโจมตีคลังสินค้าของ Wildberries และศูนย์ข้อมูลของ Yandex สะท้อนการขยายประเภทของเป้าหมายไปสู่โครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่มีความเชื่อมโยงกับประชาชนโดยตรง ผู้วิเคราะห์มองว่า ยูเครนกำลังใช้ประโยชน์จากลักษณะเฉพาะของโครงสร้างเศรษฐกิจรัสเซีย ซึ่งมีบริษัทขนาดใหญ่ครองตลาดในแต่ละภาคธุรกิจ โดยการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานของบริษัทเหล่านี้สามารถสร้างผลกระทบต่อระบบบริการในวงกว้างได้ แนวทางดังกล่าวมีนัยสำคัญในเชิงจิตวิทยาและเศรษฐกิจ เพราะทำให้ประชาชนได้รับผลกระทบจากสงครามในชีวิตประจำวันมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเดินทาง การซื้อสินค้า การทำธุรกรรมทางการเงิน หรือการเข้าถึงบริการออนไลน์ อย่างไรก็ตาม การประเมินว่านี่เป็นยุทธศาสตร์ที่ยูเครนกำหนดไว้อย่างเป็นทางการยังต้องอาศัยหลักฐานเพิ่มเติม โดยข้อสรุปเกี่ยวกับวัตถุประสงค์เชิงยุทธศาสตร์ดังกล่าวเป็นการวิเคราะห์จากรูปแบบการโจมตีและผลกระทบที่เกิดขึ้น ไม่ใช่คำประกาศอย่างเป็นทางการของกองทัพยูเครน สถานการณ์นี้ทำให้เกิดคำถามสำคัญว่า การรวมศูนย์บริการทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีไว้กับบริษัทขนาดใหญ่เพียงไม่กี่แห่ง ซึ่งช่วยให้รัฐสามารถบริหารจัดการและกำกับดูแลได้อย่างมีประสิทธิภาพในภาวะปกติ อาจกลับกลายเป็นความเสี่ยงต่อความมั่นคงแห่งชาติเมื่อประเทศเข้าสู่ภาวะสงครามหรือไม่

หนึ่งในประเด็นสำคัญของบทวิเคราะห์คือ โครงสร้างเศรษฐกิจรัสเซียมีลักษณะรวมศูนย์อยู่กับบริษัทขนาดใหญ่ที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับรัฐหรือมีอิทธิพลสูงในตลาด ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด ได้แก่ Yandex ในภาคเทคโนโลยีและบริการดิจิทัล Wildberries ในธุรกิจค้าปลีกออนไลน์ Sberbank ในภาคการเงิน และ Aeroflot ในอุตสาหกรรมการบิน บริษัทเหล่านี้มีบทบาทสำคัญต่อการให้บริการพื้นฐานทางเศรษฐกิจและระบบดิจิทัลของประเทศ โดยรัฐบาลรัสเซียยังส่งเสริมนโยบายพึ่งพาระบบเทคโนโลยีภายในประเทศ หรือแนวทางอธิปไตยทางดิจิทัล (Digital Sovereignty) เพื่อลดการพึ่งพาบริษัทเทคโนโลยีต่างชาติ นโยบายดังกล่าวมีเป้าหมายเพิ่มความสามารถในการควบคุมข้อมูลและระบบดิจิทัลภายในประเทศ แต่ในอีกด้านหนึ่ง การกำหนดให้ข้อมูลและบริการสำคัญตั้งอยู่บนโครงสร้างพื้นฐานภายในรัสเซียเป็นหลัก อาจทำให้ระบบเหล่านี้มีความเสี่ยงจากการโจมตีทางกายภาพในช่วงสงคราม เมื่อศูนย์ข้อมูลสำคัญได้รับความเสียหาย บริษัทและหน่วยงานที่ใช้บริการร่วมกันจึงอาจได้รับผลกระทบพร้อมกัน แม้ไม่ได้เป็นเป้าหมายโดยตรงของการโจมตี ศูนย์วิเคราะห์ Carnegie Endowment for International Peace ประเมินว่า การโจมตีศูนย์ข้อมูลของ Yandex ได้เปิดเผยต้นทุนด้านความมั่นคงของแนวทางอินเทอร์เน็ตอธิปไตยของรัสเซีย ซึ่งมุ่งรวมโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลไว้ภายในประเทศ สถานการณ์นี้จึงสะท้อนข้อจำกัดของระบบเศรษฐกิจที่พึ่งพาผู้ให้บริการรายใหญ่และมีทางเลือกสำรองจำกัด โดยเฉพาะเมื่อประเทศเผชิญความเสี่ยงจากการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพร้อมกันหลายแห่ง


ภายหลังการโจมตีศูนย์ข้อมูล Yandex รัสเซียให้ความสำคัญกับการฟื้นฟูระบบเทคโนโลยีและบริการดิจิทัลที่ได้รับผลกระทบ โดยบริษัท Yandex เร่งดำเนินการกู้คืนระบบและกระจายภาระการประมวลผลไปยังโครงสร้างพื้นฐานที่ยังสามารถใช้งานได้ ขณะที่ภาครัฐแสดงความพร้อมในการสนับสนุนการแก้ไขปัญหา สถานการณ์ดังกล่าวเป็นความท้าทายต่อนโยบายอธิปไตยทางดิจิทัลของรัฐบาลรัสเซีย เนื่องจากมาตรการกำกับดูแลข้อมูลที่มุ่งให้ข้อมูลสำคัญจัดเก็บภายในประเทศ ส่งผลให้ผู้ประกอบการมีข้อจำกัดในการใช้ศูนย์ข้อมูลต่างประเทศเป็นระบบสำรอง ตามรายงานของ The Moscow Times บริษัท Yandex จำเป็นต้องพิจารณาใช้โครงสร้างพื้นฐานในคาซัคสถานและเบลารุสเพื่อรองรับข้อมูลและบริการบางส่วน ขณะที่การฟื้นฟูระบบภายในประเทศยังมีข้อจำกัดด้านกำลังการประมวลผลและอุปกรณ์คอมพิวเตอร์นอกจากนี้ บริษัทต้องเผชิญปัญหาการจัดหาอุปกรณ์ประมวลผลประสิทธิภาพสูง โดยเฉพาะชิปที่ใช้ในระบบซูเปอร์คอมพิวเตอร์และปัญญาประดิษฐ์ เนื่องจากมาตรการควบคุมการส่งออกเทคโนโลยีขั้นสูงของชาติตะวันตกทำให้ต้นทุนและความซับซ้อนในการจัดหาเพิ่มขึ้น ในเชิงนโยบาย เหตุการณ์นี้ทำให้รัฐบาลรัสเซียต้องเผชิญความท้าทายในการรักษาสมดุลระหว่างการควบคุมโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลภายในประเทศกับความจำเป็นในการกระจายความเสี่ยงและรักษาความต่อเนื่องของบริการ อย่างไรก็ตาม ข้อมูลที่เปิดเผยยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่ารัฐบาลรัสเซียได้ตัดสินใจเปลี่ยนนโยบายอธิปไตยทางดิจิทัลอย่างเป็นทางการแล้ว

สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของสงครามสมัยใหม่ในสามประเด็นสำคัญ
ประการแรก การใช้โครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจเป็นเครื่องมือสร้างแรงกดดันทางยุทธศาสตร์ รูปแบบการโจมตีชี้ให้เห็นว่า ความเสียหายต่อระบบเทคโนโลยีหรือบริการทางเศรษฐกิจอาจส่งผลกระทบต่อความสามารถในการดำเนินงานของประเทศได้ แม้จะไม่ใช่การโจมตีกำลังรบในสนามรบโดยตรง
ประการที่สอง ความสำคัญของการกระจายโครงสร้างพื้นฐานและระบบสำรอง การรวมศูนย์ระบบเศรษฐกิจดิจิทัลอาจช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการและลดต้นทุนในภาวะปกติ แต่เมื่อเกิดความขัดแย้งทางทหาร ความเสียหายต่อศูนย์ข้อมูลเพียงบางแห่งอาจสร้างผลกระทบต่อบริการจำนวนมากที่เชื่อมโยงกัน

ประการที่สาม เทคโนโลยีกลายเป็นองค์ประกอบของขีดความสามารถทางยุทธศาสตร์ ความสามารถในการผลิต จัดหา และฟื้นฟูอุปกรณ์ประมวลผลขั้นสูงมีความสำคัญเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในประเทศที่พึ่งพาระบบ AI คลาวด์ และระบบสื่อสารดิจิทัลเพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจและการบริหารประเทศ
สำหรับรัสเซีย ความท้าทายจึงไม่ได้จำกัดอยู่ที่การป้องกันการโจมตีด้วยโดรนเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการสร้างความยืดหยุ่นของระบบเศรษฐกิจและเทคโนโลยีให้สามารถรองรับความเสียหายและฟื้นฟูบริการได้อย่างรวดเร็ว

ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีและเศรษฐกิจของรัสเซียแสดงความกังวลต่อผลกระทบจากการโจมตีศูนย์ข้อมูล Yandex โดยเฉพาะความเสี่ยงจากการพึ่งพาผู้ให้บริการเทคโนโลยีรายใหญ่และการขาดระบบสำรองที่เพียงพอ โดยอันเดรย์ ชิเนฟสกี «Андрей Шиневский» ผู้ก่อตั้งบริษัท Virtualoff ให้ความเห็นเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2026 ว่า การหยุดชะงักของศูนย์ข้อมูล Yandex สะท้อนความเปราะบางของธุรกิจที่ใช้ระบบคลาวด์เพียงแห่งเดียว โดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม ซึ่งอาจได้รับผลกระทบต่อระบบบัญชี การชำระเงิน และการให้บริการลูกค้า ขณะที่การสร้างศูนย์ข้อมูลทดแทนต้องใช้เวลาและเงินลงทุนสูง ขณะเดียวกัน อเล็กเซย์ เบกาเยฟ «Алексей Бегаев»

ผู้ก่อตั้งกลุ่มบริษัท InSeq เห็นว่าการประสานงานระหว่างกระทรวงกลาโหมกับกระทรวงการพัฒนาดิจิทัลเป็นแนวทางสำคัญในการยกระดับการป้องกันโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ส่วนอันโตน อาเวเรียนอฟ «Антон Аверьянов» ผู้อำนวยการใหญ่กลุ่มบริษัท ST IT เตือนว่ามาตรการป้องกันทางกายภาพยังมีข้อจำกัดและไม่สามารถรับประกันความปลอดภัยได้ทั้งหมด ด้านเซอร์เกย์ ไซกานอฟ «Сергей Сайганов» ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายเทคโนโลยีจากบริษัท Comply ระบุว่า ข้อกำหนดด้านการจัดเก็บข้อมูลภายในประเทศเป็นอุปสรรคต่อการใช้โครงสร้างพื้นฐานต่างประเทศเพื่อกระจายความเสี่ยงในภาวะฉุกเฉิน นอกจากนี้ นักวิเคราะห์ตลาดทุนรัสเซียประเมินว่า แม้ผลกระทบต่อรายได้ของ Yandex ในระยะสั้นอาจอยู่ในระดับจำกัด แต่บริษัทมีแนวโน้มเผชิญต้นทุนการฟื้นฟูและการลงทุนด้านความปลอดภัยเพิ่มขึ้น ในเชิงยุทธศาสตร์ ความเห็นของผู้เชี่ยวชาญรัสเซียสะท้อนว่า การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลไม่ได้ก่อให้เกิดเพียงความเสียหายทางเศรษฐกิจ แต่ยังเปิดเผยข้อจำกัดของระบบเทคโนโลยีที่รวมศูนย์และพึ่งพาผู้ให้บริการรายใหญ่ ซึ่งรัฐบาลรัสเซียจำเป็นต้องพิจารณาทั้งการป้องกันภัย การกระจายความเสี่ยง และการรักษาความต่อเนื่องของระบบบริการสำคัญควบคู่กัน

กรณีการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของรัสเซียเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับประเทศไทย เนื่องจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคการเงิน ระบบขนส่ง การสื่อสาร และการให้บริการสาธารณะต่างพึ่งพาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและศูนย์ข้อมูลมากขึ้น ประเด็นที่ควรให้ความสำคัญ ได้แก่ การประเมินความเสี่ยงจากการพึ่งพาผู้ให้บริการคลาวด์รายใหญ่ การจัดให้มีระบบสำรองข้อมูลที่สามารถทำงานได้อย่างอิสระ และการพัฒนาแผนความต่อเนื่องในการดำเนินงานของโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งควรพิจารณาติดตามความพร้อมด้านการป้องกันโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงแห่งชาติ โดยเฉพาะระบบสื่อสารทางทหาร ศูนย์ข้อมูลของหน่วยงานด้านความมั่นคง และระบบสารสนเทศที่สนับสนุนการปฏิบัติการของกองทัพ นอกจากนี้ ควรให้ความสำคัญกับการบูรณาการมาตรการป้องกันภัยทางกายภาพและความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ตลอดจนส่งเสริมการพัฒนาเทคโนโลยีและบุคลากรภายในประเทศ เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาระบบหรือผู้ให้บริการเพียงรายเดียว

สรุป การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานของบริษัทขนาดใหญ่ในรัสเซีย โดยเฉพาะ Wildberries และ Yandex สะท้อนการขยายขอบเขตของสงครามรัสเซีย–ยูเครนจากเป้าหมายทางทหารและพลังงานไปสู่ระบบเศรษฐกิจและเทคโนโลยีที่มีความสำคัญต่อการดำเนินชีวิตของประชาชน เหตุการณ์ดังกล่าวเปิดเผยความเปราะบางของระบบเศรษฐกิจดิจิทัลรัสเซียที่พึ่งพาบริษัทขนาดใหญ่และโครงสร้างพื้นฐานภายในประเทศเป็นหลัก ขณะที่ข้อจำกัดด้านการจัดหาเทคโนโลยีขั้นสูงจากต่างประเทศอาจทำให้การฟื้นฟูระบบที่ได้รับความเสียหายมีต้นทุนสูงและใช้เวลานาน ในเชิงยุทธศาสตร์ สถานการณ์นี้สะท้อนว่า ความมั่นคงของประเทศในสงครามสมัยใหม่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับขีดความสามารถทางทหารเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงความสามารถในการปกป้องและรักษาความต่อเนื่องของระบบเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และบริการพื้นฐานของประชาชนสำหรับประเทศไทย บทเรียนสำคัญคือความจำเป็นในการเสริมสร้างความมั่นคงของโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล การกระจายความเสี่ยงด้านเทคโนโลยี และการพัฒนาความพร้อมในการรับมือภัยคุกคามที่อาจส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจและความมั่นคงแห่งชาติในอนาคต

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.กฤษฎา พรหมเวค
คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง

‘ศุภจี’ ดัน Credit Term สำเร็จ!! มีผล 2 พ.ย. สร้างความเป็นธรรม SMEs ตัดเวลาชำระเงินเหลือ 30-45 วัน เพิ่มสภาพคล่องหมุนเวียนกว่า 7.5 แสนล้าน หนุนแข่งขันยั่งยืนและลดต้นทุนแพลตฟอร์ม

ดันกติกา Credit Term สำเร็จ มีผล 2 พ.ย. เพิ่มสภาพคล่อง SMEs สร้างความเป็นธรรมทางการค้า

“ศุภจี” ดันกติกา Credit Term สำเร็จ มีผล 2 พ.ย. เพิ่มสภาพคล่อง SMEs สร้างความเป็นธรรมทางการค้า

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เดินหน้าผลักดันการสร้างความเป็นธรรมทางการค้าอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด หลักเกณฑ์ระยะเวลาการให้สินเชื่อการค้า (Credit Term) เพื่อแก้ปัญหาผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ถูกคู่ค้ารายใหญ่ยืดเวลาชำระเงิน มีความคืบหน้าเป็นรูปธรรม หลังประกาศคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) เผยแพร่ในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2569 และจะมีผลบังคับใช้วันที่ 2 พฤศจิกายน 2569 นับเป็นอีกก้าวสำคัญในการยกระดับกติกาการค้า ลดความเหลื่อมล้ำในการต่อรอง และเพิ่มสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการรายย่อย

หลักเกณฑ์ดังกล่าวมุ่งแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างที่ผู้ประกอบการ SMEs ต้องเผชิญจากการรอรับชำระเงินเป็นเวลานาน ซึ่งส่งผลต่อสภาพคล่องและความสามารถในการดำเนินธุรกิจ โดยกำหนดกรอบระยะเวลาชำระเงินไม่เกิน 30 วัน สำหรับธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์เกษตรแปรรูปขั้นต้นที่มีกระบวนการผลิตไม่ซับซ้อน และไม่เกิน 45 วัน สำหรับการค้า การผลิต และบริการทั่วไปที่อยู่ในขอบเขตประกาศ พร้อมกำหนดแนวทางป้องกันการประวิงชำระเงินโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร รวมถึงการเปลี่ยนแปลงระยะเวลา Credit Term หรือเงื่อนไขสัญญาโดยไม่แจ้งล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 60 วัน ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด ตลอดจนกลไกให้ผู้ซื้อรายใหญ่นำข้อเท็จจริงและหลักฐานมาแสดงต่อ กขค. ในกรณีที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลซึ่งอยู่ในความรู้เห็นของตน เพื่อช่วยลดภาระการพิสูจน์ของ SMEs

การกำหนดหลักเกณฑ์ Credit Term จึงไม่ได้เป็นเพียงการกำหนดกรอบเวลาชำระเงิน แต่เป็นกลไกสำคัญในการสร้างความเป็นธรรมระหว่างคู่ค้า ลดความเสียเปรียบในการต่อรอง และช่วยให้ผู้ประกอบการรายย่อยสามารถบริหารกระแสเงินสด วางแผนธุรกิจ และดำเนินกิจการได้อย่างต่อเนื่อง อันเป็นพื้นฐานสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของ SMEs ในระยะยาว

ขณะเดียวกัน กระทรวงพาณิชย์ยังเดินหน้าประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อแก้ไขปัญหาต้นทุนของผู้ประกอบการในมิติอื่น ๆ ควบคู่กันไป สะท้อนผ่านการประชุมหารือแนวทางแก้ไขปัญหาสินค้าแพงและค่าครองชีพสำหรับธุรกิจแพลตฟอร์ม เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2569 ซึ่งนางศุภจีเป็นประธาน โดยมีการหารือแนวทางสร้างความเป็นธรรมในการดำเนินธุรกิจแพลตฟอร์ม เพื่อช่วยลดภาระต้นทุนและเพิ่มโอกาสในการแข่งขันให้แก่ SMEs

การดำเนินงานดังกล่าวครอบคลุมทั้งการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าและการวางกลไกกำกับดูแลในระยะยาว โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้หารือแนวทางจัดการปัญหาค่าธรรมเนียมและค่าคอมมิชชันของแพลตฟอร์ม ตลอดจนการพัฒนากติกาการแข่งขันให้เหมาะสมกับบริบทของเศรษฐกิจดิจิทัล เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถแข่งขันได้อย่างเป็นธรรม ขณะที่ผู้บริโภคและระบบเศรษฐกิจโดยรวมได้รับประโยชน์

กระทรวงพาณิชย์มุ่งขับเคลื่อนนโยบายสร้างความเป็นธรรมทางการค้าอย่างต่อเนื่อง ทั้งการแก้ไขปัญหาระยะเวลาชำระเงินผ่านหลักเกณฑ์ Credit Term และการลดภาระต้นทุนจากการประกอบธุรกิจบนแพลตฟอร์มดิจิทัล ควบคู่กับการยกระดับกลไกการแข่งขันทางการค้า เพื่อเสริมความเข้มแข็งให้ SMEs เพิ่มสภาพคล่อง และสร้างสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เอื้อต่อการเติบโตอย่างยั่งยืน

ด้านนายสุปรีย์ ทองเพชร ประธานสภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย กล่าวว่า การกำหนดหลักเกณฑ์ Credit Term ใหม่ถือเป็นความก้าวหน้าสำคัญในการแก้ไขปัญหาสภาพคล่องของ SMEs ซึ่งที่ผ่านมาได้รับผลกระทบจากการรอรับชำระเงินเป็นเวลานาน โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายเล็กที่ต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายในการดำเนินธุรกิจ ทั้งค่าจ้างแรงงาน ค่าวัตถุดิบ และต้นทุนอื่น ๆ ระหว่างรอรับเงินจากคู่ค้า

ทั้งนี้ การลดระยะเวลาการชำระเงินจาก 60 วัน เหลือ 45 วัน คาดว่าจะช่วยให้มีเงินทุนหมุนเวียนกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจของ SMEs ประมาณ 250,000 ล้านบาท และหากสามารถลดระยะเวลาจาก 90 วัน เหลือ 45 วัน จะช่วยเพิ่มสภาพคล่องได้ถึงประมาณ 750,000 ล้านบาท ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถนำเงินไปหมุนเวียนในกิจการ ชำระค่าวัตถุดิบและค่าจ้างแรงงาน ตลอดจนลดความจำเป็นในการพึ่งพาเงินกู้เพื่อประคองธุรกิจ โดยมาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs กว่า 3 ล้านราย ให้สามารถดำเนินธุรกิจและแข่งขันได้อย่างเป็นธรรมมากขึ้น

รศ.สุธรรม อยู่ในธรรม ประธานกรรมการการแข่งขันทางการค้า กล่าวว่า ผู้ประกอบการ SMEs ต้องรอรับชำระเงินเป็นเวลานานจนส่งผลกระทบต่อสภาพคล่องและความสามารถในการดำเนินธุรกิจ การกำหนดลดกรอบระยะเวลาชำระเงินจึงช่วยสร้างมาตรฐานในการดำเนินธุรกิจ และลดโอกาสการใช้เงื่อนไขทางการค้าที่ทำให้ผู้ประกอบการรายเล็กเสียเปรียบ

คณะกรรมการการแข่งขันทางการค้าในฐานะหน่วยงานอิสระ ภายใต้กำกับของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ยึดนโยบายของรัฐบาลในการรักษาความสามารถของผู้ประกอบการรายเล็กรายย่อยที่อยู่ห่างไกลไว้ โดยให้สามารถมีเงินทุนหมุนเวียนเพื่อทำธุรกิจได้ อันเป็นปัจจัยอันสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและชุมชน

กขค. มุ่งให้การบังคับใช้หลักเกณฑ์เป็นไปตามกฎหมายและเงื่อนไขที่ประกาศกำหนด เพื่อส่งเสริมการแข่งขันทางการค้าที่เป็นธรรม ควบคู่กับการสร้างความเข้าใจให้ผู้ประกอบธุรกิจที่เกี่ยวข้องสามารถปรับตัวและปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ได้อย่างถูกต้อง

โดยในการประชุมครั้งนี้ มีนายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรี นาวาตรี วรวิทย์ เตชะสุภากูร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ดร.ปิยนุช วุฒิสอน ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ นายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายใน นายกิตติวัฒน์ ปัจฉิมนันท์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า รศ.สุธรรม อยู่ในธรรม ประธานกรรมการการแข่งขันทางการค้า และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม

นวัตกรรมละครทุนวัฒนธรรม!! เปิดตัวละครสั้น "โปงลางสะท้านธุง" ผลักดันทุนวัฒนธรรมสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ ยกระดับเมืองกาฬสินธุ์เป็นเมืองรอง ผสานงานวิจัยและชุมชนสร้างสรรค์

เปิดตัว “โปงลางสะท้านธุง” ละครสั้นแนวตั้งจากทุนวัฒนธรรมเมืองกาฬสินธุ์ ชูงานวิจัยสู่การสร้างทุนวัฒนธรรมขับเคลื่อนเมืองรองสู่เมืองเศรษฐกิจวัฒนธรรม อว.รวมภาคีงานวิจัยแถลงข่าว กว่าจะมาเป็น “โปงลางสะท้านธุง” แห่งเมืองกาฬสินธุ์ พร้อมเปิดตัว 11 โครงการวิจัย ภายใต้แผนงานเป้าหมายสำคัญ “ยกระดับเมืองรองสูเมืองเศรษฐกิจวัฒนธรรม”

กรุงเทพฯ – วันพฤหัสบดีที่ 22 ตุลาคม 2569 กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมกับคณะผู้วิจัยและภาคีเครือข่าย จัดงานแถลงข่าว “เปิดตัวละครสั้นแนวตั้งจากทุนวิจัยสู่การสร้าง ทุนวัฒนธรรม” เพื่อเปิดตัวละครสั้นแนวตั้ง “โปงลางสะท้านธุง” ซึ่งนำศิลปวัฒนธรรมและเรื่องราวของเมืองกาฬสินธุ์มาเล่าด้วยรูปแบบที่ใกล้ตัวคนรุ่นใหม่ ผลงานนี้มาจากโครงการวิจัยเรื่อง “การบริหารจัดการ สื่อวัฒนธรรมชุมชนเพื่อยกระดับเมืองรองสู่เมืองเศรษฐกิจสร้างสรรค์”

นำทีมขับเคลื่อนโดย ดร.ธนภณ วัฒนกุล ประธานคณะกรรมการส่งเสริมแผนงานเป้าหมายสำคัญ (Promoting Committee : PC) และ ดร.ถวิลวดี บุรีกุล ผู้อำนวยการแผนงานเชิงกลยุทธการนำงานวิจัยและนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์และเป้าหมายสำคัญตามยุทธศาสตร์ ววน. (PD) ภายใต้แผนงานเป้าหมายสำคัญเรื่อง “ยกระดับเมืองรองสู่เมืองเศรษฐกิจวัฒนธรรม” โดยได้รับการสนับสนุนจาก กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กองทุนส่งเสริม วิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม (กองทุน ววน.) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) (รวพ.) หน่วยบริหารจัดการทุนด่านการพัฒนาพื้นที่ (บพท.) ดำเนินงานโดย มูลนิธิ สื่อสานพลังชุมชน

งานแถลงขาวจัดที่รานเจริญเจริญ (เจริญวันเจริญคืน) สวนหลวงสแควร์ ซอยจุฬาฯ 12 เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร ละครแนวตั้งเรื่องนี้นำอัตลักษณ์และทุนวัฒนธรรมของเมืองกาฬสินธุ์ ทั้งวิถีชีวิต ภูมิปญญา ศิลปะ อาหาร และผู้คน มาเล่าผานเรื่องราวร่วมสมัย การเล่าแบบกระชับและเข้าใจง่ายเหมาะกับการรับชมผ่านโทรศัพทมือถือ โดยให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของชุมชนผู้เป็นเจ้าของวัฒนธรรม ในการถ่ายทอดเนื้อหาที่ ถูกต้อง ครบถวน และสร้างสรรค์ ผลงานจึงมีเป้าหมายตอยอดสู่ มูลค่าทางเศรษฐกิจได้หลายทาง เช่น การ ทองเที่ยวตามรอยละคร การอุดหนุนอาหารและผลิตภัณฑท้องถิ่น และกิจกรรมหรือบริการสร้างสรรค์ของ ชุมชน ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.นายแพทย์ สิริฤกษ ทรงศิวิไล ประธานกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม (กสว.) และประธานเปิดงาน กล่าวถึงความสำคัญของการนำทุนทางวัฒนธรรมมาต่อยอด ผ่านการมีส่วนร่วมจากภาคส่วนต่าง ๆ ว่า “การนำทุนทางวัฒนธรรมมาพัฒนาเป็นสื่อร่วมสมัย ผ่านการมีส่วนร่วมของคนในพื้นที่ ถือเปนสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้เรื่องราวเหล่านี้ไดรับการถ่ายทอดอย่างเข้าใจและเคารพเจ้าของวัฒนธรรม พรอมทั้งสร้างความภาคภูมิใจและความรู้สึกเป็นเจ้าของรวมกัน นอกจากนี้การนำละคร แนวตั้งมาเป็นเครื่องมือสื่อสารช่วยให้เข้าถึงผู้ชมได้ง่ายขึ้นผ่านโทรศัพทมือถือเป็นการสรางทั้งคุณค่าทางสังคม หน้า 1 จาก 5 และโอกาสด้านรายได้ในอนาคต ผ่านการต่อยอดทั้งการทองเที่ยวตามรอยละคร

การซื้อสินคาทองถิ่น และ กิจกรรมสรางสรรค์ของชุมชนต่างๆ” ทางด่าน ดร.ธนภณ วัฒนกุล ประธานคณะกรรมการส่งเสริมแผนงานเป้าหมายสำคัญ (Promoting Committee: PC) ผู้รังสรรค์แนวคิดละครทุนวัฒนธรรม ได้กล่าวถึงการต่อยอดทุนวัฒนธรรมของชาติที่ตองทำ ให้เกิดขึ้นอยางเป็นรูปธรรมและแพร่หลายในวงกว้าง “วันนี้ ผมคิดว่าการที่เอาทุนวัฒนธรรมสร้างชาติโดยผ่านงานวิจัยมาถึงจุดที่มันเริ่มออกดอกออกผลให้ เห็นแล้วแตละพื้นที่แต่ละเมืองมีอัตลักษณของตัวเอง มีวัตถุดิบต่างกัน ทุนมนุษย์ก็ต่างกัน มีประเพณีดั้งเดิมก็ต่างเพราะฉะนั้นจะเกิดความหลากหลาย ถ้าประเทศนี้มองทุนวัฒนธรรมเป็นทุนการขับเคลื่อนประเทศ ทุกพื้นที่สร้างได้หมดโดยการนำสื่อที่เป็นทางการ เป็นมืออาชีพเข้ามาช่วย การทำหนังเรื่องหนึ่งคนดูเป็นล้าน เป็นการประชาสัมพันธ์ เป็นเรื่องเป็นราวเป็นระบบ ทีนี้คนเป็นล้านที่จะรู้จักที่นั่น ก็จะทำใหงานวัฒนธรรมแข็งแรงขึ้น และเติบโตอย่างมีนัยยะ” ในส่วนของ ดร.สรวงมณฑ สิทธิสมาน หัวหน้าโครงการวิจัย “การบริหารจัดการสื่อวัฒนธรรมชุมชน เพื่อยกระดับเมืองรองสู่ เมืองเศรษฐกิจสร้างสรรค์”

ซึ่งเป็นผู้ที่รับผิดชอบในการผลิตละครสั้นแนวตั้ง ทุนวัฒนธรรมเรื่องนี้ กล่าวว่า “ละครสั้นแนวตั้งเปนอีกหนึ่งเครื่องมือในการสื่อสาร เพราะเราเชื่อว่า ทุนวัฒนธรรมไม่จำเป็นต้องถูกเล่าผ่านรูปแบบเดิม ๆ เสมอไป เรื่องราวของชุมชนสามารถนำมาสรางเป็นความ บันเทิงที่ทั้งสนุกและทำให้ผู้ ชมได้รู้จักคุณค่าของวัฒนธรรมทองถิ่นไปพร้อมกัน และสิ่งสำคัญของการดำเนินงานไม่ได้อยู่ที่การผลิตละครเพียงอย่างเดียว แต่เปนกระบวนการทำงานรวมกับคนในพื้นที่เพื่อค้นหาและทำความเข้าใจทุนวัฒนธรรมก่อนนำมาพัฒนาเป็นเนื้อหาสื่อสาร โดยเริ่มตนจากจังหวัดกาฬสินธุ์ ซึ่งมีต้นทุนทางวัฒนธรรมที่โดดเด่น ทั้งศิลปะการแสดงโปงลางผ้าไหมแพรวา และธุงที่สามารถนำมาถ่ายทอดผ่าน เรื่องราวของละครได้ “เราไม่ได้คาดหวังเพียงให้คนดูละครแล้วจบไป แตอยากให้ละครเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผู้ ชมสนใจว่า กาฬสินธุ์ มีอะไรน่าค้นหา มีวัฒนธรรมอะไรที่นาสนใจและอยากเดินทางไปสัมผัสดวยตัวเอง ขณะเดียวกันก็อยากให้คนในชุมชนเห็นคุณค่าของสิ่งที่ตัวเองมีอยู่ และสามารถนำทุนวัฒนธรรมเหล่านั้นมาต่อยอดได้ ซึ่งเป็น เป้าหมายสำคัญของการใช้สื่อเปนกลไกขับเคลื่อนเมืองรองสู่เศรษฐกิจสรางสรรค์” ทางด้าน คุณมานิดา นฤภัทร ผู จัดละคร กลาวถึงจุดเริ่มตน แรงบันดาลใจและความแตกตางของละครสั้นแนวตั้งเรื่องนี้ว่า “จุดเริ่มต้นละครสั้นแนวตั้งเรื่องนี้มาจาก ดร.ธนภณ วัฒนกุล ในการสร้างละคร ทุนวัฒนธรรมเพื่อที่จะได้ทำให้คนเห็นคุณค่าของเศรษฐกิจสรางสรรค์จากทุนวัฒนธรรมจริง ๆ ซึ่งเราก็อยากให้ ละครเรื่องนี้มีความหมายมากกวาแค่การดูละครสนุก ๆ เพราะเราเชื่อว่าแต่ละพื้นที่ของประเทศไทยมีความพิเศษในความธรรมดา และอยากให้คนในพื้นที่คนไทยที่เป็นเจ้าของแผนดิน เห็นถึงความหมายพิเศษของทุนวัฒนธรรมในบ้านเราที่หาที่ไหนไม่ได้” ปิดท้ายด้วย ความรู้สึกของ คุณนุ่น ศิรพันธ วัฒนจินดา นักแสดงนำ กล่าวถึงความรู้ สึกของการได้ เป็นส่วนหนึ่งของละครสั้นแนวตั้งที่เรียกได้ว่าเปิดมิติใหม่ในการแสดงละครของตัวเองด้วยว่า “ตอนที่ทีมงาน ติดต่อเข้ามา ก็สนใจทั้งที่ไม่เคยเล่นละครสั้นแนวตั้งมาก่อน เพราะการนำละครสั้นแนวตั้งมาผสมกับวิธีการเล่า เรื่องแบบ Storytelling นั้นน่าสนใจ ละครเรื่องนี้สื่อถึงรากเหงา ศิลปวัฒนธรรม แกนของคน ไม่ใช่แค่คนกาฬสินธุ์ แต่คือแกนของคนไทย ยิ่งเป็นคนไทยในพืเนถิ่น ส่วนตัวคิดว่าหาดูได้ยาก ภาพสวย วิธีการเลาเรื่องที่ทำให้คน หนา 2 จาก 5 รู้สึกอิน การที่เราได้รู้จักศิลปวัฒนธรรมเพิ่มอีกหนึ่งเรื่อง มีความสนุกใครได้ดูก็ตองอยากมาตามแนวละคร และการสื่อสารผ่านละครสั้นนี้ เป็นการสงสารไปถึงคนรุ่นใหม่ ในเชิงอนุรักษ์ สืบสานสามารถส่งต่อพลังได้จริง ๆ” “โปงลางสะท้านธุง” เป็นตัวอย่างของการนำงานวิจัยไปใชจริงในพื้นที่ โดยเชื่อมทุนวัฒนธรรมกับสื่อ ร่วมสมัยและอุตสาหกรรมสรางสรรค์ ผลงานนี้จึงเป็นทั้งความบันเทิงและช่องทางให้ผู้ ชมรู้จักเมืองรอง และเป็นต้นแบบการขับเคลื่อนเมืองรองสู่เมืองเศรษฐกิจสรางสรรค์ ซึ่งสร้างประโยชน์ทั้งทางสังคมและเศรษฐกิจให้ชุมชน

ปฏิวัติสำเร็จ แต่ประชาชนยังอดอยาก!! ฝรั่งเศสสู่ยุคแห่งความน่าสะพรึงกลัว ความขัดแย้งลามงตาญ-ฌีรงแด็งรุนแรง นองเลือดในชื่อ “ความบริสุทธิ์” สิ้นสุดด้วยคราบน้ำตาของพลังอำนาจ

ยุคแห่งความน่าสะพรึงกลัวของฝรั่งเศส หลังจากการปฏิวัติอันรุ่งโรจน์ที่ไม่ได้แก้อะไรให้กับชาติของตนเอง เรื่องราวที่นักการเมืองสายปฏิวัติมักไม่ค่อยเล่า

ภาพเหตุจลาจลเพื่อประท้วงรัฐบาลฝรั่งเศสเมื่อไม่นานมานี้ ทำให้นึกไปถึงการปฏิวัติฝรั่งเศสในปี ค.ศ. 1789 ครั้งนั้นประชาชนออกมาเรียกร้องเพื่อแก้ไขวิกฤติความอดอยาก จนเกิดเป็นการปฏิวัติซึ่งดูแล้วเหมือนจะดี แต่พอปฏิวัติจบกลับย่ำแย่ยิ่งกว่าเดิมด้วยความกลัว ความกดดัน และวิกฤตการณ์ที่รุนแรงยิ่งกว่าเดิม นำพาฝรั่งเศสเข้าสู่ยุคแห่งความน่าสะพรึงกลัว (Reign of Terror) ที่นองเลือดที่สุดในประวัติศาสตร์ฝรั่งเศส ระหว่างเดือนกันยายน ค.ศ. 1793 ถึงกรกฎาคม ค.ศ. 1794 อันมีสาเหตุหลัก ๆ ที่พอเล่าให้ฟังได้อย่างนี้

ฝรั่งเศสกับสงครามรอบทิศ : หลังจากฝรั่งเศสปฏิวัติ และประหารชีวิตพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 บรรดามหาอำนาจรอบข้างที่ยังคงมีระบอบกษัตริย์ เช่น ออสเตรีย ปรัสเซีย อังกฤษ และสเปน ได้รวมกันเป็นพันธมิตรบุกฝรั่งเศส หวังจะปราบปรามฝ่ายปฏิวัติ และฟื้นฟูระบอบกษัตริย์ ซึ่งฝรั่งเศสเพลี่ยงพล้ำในสงครามหลายครั้ง จนตื่นตระหนกว่าศัตรูจะบุกถึงกรุงปารีส ทำให้ฝ่ายปฏิวัติซึ่งเชื่อว่า "หากไม่ใช้วิธีรุนแรงเด็ดขาด ฝรั่งเศสจะแพ้สงคราม และการปฏิวัติจะล่มสลาย" จึงได้เกณฑ์ทหารอย่างบ้าคลั่งเพื่อสร้าง "กองทัพพลเมือง" ที่ต่อมากลายเป็นหอกทิ่มแทงตนเองต่อเนื่องไปอีกกว่า 20 ปี

สงครามกลางเมือง และการกบฏภายใน : ประชาชนชาวฝรั่งเศสไม่ได้เห็นด้วยกับการปฏิวัติทั้งหมด จึงเกิดกบฏลุกฮือขึ้นต่อต้านรัฐบาลปฏิวัติในหลายภูมิภาค อาทิ แคว้นว็องเด (Vendée) เมืองลียง (Lyon) นำโดยกลุ่มผู้นิยมกษัตริย์ และประชาชนที่ไม่พอใจการเกณฑ์ทหาร อีกสาเหตุสำคัญคือ ความขัดแย้งของฝ่ายปฏิวัติในสภา ระหว่างกลุ่มฌีรงแด็ง (Girondins) ซึ่งเดินสายกลาง และกลุ่มลามงตาญ (La Montagne ) ซึ่งเป็นกลุ่มสุดขั้ว จนนำไปสู่การจับกุม และประหารชีวิตนักการเมืองฝ่ายตรงข้ามอย่างมากมาย

วิกฤตเศรษฐกิจ และปากท้อง : สงครามทำให้เศรษฐกิจพัง เกิดปัญหาเงินเฟ้อรุนแรง เงินกระดาษ (Assignats) ไร้ค่า ข้าวปลาอาหารขาดแคลน เกิดการกักตุนสินค้า กลุ่มประชาชนรากหญ้าในปารีส (Sans-culottes) กดดันให้รัฐบาลใช้มาตรการขั้นเด็ดขาดเพื่อลงโทษพ่อค้าที่โก่งราคา และผู้ทรยศชาติ ซึ่งเหตุแห่งการปฏิวัติค.ศ. 1789 ก็เกิดจากเรื่องนี้ แต่สุดท้ายเมื่อปฏิวัติแล้วปัญหาเล่านี้ก็ยังไม่ได้รับการแก้ไข เพราะกลุ่มนักปฏิวัติยังมุ่งแค่เรื่องครองอำนาจ

ชำแหละความขัดแย้งของ 2 กลุ่มในคณะปฏิวัติ : ทั้งสองกลุ่มเริ่มต้นจากการเป็นสมาชิก "สโมสรจาโคแบง" (Jacobin Club) ซึ่งเป็นกลุ่มทางการเมืองที่สมาชิกส่วนใหญ่เป็นชนชั้นกลางที่มีการศึกษา และต้องการล้มล้างระบอบกษัตริย์ แต่เมื่อปฏิวัติสำเร็จ พวกเขากลับแตกคอกันอย่างรุนแรงเนื่องจากวิสัยทัศน์ และวิธีการที่ต่างกันสุดขั้ว

เริ่มจากกลุ่มฌีรงแด็ง มีผู้นำคนสำคัญ คือ ชัก-ปีแยร์ บริสโซ (Jacques Pierre Brissot) ซึ่งมองว่าการปฏิรูปต้องเกิดอย่างเป็นระบบ และยึดหลักกฎหมาย คัดค้านการประหารชีวิตพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 อีกทั้งอยากให้กระจายอำนาจการปกครองไปสู่ภูมิภาคต่างๆ
ส่วนอีกกลุ่มคือ กลุ่มลามงตาญ มีผู้นำคนสำคัญคือ มักซีมีเลียง รอแบ็สปีแยร์ (Maximilien Robespierre) ผู้เชื่อว่า “ความกลัว” คือเครื่องมือในการรักษาความบริสุทธิ์ของการปฏิวัติ โดยมี ฌอร์ฌ ด็องตง (Georges Danton) และ ฌ็อง-ปอล มารา (Jean-Paul Marat) เป็นแนวร่วม โดยกลุ่มนี้เชื่อว่า การปฏิวัติแบบถอนรากถอนโคนจะทำให้เกิดความเท่าเทียม สนับสนุนการประหารชีวิตกษัตริย์ และต้องการรวมศูนย์อำนาจไว้ที่ส่วนกลางเพื่อความเด็ดขาดในการปกครอง

ภายใต้ความกดดันจากสงครามภายนอก กบฏภายใน และเศรษฐกิจพัง ความขัดแย้งในสภาคณะปฏิวัติก็ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ โดยมี “มักซีมีเลียง รอแบ็สปีแยร์” (Maximilien Robespierre) เป็นตัวละครหลักที่ใช้วิธีแบบสุดขั้ว เขาเชื่อว่าทางออกเดียวที่จะปกป้องสาธารณรัฐใหม่ได้คือการใช้อำนาจเบ็ดเสร็จ ประโยคเด็ดของเขาที่โลกต้องจำก็คือ "คุณธรรมที่ปราศจากความน่าสะพรึงกลัวนั้นไร้พลัง และความน่าสะพรึงกลัวที่ปราศจากคุณธรรมนั้นก็ไร้ผล" แต่เขาก็ทำได้แค่การสร้างความน่าสะพรึงกลัวอย่างไร้คุณธรรม

รัฐบาลคณะปฏิวัติได้ประกาศให้ "ความน่าสะพรึงกลัวกลายเป็นหลักการทำงานในแต่ละวัน" (Terror is the order of the day) มีการตั้ง "คณะกรรมการความปลอดภัยสาธารณะ" โดยมี รอแบ็สปีแยร์ เป็นประธาน รวบอำนาจการปกครอง และเปลี่ยนกฎหมายให้การสงสัยใครสักคนกลายเป็นเรื่องที่ผิด เพื่อกวาดล้างทุกคนที่อาจเป็นภัยต่อความมั่นคง

กลางปี ค.ศ. 1793 ความขัดแย้งก็มาถึงจุดเดือด เมื่อกลุ่มลามงตาญได้ส่งกองกำลังติดอาวุธบุกเข้าปิดล้อมรัฐสภา พร้อมจับกุม และบีบให้แกนนำกลุ่มฌีรงแด็งออกจากตำแหน่ง ทำให้กลุ่มลามงตาญรวบอำนาจได้เบ็ดเสร็จ จากนั้นไม่นานแกนนำกลุ่มฌีรงแด็งก็ถูกประหารด้วยกิโยตินทั้งหมด เดินหน้าเข้าสู่ยุคแห่งความน่าสะพรึงกลัวอย่างเต็มตัว

ยุคนี้เกิดความน่าสะพรึงกลัวอะไรบ้าง ???

ตั้งศาลปฏิวัติฝรั่งเศส (Revolutionary Tribunal) : เพื่อกำจัดศัตรูทางการเมือง ฝ่ายบริหารจึงจัดตั้งศาลปฏิวัติขึ้นมาเพื่อตัดสินโทษอย่างรวดเร็ว โดยมีจำนวนผู้ถูกตัดสินประหารด้วยกิโยตินอย่างเป็นทางการจากศาลรวม 16,594 คน ทั่วประเทศ เฉพาะในปารีสบันทึกว่ามีผู้ถูกประหารรวม 2,639 คน ยังไม่รวมผู้ที่ถูกตัดสินว่ามีความผิดรอประหาร และผู้ที่เสียชีวิตจากการจับกุม ซึ่งคาดว่ามีผู้เสียชีวิตราว 40,000 คน แบ่งอัตราส่วนผู้ที่ถูกประหารชีวิตได้ดังนี้ (1) ชนชั้นกรรมาชีพและชาวนา ประมาณ 60% - 70% (เป็นกลุ่มที่ถูกประหารมากที่สุดเนื่องจากข้อหาหนีทหาร กักตุนอาหาร หรือพูดจาต่อต้านการปฏิวัติ) (2) ชนชั้นกลาง (กลุ่มพ่อค้า นักกฎหมาย) ประมาณ 20% - 25% (3) ชนชั้นสูงและขุนนาง ประมาณ 8.5% และ (4) นักบวชและพระ ประมาณ 6.5% ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเหยื่อส่วนใหญ่เป็นประชาชน และชนชั้นกลาง ซึ่งจำนวนนี้มีหนึ่งในแกนนำปฏิวัติอย่าง “ฌอร์ฌ ด็องตง” (Georges Danton) ผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่มลามงตาญ ซึ่งเขาเห็นว่าบ้านเมืองนองเลือดมากเกินไป จึงเสนอให้หยุดความน่าสะพรึงกลัวนี้ แต่รอแบ็สปีแยร์มองว่าเขา "อ่อนแอ และทรยศอุดมการณ์" จึงลงโทษให้ด็องตงต้องถูกประหารชีวิตในเดือนเมษายน ค.ศ. 1794 โดยคำพูดสุดท้ายของด็องตงที่บอกกับเพชฌฆาตคือ "ช่วยชูหัวของข้าให้ประชาชนดูด้วย มันคุ้มค่าที่จะดู"

การใช้กฎหมายผู้ต้องสงสัย (Law of Suspects) : อาวุธทางกฎหมายที่ร้ายกาจที่สุด ถูกตราขึ้นเมื่อวันที่ 17 กันยายน ค.ศ. 1793 โดยสภาแห่งชาติ (National Convention) กฎหมายฉบับนี้เปลี่ยนระบบยุติธรรมของฝรั่งเศสให้กลายเป็นระบบ "จับก่อน ไต่สวนทีหลัง" ทำให้คำว่า "ผู้ต้องสงสัย" มีขอบเขตกว้างจนใครต่อใครก็เป็นภัยต่อความมั่นคงได้ หลังจากกฎหมายนี้ประกาศใช้ คุกทั่วฝรั่งเศสก็เต็มล้นภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์ ประเมินว่ามีผู้ถูกจับกุมภายใต้กฎหมายนี้ทั่วประเทศสูงถึง 500,000 คน หลายคนต้องเสียชีวิตในคุกที่สกปรกแออัด ก่อนที่จะได้ขึ้นศาลด้วยซ้ำ ต่อมากฎหมายนี้ถูกยกระดับความโหดร้ายขึ้นเป็น “กฎหมายเดือนแพรรียาล” (Law of 22 Prairial) ซึ่งห้ามจำเลยมีทนายความ และศาลมีคำตัดสินเพียงสองทางเท่านั้นคือ "ยกฟ้อง" หรือ "ประหารชีวิตด้วยกิโยติน" กฎหมายนี้เปลี่ยนให้ฝรั่งเศสกลายเป็นรัฐตำรวจ (Police State) คนหวาดระแวงกันเอง แม้แต่คนในครอบครัวก็ไม่กล้าพูดความจริงต่อกัน

การประหารชีวิตหมู่ (Mass Executions) : ในยุคแห่งความน่าสะพรึงกลัวนี้ การประหารไม่ได้เกิดขึ้นจากการใช้กิโยตินตัดหัวทีละคนเพียงอย่างเดียว เพราะเมื่อกบฏต่อต้านฝ่ายปฏิวัติขยายตัวไปมากขึ้น รัฐบาลก็เลยมองว่ากิโยตินทำงาน "ช้าเกินไป" จึงนำไปสู่การใช้วิธีประหารชีวิตหมู่ที่โหดเหี้ยมในหลายพื้นที่ ซึ่งยกตัวอย่างได้ดังนี้

การจมน้ำหมู่ที่เมืองน็องต์ (Nantes Drownings) ถือเป็นหนึ่งในการประหารชีวิตหมู่ที่ทารุณที่สุดจากการบัญชาการของ “ฌ็อง-บัปติสต์ การีเย” (Jean-Baptiste Carrier) ผู้แทนฝ่ายปฏิวัติที่ถูกส่งไปปราบกบฏแคว้นว็องเด โดยการีเยสั่งให้นำผู้ต้องสงสัย นักบวช และผู้ก่อกบฏ มัดรวมกันแล้วต้อนลงไปอยู่ในเรือที่ดัดแปลงให้มีประตูกลใต้ท้องเรือ จากนั้นก็ลากเรือออกไปกลางแม่น้ำลัวร์ (Loire River) แล้วเปิดประตูกลให้เรือจมลง เพื่อให้คนจมน้ำตายพร้อมกันทีละมากๆ คาดว่ามีผู้เสียชีวิตจากวิธีนี้ถึง 4,000 คน โดยการีเยเรียกแม่น้ำสายนี้อย่างไม่ไยดีว่าเป็น "อ่างอาบน้ำแห่งชาติ"

การระดมยิงด้วยปืนใหญ่ที่เมืองลียง (Fusillades at Lyon) รัฐบาลปฏิวัติได้ส่งกองทัพเข้าบดขยี้ และลงโทษเมืองนี้อย่างรุนแรง โดยมี โฌแซ็ฟ ฟูเช (Joseph Fouché) เป็นผู้ควบคุม เขาสั่งให้นำนักโทษครั้งละหลายสิบจนถึงหลายร้อยคน มัดรวมกันไว้ที่ลานกว้างนอกเมือง จากนั้นใช้ปืนใหญ่บรรจุกระสุนลูกปราย ระดมยิงใส่ฝูงชนในระยะเผาขน หากใครยังไม่ตาย ก็จะใช้ดาบปลายปืนแทง และยิงปืนพกเพื่อสังหารซ้ำ คาดว่ามีผู้ถูกประหารชีวิตหมู่ด้วยวิธีนี้ที่เมืองลียงกว่า 2,000 คน

การกวาดล้างครั้งใหญ่ในแคว้นว็องเด (The Vendée Massacres) ศูนย์กลางของกลุ่มนิยมกษัตริย์ รัฐบาลปฏิวัติได้ส่งกองทัพที่เรียกว่า "กองพลนรก" นำโดยนายพลหลุยส์-มารี ตูว์โร (Louis-Marie Turreau) เข้าไปกวาดล้าง โดยให้เผาทำลายหมู่บ้าน พืชผล และปศุสัตว์ทั้งหมด พร้อมทั้งสังหารทุกคนที่ขวางหน้าไม่ว่าจะเป็นทหาร ผู้หญิง คนชรา หรือเด็ก ซึ่งประเมินกันว่ามีผู้เสียชีวิตจากการกวาดล้างครั้งนี้สูงถึง 200,000 คน ซึ่งอาจเรียกได้ว่าเป็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ (Genocide) ครั้งแรกๆ ในประวัติศาสตร์ยุโรปสมัยใหม่

มหาความสะพรึงกลัวในปารีส (The Great Terror) ช่วงสุดท้ายของยุคนี้ (มิถุนายน - กรกฎาคม ค.ศ. 1794) หลังจากมีการผ่านกฎหมายเดือนแพรรียาล ศาลปฏิวัติในปารีสได้เร่งรัดการประหารชีวิตจนถึงขีดสุด แท่นกิโยตินที่เรียงรายบนลานประหารกลางกรุงปารีสต้องทำงานอย่างไม่มีวันหยุด มีคนถูกตัดหัวเฉลี่ย วันละ 30-40 คน จนกลิ่นคาวเลือดคละคลุ้ง ซึมลงพื้นดินจนสุดท้ายรัฐบาลปฏิวัติจำต้องย้ายแท่นกิโยตินไปตั้งที่ชานเมือง เพราะทนกลิ่นไม่ไหว

ความรุนแรงและป่าเถื่อนของการประหารชีวิตหมู่ ได้กลายมาเป็นดาบทิ่มแทงกลุ่มลามงตาญ เพราะสมาชิกสภาปฏิวัติได้ตระหนักแล้วว่าคงไม่มีใครปลอดภัย และรอดชีวิต หากยังปกครองกันแบบนี้ จึงเกิดการรวมตัวกันเพื่อโค่นล้ม และประหารชีวิต รอแบ็สปีแยร์ ที่เรียกว่า การทำรัฐประหารเดือนแธร์มีดอร์ (Thermidorian Reaction)

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม ค.ศ. 1794 (ตรงกับวันที่ 9 เดือนแธร์มีดอร์ ตามปฏิทินปฏิวัติฝรั่งเศส) หลังจากที่ รอแบ็สปีแยร์ หายหน้าไปจากสภาเกือบเดือน เขาก็กลับมาปรากฏตัวที่สภาในวันที่ 26 กรกฎาคม พร้อมกับขึ้นปราศัยข่มขู่สมาชิกสภาโดยบอกว่า "มีรายชื่อผู้ทรยศชุดใหม่" ที่แฝงตัวอยู่ในหมู่สมาชิกสภา และคณะกรรมการรัฐบาล และ "ปฏิเสธที่จะบอกว่ามีชื่อใครบ้าง" ซึ่งทำให้สมาชิกสภาทุกคนตกใจกลัวอย่างมากเพราะต่างคิดว่าตัวเองอาจจะถูกตัดหัวเป็นรายต่อไป ทำให้เหล่าสมาชิกรวมตัวกันวางแผนในคืนวันนั้นเพื่อชิงลงมือก่อนที่รอแบ็สปีแยร์จะสั่งจับพวกตน

วันรุ่งขึ้น 27 กรกฎาคม เมื่อรอแบ็สปีแยร์ และพรรคพวกพยายามจะขึ้นกล่าวอภิปรายในสภา สมาชิกสภากลับรวมตัวกันโห่ร้องขับไล่ และไม่ยอมให้เขากล่าวถ้อยคำใดๆ มีสมาชิกคนหนึ่งตะโกนใส่เขาว่า "สายเลือดของด็องตง (อดีตเพื่อนที่เขาสั่งประหาร) กำลังสำลักคอแกอยู่!" ก่อนที่สภาจะเปิดลงมติด่วนอย่างเป็นเอกฉันท์ให้ “จับกุมรอแบ็สปีแยร์” และแกนนำกลุ่มทันที ถึงแม้จะถูกจับแต่กองกำลังที่ยังจงรักภักดีต่อเขาก็ได้ช่วยพาเขาหลบหนีไปยังศาลากลางปารีส เพื่อเตรียมระดมพลสู้กลับ แต่ทว่าเมื่อกองทัพสภาแห่งชาติบุกมาถึง กองกำลังของรอแบ็สปีแยร์ก็ไม่สามารถต้านทานได้ สุดท้ายเขาก็ถูกพบในสภาพที่กรามล่างแตกละเอียด ซึ่งไม่แน่ใจว่าเกิดจากการพยายามฆ่าตัวตายหรือถูกยิงกันแน่

ในวันที่ 28 กรกฎาคม ค.ศ. 1794 หลังรัฐประหาร 1 วัน รอแบ็สปีแยร์ พร้อมด้วยพรรคพวกอีก 21 คน ถูกนำตัวขึ้นรถแห่ประจานไปสู่แท่นกิโยติน ท่ามกลางเสียงโห่ร้องยินดีของประชาชนชาวปารีสที่เหนื่อยล้ากับความรุนแรง และความหวาดกลัว เขากำลังจะเผชิญหน้ากับความเท่าเทียมที่เขาอยาก ความเท่าเทียมจากการถูกประหารด้วยกิโยติน เหมือนกับคนอื่น ๆ นั่นเอง เมื่อหัวของเขาหลุดจากบ่า ศาลปฏิวัติ และยุคแห่งความน่าสะพรึงกลัวก็ได้ปิดฉากลง

เมื่อกฎหมายอันโหดร้ายถูกยกเลิก นักโทษนับแสนคนได้รับการปลดปล่อย กลุ่มฌีรงแด็งผู้เดินทางสายกลางได้กลับมาอีกครั้ง ฝรั่งเศสเดินหน้าเข้าสู่ยุครัฐบาลไดเรกทอรี (Directory) เปลี่ยนผ่านไปสู่ระบอบการปกครองใหม่ที่พยายามสร้างความเสถียรภาพ แต่ทว่าก็ยังไร้ประสิทธิภาพ จนในที่สุดก็เปิดทางให้นายทหารหนุ่มนามว่า นโปเลียน โบนาปาร์ต รัฐประหารยึดอำนาจในอีกไม่กี่ปีต่อมา ก่อนจะกลับมาเป็นระบอบกษัตริย์ และกลับไปกลับมาอยู่อีกหลายรอบ

แท้จริงแล้วการปฏิวัติ การก่อจลาจลในฝรั่งเศสล้วนแล้วแต่เกิดขึ้นจากวิกฤติการณ์ ที่เหมือนกันก็คือวิกฤติการณ์เหล่านั้นไม่เคยได้รับการแก้ไข ทั้งยังถูกเบนออกไปจากแก่นของปัญหา สุดท้ายก็กลายเป็นวงจรแห่งการใช้ความรุนแรงเข้าห้ำหั่นกันต่อเนื่องมาเป็นร้อยปี

“DPU” จับมือ “หมู ASAVA” ออกแบบชุดครุยใหม่!! ถ่ายทอดแนวคิดเบื้องหลังการออกแบบ สะท้อนอัตลักษณ์มหาวิทยาลัยชัดเจน เน้นความยั่งยืน ลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม เพื่อบันทึกความภาคภูมิใจของบัณฑิต

DPU x ASAVA ออกแบบชุดครุยใหม่ ถ่ายทอดศักยภาพบัณฑิตผ่านความร่วมสมัยและอัตลักษณ์มหาวิทยาลัย

มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) ร่วมกับ “หมู ASAVA” นายพลพัฒน์ อัศวะประภา นักออกแบบแฟชั่นและผู้ก่อตั้ง ASAVA Group ถ่ายทอดแนวคิดเบื้องหลังการออกแบบชุดครุยของมหาวิทยาลัยในรูปแบบใหม่ ภายใต้โจทย์การสร้างความร่วมสมัย ความสง่างาม และความภาคภูมิใจของบัณฑิต พร้อมนำแนวคิดด้านความยั่งยืนเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งตั้งแต่การเลือกวัสดุ การวางแพตเทิร์น ไปจนถึงกระบวนการผลิต เพื่อให้ชุดครุยสะท้อนทั้งอัตลักษณ์ของ DPU และความหมายของการสำเร็จการศึกษาในโลกยุคใหม่
นายพลพัฒน์ อัศวะประภา กล่าวว่า จุดเริ่มต้นของการออกแบบเกิดจากโจทย์ของมหาวิทยาลัยที่ต้องการปรับภาพของชุดครุยให้มีความร่วมสมัยมากขึ้น มีสีสันและบรรยากาศของการเฉลิมฉลองความสำเร็จ ขณะเดียวกันยังคงความน่าเชื่อถือ ความสง่างาม และคุณค่าของพิธีสำเร็จการศึกษา พร้อมสามารถถ่ายทอดแนวคิดและพันธกิจของมหาวิทยาลัยผ่านงานออกแบบได้อย่างชัดเจน

“มหาวิทยาลัยต้องการให้การสำเร็จการศึกษาเป็นช่วงเวลาที่มีทั้งความภาคภูมิใจ ความสนุก และความร่วมสมัย ขณะเดียวกันผู้สำเร็จการศึกษาก็จะนำองค์ความรู้ที่ได้รับไปใช้ในการทำงานและสร้างคุณค่าให้กับสังคมต่อไป” นักออกแบบแฟชั่น กล่าว

นายพลพัฒน์ อธิบายว่า ASAVA มองคำว่า “แฟชั่น” ในความหมายที่กว้างกว่าเสื้อผ้า เพราะแฟชั่นเกี่ยวข้องกับแนวคิด วิถีชีวิต และการเปลี่ยนแปลงของผู้คนในแต่ละยุค เช่นเดียวกับการศึกษาที่อยู่ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของสังคม ความท้าทายจึงอยู่ที่การออกแบบชุดครุยซึ่งมีความเป็นทางการสูง ให้สามารถสื่อถึงความร่วมสมัยได้ พร้อมรักษาภาพลักษณ์ที่สง่างามและน่าเชื่อถือ

ขณะเดียวกันยังคำนึงถึงความหลากหลายของผู้สวมใส่ ทั้งเพศ วัย และรูปร่าง โดยนำแนวคิด Unisex และความเป็นสากลมาใช้ในการพัฒนารูปทรง พร้อมผสมผสานสีประจำคณะ สีประจำมหาวิทยาลัย และข้อกำหนดของชุดครุยแต่ละระดับเข้าด้วยกัน เพื่อให้เมื่อบัณฑิตจากหลายคณะมายืนรวมกันยังสามารถเห็นทั้งความเป็นหนึ่งเดียวและเอกลักษณ์ของแต่ละสาขาวิชา

อีกหนึ่งหัวใจสำคัญคือแนวคิดด้าน Sustainability ซึ่งถูกนำมาใช้ตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบ โดย ASAVA ให้ความสำคัญกับการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ผ่านการออกแบบโครงสร้างชุดให้เหมาะสม ลดจำนวนตะเข็บและชิ้นส่วนเท่าที่จำเป็น สะท้อนแนวคิดการออกแบบที่ให้ความสำคัญทั้งกับความสวยงามและการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ

“ทุกองค์ประกอบมีความสำคัญ ตั้งแต่เนื้อผ้า โครงสร้าง รูปทรง การตัดเย็บ ไปจนถึงภาพรวมเมื่อชุดอยู่บนร่างกาย เพราะท้ายที่สุดแล้ว ชุดครุยจะเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของช่วงเวลาที่สำคัญและน่าภาคภูมิใจในชีวิตของบัณฑิต” นายพลพัฒน์กล่าว

เพราะชุดครุยไม่ได้เป็นเพียงเครื่องแต่งกายสำหรับวันสำคัญ แต่เป็นสิ่งที่ได้ร่วมบันทึกช่วงเวลาหนึ่งของชีวิต และกลายเป็นความทรงจำที่มีความหมายสำหรับผู้สวมใส่ ตั้งแต่วันที่เริ่มต้นการศึกษา ผ่านความพยายามและความท้าทาย จนมาถึงวันที่ความสำเร็จได้ถูกถ่ายทอดออกมา

ในมุมมองของนายพลพัฒน์ ชุดครุยจึงเป็นเสมือนตัวแทนของเส้นทางที่ผู้เรียนเดินทางผ่านมา จากความพยายามสู่ความภาคภูมิใจ (Proud) จากความสำเร็จสู่เกียรติที่ติดตัวไปตลอดชีวิต (Prestige) และจากวันที่สำเร็จการศึกษา สู่การนำความรู้และประสบการณ์ที่ได้รับไปสร้างประโยชน์ให้กับตัวเองและสังคมในวันข้างหน้า (Purposeful)

“สำหรับนักออกแบบ ไม่มีรางวัลอะไรที่ยิ่งใหญ่ไปกว่าการที่งานออกแบบของเราได้เข้าไปอยู่ในโมเมนต์ที่มีความสุขและความภาคภูมิใจของใครคนหนึ่ง” ผู้ก่อตั้ง ASAVA Group กล่าวทิ้งท้าย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top