ปฏิวัติสำเร็จ แต่ประชาชนยังอดอยาก!! ฝรั่งเศสสู่ยุคแห่งความน่าสะพรึงกลัว ความขัดแย้งลามงตาญ-ฌีรงแด็งรุนแรง นองเลือดในชื่อ “ความบริสุทธิ์” สิ้นสุดด้วยคราบน้ำตาของพลังอำนาจ
ยุคแห่งความน่าสะพรึงกลัวของฝรั่งเศส หลังจากการปฏิวัติอันรุ่งโรจน์ที่ไม่ได้แก้อะไรให้กับชาติของตนเอง เรื่องราวที่นักการเมืองสายปฏิวัติมักไม่ค่อยเล่า
ภาพเหตุจลาจลเพื่อประท้วงรัฐบาลฝรั่งเศสเมื่อไม่นานมานี้ ทำให้นึกไปถึงการปฏิวัติฝรั่งเศสในปี ค.ศ. 1789 ครั้งนั้นประชาชนออกมาเรียกร้องเพื่อแก้ไขวิกฤติความอดอยาก จนเกิดเป็นการปฏิวัติซึ่งดูแล้วเหมือนจะดี แต่พอปฏิวัติจบกลับย่ำแย่ยิ่งกว่าเดิมด้วยความกลัว ความกดดัน และวิกฤตการณ์ที่รุนแรงยิ่งกว่าเดิม นำพาฝรั่งเศสเข้าสู่ยุคแห่งความน่าสะพรึงกลัว (Reign of Terror) ที่นองเลือดที่สุดในประวัติศาสตร์ฝรั่งเศส ระหว่างเดือนกันยายน ค.ศ. 1793 ถึงกรกฎาคม ค.ศ. 1794 อันมีสาเหตุหลัก ๆ ที่พอเล่าให้ฟังได้อย่างนี้
ฝรั่งเศสกับสงครามรอบทิศ : หลังจากฝรั่งเศสปฏิวัติ และประหารชีวิตพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 บรรดามหาอำนาจรอบข้างที่ยังคงมีระบอบกษัตริย์ เช่น ออสเตรีย ปรัสเซีย อังกฤษ และสเปน ได้รวมกันเป็นพันธมิตรบุกฝรั่งเศส หวังจะปราบปรามฝ่ายปฏิวัติ และฟื้นฟูระบอบกษัตริย์ ซึ่งฝรั่งเศสเพลี่ยงพล้ำในสงครามหลายครั้ง จนตื่นตระหนกว่าศัตรูจะบุกถึงกรุงปารีส ทำให้ฝ่ายปฏิวัติซึ่งเชื่อว่า "หากไม่ใช้วิธีรุนแรงเด็ดขาด ฝรั่งเศสจะแพ้สงคราม และการปฏิวัติจะล่มสลาย" จึงได้เกณฑ์ทหารอย่างบ้าคลั่งเพื่อสร้าง "กองทัพพลเมือง" ที่ต่อมากลายเป็นหอกทิ่มแทงตนเองต่อเนื่องไปอีกกว่า 20 ปี
สงครามกลางเมือง และการกบฏภายใน : ประชาชนชาวฝรั่งเศสไม่ได้เห็นด้วยกับการปฏิวัติทั้งหมด จึงเกิดกบฏลุกฮือขึ้นต่อต้านรัฐบาลปฏิวัติในหลายภูมิภาค อาทิ แคว้นว็องเด (Vendée) เมืองลียง (Lyon) นำโดยกลุ่มผู้นิยมกษัตริย์ และประชาชนที่ไม่พอใจการเกณฑ์ทหาร อีกสาเหตุสำคัญคือ ความขัดแย้งของฝ่ายปฏิวัติในสภา ระหว่างกลุ่มฌีรงแด็ง (Girondins) ซึ่งเดินสายกลาง และกลุ่มลามงตาญ (La Montagne ) ซึ่งเป็นกลุ่มสุดขั้ว จนนำไปสู่การจับกุม และประหารชีวิตนักการเมืองฝ่ายตรงข้ามอย่างมากมาย
วิกฤตเศรษฐกิจ และปากท้อง : สงครามทำให้เศรษฐกิจพัง เกิดปัญหาเงินเฟ้อรุนแรง เงินกระดาษ (Assignats) ไร้ค่า ข้าวปลาอาหารขาดแคลน เกิดการกักตุนสินค้า กลุ่มประชาชนรากหญ้าในปารีส (Sans-culottes) กดดันให้รัฐบาลใช้มาตรการขั้นเด็ดขาดเพื่อลงโทษพ่อค้าที่โก่งราคา และผู้ทรยศชาติ ซึ่งเหตุแห่งการปฏิวัติค.ศ. 1789 ก็เกิดจากเรื่องนี้ แต่สุดท้ายเมื่อปฏิวัติแล้วปัญหาเล่านี้ก็ยังไม่ได้รับการแก้ไข เพราะกลุ่มนักปฏิวัติยังมุ่งแค่เรื่องครองอำนาจ
ชำแหละความขัดแย้งของ 2 กลุ่มในคณะปฏิวัติ : ทั้งสองกลุ่มเริ่มต้นจากการเป็นสมาชิก "สโมสรจาโคแบง" (Jacobin Club) ซึ่งเป็นกลุ่มทางการเมืองที่สมาชิกส่วนใหญ่เป็นชนชั้นกลางที่มีการศึกษา และต้องการล้มล้างระบอบกษัตริย์ แต่เมื่อปฏิวัติสำเร็จ พวกเขากลับแตกคอกันอย่างรุนแรงเนื่องจากวิสัยทัศน์ และวิธีการที่ต่างกันสุดขั้ว
เริ่มจากกลุ่มฌีรงแด็ง มีผู้นำคนสำคัญ คือ ชัก-ปีแยร์ บริสโซ (Jacques Pierre Brissot) ซึ่งมองว่าการปฏิรูปต้องเกิดอย่างเป็นระบบ และยึดหลักกฎหมาย คัดค้านการประหารชีวิตพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 อีกทั้งอยากให้กระจายอำนาจการปกครองไปสู่ภูมิภาคต่างๆ
ส่วนอีกกลุ่มคือ กลุ่มลามงตาญ มีผู้นำคนสำคัญคือ มักซีมีเลียง รอแบ็สปีแยร์ (Maximilien Robespierre) ผู้เชื่อว่า “ความกลัว” คือเครื่องมือในการรักษาความบริสุทธิ์ของการปฏิวัติ โดยมี ฌอร์ฌ ด็องตง (Georges Danton) และ ฌ็อง-ปอล มารา (Jean-Paul Marat) เป็นแนวร่วม โดยกลุ่มนี้เชื่อว่า การปฏิวัติแบบถอนรากถอนโคนจะทำให้เกิดความเท่าเทียม สนับสนุนการประหารชีวิตกษัตริย์ และต้องการรวมศูนย์อำนาจไว้ที่ส่วนกลางเพื่อความเด็ดขาดในการปกครอง
ภายใต้ความกดดันจากสงครามภายนอก กบฏภายใน และเศรษฐกิจพัง ความขัดแย้งในสภาคณะปฏิวัติก็ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ โดยมี “มักซีมีเลียง รอแบ็สปีแยร์” (Maximilien Robespierre) เป็นตัวละครหลักที่ใช้วิธีแบบสุดขั้ว เขาเชื่อว่าทางออกเดียวที่จะปกป้องสาธารณรัฐใหม่ได้คือการใช้อำนาจเบ็ดเสร็จ ประโยคเด็ดของเขาที่โลกต้องจำก็คือ "คุณธรรมที่ปราศจากความน่าสะพรึงกลัวนั้นไร้พลัง และความน่าสะพรึงกลัวที่ปราศจากคุณธรรมนั้นก็ไร้ผล" แต่เขาก็ทำได้แค่การสร้างความน่าสะพรึงกลัวอย่างไร้คุณธรรม
รัฐบาลคณะปฏิวัติได้ประกาศให้ "ความน่าสะพรึงกลัวกลายเป็นหลักการทำงานในแต่ละวัน" (Terror is the order of the day) มีการตั้ง "คณะกรรมการความปลอดภัยสาธารณะ" โดยมี รอแบ็สปีแยร์ เป็นประธาน รวบอำนาจการปกครอง และเปลี่ยนกฎหมายให้การสงสัยใครสักคนกลายเป็นเรื่องที่ผิด เพื่อกวาดล้างทุกคนที่อาจเป็นภัยต่อความมั่นคง
กลางปี ค.ศ. 1793 ความขัดแย้งก็มาถึงจุดเดือด เมื่อกลุ่มลามงตาญได้ส่งกองกำลังติดอาวุธบุกเข้าปิดล้อมรัฐสภา พร้อมจับกุม และบีบให้แกนนำกลุ่มฌีรงแด็งออกจากตำแหน่ง ทำให้กลุ่มลามงตาญรวบอำนาจได้เบ็ดเสร็จ จากนั้นไม่นานแกนนำกลุ่มฌีรงแด็งก็ถูกประหารด้วยกิโยตินทั้งหมด เดินหน้าเข้าสู่ยุคแห่งความน่าสะพรึงกลัวอย่างเต็มตัว
ยุคนี้เกิดความน่าสะพรึงกลัวอะไรบ้าง ???
ตั้งศาลปฏิวัติฝรั่งเศส (Revolutionary Tribunal) : เพื่อกำจัดศัตรูทางการเมือง ฝ่ายบริหารจึงจัดตั้งศาลปฏิวัติขึ้นมาเพื่อตัดสินโทษอย่างรวดเร็ว โดยมีจำนวนผู้ถูกตัดสินประหารด้วยกิโยตินอย่างเป็นทางการจากศาลรวม 16,594 คน ทั่วประเทศ เฉพาะในปารีสบันทึกว่ามีผู้ถูกประหารรวม 2,639 คน ยังไม่รวมผู้ที่ถูกตัดสินว่ามีความผิดรอประหาร และผู้ที่เสียชีวิตจากการจับกุม ซึ่งคาดว่ามีผู้เสียชีวิตราว 40,000 คน แบ่งอัตราส่วนผู้ที่ถูกประหารชีวิตได้ดังนี้ (1) ชนชั้นกรรมาชีพและชาวนา ประมาณ 60% - 70% (เป็นกลุ่มที่ถูกประหารมากที่สุดเนื่องจากข้อหาหนีทหาร กักตุนอาหาร หรือพูดจาต่อต้านการปฏิวัติ) (2) ชนชั้นกลาง (กลุ่มพ่อค้า นักกฎหมาย) ประมาณ 20% - 25% (3) ชนชั้นสูงและขุนนาง ประมาณ 8.5% และ (4) นักบวชและพระ ประมาณ 6.5% ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเหยื่อส่วนใหญ่เป็นประชาชน และชนชั้นกลาง ซึ่งจำนวนนี้มีหนึ่งในแกนนำปฏิวัติอย่าง “ฌอร์ฌ ด็องตง” (Georges Danton) ผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่มลามงตาญ ซึ่งเขาเห็นว่าบ้านเมืองนองเลือดมากเกินไป จึงเสนอให้หยุดความน่าสะพรึงกลัวนี้ แต่รอแบ็สปีแยร์มองว่าเขา "อ่อนแอ และทรยศอุดมการณ์" จึงลงโทษให้ด็องตงต้องถูกประหารชีวิตในเดือนเมษายน ค.ศ. 1794 โดยคำพูดสุดท้ายของด็องตงที่บอกกับเพชฌฆาตคือ "ช่วยชูหัวของข้าให้ประชาชนดูด้วย มันคุ้มค่าที่จะดู"
การใช้กฎหมายผู้ต้องสงสัย (Law of Suspects) : อาวุธทางกฎหมายที่ร้ายกาจที่สุด ถูกตราขึ้นเมื่อวันที่ 17 กันยายน ค.ศ. 1793 โดยสภาแห่งชาติ (National Convention) กฎหมายฉบับนี้เปลี่ยนระบบยุติธรรมของฝรั่งเศสให้กลายเป็นระบบ "จับก่อน ไต่สวนทีหลัง" ทำให้คำว่า "ผู้ต้องสงสัย" มีขอบเขตกว้างจนใครต่อใครก็เป็นภัยต่อความมั่นคงได้ หลังจากกฎหมายนี้ประกาศใช้ คุกทั่วฝรั่งเศสก็เต็มล้นภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์ ประเมินว่ามีผู้ถูกจับกุมภายใต้กฎหมายนี้ทั่วประเทศสูงถึง 500,000 คน หลายคนต้องเสียชีวิตในคุกที่สกปรกแออัด ก่อนที่จะได้ขึ้นศาลด้วยซ้ำ ต่อมากฎหมายนี้ถูกยกระดับความโหดร้ายขึ้นเป็น “กฎหมายเดือนแพรรียาล” (Law of 22 Prairial) ซึ่งห้ามจำเลยมีทนายความ และศาลมีคำตัดสินเพียงสองทางเท่านั้นคือ "ยกฟ้อง" หรือ "ประหารชีวิตด้วยกิโยติน" กฎหมายนี้เปลี่ยนให้ฝรั่งเศสกลายเป็นรัฐตำรวจ (Police State) คนหวาดระแวงกันเอง แม้แต่คนในครอบครัวก็ไม่กล้าพูดความจริงต่อกัน
การประหารชีวิตหมู่ (Mass Executions) : ในยุคแห่งความน่าสะพรึงกลัวนี้ การประหารไม่ได้เกิดขึ้นจากการใช้กิโยตินตัดหัวทีละคนเพียงอย่างเดียว เพราะเมื่อกบฏต่อต้านฝ่ายปฏิวัติขยายตัวไปมากขึ้น รัฐบาลก็เลยมองว่ากิโยตินทำงาน "ช้าเกินไป" จึงนำไปสู่การใช้วิธีประหารชีวิตหมู่ที่โหดเหี้ยมในหลายพื้นที่ ซึ่งยกตัวอย่างได้ดังนี้
การจมน้ำหมู่ที่เมืองน็องต์ (Nantes Drownings) ถือเป็นหนึ่งในการประหารชีวิตหมู่ที่ทารุณที่สุดจากการบัญชาการของ “ฌ็อง-บัปติสต์ การีเย” (Jean-Baptiste Carrier) ผู้แทนฝ่ายปฏิวัติที่ถูกส่งไปปราบกบฏแคว้นว็องเด โดยการีเยสั่งให้นำผู้ต้องสงสัย นักบวช และผู้ก่อกบฏ มัดรวมกันแล้วต้อนลงไปอยู่ในเรือที่ดัดแปลงให้มีประตูกลใต้ท้องเรือ จากนั้นก็ลากเรือออกไปกลางแม่น้ำลัวร์ (Loire River) แล้วเปิดประตูกลให้เรือจมลง เพื่อให้คนจมน้ำตายพร้อมกันทีละมากๆ คาดว่ามีผู้เสียชีวิตจากวิธีนี้ถึง 4,000 คน โดยการีเยเรียกแม่น้ำสายนี้อย่างไม่ไยดีว่าเป็น "อ่างอาบน้ำแห่งชาติ"
การระดมยิงด้วยปืนใหญ่ที่เมืองลียง (Fusillades at Lyon) รัฐบาลปฏิวัติได้ส่งกองทัพเข้าบดขยี้ และลงโทษเมืองนี้อย่างรุนแรง โดยมี โฌแซ็ฟ ฟูเช (Joseph Fouché) เป็นผู้ควบคุม เขาสั่งให้นำนักโทษครั้งละหลายสิบจนถึงหลายร้อยคน มัดรวมกันไว้ที่ลานกว้างนอกเมือง จากนั้นใช้ปืนใหญ่บรรจุกระสุนลูกปราย ระดมยิงใส่ฝูงชนในระยะเผาขน หากใครยังไม่ตาย ก็จะใช้ดาบปลายปืนแทง และยิงปืนพกเพื่อสังหารซ้ำ คาดว่ามีผู้ถูกประหารชีวิตหมู่ด้วยวิธีนี้ที่เมืองลียงกว่า 2,000 คน
การกวาดล้างครั้งใหญ่ในแคว้นว็องเด (The Vendée Massacres) ศูนย์กลางของกลุ่มนิยมกษัตริย์ รัฐบาลปฏิวัติได้ส่งกองทัพที่เรียกว่า "กองพลนรก" นำโดยนายพลหลุยส์-มารี ตูว์โร (Louis-Marie Turreau) เข้าไปกวาดล้าง โดยให้เผาทำลายหมู่บ้าน พืชผล และปศุสัตว์ทั้งหมด พร้อมทั้งสังหารทุกคนที่ขวางหน้าไม่ว่าจะเป็นทหาร ผู้หญิง คนชรา หรือเด็ก ซึ่งประเมินกันว่ามีผู้เสียชีวิตจากการกวาดล้างครั้งนี้สูงถึง 200,000 คน ซึ่งอาจเรียกได้ว่าเป็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ (Genocide) ครั้งแรกๆ ในประวัติศาสตร์ยุโรปสมัยใหม่
มหาความสะพรึงกลัวในปารีส (The Great Terror) ช่วงสุดท้ายของยุคนี้ (มิถุนายน - กรกฎาคม ค.ศ. 1794) หลังจากมีการผ่านกฎหมายเดือนแพรรียาล ศาลปฏิวัติในปารีสได้เร่งรัดการประหารชีวิตจนถึงขีดสุด แท่นกิโยตินที่เรียงรายบนลานประหารกลางกรุงปารีสต้องทำงานอย่างไม่มีวันหยุด มีคนถูกตัดหัวเฉลี่ย วันละ 30-40 คน จนกลิ่นคาวเลือดคละคลุ้ง ซึมลงพื้นดินจนสุดท้ายรัฐบาลปฏิวัติจำต้องย้ายแท่นกิโยตินไปตั้งที่ชานเมือง เพราะทนกลิ่นไม่ไหว
ความรุนแรงและป่าเถื่อนของการประหารชีวิตหมู่ ได้กลายมาเป็นดาบทิ่มแทงกลุ่มลามงตาญ เพราะสมาชิกสภาปฏิวัติได้ตระหนักแล้วว่าคงไม่มีใครปลอดภัย และรอดชีวิต หากยังปกครองกันแบบนี้ จึงเกิดการรวมตัวกันเพื่อโค่นล้ม และประหารชีวิต รอแบ็สปีแยร์ ที่เรียกว่า การทำรัฐประหารเดือนแธร์มีดอร์ (Thermidorian Reaction)
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม ค.ศ. 1794 (ตรงกับวันที่ 9 เดือนแธร์มีดอร์ ตามปฏิทินปฏิวัติฝรั่งเศส) หลังจากที่ รอแบ็สปีแยร์ หายหน้าไปจากสภาเกือบเดือน เขาก็กลับมาปรากฏตัวที่สภาในวันที่ 26 กรกฎาคม พร้อมกับขึ้นปราศัยข่มขู่สมาชิกสภาโดยบอกว่า "มีรายชื่อผู้ทรยศชุดใหม่" ที่แฝงตัวอยู่ในหมู่สมาชิกสภา และคณะกรรมการรัฐบาล และ "ปฏิเสธที่จะบอกว่ามีชื่อใครบ้าง" ซึ่งทำให้สมาชิกสภาทุกคนตกใจกลัวอย่างมากเพราะต่างคิดว่าตัวเองอาจจะถูกตัดหัวเป็นรายต่อไป ทำให้เหล่าสมาชิกรวมตัวกันวางแผนในคืนวันนั้นเพื่อชิงลงมือก่อนที่รอแบ็สปีแยร์จะสั่งจับพวกตน
วันรุ่งขึ้น 27 กรกฎาคม เมื่อรอแบ็สปีแยร์ และพรรคพวกพยายามจะขึ้นกล่าวอภิปรายในสภา สมาชิกสภากลับรวมตัวกันโห่ร้องขับไล่ และไม่ยอมให้เขากล่าวถ้อยคำใดๆ มีสมาชิกคนหนึ่งตะโกนใส่เขาว่า "สายเลือดของด็องตง (อดีตเพื่อนที่เขาสั่งประหาร) กำลังสำลักคอแกอยู่!" ก่อนที่สภาจะเปิดลงมติด่วนอย่างเป็นเอกฉันท์ให้ “จับกุมรอแบ็สปีแยร์” และแกนนำกลุ่มทันที ถึงแม้จะถูกจับแต่กองกำลังที่ยังจงรักภักดีต่อเขาก็ได้ช่วยพาเขาหลบหนีไปยังศาลากลางปารีส เพื่อเตรียมระดมพลสู้กลับ แต่ทว่าเมื่อกองทัพสภาแห่งชาติบุกมาถึง กองกำลังของรอแบ็สปีแยร์ก็ไม่สามารถต้านทานได้ สุดท้ายเขาก็ถูกพบในสภาพที่กรามล่างแตกละเอียด ซึ่งไม่แน่ใจว่าเกิดจากการพยายามฆ่าตัวตายหรือถูกยิงกันแน่
ในวันที่ 28 กรกฎาคม ค.ศ. 1794 หลังรัฐประหาร 1 วัน รอแบ็สปีแยร์ พร้อมด้วยพรรคพวกอีก 21 คน ถูกนำตัวขึ้นรถแห่ประจานไปสู่แท่นกิโยติน ท่ามกลางเสียงโห่ร้องยินดีของประชาชนชาวปารีสที่เหนื่อยล้ากับความรุนแรง และความหวาดกลัว เขากำลังจะเผชิญหน้ากับความเท่าเทียมที่เขาอยาก ความเท่าเทียมจากการถูกประหารด้วยกิโยติน เหมือนกับคนอื่น ๆ นั่นเอง เมื่อหัวของเขาหลุดจากบ่า ศาลปฏิวัติ และยุคแห่งความน่าสะพรึงกลัวก็ได้ปิดฉากลง
เมื่อกฎหมายอันโหดร้ายถูกยกเลิก นักโทษนับแสนคนได้รับการปลดปล่อย กลุ่มฌีรงแด็งผู้เดินทางสายกลางได้กลับมาอีกครั้ง ฝรั่งเศสเดินหน้าเข้าสู่ยุครัฐบาลไดเรกทอรี (Directory) เปลี่ยนผ่านไปสู่ระบอบการปกครองใหม่ที่พยายามสร้างความเสถียรภาพ แต่ทว่าก็ยังไร้ประสิทธิภาพ จนในที่สุดก็เปิดทางให้นายทหารหนุ่มนามว่า นโปเลียน โบนาปาร์ต รัฐประหารยึดอำนาจในอีกไม่กี่ปีต่อมา ก่อนจะกลับมาเป็นระบอบกษัตริย์ และกลับไปกลับมาอยู่อีกหลายรอบ
แท้จริงแล้วการปฏิวัติ การก่อจลาจลในฝรั่งเศสล้วนแล้วแต่เกิดขึ้นจากวิกฤติการณ์ ที่เหมือนกันก็คือวิกฤติการณ์เหล่านั้นไม่เคยได้รับการแก้ไข ทั้งยังถูกเบนออกไปจากแก่นของปัญหา สุดท้ายก็กลายเป็นวงจรแห่งการใช้ความรุนแรงเข้าห้ำหั่นกันต่อเนื่องมาเป็นร้อยปี










