Thursday, 29 October 2026
TheStatesTimes

รัสเซีย–แอฟริกา ยุทธศาสตร์ขยายอิทธิพล!! เปิดประชุมสุดยอด รัสเซีย–แอฟริกา ครั้งที่ 3 รวม 48 ชาติ กระชับพันธมิตรการค้า–พลังงาน–ความมั่นคง ผลักดันยุทธศาสตร์สู่โลกหลายขั้ว ยกระดับบทบาทในภูมิภาคซาเฮล

“รัสเซีย–แอฟริกา ยุทธศาสตร์ขยายอิทธิพลของมอสโกผ่านการประชุมสุดยอดครั้งที่ 3”

การประชุมสุดยอดรัสเซีย–แอฟริกา (Russia–Africa Summit) ครั้งที่ 3 ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 28–29 ตุลาคม ค.ศ. 2026 ณ กรุงมอสโก สหพันธรัฐรัสเซีย ถือเป็นเวทีสำคัญในการขยายความสัมพันธ์ทางการเมือง เศรษฐกิจ และความมั่นคงระหว่างรัสเซียกับประเทศในทวีปแอฟริกา ท่ามกลางการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างมหาอำนาจและความขัดแย้งระหว่างรัสเซียกับชาติตะวันตกจากสงครามยูเครน

เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม ค.ศ. 2026 นายยูรี อูชาคอฟ (Yury Ushakov) ผู้ช่วยประธานาธิบดีรัสเซียด้านนโยบายต่างประเทศ เปิดเผยว่า มีประเทศแอฟริกา 48 ประเทศยืนยันเข้าร่วมการประชุม โดย 22 ประเทศจะมีผู้แทนระดับประมุขแห่งรัฐเข้าร่วม ขณะที่ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน มีกำหนดพบหารือกับประธานาธิบดีเอวาริสต์ เอ็นดายิชิมิเย (Évariste Ndayishimiye) แห่งบุรุนดี ซึ่งดำรงตำแหน่งประธานสหภาพแอฟริกา (African Union: AU) ในวันที่ 29 ตุลาคม ค.ศ. 2026 การประชุมครั้งนี้มีเป้าหมายสำคัญในการติดตามผลการดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการความร่วมมือรัสเซีย–แอฟริกา ค.ศ. 2023–2026 และกำหนดทิศทางความร่วมมือระยะต่อไป โดยครอบคลุมการค้า การลงทุน ความมั่นคงทางอาหาร พลังงาน เทคโนโลยี และการต่อต้านการก่อการร้าย ในเชิงยุทธศาสตร์ การประชุมดังกล่าวสะท้อนความพยายามของรัสเซียในการขยายความสัมพันธ์กับประเทศกลุ่ม Global South และผลักดันแนวคิดระเบียบโลกหลายขั้วอำนาจ (Multipolar World Order) ขณะเดียวกัน การลดบทบาทของฝรั่งเศสในภูมิภาคซาเฮล โดยเฉพาะการเปลี่ยนทิศทางนโยบายต่างประเทศของบูร์กินาฟาโซ มาลี และไนเจอร์ ได้เปิดโอกาสให้รัสเซียเพิ่มบทบาททางการเมืองและความมั่นคงในแอฟริกาตะวันตกมากขึ้น

พัฒนาการความสัมพันธ์รัสเซีย–แอฟริกาผ่านการประชุมสุดยอดรัสเซีย–แอฟริกา

ความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียกับประเทศในทวีปแอฟริกามีรากฐานมาตั้งแต่ยุคสหภาพโซเวียต โดยเฉพาะการสนับสนุนขบวนการเรียกร้องเอกราชจากอาณานิคม การให้ความช่วยเหลือด้านการศึกษา การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และความร่วมมือทางทหาร ภายหลังการล่มสลายของสหภาพโซเวียตใน ค.ศ. 1991 บทบาทของรัสเซียในทวีปแอฟริกาลดลง ก่อนที่รัฐบาลประธานาธิบดีปูตินจะเริ่มฟื้นฟูความสัมพันธ์อย่างจริงจัง ผ่านการจัดตั้งกรอบความร่วมมือรัสเซีย–แอฟริกา โดยมีการประชุมสุดยอดรัสเซีย–แอฟริกา มาแล้วทั้งสิ้น 3 ครั้ง ดังนี้

1) การประชุมสุดยอดรัสเซีย–แอฟริกา ครั้งที่ 1 ณ เมืองโซชี ค.ศ. 2019

การประชุมสุดยอดรัสเซีย–แอฟริกา ครั้งที่ 1 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 23–24 ตุลาคม ค.ศ. 2019 ณ เมืองโซชี โดยมีประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน และประธานาธิบดีอับเดล ฟัตตาห์ อัล-ซีซี แห่งอียิปต์ ซึ่งดำรงตำแหน่งประธานสหภาพแอฟริกาในขณะนั้น ทำหน้าที่ประธานร่วม การประชุมมีผู้นำแอฟริกาเข้าร่วมประมาณ 43 ประเทศ และมุ่งวางรากฐานความร่วมมือด้านการค้า การลงทุน พลังงาน เกษตรกรรม การศึกษา และความมั่นคง ผลการประชุมสำคัญคือการรับรองปฏิญญาโซชี ซึ่งกำหนดแนวทางพัฒนาความร่วมมือระหว่างรัสเซียกับแอฟริกา โดยเน้นหลักความเสมอภาค การเคารพอธิปไตย และการไม่แทรกแซงกิจการภายใน ในเชิงยุทธศาสตร์ การประชุมครั้งแรกสะท้อนความพยายามของรัสเซียในการฟื้นฟูบทบาททางการเมืองและเศรษฐกิจในทวีปแอฟริกา พร้อมสร้างเครือข่ายความสัมพันธ์ที่ช่วยเพิ่มอำนาจต่อรองในระบบระหว่างประเทศ

2) การประชุมสุดยอดรัสเซีย–แอฟริกา ครั้งที่ 2 ณ นครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ค.ศ. 2023

การประชุมครั้งที่ 2 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 27–28 กรกฎาคม ค.ศ. 2023 ท่ามกลางสงครามรัสเซีย–ยูเครนและมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจจากชาติตะวันตก แม้มีคณะผู้แทนจากประเทศแอฟริกาเข้าร่วมอย่างกว้างขวาง แต่จำนวนผู้นำระดับประมุขแห่งรัฐที่เข้าร่วมลดลงเหลือ 17 ประเทศ สะท้อนความซับซ้อนของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแอฟริกากับรัสเซียในช่วงสงคราม ผลการประชุมสำคัญ ได้แก่ การรับรองปฏิญญาร่วมและแผนปฏิบัติการความร่วมมือรัสเซีย–แอฟริกา ค.ศ. 2023–2026 ครอบคลุมประเด็นเศรษฐกิจ ความมั่นคง พลังงาน เทคโนโลยี และการต่อต้านการก่อการร้าย นอกจากนี้ รัสเซียยังใช้เวทีดังกล่าวส่งเสริมบทบาทด้านความมั่นคงทางอาหาร โดยประธานาธิบดีปูตินประกาศจัดส่งธัญพืชให้ประเทศแอฟริกาบางแห่งโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ท่ามกลางความกังวลด้านราคาสินค้าเกษตรและผลกระทบจากสงครามยูเครน

3) การประชุมสุดยอดรัสเซีย–แอฟริกา ครั้งที่ 3 ณ กรุงมอสโก ค.ศ. 2026

การประชุมครั้งที่ 3 มีเป้าหมายต่อยอดความร่วมมือจากสองครั้งที่ผ่านมา โดยมีประเทศแอฟริกา 48 ประเทศยืนยันเข้าร่วม และ 22 ประเทศจะมีผู้แทนระดับประมุขแห่งรัฐ ซึ่งเพิ่มขึ้นจากการประชุมครั้งที่ 2 วาระสำคัญของการประชุมประกอบด้วยการขยายความร่วมมือทางการค้าและการลงทุน การพัฒนาอุตสาหกรรม พลังงาน ความมั่นคงทางอาหาร การถ่ายทอดเทคโนโลยี และความร่วมมือด้านการป้องกันประเทศ นอกจากนี้ ที่ประชุมคาดว่าจะพิจารณาปฏิญญาร่วมและแผนปฏิบัติการฉบับใหม่สำหรับ ค.ศ. 2027–2029 เพื่อกำหนดทิศทางความสัมพันธ์ในระยะต่อไป การประชุมครั้งนี้จึงมีความสำคัญต่อการประเมินว่ารัสเซียสามารถเปลี่ยนความร่วมมือทางการทูตไปสู่ผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจและความมั่นคงอย่างเป็นรูปธรรมได้มากน้อยเพียงใด

ท่าทีและจุดยืนของรัสเซียต่อการประชุมสุดยอดรัสเซีย–แอฟริกา ครั้งที่ 3

รัฐบาลรัสเซียให้ความสำคัญกับความร่วมมือกับประเทศแอฟริกาในฐานะส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์การขยายความสัมพันธ์กับประเทศนอกกลุ่มตะวันตก และการสร้างระเบียบโลกหลายขั้วอำนาจ ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินมีแนวทางสนับสนุนให้ประเทศแอฟริกามีบทบาทเพิ่มขึ้นในเวทีระหว่างประเทศ โดยเฉพาะองค์การสหประชาชาติ และยืนยันหลักการเคารพอธิปไตย ความเสมอภาคระหว่างรัฐ และการไม่แทรกแซงกิจการภายใน ในด้านเศรษฐกิจ รัสเซียมุ่งขยายตลาดส่งออกสินค้าเกษตร พลังงาน และเทคโนโลยี รวมถึงเพิ่มความร่วมมือด้านการลงทุนและอุตสาหกรรม เพื่อกระจายความเสี่ยงจากข้อจำกัดทางเศรษฐกิจที่เกิดจากมาตรการคว่ำบาตรของชาติตะวันตก ขณะเดียวกัน รัสเซียยังให้ความสำคัญกับความร่วมมือด้านความมั่นคง โดยเฉพาะการต่อต้านการก่อการร้าย การฝึกอบรมกำลังพล และการจัดหายุทโธปกรณ์ให้แก่ประเทศคู่ร่วมมือ ในเชิงยุทธศาสตร์ ความร่วมมือดังกล่าวช่วยให้รัสเซียขยายบทบาทในพื้นที่ที่ฝรั่งเศสและประเทศตะวันตกเคยมีอิทธิพลสูง โดยเฉพาะภูมิภาคซาเฮล ซึ่งกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและโครงสร้างความมั่นคงอย่างมีนัยสำคัญ

บูร์กินาฟาโซกับการต่อต้านอิทธิพลฝรั่งเศสและการเปลี่ยนแปลงดุลอำนาจในแอฟริกาตะวันตก

บูร์กินาฟาโซถือเป็นกรณีศึกษาสำคัญที่สะท้อนการเปลี่ยนแปลงดุลอำนาจในภูมิภาคแอฟริกาตะวันตก โดยเฉพาะการลดบทบาทของฝรั่งเศสและการขยายความร่วมมือกับรัสเซีย ภายหลังการรัฐประหารเมื่อวันที่ 30 กันยายน ค.ศ. 2022 ร้อยเอกอิบราฮิม ตราโอเร (Ibrahim Traoré) ขึ้นสู่อำนาจและดำเนินนโยบายต่างประเทศที่ให้ความสำคัญกับอธิปไตย การพึ่งพาตนเอง และการลดอิทธิพลของอดีตเจ้าอาณานิคม รัฐบาลตราโอเรวิพากษ์วิจารณ์ว่าความร่วมมือทางทหารกับฝรั่งเศสที่ผ่านมาไม่สามารถแก้ไขปัญหาการก่อการร้ายและความไม่มั่นคงภายในประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงเริ่มปรับความสัมพันธ์ด้านการทหารและการต่างประเทศ

ในเดือนมกราคม ค.ศ. 2023 บูร์กินาฟาโซประกาศยุติข้อตกลงด้านการทหารกับฝรั่งเศส ซึ่งมีผลให้ทหารหน่วยรบพิเศษฝรั่งเศสประมาณ 400 นายต้องถอนกำลังออกจากประเทศ การถอนกำลังดังกล่าวเสร็จสิ้นในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 2023 และถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ การตัดสินใจดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางกระแสต่อต้านฝรั่งเศสในหมู่ประชาชนบางส่วน ซึ่งมองว่าการปรากฏตัวของกองกำลังฝรั่งเศสไม่ได้ช่วยให้สถานการณ์ความมั่นคงดีขึ้นตามที่คาดหวัง อย่างไรก็ตาม กระแสต่อต้านฝรั่งเศสไม่ได้หมายความว่าประชาชนบูร์กินาฟาโซทั้งหมดมีจุดยืนเดียวกัน และความล้มเหลวในการแก้ไขปัญหาความมั่นคงยังเกี่ยวข้องกับปัจจัยภายในประเทศและภูมิภาคอีกหลายประการ

ความตึงเครียดระหว่างรัฐบาลทหารบูร์กินาฟาโซกับชาติตะวันตกขยายไปสู่ความสัมพันธ์กับประชาคมเศรษฐกิจแห่งรัฐแอฟริกาตะวันตก (Economic Community of West African States: ECOWAS) รัฐบาลทหารของบูร์กินาฟาโซ มาลี และไนเจอร์ กล่าวหาว่า ECOWAS ดำเนินนโยบายภายใต้อิทธิพลของฝรั่งเศสและชาติตะวันตก โดยเฉพาะการใช้มาตรการคว่ำบาตรและแรงกดดันทางการเมืองต่อรัฐบาลที่ขึ้นสู่อำนาจจากการรัฐประหาร ความขัดแย้งรุนแรงขึ้นภายหลังการรัฐประหารในไนเจอร์เมื่อเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 2023 ซึ่ง ECOWAS พิจารณามาตรการกดดัน รวมถึงความเป็นไปได้ในการใช้กำลังทหารเพื่อฟื้นฟูระเบียบรัฐธรรมนูญ ต่อมาในวันที่ 16 กันยายน ค.ศ. 2023 บูร์กินาฟาโซ มาลี และไนเจอร์ร่วมกันจัดตั้งพันธมิตรรัฐซาเฮล (Alliance of Sahel States: AES) ภายใต้กฎบัตรลิปตาโก–กูร์มา (Liptako-Gourma Charter) เพื่อสร้างกลไกความร่วมมือด้านการป้องกันประเทศและความมั่นคงร่วมกัน พันธมิตรดังกล่าวกำหนดหลักการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน หากประเทศสมาชิกถูกโจมตีหรือเผชิญภัยคุกคามที่กระทบต่ออธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดน ในวันที่ 28 มกราคม ค.ศ. 2024 ทั้งสามประเทศประกาศถอนตัวจาก ECOWAS ก่อนยกระดับ AES เป็นสมาพันธรัฐเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม ค.ศ. 2024 การถอนตัวจาก ECOWAS มีผลอย่างเป็นทางการในวันที่ 29 มกราคม ค.ศ. 2025 ซึ่งถือเป็นพัฒนาการสำคัญของการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างความร่วมมือทางการเมืองและความมั่นคงในแอฟริกาตะวันตก อย่างไรก็ตาม ECOWAS ยังคงเปิดช่องทางการเจรจากับทั้งสามประเทศ และอนุญาตให้ประชาชนและภาคธุรกิจได้รับสิทธิประโยชน์บางประการด้านการเดินทางและการค้าต่อไปในช่วงเปลี่ยนผ่าน เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบต่อประชาชนและเศรษฐกิจของภูมิภาค ทั้งนี้ ข้อกล่าวหาว่า ECOWAS อยู่ภายใต้การควบคุมของฝรั่งเศสเป็นจุดยืนของรัฐบาลทหารทั้งสามประเทศ มิใช่ข้อเท็จจริงที่ได้รับการยืนยันว่าองค์กรดังกล่าวถูกควบคุมโดยรัฐบาลฝรั่งเศสโดยตรง

หลังการลดความสัมพันธ์กับฝรั่งเศส บูร์กินาฟาโซเริ่มกระชับความร่วมมือกับรัสเซียอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะด้านการทหาร การจัดหายุทโธปกรณ์ การฝึกกำลังพล และการพัฒนาเศรษฐกิจ ในการประชุมสุดยอดรัสเซีย–แอฟริกา ครั้งที่ 2 เมื่อเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 2023 ประธานาธิบดีตราโอเรได้พบหารือกับประธานาธิบดีปูติน และแสดงความสนใจขยายความร่วมมือทางการเมือง เศรษฐกิจ และความมั่นคง ต่อมาเมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม ค.ศ. 2025 ผู้นำทั้งสองประเทศพบหารือกันที่กรุงมอสโก โดยฝ่ายรัสเซียยืนยันความพร้อมสนับสนุนบูร์กินาฟาโซในการต่อต้านการก่อการร้ายและเสริมสร้างขีดความสามารถของกองกำลังความมั่นคง ความร่วมมือดังกล่าวขยายไปสู่ระดับภูมิภาค โดยรัสเซียเพิ่มความสัมพันธ์กับสมาชิก AES ทั้งสามประเทศ ผ่านการสนับสนุนด้านการทหารและเทคนิค รวมถึงการพัฒนาบุคลากรด้านความมั่นคงอย่างไรก็ตาม การขยายบทบาทของรัสเซียยังไม่ได้ส่งผลให้ปัญหาการก่อการร้ายในภูมิภาคซาเฮลยุติลง เนื่องจากบูร์กินาฟาโซและประเทศเพื่อนบ้านยังคงเผชิญการโจมตีของกลุ่มติดอาวุธและความไม่มั่นคงภายในประเทศอย่างต่อเนื่อง

สำหรับการประชุมสุดยอดครั้งที่ 3 บูร์กินาฟาโซส่งนายริมตาลบา ฌอง เอ็มมานูเอล อูเอดราโอโก (Rimtalba Jean Emmanuel Ouédraogo) นายกรัฐมนตรี เข้าร่วมในฐานะผู้แทนประธานาธิบดีอิบราฮิม ตราโอเร โดยเดินทางออกจากกรุงวากาดูกูเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม ค.ศ. 2026 รัฐบาลบูร์กินาฟาโซระบุว่า การเข้าร่วมประชุมครั้งนี้มีเป้าหมายขยายความร่วมมือด้านอุตสาหกรรม การแปรรูปทรัพยากรธรรมชาติภายในประเทศ การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการพัฒนาทักษะเยาวชน ควบคู่กับการกระชับความร่วมมือด้านความมั่นคง การเข้าร่วมประชุมดังกล่าวสะท้อนว่า บูร์กินาฟาโซไม่ได้มุ่งพัฒนาความสัมพันธ์กับรัสเซียเฉพาะด้านการทหารเท่านั้น แต่ยังต้องการใช้ความร่วมมือทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีเพื่อสนับสนุนนโยบายพึ่งพาตนเองและลดการพึ่งพาต่างประเทศ ในเชิงยุทธศาสตร์ บูร์กินาฟาโซจึงเป็นตัวอย่างของประเทศที่ใช้การเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์กับมหาอำนาจเป็นส่วนหนึ่งของการปรับทิศทางนโยบายต่างประเทศและการสร้างกลไกความมั่นคงทางเลือก

การเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ระหว่างบูร์กินาฟาโซกับฝรั่งเศสไม่ได้เกิดขึ้นโดยลำพัง แต่เป็นส่วนหนึ่งของแนวโน้มที่ปรากฏในประเทศมาลีและไนเจอร์ ซึ่งต่างลดความร่วมมือทางทหารกับฝรั่งเศสและเพิ่มความสัมพันธ์กับรัสเซียในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ฝรั่งเศสทยอยถอนกำลังทหารออกจากหลายประเทศในภูมิภาคซาเฮล ขณะที่รัฐบาลทหารบางประเทศหันไปพัฒนาความร่วมมือกับรัสเซียมากขึ้น สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ที่มีความซับซ้อน โดยรัสเซียพยายามเพิ่มบทบาทในพื้นที่ซึ่งเดิมอยู่ภายใต้อิทธิพลของฝรั่งเศส ผ่านความร่วมมือด้านการทหาร การฝึกอบรม การจัดหาอาวุธ และความช่วยเหลือด้านเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวไม่ควรถูกตีความว่าแอฟริกาตะวันตกทั้งหมดได้เปลี่ยนไปอยู่ภายใต้อิทธิพลของรัสเซีย เนื่องจากหลายประเทศยังรักษาความร่วมมือกับฝรั่งเศส สหรัฐอเมริกา จีน และประเทศอื่น ๆ ควบคู่กัน ขณะเดียวกัน การถอนตัวของสมาชิก AES ออกจาก ECOWAS อาจก่อให้เกิดข้อจำกัดในการประสานงานด้านการค้า การเคลื่อนย้ายประชาชน และการต่อต้านการก่อการร้ายข้ามพรมแดน ซึ่งยังต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างประเทศในภูมิภาค

พัฒนาการของความสัมพันธ์รัสเซีย–แอฟริกาและกรณีบูร์กินาฟาโซสะท้อนการเปลี่ยนแปลงสำคัญในสามมิติ

ประการแรก การแข่งขันระหว่างมหาอำนาจกำลังขยายเข้าสู่ภูมิภาคแอฟริกาอย่างชัดเจน รัสเซียพยายามขยายเครือข่ายความสัมพันธ์กับประเทศแอฟริกาเพื่อเพิ่มบทบาททางการเมืองและเศรษฐกิจ ขณะที่ประเทศแอฟริกาหลายแห่งใช้การแข่งขันระหว่างมหาอำนาจเป็นโอกาสในการเพิ่มทางเลือกด้านความร่วมมือระหว่างประเทศ

ประการที่สอง ความร่วมมือทางทหารและความมั่นคงกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างอิทธิพลทางยุทธศาสตร์ กรณีบูร์กินาฟาโซ มาลี และไนเจอร์แสดงให้เห็นว่า ความช่วยเหลือด้านการทหาร การจัดหายุทโธปกรณ์ และการสนับสนุนการต่อต้านการก่อการร้ายสามารถส่งผลต่อการปรับทิศทางความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้

ประการที่สาม การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างความร่วมมือระดับภูมิภาคอาจส่งผลต่อดุลอำนาจในระยะยาว การจัดตั้ง AES และการถอนตัวจาก ECOWAS เป็นตัวอย่างของความพยายามสร้างกลไกความร่วมมือทางเลือกที่เน้นอธิปไตยและความมั่นคงของประเทศสมาชิก แต่ขณะเดียวกันก็ก่อให้เกิดข้อท้าทายด้านการบูรณาการทางเศรษฐกิจและความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน

สำหรับรัสเซีย การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเปิดโอกาสในการขยายความสัมพันธ์กับประเทศที่ต้องการลดการพึ่งพาฝรั่งเศสและชาติตะวันตก แต่ความสำเร็จของยุทธศาสตร์ยังขึ้นอยู่กับความสามารถในการตอบสนองความต้องการด้านเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศคู่ร่วมมืออย่างเป็นรูปธรรม

สถานการณ์ดังกล่าวเป็นกรณีศึกษาที่ประเทศไทยควรติดตาม เนื่องจากสะท้อนการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์และการใช้ความร่วมมือด้านความมั่นคงเป็นเครื่องมือขยายอิทธิพลระหว่างประเทศ ประเด็นที่ควรให้ความสำคัญ ได้แก่ การขยายความร่วมมือทางทหารระหว่างรัสเซียกับประเทศแอฟริกา การเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ด้านความมั่นคงระหว่างประเทศในภูมิภาคซาเฮล และบทบาทของกลไกความมั่นคงทางเลือกอย่าง AES นอกจากนี้ ควรศึกษาผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศต่อการจัดหาอาวุธ การฝึกกำลังพล และการพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ตลอดจนแนวโน้มที่ประเทศขนาดกลางและขนาดเล็กจะใช้ความสัมพันธ์กับมหาอำนาจหลายฝ่ายเพื่อรักษาผลประโยชน์แห่งชาติ

สรุป การประชุมสุดยอดรัสเซีย–แอฟริกา ครั้งที่ 3 ณ กรุงมอสโก ระหว่างวันที่ 28–29 ตุลาคม ค.ศ. 2026 สะท้อนยุทธศาสตร์ของรัสเซียในการขยายความสัมพันธ์กับประเทศแอฟริกา เพื่อเพิ่มบทบาททางการเมือง เศรษฐกิจ และความมั่นคงในเวทีระหว่างประเทศ ควบคู่กับการผลักดันระเบียบโลกหลายขั้วอำนาจและการลดการพึ่งพาความสัมพันธ์กับชาติตะวันตก กรณีบูร์กินาฟาโซเป็นตัวอย่างสำคัญของการเปลี่ยนแปลงดุลอำนาจในภูมิภาคแอฟริกาตะวันตก โดยรัฐบาลภายใต้การนำของอิบราฮิม ตราโอเรดำเนินนโยบายลดอิทธิพลฝรั่งเศส ยุติความร่วมมือทางทหารกับฝรั่งเศส และร่วมกับมาลีและไนเจอร์จัดตั้งพันธมิตรรัฐซาเฮล ก่อนถอนตัวจาก ECOWAS อย่างเป็นทางการในเดือนมกราคม ค.ศ. 2025 ขณะเดียวกัน รัสเซียได้ใช้โอกาสดังกล่าวขยายความร่วมมือด้านการทหาร เศรษฐกิจ และเทคโนโลยีกับประเทศสมาชิก AES ซึ่งสะท้อนความพยายามเพิ่มบทบาทในพื้นที่ที่ฝรั่งเศสเคยมีอิทธิพลสูง ในเชิงยุทธศาสตร์ การประชุมรัสเซีย–แอฟริกาครั้งนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงเวทีความร่วมมือทางเศรษฐกิจ แต่ยังสะท้อนการปรับโครงสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและการแข่งขันของมหาอำนาจในทวีปแอฟริกา โดยเฉพาะภูมิภาคซาเฮล ซึ่งกำลังเกิดการเปลี่ยนแปลงดุลอำนาจและกลไกความมั่นคงอย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของรัสเซียในระยะยาวยังขึ้นอยู่กับความสามารถในการดำเนินข้อตกลงให้เกิดผลจริง และการตอบสนองต่อความต้องการของประเทศแอฟริกา ซึ่งมีผลประโยชน์ทางการเมือง เศรษฐกิจ และความมั่นคงแตกต่างกัน สำหรับประเทศไทย การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเป็นประเด็นที่ควรติดตาม เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ การปรับดุลความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และการกำหนดทิศทางนโยบายด้านความมั่นคงและการต่างประเทศให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมระหว่างประเทศที่เปลี่ยนแปลงไป

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.กฤษฎา พรหมเวค

คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง

บางจากฯ ย้ำมาตรการหุ้น!! อายัดหุ้นเฉพาะราย หุ้นที่เหลือไม่เกี่ยวข้องคดี ตั้งกรรมการเฉพาะกิจดูแล ยืนยันดำเนินธุรกิจตามปกติ

บางจากฯ ย้ำการอายัดหุ้นเป็นมาตรการต่อผู้ถือหุ้นเฉพาะราย
หลังรัฐแถลงคืบหน้าคดีฟอกเงิน ยืนยันหุ้นส่วนที่เหลือและการดำเนินธุรกิจไม่เกี่ยวข้องกับคดีดังกล่าว

ตามที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ได้ร่วมแถลงความคืบหน้าการดำเนินคดีเครือข่ายฟอกเงินข้ามชาติ เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2569 บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ขอย้ำว่า การอายัดหุ้นบางส่วนของบริษัทฯ ตั้งแต่วันที่ 3 ธันวาคม 2568 เป็นมาตรการของทางราชการที่เกี่ยวข้องกับผู้ถือหุ้นรายนั้น โดยเป็นการดำเนินการกับหุ้นที่เครือข่ายฟอกเงินข้ามชาติถือครอง แยกจากทรัพย์สิน การดำเนินธุรกิจ และการบริหารงานของบริษัทฯ ซึ่งไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีดังกล่าว ทั้งนี้ หุ้นที่ถูกอายัดยังคงอยู่ภายใต้การอายัดและการดูแลของ ปปง. สำหรับหุ้นที่เหลือของบริษัทฯ ไม่ปรากฏว่ามีความเกี่ยวข้องกับการกระทำที่ถูกกล่าวหา

บริษัทฯ ได้ดำเนินมาตรการเพื่อปกป้องประโยชน์ของบริษัทฯ และผู้ถือหุ้นมาอย่างต่อเนื่อง โดยได้ตั้งคณะกรรมการเฉพาะกิจเพื่อประเมินสถานการณ์และพิจารณามาตรการที่จำเป็น สำหรับกรรมการผู้แทนของผู้ถือหุ้นรายดังกล่าว ไม่ได้มีส่วนร่วมในการประชุมคณะกรรมการบริษัทฯ และไม่ได้เข้ามาปฏิบัติหน้าที่ใด ๆ ณ สำนักงานบริษัทฯ นับตั้งแต่หุ้นถูกอายัด และแม้ยังคงมีสถานะเป็นกรรมการเนื่องจากยังไม่ขาดคุณสมบัติตามที่กฎหมายกำหนด แต่ไม่มีอำนาจลงนามผูกพันบริษัทฯ ตั้งแต่วันที่ 11 ธันวาคม 2568 ตามที่บริษัทฯ ได้สื่อสารไปก่อนหน้านี้

นอกจากนี้ บริษัทฯ ได้เสนอแก้ไขข้อบังคับเกี่ยวกับคุณสมบัติกรรมการในการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2569 เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2569 เพื่อยกระดับมาตรฐานธรรมาภิบาล ระงับความเสียหาย ลดความเสี่ยงที่จะเกิดความเสียหายเพิ่มเติม และสร้างความเชื่อมั่นแก่สถาบันการเงิน คู่ค้า และผู้มีส่วนได้เสียทางธุรกิจ โดยวาระดังกล่าวได้รับเสียงสนับสนุนมากกว่าสองในสาม แต่ไม่ถึงเกณฑ์สามในสี่ตามที่กฎหมายกำหนด จึงไม่ได้รับอนุมัติ ทั้งนี้ มีการฟ้องโต้แย้งในประเด็นดังกล่าว ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล โดยบริษัทฯ ยังคงบริหารจัดการความเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง ภายใต้กรอบกฎหมาย หลักการกำกับดูแลกิจการ และหลักเกณฑ์ของหน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้อง

บริษัทฯ พร้อมให้ความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และจะดำเนินการตามกฎหมายและหลักเกณฑ์ของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ โดยยึดมั่นในหลักธรรมาภิบาลและการคุ้มครองประโยชน์และรักษาสิทธิของบริษัทฯ และผู้ลงทุนในระยะยาว

ปตท. ขึ้นแท่นอันดับ 1 !! องค์กรในไทยที่น่าทำงานที่สุดในโลกปี 2026 จากการสำรวจบริษัทชั้นนำ 900 แห่ง พร้อมข้อมูลพนักงานกว่า 300,000 คน สะท้อนการบริหารทรัพยากรบุคคลที่แข็งแกร่ง

ปตท. ขึ้นแท่นอันดับ 1 องค์กรในไทยที่น่าทำงานที่สุดในโลกปี 2026

บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) ติดอันดับ 1 ของประเทศไทย จาก 900 บริษัทชั้นนำทั่วโลก
ในผลสำรวจ World’s Best Employers 2026 โดย Forbes ร่วมกับบริษัทวิจัยตลาด Statista สำรวจข้อมูลจากพนักงานกว่า 300,000 คนในกว่า 50 ประเทศ เพื่อค้นหาบริษัทที่ให้ความสำคัญกับพนักงานอย่างรอบด้าน ทั้งในมิติของรายได้และสวัสดิการ การยกระดับทักษะ โอกาสการเติบโต ตลอดจนสภาพแวดล้อมในการทำงาน สะท้อนความแข็งแกร่งของ ปตท. ในด้านการบริหารจัดการทรัพยากรบุคคล รวมถึงศักยภาพของ ปตท. ในฐานะองค์กรพลังงานแห่งชาติที่สามารถปรับตัวและขับเคลื่อนธุรกิจท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของโลก มุ่งเน้นการสร้างเสริมวัฒนธรรมองค์กรที่เข้มแข็ง และพัฒนาศักยภาพบุคลากรอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ ปตท. เติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

ไอเซนคอต ลั่นล้มเนทันยาฮู!! ผลเลือกตั้งอิสราเอลเปลี่ยนเกมใหญ่ คู่แข่งเนทันยาฮูประกาศชัยชนะชัดเจน วิกฤตเสียงข้างมากทำเจรจาบอลลูน พรรคร่วมฝ่ายค้าน-อาหรับกวาดที่นั่งประวัติศาสตร์

Golan, Eisenkot, Gantz และ Lapid ประกาศความพ่ายแพ้ของค่ายเนทันยาฮู
เมื่อการลงคะแนนในดินแดนที่ถูกยึดครองสิ้นสุดลง และมีการเผยแพร่ผลเบื้องต้นจากโพลสำรวจความคิดเห็นของสื่อภาษาฮิบรูแล้ว บุคคลสำคัญทางการเมืองแต่ละคนของระบอบการปกครองได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับคณะรัฐมนตรีในอนาคต

สำนักข่าว ISNA รายงานว่า กาดี ไอเซนคอต หัวหน้าพรรคเยชาร์ กล่าวว่า หากผลการเลือกตั้งขั้นสุดท้ายตรงกับที่คาดการณ์ไว้ เขาจะดำเนินการตามมติของผู้มีสิทธิเลือกตั้งทันทีและจะโค่นล้มรัฐบาลของเนทันยาฮู

คู่แข่งของเบนจามิน เนทันยาฮู ในการชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ประกาศว่า หากผลการเลือกตั้งเหล่านี้เป็นที่สิ้นสุด จะแสดงให้เห็นว่าฝ่ายของเขาเป็นผู้ชนะ
ไอเซนคอตกล่าวเสริมว่า "จำนวนผู้มาใช้สิทธิ์เลือกตั้งแสดงให้เห็นถึงการขาดความไว้วางใจในตัวเนทันยาฮูอย่างสิ้นเชิงในหมู่ชาวอิสราเอล"

ขณะเดียวกัน สื่อฮิบรูรายงานว่า ไอเซนคอตกำลังเจรจาเร่งด่วนกับผู้นำกลุ่มเปลี่ยนทิศทาง ในขณะที่เนทันยาฮูวางแผนที่จะจัดการประชุมทางโทรศัพท์กับหัวหน้าพรรคฝ่ายขวา
ในทางกลับกัน ช่อง 15 ของฮิบรูรายงานว่า คาดว่าไอเซนคอตจะได้รับเสียงสนับสนุนชุดแรกในการจัดตั้งรัฐบาล

นอกจากนี้ Ma'ariv ยังเขียนว่า: มีการประเมินเพิ่มมากขึ้นว่า Eisenkot จะเป็นคนแรกที่ได้รับคำสั่งให้จัดตั้งรัฐบาลจากประธานาธิบดีอิสราเอล

เบนนี กันซ์ หนึ่งในฝ่ายตรงข้ามของเนทันยาฮู กล่าวว่า "ประชาชนเลือกการเปลี่ยนแปลง และการเปลี่ยนแปลงนี้จะต้องเป็นไปในทิศทางที่ถูกต้อง"

ช่อง 12 ภาษาฮิบรู อ้างคำพูดของมันซูร์ อับบาส หัวหน้าพรรคจอยท์ลิสต์ ว่า "เราไม่สามารถถูกมองข้ามได้ในทุกสถานการณ์ทางการเมือง เราจะตัดสินใจอย่างมีความรับผิดชอบในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า ไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นอย่างไรก็ตาม"

เขากล่าวว่า "เราจะเปลี่ยนที่นั่งที่เราได้รับมาให้เป็นความจริงใหม่ในอิสราเอล"
ยาอีร์ โกลัน หัวหน้าพรรค "ประชาธิปไตย" กล่าวในแถลงการณ์ว่า "ประชาชนได้แสดงเจตนารมณ์และปลดรัฐบาลเนทันยาฮูแล้ว และพวกเขามองว่านี่เป็นโอกาสครั้งประวัติศาสตร์ที่จะจัดตั้งรัฐบาลที่จะนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริงในอิสราเอล"

ในทางกลับกัน ยาอีร์ ลาปิด หัวหน้าพรรคฝ่ายค้านของอิสราเอล กล่าวว่า ฝ่ายของเนทันยาฮูประสบความพ่ายแพ้อย่างหนัก และอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นว่าเป็น "การล่มสลายอย่างสมบูรณ์"
เขากล่าวเสริมว่า "ผู้คนบอกให้เขา 'ไปให้พ้น'"

คำกล่าวเหล่านี้เกิดขึ้นหลังจากที่ อามิต เซกัล นักวิเคราะห์การเมืองจากช่อง 12 ของฮิบรู คาดการณ์ว่า กาดี ไอเซนคอต จะได้รับมอบหมายให้จัดตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ของอิสราเอลภายในหนึ่งสัปดาห์หลังจากการประกาศผลการเลือกตั้ง

ในการวิเคราะห์ที่ออกอากาศเมื่อเย็นวันอังคาร เซกัลกล่าวว่า ไอเซนคอตอาจเป็นผู้นำในการจัดตั้งรัฐบาล โดยอธิบายว่าประธานาธิบดีอิสราเอลมีหน้าที่ต้องแต่งตั้งผู้สมัครที่เสนอโดยสมาชิกสภา 61 คน ตามขั้นตอนที่กำหนดไว้
เขากล่าวเสริมว่า "จากผลการสำรวจความคิดเห็นหลังการเลือกตั้ง คาดว่าเบนจามิน เนทันยาฮู นาฟตาลี เบนเน็ตต์ และอวิกดอร์ ลีเบอร์แมน จะไม่ได้รับการอนุมัติเบื้องต้น"

เซกัลอธิบายว่า "สถานการณ์แรกที่เป็นไปได้คือ ไอเซนคอตจะเข้าหาพรรคลิคุดและเสนอให้จัดตั้งรัฐบาลเอกภาพภายในของกลุ่มไซออนิสต์ โดยมีตนเองเป็นนายกรัฐมนตรี โดยปราศจากพรรคอุลตร้าออร์โธดอกซ์ พรรคอาหรับ และพรรคของอิตามาร์ เบน-ผู้ว่าการ"
เซกัลแย้งว่า ขนาดของกลุ่มเสียงในรัฐสภาของพรรคลิคุดอาจเป็นเหตุผลที่ทำให้เขามีสิทธิ์ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

เขากล่าวว่าหากพรรคลิคุดปฏิเสธข้อเสนอ ไอเซนคอตอาจหันไปใช้ทางเลือกที่สอง คือ การพยายามจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อยโดยความร่วมมือกับพรรคในกลุ่มเปลี่ยนผ่านและพรรคพันธมิตรอาหรับ
อย่างไรก็ตาม จากผลการสำรวจความคิดเห็นหลังการลงคะแนน พบว่าพรรคร่วมรัฐบาลไม่มีที่นั่งครบ 61 ที่นั่งซึ่งเป็นจำนวนที่จำเป็นสำหรับการครองเสียงข้างมาก ทำให้การเจรจากับพรรคร่วมรัฐบาลอาจกลายเป็นสิ่งจำเป็นทางการเมืองเพื่อให้กระบวนการนี้เสร็จสมบูรณ์

เซกัลเน้นย้ำว่า: สถานการณ์เหล่านี้เป็นการประเมินส่วนตัวของเขาเกี่ยวกับการปรึกษาหารือทางการเมืองที่จะเกิดขึ้น ซึ่งจะดำเนินต่อไปจนกว่าจะมีการประกาศผลการเลือกตั้งขั้นสุดท้ายและจุดยืนของพรรคการเมืองต่างๆ เกี่ยวกับการจัดตั้งรัฐบาลผสมที่เป็นไปได้

ในทางกลับกัน เบน คาสปิต นักวิเคราะห์การเมืองกล่าวว่า ไอเซนคอตกำลังเจรจากับพรรคชาสซึ่งเป็นพรรคออร์โธดอกซ์สุดโต่ง เพื่อหาข้อตกลงร่วมกันในประเด็นการเกณฑ์ทหารภาคบังคับ และปูทางให้พรรคชาสเข้าร่วมรัฐบาลได้ในอนาคต

ทั้งนี้ จากผลสำรวจเบื้องต้นของช่อง 13:
พรรคการเมืองอาหรับคาดว่าจะได้รับชัยชนะครั้งประวัติศาสตร์ในรัฐสภาอิสราเอล โดยได้ 17 ที่นั่ง
พรรคร่วมรัฐบาลของเนทันยาฮู: 50 ที่นั่ง
พรรคร่วมฝ่ายค้าน: 53 ที่นั่ง

รออัปเดต

ที่มา : https://www.facebook.com/61552478523169/posts/122298358400082617/?rdid=Oy8TZJEdXHJFN6kP#

ลดค่าไฟ เติมเงินเข้ากระเป๋าประชาชน!! ครม. ไฟเขียวโซลาร์รูฟประชาชน รับซื้อไฟส่วนเกินหน่วยละ 2.20 บาท พร้อมลดภาษีน้ำมัน B20–E20 หวังแบ่งเบาภาระค่าไฟ–ค่าน้ำมัน ช่วย SMEs เงินหมุนเวียนเพิ่ม

ครม. เห็นชอบโครงการโซลาร์รูฟประชาชน และอนุมัติลดการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมัน B20 และ E20 ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน

ครม. (27 ต.ค. 69) เห็นชอบโครงการโซลาร์รูฟประชาชน โดยรัฐบาลได้ดำเนินมาตรการด้านพลังงานหลายด้านควบคู่กัน อาทิ การปรับลดค่าไฟฟ้าภาคครัวเรือน ด้วยการแยกค่าไฟฟ้าสาธารณะออกจากบิลค่าไฟฟ้าของประชาชน และกำหนดอัตราค่าไฟฟ้าสำหรับการใช้ไฟฟ้า 2 หน่วยแรกในราคาหน่วยละ 3 บาท การส่งเสริมการซื้อขายไฟฟ้าโดยตรงกับภาคธุรกิจ (Direct PPA) และการปรับแก้สัญญารับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้ารายย่อย เพื่อไม่ให้มีการต่อสัญญาโดยอัตโนมัติ

สำหรับโครงการโซลาร์ภาคประชาชน เปิดให้ผู้ติดตั้งโซลาร์เซลล์ขายไฟฟ้าส่วนเกินคืนการไฟฟ้าในอัตราหน่วยละ 2.20 บาท ภายใต้กรอบวงเงิน 50,000 ล้านบาท พร้อมพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ 10,785 ล้านบาท ระบบสมาร์ทมิเตอร์ 10,811.6 ล้านบาท และพัฒนาทักษะแรงงานติดตั้งโซลาร์เซลล์ 972 ล้านบาท วงเงินรวมกว่า 72,568 ล้านบาท คาดช่วยลดภาระค่าไฟฟ้าประชาชนประมาณ 24,000 ล้านบาท และลดการรับซื้อไฟฟ้าจากระบบเดิมในปีแรก 6,323 ล้านหน่วย

นอกจากนี้ ครม. มีมติอนุมัติให้กรมสรรพสามิตลดการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมัน B20 และ E20 เพื่อสนับสนุนการใช้ผลผลิตทางการเกษตร และลดสัดส่วนน้ำมันฟอสซิล พร้อมมอบหมายให้ ก.พลังงาน พิจารณาแนวทางแก้ไขปัญหาพลังงานในระยะยาว เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน ทั้งนี้ คณะกรรมการการแข่งขันทางการค้ามีมติกำหนดระยะเวลาชำระเงินให้แก่ผู้ประกอบการไม่เกิน 30 วันสำหรับสินค้าเกษตร และ 45 วันสำหรับสินค้าและบริการอื่น มีผลวันที่ 2 พ.ย. 69 คาดช่วยลดระยะเวลารับเงินและเพิ่มเงินหมุนเวียนในระบบ SMEs กว่าแสนล้านบาทต่อ 15 วัน

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1569302918565767&id=100064582216937&rdid=wEvvBYh9JJjG798P#

ส.อ.ท. ผลักดันยานยนต์!! ผนึกค่ายรถยักษ์ใหญ่กว่า 10 แห่งร่วมมือ เดินหน้าสนับสนุนภาษีสรรพสามิตใหม่ ยกระดับ Local Content พา SMEs ไทยเจริญ สร้างโอกาสลงทุนภายใต้ Reinvent Thailand

ส.อ.ท. ผนึกค่ายยานยนต์ ขับเคลื่อน Reinvent Thailand หนุนภาษีสรรพสามิตใหม่ ยกระดับ Local Content

เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2569 สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) จัดการประชุมร่วมกับกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ นำโดย นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) นายสุวัชร์ ศุภกาญจน์เดชากุล รองประธาน ส.อ.ท. นายสุพจน์ สุขพิศาล เลขานุการสายงานส่งเสริมและสนับสนุนอุตสาหกรรม ส.อ.ท. พร้อมด้วยผู้แทนจากค่ายรถยนต์และรถจักรยานยนต์ชั้นนำกว่า 10 ค่าย ได้แก่ Toyota, Mitsubishi, Isuzu, Nissan, Mazda, Hino, Honda, Mercedes Benz, BMW, BYD, Changan, GWM, Hyundai และ Yamaha เพื่อร่วมกันสร้างความเข้าใจและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในการพัฒนาทิศทางการลงทุนและขับเคลื่อน Local Content พร้อมเดินหน้าสนับสนุนภาษีสรรพสามิตใหม่ โดยอุตสาหกรรมยานยนต์ เป็น 1 ใน 7 กลุ่มเศรษฐกิจแห่งอนาคต ที่จะขับเคลื่อน Reinvent Thailand เพื่อยกระดับขีดความสามารถ ดึงการลงทุนใหม่ และพา SMEs ไทยเติบโตไปพร้อมกัน

นางพิมพ์ใจ กล่าวว่า “สิ่งสำคัญ คือ การผลักดัน Local Content Contribution ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการ SMEs ไทย เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจภายในประเทศ และรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในระยะยาว”

ส.อ.ท. พร้อมร่วมมือกับภาคเอกชนและหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ในการผลักดันข้อเสนอเชิงนโยบายและพัฒนาแนวทางการรับรอง Local Content ที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง ควบคู่กับการปรับปรุงกฎระเบียบและลดอุปสรรคในการดำเนินธุรกิจ เพื่อส่งเสริมการลงทุนและยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยให้เติบโตอย่างเข้มแข็งและยั่งยืนภายใต้ยุทธศาสตร์ Reinvent Thailand ซึ่งปัจจุบัน อุตสาหกรรมยานยนต์

และชิ้นส่วนมีสัดส่วนต่อ GDP ของประเทศไทยราว 10% โดยการเติบโตของอุตสาหกรรมนี้จะช่วยสร้างโอกาสและส่งเสริมการเติบโตของผู้ประกอบการตลอดห่วงโซ่อุปทาน

ผลจากการประชุมแผนครั้งนี้ ทาง ส.อ.ท. จะนำไปเสนอต่อ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เพื่อรับพิจารณา จากนั้นจะมีการนำแผนดังกล่าวเสนอต่อคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) เป็นลำดับต่อไป

‘เอ็มบัปเป้’ โดนลงโทษ!! หัวเราะมีมการเมืองจนเกิดเหตุ สื่อรัฐจีนระงับถ่ายทอดลาลีกา 3 แบรนด์ใหญ่ถอนสปอนเซอร์ จีนตัดสัมพันธ์ธุรกิจกับนักเตะคนดัง “เรอัล มาดริด” พักแข่งพร้อมปรับเงินหนัก ดร. อักษรศรี พานิชสาส์น ได้โพสต์ลงเฟสบุ๊คส่วนตัว

ดร. อักษรศรี พานิชสาส์น ได้โพสต์ลงเฟสบุ๊คส่วนตัวว่า….

#อย่าล้อเล่นกับระบบ !!  แด่ประธานเป้ ภาพล้อเลียนนี้ไวรัลแล้วจ้า ล่าสุด  เรอัล มาดริด ออกคำสั่งลงโทษภายในกับ #เอ็มบัปเป้ ด้วยการพักการแข่งขัน  5  นัด และปรับเงิน 700,000 ยูโร หลังเกิดผลกระทบรุนแรงแบบไฟลามทุ่ง จากคำพูดแบบ #ไม่รู้สี่รู้แปด ในเรื่องที่มีความอ่อนไหวการเมืองจีนของเอ็มบัปเป้

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่จีนใช้พลังทางเศรษฐกิจอำนาจซื้อและพลังทางสังคม เพื่อจัดการกับพฤติกรรม #ไม่รู้สี่รู้แปด ของฝรั่งต่างชาติในเรื่องที่มีความอ่อนไหวทางการเมืองของจีน !!  อินฟลูต่างชาติโดนแบบนี้หลายครั้งแล้วค่า #จีนซับซ้อนซ่อนเงื่อน 

คนที่โดนพญามังกรจีนพ่นไฟใส่รอบนี้ คือ คีลิยัน #เอ็มบัปเป้  !!! ด้วยความอ่อนหัดเรื่อง #การเมืองจีน 🇨🇳 ทำให้เอ็มบัปเป้ กองหน้าทีมชาติฝรั่งเศสของ เรอัล มาดริดไปหัวเราะกับมีมที่นำเสนอภาพของเขาเป็นประธาน #เหมาเจ๋อตง อดีตผู้นำจีน และใช้คำว่า #เผด็จการจีน !! 

ผลคือ #ฟุตบอลลีกของสเปน สูญเสียเงิน 400 ล้านยูโรภายใน 3 วินาที!

จีนระงับการถ่ายทอดการแข่งขันฟุตบอลลีกสเปนโดยสิ้นเชิง  ที่ผ่านมา #ลาลีกา สร้างรายได้ 1 พันล้านยูโรจากลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์ในต่างประเทศ โดยในจำนวนนี้ 400 ล้านยูโรมาจากจีนเพียงประเทศเดียว…

ขอสรุปมัดรวมไล่เรียง #สารตั้งต้น ของปัญหา และ #ผลกระทบ ดังนี้

1) เริ่มต้นจากการที่รายการ The Bridge สัมภาษณ์ เอ็มบัปเป้ และถามถึงภาพมีมที่ชื่นชอบ แล้วเอ็มบัปเป้ก็ตอบกลับไปว่า "ภาพที่ทำให้ผมหัวเราะมากที่สุด คือภาพที่พวกเขาเอาใบหน้าของผมไปใส่บนตัว 'เผด็จการจีน' ผมใช้ภาพนั้นกับเพื่อน ๆ บ่อยมาก"

(ทั้งนี้ เอ็มบัปเป้ ไม่ได้เอ่ยชื่อ เหมาเจ๋อตง โดยตรง)

2) หลังจากนั้น เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากคำให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับภาพมีมที่นำใบหน้าของเจ้าตัวไปตัดต่อกับ เหมา เจ๋อตง อดีตผู้นำจีน  

3) ผลที่ตามมา คือ  สถานีโทรทัศน์ CCTV ของ #รัฐบาลจีน ตัดสินใจระงับการถ่ายทอดสดฟุตบอล ลาลีกา สเปน รวมถึงการแข่งขันที่เกี่ยวข้องกับเอ็มบัปเป้

พร้อมสั่งถอดโฆษณาและวิดีโอทั้งหมดที่มี เอ็มบัปเป้ ปรากฏอยู่

ผลคือ ลาลีกา ฟุตบอลลีกของสเปน สูญเสียเงิน 400 ล้านยูโรภายใน 3 วินาที !! 

4) #กระทรวงการต่างประเทศจีน ก็ออกมาแสดงจุดยืนต่อต้านคำพูดและการกระทำที่ #ทำร้ายความรู้สึกของประชาชนชาวจีน เช่นกัน 

#จีนเตือนแรงส์ อย่างชัดเจนว่า “คำพูดหรือการกระทำใด ๆ ที่ทำร้ายความรู้สึกของประชาชนชาวจีน จะถูกปฏิเสธจากทุกภาคส่วนของสังคม” 

5) #บริษัทจีน หลายแห่ง ได้แก่ ตงเผิง (Dongpeng), เหมิงหนิว (Mengniu) และ มิลค์กราวด์ (Milkground) ต่างประกาศยุติความร่วมมือทางธุรกิจกับกองหน้ารายนี้เช่นกัน

6) เว็บไซต์ข่าวกีฬาจีนอย่าง ตงฉิวตี้ (Dongqiudi) ยังเปลี่ยนชื่อของ เอ็มบัปเป้ ในตารางอันดับ บัลลง ดอร์ 2026 ซึ่งเจ้าตัวจบอันดับ 2 ให้กลายเป็นข้อความว่า 'ไม่มีบุคคลนี้อยู่จริง' อีกด้วย

7) ล่าสุด เรอัล มาดริด ออกคำสั่งลงโทษภายในด้วยการพักการแข่งขัน #เอ็มบัปเป้ 5 นัด และปรับเงิน 700,000 ยูโร หลังเกิดผลกระทบรุนแรงทั่วโลกจากคำพูดแบบ #ไม่รู้สี่รู้แปด ในเรื่องการเมืองจีนของเอ็มบัปเป้

ขณะที่  วิดีโอต้นฉบับที่สัมภาษณ์เอ็มบัปเป้ จนสร้างปัญหา ก็ถูกลบไปแล้ว  ไม่ปรากฏอยู่บนช่อง YouTube ของรายการ The Bridge แล้ว 

Note :  ตัวอย่างเคสอื่นที่เคยเกิดขึ้น 

ในปี 2019 เกิดกรณีเมซุต #โอซิล (Mesut Özil) กับประเด็น #อุยกูร์  นักเตะชื่อดังของสโมสรอาร์เซนอลในขณะนั้น  โอซิลได้โพสต์ข้อความบนโซเชียลมีเดียวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลจีนในประเด็นการปฏิบัติต่อชาวมุสลิมอุยกูร์ ใน #ซินเจียง

ส่งผลให้สถานีโทรทัศน์ CCTV ของจีนสั่งระงับการถ่ายทอดสดการแข่งขันของอาร์เซนอล #Arsenal ทันที 

นอกจากนี้ ชื่อและข้อมูลของโอซิลถูกลบออกจากเกมฟุตบอลยอดนิยมอย่าง Pro Evolution Soccer (PES) และ FIFA เวอร์ชันที่วางจำหน่ายในจีน 

รวมถึงสั่งปิดแฟนเพจและแพลตฟอร์มทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับโอซิลงในจีน ส่งผลให้มูลค่าการตลาดของสโมสรและค่าตัวโอซิลในจีน กลายเป็นศูนย์ !! ในชั่วข้ามคืน

Credit : Aksornsri PHANISHSARN

https://www.facebook.com/share/p/1DS5qPTEBj/?mibextid=wwXIfr

ศาลจีนฟันโทษประหารชีวิตรอลงอาญา!! 'อดีตเจ้าหน้าที่ตรวจสอบวินัย' สินบนกว่า 400 ล้านหยวนถูกยึดคืน อดีตเจ้าหน้าที่วินัยสารภาพความผิด สร้างความเสียหายแก่รัฐและประชาชน

ศาลจีนฟันโทษประหารชีวิตรอลงอาญา 'อดีตเจ้าหน้าที่ตรวจสอบวินัย' ฐานรับสินบนกว่า 400 ล้านหยวน

เฉิงตู, 28 ต.ค. (ซินหัว) -- เมื่อวันอังคาร (27 ต.ค.) ศาลประชาชนชั้นกลางเมืองเฉิงตู มณฑลซื่อชวน (เสฉวน) ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน ได้ตัดสินโทษประหารชีวิต "หวังฮุ่ยหมิน" อดีตเจ้าหน้าที่อาวุโสด้านการตรวจสอบวินัยประจำคณะกรรมการกำกับดูแลหลักทรัพย์แห่งประเทศจีน เนื่องจากกระทำความผิดฐานรับสินบน โดยให้รอลงอาญา 2 ปี และจะลดโทษเหลือจำคุกตลอดชีวิตหลังจากครบกำหนดโดยไม่มีการลดโทษหรือพักโทษ พร้อมสั่งเพิกถอนสิทธิทางการเมืองตลอดชีวิตและยึดทรัพย์สินส่วนตัวทั้งหมด

รายงานระบุว่าหวังเคยดำรงตำแหน่งหัวหน้าทีมตรวจสอบและกำกับดูแลวินัย ซึ่งคณะกรรมการตรวจสอบวินัยส่วนกลางแห่งพรรคคอมมิวนิสต์จีน (CPC) และคณะกรรมการตรวจสอบแห่งชาติที่เป็นหน่วยงานปราบปรามการทุจริตระดับสูงสุดของจีนส่งไปประจำที่คณะกรรมการกำกับดูแลหลักทรัพย์แห่งประเทศจีน รวมถึงเคยเป็นสมาชิกคณะกรรมการพรรคฯ ประจำคณะกรรมการกำกับดูแลหลักทรัพย์แห่งประเทศจีนด้วย

คำตัดสินของศาลฯ ระบุว่าช่วงปี 1998-2025 หวังใช้ประโยชน์จากตำแหน่งหน้าที่ในเขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์และคณะกรรมการกำกับดูแลหลักทรัพย์แห่งประเทศจีนในการช่วยเหลือหน่วยงานและบุคคลที่เกี่ยวข้องกับเรื่องต่างๆ เช่น การดำเนินธุรกิจและระดมทุน แลกกับการรับเงินและทรัพย์สินโดยมิชอบรวมมูลค่ากว่า 436 ล้านหยวน (ราว 2.2 พันล้านบาท) ซึ่งการกระทำของเขาสร้างความเสียหายร้ายแรงต่อผลประโยชน์ของรัฐและประชาชน จึงควรต้องโทษประหารชีวิตตามหลักการ

อย่างไรก็ตาม หวังให้การรับสารภาพตามความจริงหลังจากถูกควบคุมตัว อาสาเปิดเผยข้อเท็จจริงเกี่ยวกับอาชญากรรมที่เจ้าหน้าที่สืบสวนยังไม่ทราบ และยอมรับความผิดและสำนึกผิด ส่วนการกระทำผิดเกี่ยวกับการรับสินบนบางส่วนยังอยู่ในขั้นพยายามกระทำผิดแต่ไม่ได้เกิดผลสำเร็จ กอปรกับสินบนบางส่วนถูกกู้คืน ศาลฯ จึงกำหนดบทลงโทษด้วยความปราณี

อนึ่ง ศาลประชาชนชั้นกลางเมืองเฉิงตูเปิดพิจารณาคดีนี้ต่อสาธารณชนเมื่อวันที่ 17 ก.ค. โดยคณะอัยการนำเสนอพยานหลักฐาน ส่วนหวังและทนายความฝ่ายจำเลยซักค้านพยานหลักฐานและแถลงข้อโต้แย้ง ซึ่งหวังได้กล่าวถ้อยแถลงครั้งสุดท้าย พร้อมยอมรับสารภาพและแสดงความสำนึกผิด

ที่มา : Xinhua

‘เอกนัฏ’ ถอด "ต้นทุนทิพย์" 22 ปี! ปรับโครงสร้างราคาน้ำมันไทยถาวร ลดภาระประชาชนปีละ 1.08 หมื่นล้าน ลดราคาน้ำมัน ณ โรงกลั่นทุกชนิด ดีเซล B7 ลดลงสูงสุด 0.35 บาทต่อลิตร

เอกนัฏ ถอด "ต้นทุนทิพย์" 22 ปี! จากโครงสร้างราคาน้ำมันไทยถาวร เซฟเงินประชาชน 1.08 หมื่นล้านบาทต่อปี

กรุงเทพฯ 28 ตุลาคม 2569 – นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ลงนามคำสั่งปรับโครงสร้างราคาน้ำมันครั้งประวัติศาสตร์ ที่กระทรวงพลังงาน และเปิดเผยว่า ตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม 2569 ราคา ณ โรงกลั่นน้ำมันทุกชนิดจะคำนวณตามหลักเกณฑ์ใหม่ ซึ่งถอดค่าใช้จ่ายสมมุติที่ไม่ได้เกิดขึ้นจริงออกจากสูตรราคา ค่าใช้จ่ายเหล่านี้แฝงอยู่ในสูตรมาตั้งแต่ปี 2547 ที่สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) จัดตั้งสูตรคำนวณโครงสร้างราคาน้ำมัน รวม 22 ปี การปรับครั้งนี้จะลดภาระประชาชนได้ 10,839 ล้านบาทต่อปี

นายเอกนัฏ อธิบายว่า ที่ผ่านมาราคา ณ โรงกลั่นของไทยอ้างอิงราคาน้ำมันสำเร็จรูปตลาดสิงคโปร์ แล้วบวกค่าใช้จ่ายเสมือนว่าน้ำมันถูกขนส่งทางเรือจากสิงคโปร์มายังประเทศไทย ทั้งที่น้ำมันส่วนใหญ่กลั่นในประเทศ หลักเกณฑ์ใหม่ตามมติคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) จึงยกเลิกค่าขนส่ง ค่าประกันภัย และค่าสูญเสียระหว่างขนส่ง (Freight, Insurance, Loss) ที่สมมุติจากเส้นทางสิงคโปร์ และปรับลดค่าสำรองน้ำมันเหลือ 2 ใน 3 ส่วน ให้สอดคล้องกับปริมาณสำรองที่เกิดขึ้นจริง

ผลคือราคา ณ โรงกลั่นน้ำมันทุกประเภทลดลง 0.0875–0.3548 บาทต่อลิตร คิดเป็นมูลค่า 29.70 ล้านบาทต่อวัน หรือ 10,839 ล้านบาทต่อปี ดีเซล B7 ซึ่งมีปริมาณใช้มากที่สุดได้ประโยชน์มากที่สุด โดยลดลง 0.3548 บาทต่อลิตร คิดเป็น 6,795 ล้านบาทต่อปี รองลงมาคือแก๊สโซฮอล์ 95 ที่ลดลง 0.3203 บาทต่อลิตร คิดเป็น 2,115 ล้านบาทต่อปี

"การอ้างอิงราคาตลาดโลกเพียงอย่างเดียวอาจเหมาะกับภาวะปกติ แต่ในภาวะวิกฤต สูตรนี้สร้างกำไรส่วนเกินที่ไม่เป็นธรรมต่อประชาชน" นายเอกนัฏกล่าว ตั้งแต่เดือนเมษายน 2569 กบง. จึงใช้อำนาจตาม พ.ร.ก. แก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 มีมติปรับลดราคา ณ โรงกลั่นสำหรับน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว 8 ครั้ง เรียกเก็บผลประโยชน์ส่วนเกินจากโรงกลั่นได้ 31,786 ล้านบาท ครอบคลุมดีเซลรวม 11,058 ล้านลิตร เมื่อรวมกับเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่ใช้ดูแลราคาอีก 64,355 ล้านบาท รัฐได้ใช้เงินดูแลราคาน้ำมันให้ประชาชนแล้วรวม 96,141 ล้านบาท
"การหักส่วนเกินโรงกลั่นคือการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าในวิกฤต ส่วนการถอดราคาทิพย์ครั้งนี้คือการแก้ที่โครงสร้าง ต่อให้วิกฤตจบ เงินหมื่นล้านบาทต่อปีนี้ก็จะไม่กลับมาอยู่ในบิลน้ำมันของคนไทยอีก" นายเอกนัฏกล่าว

มาตรการครั้งนี้สอดคล้องกับการถอดค่าไฟฟ้าสาธารณะมูลค่า 1.8 หมื่นล้านบาทออกจากบิลค่าไฟของประชาชนก่อนหน้านี้ ทั้งสองมาตรการทบทวนต้นทุนที่ซ่อนอยู่ในโครงสร้างราคาพลังงาน เพื่อไม่ให้ประชาชนต้องจ่ายในสิ่งที่ไม่ได้ใช้จริง และเพื่อให้ราคาพลังงานเป็นธรรมกับคนไทยทุกคน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top