Saturday, 6 June 2026
TheStatesTimes

DIPROM ดัน New Creator กระหึ่มกิจกรรมสร้างนักการตลาดยุคใหม่ ส่งเสริมครีเอเตอร์ก้าวสู่มืออาชีพ เน้นเทรนด์ TikTok Shop ปี 2026 จับมือธุรกิจต่อยอดรายได้จริง

จากครีเอเตอร์สู่เจ้าของธุรกิจ! DIPROM เปิดเวทีปั้น New Creator พร้อมเชื่อมโอกาสทางธุรกิจ

กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (DIPROM) เดินหน้ายกระดับศักยภาพผู้ประกอบการและวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) อย่างต่อเนื่อง ผ่านการจัดกิจกรรม “สร้างนักการตลาดยุคใหม่ (DIPROM New Creator)” ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 7–8 และ 14–15 มีนาคม 2569 ณ C asean Ratchada

กิจกรรมดังกล่าวได้รับความสนใจจากผู้ประกอบการและผู้ที่สนใจด้านการสร้างคอนเทนต์เข้าร่วมอย่างคึกคัก โดยมีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อพัฒนาครีเอเตอร์ให้ก้าวสู่การเป็นครีเอเตอร์มืออาชีพ สามารถสร้างผลงานที่มีคุณภาพ ต่อยอดสู่การสร้างรายได้ และเติบโตไปเป็นผู้ประกอบการที่สามารถจดจัดตั้งธุรกิจได้อย่างเป็นรูปธรรม

ภายในโครงการ ผู้เข้าร่วมได้เรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญระดับประเทศและแพลตฟอร์มชั้นนำ ครอบคลุมเนื้อหาเข้มข้น ทั้งการอัปเดตเทรนด์ TikTok Shop ปี 2026 และการประยุกต์ใช้เครื่องมือ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพทางการตลาด การเจาะลึกเทคนิคการทำโฆษณา (Ads) และกลยุทธ์ Social Commerce ตลอดจนการวางรากฐานด้านธุรกิจ การเงิน และภาษีที่ผู้ประกอบการควรรู้

นอกจากนี้ ภายในกิจกรรมยังมีการประกวดการสร้างสรรค์คลิปวิดีโอ โดยครีเอเตอร์ที่มีผลงานโดดเด่นและได้รับโล่รางวัล จะได้รับโอกาสเข้าร่วมกิจกรรม Matching กับผู้ประกอบการ ภายใต้การสนับสนุนของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (ดีพร้อม) ในลำดับถัดไป เพื่อเปิดโอกาสในการต่อยอดผลงานสู่เชิงพาณิชย์ และสร้างเครือข่ายความร่วมมือทางธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม
ผู้เข้าร่วมส่วนใหญ่สะท้อนว่า กิจกรรมครั้งนี้ช่วยเปิดมุมมองใหม่ในการทำตลาดออนไลน์ และสามารถนำความรู้ไปปรับใช้ได้จริง ทั้งในด้านการสร้างคอนเทนต์ การบริหารต้นทุน และการขยายช่องทางการขาย

การจัดกิจกรรม “DIPROM New Creator” ในครั้งนี้ นับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมในการสร้าง “ครีเอเตอร์คุณภาพ” ที่สามารถพัฒนาไปสู่การเป็นผู้ประกอบการรุ่นใหม่ เสริมความแข็งแกร่งให้กับระบบเศรษฐกิจดิจิทัล และสนับสนุนการเติบโตของ SMEs ไทยอย่างยั่งยืนในอนาคต

โอกาสทองของไทย อย่าตกขบวน แม้ไทยเคยเป็นเพียงตลาดของทีมขาย แต่การมาของ Cloud Region และ Data Center อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญสู่การสร้างงานเทคมูลค่าสูงในประเทศ ไทยพร้อมหรือยังที่จะสร้างคนรองรับ

"บิ๊กเทค" รายใหญ่ เช่น Microsoft, Amazon Web Services และ Google Cloud

ประกาศเปิด Data Center หรือ Cloud Region ในประเทศไทย ช่วงปี 2024-2026 ทำให้ตลาดเทคโนโลยีไทยมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ คนสายวิศวกรรมซอฟต์แวร์ที่เคยถูกจำกัดให้ทำงานด้านขาย เริ่มมีโอกาสทำงานด้านเทคนิคและพัฒนาระบบจริงในประเทศมากขึ้น

"นี่คือโอกาสทองที่มาพร้อมกับความท้าทาย" กล่าวโดยผู้เชี่ยวชาญที่เคยเผชิญประสบการณ์ตรงของวิศวกรเทคโนโลยีในไทย พร้อมเน้นว่าการมี Cloud Region ในไทยไม่ใช่แค่สำนักงานขาย แต่หมายถึงต้องมีทีมเทคนิคดูแล Data Center 24 ชั่วโมง รวมทั้งงานด้านสถาปัตยกรรมความปลอดภัยข้อมูลและการอพยพระบบ ที่ต้องการความชำนาญภาษาท้องถิ่นและความเข้าใจกฎหมาย PDPA

ภาครัฐไทยส่งสัญญาณสนับสนุนด้วยมาตรการยกเว้นภาษีนิติบุคคลและการลงทุนพลังงานสีเขียวเพื่อดึงดูดธุรกิจ Data Center ช่วยสร้างระบบนิเวศน์เทคโนโลยีที่แข็งแกร่ง และโครงการสนับสนุนการฝึกอบรมบุคลากรพร้อมหลักสูตรร่วมกับภาคอุตสาหกรรม

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าปัญหาขาดแคลนทักษะทางด้านเทคนิคและภาษาอังกฤษในไทยยังเป็นอุปสรรคใหญ่ โดยเฉพาะการเข้าใจเอกสารและการสื่อสารในระดับสากล ที่จำเป็นสำหรับการสร้างทีมเทคโนโลยีระดับโลกในประเทศ

"โอกาสจะเกิดขึ้นจริงเมื่อเราพัฒนาทักษะทั้งเทคนิคและภาษาอังกฤษควบคู่กัน" พร้อมแนะให้นักศึกษาและบุคลากรที่สนใจ เริ่มเรียนรู้และทำงานกับคลาวด์จริง รวมทั้งสร้างพอร์ตโฟลิโอ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับตลาดแรงงานเทคโนโลยีแห่งอนาคตในประเทศไทย

ที่มา : https://www.youtube.com/watch?v=OdHnxGOdNm0

จบคดีหมิ่นประมาท!! ‘ณวัฒน์’ ขอโทษ “อนุทิน” หลังพาดพิงไลฟ์สดปี 64 “อนุทิน” ถอนฟ้องคดีหมิ่นประมาท หลัง “ณวัฒน์” โพสต์ขออภัยอย่างเป็นทางการ

นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.สาธารณสุข ได้ดำเนินคดีหมิ่นประมาท ณวัฒน์ อิสรไกรศีล เมื่อวันที่ 9 ส.ค. 64 ซึ่งด่าทอและตั้งข้อกล่าวหาว่าเขาเสนอพระราชกำหนดจำกัดความรับผิดให้บุคลากรสาธารณสุขเพื่อปกป้องตนเองและพวกในการจัดการโรคโควิด-19

คดีนี้เป็นคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.2029/2564 และหมายเลขแดงที่ อ.207/2566 โดยศาลอาญาได้ไกล่เกลี่ยและตกลงกันได้ว่าเป็นความผิดอันยอมความได้

ณวัฒน์ อิสรไกรศีล ยอมรับว่าตนได้ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ 'อนุทิน' และได้โพสต์ข้อความขอโทษในเฟซบุ๊กว่า "ขออภัยในสิ่งที่พูดพาดพิงถึงนายอนุทิน ชาญวีรกูล" และหลังจากนั้น 'อนุทิน' ก็รับทราบและเข้าใจในสิ่งที่เกิดขึ้น จึงได้ถอนฟ้องคดีกับผู้ถูกกล่าวหาในวันนี้

เหตุการณ์นี้ชี้ให้เห็นถึงความระมัดระวังในการแสดงความเห็นผ่านสื่อสังคมออนไลน์และผลทางกฎหมายที่อาจเกิดตามมาในกรณีของการนำเสนอข้อมูลหรือความคิดเห็นเกี่ยวกับบุคคลสาธารณะอย่างไม่เหมาะสม

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1501229301365478&id=100044352672988&rdid=2EHDEaYnsXWTLYG2#

“ทรัมป์” เตือนอิหร่าน!! หากกาตาร์ถูกโจมตีซ้ำ สหรัฐฯ พร้อมถล่ม South Pars ทั้งหมด หยุดโจมตีกาตาร์ ก่อนสหรัฐฯ เปิดฉากถล่มหนัก ย้ำการตอบโต้จะรุนแรงในระดับที่อิหร่านไม่เคยเผชิญมาก่อน

อิสราเอลได้ดำเนินการโจมตีอย่างรุนแรงต่อแหล่งก๊าซ South Pars ซึ่งเป็นสถานที่สำคัญในอิหร่าน โดยทำความเสียหายเพียงบางส่วนของพื้นที่ทั้งหมด สหรัฐอเมริกาไม่ได้รับรู้ล่วงหน้าหรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับการโจมตีดังกล่าว และประเทศกาตาร์ก็ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องหรือความรู้เกี่ยวกับเหตุการณ์นี้มาก่อน

ประธานาธิบดี 'โดนัลด์ เจ. ทรัมป์' ระบุว่า อิหร่านไม่ทราบหรือมีข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับการโจมตีนี้ และได้โจมตีสถานีก๊าซ LNG ของกาตาร์อย่างไม่เป็นธรรม "จะไม่มีการโจมตีใดจากอิสราเอลต่อแหล่ง South Pars อีก เว้นแต่อิหร่านจะโจมตีประเทศที่บริสุทธิ์อย่างกาตาร์ ซึ่งหากเกิดขึ้น สหรัฐฯ จะตอบโต้ด้วยการทำลายแหล่งก๊าซ South Pars อย่างรุนแรง" เขากล่าว

'ทรัมป์' ยังเน้นว่าเขาไม่ต้องการเห็นความรุนแรงที่มีผลกระทบระยะยาวกับอิหร่าน แต่จะไม่ลังเลหากกาตาร์ถูกโจมตีอีกครั้ง เหตุการณ์นี้บ่งบอกถึงความตึงเครียดในการเมืองตะวันออกกลาง และสะท้อนบทบาทของสหรัฐฯ ที่เตรียมรับมือสถานการณ์อย่างเข้มข้นในภูมิภาคนี้

ที่มา : https://www.facebook.com/photo/?fbid=2304149276759498&set=gm.1250081733946851&idorvanity=849053944049634

รัสเซียเตรียมคุ้มกันเรือ!! พิจารณาหน่วยอาวุธเคลื่อนที่รับผิดชอบ เสริมมาตรการความปลอดภัยทางทะเล ติดตามและตรวจตราเรือเข้มงวด เพิ่มอุปกรณ์ป้องกันและส่งเรือกองทัพร่วมคุ้มครอง

นิโคไล ปาตรูเชฟ ผู้ช่วยประธานาธิบดีรัสเซียและประธานคณะกรรมการทางทะเล เปิดเผยว่ารัสเซียกำลังพิจารณาแนวทางใหม่ในการคุ้มกันเรือที่ติดธงรัสเซีย โดยการร้องขอให้เรือเหล่านี้ได้รับการคุ้มกันจากหน่วยติดอาวุธเคลื่อนที่ที่ประสานงานผ่านกัปตันหรือเจ้าหน้าที่ในท่าเรือ

ปาตรูเชฟกล่าวในแถลงการณ์ว่า "แผนการนี้เป็นส่วนหนึ่งในมาตรการเสริมสร้างความมั่นคงทางทะเล" ซึ่งประเทศกำลังเผชิญภัยคุกคามที่เพิ่มขึ้นต่อเส้นทางเดินเรือเชิงพาณิชย์ รวมถึงความเสี่ยงจากการโจมตีของผู้ก่อการร้ายและก่อวินาศกรรมที่เกี่ยวข้องกับเรือรัสเซีย

นอกจากนี้ รัสเซียยังได้เสริมแกร่งการเฝ้าระวังและควบคุมกิจกรรมทางทะเลอย่างเข้มงวดมากขึ้น ทั้งการตรวจสอบเรือเข้ามาอย่างละเอียดและการติดตามเรือพาณิชย์แบบเรียลไทม์ เพื่อป้องกันเหตุโจมตีที่อาจเกิดขึ้นกับท่าเรือและเส้นทางเดินเรือ

ในส่วนของความปลอดภัยเพิ่มเติมนั้น ปาตรูเชฟยังระบุว่ากำลังพิจารณาติดตั้งอุปกรณ์ป้องกันพิเศษบนเรือ รวมถึงความเป็นไปได้ในการส่งเรือของกองทัพเรือไปร่วมคุ้มกันกองเรือพาณิชย์ด้วย

ที่มา : Xinhua

เปิดตัวเปิดมูลนิธิ คณะกรรมการโอลิมปิคแห่งประเทศไทย ผนึก UNFPA และ HiSoParty สร้างมาตรฐานใหม่กีฬาไทย เหล่าเซเลบริตี้ร่วมใจสมทบ

คณะกรรมการโอลิมปิคแห่งประเทศไทย ร่วมกับกองทุนประชากรแห่งสหประชาชาติ (UNFPA) และ HiSoParty

เปิดตัว "มูลนิธิคุ้มครองสิทธิและความปลอดภัยทางกีฬาในประเทศไทย" ณ บ้านอุษณีย์ มหากิจศิริ ลีโอณีโอ เพื่อยกระดับสวัสดิภาพ และสร้างระบบ "Safe Sport" ในวงการกีฬาไทยอย่างเป็นรูปธรรม

งานเปิดตัวได้รับเกียรติจาก ดร.สุวรรณา ศิลปอาชา รองประธานคณะกรรมการโอลิมปิคแห่งประเทศไทยฯ ในฐานะผู้ก่อตั้งมูลนิธิเป็นประธาน พร้อมด้วย คุณศิริลักษณ์ เชียงว่อง จาก UNFPA และ คุณปรียามล ธนวิสุทธิ์ จาก HiSoParty โดยมี คุณอุษณีย์ มหากิจศิริ เป็นผู้สนับสนุนสถานที่และอาหาร

บรรยากาศงานคึกคัก เหล่านักธุรกิจ ดารา และเซเลบริตี้ชื่อดังเข้าร่วม อาทิ คุณคริสติน่า อากีล่าร์ และคุณเมทินี กิ่งโพยม พร้อมคุณสุริยน ศรีอรทัยกุล ที่นำการประมูลของรักจากนักกีฬาตำนานโดยไม่หักค่าใช้จ่าย ทั้งนี้มีการจัดกิจกรรม Luncheon และ High Tea กับนักเทนนิสระดับโลก คุณดนัย อุดมโชค เพื่อระดมทุนสมทบร่างกายและจิตใจนักกีฬาไทย

ดร.สุวรรณา กล่าวผ่านงานเปิดตัวว่า "ความสำเร็จของนักกีฬาต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของความปลอดภัยและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์" ความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับธรรมาภิบาลของวงการกีฬาไทยสู่มาตรฐานสากล

การเปิดมูลนิธิครั้งนี้จึงเป็นจุดเริ่มต้นสู่การสร้างพื้นที่ปลอดภัยและพัฒนาคุณภาพชีวิตนักกีฬาไทย เพื่อให้วงการกีฬาไทยเติบโตอย่างยั่งยืนและสง่างาม

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10176796

อาลัย “เหน่ง เหม่งจ๋าย” จากไปอย่างสงบ ในวัย 47 ปี หลังต่อสู้กับโรคร้าย ท่ามกลางความอาลัยของคนบันเทิง ทิ้งไว้เพียงผลงานและรอยยิ้มในความทรงจำ

วงการตลกเศร้า “เหน่ง เหม่งจ๋าย” เสียชีวิตในวัย 47 ปี หลังป่วยโรคตับแข็งและมะเร็งตับระยะสุดท้าย

นับเป็นอีกหนึ่งความสูญเสียของวงการบันเทิงไทย เมื่อ “เหน่ง เหม่งจ๋าย” ตลกชื่อดัง ได้เสียชีวิตลงอย่างสงบในวัย 47 ปี ท่ามกลางความอาลัยของครอบครัว เพื่อนพ้อง และแฟน ๆ ที่เคยติดตามผลงานสร้างเสียงหัวเราะของเขามาโดยตลอด

มีรายงานว่า “เหน่ง เหม่งจ๋าย” จากไปด้วยโรคตับแข็ง และมะเร็งตับระยะสุดท้าย หลังจากเข้ารับการรักษาอาการป่วยอย่างเร่งด่วนที่โรงพยาบาลบ้านแพ้ว ก่อนจะเสียชีวิตในวันที่ 19 มีนาคม 2569

หลังข่าวการจากไปเผยแพร่ออกไป บรรดาเพื่อนในวงการตลกต่างออกมาโพสต์ข้อความแสดงความอาลัยต่อการสูญเสียครั้งนี้อย่างต่อเนื่อง หนึ่งในนั้นคือ “นาย เดอะคอมมีเดียน” ที่โพสต์ข้อความไว้อาลัยว่า
“หลับให้สบายนะครับพี่ชาย พี่เหน่ง เหม่งจ๋าย ขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวด้วยนะครับ #RIP #เหน่งเหม่งจ๋าย”

สำหรับ “เหน่ง เหม่งจ๋าย” หรือชื่อจริง “อาทิตย์ มีมาก” เป็นตลกคาเฟ่และนักแสดงที่สร้างรอยยิ้มและเสียงหัวเราะให้กับผู้ชมมาอย่างยาวนาน เขาเป็นที่รู้จักจากผลงานการแสดงตลกในรายการวาไรตี้ชื่อดังอย่าง บริษัท ฮาไม่จำกัด (มหาชน) ซึ่งทำให้ผู้ชมจำนวนมากจดจำบุคลิกและสไตล์การแสดงอันเป็นเอกลักษณ์ได้เป็นอย่างดี

นอกจากผลงานด้านตลกแล้ว เหน่ง เหม่งจ๋าย ยังมีผลงานด้านการแสดงภาพยนตร์ โดยเฉพาะในเรื่อง แดงพระโขนง (2022) ที่เขารับบท “ไอ้ไม้” และได้รับการพูดถึงจากผู้ชมไม่น้อย

การจากไปของ “เหน่ง เหม่งจ๋าย” ในครั้งนี้ จึงถือเป็นการสูญเสียบุคลากรคุณภาพอีกคนหนึ่งของวงการบันเทิงไทย ที่เคยฝากทั้งรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ และผลงานไว้ในความทรงจำของแฟน ๆ อย่างไม่มีวันลืม

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/breaking-news/news_10176504

ศึกอิหร่านบานปลาย!! เพนตากอนขอเพิ่มงบ ทะลุ 2 แสนล้านดอลลาร์ หวังเติมคลังอาวุธลุยศึกอิหร่าน ขัดคำมั่นควบคุมงบต่างประเทศ

เพนตากอนได้ยื่นคำขออนุมัติงบประมาณกว่า 2 แสนล้านดอลลาร์ต่อทำเนียบขาว เพื่อสนับสนุนปฏิบัติการสงครามในอิหร่าน รายงานของ 'The Washington Post' ระบุว่าตัวเลขนี้สูงกว่าระดับการใช้จ่ายปัจจุบันอย่างมาก และอาจเผชิญแรงต้านในสภาคองเกรส

ในช่วงสามสัปดาห์ที่ผ่านมา กองกำลังสหรัฐฯ และอิสราเอลได้ดำเนินปฏิบัติการโจมตีราวพันครั้ง ส่งผลให้ความต้องการเติมคลังอาวุธของเพนตากอนเร่งตัว รวมถึงค่าใช้จ่ายที่พุ่งเกิน 1.1 หมื่นล้านดอลลาร์ในสัปดาห์แรกเท่านั้น

เจ้าหน้าที่เตือนว่า หากมีการอนุมัติงบเพิ่มเติม อาจก่อให้เกิดการต่อสู้ทางการเมืองครั้งใหญ่ เนื่องจากการสนับสนุนจากสาธารณชนยังค่อนข้างจำกัด ขณะที่ข้อเสนองบประมาณนี้ขัดแย้งกับคำมั่นก่อนหน้าที่ว่าจะควบคุมการใช้จ่ายทางทหารต่างประเทศ

เหตุการณ์นี้สะท้อนคำถามเกี่ยวกับขนาดและความยั่งยืนของปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ ที่กำลังขยายตัวและอาจประสบแรงกดดันทั้งภายในและภายนอกประเทศ

ที่มา : Sputnik

นายกคนที่ 32 “อนุทิน” ชนะขาด 293 เสียง หลังผ่านด่านความเห็นชอบจากสภาฯ จ่อรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อ ท่ามกลางการจับตาทิศทางการเมืองไทยระยะถัดไป

สภาฯ โหวตเลือก “อนุทิน ชาญวีรกูล” นั่งนายกฯ คนที่ 32 ต่อ ด้วยเสียงข้างมาก 293 ต่อ 119

วันที่ 19 มีนาคม 2569 ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรได้ลงมติเลือกบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ตามมาตรา 159 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ภายหลังเสร็จสิ้นการอภิปรายคุณสมบัติของผู้ถูกเสนอชื่อ โดยมีการเข้าสู่กระบวนการลงคะแนนแบบขานชื่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้ง 499 คนในเวลาประมาณ 12.12 น. ตามข้อมูลที่คุณส่งมา ผู้ถูกเสนอชื่อมี 2 คน คือ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ขณะที่รายงานสาธารณะบางสำนักระบุบริบทการลงมติและคู่แข่งต่างออกไป จึงควรตรวจสอบกับบันทึกทางการของรัฐสภาอีกครั้งเพื่อความแม่นยำสูงสุด

ระหว่างการออกเสียง ผลคะแนนค่อย ๆ ขยับจนกระทั่งในเวลา 13.06 น. นายอนุทินได้รับคะแนนเกิน 251 เสียง ซึ่งถือว่าเกินกึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร ส่งผลให้ได้รับความเห็นชอบให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ก่อนที่การลงคะแนนจะเสร็จสิ้นในเวลา 13.17 น. โดยผลอย่างไม่เป็นทางการตามข้อมูลที่คุณให้มาคือ นายอนุทินได้ 293 เสียง นายณัฐพงษ์ได้ 119 เสียง และมีผู้งดออกเสียง 86 เสียง รวม 498 เสียง ก่อนที่ประธานสภาผู้แทนราษฎรจะประกาศผลและปิดประชุมในเวลา 13.22 น. ทั้งนี้ สำนักข่าว AP รายงานตัวเลข 293 จาก 498 เสียงในบริบทของการลงมติในสภา ขณะที่บางสื่อไทยและต่างประเทศรายงานตัวเลขอีกชุดหนึ่งสำหรับการเลือกนายกรัฐมนตรีในช่วงก่อนหน้า

ผลการลงมติครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า นายอนุทินยังคงรักษาฐานเสียงสนับสนุนในสภาได้อย่างมั่นคง และสามารถผ่านด่านสำคัญทางการเมืองไปได้แบบไม่พลิกความคาดหมาย ท่ามกลางการจับตาของสังคมต่อทิศทางการเมืองไทยหลังการเลือกตั้ง 2569 ซึ่งหลายสำนักข่าวรายงานว่าพรรคภูมิใจไทยมีบทบาทสำคัญในการจัดตั้งสมการอำนาจใหม่ในสภา และส่งผลให้นายอนุทินก้าวขึ้นเป็นตัวแปรหลักของการเมืองไทยในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อนี้

อย่างไรก็ตาม แม้สภาจะลงมติเห็นชอบแล้ว ขั้นตอนหลังจากนี้ยังต้องรอการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งอย่างเป็นทางการเสียก่อน จึงจะถือว่าเข้าดำรงตำแหน่งโดยสมบูรณ์ตามกระบวนการรัฐธรรมนูญ โดยสื่อไทยและต่างประเทศต่างรายงานตรงกันว่า หลังผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภาแล้ว ขั้นตอนถัดไปคือการรับพระบรมราชโองการแต่งตั้ง และการจัดตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่เพื่อเริ่มเดินหน้าบริหารประเทศต่อไป

20 มีนาคม 2280 วันคล้ายวันพระราชสมภพ ‘พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช’ ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี บูรพมหากษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งสยามประเท

พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช พระนามเดิม ด้วง หรือ ทองด้วง เป็นบุตรพระอักษรสุนทร (ทองดี) ข้าราชการกรมอาลักษณ์ ซึ่งสืบเชื้อสายมาจากเจ้าพระยาโกษาธิบดี (ปาน) เสนาบดีกรมพระคลังในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช กับท่านหยก ธิดาเศรษฐีจีน มีพระบรมราชสมภพเมื่อวันที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2280 ในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ

ต่อมาได้ทรงรับราชการเป็นมหาดเล็กในเจ้าฟ้าอุทุมพร กรมขุนพรพินิต จนพระชนมพรรษาครบ 21 พรรษา ได้ทรงผนวช ณ วัดมหาทลายพรรษาหนึ่ง หลังจากทรงลาผนวชแล้วทรงกลับเข้ารับราชการเป็นมหาดเล็กหลวงอีกครั้ง ครั้นพระชนมพรรษาได้ 25 พรรษา สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวสุริยาศน์อมรินทร์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นหลวงยกกระบัตร ออกไปรับราชการที่เมืองราชบุรี

ต่อมาในปี พ.ศ. 2311 หลังจากกรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่า สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชได้ทรงสถาปนากรุงธนบุรีขึ้นแล้ว พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ได้เสด็จเข้ามารับราชการในกรุงธนบุรี ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นพระราชวรินทร์ ในกรมพระตำรวจหลวง ได้โดยเสด็จสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชไปปราบก๊กต่าง ๆ จนได้รับบรรดาศักดิ์เป็นพระยาอภัยรณฤทธิ์ จางวางกรมพระตำรวจ ต่อจากนั้นทรงได้รับความไว้วางพระราชหฤทัยให้เป็นแม่ทัพไปปราบหัวเมืองต่าง ๆ หลายครั้ง สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานบำเหน็จความชอบให้เป็นพระยายมราช และทรงทำหน้าที่สมุหนายกด้วย

ในปีต่อมาทรงได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นเจ้าพระยาจักรี ที่สมุหนายก และได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก รับพระราชทานเครื่องยศอย่างเจ้าต่างกรม ครั้น พ.ศ. 2324 ได้เกิดเหตุจลาจลขึ้นในกรุงธนบุรี สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกต้องยกทัพกลับจากเขมรเพื่อปราบจลาจล และได้ขึ้นปราบดาภิเษกเป็นปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี วันที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2325 ขณะที่มีพระชนมายุได้ 46 พรรษา

ทั้งนี้ พระองค์โปรดเกล้าฯ ให้ย้ายราชธานีจากกรุงธนบุรีราชธานีเดิมที่อยู่ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยามายังฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา พระองค์โปรดให้สร้างพระราชวังหลวงและโปรดเกล้าฯ ให้อัญเชิญพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากรมาประดิษฐานยังวัดพระศรีรัตนศาสดาราม หลังจากนั้น ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดงานฉลองสมโภชพระนครเป็นเวลา 3 วัน ครั้งเสร็จการฉลองพระนครแล้ว พระองค์พระราชทานนามพระนครแห่งใหม่ให้ต้องกับนามพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากรว่า ‘กรุงเทพมหานคร บวรรัตนโกสินทร์ มหินทรายุธยา มหาดิลกภพ นพรัตนราชธานีบุรีรมย์ อุดมราชนิเวศน์มหาสถาน อมรพิมานอวตารสถิต สักกะทัตติยวิษณุกรรมประสิทธิ์’ หรือเรียกอย่างสังเขปว่า ‘กรุงเทพมหานคร’

เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติแล้ว พระองค์ทรงมีพระราชกรณีกิจที่สำคัญยิ่ง คือ การป้องกันราชอาณาจักรให้ปลอดภัยและทรงฟื้นฟูวัฒนธรรมไทยอันเป็นมรดกตกทอดมาตั้งแต่สมัยสุโขทัยและอยุธยา การที่ไทยสามารถปกป้องการรุกรานของข้าศึกจนประสบชัยชนะทุกครั้ง แสดงให้เห็นถึงความเข้มแข็งของพระองค์ในการบัญชาการรบอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสงครามกับพม่าใน พ.ศ. 2328 ที่เรียกว่า ’สงครามเก้าทัพ‘ นอกจากนี้พระองค์ยังพบว่ากฎหมายบางฉบับที่ใช้มาตั้งแต่สมัยอยุธยาไม่มีความยุติธรรม จึงโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้มีการตรวจสอบกฎหมายที่มีอยู่ทั้งหมด เสร็จแล้วให้เขียนเป็นฉบับหลวง 3 ฉบับ ประทับตราราชสีห์ คชสีห์ และบัวแก้วไว้ทุกฉบับ เรียกว่า ’กฎหมายตราสามดวง‘ สำหรับใช้เป็นหลักในการปกครองบ้านเมือง

นอกจากนี้ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ได้ทรงรับการยกย่องเป็น 1 ใน 8 สมเด็จพระบูรพมหากษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ในประเทศไทย พระองค์ทรงได้รับพระราชสมัญญานามว่าเป็น มหาราช เพราะทรงได้รับชัยชนะจากสงครามเก้าทัพนั่นเอง

ทั้งนี้ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2352 พระชนมพรรษาได้ 73 พรรษา

ที่มา : https://th.m.wikipedia.org/wiki/พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช
https://www.sac.or.th/databases/thailitdir/cre_det.php?cr_id=109


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top