Saturday, 6 June 2026
TheStatesTimes

PSL รับลูกเรือกลับ!! ลูกเรือ 20 รายเดินทางถึงบ้าน บริษัทดูแลด้านสุขภาพเต็มที่ ขอบคุณทุกหน่วยงานร่วมมือ ยังติดตามลูกเรือสูญหาย 3 คน

PSL รับลูกเรือ “มยุรี นารี” ทั้ง 20 รายกลับถึงประเทศไทย พร้อมดำเนินการดูแลตามมาตรการด้านสวัสดิภาพ

กรุงเทพฯ – 16 มีนาคม 2569 ลูกเรือชาวไทยทั้ง 20 รายของบริษัท พรีเชียส ชิพปิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ PSL เจ้าของเรือ มยุรี นารี (M.V. Mayuree Naree)ได้เดินทางกลับถึงประเทศไทยที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ โดยมีผู้บริหารระดับสูงของบริษัทเดินทางไปรอรับที่สนามบิน พร้อมทั้งประสานงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางกลับของลูกเรืออย่างใกล้ชิด

การเดินทางกลับในครั้งนี้เกิดขึ้นจากความร่วมมือของหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งมีส่วนสำคัญในการสนับสนุนให้ลูกเรือสามารถเดินทางกลับถึงประเทศไทยได้โดยเรียบร้อย

ภายหลังการเดินทางกลับถึงประเทศไทย บริษัทได้ดำเนินการดูแลสวัสดิภาพของลูกเรือตามความเหมาะสม โดยจัดให้มีการตรวจสุขภาพร่างกายและการประเมินสุขภาพจิตโดยผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแนวปฏิบัติด้านสวัสดิการของบริษัท เพื่อสนับสนุนการดูแลทั้งด้านร่างกายและจิตใจของลูกเรือ

PSL ขอขอบคุณทุกหน่วยงานและบุคคลที่เกี่ยวข้องที่ให้การสนับสนุนและความช่วยเหลือในกระบวนการดังกล่าว ซึ่งมีส่วนสำคัญต่อการเดินทางกลับถึงประเทศไทยของลูกเรือในครั้งนี้

PSL ยังคงยืนยันว่า สิ่งสำคัญสูงสุดของบริษัทในขณะนี้ คือการติดตามลูกเรืออีก 3 คนที่ยังคงสูญหาย

พัฒนา Chatbot อัจฉริยะร่วมกับ Google Cloud ยกระดับทักษะแรงงานสู่ยุคดิจิทัล เชื่อมโอกาสงานกับเทคโนโลยี AI มุ่งพลิกโฉมตลาดงานไทยสู่สากล

กรุงเทพมหานคร (18 เมษายน 2567) - ดร. มนธ์สินี กีรติไกรนนท์ ผู้เชี่ยวชาญด้านยุทธศาสตร์เทคโนโลยีและ AI Advocate ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันก้าวสำคัญของกระทรวงแรงงาน ในการนำเทคโนโลยี AI ระดับโลกมาเพิ่มประสิทธิภาพการจัดหางานให้แก่แรงงานไทย ในโอกาสที่นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ให้การต้อนรับคณะผู้บริหารจากองค์กรเทคโนโลยีชั้นนำของโลก เพื่อหารือแนวทางการพัฒนาแพลตฟอร์มแรงงานยุคใหม่

​ในการหารือครั้งนี้ ดร. มนธ์สินี ได้ให้มุมมองเชิงยุทธศาสตร์เกี่ยวกับการเปลี่ยนผ่านสู่รัฐบาลดิจิทัล (Digital Government) โดยเน้นการใช้เทคโนโลยี Cloud-Native และ AI Chatbot มาเป็นเครื่องมือหลักในการเชื่อมโยงทักษะแรงงานไทยให้ตรงกับความต้องการของตลาดงานโลก ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงแรงงานที่ต้องการยกระดับศูนย์ไอทีให้เป็นศูนย์กลางข้อมูลแรงงานที่ทันสมัยที่สุด

​ดร. มนธ์สินี กล่าวถึงความร่วมมือในครั้งนี้ว่า "การนำ AI ของ Google มาพัฒนาเป็นระบบ Chatbot สำหรับการหาเอกสารหรือตำแหน่งงาน ไม่ใช่เพียงแค่การเพิ่มความสะดวก แต่คือการสร้างโอกาสที่เท่าเทียมให้กับแรงงานไทยในการเข้าถึงฐานข้อมูลงานทั้งในประเทศและต่างประเทศ การออกแบบระบบที่ชาญฉลาดจะช่วยวิเคราะห์ Skill Gap และแนะนำแนวทางการพัฒนาทักษะได้อย่างแม่นยำ ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ"

​โครงการดังกล่าวถือเป็นความร่วมมือเชิงรุกระหว่างภาครัฐและยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีระดับโลก โดยมุ่งหวังที่จะพัฒนาระบบนิเวศดิจิทัล (Digital Ecosystem) ของกระทรวงแรงงานให้มีความยืดหยุ่น ปลอดภัย และสามารถรองรับการขยายตัวของตลาดแรงงานในอนาคตได้อย่างยั่งยืน

ดูข่าวเพิ่มเติมจากกระทรวงแรงงาน

เปิดเบื้องหลังความสำเร็จระดับโลก หลังคว้ารางวัลใหญ่ที่ Brussels ตอกย้ำศักยภาพนวัตกรรมไทย สู่เวทีนานาชาติ

เบื้องหลังการพัฒนา Tourism Intelligence Platform ที่ใช้ AI และ Data Hub เชื่อมระบบท่องเที่ยวไทยสู่ Digital Tourism Ecosystem โดยทีมเทคโนโลยีที่มี ดร. มนธ์สินี กีรติไกรนนท์ ร่วมวางยุทธศาสตร์

ในยุคที่อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวทั่วโลกกำลังก้าวเข้าสู่การขับเคลื่อนด้วย Data, Artificial Intelligence (AI) และ Digital Infrastructure แนวคิดเรื่องการท่องเที่ยวไม่ได้จำกัดอยู่เพียง “จุดหมายปลายทาง” อีกต่อไป แต่กำลังพัฒนาไปสู่ระบบนิเวศดิจิทัลที่สามารถเชื่อมโยงนักท่องเที่ยว ธุรกิจ และข้อมูลเข้าด้วยกันอย่างชาญฉลาด

หนึ่งในโครงการสำคัญของประเทศไทยที่สะท้อนแนวโน้มดังกล่าวคือ TATai – AI-Powered Tourism Intelligence Platform ซึ่งถูกพัฒนาเพื่อยกระดับการใช้ข้อมูลและ AI ในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย

โครงการนี้ได้รับการยอมรับในระดับสากล หลังคว้ารางวัล Innovative Tourism Initiative จากเวที World Tourism Awards 2025 ที่กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม

เบื้องหลังแนวคิดและการวางยุทธศาสตร์ด้านเทคโนโลยีของโครงการนี้ มีผู้เชี่ยวชาญด้านยุทธศาสตร์ดิจิทัลแถวหน้าของไทยร่วมผลักดัน หนึ่งในนั้นคือ ดร.มนธ์สินี กีรติไกรนนท์ ทำหน้าที่ AI Advocate และนำทีมพัฒนาและวางแผนระบบ ที่เน้นการใช้ AI, Data Platform และ Digital Infrastructure เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย

จาก Travel Assistant สู่ Tourism Intelligence Platform

TATai ไม่ได้ถูกออกแบบให้เป็นเพียงแชทบอทสำหรับตอบคำถามนักท่องเที่ยว แต่เป็นแพลตฟอร์มที่ใช้ AI เพื่อสร้าง Tourism Intelligence

หัวใจของระบบคือ Unified Tourism Data Hub ซึ่งเป็นศูนย์กลางข้อมูลด้านการท่องเที่ยวที่รวบรวมข้อมูลจากหลายแหล่ง เช่น สถานที่ท่องเที่ยว ประสบการณ์ รีวิว การเดินทาง และพฤติกรรมนักท่องเที่ยว

โครงสร้างพื้นฐานนี้ช่วยให้ AI สามารถสร้างบริการใหม่ เช่น

  • การวางแผนการเดินทางแบบ Personalized Itinerary

  • คำแนะนำด้านการท่องเที่ยวตามบริบทของผู้ใช้

  • การช่วยวางแผนการเดินทางแบบ Real-time ตามงบประมาณ เวลา และความสนใจ

แนวคิดดังกล่าวสะท้อนการเปลี่ยนผ่านจาก Tourism Information Platform ไปสู่ Tourism Intelligence Platform

ดร. มนธ์สินี อธิบายว่า

“การใช้ AI ในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไม่ใช่เพียงเรื่องของ chatbot หรือ automation แต่คือการสร้างระบบ Tourism Intelligence ที่ช่วยให้ข้อมูล การเดินทาง และประสบการณ์ของนักท่องเที่ยวเชื่อมต่อกันอย่างชาญฉลาด”

สู่ Digital Tourism Ecosystem ของประเทศไทย

ตั้งแต่เริ่มต้น โครงการ TATai ถูกออกแบบให้เป็นโครงสร้างพื้นฐานของ Digital Tourism Ecosystem ที่สามารถเชื่อมโยงภาครัฐ ภาคเอกชน และแพลตฟอร์มดิจิทัลระดับโลกเข้าด้วยกัน

หนึ่งในแผนพัฒนาที่สำคัญคือการเชื่อมต่อข้อมูลการท่องเที่ยวไทยกับแพลตฟอร์มระดับโลก เช่น Google Maps และระบบรีวิว เพื่อให้ข้อมูลด้านการท่องเที่ยวของประเทศไทยสามารถถูกค้นพบได้ง่ายขึ้นในระดับสากล

ในระยะยาว ยังมีแผนพัฒนา Multilingual AI Model ที่สามารถรองรับนักท่องเที่ยวจากหลากหลายประเทศ และสนับสนุนการวางแผนการเดินทางข้ามประเทศ (Cross-border Tourism)

Humanizing AI ผ่าน “Mr. ท้าทาย”

หนึ่งในแนวคิดสำคัญของแพลตฟอร์มคือ Humanizing AI โดยมีการออกแบบ Digital Persona ที่เรียกว่า “Mr. ท้าทายi” เพื่อทำให้ AI กลายเป็นผู้ช่วยด้านการท่องเที่ยวที่เข้าใจและสื่อสารกับนักเดินทางได้อย่างเป็นธรรมชาติ 

แนวคิดนี้ช่วยให้เทคโนโลยีที่ซับซ้อนสามารถเข้าถึงผู้ใช้งานได้ง่ายขึ้น พร้อมเพิ่มการมีส่วนร่วมของนักท่องเที่ยว

AI เพื่อการเติบโตของเศรษฐกิจท่องเที่ยวไทย

อีกหนึ่งเป้าหมายสำคัญของ TATai คือการใช้ AI เพื่อสนับสนุน Inclusive Tourism Growth

ระบบสามารถแนะนำแหล่งท่องเที่ยวท้องถิ่น ธุรกิจ SME และการท่องเที่ยวโดยชุมชน เพื่อช่วยกระจายรายได้จากการท่องเที่ยวไปยังพื้นที่ต่าง ๆ ของประเทศ

ดร. มนธ์สินี ระบุว่า

“AI สามารถเป็นเครื่องมือสำคัญในการช่วยให้การท่องเที่ยวเติบโตอย่างสมดุล ไม่เพียงสร้างประสบการณ์ที่ดีขึ้นให้กับนักเดินทาง แต่ยังช่วยให้ธุรกิจท้องถิ่นและชุมชนมีโอกาสเข้าถึงนักท่องเที่ยวได้มากขึ้น”

ความสำเร็จของ TATai บนเวที World Tourism Awards สะท้อนให้เห็นศักยภาพของประเทศไทยในการใช้เทคโนโลยีขั้นสูงเพื่อยกระดับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว

โครงการนี้จึงไม่เพียงเป็นนวัตกรรมด้านเทคโนโลยี แต่ยังเป็นก้าวสำคัญของประเทศไทยในการสร้าง AI-Driven Tourism Ecosystem ที่เชื่อมโยงนักท่องเที่ยว ธุรกิจ และข้อมูลเข้าด้วยกันอย่างชาญฉลาด

สำหรับดร. มนธ์สินี โครงการนี้สะท้อนทิศทางใหม่ของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวโลก

“อนาคตของการท่องเที่ยวจะไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยสถานที่เพียงอย่างเดียว แต่จะขับเคลื่อนด้วยข้อมูล ปัญญาประดิษฐ์ และแพลตฟอร์มดิจิทัลที่เชื่อมโยงทุกองค์ประกอบของการเดินทางเข้าด้วยกัน”

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมของรางวัล WTA:
https://thailand.prd.go.th/en/content/category/detail/id/2078/iid/434292

'แทนคุณ' สวน 'แอคมี่' เตรียมรับผลกรรมที่สร้างไว้ ยันพร้อมสู้ทุกคดีหมิ่นประมาท ชี้ฟ้องต้องสุจริตพร้อมขึ้นศาล เผยแจกแจงผู้เสียหายทันทีไม่ถอนฟ้อง

“อี้ แทนคุณ” โต้ “แอคมี่”  เตรียมรับพายุแห่งกรรมที่ทำไว้  วัดใจใครแน่จริงกว่ากัน    กล้าฟ้องต้องกล้ากลับมาขึ้นศาลด้วยนะ

ดร.แทนคุณ จิตต์อิสระ ประธานชมรมสันติประชาธรรม กล่าวถึงกรณี ถูกนายวรวัฒน์ นาคแนวดี หรือแอคมี ลิงดำ ฟ้องดำเนินคดี ว่าเป็นเรื่องที่คาดหมายได้แต่แรกแล้ว และขอให้ฟ้องตนคนเดียวจะกี่กรรมก็แล้วแต่ไม่ต้องไปฟ้องผู้เสียหายหรือสื่อมวลชน เพราะตนพร้อมชนทุกสถานการณ์และคดีหมิ่นประมาทเป็นเรื่องจิ๊บจ๊อย ที่ตนทราบว่า ในหลายกรณีที่มิจฉาชีพมักใช้กลไกนี้ในการฟ้องปิดปาก ดังนั้น การฟ้องคดีจึงควรเป็นไปโดยสุจริตตามสุภาษิต

กฎหมายที่ว่า “บุคคลผู้มาศาลต้องมาด้วยมือสะอาด” เพื่อมิให้มีการใช้การฟ้องคดีอาญาเพียงเพื่อที่จะกลั่นแกล้งผู้อื่น โดยกรณีนี้ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงเลยดีเสียอีกจะได้ลากตัวคนที่มีหมายจับถึง ๒ หมายมาขึ้นเบิกความในศาล ให้มีการนำเ อกสารหลักฐานหรือพยานขึ้นเบิกความต่อสู้ในชั้นศาล ให้ท่านได้พิจารณา ว่า ระหว่างคนที่ต่อสู้เพื่อผู้อื่นที่เสียหายเดือดร้อนจำนวนมากทั้งที่ความผิดสำเร็จแล้วในคดีก่อนหน้านี้ จนศาลออกหมายจับ และจะมีมาอีกในเดือนมิถุนายน ซึ่งมากมายมหาศาล โดยผู้เสียหายที่ขอให้ผมช่วยนั้นเดือดเนื้อร้อนใจ สิ้นเนื้อประดาตัว เป็นหนี้เป็นสิน

จนเครียดหนัก บางคนเป็นมะเร็งขอเงินที่ลงทุนไว้ออกมาเพื่อรักษาตัวเอง รักษาคนในครอบครัว บางคนเป็นเงินเก็บที่จะจ่ายค่าเทอมให้ลูกวันที่เปิดเทอม บางคนเป็นค่าน้ำค่าไฟ ในการใช้ชีวิต หมดตัวแล้ว ต้องเป็นหนี้เป็นสินให้คนบางประเภทเสพสุขบนคราบน้ำตา คราบเลือด บนชีวิตและจิตวิญญาณของคนที่รักและศรัทธาในตัวคนอย่างพวกเมิง เขาถึงบอกกันว่า คนที่น่ากลัวที่สุด คือคนที่ไม่รู้ว่าตัวเองเลวไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร ผมเจอมิจฉาชีพมาเยอะ
ฟ้องมา ผมฟ้องกลับหมด เพราะผมชนะมาเยอะไม่เคยแพ้คดีหมิ่นประมาทที่ถูกฟ้องมาเลย และตอนผมฟ้องกลับข้อหาเบิกความเท็จต่อศาล มันกว่าเยอะ เพราะทุกถ้อยคำทุกข้อความ ทุกการกระทำมีราคาที่ต้องจ่ายเสมอ

อีกอย่างผมรอนะ ถ้าฟ้องแล้วต้องมาเบิกความเองต่อศาล มาใช้สิทธิโดยสุจริต กลับมา ตำรวจเขารออยู่ ผู้เสียหายเขารออยู่ แต่ถึงไม่กลับ ผมจะทำทุกอย่างล่าตัวคุณกลับมาขึ้นศาลให้ได้ อย่าถอนฟ้องคดีนี้นะ ฟ้องแล้วฟ้องเลย ไปให้สุดวัดกันใครแน่กว่าใคร ใครสุจริตกว่าใคร ใครลวงใครจริง ใครดีใครชั่วกว่ากัน และที่สำคัญ ใครต้องติดคุกก่อนใคร อ้อ อีกอย่างหลังจากนี้ผมจะได้เดินหน้าเรื่องตามสืบทรัพย์และยึดทรัพย์เพื่อมาเฉลี่ยคืนให้กับผู้เสียหาย เตรียมรับพายุแห่งกรรมที่ทำกับคนอื่นๆไว้

อย่าคิดว่า จะสุขสบายบนความทุกข์ของคนอื่นแล้วจะไม่ต้องรับผลกรรมนะถึงตอนนั้น รู้ตัวอีกทีก็สายเกินไปแล้ว ดัง พุทธศาสนสุภาษิต ที่ว่า

เมื่อบาปยังไม่ส่งผล คนชั่วก็เห็นว่าเป็นของดี

ต่อเมื่อมันให้ผลเมื่อใด

เมื่อนั้นแหละเขาจึงรู้พิษสงของบาป

พันธุ์ไทยผนึกซับเวย์!! เปิดโมเดล Hybrid Store จับมือเจาะตลาดอาหารครบจบ ตั้งเป้าเพิ่มสาขา15แห่ง ผลักดันยอดขายโต30%

เปิดเกมรุก! พันธุ์ไทย x ซับเวย์ ผุดโมเดล ‘Hybrid Store’ จุดหมายเดียวครบ ทั้งกาแฟสัญชาติไทยและแซนวิชระดับโลก ลุยเปิด 15 สาขาแพคคู่ หวังดันยอดขายโต 30%

เมื่อ ‘Local Coffee Brand’ จับมือ ‘Global Sandwich Chain’ บริษัท กาแฟพันธุ์ไทย จำกัด แบรนด์กาแฟชั้นนำของประเทศไทย และ บริษัท โกลัค จำกัด ผู้ดำเนินการมาสเตอร์แฟรนไชส์ซับเวย์ในประเทศไทย ร่วมประกาศความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ครั้งสำคัญ ด้วยการเปิดร้านแบบ Co-location ภายใต้โมเดล ‘Hybrid Store’ การวางร้านกาแฟพันธุ์ไทยและร้านซับเวย์ ในพื้นที่เดียวกัน เพื่อส่งมอบประสบการณ์มื้ออาหารที่ครบครันแก่ผู้บริโภคยุคใหม่ นำร่องสาขาแรกที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ตั้งเป้าขยายสาขาในรูปแบบคู่กันจำนวน 15 สาขา ภายในปี 2569 คาดว่าสามารถเพิ่มปริมาณ Traffic พร้อมผลักดันจำนวนลูกค้าเข้าร้านเพิ่มขึ้นกว่า 20% และเพิ่มยอดเฉลี่ยต่อบิลสูงขึ้นกว่า 25%

คุณสุขวสา ภูชัชวนิชกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท กาแฟพันธุ์ไทย จำกัด เปิดเผยว่า "เราไม่ได้มองตัวเองในฐานะร้านกาแฟอีกต่อไป แต่เรากำลังสร้าง Ecosystem ของอาหารและเครื่องดื่มให้กับผู้บริโภค การจับมือกับ ซับเวย์ ครั้งนี้เป็นความตั้งใจในการออกแบบประสบการณ์ โดยเชื่อมโยงพฤติกรรมลูกค้าทั้งสองแบรนด์เข้าหากัน สร้างโอกาสการเข้าถึงแบรนด์ที่ไม่คุ้นเคยได้ง่าย สามารถดึงดูดลูกค้าให้เปิดใจทดลองแบรนด์ใหม่ๆ และขยายฐานลูกค้าร่วมกัน ซับเวย์ ส่งมอบความอิ่มอร่อยสุขภาพดีจากอาหารจานหลัก ขณะที่พันธุ์ไทยตอบโจทย์ด้านเครื่องดื่มและช่วงเวลาพักผ่อน ส่งผลให้พื้นที่เดียวสามารถรองรับทั้งการรับประทานอาหาร การพบปะ และการพักผ่อนในชีวิตประจำวัน เพื่อให้ลูกค้าของเราได้รับประสบการณ์ที่ครบและคุ้มค่าที่สุด พร้อมยกระดับ กาแฟพันธุ์ไทย สู่สากล และยืนเคียงข้าง Global Brand ได้อย่างภาคภูมิใจ"

ด้าน คุณเพชรัตน์ อุทัยสาง กรรมการผู้จัดการ บริษัท โกลัค จำกัด ผู้ดำเนินการมาสเตอร์แฟรนไชส์ซับเวย์ในประเทศไทย แต่เพียงผู้เดียว กล่าวว่า "ซับเวย์มีพันธกิจในการขยายการเข้าถึงผู้บริโภคชาวไทยผ่านกลยุทธ์ Co-location ที่ตอบโจทย์นี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผ่าน Ecosystem ของทั้งซับเวย์และพันธุ์ไทย เพิ่ม Traffic Sharing ระหว่างสองแบรนด์และยังก่อให้เกิด Hybrid Store Concept รูปแบบใหม่ที่ยกระดับประสบการณ์ลูกค้าในแบบที่แต่ละแบรนด์ไม่สามารถสร้างได้ตามลำพัง ซึ่งความร่วมมือกับพันธุ์ไทยในครั้งนี้ เชื่อมโยงกลุ่มลูกค้าสองกลุ่มเข้าหากันได้อย่างลงตัว ได้แก่ กลุ่มที่ต้องการอาหารหลักอย่างแซนด์วิชในชีวิตประจำวัน รวมถึงนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่คุ้นเคยกับแบรนด์ซับเวย์อยู่แล้ว เข้ากับกลุ่มที่ต้องการเครื่องดื่มรสชาติกาแฟพันธุ์ไทยที่ดื่มได้ทุกวัน ไม่ว่าจะนั่งผ่อนคลายที่ร้านหรือ Grab & Go ในช่วงเวลาเร่งด่วน ผลลัพธ์คือประสบการณ์ที่ครบครัน ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคยุคใหม่ที่ต้องการทั้งอาหารและเครื่องดื่มคุณภาพในที่เดียว อย่างสะดวกและรวดเร็ว”

แน่นอนว่า ผู้บริโภคจะได้สัมผัสประสบการณ์ที่สะดวกและครบครัน อิ่มอร่อยกับขนมปังอบสดใหม่จากซับเวย์และสดชื่นกับเครื่องดื่มจากพันธุ์ไทยภายในร้านเดียวกัน ไม่ว่ามื้อเบาๆ ยามเช้า มื้อหลักยามเที่ยง มื้อเร่งรีบก่อนเข้าประชุม หรือมื้อเย็นเน้นผักกับมัทฉะเพื่อสุขภาพ นอกจากนี้ ทั้งสองแบรนด์ยังส่งมอบความสะดวก สบาย คุ้มค่าให้กับสมาชิก Max Card Plus และ EV สามารถใช้สิทธิประโยชน์แบบจัดเต็ม ทั้งส่วนลดและสะสมแต้มได้ทั้ง 2 แบรนด์ โดยโมเดลแพคคู่นี้เริ่มต้นนำร่องที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์เป็นสาขาแรก ก่อนขยายไปยังทำเลเชิงยุทธศาสตร์ย่าน CBD จำนวน 15 สาขา ภายในปี 2569

โดยใช้ฐานแฟนจำนวนมากของกาแฟพันธุ์ไทยเป็นตัวเร่งการเติบโตของ ซับเวย์ ในตลาดไทย ขณะที่ ซับเวย์ ในฐานะหนึ่งในแบรนด์ QSR ที่ใหญ่ที่สุดในโลก จะช่วยเสริม Brand Equity และดึงดูดกลุ่มผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพให้เข้ามาสู่ Ecosystem ของกาแฟพันธุ์ไทยมากยิ่งขึ้น

สื่อมวลชนติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่: ฝ่ายประชาสัมพันธ์ บริษัท กาแฟพันธุ์ไทย จำกัด

เงินสำรองยังไม่พอ พบ 2 ใน 3 คนไทยไม่มีเงินสำรอง แนะนำวางแผนการเงินตั้งแต่วันนี้ เคทีซีชี้แผนการเงินและใจช่วยลดเสี่ยง เร่งสร้างเงินสำรองฉุกเฉิน 3-6 เดือน

คนไทย 2 ใน 3 ไม่มีเงินสำรองถึง 3 เดือน เคทีซีแนะวางแผนการเงิน–ชีวิตก่อนเหตุไม่คาดคิด

แม้ไม่มีใครคาดการณ์ได้ว่า “เหตุไม่คาดคิดจะเกิดขึ้นเมื่อใด” แต่สัญญาณล่าสุดสะท้อนว่าครัวเรือนไทยจำนวนมากยังมีความเปราะบางทางการเงิน ผลสำรวจสวนดุสิตโพลล์ปี 2568 ระบุว่า 48.32% ของคนไทยมีเงินสำรองฉุกเฉินไม่ถึง 1 เดือน และอีก 35.24% มีเงินสำรองเพียง 1-3 เดือน เท่ากับว่าอย่างน้อย 2 ใน 3 ของคนไทย ยังไม่มีเงินสำรองถึง 3 เดือน ซึ่งถือเป็นระดับสำคัญสำหรับรองรับเหตุฉุกเฉิน หากรายได้สะดุดหรือมีเหตุเร่งด่วนเกิดขึ้น ครอบครัวจำนวนมากอาจตั้งหลักได้ยากตั้งแต่สัปดาห์แรกๆ

ด้านสุขภาพก็เต็มไปด้วยความเสี่ยงที่ “มาโดยไม่บอกล่วงหน้า” เช่นกัน ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขและกรมควบคุมโรคชี้ว่า โรคไม่ติดต่อเรื้อรังอย่างมะเร็ง หลอดเลือดสมองและโรคหัวใจ ยังคงเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นๆ ของไทย โดยเฉพาะโรคมะเร็งที่คร่าชีวิตคนไทยเฉลี่ย 227 รายต่อวัน ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนทั้งภาระค่าใช้จ่าย การตัดสินใจ และแรงกดดันทางใจที่ถาโถมเข้ามาพร้อมกัน การมี “แผน” ทั้งด้านเงินและด้านใจตั้งแต่วันนี้ จึงช่วยลดต้นทุนความไม่แน่นอนได้จริง

วิธีวางแผนการเงินให้ตั้งหลักได้
เคทีซีถอดบทเรียนจากข้อมูลผู้ใช้และอินไซต์คนทำงาน พบว่า “ความกังวลใหญ่ของคนไทย” อยู่ใน 3 เรื่องหลัก ได้แก่ สุขภาพ การเงินและเหตุไม่คาดคิด ซึ่งล้วนเชื่อมโยงกันและส่งผลต่อคุณภาพชีวิตในระยะยาว การวางแผนไม่จำเป็นต้องซับซ้อน แต่เริ่มจากหลักการพื้นฐานที่ช่วยให้ครอบครัวตั้งหลักได้ทันที ได้แก่

แบ่งเงินอย่างมีระบบ: ใช้โครงสร้าง 50–30–20 เป็นแนวทางตั้งต้น (50% ค่าใช้จ่ายจำเป็น 30% คุณภาพชีวิต 20% ออม–ลงทุน) ตัวเลขยังชี้ว่าคนไทยเพียง 57% มีเงินสำรองฉุกเฉินอย่างน้อย 3 เดือน ซึ่งยังไม่เพียงพอสำหรับครึ่งหนึ่งของครัวเรือนไทย

เร่งสร้างเงินสำรองฉุกเฉินให้ถึง 3-6 เดือน: ในยุคที่การเจ็บป่วย-ตกงานเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา เงินสำรองคือ ร่มกันฝน ที่ช่วยผ่อนแรงความเสี่ยงทั้งด้านสุขภาพและการเงิน

จัดการหนี้อย่างเป็นขั้นตอน: เพราะดอกเบี้ยคือ “ต้นทุนเวลา” ที่ลดทอนความสามารถในการออม ควรเริ่มจากการเคลียร์หนี้ดอกเบี้ยสูงก่อน เพื่อเปิดพื้นที่ให้เงินออมเติบโตได้จริง

ตั้ง Auto-transfer หลังเงินเดือนเข้าทันที แยกบัญชี “เงินฉุกเฉิน” ไม่ปะปนกับบัญชีใช้จ่าย พร้อมตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนออมทุกครั้งที่รายจ่ายหนี้ลดลง

สร้างพื้นที่ปลอดภัยทางใจ ลดต้นทุนความไม่แน่นอน
นอกจากความพร้อมทางการเงินแล้ว “ใจที่พร้อม” ก็สำคัญไม่แพ้กัน หลายองค์กรจึงหันมาใช้แนวทาง Work–Life Integration เพื่อสร้างระบบสนับสนุนสุขภาวะกาย–ใจ เช่น การเข้าถึงผู้เชี่ยวชาญให้คำปรึกษา การให้ความรู้ด้านสุขภาวะ วัฒนธรรมโค้ชชิ่งที่ “ฟังโดยไม่ตัดสิน” การชวนพนักงานวางแผนชีวิตล่วงหน้า เพื่อให้คนทำงานมีสมาธิ-มีพลัง-และตัดสินใจได้ดีขึ้น แม้ในวันที่ไม่ทันตั้งตัว เมื่อใจไม่ต้องแบก ประสิทธิภาพงานและความสัมพันธ์รอบตัวก็ดีขึ้นพร้อมกัน

“สมุดเบาใจ” เครื่องมือที่ทำให้ความรักเป็นรูปธรรม
อีกหนึ่งสิ่งที่คนไทยเริ่มให้ความสำคัญมากขึ้นคือ การเขียน “สมุดเบาใจ” หรือเอกสารแสดงเจตนาล่วงหน้า (Advance Care Plan) ตาม พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 มาตรา 12 ซึ่งไม่ใช่เอกสารแห่งความกลัว แต่เป็นการบันทึกรูปแบบการรักษาที่ต้องการหรือไม่ต้องการ ระบุผู้ที่ต้องการมอบหมายให้สื่อสารและตัดสินใจแทน ระบุพิธีการหรือบรรยากาศที่อยากให้เกิดขึ้นในวาระสุดท้าย เพื่อช่วยลดภาระของคนข้างหลัง ไม่ต้องคาดเดาใจเราในวันที่ทุกคนกำลังอ่อนแรงที่สุด ควบคู่กับการดูแลตัวเองตามสูตร “5 ออ + อภัย” ได้แก่ อาหาร / อารมณ์ / อากาศ / อดิเรก / ออกกำลังกาย + อภัยให้ตัวเอง ซึ่งช่วยลดต้นทุนความไม่แน่นอนทั้งกายและใจได้ในระยะยาว

เพราะวันไม่คาดคิดอาจมาถึงก่อนที่เราจะพร้อม: เริ่มได้ทันที
ท้ายที่สุด “การตายดีต้องมีทีม” ทีมนี้อาจเป็นครอบครัว เพื่อนสนิท หรือคนที่ไว้ใจ ที่รู้เจตนาและช่วย ดูแลในช่วงเวลาสำคัญที่สุดของชีวิต แม้ความตายไม่มีคิว แต่เราสามารถเลือกได้ว่า “วันนี้จะเริ่มวางแผน เพื่อให้วันสุดท้ายงดงามที่สุดเท่าที่เป็นไปได้” และที่สำคัญที่สุดคือ ทำให้คนที่เรารักคลายความกังวล ไม่ต้องคาดเดาใจเรา ในวันที่ยากที่สุดของพวกเขา

ออกข่าวในนาม: ฝ่ายสื่อสารและประชาสัมพันธ์องค์กร “เคทีซี” หรือ บมจ. บัตรกรุงไทย

17 มีนาคม ของทุกปี วันรำลึก นายขนมต้ม วีรกรรมมวยไทยชนะใจคนไทย เรื่องเล่าขานตำนานนักสู้ แสดงอัตลักษณ์วัฒนธรรมไทย

(17 มี.ค. 69) วันที่ 17 มีนาคมของทุกปี ถูกยกให้เป็น "วันนายขนมต้ม" และ "วันมวยไทย" ในประเทศไทย เพื่อรำลึกถึงวีรกรรมของ 'นายขนมต้ม' นักมวยคาดเชือกชาวกรุงศรีอยุธยา ที่เล่ากันว่าชกชนะนักมวยพม่าหลายคนในงานฉลองของพม่า หลังเสียกรุงศรีครั้งที่ 2 ในปี พ.ศ. 2310 – เหตุการณ์ที่กลายเป็นตำนานของความกล้าหาญและศิลปะมวยไทย

"นายขนมต้มชกชนะนักมวยพม่าติดต่อกันหลายคน" จนได้รับคำชมและรางวัลอิสรภาพ เรื่องนี้แพร่หลายและกลายเป็นเครื่องหมายทางวัฒนธรรม ซึ่งแม้ว่าในเชิงประวัติศาสตร์จะมีการตั้งคำถามเกี่ยวกับหลักฐานและรายละเอียดของเรื่องเล่า แต่ความหมายเชิงสัญลักษณ์ของเขายังคงแข็งแรงในสังคมไทย

วันดังกล่าวเลือกใช้วันที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2317 เป็นวันเกิดเหตุการณ์ตามตำนานนี้ โดยหน่วยงานภาครัฐและชุมชนในหลายจังหวัด รวมถึงจังหวัดอยุธยา ต่างจัดกิจกรรมไหว้ครู ครอบครู และแข่งขันมวยไทยเพื่อรักษามรดกทางวัฒนธรรมนี้ให้คงอยู่ต่อไป

วันนายขนมต้มจึงเป็นวันที่ย้ำยืนชัดว่า มวยไทยเป็นมากกว่ากีฬา แต่เป็นสัญลักษณ์ของความกล้าหาญและเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่ถ่ายทอดได้อย่างทรงพลัง และยังเป็นเครื่องมือสื่อสารวัฒนธรรมที่สำคัญของชาติในยุคสมัยใหม่
 

ที่มา : https://calendar.m-culture.go.th/events/100648?

ตัดงบอาหาร!! เห็นด้วยลดค่าอาหาร สส. ลดผู้ช่วย สส. จาก 8 เหลือ 3 ประหยัดงบได้แค่ไหน เป็นประเด็นถกเถียงที่ควรพูดคุย สะท้อนวัฒนธรรมการใช้เงินภาครัฐ

เห็นด้วยตัดค่าอาหาร สส. กับลดผู้ช่วย…ข้อเสนอที่ควรคุยกันจริงจัง

ส่วนตัว #นายหัวไทร เห็นด้วยกับข้อเสนอของ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อพรรคไทยภักดี ที่เสนอให้ ยกเลิกงบค่าอาหารกลางวันของ ส.ส. พร้อมกับ ลดจำนวนผู้ช่วยและผู้เชี่ยวชาญ ส.ส. จาก 8 คน เหลือ 3 คน เป็นประเด็นที่น่าหยิบมาถกเถียงแลกเปลี่ยนกันอย่างจริงจังในสังคมไทย

เหตุผลหลักของข้อเสนอนี้ไม่ซับซ้อนเลย
ส.ส.มีเงินเดือนและค่าตอบแทนสูงอยู่แล้ว ระดับ แสนกว่าบาทต่อเดือน เมื่อรวมกับสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ก็ถือว่าอยู่ในระดับรายได้ที่สูงกว่าคนทำงานส่วนใหญ่ในประเทศอย่างมาก

เมื่อมีรายได้ในระดับนี้ คำถามที่ตามมาคือ
จำเป็นแค่ไหนที่รัฐสภาจะต้องใช้งบประมาณแผ่นดินไปเลี้ยงอาหาร ส.ส.อีก น่าจะเลี้ยงตัวเองได้อย่างไม่ยากแค้นอะไร

งบประมาณรัฐสภาไม่ได้มีแค่เงินเดือนเท่านั้น แต่ยังมี
• ค่าเบี้ยประชุม
• ค่าเดินทาง
• ค่าที่พักในบางกรณี

ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นเงินภาษีของประชาชน

ในมุมมองหนึ่ง เมื่อรัฐสภาจ่ายค่าตอบแทนให้สูงอยู่แล้ว
ส.ส.ก็ควรสามารถนำเงินเหล่านั้นมาดูแลค่าใช้จ่ายส่วนตัวของตัวเองได้ ไม่ว่าจะเป็นค่าอาหารหรือค่าใช้จ่ายประจำวันอื่น ๆ

ลองมองย้อนกลับไปยังโลกของการทำงานทั่วไป
ทั้งใน บริษัทเอกชน ห้างร้าน หรือหน่วยงานราชการจำนวนมาก แทบไม่มีระบบ “เลี้ยงอาหาร” ให้พนักงานเป็นเรื่องปกติ

หากจะมีบ้าง ก็มักเกิดขึ้นกับ พนักงานระดับล่าง ที่มีรายได้ไม่สูงนัก เพื่อช่วยบรรเทาค่าครองชีพให้สามารถอยู่ได้ในแต่ละวัน หรือการทำงานกะกลางคืน

แต่ในกรณีของ ผู้แทนราษฎร ที่มีรายได้สูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศหลายเท่า การใช้งบประมาณเพื่อเลี้ยงอาหารจึงดูเป็นเรื่องที่สังคมตั้งคำถามได้

เช่นเดียวกับเรื่อง จำนวนผู้ช่วยและผู้เชี่ยวชาญของ ส.ส.การมีผู้ช่วยถึง 8 คนต่อ ส.ส.หนึ่งคน ถือว่าเป็นโครงสร้างที่ใช้งบประมาณไม่น้อยเลย เมื่อคิดรวมทั้งสภา

ที่สำคัญผู้ช่วย ผู้เชี่ยวชาญ ผู้ชำนาญการ ส่วนใหญ่แต่งตั้งเครือญาติ หัวคะแนนเข้ามาทำงาน ไม่ได้พิจารณาถึงความรู้ความสามารถเป็นด้านหลัก และอยากรู้ว่า สส.แบ่งสรรงานให้ผู้ช่วยฯผู้ชำนาญการ ผู้เชี่ยวชาญอย่างไร ใครควรคุม ใครประเมินผลการปฏิบัติงาน

ข้อเสนอให้ลดเหลือ 3 คน จึงเป็นแนวคิดที่น่าพิจารณา เพราะยังคงมีทีมงานช่วยทำงานได้ แต่ก็ช่วยลดภาระงบประมาณของรัฐลงอย่างมีนัยสำคัญ

ท้ายที่สุด ประเด็นนี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะเกี่ยวข้องกับหลักคิดสำคัญของการเมืองไทย คือ

“ผู้แทนประชาชนควรใช้ทรัพยากรของรัฐอย่างประหยัดเพียงใด”

หากรัฐสภา ซึ่งเป็นองค์กรที่ออกกฎหมายและตรวจสอบการใช้เงินแผ่นดิน ยังสามารถแสดงตัวอย่างของ ความประหยัดและความรับผิดชอบต่อภาษีประชาชน ได้มากขึ้น ก็อาจช่วยสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบการเมืองไทยได้ไม่น้อย

บางครั้ง การตัดค่าใช้จ่ายเล็ก ๆ อย่าง “ค่าอาหาร” อาจไม่ใช่เรื่องของมื้อข้าวเพียงจานเดียว
แต่มันสะท้อนถึง วัฒนธรรมการใช้เงินของผู้มีอำนาจ ว่าจะใกล้หรือไกลจากชีวิตของประชาชนแค่ไหน

ตั้งเป็นกระทู้ไว้เพื่อให้ได้ถกเถียงแลกเปลี่ยนกันอย่างสร้างสรรค์ เพื่อประโยชน์ในการใช้เงินภาษีของประชาชนให้เกิดประโยชน์สูงสุด

ชี้มูลอดีตผู้ว่าฯ ปปช. ชี้มูล “จำเริญ ทิพญพงศ์ธาดา” ร่ำรวยผิดปกติ 321.67 ล้าน ส่งอัยการยึดทรัพย์แผ่นดิน แจ้งผู้บังคับบัญชาไล่ออกทันที

คณะกรรมการ ปปช. ชี้มูลความผิด นายจำเริญ ทิพญพงศ์ธาดา อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต นครศรีธรรมราช พังงา และสตูล ฐานร่ำรวยผิดปกติไม่สอดคล้องกับรายได้และไม่สามารถพิสูจน์แหล่งที่มาได้

โดยตรวจพบทรัพย์สินรวมของนายจำเริญ คู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ มูลค่ารวมกว่า 321,670,858.30 บาท

ประกอบด้วย
1.เงินฝากธนาคารในชื่อบัญชี นายจำเริญ 1 บัญชี เป็นเงิน 1,488,514.80 บาท
2.เงินฝากธนาคารในชื่อบัญชีคู่สมรส 13 บัญชี รวมเป็นเงิน 260,846,734.80 บาท
3.ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในชื่อของคู่สมรส 22 รายการ รวมมูลค่า 47,445,608.70 บาท
4.ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างในชื่อของบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ 1 รายการ มูลค่า 5,690,000 บาท (รวมค่าตกแต่งและอุปกรณ์)
5.รถยนต์ในชื่อของคู่สมรส 6 คัน รวมมูลค่า 6,200,000 บาท

ปปช.ส่งสำนวนไปยังอัยการสูงสุดเพื่อยื่นคำร้องขอยึดทรัพย์สินให้ตกเป็นของแผ่นดิน พร้อมแจ้งคำวินิจฉัยไปยังผู้บังคับบัญชาเพื่อดำเนินการลงโทษไล่ออก นายจำเริญเคยเริ่มงานจากปลัดอำเภอจนถึงผู้ว่าฯ หลายจังหวัด ก่อนลาออกจากราชการเมื่อ 10 เม.ย. 66

มีข้อร้องเรียนเรื่องความไม่โปร่งใส เช่น กรณีติดตั้งเสาไฟฟ้าโซล่าเซลล์ราคาสูงผิดปกติในนครศรีธรรมราช และจัดซื้อปลูกต้นไม้ราคาแพงในพังงา เป็นปมคำถามเกี่ยวกับการบริหารงานในอดีต

การชี้มูลนี้สะท้อนความพยายามของ ปปช. ในการตรวจสอบความโปร่งใส และบทลงโทษเจ้าหน้าที่รัฐที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมอย่างจริงจังเพื่อรักษาความเชื่อมั่นของสาธารณะ

ณเดชน์-แบมแบม ปลุกเวที ดันเนสกาแฟสูตรใหม่เต็มสูบ แฟนคลับาร่วมกว่า 1,200 คน โชว์เพลง "ไปอีก Ready For MORE" เกมและกิจกรรมสุดสนุกเต็มอิ่ม

ณเดชน์ และ แบมแบม ร่วมเป็นดูโอแบรนด์แอมบาสเดอร์ในงานใหญ่เปิดตัว "เนสกาแฟ เบลนด์ แอนด์ บรู ริช อโรมา สูตรใหม่" ณ เวทีมวยราชดำเนิน กรุงเทพมหานคร เมื่อเร็ว ๆ นี้ สร้างประสบการณ์ดื่มกาแฟรูปแบบ Immersive Experience 360 องศาแก่แฟนคลับและคอกาแฟกว่า 1,200 ราย

ภายในงาน ณเดชน์ และ แบมแบม ร่วมแสดงโชว์เพลงพิเศษ "ไปอีก (Ready For MORE)" ซึ่งแต่งและโปรดิวซ์โดยแบมแบม พร้อมเกม "จังหวะอร่อยลงตัว" และกิจกรรม "กำกับกาแฟ" ที่มีความสนุกสนานเกิดขึ้นท่ามกลางแฟนคลับ นอกจากนี้ยังมีแขกรับเชิญพิเศษอย่าง นินิว และ คริสติน่า แซ่แต้ มาร่วมเติมสีสันให้บรรยากาศอบอุ่นและเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ

“งานครั้งนี้ถือเป็นโมเมนต์พิเศษที่ทุกคนจะได้สัมผัสความสนุกและรสชาติกาแฟแบบใหม่ไปพร้อม ๆ กัน” แบมแบม กล่าวผ่านเวที ณ เวลานั้น ก่อนร่วมกิจกรรมถ่ายภาพคู่แฟนคลับอย่างใกล้ชิดและปิดงานด้วยโชว์สุดพิเศษจากทั้งคู่

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ณเดชน์และแบมแบมร่วมงานโฆษณากาแฟ พวกเขาได้ใช้โอกาสนี้เสริมสร้างภาพลักษณ์ร่วมกับผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ตั้งเป้าดึงดูดกลุ่มคนรุ่นใหม่มากขึ้น โดยมีกิจกรรมที่เน้นสร้างประสบการณ์ตรงและความเชื่อมโยงกับผู้บริโภคอย่างลึกซึ้ง

ที่มา : https://www.sanook.com/news/9878586/


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top