Sunday, 7 June 2026
TheStatesTimes

รถไฟเชื่อมเกาหลีเหนือ-จีน บริการรถไฟเปิดสองทาง เชื่อมปักกิ่งสู่เปียงยาง เน้นเพิ่มความร่วมมือและการค้า สัปดาห์ละ 4 วันไปกลับ-รายวันทางมณฑลเหลียวหนิง

(12 มี.ค. 69) บริษัท การรถไฟแห่งประเทศจีน จำกัดประกาศเปิดให้บริการรถไฟโดยสารระหว่างประเทศแบบสองทาง ระหว่างจีนกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี ตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป เพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางข้ามพรมแดนและส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมระหว่างสองประเทศ

เส้นทางรถไฟนี้เชื่อมกรุงปักกิ่ง เมืองหลวงของจีนกับกรุงเปียงยาง เมืองหลวงของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี ผ่านเมืองตานตง มณฑลเหลียวหนิง โดยบริการจะมีสัปดาห์ละ 4 วันในเส้นทางปักกิ่ง-เปียงยาง และให้บริการทุกวันในเส้นทางตานตง-เปียงยาง ทั้งไปและกลับ

ผู้บริหารฝ่ายระหว่างประเทศของบริษัท การรถไฟแห่งประเทศจีนกล่าวว่า "บริการรถไฟนี้จะเป็นช่องทางสำคัญสำหรับนักเดินทางข้ามพรมแดน และเป็นสายใยที่ช่วยกระชับมิตรภาพระหว่างสองประเทศ" พร้อมระบุว่าขณะนี้มีการจำหน่ายตั๋วสำหรับเส้นทางนี้ที่สถานีเรียบร้อยแล้ว

การเปิดให้บริการรถไฟนี้สะท้อนแนวทางการกระชับความเชื่อมโยงระหว่างจีนและเกาหลีเหนือ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการค้าและความร่วมมือในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ จึงเป็นอีกก้าวหนึ่งของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่แข็งแกร่งขึ้น

ที่มา : Xinhua

‘ดมิตริเยฟ’ เยือนสหรัฐฯ ตามคำสั่งปูติน หารือเศรษฐกิจรัสเซีย-อเมริกา แสดงท่าทีต่อต้านมาตรการคว่ำบาตร ชี้น้ำมันรัสเซียสำคัญต่อเศรษฐกิจโลก เดินหน้าความร่วมมือทวิภาคีอย่างต่อเนื่อง

(12 มี.ค. 69) 'คิริลล์ ดมิตริเยฟ' หัวหน้ากองทุนเพื่อการลงทุนโดยตรงของรัสเซีย (RDIF) และผู้แทนพิเศษประธานาธิบดีด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับต่างประเทศ เดินทางเยือนสหรัฐอเมริกาเพื่อติดตามและหารือกับหัวหน้าคณะทำงานด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างรัสเซียกับสหรัฐฯ

ในโพสต์ผ่านโซเชียลมีเดียของเขา กล่าวว่า "ตามคำสั่งของประธานาธิบดี 'วลาดิเมียร์ ปูติน' ผมได้เดินทางเยือนสหรัฐอเมริกา ซึ่งผมได้เข้าร่วมการประชุมกับหัวหน้าคณะทำงานด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างรัสเซียและสหรัฐอเมริกา" เพื่อผลักดันความร่วมมือและความเข้าใจในทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศ

'ดมิตริเยฟ' ย้ำว่าหลายประเทศรวมถึงสหรัฐฯ เริ่มเข้าใจดีขึ้นแล้วถึงความไร้ประสิทธิภาพและผลเสียของมาตรการคว่ำบาตรต่อรัสเซีย พร้อมชี้ว่า "น้ำมันและก๊าซจากรัสเซียมีบทบาทสำคัญในการค้ำจุนเสถียรภาพของเศรษฐกิจโลก" ขณะที่สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างรัสเซียและโลกตะวันตกยังคงทวีความซับซ้อน

การเยือนครั้งนี้สะท้อนถึงการเดินหน้าความร่วมมือทางเศรษฐกิจทวิภาคี แม้ในสถานการณ์ที่มีความท้าทายและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้อ การเจรจาอย่างต่อเนื่องจึงเป็นกุญแจสำคัญในการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจระหว่างสองมหาอำนาจ
.
ที่มา : Sputnik

ยื่นหนังสือด่วน!! พรรครักชาติยื่นฟิลิปปินส์ ทวงความชัดเจนคลิปอาเซียน อย่าปล่อยเขมรเคลมชุดไทย ยุติความเข้าใจผิดวัฒนธรรม

“พรรครักชาติ”ยื่นหนังสือ ถึง ฟิลิปปินส์ ผู้นำอาเซียน อย่าปล่อยให้เขมรเคลมชุดไทย แนะเขมรใส่ชุด “ซัมปอต ” ชุดประจำชาติเขมร

12 มีนาคม 2569 เวลา 13.00 น. จากกรณีฟิลิปปินส์ประธานอาเซียนเผยแพร่ VTR โปรโมทการท่องเที่ยวอาเซียน โดยนักแสดงตัวแทนกัมพูชาและไทย ใส่ชุดห่มสไบ ลักษณะเหมือนกันจนเป็นกระแสดราม่าในโลกออนไลน์ ซึ่งพรรครักชาติ ได้ออกมาเรียกร้องผ่านสื่อไปแล้วก่อนหน้านี้

ล่าสุด ทีมพรรครักชาติ ประกอบด้วย นายทัศนัย ทองมี รองหัวหน้าพรรค, นายชนินทร์ ปิ่นทอง ผู้อำนวยการพรรค, นายชัยพร จิรวินิจนันท์ โฆษกพรรค, นายฐิติพัฒณ์ จันทร์แก้ว รองโฆษกพรรค, นายภูมิ สวัสดี รองโฆษกพรรค และนางสาวพัชรวณัน เบ็ญจวิทย์วิไล อดีตผู้สมัคร สส.กทม. เข้ายื่นหนังสือถึงสถานเอกอัครราชทูตฟิลิปปินส์ประจำประเทศไทย เพื่อทวงถามความรับผิดชอบต่อกรณี VTR ดังกล่าว ซึ่งฟิลิปปินส์ในฐานะประธานอาเซียน ปล่อยให้นักแสดง "กัมพูชา" แต่งกายเลียนแบบชุดไทย ใส่สไบ แล้วเคลมดื้อ ๆ ว่าเป็นชุดประจำชาติของกัมพูชา หน้าตาเฉย!

โดย นายภูมิ สวัสดี (ไมเคิล) รองโฆษกพรรครักชาติ ได้ให้สัมภาษณ์ 2 ภาษา (ไทย-อังกฤษ) ระบุว่า VTR ดังกล่าวสร้างความปั่นป่วนและบิดเบือนความจริงอย่างร้ายแรง ซึ่งชุดประจำชาติกัมพูชา แท้จริง คือชุด "ซัมปอต" (Sampot) แต่ภาพที่ปรากฏต่อสายตาชาวโลกในคลิปโปรโมตอาเซียน กลับเป็นเครื่องแต่งกายที่ลอกเลียนแบบชุดไทยไปแทบจะ 100%

"in the videos, they have some information that not true. We will see that Cambodian wearing Thai traditional dress and claim that there is their own dress. But if you see in the history, in the documentaries, in the documents, any documents, you will see that Cambodian's costume is Sampot. And you should proud with your own heritage culture. No need to claim us."

"ชุดประจำชาติของประเทศกัมพูชา เป็นชุด 'ซัมปอต' นะครับ แต่ว่าตอนนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นในวิดีโอคือ เขาใส่ชุดประจำชาติที่ดูเป็นชุดไทยแทบจะ 100% ครับ คือ มีรายละเอียดของการมีสไบ ซึ่งก็เป็นของเรา แล้วก็มีโจงกระเบน ซึ่งก็เป็นของเราเช่นกันนะครับผม" นายภูมิ กล่าว

ทั้งนี้ รองโฆษกพรรครักชาติ ยังกล่าวอีกด้วยว่า การแอบลบคลิปทิ้งเพื่อหนีปัญหานั้น "ไม่เพียงพอ" เพราะคลิปได้ถูกแชร์ไปแล้วทั่วโลก สร้างความเข้าใจผิดให้ประชาคมโลกไปแล้วหลายล้านคน ทางออกเดียวที่จะกู้ศักดิ์ศรีคืนมาได้คือ ฟิลิปปินส์ในฐานะประธานอาเซียนต้อง "ทำคลิปใหม่" หรือ "ออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการ" เพื่อประกาศความจริงให้โลกตาสว่าง ว่าชุดประจำชาติของไทยไม่ใช่ของประเทศอื่น เพื่อยุติความสับสนที่เกิดขึ้น

"The media was already share all over the world and cause lots of confusions, so I think deleted is not enough. You need to like speak out and announce the truth to the world too. Thank you."

"ถึงแม้ว่าตอนนี้ คลิปมันจะไม่สามารถที่จะดูได้แล้ว แต่มีคนดูไปแล้ว นั่นแสดงว่ามีคนเกิดความเข้าใจผิดไปแล้ว ฟิลิปปินส์ควรจะทำคลิปใหม่ หรือว่ามีการออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการนะครับ เพื่อให้แน่ใจว่า ไม่มีคนเข้าใจผิดนะครับ ว่าชุดประจำชาติของประเทศไทย เป็นของประเทศอื่นครับ" รองโฆษกพรรครักชาติ กล่าว

นอกจากนี้ นายภูมิ ยังทิ้งท้ายด้วยว่า เข้าใจดีถึงความสัมพันธ์ในอดีตระหว่างไทยกับกัมพูชา ไม่ว่าในฐานะ "ประเทศราช" หรือประเทศเพื่อนบ้าน แต่โลกยุคนี้วัฒนธรรมและเส้นแบ่งของแต่ละชาตินั้นชัดเจนแล้ว

"เข้าใจนะครับว่า ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ประเทศไทยกับประเทศกัมพูชา มีความสัมพันธ์ด้วยกันตลอดมา ไม่ว่าจะเป็นการเป็นประเทศราช หรือว่าประเทศที่อยู่ใกล้เคียงกันมาตลอดนะครับ แต่ว่าตอนนี้ เรามีวัฒนธรรมของตัวเองที่ชัดเจนแล้วนะครับ ไม่ได้เป็นประเทศราชต่อกันแล้วนะครับ ก็อยากให้ทางกัมพูชา มีความภาคภูมิใจในวัฒนธรรมของตัวเอง จะได้ไม่ต้องมาหยิบยืมวัฒนธรรมของคนอื่น แล้วก็เคลมว่าเป็นของตัวเองอีกต่อไปครับผม" นายภูมิ สวัสดี (ไมเคิล) รองโฆษกพรรครักชาติ กล่าวทิ้งท้าย

ด้านนายชัยพร จิรวินิจนันท์ โฆษกพรรครักชาติ ให้สัมภาษณ์เสริมเป็นภาษาอังกฤษ ว่า ​ในฐานะประธานอาเซียน เชื่อว่าสิ่งสำคัญคือต้องแน่ใจว่าวัฒนธรรมของประเทศสมาชิกแต่ละประเทศได้รับการนำเสนออย่างถูกต้องและให้เกียรติ ดังนั้น เราจึงขอความกรุณาจากฟิลิปปินส์และผู้สร้างวิดีโอให้ทบทวนและแก้ไขการนำเสนอ เพื่อให้อัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของแต่ละประเทศแสดงออกมาได้อย่างเหมาะสม"

"As the ASEAN chair this year, we believe it is important to ensure that every member country's culture is represented accurately and respectfully. Therefore, we kindly ask the Philippines and the creator of the video to review and correct the portrayal, so that each cultural identity is shown properly." นายชัยพร จิรวินิจนันท์ โฆษกพรรครักชาติ กล่าว

ขณะที่ นายฐิติพัฒณ์ จันทร์แก้ว รองโฆษกพรรครักชาติ กล่าวเสริมถึงประเด็นความเป็นครอบครัวอาเซียน ระบุว่า ในฐานะที่เราเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวอาเซียนด้วยกันนะครับ มีความยินดี ที่ประเทศฟิลิปปินส์เข้ามารับหน้าที่เป็นประธานอาเซียนในปีนี้ แต่การเผยแพร่ข้อมูลที่คลาดเคลื่อน อาจสร้างความเข้าใจผิดให้กับประชาคมโลกได้ จึงอยากจะขอความร่วมมือจากประธานอาเซียน และคณะทำงาน ให้ช่วยกันตรวจสอบและดำเนินการแก้ไขข้อมูลให้ถูกต้อง เพื่อให้เป็นการให้เกียรติมรดกทางวัฒนธรรมของแต่ละชาติ และสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องร่วมกันในภูมิภาค

โดยการยื่นหนังสือถึงสถานเอกอัครราชทูตฟิลิปปินส์ประจำประเทศไทยครั้งนี้ของพรรครักชาติ ไม่ใช่แค่การเรียกร้องสิทธิ์ทางเอกสาร แต่เป็นการประกาศจุดยืนปกป้อง "ภูมิปัญญาและมรดกของชาติ" ซึ่ง ฟิลิปปินส์ ในฐานะประธานอาเซียน จะออกมารับผิดชอบแก้ไขอย่างเป็นทางการ หรือจะปล่อยให้รอยร้าวทางวัฒนธรรมนี้กลายเป็นชนวนความขัดแย้งระดับภูมิภาคต่อไป!

GC เดินเครื่องต่อ!! เร่งบริหารรอบด้านพยุงลูกค้า และอุตสาหกรรมไทยในภาวะผันผวน คุมวัตถุดิบ-ต้นทุน-การผลิต รับมือสถานการณ์ตะวันออกกลาง

GC เดินโรงงานต่อเนื่อง ท่ามกลางความผันผวน ลดผลกระทบกับลูกค้า และภาคอุตสาหกรรมของประเทศ

กรุงเทพฯ – 12 มีนาคม 2569 – บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC ยังคงเดินเครื่องการผลิตอย่างต่อเนื่อง พร้อมบริหารจัดการห่วงโซ่การผลิตและการจัดหาวัตถุดิบ เพื่อดูแลการส่งมอบสินค้าให้กับลูกค้าและสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมของประเทศ ท่ามกลางสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังคงมีความรุนแรงและผันผวน ซึ่งส่งผลให้ห่วงโซ่อุปทานพลังงานและวัตถุดิบทั่วโลกตึงตัวจากกำลังการผลิตในอุตสาหกรรมที่ลดลง โดย GC ได้สื่อสารและทำงานร่วมกับลูกค้าและคู่ค้าอย่างใกล้ชิด เพื่อลดผลกระทบตลอดทั้ง Value Chain และสนับสนุนให้ภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมของไทยสามารถดำเนินต่อไปได้อย่างต่อเนื่อง

ในปัจจุบัน GC ได้ติดตามและประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และยังรักษาระดับการเดินโรงงานได้ตามแผนการผลิตและส่งมอบสินค้าให้กับลูกค้า พร้อมดำเนินมาตรการบริหารจัดการอย่างรอบด้าน ทั้งด้านความผันผวนของราคา การจัดหาและบริหารวัตถุดิบ การบริหารสินค้าคงคลัง การผลิต และการจำหน่ายสินค้า รวมถึงการบริหารงบประมาณและค่าใช้จ่ายอย่างเหมาะสม เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นทางการเงินและรองรับความไม่แน่นอนที่อาจเกิดขึ้น

นอกจากนี้ GC พร้อมสนับสนุนนโยบายภาครัฐ และทำงานร่วมกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สอท.) รวมถึงประสานความร่วมมือกับกลุ่ม ปตท. เพื่อติดตามสถานการณ์และประเมินผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมอย่างใกล้ชิด พร้อมร่วมเป็นหนึ่งในกำลังสำคัญในการสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมของประเทศให้สามารถก้าวผ่านสถานการณ์ความผันผวนครั้งนี้ไปด้วยกัน

ข้อมูลเพิ่มเติม: บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) (GC)

13 มีนาคม ของทุกปี “วันช้างไทย” รำลึกสัตว์คู่แผ่นดิน ชวนคนไทยร่วมอนุรักษ์ ยกระดับสวัสดิภาพช้างอย่างจริงจัง ย้ำช้างไม่ใช่พร็อพท่องเที่ยว

(13 มี.ค. 69) ทุกวันที่ 13 มีนาคมของทุกปี คือ "วันช้างไทย" ซึ่งเป็นวันรำลึกและตระหนักถึงคุณค่าของช้างในฐานะสัตว์คู่แผ่นดินและสัญลักษณ์สำคัญของชาติ งานนี้จัดขึ้นเพื่อให้คนไทยหันมาคิดจริงจังเกี่ยวกับการอนุรักษ์และสวัสดิภาพของช้างทั้งในธรรมชาติและในพื้นที่เลี้ยงดู

"วันช้างไทย" ตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการตั้งแต่ปลายทศวรรษ 2540 โดยเลือกวันที่ 13 มีนาคม เพื่อสะท้อนถึงสถานะแห่งชาติของช้างและส่งเสริมการอนุรักษ์ในภาพรวมที่ยั่งยืน

ช้างในประเทศไทยมีบทบาทสำคัญทั้งในประวัติศาสตร์ ศาสนา วัฒนธรรม และเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในภาคการท่องเที่ยวที่เชื่อมโยงกับช้างอย่างแนบแน่น ทว่า พื้นที่ป่าที่หายไปทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่างคนกับช้างป่าอย่างรุนแรงมากขึ้น ขณะเดียวกัน ช้างบ้านจำนวนไม่น้อยยังเผชิญภาวะทำงานหนักและขาดการดูแลที่เหมาะสม

วันช้างไทยจึงไม่ใช่แค่วันที่จัดกิจกรรมสนุกสนาน แต่เป็นวันที่ชวนให้สังคมตั้งคำถามถึงมาตรฐานด้านสวัสดิภาพ และเรียกร้องการดูแลช้างอย่างจริงจัง รวมถึงความรับผิดชอบต่อการส่งเสริมการท่องเที่ยวที่ไม่สร้างความเครียดให้ช้าง "เราควรสนับสนุนรูปแบบท่องเที่ยวที่ช้างอยู่ได้จริง" เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการอนุรักษ์

นอกจากนี้ คนทั่วไปยังช่วยได้ด้วยการเลือกสนับสนุนสถานที่ท่องเที่ยวที่ให้ความสำคัญกับช้าง และสนับสนุนองค์กรที่ทำงานเพื่อช้างอย่างโปร่งใส รวมถึงการแชร์ข้อมูลที่ถูกต้องเพื่อลดพฤติกรรมที่ทำให้ "การทรมานช้าง" กลายเป็นเรื่องปกติในสังคม

ที่มา : https://www.silpa-mag.com/this-day-in-history/article_16200?utm_source=chatgpt.com

เฮซบอลเลาะห์ฟื้นกำลัง เร่งฟื้นศักยภาพหลังสงครามปี 2024 ยิงจรวดโจมตีอิสราเอล 100 ลูก ใช้ยุทธศาสตร์สงครามกองโจรใหม่ ยังได้แรงหนุนจากอิหร่านและทางการเงิน

เฮซบอลเลาะห์เร่งฟื้นกำลัง ปรับยุทธศาสตร์สู้ใหม่ หลังสงครามปี 2024 เขย่าศักยภาพหนัก

สถานการณ์ความตึงเครียดบริเวณพรมแดนอิสราเอล-เลบานอนกลับมาเป็นที่จับตาอีกครั้ง หลังมีรายงานว่า ระบบป้องกันภัยทางอากาศ “ไอรอนโดม” ของอิสราเอลสามารถสกัดจรวดได้เพียงครึ่งหนึ่ง จากทั้งหมด 100 ลูกที่เฮซบอลเลาะห์ยิงโจมตีเข้าใส่อิสราเอลเมื่อวันที่ 11 มีนาคมที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นว่ากลุ่มติดอาวุธจากเลบานอนยังคงมีศักยภาพในการตอบโต้ แม้จะผ่านการสูญเสียอย่างหนักจากสงครามในปี 2024

ก่อนหน้านี้ เฮซบอลเลาะห์ยังคงหลีกเลี่ยงการเปิดฉากปฏิบัติการแบบกองโจรอย่างเต็มรูปแบบในพื้นที่ตอนใต้ของเลบานอน แม้จะมีการกล่าวหาว่าอิสราเอลละเมิดข้อตกลงหยุดยิงที่ทำไว้เมื่อเดือนตุลาคม 2024 มากถึง 10,000 ครั้งก็ตาม ความอดทนและการชะลอการตอบโต้ของกลุ่ม ถูกมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของการรักษาจังหวะและประเมินสถานการณ์ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับความขัดแย้งรอบใหม่ที่อาจรุนแรงกว่าเดิม

หนึ่งในประเด็นสำคัญคือ ท่าทีของเฮซบอลเลาะห์ต่อความเป็นไปได้ของสงครามที่เกี่ยวข้องกับอิหร่าน โดยมีรายงานว่า ในช่วงปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา นายกัสเซมได้ออกมาระบุอย่างเปิดเผยว่า คนกลางที่เกี่ยวข้องกับการเจรจาพยายามเรียกร้องให้เฮซบอลเลาะห์รับปากว่าจะไม่เข้าแทรกแซง หากเกิดความขัดแย้งกับอิหร่านในอนาคต แต่กลุ่มจะไม่วางตัวเป็นกลางในสถานการณ์เช่นนั้น

นักวิเคราะห์บางรายมองว่า เฮซบอลเลาะห์ตระหนักดีว่า ไม่ว่าจะมีบทบาทหรือไม่ ก็อาจตกเป็นเป้าหมายจากอิสราเอลอยู่แล้ว ดังนั้น การเตรียมพร้อมเพื่อป้องกันตนเองจึงกลายเป็นทางเลือกที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ท่าทีดังกล่าวยังสะท้อนว่ากลุ่มไม่ได้มองความขัดแย้งในมิติของเลบานอนเพียงอย่างเดียว แต่เชื่อมโยงกับสมการความมั่นคงระดับภูมิภาคอย่างชัดเจน

แม้สงครามในปี 2024 จะสร้างความเสียหายรุนแรงต่อเฮซบอลเลาะห์ โดยเฉพาะการสูญเสียฐานที่มั่นแนวหน้าทางตอนใต้ใกล้ชายแดนอิสราเอล การสูญเสียขีปนาวุธจำนวนมาก รวมถึงการถูกตัดทอนเส้นทางเติมอาวุธจากซีเรีย แต่ผู้เชี่ยวชาญยังเชื่อว่า กลุ่มไม่ได้ถูกทำลายลงอย่างสิ้นเชิง ตรงกันข้าม เฮซบอลเลาะห์ยังคงเก็บสะสมอาวุธไว้ในฐานใต้ดินที่อยู่ลึกเข้าไปภายในเลบานอน ซึ่งแม้อิสราเอลจะพยายามทำลาย แต่ยังไม่สามารถจัดการได้อย่างเด็ดขาด

ยิ่งไปกว่านั้น โครงสร้างหลักของเฮซบอลเลาะห์ ทั้งในด้านการทหารและเครือข่ายพลเรือน ยังถือว่ายังคงอยู่ในระดับที่ทำให้กลุ่มสามารถดำรงบทบาทต่อไปได้ ไม่เพียงในฐานะกองกำลังติดอาวุธ แต่ยังรวมถึงฐานอิทธิพลทางสังคมและการเมืองภายในเลบานอนด้วย

อาลี ริซก นักวิเคราะห์ด้านความมั่นคงและการเมืองจากกรุงเบรุต มองว่า ในช่วงหลังสงคราม 66 วัน เฮซบอลเลาะห์พยายาม “ซื้อเวลา” เพื่อฟื้นฟูศักยภาพของตัวเอง หลังถูกโจมตีอย่างหนัก เขายังอ้างถึงข้อมูลรั่วไหลจากโทรเลขทางการทูตของสถานทูตสหรัฐฯ ประจำอิสราเอล ที่ระบุว่า เฮซบอลเลาะห์กำลังฟื้นกำลังในอัตราที่เร็วกว่าที่กองทัพเลบานอนจะสามารถสกัดหรือลดทอนขีดความสามารถของกลุ่มได้

มุมมองดังกล่าวสะท้อนว่า เฮซบอลเลาะห์อาจมองเห็นล่วงหน้าแล้วว่า การโจมตีครั้งใหม่จากอิสราเอลเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยาก จึงใช้ช่วงเวลาหลังสงครามเร่งปรับโครงสร้าง ฟื้นฟูคลังอาวุธ และเตรียมพร้อมสำหรับการเผชิญหน้าในอนาคต

สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่าการฟื้นกำลัง คือการเปลี่ยนแปลงด้านยุทธศาสตร์ของเฮซบอลเลาะห์ โดยริซกระบุว่า กลุ่มกำลังหวนกลับไปใช้แนวทาง “สงครามกองโจร” มากขึ้น ซึ่งเป็นรูปแบบที่เคยเป็นจุดแข็งของเฮซบอลเลาะห์มาตั้งแต่ช่วงที่มีบทบาทโดดเด่นหลังปี 2006 เนื่องจากหากต้องเผชิญหน้ากับอิสราเอลในรูปแบบกองทัพต่อกองทัพโดยตรง เฮซบอลเลาะห์ย่อมเสียเปรียบอย่างมาก

ดังนั้น ยุทธศาสตร์ใหม่ของกลุ่มจึงเน้นการโจมตีแบบยืดหยุ่น ใช้การยิงขีปนาวุธควบคู่กับการเคลื่อนไหวเชิงกองโจร พยายามลดการเปิดเผยตำแหน่ง ลดการปรากฏตัวที่ชัดเจน และดำเนินงานด้วยความลับมากขึ้น เพื่อทำให้อิสราเอลมีเป้าหมายให้โจมตีน้อยลง ยุทธวิธีเช่นนี้ไม่เพียงช่วยลดความสูญเสีย แต่ยังทำให้เฮซบอลเลาะห์สามารถยืดการต่อสู้ให้ยาวนานและสร้างต้นทุนด้านความมั่นคงต่ออิสราเอลได้ต่อเนื่อง

อีกปัจจัยที่ทำให้เฮซบอลเลาะห์ยังคงยืนหยัดได้ คือความสามารถในการหล่อเลี้ยงกลุ่มทางการเงิน แม้จะเผชิญแรงกดดันรอบด้าน แต่นักวิเคราะห์เชื่อว่า กลุ่มยังได้รับการสนับสนุนจากอิหร่านไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง รวมถึงเครือข่ายผู้บริจาคและกลุ่มอิทธิพลบางส่วนภายในเลบานอนเอง สิ่งเหล่านี้ทำให้เฮซบอลเลาะห์ยังมีทรัพยากรเพียงพอสำหรับการรักษาโครงสร้างองค์กรและเดินหน้าฟื้นฟูศักยภาพทางทหารต่อไป

การกลับมาของเฮซบอลเลาะห์ในรูปแบบใหม่ จึงเป็นสัญญาณสำคัญต่อภูมิรัฐศาสตร์ตะวันออกกลาง เพราะแม้กลุ่มจะอ่อนแรงลงจากสงครามครั้งก่อน แต่ก็ยังไม่หมดศักยภาพ และกำลังปรับตัวเพื่อรับมือกับศัตรูที่เหนือกว่าทางเทคโนโลยีและกำลังรบ การผสมผสานระหว่างขีปนาวุธ เครือข่ายใต้ดิน การทำสงครามกองโจร และการได้รับแรงหนุนจากพันธมิตรภายนอก อาจทำให้เฮซบอลเลาะห์ยังคงเป็นหนึ่งในตัวแปรความมั่นคงที่อิสราเอลไม่อาจมองข้ามได้ในระยะต่อจากนี้

ที่มา :Sputnik

ญี่ปุ่นเจอหนัก!! คดีหลอกโอนเงินออนไลน์พุ่งไม่หยุด ความเสียหายจากมิจฉาชีพสูงสุดในประวัติการณ์ ปี 2025 เสียหายพุ่งทะลุ 1.04 หมื่นล้านเยน บริษัทเสียหายพุ่งกว่า 4 เท่า

(12 มี.ค. 69) สำนักงานตำรวจแห่งชาติญี่ปุ่นเผยว่าในปี 2025 การโอนเงินผ่านระบบธนาคารออนไลน์ที่เกิดจากการถูกมิจฉาชีพหลอกลวงทำให้เกิดความเสียหายสูงสุดเป็นประวัติการณ์ถึง 1.04 หมื่นล้านเยน หรือราว 2.08 พันล้านบาท โดยเพิ่มขึ้นราว 1.7 พันล้านเยนจากปีที่ผ่านมา

ในรายงานระบุว่า บุคคลทั่วไปเป็นผู้เสียหายราว 55% ของยอดความเสียหายทั้งหมด ขณะที่บริษัทต่าง ๆ มีความเสียหายราว 45% มูลค่าความเสียหายของบริษัทอยู่ที่ประมาณ 4.7 พันล้านเยน เพิ่มขึ้นเกือบ 4 เท่าจากปีก่อน

การฉ้อโกงแบบฟิชชิง ครองสัดส่วนสูงสุดถึง 90% ของความเสียหายทั้งหมด โดยมีจำนวนกรณีโอนเงินผิดกฎหมายเพิ่มขึ้นสูงสุดมากกว่า 2.45 ล้านกรณี หรือเพิ่มขึ้นกว่า 7.3 แสนกรณีเมื่อเทียบกับปีก่อน

นอกจากนี้ จำนวนรายงานเว็บไซต์ปลอมก็เพิ่มขึ้นเกิน 1 ล้านกรณี และการโจมตีด้วยแรนซัมแวร์ หรือมัลแวร์เรียกค่าไถ่ มีจำนวน 226 กรณี เพิ่มขึ้น 4 กรณี สัดส่วนผู้เสียหายถึงราว 60% เป็นบริษัทขนาดเล็กถึงกลาง

ผลสำรวจพบว่าเกือบร้อยละ 50 ของบริษัทที่ถูกโจมตีด้วยมัลแวร์เรียกค่าไถ่ต้องเสียค่าใช้จ่ายฟื้นฟูข้อมูลมากกว่า 10 ล้านเยน โดยมี 5 กรณีที่เสียหายมากเกิน 100 ล้านเยน สะท้อนว่าการโจมตีไซเบอร์ส่งผลกระทบรุนแรงทั้งทางเศรษฐกิจและความมั่นคงในญี่ปุ่น

ที่มา : Xinhua

'ดร.เจษฎ์' เตือนรัฐบาล!! ห้ามปล่อยให้ใครสวมรอยเรือไทย ตรวจสอบสถิติเรือจดทะเบียน ระวังปัญหาช่องแคบฮอร์มุซ ย้ำวางตัวกลางการเมืองสงคราม

‘ดร.เจษฎ์’ แนะ รัฐบาล อย่าปล่อยให้ใคร "สวมรอย" เรือติดธงไทย รีบตรวจสอบ สถิติจดทะเบียนเรือ

13 มีนาคม 2569 เวลา 09.00 น. -รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวนิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรครักชาติ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีเรือติดธงไทยถูกโจมตี บริเวณช่องแคบฮอร์มุซ จากความขัดแย้งระหว่าง "สหรัฐอเมริกา-อิสราเอล" และ "อิหร่าน"

โดย รศ.ดร.เจษฎ์ ระบุว่า คำถามที่สังคมสงสัย คือทั้งที่ไทยและอิหร่านมีความสัมพันธ์อันดีมานับ 400-500 ปี เหตุใดจึงตกเป็นเป้า? ซึ่งรัฐบาลต้องรีบตรวจสอบ "สถิติการจดทะเบียนเรือ" โดยด่วน! เพราะเรือที่ชักธงไทยอาจไม่ใช่ของคนไทยเสมอไป รัฐบาลต้องกล้าที่จะขีดเส้นแบ่งให้ชัดเจน คุ้มครองคนไทยแท้ และประกาศตัดหางปล่อยวัดเรือสัญชาติอื่นที่มาแอบอ้างสวมรอยธงไทย เพื่อไม่ให้ประเทศไทยต้องไปรับเคราะห์จากข้อพิพาทของชาติอื่น

"ต้องทำความเข้าใจแบบนี้ครับว่า การจดทะเบียนเรือ อาจจะไม่ได้จดทะเบียนโดยคนไทย อาจจะมีคนสัญชาติอื่นหรือคนประเทศอื่นมา เราไม่รู้ครับว่าในภาวะของสหรัฐอเมริกากับอิหร่าน มีใครที่เข้าไปเกี่ยวข้อง มีคนที่เป็นอริกันมาก่อนแบบไหนบ้าง มีข้อพิพาทบาดหมางระหว่างสองประเทศนี้กับประเทศอื่น ๆ แบบไหน ใครเป็นพันธมิตรใคร

​ดังนั้นอันนี้ต้องฝากทางรัฐบาลครับ ในเรื่องของการสัญจรไปมาที่จะต้องข้ามช่องแคบฮอร์มุซที่เป็นประเด็นอยู่เนี่ยนะครับ อาจจะต้องไปหาข้อมูลเชิงสถิติ แล้วก็เอามาบอกว่าเรือที่จดทะเบียนในประเทศไทยที่จะมีธงไทย มีเรือในลักษณะไหน กี่แบบ แล้วก็ต้องบอกกับบรรดาคนที่จดทะเบียนทั้งหลายครับว่า ถ้าเป็นคนไทยเราดูแลเขาได้ยังไง ถ้าไม่ใช่คนไทยเราสามารถช่วยเหลือได้อย่างไร และถ้าหากว่ามีการขึ้นธงที่ไม่ได้อยู่ในสถิติที่ว่าจดทะเบียนในประเทศไทย เราก็ต้องบอกครับว่าเรือเหล่านั้นไม่เกี่ยวข้องกับเรา" รศ.ดร.เจษฎ์ กล่าว

รศ.ดร.เจษฎ์ ยังกล่าวด้วยว่า ภาครัฐต้องสื่อสารกับประชาชนอย่างตรงไปตรงมา แม้การอพยพแรงงานจะทำได้ดีในระดับหนึ่ง แต่ในแง่ของการทูต รัฐบาลต้องวางตัวเป็นกลางอย่างที่สุด ไม่เทน้ำหนักหรือเผลอไปแสดงจุดยืนเข้าข้างฝั่งใดฝั่งหนึ่งจนกลายเป็นการดึงไฟสงครามมาเผาบ้านตัวเอง

"ต้องคอยระมัดระวัง เพราะถ้าหากว่าเราเข้าข้างใครมากเกินไป เราเทน้ำหนักไปทางไหนมากเกินควร จะไปบอกว่า 'เฮ้ย สหรัฐอเมริกาคุณทำแบบนี้ไม่ถูก ไม่ดี' 'อิหร่านคุณต้องได้รับการดูแล คุณจะถูกทำแบบนี้ไม่ได้' บางครั้งเราก็ไม่รู้ว่าสถานการณ์สู้รบมันจะลุกลามไปถึงไหน การวางตัวให้ถูกต้องในแนวของสันติภาพ ไม่ส่งเสริมความรุนแรงเป็นเรื่องถูกต้อง แต่ว่ารัฐบาลจะต้องคอยอธิบายสถานการณ์ให้ประชาชนทราบเป็นระยะ ๆ ด้วย ว่าสิ่งที่ประชาชนอาจจะพูดมากไป อาจจะตระหนักน้อยไป มันควรที่จะใช้ข้อมูลอะไรที่เป็นตัวอธิบาย ทั้งหมดเหล่านี้นะครับ จะทำให้เราอยู่ในโลกนี้ได้อย่างสงบสุข และสามารถจัดวางตัวเราได้เป็นอย่างดี" รศ.ดร.เจษฎ์ กล่าว

รศ.ดร.กล่าวเพิ่มเติมด้วยว่า ในขณะที่สงครามทำท่าจะบานปลาย วิกฤตพลังงานกำลังจ่อคอหอย แต่ภาพที่เห็นคือบรรดานักการเมืองยังคง "แย่งเก้าอี้รัฐมนตรี" 

"สถานการณ์การสู้รบนี้เราไม่รู้ว่าจะไปไกลแค่ไหน และอีกนานอย่างไร รัฐบาลก็อย่ามัวแต่แค่จัดตั้งว่าใครจะเป็นรัฐมนตรีให้ได้ หาจุดลงตัวระหว่างพวกท่าน แล้วก็รีบบริหารราชการแผ่นดินให้เป็นประโยชน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาวะสงครามแบบนี้ รวมไปถึงเรื่องของพลังงานครับ ต้องบอกกันให้ชัดเจน ว่าพลังงานอะไรที่ยังพอมีอยู่ ถ้าน้ำมันจะร่อยหรอลงจะไม่สามารถมีใช้ การทำงานอยู่ที่บ้านจะต้องมีค่าใช้จ่ายอะไร การไปทำงานที่ทำงานจะต้องแบกรับแบบไหน ทุกสิ่งทุกอย่างเหล่านี้มันเกี่ยวพันกันหมด แต่มันอยู่ที่รัฐบาลครับ ต้องมีความรับผิดชอบต่อประชาชน แล้วก็ต้องช่วยประชาชนคลายใจ และสามารถอยู่ได้โดยไม่หวาดระแวงครับ" รศ.ดร.เจษฎ์ กล่าว

"ตกลงแล้วเรือที่จะผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้ มีเรือใครบ้าง เรือไทยผ่านได้ไหม เพราะว่าคุณโดนัลด์ ทรัมป์ เนี่ย เขาบอกว่าทุกคนผ่านไปเลย ตามสบาย แต่เราต้องบอกคนของเรา เอาข้อมูลจริง ๆ จะไปฟังจากคนที่เขาเป็นคู่ขัดแย้งกันไม่ได้ ตกลงเรือไทยผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้ไหม หรือเรือใครผ่านได้บ้าง เรือใครผ่านไม่ได้ และมีการประสานกับทางการอิหร่านแบบไหนบ้าง คนของเราจะได้ปลอดภัยครับ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องตอบคำถามนะครับ ขอความชัดเจนให้ผู้ประกอบการภาคธุรกิจ รวมไปถึงบรรดาเรือลักษณะอื่นที่จะมีโอกาสในการสัญจรไปมาครับ"  รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก กล่าวทิ้งท้าย

ลูกขนไก่ไทยต้องจารึก!! จากแชมป์โลกสู่ตำนานมีชีวิต “เมย์ รัชนก” เขียนตำนานบทใหม่ ทำลายสถิติยืนท็อป 10 โลกยาวนานสุด สุดยอดนักแบดมินตันไทยในยุคนี้

(12 มี.ค. 69) 'เมย์' รัชนก อินทนนท์ นักแบดมินตันสาวไทย วัย 31 ปี ยังคงโลดแล่นในวงการลูกขนไก่มาอย่างต่อเนื่องและยืนอันดับ 7 โลกในปัจจุบัน ด้วยประสบการณ์กว่า 10 ปีในวงการและผลงานโดดเด่นในปีที่ผ่านมา ด้วยการคว้าแชมป์อินโดนีเซีย มาสเตอร์ส 2025 และแชมป์คุมาโมโตะ มาสเตอร์ส เจแปน 2025

ผลงานที่ประทับใจนี้ทำให้ 'เมย์ รัชนก' เป็นนักกีฬาแบดมินตันหญิงคนเดียวที่ยังคงอยู่ใน 10 อันดับแรกของสหพันธ์แบดมินตันโลก (BWF) มานานที่สุดถึง 614 สัปดาห์ และยังไม่หยุดนิ่งในการทำสถิติใหม่

ขณะนี้ 'เมย์' กำลังลุ้นทำลายสถิติของ 'หวัง เฉิน' อดีตนักตบหญิงชาวฮ่องกง ซึ่งเคยอยู่ใน 10 อันดับโลกนาน 14 ปี 154 วัน โดยปัจจุบันรัชนกครองตำแหน่งนี้ที่ 14 ปี 18 วัน "ความมุ่งมั่นและความต่อเนื่องคือตัวชี้วัดความสำเร็จของฉัน" กล่าวโดย 'เมย์'

รัชนก อินทนนท์ ถือเป็นนักกีฬาแบดมินตันหญิงที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดของไทย เคยคว้าแชมป์เยาวชนโลก 3 สมัยติดต่อกันในปี 2009-2011 ครองแชมป์โลกประเภทหญิงเดี่ยวปี 2013 รวมถึงเคยเป็นมือ 1 ของโลกในปี 2016 รวมชัยชนะรายการต่างๆ ถึง 30 รายการ สร้างตำนานวงการแบดมินตันไทยอย่างแท้จริง

ที่มา : https://www.sanook.com/sport/1633779/

เคมีลงตัว!! “ณเดชน์” จับมือ “แบมแบม” เสิร์ฟเคมีใหม่ เปิดตัวเพลงพิเศษพร้อมโชว์ครั้งแรก จัดเต็มทั้งเพลงและโชว์ ปิดประสบการณ์ใหม่ให้คอกาแฟ

(13 มี.ค. 69) ณเดชน์ และ แบมแบม รวมพลังครั้งแรกในฐานะดูโอแบรนด์แอมบาสเดอร์ของ "เนสกาแฟ เบลนด์ แอนด์ บรู ริชอโรมา สูตรใหม่" พร้อมปล่อยซิงเกิลพิเศษ "ไปอีก (Ready for MORE)" ที่จะเปิดให้ฟังอย่างเป็นทางการ

ณเดชน์ กล่าวถึงการทำงานร่วมกับ แบมแบม ว่า "วันนี้ตื่นเต้นมากครับ ที่มีโอกาสได้มาอัดเพลงกับแบมแบม และได้ทำงานแบบใกล้ชิดกัน ต้องบอกเลยว่าน้องเก่งมากและมีเอเนอร์จี้ตลอด ระหว่างทำงานก็สนุกและเป็นมืออาชีพมากครับ"

ขณะที่ แบมแบม เผยความรู้สึกว่า "ผมดีใจมากครับที่ได้ร่วมงานกับพี่ณเดชน์ ตอนเข้าห้องอัดจริง ๆ ก็รู้สึกประทับใจมาก เพราะพี่ณเดชน์อาจจะไม่ได้ร้องสไตล์นี้ แต่พี่ณเดชน์ทำออกมาได้ดีมากๆ เลยอยากให้ทุกคนรอฟังเพลง 'ไปอีก (Ready for MORE)' กันนะครับ" โดยทั้งคู่จะจัดโชว์ Live Performance ครั้งแรกในงานที่เวทีมวยราชดำเนินวันที่ 15 มีนาคมนี้ ภายใต้แนวคิด “เพิ่มกาแฟ เติมนม อร่อยไปอีก” ที่มาพร้อมกับแสงสีเสียงสุดอลังการ

ความร่วมมือของสองซูเปอร์สตาร์ชาวไทยในงานนี้สร้างสรรค์ประสบการณ์ดื่มกาแฟรูปแบบใหม่ผ่านเพลงและการแสดงที่ลงตัว นับเป็นการผนึกกำลังที่น่าจับตามองในวงการบันเทิงและการตลาดแบรนด์กาแฟไทยในปีนี้

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/entertainment/news_10169703


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top