Sunday, 7 June 2026
TheStatesTimes

เติมทุน SME ไทย!! สสว. จับมือ 2 แบงก์รัฐ ปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ย 1% กระตุ้นเศรษฐกิจ เน้น SME ท่องเที่ยว-นวัตกรรม หนุนปรับตัวดิจิทัล สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำที่สุดช่วยเพิ่มสภาพคล่อง

สสว. จับมือ SME D Bank - EXIM Bank อัดฉีด 1,200 ล้าน! ส่งสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำพิเศษ 1% ต่อปี หนุน SME ท่องเที่ยว-นวัตกรรม ปรับตัวรับยุคดิจิทัล คาดกระตุ้นเศรษฐกิจโตกว่า 5,000 ล้านบาท

รัฐบาลยกระดับการช่วยเหลือ SME เป็นวาระเร่งด่วน ผนึกกำลัง 3 หน่วยงานหลัก สสว., ธพว. และ EXIM Bank ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำที่สุดในระบบเพียงร้อยละ 1 ต่อปี ภายใต้กองทุนส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม วงเงินรวม 1,200 ล้านบาท มุ่งเติมทุนกลุ่มท่องเที่ยวและนวัตกรรมเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล

นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้กำกับดูแลสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ประธานในพิธีและสักขีพยาน กล่าวว่า ความร่วมมือของทั้ง 3 หน่วยงานในวันนี้ คือภาพสะท้อนนโยบายเชิงรุกของรัฐบาลที่ต้องการแก้ปัญหาการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของ SME อย่างบูรณาการ โดยการนำจุดแข็งของ สสว. ในการคัดกรองผู้ประกอบการที่มีศักยภาพ มาผสานกับความเชี่ยวชาญของ 2 สถาบันการเงินของรัฐ เพื่อส่งผ่านเงินทุนต้นทุนต่ำภายใต้วงเงินรวม 1,200 ล้านบาท ไปยังพี่น้อง SME ทั่วประเทศ

“รัฐบาลมุ่งหวังให้สินเชื่อดอกเบี้ยพิเศษเพียงร้อยละ 1 ต่อปีนี้ เป็นเครื่องยนต์สำคัญในการเติมสภาพคล่องและสร้าง ‘แต้มต่อ’ ให้ผู้ประกอบการสามารถปรับตัวยกระดับเทคโนโลยีและนวัตกรรมได้ทันท่วงที โดยเราจะเร่งกระจายความช่วยเหลือให้ครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมายอย่างต่อเนื่องตลอดเดือนมีนาคมนี้ ซึ่งคาดการณ์ว่าโครงการนี้จะสร้างแรงกระเพื่อมต่อระบบเศรษฐกิจและเม็ดเงินหมุนเวียนได้ไม่น้อยกว่า 5,000 ล้านบาท ช่วยให้ SME ไทยสามารถเติบโตและแข่งขันได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว” นายนภินทร กล่าว

นางสาวปณิตา ชินวัตร รองผู้อำนวยการสำนักงาน รักษาการแทนผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) กล่าวว่า ความร่วมมือในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการ SME ในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน โดย สสว. ได้สนับสนุนสินเชื่อแก่ผู้ประกอบการ SME รวมทั้งสิ้น 1,200 ล้านบาท ด้วยอัตราดอกเบี้ยพิเศษเพียงร้อยละ 1 ต่อปี ระยะเวลากู้สูงสุด 5 ปี มุ่งเสริมศักยภาพและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของ SME ไทยในทุกมิติ โดยโครงการนี้ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ผู้ประกอบการ SME ที่หลากหลาย โดยแบ่งการสนับสนุนออกเป็น 3 กลุ่มเป้าหมาย ดังนี้
• กลุ่มที่ 1 — Transformation SME : วงเงินกู้สูงสุด 10 ล้านบาท สำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการเงินทุนเพื่อปรับปรุงหรือพัฒนากิจการให้สามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินธุรกิจให้ทันสมัย สอดคล้องกับความต้องการของตลาดโลกที่เปลี่ยนแปลงไป รวมถึงการนำเทคโนโลยีดิจิทัล นวัตกรรมและแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนมาประยุกต์ใช้ เพื่อสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ ๆ ที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น

• กลุ่มที่ 2 — Enhancement SME : วงเงินกู้สูงสุด 10–15 ล้านบาท (ตามขนาดกิจการ) สำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการเงินทุนเพื่อสร้างการเติบโตและเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันในทุกมิติ เพื่อให้มีการเติบโตเป็นไปอย่างก้าวกระโดดและมีศักยภาพในการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนในระยะยาว
• กลุ่มที่ 3 — ธุรกิจท่องเที่ยวและที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยว : วงเงินกู้สูงสุด 2 ล้านบาท เช่น ผู้ประกอบการในธุรกิจโรงแรมและที่พัก บริษัทนำเที่ยว ร้านอาหาร สปา บริการรถและเรือ รวมถึงธุรกิจบริการที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยว เพื่อเสริมสภาพคล่องและเพิ่มทุนหมุนเวียนในกิจการ

รักษาการ ผอ.สสว. เผยว่า การลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญที่สะท้อนความมุ่งมั่นของทั้งสามหน่วยงานในการผนึกกำลังช่วยเหลือผู้ประกอบการ SME ไทยอย่างครบวงจร ทั้งในมิติของการเติบโตแบบก้าวกระโดด การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว และการปรับเปลี่ยนธุรกิจเพื่อตอบสนองกับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจในปัจจุบัน เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าโครงการนี้จะเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้แข็งแกร่งและยั่งยืน ทั้งนี้ สสว. จะทำหน้าที่กลั่นกรองและคัดเลือกผู้ประกอบการที่มีคุณสมบัติเหมาะสม ก่อนส่งต่อให้สถาบันการเงินพันธมิตรพิจารณาอนุมัติสินเชื่อต่อไป
โดย SME D Bank จะรับผิดชอบดูแลการให้สินเชื่อแก่กลุ่มผู้ประกอบการ Enhancement SME และกลุ่มธุรกิจท่องเที่ยว ในวงเงินรวม 800 ล้านบาท และ EXIM Bank จะรับผิดชอบดูแลการให้สินเชื่อแก่กลุ่มผู้ประกอบการ Transformation SME ในวงเงินรวม 400 ล้านบาท ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการ SME เข้าถึงแหล่งทุนได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพมากขึ้น ผ่านเครือข่ายสาขาและความเชี่ยวชาญด้านสินเชื่อของทั้งสองสถาบัน

นายพิชิต มิทราวงศ์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank กล่าวว่า SME D Bank มีความยินดีอย่างยิ่งที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในโครงการสำคัญนี้ เราพร้อมนำเครือข่ายสาขาทั่วประเทศและความเชี่ยวชาญด้านสินเชื่อ SME มาสนับสนุนกลุ่มผู้ประกอบการ ให้สามารถเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งและยั่งยืน โดยมุ่งให้กระบวนการพิจารณาสินเชื่อรวดเร็ว โปร่งใส และตอบโจทย์ความต้องการของผู้ประกอบการอย่างแท้จริง
นายชลัช รัตนบุญนิธิ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) หรือ EXIM Bank กล่าวว่า EXIM Bank มีความพร้อมอย่างเต็มที่ในการสนับสนุน SME กลุ่ม Transformation ที่มีศักยภาพในการปรับตัวและก้าวสู่ตลาดต่างประเทศ เราเชื่อว่าการเข้าถึงแหล่งทุนด้วยต้นทุนที่ต่ำจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญให้ SME ไทยสามารถนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาสร้างมูลค่าเพิ่ม และแข่งขันได้อย่างมั่นใจในเวทีระดับสากล

ผู้ประกอบการ SME ที่สนใจเข้าร่วมโครงการสามารถสมัครและสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สสว. โทร. 1301 หรือเว็บไซต์ www.sme.go.th ทั้งนี้ สสว. จะทำหน้าที่กลั่นกรองและคัดเลือกผู้ประกอบการที่มีคุณสมบัติเหมาะสมก่อนส่งต่อให้ SME D Bank และ EXIM Bank พิจารณาอนุมัติสินเชื่อ เพื่อให้ผู้ประกอบการได้รับการสนับสนุนอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

คุณอันธิกา วรรณศิลป์
ส่วนประชาสัมพันธ์และสื่อสารองค์กร ฝ่ายสื่อสารองค์กร สสว.
โทร. 02 142 9035, 081 266 9226 E-mail: [email protected]

ส่อเดือด!! ‘กิต Three Man Down’ โพสต์สะเทือน หลัง ‘โอม Cocktail’ ลา GeneLab พี่โอมเป็น Leader ไม่ใช่ Boss ลั่นผิดเองที่คิดเปลี่ยนบ้านของคน

(11 มี.ค. 69) กิต เจี๊ยรพันธุ์นุวง หรือกิต นักร้องนำวง Three Man Down โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กหลังจาก 'โอม ปัณฑพล' หรือ โอม ค็อกเทล ประกาศลาออกจากตำแหน่งผู้บริหารค่ายเพลง GeneLab พร้อมยุติหน้าที่ดูแลทีมงานและศิลปินของตนเมื่อเร็ว ๆ นี้

กิตระบุว่า "ที่ Three Man Down มาอยู่ GeneLab เพราะพี่โอมครับ พี่โอมเป็น Leader ไม่ใช่ Boss" พร้อมเล่าถึงความตั้งใจของวงที่อยากเปลี่ยนแปลงและพัฒนาค่ายเพลง "เราจะทำให้ทุกอย่างดีขึ้น" แม้เส้นทางจะลำบาก แต่ก็พยายามสร้างโมเดลใหม่ที่เน้นให้ศิลปินมีคุณค่าในตัวเอง

"พวกเราตั้งใจ ไม่เอาเปรียบใคร ตั้งใจทำงาน ทำตัวให้เป็นโมเดลใหม่ๆ จัดการงานเอง ทำให้ดูว่าศิลปินมีค่าในตัวเองมากขนาดไหน" กิตกล่าวทิ้งท้ายพร้อมยอมรับว่า "วันนี้เข้าใจและยอมรับเหมือนพี่โอมแล้วครับว่า เราไม่มีวันทำได้ เราผิดเองครับที่เสือกจะไปเปลี่ยนแปลงบ้านของคนอื่น เราควรหาบ้านตัวเองอยู่มากกว่า"

เหตุการณ์นี้สร้างความน่าสนใจในวงการเพลงไทยเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างศิลปินและค่าย รวมถึงการเปลี่ยนแปลงที่ท้าทายในระบบการบริหารค่ายเพลงในยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะเมื่อมีการย้ายหรือสิ้นสุดบทบาทของผู้บริหารสำคัญของค่ายเพลงอย่าง 'โอม ค็อกเทล'

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/entertainment/news_10167273

ผลักดันคนรุ่นใหม่สานต่อ รทสช. ‘พีระพันธ์’ ผลักดันคนรุ่นใหม่ เปิดทาง ‘อรรถวิชช์’ ทำหน้าที่ในสภา ‘พีระพันธ์’ ยังคงทำหน้าที่หัวหน้าพรรค เดินหน้าทำงานเพื่อประเทศชาติคงเดิม

(11 มี.ค. 69) เมื่อวานนี้ ‘พีระพันธุ์’ หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ แถลงหลังการหารือร่วมกรรมการบริหารพรรค ว่าพรรคยังได้รับการสนับสนุนจากประชาชนอย่างมั่นคง พร้อมเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่มีบทบาทสำคัญมากขึ้น

‘พีระพันธุ์’ ระบุผ่านโพสต์ว่า "พรรคจึงควรเปิดพื้นที่และเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่เข้ามามีบทบาทมากยิ่งขึ้น ทั้งในด้านนโยบายและการสร้างเครือข่ายทางการเมือง" พร้อมอาสาเป็นแกนหลักผลักดันงานนี้อย่างเต็มกำลัง แต่ยอมรับว่าการรับหน้าที่ทั้งหัวหน้าพรรคและ ส.ส. อาจทำให้ขับเคลื่อนไม่เต็มศักยภาพ

ดังนั้นเขาเสนอให้ 'อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี' รองหัวหน้าพรรค เข้าทำหน้าที่ ส.ส.แทน และที่ประชุมเห็นชอบให้ ‘พีระพันธุ์’ ลาออกจาก ส.ส.บัญชีรายชื่อ เพื่อเปิดทางให้มาดำรงตำแหน่งแทน "ผมมั่นใจว่าท่านอรรถวิชช์มีความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์ที่พร้อมทำงานสภาอย่างดี"

‘พีระพันธุ์’ ยืนยันจะยังทำหน้าที่หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติเต็มที่ พร้อมเดินหน้าทำงานเพื่อพรรคและประเทศอย่างต่อเนื่อง การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นพรรคในการปรับตัวและต่อยอดด้วยพลังคนรุ่นใหม่
.
ที่มา : https://www.facebook.com/photo/?fbid=25941266828828886&set=a.249841005064821

เปิดตัว ‘SmartLiva’!! นักศึกษา มจธ. พัฒนา AI ช่วยตรวจโรคตับ ลดเวลาจาก 30 นาที เหลือเพียง 7 วินาที แม่นยำ 92% คัดกรองมะเร็งและไขมันตับ มุ่งสู่การแพทย์ลดความเหลื่อมล้ำทั่วไทย

(11 มี.ค. 69) นักศึกษามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) พัฒนา "SmartLiva" ระบบวิเคราะห์ภาพอัลตราซาวด์ด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) ช่วยตรวจโรคตับ เช่น มะเร็งตับ และพยาธิใบไม้ตับ รู้ผลแม่นยำภายใน 7 วินาที พร้อมลดค่าตรวจเหลือหลักร้อยบาท ต้นทุนต่ำกว่าการตรวจทั่วไปมาก

SmartLiva ทำงานโดยแปลงภาพอัลตราซาวด์ขาวดำเป็นผลวินิจฉัยที่อ่านง่ายและชัดเจน แพทย์สามารถอัปโหลดภาพผ่านเว็บและเห็นภาพเนื้อตับที่ต้องวิเคราะห์ โดย AI ไฮไลต์สีให้เห็นความผิดปกติชัดเจน เช่น ตับสีแดง ไขมันสีเหลือง พร้อมประเมินระดับพังผืด ความแข็งแรงของตับ และตรวจหาถุงน้ำหรือมะเร็งตับ รวมถึงพยาธิใบไม้ตับโดยแม่นยำสูงสุดถึง 92%

ฐานข้อมูลฝึก AI ใช้ภาพอัลตราซาวด์กว่า 50,000 ภาพ จากโรงพยาบาลชั้นนำ รวมถึงข้อมูลผู้ป่วยจริงกว่า 3,500 ราย ทีมผู้พัฒนาระบุว่า "SmartLiva ช่วยลดเวลานานครึ่งชั่วโมงเหลือเพียง 7 วินาที" และลดค่าใช้จ่ายตรวจโรคตับลงถึง 77% เหลือแค่ 200-300 บาท

ระบบนี้ถูกออกแบบเพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านสุขภาพ ช่วยให้โรงพยาบาลขนาดเล็กหรือพื้นที่ห่างไกลใช้ตรวจวินิจฉัยได้รวดเร็วและแม่นยำ แม้ไม่มีเครื่องมือแพทย์ชั้นสูงช่วย ลดความแออัดจากการรอคอย

ทีมพัฒนายังมีแผนต่อยอด SmartLiva ให้เป็น Explainable AI ที่สามารถอธิบายขั้นตอนการวินิจฉัยได้ พร้อมพัฒนาเป็นอุปกรณ์พกพาสำหรับคลินิกและพื้นที่จำกัด รวมถึงนำ AI ไปใช้ตรวจโรคอื่น ๆ ที่ต้องรีบวินิจฉัยอย่างถูกต้องเพื่อช่วยชีวิตผู้ป่วยในอนาคต

ที่มา : https://www.tnnthailand.com/tech/228143/

ทำความเข้าใจ ทำไมสงครามรอบนี้กระทบวิกฤตน้ำมันของไทย

ทำความเข้าใจ ทำไมสงครามรอบนี้กระทบวิกฤตน้ำมันของไทย

สงครามระหว่างสหรัฐกับอิหร่านรอบนี้ทำให้เราเรียนรู้อะไรได้หลายๆสิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของพลังงานน้ำมัน วันนี้เอย่าจะมาเล่าเรื่องวิกฤตพลังงานของไทยรอบนี้ให้ทุกท่านทำความเข้าใจถึงสถานการณ์ที่แท้จริงก่อน แล้วค่อยมาดูว่าความจริงเรานั้นควรจะอยู่กับวิกฤตนี้อย่างไร

ณ วันนี้เราต้องบอกว่าอิหร่านไม่ใช่ประเทศหมูในอวยของสหรัฐที่คิดว่าจะเอาระเบิดไปหย่อนหัวแล้วลากตัวผู้นำออกมาได้ เพราะนี่ได้พิสูจน์แล้วว่า สิ่งที่อิหร่านมีนอกจากอาวุธแล้ว อิหร่านยังมีพันธมิตรที่ดีที่พร้อมจะเป็นหูตาให้เวลาโดนนักเลงโลกรังแก และเชื่อได้เลยว่าสงครามนี้อาจจะทวีคูณความเสียหายไปมากกว่านี้อีกหลายเท่าจนต้องบีบให้ประเทศอีกหลายๆประเทศต้องเลือกข้างก็เป็นได้

กลับมาที่ไทย จากที่ท่าน สว. หญิงท่านหนึ่งได้ออกมาจั่วหัวว่า ประเทศไทย ยังไม่มี “คลังน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์ของรัฐ” (Strategic Petroleum Reserve) แบบหลายประเทศ จนกลายเป็นประเด็นในโซเชียลไปทั่ว เอย่าก็อยากจะย้ำคำตอบของท่านอนุทินอีกครั้งว่า ไทยมีคลังน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์รัฐอยู่แล้วคะ แต่เราไม่ได้มีคลังน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์เต็มรูปแบบ แต่ไทยเราใช้ระบบที่เรียกว่า Legal Reserve คือให้เอกชนเป็นผู้เก็บขั้นต่ำตามกฎหมาย ภายใต้การกำกับของกระทรวงพลังงาน และ กรมธุรกิจพลังงาน เพื่อลดภาระการสร้างที่เก็บของไทยเอง เพราะจากข้อมูลที่เอย่าไปหามา ประเทศที่ลงทุนทำคลังน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์ของรัฐ หรือเรียกว่า Strategic Petroleum Reserve หรือ SPR นั้นต้องลงทุนนับแสนล้านบาทในการทำที่เก็บ ซึ่งประเทศที่เลือกใช้ระบบ SPR นี้ ส่วนใหญ่เป็นประเทศที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมัน 100% หรือเป็นประเทศที่มีความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์

กลับมาที่ตรงนี้ว่าแล้วไทยไม่เสี่ยงหรือ ณ วันนี้ เอย่าจะขอตอบจากข้อมูลที่หามาได้ให้ทราบนะคะ ณ ตอนนี้ประเทศไทยพึ่งพาน้ำมันนำเข้า 80% และอีก 20% เป็นการขุดเจาะในไทยเอง ซึ่งน้ำมันทั้งหมดที่นำเข้าเป็นน้ำมันดิบเพราะไทยมีโรงกลั่นของตัวเอง อีกทั้งในไทยเราสามารถผลิตน้ำมันดิบในประเทศได้ประมาณ 120,000–150,000 บาร์เรลต่อวัน จากแหล่งทั้งบนบกและในทะเล รวมถึงกลั่นน้ำมันได้วันละ 1.2–1.3 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งมากที่สุดในอาเซียนขณะนี้ และนี่ถึงเป็นข้อบ่งบอกว่าถ้าเราไม่ประหยัดน้ำมันกันเลย ใช้น้ำมันแบบสุรุ่ยสุร่าย เราจะมีน้ำมันสำรองใช้กันไปอีก 60-65 วันตามคำที่ท่านอนุทินกล่าวนั่นเอง

คำถามต่อมาคือ แล้วไทยเราต้องกังวลกับวิกฤตน้ำมันครั้งนี้หรือ เอย่าขอตอบให้ทราบคำว่าน้ำมันดิบที่เรานำเข้าส่วนใหญ่มาจาก สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ประมาณ 43% ของปริมาณทั้งหมดและอีก 14% มาจากซาอุดิอาระเบีย พูดง่ายๆน้ำมัน 80% ที่เรานำเข้ามานั้น 57% ของน้ำมันนำเข้ามาจากประเทศที่เป็นมิตรกับสหรัฐอเมริกาและต้องขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุชเท่านั้น ถามว่าถ้าเราขนส่งไม่ผ่านช่องแคบฮอร์มุชทำได้ไหม คำตอบคือได้คะแต่ราคาจะเพิ่มขึ้นเกือบเท่าจากราคาที่ขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุชและน้ำมันที่ไม่ผ่านช่องแคบนี้จะขนส่งได้ในปริมาณที่จำกัด ซึ่งไม่เหมาะกับการซื้อน้ำมันในจำนวนมาก

ณ วันนี้เราอาจจะยังไม่ได้เผอิญถึงวิกฤตการขาดแคลนพลังงานที่แท้จริงและจากสถานการณ์ที่อิหร่านยิงเรือมยุรีนารีของไทยก็เป็นการส่งสัญญาณแล้วว่าแม้ไทยจะบอกว่าเป็นกลางในสงครามครั้งนี้ มันไม่ได้มีอยู่จริงเพราะอิหร่านก็คงร็สึกเสมอมาว่าไทยมีความโปรอเมริกาอยู่แม้ว่าไทยเราจะไม่ได้เป็นขี้ข้าอเมริกาเต็มตัวแบบหลายๆประเทศในอาเซียนก็ตาม การเดินเกมส์การทูตครั้งนี้จึงมีความสำคัญมากถึงความอยู่รอดของไทย และเอย่าจะขอส่งสัญญาณไปถึงผู้มีอำนาจของรัฐบาลไทยนะคะ อย่างการเล่นเป็นนกสองหัวของผู้นำอินเดียอย่าง Narendra Modi ในการจะรักษาสมดุลและสัมพันธภาพทั้งกับสหรัฐและรัสเซียไว้ แต่รัสเซียไม่เล่นด้วยเลยตัดส่วนลดพิเศษราคาน้ำมันที่อินเดียเคยได้ไปเสียอย่างนั้น ดังนั้น Siamese Talk ในอดีตอาจจะไม่สามารถใช้ได้แล้วในการศึกครั้งนี้ก็เป็นได้ดังตัวอย่างที่อินเดียทำไว้และรัสเซียก็เชือดไก่ให้ลิงดูเป็นขวัญตาว่าการทรยศจะได้รับผลอย่างไร

อสม.ชี้ถูกใช้ทางการเมือง 'ชวน หลีกภัย' ตั้งคำถาม อสม.ถูกใช้เครื่องมือ โครงสร้างกระจายอำนาจทำงานทับซ้อน อสม. ยังเป็นกลไกหลักด้านสาธารณสุข เสี่ยงถูกมองเป็นเครือข่ายการเมืองท้องถิ่น

เมื่อ “อสม.” หรืออาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ถูกตั้งคำถามว่าเป็นเครื่องมือทางการเมือง

ชวน หลีกภัย นักการเมืองอาวุโส พรรคประชาธิปัตย์ เป็นคนเปิดประเด็น ว่า อสม.ถูกพรรคการเมืองบางพรรคใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองในการเลือกตั้ง 2-3 ครั้งที่ผ่านมา และยังรวมไปถึงกำนัน ผู้ใหญ่บ้านด้วย

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เริ่มมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่า อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) กำลังถูกใช้เป็น “เครื่องมือทางการเมือง” ของผู้มีอำนาจในพื้นที่ โดยเฉพาะเมื่อต้องทำงานประสานกับ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หรือเครือข่ายนักการเมืองท้องถิ่น คำถามสำคัญจึงเกิดขึ้นว่า บทบาทของ อสม. ที่แท้จริงนั้นอยู่ตรงไหน และโครงสร้างการทำงานแบบปัจจุบันเปิดช่องให้การเมืองเข้ามาแทรกแซงหรือไม่

หากพิจารณาในเชิงโครงสร้าง อสม. แตกต่างจากกำนันหรือผู้ใหญ่บ้านอย่างมีนัยสำคัญ เพราะไม่ได้ผ่านกระบวนการเลือกตั้งที่เข้มข้นเหมือนตำแหน่งฝ่ายปกครองท้องที่ ภาพลักษณ์ของ อสม. ในสายตาชาวบ้านส่วนใหญ่จึงยังเป็นด้านบวก เนื่องจากบทบาทหลักคือการทำงานด้านสุขภาพชุมชน เป็นผู้ช่วยเจ้าหน้าที่สาธารณสุข ดูแลข้อมูลสุขภาพของประชาชน และเป็นกลไกสำคัญในการสื่อสารด้านสาธารณสุขในระดับหมู่บ้าน

ลักษณะการทำงานของ อสม. ยังเป็นระบบที่มีการประสานงานแบบ “รวมศูนย์” และทำงานเป็นทีมในระดับตำบลหรืออำเภอ การเคลื่อนไหวหรือกิจกรรมต่าง ๆ จึงมักรับรู้กันในเครือข่ายทั้งหมด ไม่ได้เป็นการทำงานแบบต่างคนต่างทำเหมือนองค์กรอิสระทั่วไป

โดยโครงสร้างเดิม อสม. อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ กระทรวงสาธารณสุข และมี โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) เป็นศูนย์กลางในการประสานงานในแต่ละพื้นที่ แต่เมื่อมีนโยบายกระจายอำนาจให้บางจังหวัด โอนย้าย รพ.สต. ไปอยู่ภายใต้การกำกับขององค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ความซับซ้อนก็เริ่มเกิดขึ้นทันที
อสม.เป็นเครื่องมือทางการเมืองจริงหรือไม่…?

สถานการณ์ปัจจุบันจึงกลายเป็นว่า เจ้าหน้าที่และผู้อำนวยการ รพ.สต. บางแห่งต้องโอนย้ายไปสังกัด อบจ. ขณะที่ อสม. ยังสังกัดกระทรวงสาธารณสุขเหมือนเดิม ทำให้เกิดสภาพ “คนละสังกัด แต่ต้องทำงานร่วมกัน” อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะในทางปฏิบัติ อสม. ถือเป็นกำลังสำคัญหรือ “แขนขา” ของ รพ.สต. ในการทำงานกับชุมชน

ช่องว่างของโครงสร้างนี้เอง ที่นักวิเคราะห์หลายคนมองว่า อาจกลายเป็นพื้นที่ให้การเมืองท้องถิ่นเข้ามามีอิทธิพลต่อเครือข่าย อสม. ได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่ที่นักการเมืองท้องถิ่นมีอำนาจเข้มแข็ง

เหตุผลสำคัญคือ อสม. เป็นกลุ่มบุคคลที่มี ฐานข้อมูลประชากรในพื้นที่ละเอียดที่สุด รู้จักแทบทุกครัวเรือน รู้ข้อมูลทั้งด้านสุขภาพ โครงสร้างครอบครัว และสภาพเศรษฐกิจของชาวบ้าน การมีเครือข่ายลักษณะนี้จึงมีคุณค่าอย่างยิ่งในมุมมองทางการเมือง

ยิ่งในพื้นที่ที่ถูกเรียกว่า “โซนบ้านใหญ่” ซึ่งตระกูลการเมืองหนึ่งสามารถครอบครองตำแหน่งทางการเมืองหลายระดับพร้อมกัน เช่น นายกเทศมนตรี สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด (ส.อบจ.) นายก อบจ. หรือแม้กระทั่ง ส.ส. การเชื่อมโยงเครือข่ายบุคลากรในพื้นที่ก็ยิ่งเกิดขึ้นได้ง่าย

เมื่อโครงสร้างการทำงานของ อสม. ต้องประสานกับ รพ.สต. ที่อยู่ภายใต้การกำกับของนักการเมืองท้องถิ่น ขณะที่ตัว อสม. เองยังอยู่ในระบบของกระทรวงสาธารณสุข จึงเกิดภาวะ “กึ่งราชการ กึ่งการเมือง” โดยไม่ตั้งใจ

ผลลัพธ์ที่ถูกตั้งข้อสังเกตคือ เครือข่าย อสม. บางพื้นที่อาจถูกดึงเข้าไปมีบทบาททางการเมืองมากขึ้น ตั้งแต่การเป็นผู้ประสานงานในชุมชน ไปจนถึงการถูกมองว่าเป็น เครือข่ายหัวคะแนน ในการเลือกตั้งระดับต่าง ๆ

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่า อสม. ต้องการเข้าไปเกี่ยวข้องกับการเมืองหรือไม่ แต่คือ โครงสร้างการบริหารแบบปัจจุบันกำลังเปิดช่องให้บทบาทดังกล่าวเกิดขึ้นโดยปริยายหรือเปล่า

หากปล่อยให้ความคลุมเครือนี้ดำรงอยู่ต่อไป ภาพลักษณ์ของ อสม. ซึ่งเคยเป็นกลไกด้านสาธารณสุขที่ได้รับความเชื่อถือจากชุมชน อาจถูกตั้งคำถามมากขึ้นเรื่อย ๆ ในอนาคต

และท้ายที่สุด ประเด็นนี้อาจไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของ อสม. เท่านั้น แต่สะท้อนถึงปัญหาใหญ่ของระบบบริหารท้องถิ่นไทย ที่โครงสร้างหลายส่วนกำลัง “ซ้อนทับกัน” ระหว่างอำนาจของรัฐส่วนกลางกับการเมืองท้องถิ่นอย่างแยกไม่ออก

เดือดไม่เลิก!! สงครามไม่จบ บอลโลกก็สะเทือน อิหร่านส่งสัญญาณถอนตัวฟุตบอลโลก 2026 เหตุสงคราม สหรัฐ-อิสราเอล ทำพิษหนัก หลังผู้นำเสียชีวิต ตะวันออกกลางตึงเครียดหนัก

(11 มี.ค. 69) อาหมัด ดอนยามาลี รัฐมนตรีกระทรวงกีฬาของอิหร่าน ปฏิเสธความเป็นไปได้ที่ทีมฟุตบอลชาติอิหร่านจะเข้าร่วมการแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 ที่สหรัฐอเมริกา เนื่องจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิสราเอลที่กำลังดำเนินอยู่ในภูมิภาคตะวันออกกลาง

ดอนยามาลีระบุว่าหลังจากที่สหรัฐและอิสราเอลเริ่มโจมตีอิหร่านภายหลังความล้มเหลวของการเจรจาเรื่องอาวุธนิวเคลียร์ และการเสียชีวิตของผู้นำสูงสุดอิหร่าน อายะตุลลอฮ์ อาลี คาเมเนอี สถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคเพิ่มสูงขึ้นจนส่งผลกระทบต่อการเดินทางเข้าร่วมแข่งขันฟุตบอลโลก โดยเขากล่าวในสัมภาษณ์ทางโทรทัศน์กับสำนักข่าวดีพีเอว่า "นับตั้งแต่รัฐบาลที่ทุจริตนี้สังหารผู้นำของเรา เราก็ไม่มีเงื่อนไขที่จะเข้าร่วมการแข่งขันฟุตบอลโลกได้ เนื่องจากมาตรการอันประสงค์ร้ายที่กระทำต่ออิหร่าน ทำให้เราถูกบังคับให้ต้องสู้ศึกสงครามถึงสองครั้งในรอบ 8 หรือ 9 เดือน และเพื่อนร่วมชาติของเราต้องเสียชีวิตไปนับพันคน ดังนั้นภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ เราจึงไม่มีความเป็นไปได้ที่จะเข้าร่วมการแข่งขัน"

ก่อนหน้านี้ เมห์ดี ทาจ ประธานสหพันธ์ฟุตบอลอิหร่าน เคยแสดงท่าทีในทำนองเดียวกันว่า "คนที่มีสติสัมปชัญญะที่ไหนจะส่งทีมชาติของตนไปยังสหรัฐฯ หากฟุตบอลโลกจะเต็มไปด้วยเรื่องการเมืองเหมือนที่เกิดขึ้นในออสเตรเลีย?"

การแข่งขันรอบแรกของกลุ่มจีจะจัดขึ้นที่สหรัฐอเมริกา โดยทีมอิหร่านอยู่ร่วมกับนิวซีแลนด์ เบลเยี่ยม และอียิปต์ แต่สถานการณ์ความตึงเครียดจากสงครามในตะวันออกกลางทำให้อิหร่านอาจถอนตัวจากการแข่งขันครั้งนี้ ส่งผลกระทบต่อความสมบูรณ์ของฟุตบอลโลก 2026 ที่จะจัดขึ้นในสหรัฐฯ

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10167833

เรือสินค้า 'มยุรีนารี' ถูกโจมตี!! PSL ธุรกิจไทยที่ปักหลักบนเศรษฐกิจจริงของโลก บริษัทไทยที่โตมากับวัฏจักรการค้าโลก ยังล่องต่อในเกมเศรษฐกิจ เป็นชื่อสำคัญของไทยบนเส้นทางการค้าโลก

รู้จัก “พรีเชียส ชิปปิ้ง” เรือธงเดินเรือไทยที่ยังล่องอยู่ในเศรษฐกิจโลก  จากบริษัทที่ก่อตั้งปลายปี 1989 สู่ผู้เล่นสำคัญในตลาดเรือเทกองแห้งของโลก ภายใต้ชื่อย่อ PSL ที่นักลงทุนไทยคุ้นเคย

เวลาพูดถึงระบบขนส่งของเศรษฐกิจโลก หลายคนมักนึกถึงตู้คอนเทนเนอร์ ท่าเรือ หรือสายการบิน แต่ในความเป็นจริง สินค้าโภคภัณฑ์จำนวนมหาศาลของโลก ตั้งแต่สินค้าเกษตร เหล็ก ปุ๋ย แร่ ไปจนถึงไม้ซุง ยังต้องอาศัยเรือเทกองแห้งเป็นตัวกลางในการเคลื่อนย้าย และในสมรภูมินั้น ประเทศไทยมีชื่อของ “พรีเชียส ชิปปิ้ง” หรือ PSL อยู่ในฐานะผู้เล่นรายสำคัญมานานหลายทศวรรษ

ข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยระบุว่า บริษัทก่อตั้งเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 1989 และเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เมื่อวันที่ 16 กันยายน 1993 ขณะที่เอกสารของบริษัทระบุว่าเริ่มดำเนินธุรกิจเชิงพาณิชย์ในเดือนมีนาคม 1991 หลังได้รับอนุมัติจากธนาคารแห่งประเทศไทยและ BOI จุดนี้สะท้อนว่า PSL ไม่ใช่ธุรกิจใหม่ที่เพิ่งเติบโตตามกระแสโลจิสติกส์ แต่เป็นบริษัทไทยที่เติบโตมากับวัฏจักรการค้าโลกมาอย่างยาวนาน

แกนหลักของธุรกิจ PSL คือการเป็นเจ้าของเรือขนส่งสินค้าเทกองแห้ง โดยบริษัทถูกอธิบายบน factsheet ของ SET ว่าเป็นหนึ่งในผู้ประกอบการรายใหญ่ในกลุ่มเรือ dry cargo ขนาด small handy size และมีการดำเนินงานครอบคลุม 5 ภูมิภาคหลัก ได้แก่ สหรัฐฯ/แคนาดา ยุโรป ละตินอเมริกา-แอฟริกา อนุทวีปอินเดีย-ตะวันออกกลาง และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้-ตะวันออกไกล สินค้าหลักที่ขนส่งคือสินค้าเกษตร เหล็ก ปุ๋ย แร่ ไม้ซุง โค้ก และสินค้าโภคภัณฑ์อื่น ๆ

จุดแข็งของโมเดลนี้อยู่ตรงการเลือกยืนในเซกเมนต์เรือที่คล่องตัวกว่าเรือขนาดใหญ่มาก ทำให้เข้าถึงท่าเรือได้หลากหลายและรองรับสินค้าที่ต้องการความยืดหยุ่นสูง นี่คือเหตุผลที่ PSL ถูกมองว่าไม่ได้แข่งด้วยความใหญ่ที่สุด แต่แข่งด้วยความเหมาะสมของขนาดเรือและความสามารถในการกระจายงานในหลายภูมิภาคพร้อมกัน

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา บริษัทพยายามปรับตัวตามแรงกดดันของอุตสาหกรรมเดินเรือยุคใหม่ โดยเอกสารนำเสนอของบริษัทระบุว่า PSL ได้ทยอยแทนที่เรือเก่าที่กินพลังงานมากในช่วงปี 2013-2017 ด้วย “eco-vessels” ซึ่งช่วยลดการปล่อยคาร์บอนต่อการขนส่ง และเอกสารปี 2025-2026 ของบริษัทก็ยังสะท้อนภาพการปรับกองเรืออย่างต่อเนื่อง ภาพนี้ทำให้เห็นว่า แม้ธุรกิจเดินเรือจะเป็นธุรกิจดั้งเดิม แต่ผู้เล่นที่อยู่รอดต้องคิดเรื่องประสิทธิภาพพลังงาน ต้นทุน และมาตรฐานสิ่งแวดล้อมควบคู่กันไป

อีกประเด็นที่น่าสนใจคือความต่อเนื่องของทีมบริหาร โดยชื่อของ Khalid Moinuddin Hashim ปรากฏอยู่ในเอกสารบริษัทในฐานะ Managing Director มาอย่างยาวนาน ซึ่งในธุรกิจที่ผันผวนตามค่าระวางเรือ เศรษฐกิจโลก และอุปสงค์สินค้าโภคภัณฑ์ ความต่อเนื่องของผู้นำถือเป็นปัจจัยสำคัญต่อทิศทางบริษัท
สำหรับภาพล่าสุดของบริษัท ข้อมูลจาก SET factsheet ณ 11 มีนาคม 2026 ระบุว่า PSL มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดราว 10,837 ล้านบาท ราคาหุ้นปิดล่าสุดก่อนเปิดตลาดวันที่ 12 มีนาคมอยู่ที่ 6.95 บาท ส่วนเอกสาร Opportunity Day สำหรับผลประกอบการปี 2025 ระบุว่า บริษัทมีกำไรสุทธิ 345.01 ล้านบาท และเอกสารเชิญประชุมผู้ถือหุ้นปี 2026 เสนอจ่ายเงินปันผลรวม 0.40 บาทต่อหุ้น ขณะเดียวกันเอกสารเปิดเผยข้อมูลของบริษัทในปี 2025 ระบุว่ากองเรือของ PSL อยู่ที่ 40 ลำ

ในเชิงภาพใหญ่ พรีเชียส ชิปปิ้ง คือภาพแทนของบริษัทไทยที่ปักหลักอยู่บน “เศรษฐกิจจริง” ของโลก ไม่ว่าจะเกิดความผันผวนทางการเมือง ความไม่แน่นอนด้านพลังงาน หรือการเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์ สินค้าเทกองแห้งจำนวนมหาศาลยังคงต้องถูกลำเลียงข้ามทวีปอยู่เสมอ และตราบใดที่การค้าโลกยังขยับ ธุรกิจแบบ PSL ก็ยังมีบทบาทสำคัญในฐานะฟันเฟืองของระบบนั้น

ดังนั้น หากจะมองพรีเชียส ชิปปิ้งในฐานะ “หุ้นเดินเรือ” อย่างเดียวก็คงไม่พอ เพราะในอีกมุมหนึ่ง PSL คือกรณีศึกษาของธุรกิจไทยที่อยู่รอดในสนามโลกด้วยการวางตัวในจุดที่ชัด เลือกเซกเมนต์ที่ตนเองแข็งแรง และค่อย ๆ ปรับกองเรือให้รับกับโลกยุคใหม่ นี่อาจไม่ใช่ธุรกิจที่หวือหวาที่สุดในหน้าข่าว แต่เป็นหนึ่งในธุรกิจที่ทำให้เราเห็นว่า บริษัทไทยยังสามารถยืนอยู่ในห่วงโซ่การค้าโลกได้จริง

ที่มา : https://www.facebook.com/photo/?fbid=2106546573222537&set=pcb.2106547559889105

สวยสะกดรันเวย์!! ‘ลิซ่า’ ลุคร็อคสตาร์สุดเฉียบที่ Paris Fashion Week ในงานโชว์ Louis Vuitton ที่ปารีส ด้วยชุดปี 2016 สุดเก๋ เผยออร่าร็อคสตาร์แซ่บทุกมุม

(10 มี.ค. 69) 'ลิซ่า ลลิษา มโนบาล' หรือ 'ลิซ่า BLACKPINK' ปรากฏตัวอย่างโดดเด่นในงาน Paris Fashion Week ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2569 โดยในฐานะ 'Global Ambassador' ของแบรนด์ระดับโลก Louis Vuitton เธอได้ร่วมชมแฟชั่นโชว์คอลเลคชั่น Women’s Ready to Wear Fall/Winter 2026-2027

ครั้งนี้ 'ลิซ่า' มาในลุคเก๋เฉียบชวนสะกดสายตา ด้วยชุดจากคอลเลคชั่นปี 2016 ที่ออกแบบมาเผยให้เห็นถึงความแซ่บและสวยเป๊ะในแบบร็อคสตาร์ เธอเผยให้เห็นถึงการผสมผสานสไตล์แฟชั่นที่โดดเด่นและเป็นเอกลักษณ์

ในโพสต์และภาพที่แชร์ต่อกันอย่างแพร่หลาย 'ลิซ่า' ถูกยกย่องในฐานะดาวเด่นที่ส่องประกายในงานแฟชั่นระดับโลก พร้อมคำพูดที่สะท้อนถึงความมั่นใจในลุคนี้ว่า "สวยทุกมุมมอง เท่ทุกแอคชั่น" ซึ่งแสดงให้เห็นถึงพลังของแฟชั่นที่เธอนำเสนอ

บรรยากาศงาน Paris Fashion Week ยืนยันถึงบทบาทสำคัญของ 'ลิซ่า' ในวงการแฟชั่นโลก ด้วยการเป็นตัวแทน Global Ambassador ที่ไม่ใช่แค่เพียงหน้าตาแต่ยังเป็นแรงบันดาลใจในแฟชั่นยุคใหม่

ที่มา : https://women.kapook.com/view299373.html
https://extratv.com/photos/image_jpg_20260310_b6a203fc38ce4cd48c3d2513efd78b3d/

เคทีซีชี้เทรนด์วิวาห์ปี 2026 งานเล็ก–ยั่งยืนมาแรง มูลค่าตลาดแต่งงานไทยแตะ 5 หมื่นล้านบา

เคทีซี หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เผยเทรนด์การจัดงานแต่งงานของคู่รักไทยในปี 2026 กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน โดยคู่รักรุ่นใหม่หันมาให้ความสำคัญกับ งานแต่งขนาดเล็กที่มีความหมาย (Micro Wedding) การจัดงานที่คำนึงถึง ความยั่งยืน (Sustainable Wedding) และการสร้าง ประสบการณ์ร่วมกันกับคนใกล้ชิด มากกว่าความยิ่งใหญ่ของงาน

ข้อมูลจาก SabuyWedding ระบุว่า ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยของการจัดงานแต่งงานในประเทศไทยอยู่ที่ประมาณ 600,000 – 800,000 บาทต่อคู่ ขึ้นอยู่กับขนาดและรูปแบบของงาน ขณะที่ภาพรวมอุตสาหกรรมวิวาห์ของไทยมีมูลค่าประมาณกว่า 50,000 ล้านบาทต่อปี และมีจำนวนคู่สมรสใหม่ประมาณ 260,000 คู่ต่อปีโดยหมวดค่าใช้จ่ายหลักของคู่รักไทยประกอบด้วย สถานที่จัดงานและโรงแรม / แหวนและเครื่องประดับ / บริการถ่ายภาพและวิดีโอ และแพ็กเกจฮันนีมูนและการท่องเที่ยว ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าคู่รักยุคใหม่ให้ความสำคัญกับการ วางแผนงบประมาณและประสบการณ์หลังแต่งงานมากขึ้น

3 เทรนด์สำคัญของวิวาห์ปี 2026
จากการวิเคราะห์ข้อมูลพฤติกรรมการใช้จ่ายของสมาชิก เคทีซีมองว่าอุตสาหกรรมวิวาห์กำลังขับเคลื่อนด้วย 3 เทรนด์สำคัญ ได้แก่
1. Sustainable Wedding
คู่รักให้ความสำคัญกับการจัดงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เช่น การใช้วัสดุตกแต่งที่สามารถนำกลับมาใช้ซ้ำ การลดปริมาณขยะภายในงาน รวมถึงการเลือกใช้วัตถุดิบและดอกไม้จากผู้ผลิตในท้องถิ่น
2. Micro & Intimate Wedding
รูปแบบงานแต่งเปลี่ยนจากงานเลี้ยงขนาดใหญ่ไปสู่การจัดงานขนาดเล็กที่มีแขกประมาณ 15–50 คน เพื่อสร้างบรรยากาศที่อบอุ่น เป็นส่วนตัว และใช้เวลากับคนใกล้ชิดได้มากขึ้น
3. Experience-Based Wedding

คู่รักจำนวนมากเลือกจัดงานแต่งในรูปแบบที่ผสานกับประสบการณ์ เช่น Destination Wedding หรือการรวมพิธีแต่งงานเข้ากับการท่องเที่ยวและกิจกรรมร่วมกับครอบครัวและเพื่อนสนิท

นางสาววริษฐา พัฒนรัชต์ ผู้บริหารสูงสุดฝ่ายการตลาดบัตรเครดิต “เคทีซี” กล่าวว่า จากข้อมูลการใช้จ่ายของสมาชิกบัตรเครดิตเคทีซี พบว่าคู่รักยุคใหม่ให้ความสำคัญกับการวางแผนงบประมาณ เพื่อจัดงานแต่งที่สะท้อนตัวตนและความหมายของชีวิตคู่มากขึ้น ขณะเดียวกันก็ให้ความสำคัญกับการบริหารสภาพคล่องทางการเงินและประสบการณ์หลังแต่งงาน เช่น การเดินทางฮันนีมูน

เพื่อรองรับเทรนด์ดังกล่าว เคทีซีจึงร่วมกับ SabuyWedding Festival 2026 อีเวนต์งานแต่งงานยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งปี ระหว่างวันเสาร์ที่ 14 – วันอาทิตย์ที่ 15 มีนาคม 2569 ณ พารากอนฮอลล์ ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน โดยคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมงานกว่า 8,000 คน และมีผู้ประกอบการธุรกิจวิวาห์กว่า 200 แบรนด์ นำเสนอสิทธิประโยชน์สำหรับสมาชิกบัตรเครดิตเคทีซีที่ใช้จ่ายภายในงาน ได้แก่

1) บัตรกำนัลจากศูนย์การค้าสยามพารากอนมูลค่า 500 บาท เมื่อมียอดใช้จ่ายสะสมภายในงานผ่านบัตรเครดิตเคทีซี ครบทุก 50,000 บาทต่อบัตร (รับบัตรกำนัลรวมสูงสุด 2,000 บาทต่อหมายเลขบัตรต่อวัน)
2) รางวัล Top Spender สำหรับผู้ที่มียอดใช้จ่ายสูงสุดภายในงาน 2 ท่าน รับบัตรกำนัลห้องพักประเภท Deluxe ณ โรงแรมโฟร์ซีซั่นส์ กรุงเทพฯ ริมแม่น้ำเจ้าพระยาจำนวน 1 คืน พร้อมอาหารเช้าสำหรับ 2 ท่าน (ยอดใช้จ่ายสะสมขั้นต่ำ 400,000 บาทขึ้นไป และต้องลงทะเบียนที่บูธเคทีซี ภายในงานในวันที่ทำรายการ)
ทั้งนี้สมาชิกสามารถตรวจสอบรายชื่อผู้ได้รับรางวัล Top Spender ซึ่งจะประกาศผ่านเว็บไซต์ https://www.ktc.co.th/promotion/wedding-package/recommended/top-spenders-sabuywedding ภายในวันที่ 16 เมษายน 2569 รายละเอียดเพิ่มเติม https://www.ktc.co.th/promotion/wedding-package/recommended/sabuy-wedding-festival หรือศูนย์บริการลูกค้าเคทีซี 02-123-5000 สำหรับผู้ที่ต้องการสมัครสมาชิกบัตรเครดิตเคทีซี สามารถคลิก https://ktc.today/apply-card หรือติดต่อศูนย์บริการสมาชิก “เคทีซี ทัช” ทุกสาขาทั่วประเทศ
หมายเหตุ : บัตรเครดิตใช้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนได้ตามกำหนด จะได้ไม่เสียดอกเบี้ย 16% ต่อปี
ออกข่าวในนาม : สื่อสารและประชาสัมพันธ์องค์กร บมจ.บัตรกรุงไทย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top