Saturday, 6 June 2026
TheStatesTimes

14 มีนาคม 2422 วันเกิด “อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์” ผู้เปลี่ยนโลกด้วยทฤษฎีสัมพัทธภาพ และสมการ E=mc² นักฟิสิกส์ผู้ท้าทายความเชื่อเดิม จุดดประกายฟิสิกส์สมัยใหม่เขย่าโลกทั้งศตวรรษ

วันที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2422 เป็นวันเกิดของ 'อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์' นักฟิสิกส์ทฤษฎีชาวเยอรมันที่เปลี่ยนแปลงวิธีที่มนุษย์เข้าใจเวลา อวกาศ และจักรวาล ผลงานของเขาไม่เพียงเพิ่มพูนความรู้ แต่ยังเขย่ารากฐานความเข้าใจวิทยาศาสตร์ใหม่ทั้งหมด

เด็กชายจากเมืองอุล์มที่ไม่ใช่เด็กอัจฉริยะแบบในหนังแต่มีความสงสัยสูงและไม่ยอมรับคำตอบสำเร็จรูป ความคิดท้าทายสามัญสำนึกนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่พาเขาไปไกลกว่ากรอบฟิสิกส์เดิม

ปี 1905 หรือที่เรียกว่า "ปีมหัศจรรย์" ไอน์สไตน์ตีพิมพ์ผลงานสำคัญหลายชิ้นรวมถึงทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษและสมการ E = mc² ซึ่งเปลี่ยนความเข้าใจเรื่องเวลาและพลังงานในฟิสิกส์ยุคใหม่

ไอน์สไตน์ได้รับรางวัลโนเบลปี 1921 ไม่ใช่จากสัมพัทธภาพแต่จากคำอธิบายปรากฏการณ์โฟโตอิเล็กทริก ซึ่งเป็นกุญแจฟิสิกส์ควอนตัมและมีผลต่อเทคโนโลยีในยุคหลัง สัมพัทธภาพทั่วไปของเขาชี้ให้เห็นว่าแรงโน้มถ่วงคือความโค้งของกาลอวกาศ ไม่ใช่แรงธรรมดา

ความสำคัญของวันเกิดเขายังถูกพูดถึงเพราะผลงานยังคงมีชีวิตในวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีปัจจุบัน พร้อมกับวิธีคิดที่ตั้งคำถามกับสิ่งที่ดูเหมือนแน่นอนซึ่งเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้คนศึกษาวิทยาศาสตร์ต่อเนื่องจนถึงวันนี้

ที่มา : https://www.britannica.com/biography/Albert-Einstein?utm

15 มีนาคม 2458 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการให้เลิกเล่นการพนัน ประกาศแก้กฎหมายอากรหวยในกรุงเทพฯ เลิกอากรหวยจีน ก–ข ตั้งแต่ 1 เม.ย. 2459

รัชกาลที่ 6 ประกาศแก้กฎหมายอากรการพนัน โดยสั่งเลิกเก็บอากรหวยจีน ก–ข ในมณฑลกรุงเทพมหานคร เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2459 เพื่อกำจัดการพนันที่รัฐเคยจัดเก็บรายได้ในรูปแบบอากรมาตลอดระยะเวลาหนึ่ง

ในประกาศราชกิจจานุเบกษาวันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2458 ระบุว่าก่อนหน้านี้รัฐบาลได้ดำเนินการผ่อนคลายการเลิกการพนัน เช่น ลดจำนวนโรงบ่อนเบี้ยลงเป็นลำดับ แต่รัชกาลที่ 6 เห็นว่าเวลานี้เหมาะสมที่จะปิดบัญชีการพนันบางประเภทให้สิ้นเชิง

ความสำคัญของนโยบายนี้คือการยอมสละรายได้จากการพนัน โดยใช้พระราชทรัพย์และพระคลังพระราชทานเป็นทุนทดแทนความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อรัฐ เนื่องจากการเลิกเล่นการพนันย่อมส่งผลให้รัฐสูญเสียรายได้ส่วนหนึ่ง

พระราชบัญญัติอากรการพนันแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2458 ได้กำหนดให้เลิกอากรหวยจีน ก, ข ในพื้นที่กรุงเทพฯอย่างเป็นทางการ และให้มีการแก้ไขกฎหมายให้สอดคล้องเพื่อให้การเลิกนี้เป็นไปตามกฎหมายอย่างสมบูรณ์

นโยบายนี้สะท้อนความตั้งใจของรัฐในยุคนั้นที่มุ่งปราบปรามการพนันและสร้างความเข้มงวดทางกฎหมาย แม้จะแลกด้วยรายได้ในระยะสั้นก็ตาม

ที่มา : https://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2458/A/499.PDF?utm_source

เกาหลีเหนือซัดญี่ปุ่น!! ประณามแผนติดตั้งขีปนาวุธ ยกระดับความตึงเครียดในภูมิภาค เตือนญี่ปุ่นเสี่ยงข้ามเส้นแดง เสริมแกร่งคลังอาวุธเร็วขึ้น

(13 มี.ค. 69) เกาหลีเหนือออกแถลงการณ์ประณามแผนการของญี่ปุ่นในการติดตั้งขีปนาวุธพิสัยไกล โดยเตือนว่าสิ่งนี้จะเพิ่มความตึงเครียดในภูมิภาคและคุกคามความมั่นคงโดยรวม รายงานจากสำนักข่าวกลางเกาหลี (KCNA) เมื่อวันศุกร์ระบุว่า กรุงโตเกียวได้ติดตั้งขีปนาวุธต่อต้านเรือ Type-12 รุ่นปรับปรุงที่มีพิสัยยิงไกลขึ้นในจังหวัดคุมาโมโตะ

และมีแผนติดตั้งเพิ่มเติมในจังหวัดชิซูโอกะ ฮอกไกโด และมิยาซากิ เริ่มตั้งแต่ปีหน้า เปียงยางเตือนว่าการติดตั้งขีปนาวุธแบบเต็มรูปแบบจะทำให้ญี่ปุ่นมีความสามารถโจมตีประเทศเพื่อนบ้านทั่วหมู่เกาะญี่ปุ่น

KCNA ย้ำว่าความมั่นคงในภูมิภาคทรุดหนักจากการฟื้นคืนของลัทธิทหารนิยมญี่ปุ่นที่ "ไม่สำนึกผิดต่อความโหดร้ายในอดีต และหมกมุ่นอยู่กับความต้องการรุกรานใหม่" ขีปนาวุธ Type-12 ที่ซึ่งสามารถยิงจากภาคพื้นดิน ทะเล หรืออากาศ ถือเป็นส่วนหนึ่งของการเตรียมความพร้อมของญี่ปุ่นสำหรับโจมตี "ฐานที่มั่นของศัตรู"

เปียงยางระบุว่าเป้าหมายของขีปนาวุธเหล่านี้อาจเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่ญี่ปุ่นมองว่าเป็น "ภัยคุกคาม" และ "ความท้าทายเชิงยุทธศาสตร์ที่ใหญ่ที่สุด" พร้อมเตือนว่าหากญี่ปุ่นยังเดินหน้าแผนนี้ต่อไปมีความเสี่ยงที่จะข้าม "เส้นแดง" และนำไปสู่ผลร้ายต่อหมู่เกาะญี่ปุ่นเอง

ที่มา : Sputnik

การเมืองใต้จับตา!! การเมืองใต้เริ่มเปลี่ยนผ่าน เมื่อคนรุ่นใหม่จากบ้านใหญ่ก้าวสู่เวทีใหญ่ “สรรเพชญ บุญญามณี” คนรุ่นใหม่มาแรง ลุ้นนั่ง รมช.คมนาคม อายุน้อยสุด

‘สรรเพชญ บุญญามณี’ ทายาทการเมืองบ้านเขารูปช้าง ติดโผ รมช.คมนาคม อายุน้อยสุด ในวัย 35 ปี เต็ม ย่าง 36 ปี

ในแวดวงการเมืองภาคใต้ ชื่อของ สรรเพชญ บุญญามณี ถูกพูดถึงมากขึ้นในฐานะนักการเมืองรุ่นใหม่ที่เติบโตมาจากครอบครัวการเมืองใหญ่ของจังหวัดสงขลา และกำลังก้าวขึ้นมาเป็นกำลังสำคัญของพรรคภูมิใจไทยในพื้นที่ภาคใต้ ภายใต้การผลักดันของบิดา “นิพนธ์ บุญญามณี” อดีต รมช.มหาดไทย

สรรเพชญเป็นบุตรชายของ นิพนธ์ บุญญามณี อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และอดีตแกนนำสำคัญของพรรคประชาธิปัตย์ ผู้สร้างฐานการเมืองแข็งแรงในพื้นที่ “บ้านเขารูปช้าง” จังหวัดสงขลา ทำให้เขาถูกจับตามองตั้งแต่ก้าวแรกที่เข้าสู่สนามการเมือง

แม้จะมีบิดาเป็นลมใต้ปีก แต่ตัวสรรเพชญเอง ก็มีรัศมีในตัวเองอยู่ไม่น้อย ผู้เป็นบิดาพยายามเปิดทางให้ทำงานด้วยตัวเอง แค่จับตามองอยู่ห่างๆ แค่มีบางเรื่องบางประเด็นที่ปรึกษาผู้เป็นบิดาที่มีประสบการณ์ทางการเมืองช่ำของมากกว่า ยาวนานกว่า

เส้นทางการเมืองเริ่มต้น

สรรเพชญลงสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสงขลา เขต 1 เป็นครั้งแรกในการเลือกตั้งปี 2562 ในนามพรรคประชาธิปัตย์ แต่ในช่วงเวลานั้นกระแสการเมืองระดับชาติถูกครอบงำด้วยกระแสสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกรัฐมนตรีหรือที่ถูกเรียกกันว่า “กระแสลุงตู่” ส่งผลให้เขาพ่ายแพ้การเลือกตั้งในครั้งนั้นให้กับ วันชัย ปริญญาศิริ จากพรรคพลังประชารัฐ

แม้จะสอบตกในสนามแรก แต่สรรเพชญยังคงเดินหน้าทำงานการเมืองในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ลงพื้นที่พบปะชาวบ้าน รับฟังปัญหา และสร้างเครือข่ายการทำงานกับทีมงานท้องถิ่นอย่างจริงจัง พูดได้ว่า 1000 วันไม่มีหยุด

กลับมาคว้าชัยในสนามเลือกตั้ง

ความพยายามดังกล่าวทำให้ในการเลือกตั้งครั้งถัดมา สรรเพชญสามารถกลับมาคว้าชัยชนะได้ และได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสงขลา เขต 1ในนามพรรคประชาธิปัตย์ นับเป็นการก้าวขึ้นสู่เวทีการเมืองระดับชาติอย่างเต็มตัว และปัจจุบันดำรงตำแหน่ง ส.ส.สงขลา เขต 1 เป็นสมัยที่สอง

ในรัฐบาล “อนุทิน 1” ถูกทาบทามให้เข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรี แต่ “สรรเพชญ”ปฏิเสธ เนื่องจากเป็นการทำงานในระยะสั้นไม่เกิน 4 เดือน จึงอยากทำงานในพื้นที่ ทำงานกับชาวบ้านมากกว่า

ในวัยเพียง 35 ปี เขาถูกจัดอยู่ในกลุ่มนักการเมืองรุ่นใหม่ของพรรคประชาธิปัตย์ และภูมิใจไทยที่มีทั้งฐานการเมืองเดิมจากครอบครัว และภาพลักษณ์ของคนรุ่นใหม่ที่เข้าถึงพื้นที่

ดาวรุ่งการเมืองภาคใต้

สรรเพชญมักถูกมองว่าเป็น “ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น” จากนิพนธ์ บุญญามณี ทั้งในแง่สไตล์การทำงานและเครือข่ายทางการเมืองในจังหวัดสงขลา จุดเด่นของเขาคือการลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง การทำงานเป็นทีม และการมีทีมงานช่วยวิเคราะห์และวางยุทธศาสตร์ทางการเมือง ช่วยโควิด 19 ระบาดเขาและทีมงานลงช่วยเหลือชาวบ้านเต็มที่ รวมถึงน้ำท่วมก็ไม่ลดละ เปิดโรงครัว ทำอาหารกล่องออกแจกจ่ายให้ชาวบ้าน

ด้วยบทบาทที่โดดเด่น ทำให้ชื่อของเขาถูกจับตามองในระดับชาติ และมีรายงานว่าอยู่ในข่ายพิจารณาให้ดำรงตำแหน่ง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ในรัฐบาล อนุทิน ชาญวีรกูล หรือที่ถูกเรียกกันว่า “รัฐบาลอนุทิน 2”

อนาคตการเมืองที่ถูกจับตา

จากนักการเมืองหนุ่มวัย 35 ปี การศึกษาดี มีไหวพริบปฏิภาณดี มีทีมงานคุณภาพ สรรเพชญ บุญญามณี กำลังถูกจับตามองว่าอาจเป็นหนึ่งในกำลังหลักของพรรคภูมิใจไทยในอนาคต โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้ที่พรรคต้องการคนรุ่นใหม่เข้ามาสานต่อฐานเสียงดั้งเดิม ที่คนรุ่นเก่าเริ่มจะร่วงโรยราไปตามกาลเวลา

จับตาอนาคตของเด็กคนนี้กับการเป็นรัฐมนตรีที่อายุน้อยที่สุด “สรรเพชญ บุญญามณี”

อลังการวันช้างไทย!! สวนนงนุชพัทยาสืบสานวันช้างไทย จัดขบวนช้างสุดยิ่งใหญ่กว่า 60 เชือก เปิดบุฟเฟ่ต์ผลไม้ยักษ์ให้ช้างสัมผัส ตอกย้ำเอกลักษณ์ไทยสู่สายตาโลก

วันนี้ (13 มีนาคม 2569) เวลา 07.00 น. นายกัมพล ตันสัจจา ประธานสวนนงนุชพัทยา พร้อมคณะผู้บริหารและพนักงาน ร่วมประกอบพิธีทำบุญตักบาตรพระสงฆ์ 9 รูป โดยมีช้างเข้าร่วมพิธีจำนวน 19 เชือก เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ผู้ร่วมงานและโขลงช้าง พร้อมพิธีประพรมน้ำพระพุทธมนต์ให้กับผู้เข้าร่วมพิธีและช้าง

ต่อมาเวลา 09.00 น. ได้มีพิธี “ฮ้องขวัญช้าง” หรือพิธีทำขวัญช้างตามประเพณีโบราณ เพื่อเสริมสิริมงคลแก่โขลงช้าง โดยได้รับเกียรติจาก นายอดิเรก อุ่นโอสถ รองผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี เป็นประธานภายในงานมีการจัดขบวนแห่อย่างยิ่งใหญ่ ประกอบด้วยนักแสดงและช้างแสนรู้จำนวนกว่า 60 เชือก สร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติที่เข้าร่วมงาน

ไฮไลท์สำคัญของงาน คือ การตัดริบบิ้นเปิดงานให้น้องช้างทานบุฟเฟ่ต์ “หมาล่าหม้อไฟผลไม้ยักษ์” ขนาดกว้าง 4 เมตร สูง3.5เมตร ซึ่งอัดแน่นด้วยผลไม้นานาชนิดสำหรับเลี้ยงช้าง สะท้อนถึงความอุดมสมบูรณ์และการดูแลเอาใจใส่ช้างอย่างดีของสวนนงนุชพัทยา

สำหรับวันที่ 13 มีนาคมของทุกปี ได้รับการกำหนดให้เป็น “วันช้างไทย” เพื่อยกย่องช้าง ซึ่งเป็นสัตว์คู่บ้านคู่เมืองของประเทศไทยมาอย่างยาวนาน อีกทั้งยังเป็นสัตว์คู่พระบารมีของพระมหากษัตริย์ไทย และในอดีตยังเคยเป็นสัญลักษณ์สำคัญบนผืนธงชาติไทย ภายในงานยังได้รับเกียรติจากนายณัฐวุฒิ อนุโยธา นายอำเภอสัตหีบ,นายชัยวัฒน์ ตามไท ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานพัทยา,นายชวนะ ทองเย็น ปศุสัตว์จังหวัดชลบุรี ,นายไพโรจน์ มาแสง ปศุสัตว์อำเภอบางละมุง ,นายอริญชย์พนธ์ ไชยพิเดช ปศุสัตว์อำเภอสัตหีบรักษาการแทนหัวหน้ากลุ่มยุทธศาสตร์และสาระสนเทศการปศุสัตว์ เข้าร่วมพิธี

สวนนงนุชพัทยาได้ดำเนินกิจกรรมวันช้างไทยมาอย่างต่อเนื่องมากกว่า 10 ปี โดยให้ความสำคัญกับการดูแลสวัสดิภาพช้าง การอนุรักษ์ และการสร้างการเรียนรู้เกี่ยวกับบทบาทของช้างในสังคมไทย ที่ช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดีและดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกให้เดินทางมาสัมผัสเอกลักษณ์ของประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง

16 มีนาคม 1926 ‘โรเบิร์ต ก็อดเดิร์ด’ ทดสอบจรวดลำแรกของโลก ที่ใช้เชื้อเพลิงเหลว สำเร็จเป็นครั้งแรกของโลก บินสั้นแต่เปลี่ยนยุคอวกาศ จากทุ่งโล่งสู่ดาวเทียมและยานสำรวจ

วันประวัติศาสตร์ “จรวดเชื้อเพลิงเหลว” ลำแรกของโลกพุ่งขึ้นฟ้า — จุดเริ่มยุคอวกาศสมัยใหม่
วันที่ 16 มีนาคม ค.ศ. 1926 (พ.ศ. 2469) ถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์วิทยาศาสตร์ว่าเป็นวันที่มนุษยชาติ “ก้าวข้ามข้อจำกัดของจรวดแบบเดิม” เมื่อ โรเบิร์ต เอช. ก็อดดาร์ด (Robert H. Goddard) นักวิทยาศาสตร์ชาวอเมริกัน ยิงทดสอบ จรวดเชื้อเพลิงเหลว สำเร็จเป็นครั้งแรกของโลก แม้การบินจะกินเวลาเพียงไม่กี่วินาทีและสูงแค่ระดับ “บ้านสองชั้น” แต่ความหมายของมันใหญ่กว่านั้นมาก—เพราะมันคือประตูบานแรกของเทคโนโลยีจรวดสมัยใหม่ที่พาโลกไปสู่ยุคดาวเทียม ยานอวกาศ และการสำรวจจักรวาล


ทำไม “เชื้อเพลิงเหลว” ถึงเปลี่ยนเกม
ก่อนหน้าก็อดดาร์ด จรวดที่คนรู้จักส่วนใหญ่ใช้ เชื้อเพลิงแข็ง (เช่น ดินปืน) ซึ่งให้แรงขับได้ก็จริง แต่มีข้อจำกัดสำคัญคือ ควบคุมได้ยาก และ ประสิทธิภาพไปได้ไม่ไกล พูดง่าย ๆ คือ “จุดแล้ววิ่ง” เปลี่ยนไม่ได้มากนักระหว่างทาง
แต่แนวคิดของก็อดดาร์ดต่างออกไป เขาเชื่อว่า ถ้าจะสร้างจรวดที่ไปได้ไกลพอสำหรับชั้นบรรยากาศสูง ๆ หรือแม้แต่อวกาศ จำเป็นต้องใช้ระบบที่ ปรับการจ่ายเชื้อเพลิงได้ และ ควบคุมแรงขับได้ ซึ่งเชื้อเพลิงเหลวตอบโจทย์นั้น เพราะสามารถ “ไหลเข้าเครื่องยนต์” ได้ตามอัตราที่กำหนด ทำให้ควบคุมพลังและการเผาไหม้ได้ละเอียดกว่า


จรวดลำแรกหน้าตาไม่เหมือนในหนัง
การยิงทดสอบในวันนั้นเกิดขึ้นในพื้นที่โล่งชนบทของรัฐแมสซาชูเซตส์ สหรัฐฯ จรวดของก็อดดาร์ดไม่ใหญ่โต ไม่สง่างามแบบจรวดยุคใหม่ และยังมีการจัดวางที่คนปัจจุบันเห็นแล้วอาจงง—เพราะเขาออกแบบให้ เครื่องยนต์อยู่ด้านบน ขณะที่ถังเชื้อเพลิงและออกซิไดเซอร์อยู่ด้านล่าง เพื่อช่วยเรื่องเสถียรภาพตามความเข้าใจในเวลานั้น


เชื้อเพลิงที่ใช้เป็น น้ำมันเบนซิน และตัวช่วยเผาไหม้สำคัญคือ ออกซิเจนเหลว (LOX) ซึ่งเป็นหัวใจของจรวดเชื้อเพลิงเหลว เพราะทำให้จรวด “พกอากาศ” ไปเผาไหม้เองได้ ไม่ต้องพึ่งออกซิเจนจากภายนอกเหมือนเครื่องยนต์ทั่วไป
บินแค่ “สั้น ๆ” แต่พิสูจน์ว่าไปต่อได้


ผลการทดสอบครั้งแรกนั้นสั้นมาก—ใช้เวลาประมาณ 2–3 วินาที สูงราว ไม่กี่สิบฟุต และตกลงไม่ไกลจากจุดยิง แต่ความสำเร็จที่แท้จริงคือ “มันบินได้จริง” และที่สำคัญคือบินด้วย ระบบเชื้อเพลิงเหลว ซึ่งเป็นสิ่งที่โลกยังไม่เคยทำได้มาก่อน
ในแง่วิศวกรรม นี่คือการพิสูจน์พร้อมกันหลายเรื่อง:
การจ่ายเชื้อเพลิงเหลวเข้า “ห้องเผาไหม้” ทำงานได้
การจุดระเบิดและการเผาไหม้คุมได้พอให้เกิดแรงขับต่อเนื่อง
โครงสร้าง ระบบท่อ วาล์ว และการจัดการของเหลวที่อันตรายอย่างออกซิเจนเหลว “พอใช้งานจริง”
เมื่อพิสูจน์ได้ว่า “หลักการถูกต้อง” ขั้นต่อไปก็ไม่ใช่คำถามว่า “ทำได้ไหม” แต่กลายเป็น “ทำให้ใหญ่ขึ้น เสถียรขึ้น ไปได้ไกลขึ้นอย่างไร”
จากทุ่งโล่งสู่ยุคดาวเทียม: ผลสะเทือนที่ยาวนาน


เหตุผลที่ 16 มีนาคม 1926 สำคัญมาก เพราะเทคโนโลยีจรวดเชื้อเพลิงเหลวคือรากฐานของแทบทุกอย่างที่ตามมา:
จรวดส่งดาวเทียมขึ้นวงโคจร
ยานอวกาศสำรวจดวงจันทร์และดาวเคราะห์
เทคโนโลยีอวกาศเชิงพาณิชย์ในปัจจุบัน
หากไม่มี “ก้าวเล็ก ๆ” วันนั้น โลกอาจต้องใช้เวลาอีกนานกว่าจะมีหลักฐานชัดว่าเครื่องยนต์จรวดเชื้อเพลิงเหลวใช้งานได้จริง และเส้นทางสู่ยุคอวกาศอาจช้าลงไปอีกหลายสิบปี


บทสรุป: 2.5 วินาทีที่เปลี่ยนประวัติศาสตร์
16 มีนาคม 1926 คือวันแห่ง “การเริ่มต้น” อย่างแท้จริง—ไม่ใช่ความยิ่งใหญ่แบบภาพจรวดทะยานขึ้นฟ้าพร้อมเสียงกึกก้อง แต่เป็นชัยชนะของความคิด วิศวกรรม และความกล้าลองของนักวิทยาศาสตร์คนหนึ่ง ที่ทำให้มนุษย์รู้ว่า “เราสร้างเครื่องมือพาออกจากโลกได้จริง”
.
ที่มา : https://www.nextwider.com/robert-goddard-first-liquid-fueled-rocket/

ภูฎานโดนแบนวีซ่า!! สหรัฐแบนภูฎานเพราะเปอร์เซ็นต์เกิน เบื้องหน้าอ้างปัญหาตรวจคนเข้าเมือง เบื้องหลังอาจโยงสมการการเมืองระหว่างประเทศ บทบาทรัฐกันชนเดิมเริ่มสั่นคลอน

ถอดรหัส ทำไมภูฎาน เป็นหนึ่งในประเทศที่อเมริกาแบนวีซ่า

ความจริงเอย่ามีเรื่องจะเขียนมากมายในอาทิตย์นี้อย่างเช่นเรื่องของเรือมยุรีนารี ที่ใครๆก็มองว่าน่าจะเป็นเกมส์ของมหาอำนาจที่พยานามดึงไทยเข้าเป็นคู่ขัดแย้งกับอิหร่าน เพราะ ณ วันนี้ประชาโซเชียลพร้อมใจเทหน้าตักเชียร์อิหร่านกันแบบสุดลิ่มทิ่มประตู แต่กับกลายเป็นว่าแผนเหตุการณ์ที่หวังให้เกิดชาตินิยมต่อต้านอิหร่านในไทยกลับตาลปัตร คนไทยในโซเชียลประสานเสียงด่ากัปตันและลูกเรือ กองทัพเรือไทยโชว์หลักฐาน ว่าเตือนแล้ว 3 รอบ ส่วนรัฐบาลไทยก็ตีเนียน เพราะอาศัยการยังไม่เปิดสมัยสภาทำเป็นไม่รับผิดชอบเรื่องความขัดแย้ง แต่ช่วยเรือลูกเรือคนไทยเท่านั้น งานนี้ซีไอเอในไทยคงเหวอเพราะคิดกับที่คาดแบบหน้ามือเป็นหลังเท้าเลย

เอาเป็นว่าเรื่องนี้จบไปดีกว่าทเอย่าเพิ่งมีข่าวสดๆร้อนๆไม่นานมานี้เรื่องที่ว่าทำไมอเมริกาแบนวีซ่าการย้ายถิ่นฐานของชาวภูฎาน

ถ้าหาจากข้อมูลจะพบว่ามีข้อมูลระบุชาวภูฎานหลบหนีเข้าเมืองสหรัฐสูงถึง 20%

ข้อมูลจากEntry/Exit Overstay Report ของกระทรวงความมั่นคงมาตุภูมิสหรัฐ (DHS) ระบุว่า
ในปี 2024 คนไทยเข้าสหรัฐมีจำนวน 69,445 คน และ overstay 2,106 คิดเป็น 3% ในขณะที่ชาวภูฎานเข้าสหรัฐในปีเดียวกันมี 180 คน และมี overstay 48 คน คิดเป็น 27% อันนี้ก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าสหรัฐเอาจำนวนเปอร์เซ็นต์มาตัดสินหรือเอามาตรฐานอะไรมาตัดสินกันแน่ แต่ถ้ามองไปลึกๆถึงอดีตของภูฎาน ทุกคนน่าจะทราบนะคะว่า ภูฎานเป็นประเทศที่เพิ่งเปลี่ยนจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์​
มาเป็นประชาธิปไตยโดยมีพระมหากษัตริย์ในยุคของกษัตริย์ จิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก นี่เอง ประเด็นที่น่าสนใจคือ แท้จริงแล้วอินเดียกับภูฏานมีความสัมพันธ์แบบ “รัฐในอารักขาโดยพฤตินัย มาตั้งแต่ปี 1949 โดยมีสนธิสัญญาที่เซ็นต์กันมาโดยเนื้อหาหลักๆคือ

1. อินเดียควบคุมนโยบายต่างประเทศของภูฏาน รวมถึงภูฏานไม่ทำการทูตหรือข้อตกลงสำคัญกับประเทศอื่นโดยไม่ปรึกษาอินเดียก่อน
2. อินเดียให้ความช่วยเหลือด้านความมั่นคง กล่าวคืออินเดียจะสนับสนุนด้านกองทัพและอาวุธเพื่อป้องกันภูฎาน
3. อินเดียให้เงินสนับสนุนและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ไฟฟ้าและถนนหนทาง
4. อินเดียคืนพื้นที่ Dewangiri ปัจจุบันคือเมือง Deothang ซึ่งอังกฤษเคยยึดไปในศตวรรษที่ 19 ในสงคราม Duar War ในปี 1865

เมื่อกษัตริย์จิกมี ขึ้นครองราชย์ ก็มีการแก้ไขสนธิสัญญาในปี 2007 โดยมีข้อความที่เป็นสาระสำคัญได้รับการแก้ไขจาก
ภูฏานจะอยู่ภายใต้การชี้นำของอินเดียในด้านนโยบายต่างประเทศ เป็น ทั้งสองประเทศจะร่วมมือกันด้านความมั่นคง ประโยคนี้เอย่าสรุปให้เข้าใจง่ายคือ จากที่อินเดียมีอิทธิพลกำกับการต่างประเทศภูฏาน เป็น ภูฏานมีอธิปไตยเต็มมากขึ้น ข้อนี้พูดง่ายๆคือภูฎานจะทำอะไรไม่ต้องถามอินเดียอีก และ ในกิจการต่างประเทศภูฏานสามารถเลือกจะคบใครก็ได้เป็นอำนาจของภูฎานเอง และเชืาอว่านั่นเป็นสิ่งที่อินเดียอาจจะไม่ได้ยินดีนักแต่ก็ขัดไม่ได้

หากมองภูมิประเทศของภูฎานจะเห็นว่าทางทิศตะวันตกติดรัฐสิกขิมส่วนด้านตะวันออกติดรัฐอรุณาจัลประเทศ โดยมีทางเหนือติดทิเบต เมื่อจีนเริ่มบุกยึดทิเบตในปี 1950 อินเดียจึงเริ่มมองหารัฐกันชน แต่เหมือนกับอินเดียเริ่มตระหนักถึงภัยจากจีนจึงเลือกทำสนธิสัญญาในปี 1949 แทน แต่เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนการที่ภูฎานเลือกจะแก้สนธิสัญญาเพราะโลกได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว และจีนไม่ได้ต้องการดินแดนแต่ต้องการพันธมิตรมากกว่าศัตรูอย่างภูฎาน

การรัฐประหารที่ล้มเหลวในภูฎานถูกจับได้ในปี 2021 โดยแผนนี้ถูกเปิดโปงและถูกจับได้เสียก่อนในขั้นตอนการวางแผน ว่ากันว่ากลุ่มผู้ก่อการนั้นคือกลุ่มที่โปรอินเดียและชาติตะวันตก และคนที่ส่งข่าวให้ทางภูฏานนั้นคือจีนนั่นเอง

เอย่าไม่รู้ว่าเหตุการณ์การไม่ออกวีซ่าครั้งนี้จะเป็นเพราะเปอร์เซ็นต์ overstay ที่สูงหรือเป็นเพราะภูฎานเริ่มมีความสนิทชิดเชื้อกับทางจีนกันแน่ แต่ที่แน่ๆคือความเป็นรัฐกันชนของอินเดียเริ่มหายไป และภูฎานเองก็เริ่มจะเปิดรับโลกภายนอกมากขึ้นโดยที่ไม่จำเป็นต้องอยู่ใต้เงาอินเดียหรือใครอีกต่อไป

'อรรถพล' เพิ่มสัญญา LNG เจรจาผลิต LNG จากสหรัฐ 1.3 ล้านตันปี ร่นการส่งมอบเป็นไตรมาส 2/69 กระชับความมั่นคงพลังงาน 15 ปี เตรียมรับมือวิกฤตพลังงานตะวันออกกลาง

“อรรถพล” เจรจาผู้ผลิต LNG รายใหญ่ของโลกจากสหรัฐ เพิ่มปริมาณจัดหาจากปีละ 1 ล้านตัน เป็น 1.3 ล้านตัน หาทางร่นระยะเวลาการส่งมอบ เพื่อลดผลกระทบพลังงานจากวิกฤติตะวันออกกลาง

(เมื่อวานนี้ 13 มีนาคม 2569) นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นำทีมผู้บริหารกระทรวงพลังงาน และบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ร่วมหารือกับนาย Anatol Feygin, Chief Commercial Officer บริษัท Cheniere Energy Inc.ผู้ผลิต LNG รายใหญ่ของโลกจากสหรัฐอเมริกา เพื่อเพิ่มปริมาณ LNG ที่จะส่งมอบในสัญญาเดิมมายังประเทศไทย จากปีละ 1 ล้านตัน เป็น 1.3 ล้านตัน เพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานตลอดอายุสัญญาที่เหลืออยู่อีก 15 ปี (ถึงปี พ.ศ.2584)

อีกทั้งได้หารือเพื่อปรับเปลี่ยนกำหนดเที่ยวเรือที่จะส่งมอบ LNG บางส่วนให้เร็วขึ้น จากไตรมาสที่ 3/2569 เป็นไตรมาสที่ 2/2569 เพื่อลดผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง หากการสู้รบยังคงยืดเยื้อต่อไป ทั้งนี้ บริษัท Cheniere รับที่จะเร่งดำเนินการให้อย่างดีที่สุด

”ตั้งแต่เกิดวิกฤตด้านพลังงาน รัฐบาลได้ดำเนินมาตรการในหลายๆ ด้าน คู่ขนานกันมาโดยตลอด อาทิ การระงับส่งออกน้ำมัน การเพิ่มปริมาณสำรองน้ำมัน การเจรจาจัดหาน้ำมันและก๊าซจากภูมิภาคอื่นนอกจากตะวันออกกลางมาทดแทน การส่งเสริมการใช้น้ำมันชีวภาพมากขึ้น การใช้กองทุนน้ำมันมาบรรเทาผลกระทบด้านราคา และการรณรงค์เรื่องการประหยัดพลังงาน จึงขอให้พี่น้องประชาชนมั่นใจได้ว่าเราจะสามารถผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปด้วยกันได้อย่างแน่นอน“ นายอรรถพล กล่าว

รองผู้จัดการธุรกิจค้าน้ำมัน ปตท. ชี้ กำลังกลั่นยังเต็ม 100% นำเข้าจากตะวันออกกลาง 64% รีบนำเข้าจากแอฟริกา ละติน และอเมริกาทดแทน มาตรการเสริมความมั่นคงพลังงานชัดเจน

ภาคประชาชนกังวลว่าน้ำมันในประเทศไทยจะขาดแคลน ขณะที่กลุ่มโรงกลั่นปตท.ได้ยืนยันว่ากำลังการกลั่นน้ำมันดิบเต็ม 100% ที่ 770,000 บาร์เรลต่อวัน หรือ 23 ล้านบาร์เรลต่อเดือน โดยน้ำมันดิบส่วนใหญ่ 64% นำเข้าจากตะวันออกกลางผ่านท่า Fujairah ของ UAE และท่า Yanbu ของซาอุดีอาระเบีย

ในช่วงสงครามที่ส่งผลกระทบต่อช่องแคบฮอร์มุซ สัดส่วนน้ำมันที่ต้องผ่านช่องนี้มีประมาณ 6 ล้านบาร์เรลต่อเดือน แต่กลยุทธ์การเทรดน้ำมันดิบระหว่างประเทศช่วยชดเชยกับการจัดหาน้ำมันที่นำเข้าจากแอฟริกาตะวันตก (WAF), ละตินอเมริกา (LATAM) และสหรัฐอเมริกา (MIDLAND) รวมถึงการซื้อเติมน้ำมันที่เข้ามาเดือนเมษายนแล้ว 6 ล้านบาร์เรล และจะทยอยเติมในเดือนพฤษภาคมอีกกว่า 6 ล้านบาร์เรล

นอกจากนี้ มีการเคลื่อนย้ายพนักงานจาก UAE ชั่วคราวกลับไปยังประเทศไทยเพื่อความปลอดภัย โดยเทรดดิ้งมีเครือข่ายสำนักงานในหลายประเทศ ทั้งสิงคโปร์ ลอนดอน ฮุสตัน และ UAE พร้อมรับมือสถานการณ์

ส่วนหนึ่งของความมั่นใจที่ต้องเสริมคือ "ช่วงนี้ต้องตระหนักในการประหยัดพลังงาน เพราะพลังงานมีราคาสูงจริงๆ" เพื่อเป็นการรักษาความมั่นคงทางพลังงานท่ามกลางสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

น้ำมันจะ ขาดแคลนไหม โดย

JATURONG WORAWITSURAWATTHANA

Senior Executive Vice President,

PTT International Trading Business Unit

การดำรงตำแหน่งกรรมการ / ผู้บริหารในกิจการที่เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

12 ธ.ค. 2567 - ปัจจุบัน รองกรรมการผู้จัดการใหญ่หน่วยธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)

ที่มา : JATURONG WORAWITSURAWATTHANA

วิกฤตพลังงานโลก!! เขย่าพฤติกรรมผู้บริโภคไทย ปรับตัวสู่ยุคประหยัดพลังงาน เร่งคนไทยหันหา EV สถาบันการเงินส่งเสริมเศรษฐกิจสีเขียว

วิกฤตพลังงานโลก กำลังเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคไทย

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา “พลังงาน” กลายเป็นหนึ่งในปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อเศรษฐกิจโลกมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นความผันผวนของราคาน้ำมัน ความไม่แน่นอนของภูมิรัฐศาสตร์ หรือการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ สำหรับประเทศไทย ผลกระทบที่ผู้บริโภครู้สึกได้ชัดที่สุดคือ ต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้น ทั้งในรูปของราคาน้ำมัน ค่าไฟฟ้า และค่าครองชีพที่ผูกโยงกับต้นทุนพลังงานในระบบเศรษฐกิจ สถานการณ์นี้ทำให้คำว่า “Energy Transition” หรือการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน กลายเป็นประเด็นสำคัญที่ทั้งภาครัฐ ภาคธุรกิจ และผู้บริโภคต้องปรับตัวไปพร้อมกัน

ราคาน้ำมัน: ตัวแปรสำคัญของเศรษฐกิจและค่าครองชีพ
แม้โลกจะพูดถึงพลังงานสะอาดมากขึ้น แต่ในความเป็นจริง น้ำมันยังคงเป็นพลังงานหลักของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะในภาคการขนส่ง โลจิสติกส์และอุตสาหกรรม ประเทศไทยเองยังต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันเป็นสัดส่วนสูง เมื่อราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวเพิ่มขึ้น ผลกระทบจึงสะท้อนมายังต้นทุนการขนส่งและค่าครองชีพของประชาชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จากช่วงที่ผ่านมา ความผันผวนของราคาน้ำมันโลกจากปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์ เช่น สงคราม ความตึงเครียดด้านพลังงาน และการปรับโครงสร้างพลังงานของหลายประเทศ ทำให้ราคาพลังงานกลายเป็นหนึ่งในตัวแปรสำคัญของเศรษฐกิจโลก

ผลกระทบที่เกิดขึ้นไม่ได้จำกัดอยู่แค่ภาคธุรกิจ แต่กำลังสะท้อนถึงพฤติกรรมการใช้พลังงานของผู้บริโภค เมื่อพลังงานแพงขึ้น ผู้บริโภคก็เริ่มปรับตัวเพื่อรับมือกับวิกฤตพลังงานในช่วงที่ผ่านมา โดยเริ่มตระหนักถึงต้นทุนด้านพลังงานมากขึ้น รวมถึงมีการปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตในหลายมิติ ตัวอย่างเช่น การเลือกใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) หรือรถ Hybrid มากขึ้น การใช้ระบบขนส่งสาธารณะเพื่อลดค่าใช้จ่ายด้านน้ำมัน และการมองหาเทคโนโลยีที่ช่วยประหยัดพลังงานในครัวเรือน แนวโน้มนี้สะท้อนให้เห็นว่า พลังงานไม่ได้เป็นเพียงต้นทุนอีกต่อไป แต่กลายเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของผู้บริโภคในชีวิตประจำวัน

การเปลี่ยนผ่านสู่ EV กำลังเร่งตัวในไทย
ข้อมูลจากกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ในปี 2568 ถือเป็นหมุดหมายสำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าไทย ด้วยยอดการจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้า 100% (Battery Electric Vehicle-BEV) ป้ายแดงสูงถึง 147,522 คัน มีการเติบโต 74.70% ทั้งนี้ รัฐบาลไทยยังวางเป้าหมายสำคัญ คือ การผลิตรถยนต์ไฟฟ้าให้ได้ 30% ของการผลิตรถยนต์ทั้งหมดภายในปี 2573 ซึ่งสะท้อนว่าการใช้พลังงานไฟฟ้าในภาคขนส่งจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในอนาคต

บัตรเครดิตกับเศรษฐกิจสีเขียว
ในอดีตบัตรเครดิตอาจถูกมองว่าเป็นเพียงแค่เครื่องมือในการใช้จ่าย แต่ปัจจุบันบัตรเครดิตกำลังกลายเป็นแพลตฟอร์มที่ช่วยสนับสนุนการใช้ชีวิตอย่างยั่งยืน หลายสถาบันการเงินทั่วโลกเริ่มพัฒนา Green Finance ซึ่งเป็นเครื่องมือทางการเงินที่สนับสนุนโครงการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น สำหรับประเทศไทย แนวคิดนี้กำลังเริ่มมีบทบาทมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มผู้บริโภครุ่นใหม่ที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืน

เคทีซีได้พัฒนาและต่อยอดแนวทางในการสนับสนุนการใช้พลังงานทดแทนผ่านสิทธิประโยชน์ของบัตรเครดิต และสินเชื่อส่วนบุคคลอย่างบัตรกดเงินสด “เคทีซี พราว” เพื่อช่วยให้สมาชิกสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีที่ช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน และส่งเสริมพฤติกรรมที่ตระหนักถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมทั้งทางตรงและทางอ้อม

สิ่งนี้สะท้อนบทบาทใหม่ของสถาบันการเงิน ที่มิใช่เป็นเพียงผู้ให้บริการด้านการเงินเท่านั้น แต่ยังเป็นผู้สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมเศรษฐกิจสีเขียว ด้วยเหตุว่าในอนาคต การใช้จ่ายของผู้บริโภคอาจไม่ใช่เพียงเรื่องของความสะดวก แต่เป็นการเลือกวิถีชีวิตที่ส่งผลต่อโลกใบนี้ด้วย
ออกข่าวในนาม: ฝ่ายสื่อสารและประชาสัมพันธ์องค์กร “เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน)


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top