Saturday, 6 June 2026
TheStatesTimes

สหรัฐฯ ส่งกำลังทหาร เร่งทหารนาวิกโยธินกว่า 2,200 นาย เสริมกำลังภาคพื้นตะวันออกกลาง เรือ USS Boxer นำกำลังติดตาม กะลาสีอาจเพิ่มอีกพันนาย

สหรัฐอเมริกาเร่งส่งกำลังทหารไปยังตะวันออกกลาง รวมทั้งหน่วยนาวิกโยธินและกำลังพลประจำเรือหลายพันนาย ตามรายงานของ NBC News โดยเฉพาะหน่วยนาวิกโยธินที่ 11 ที่ประกอบด้วยนาวิกโยธินอย่างน้อย 2,200 นาย คาดว่าจะเดินทางออกจากซานดิเอโกเร็วกว่ากำหนดภายในไม่กี่วันข้างหน้า

หน่วยนี้จะเดินทางไปกับเรือ USS Boxer ซึ่งเป็นเรือยกพลขึ้นบกโจมตีสะเทินน้ำสะเทินบก นอกจากนั้นอาจมีเรืออีก 1-2 ลำร่วมปฏิบัติการ ทำให้กะลาสีเรือสหรัฐฯ อีกราวหลายพันคนมีโอกาสถูกส่งไปยังภูมิภาคดังกล่าว

การส่งกำลังเพิ่มเติมครั้งนี้สะท้อนถึงความตึงเครียดในพื้นที่ตะวันออกกลางที่ยังคงสูงขึ้น และสหรัฐฯยังคงยึดมั่นในความพยายามเสริมความมั่นคงและเตรียมความพร้อมสำหรับสถานการณ์ที่อาจเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว

"การส่งกำลังครั้งนี้สำคัญต่อการรักษาเสถียรภาพในภูมิภาค" แหล่งข่าวระบุการตัดสินใจครั้งนี้สะท้อนถึงความเร่งด่วนและความมุ่งมั่นในภารกิจของสหรัฐฯ

ที่มา : Sputnik

 

สู้วิกฤตพลังงาน!! รัฐบาลอินโดนีเซียไฟเขียว WFH หวังลดใช้น้ำมันช่วงตะวันออกกลางปะทุ ใช้มาตรการทำงานจากบ้านสัปดาห์ละ 1 วัน ติดตามสถานการณ์น้ำมันและสงครามอย่างใกล้ชิด

รัฐบาลอินโดนีเซียประกาศเตรียมใช้มาตรการทำงานแบบยืดหยุ่น เริ่มต้นกับเจ้าหน้าที่รัฐ โดยยอมให้ทำงานจากที่บ้านได้สัปดาห์ละหนึ่งวัน เพื่อลดผลกระทบจากราคาน้ำมันและพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นตลอดช่วงสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

'แอร์ลังกา ฮาร์ตาร์โต' รัฐมนตรีประสานงานประจำกระทรวงกิจการเศรษฐกิจ ระบุผ่านแถลงข่าวเมื่อวันที่ 19 มี.ค. ว่า "นโยบายนี้ช่วยลดการใช้น้ำมันเบนซินลงได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยเหลือเพียง 1 ใน 5 ของงบประมาณที่เคยใช้จ่ายตามปกติ" พร้อมยืนยันว่ารัฐบาลยังคงติดตามสถานการณ์ราคาน้ำมันและสถานการณ์สงครามอย่างใกล้ชิดเพื่อการปรับมาตรการในอนาคต

นโยบายนี้จะเริ่มบังคับใช้กับเจ้าหน้าที่รัฐเป็นหลัก แต่ภาคเอกชนสามารถนำไปปรับใช้ได้ด้วย โดยรายละเอียดทางเทคนิครอการสรุปเพิ่มเติม คาดว่าจะมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการในเร็ว ๆ นี้

เหตุการณ์ราคาน้ำมันสู่ภาวะผันผวนจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังส่งผลกระทบต่อตลาดพลังงานโลก ทำให้อินโดนีเซียซึ่งเน้นการบริหารจัดการพลังงานอย่างเข้มงวด ต้องออกนโยบายเพื่อลดการใช้พลังงานและสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจรวมถึงสังคมในประเทศ

ที่มา : Xinhua

กนอ. เปิดเกมใหม่ ชู Smart Park ดูดนักลงทุนต่างชาติ ท่ามกลางวิกฤตตะวันออกกลาง ชูไทยฐานการผลิตมั่นคง-ปลอดภัย เปิดมาตรการใหม่เร่งดูด FDI

กนอ. รุกหนัก! คลอดมาตรการส่งเสริมการเช่าที่ดิน "Smart Park" ดูดเม็ดเงิน FDI

ชูไทยเป็นฐานการผลิตที่มั่นคง-ปลอดภัย จากวิกฤตความขัดแย้งตะวันออกกลาง

การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เดินหน้ายกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ เปิดตัวมาตรการส่งเสริมการเช่าที่ดินในนิคมอุตสาหกรรม Smart Park ครั้งใหม่ มุ่งเป้าดึงดูดกลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง (New S-Curve) และนักลงทุนที่มองหาฐานการผลิตที่มีความมั่นคงท่ามกลางสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลก 

นายสุเมธ ตั้งประเสริฐ ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เปิดเผยว่า จากการประชุมคณะกรรมการ กนอ. เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2569 ที่ประชุมมีมติเห็นชอบกำหนดมาตรการส่งเสริมการเช่าที่ดินใน

นิคมอุตสาหกรรม Smart Park เพื่อกระตุ้นการตัดสินใจลงทุนและลดต้นทุนเริ่มต้นให้แก่ผู้ประกอบการ  โดยมีรายละเอียดมาตรการที่สำคัญ ดังนี้ 1.ยกเว้นค่าเช่าที่ดินเป็นระยะเวลา 2 ปีแรก นับแต่วันที่ทำสัญญาเช่าที่ดิน 2.ยกเว้นค่าบำรุงรักษาสิ่งอำนวยความสะดวก เป็นระยะเวลา 2 ปี นับแต่วันที่ได้รับอนุญาตให้ใช้ที่ดินเพื่อประกอบกิจการจาก กนอ. โดยมีเงื่อนไขที่ผ่อนปรน คือ ต้องมีระยะเวลาการเช่าไม่น้อยกว่า 10 ปี วางหลักประกันการเช่าที่ดินเป็นเงินสดหรือหนังสือค้ำประกัน มูลค่าเท่ากับค่าเช่าเพียง 1 ปี ต้องแจ้งเริ่มประกอบกิจการภายใน 3 ปี นับแต่วันที่ได้รับอนุญาตให้ใช้ที่ดิน  ทั้งนี้ มาตรการเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ กนอ. ออกประกาศ จนถึงวันที่ 30 กันยายน 2570

นายสุเมธ กล่าวอีกว่า ท่ามกลางสถานการณ์ความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาคตะวันออกกลาง ส่งผลให้ภาคธุรกิจระดับโลกมองหาการกระจายฐานการลงทุนมายังภูมิภาคที่มีความปลอดภัยและยืดหยุ่น (Supply Chain Resilience) ซึ่งประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในจุดหมายการลงทุนที่มีศักยภาพและมีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน นิคมอุตสาหกรรม  Smart Park มีความพร้อมและข้อได้เปรียบที่แข็งแกร่งในการรองรับนักลงทุน โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรม S-Curve และ New S-Curve ด้วยจุดแข็งด้านระบบสาธารณูปโภคอัจฉริยะ (Smart Utilities) พร้อม Ecosystem ที่ครบวงจร ทั้งสถานศึกษาชั้นนำ โรงพยาบาล และชุมชนที่อยู่อาศัย ทำให้การลงทุนใน Smart Park เป็นการลงทุนที่ดีและปลอดภัยในระยะยาว 

นอกจากนี้ เพื่อขยายโอกาสการลงทุนให้หลากหลายยิ่งขึ้น กนอ. มีการกำหนดประเภทกิจการและกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายครอบคลุมอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ การเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ รวมถึงอุตสาหกรรมผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทางเลือกและพลังงานหมุนเวียน ซึ่งจะช่วยลดข้อจำกัดและเพิ่มศักยภาพในการดึงดูดผู้ประกอบการเข้าสู่พื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

“มาตรการนี้สอดรับกับนโยบายรัฐบาลที่มุ่งเร่งรัดการลงทุนภาคอุตสาหกรรมภายใต้กลไก 'Fast Pass' และยุทธศาสตร์ 'Quick Big Win' เพื่อสร้างรายได้เข้าสู่ประเทศ มติของคณะกรรมการ กนอ. ในครั้งนี้ ถือเป็น "โอกาสทอง" สำหรับนักลงทุนที่จะเข้าถึงพื้นที่ยุทธศาสตร์ในเขต EEC ด้วยต้นทุนที่ต่ำที่สุด พร้อมรับสิทธิประโยชน์จากการสนับสนุนด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและพลังงานสะอาดอย่างเต็มรูปแบบ” ผู้ว่าการ กนอ.กล่าวปิดท้าย

กองสื่อสารองค์กร  

การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.)

20 มีนาคม 2569

เอเชียนเกมส์ 2026 ไอจิ-นาโกย่าเลือกทางประหยัด จัดที่พักนักกีฬาบนเรือสำราญแทนสร้างใหม่ นักกีฬาบางส่วนเตรียมพักบนเรือสำราญกลางนาโกยา ชูคุ้มกว่าสร้างใหม่

ฝ่ายจัดการแข่งขันเอเชียนเกมส์ 2026 ที่จังหวัดไอจิ-นาโกยา ประเทศญี่ปุ่น เตรียมจัดที่พักให้นักกีฬาผู้เข้าร่วมงานโดยเฉพาะ โดยนักกีฬาราวครึ่งหนึ่งจะพักบนเรือสำราญหรูสัญชาติอิตาลีชื่อ คอสตา เซเรน่า ซึ่งจอดเทียบท่าที่ท่าเรือนาโกยา ขณะที่นักกีฬาและเจ้าหน้าที่อีกจำนวน 2,000 คนจะพักในกระท่อมสไตล์ตู้คอนเทนเนอร์ทำจากไม้

เรือสำราญ คอสตา เซเรน่า มีห้องพักถึง 571 ห้อง พร้อมสระว่ายน้ำ 7 แห่ง ร้านอาหาร 8 แห่ง และบาร์ 9 แห่ง โดยฝ่ายจัดเช่าเรือเพื่อใช้เป็นที่พักนักกีฬาราคาประมาณ 4.5 พันล้านเยน หรือราว 916 ล้านบาท ซึ่งถือว่าถูกกว่าสร้างหมู่บ้านนักกีฬาใหม่ นอกจากนี้ยังมีการจัดที่พักในโรงแรมต่าง ๆ รวมถึงในโตเกียวซึ่งเป็นสถานที่แข่งขันกีฬาว่ายน้ำ กระโดดน้ำ และขี่ม้า

คาซูฮิโระ ยางิ รองเลขาธิการคณะกรรมการจัดการแข่งขันฯ ระบุว่า กระท่อมตู้คอนเทนเนอร์ไม้เป็นรูปแบบใหม่ที่เพิ่งติดตั้งบางส่วนแล้ว เขากล่าวว่า "ผมได้ยินบางคนบอกว่าพื้นที่อาจจะแคบไปนิด แต่จากที่ผมเห็น มันเป็นสภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัยได้อย่างเหมาะสม" ขณะที่เขายอมรับว่า การพักบนเรือสำราญอาจเจอปัญหาตอนฤดูกาลไต้ฝุ่นของญี่ปุ่น แต่มั่นใจว่าการพยากรณ์อากาศแม่นยำมากขึ้น

ในส่วนของสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง ฝ่ายจัดมองว่าไม่ส่งผลกระทบต่อการแข่งขัน และยังไม่มีแผนพิเศษสำหรับทีมอิหร่านหรือเกาหลีเหนือซึ่งมีแนวโน้มจะส่งนักกีฬาและเจ้าหน้าที่กว่า 260 คนมาร่วมงาน

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10178286

นั่งนายกฯ 32 สมัย 2 ชื่นมื่นพรรคภูมิใจไทย โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง “อนุทิน” เป็นนายกฯ คนที่ 32 กล่าวสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ยึดมั่นทำหน้าที่เพื่อชาติและประชาชน

(20 มี.ค. 69) พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ 'อนุทิน ชาญวีรกูล' ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ในสมัยที่ 2 โดยมีพิธีรับสนองพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ที่ทำการพรรคภูมิใจไทย ถนนพหลโยธิน โดยเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้เชิญพระบรมราชโองการ

ในพิธี นายอนุทิน ถวายความเคารพพระบรมฉายาลักษณ์และเปิดกรวยกระทงดอกไม้รับพระบรมราชโองการ ก่อนถวายบังคม 3 ครั้งและทำความเคารพอีกครั้ง โดยมีสมาชิกครอบครัวประกอบด้วย น.ส.ธนนนท์ นิรามิษ ภรรยา นายเศรณี ชาญวีรกูล บุตรชาย และบิดามารดา ร่วมพิธีพร้อม ส.ส.จากพรรคภูมิใจไทยและพรรคร่วมรัฐบาล

นายอนุทิน กล่าวสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณว่า "ข้าพระพุทธเจ้านายอนุทิน ชาญวีรกูล มีความปลื้มปิติและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น ที่ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งข้าพระพุทธเจ้าให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี" พร้อมยืนยันจะทำหน้าที่อย่างเต็มกำลัง ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตเพื่อประโยชน์ของชาติและประชาชน

หลังพิธี นายอนุทินคุกเข่าก้มกราบบิดาและมารดา โอบกอดภริยาและผู้ร่วมแสดงความยินดี ก่อนร่วมถ่ายรูป บรรยากาศสะท้อนความอบอุ่นและขวัญกำลังใจในครอบครัว การแต่งตั้งในครั้งนี้ถือเป็นการต่อเนื่องของบทบาทผู้นำรัฐบาลและย้ำพันธกิจการเมืองของ 'อนุทิน' ที่ได้รับความไว้วางใจอีกครั้งจากมหาอำนาจพระมหากษัตริย์

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/breaking-news/news_10178284

21 มีนาคม 2557 ‘ในหลวง’ ติดตามโครงการชั่งหัวมัน พระราชดำริพัฒนาเกษตร ณ เพชรบุรี เสด็จฯ ตรวจงานเกษตรพอเพียง เน้นเกษตรผสมผสานปศุสัตว์น้ำ

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช (รัชกาลที่ 9) เสด็จพระราชดำเนินติดตาม "โครงการชั่งหัวมันตามพระราชดำริ" ที่อำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี เพื่อทอดพระเนตรงานพัฒนาเกษตรผสมผสาน ปศุสัตว์ และการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่แห้งแล้งอย่างใกล้ชิด

ในโพสต์ข่าวเมื่อวันดังกล่าวมีการกล่าวถึงพระราชกรณียกิจที่สำคัญ เช่น การป้อนนมโคและป้อนหญ้าให้ลูกโคที่โรงเลี้ยงโคนม พร้อมทั้งติดตามรายละเอียดจำนวนโคภายในโครงการอย่างละเอียด พระองค์ทรงเน้นแนวทางเกษตรแบบเศรษฐกิจพอเพียง พร้อมมาตรการป้องกันไฟป่าและการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น ระบบน้ำหยดในบางแปลง

โครงการชั่งหัวมันฯ เริ่มต้นจากพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ในการซื้อที่ดินกว่า 250 ไร่เพื่อจัดตั้งแปลงสาธิตและศูนย์เรียนรู้การเกษตรเศรษฐกิจพอเพียง แปลงเกษตรผสมผสานนี้ครอบคลุมไม้ผล พืชไร่ และการเลี้ยงปศุสัตว์ พร้อมทั้งมีโครงการฟื้นฟูป่าและแหล่งน้ำเพื่อสนับสนุนการทำเกษตรอย่างยั่งยืน

การเสด็จพระราชดำเนินติดตามงานในครั้งนี้สะท้อนถึงความตั้งใจของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่เน้นการลงพื้นที่จริง ดูแลและแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าทางเกษตรอย่างรอบด้าน ช่วยยืนยันว่าเกษตรท่ามกลางภูมิอากาศแห้งแล้งก็สามารถประสบความสำเร็จได้ภายใต้การจัดการที่เหมาะสมและยั่งยืน

ที่มา :  https://localphetchaburi.net/king9/items/show/291  

https://mgronline.com/travel/detail/9650000115607 

 

22 มีนาคม 2277 วันคล้ายวันพระราชสมภพของ 'สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี' หรือในนาม 'พระเจ้าตาก' ผู้นำกอบกู้เอกราช

เมื่อวันที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2277 ตรงกับวันคล้ายวันพระราชสมภพของ 'สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี' หรือที่คนไทยรู้จักในนาม 'สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช' ผู้ทรงเป็นผู้นำกอบกู้เอกราชและรวบรวมแผ่นดินหลังเหตุการณ์เสียกรุงศรีอยุธยาในปี พ.ศ. 2310

พระองค์ไม่เพียงแค่ชนะศึกครั้งเดียว แต่ภารกิจหลักคือการฟื้นประเทศจากสภาพพังทลายของรัฐและสังคมหลังสงคราม ทั้งความมั่นคง ปากท้อง และขวัญกำลังใจผู้คน โดยเลือกตั้งราชธานีที่กรุงธนบุรีซึ่งเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการฟื้นฟูระบบเศรษฐกิจและการปกครอง

ในโพสต์รำลึกเหตุการณ์สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีได้กล่าวไว้ว่า "ธนบุรีไม่ใช่แค่เมืองหลวงชั่วคราว แต่เป็นฐานตั้งต้นของการฟื้นรัฐ" ซึ่งสื่อถึงการมุ่งมั่นฟื้นฟูประเทศทั้งด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ และความเป็นปึกแผ่นของบ้านเมือง

การสถาปนากรุงธนบุรีเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ประเทศกลับมามีหน้าตาและอนาคตอีกครั้ง ถือเป็นบทเรียนของภาวะผู้นำที่เด็ดขาดและมุ่งผลลัพธ์ในวันที่บ้านเมืองยากลำบาก

ทุกวันที่ 22 มีนาคมจึงไม่ใช่แค่วันระลึกถึงอดีต แต่ยังสะท้อนบทบาทผู้นำที่ทำให้คนไทยสามารถยืนหยัดและฟื้นฟูประเทศได้อีกครั้งในประวัติศาสตร์ชาติไทย

ที่มา : https://www.komchadluek.net/today-in-history/366554

จุดยืนพรรคส้ม!! หนุนตัดงบอาหาร สส. ชี้ชัดกล้าทำจริง ประหยัดภาษี วัดใจพรรคส้ม เอาประชาชนหรือเอาภาพลักษณ์ ตั้งคำถามพวกปัดกันไม่ชัดเจน

จุดยืน “พรรคส้ม” กับการตัดงบค่าอาหารกลางวันของ สส.
กล้าทำจริง หรือแค่คอนเทนต์สร้างภาพหลอกต้มด้อมไปวัน ๆ

สัปดาห์ที่ผ่านมา ในการประชุมสภาวันแรก คุณหมอวรงค์ เดชกิจวิกรม ได้เสนอให้มีการตัดงบค่าอาหารของ “สส.ผู้ทรงเกียรติ” ออกทั้งหมด พร้อมทั้งเสนอให้ลดจำนวนผู้ช่วย สส. จาก 8 คนเหลือ 3 คน รวมทั้งการยกเลิกบำนาญ สส. ที่สิ้นเปลืองเงินภาษีมาช้านาน

แน่นอนว่า เสียงของประชาชนส่วนใหญ่ ๆ ที่รักความถูกต้อง มากกว่าจะวางตัวเป็น “ด้อมเบาปัญญา” ของพรรคใดพรรคหนึ่ง ก็จะแสดงออกไปในทิศทางเดียวกันนั่นคือ “เห็นด้วย” โดยเรื่องที่ฮือฮามากที่สุดก็คือ “การตัดงบค่าอาหาร” จะมีที่ออกหน้ามาขวางเพื่อ “ดำรงการกินอาหารฟรี” ดังเดิม คนแรกเลยก็คือนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาฯ คนใหม่ ที่บอกว่าเป็นเรื่องตลก

นอกจากนี้ก็ยังมี สส. บางส่วนจาก “พรรคสามกีบ” ก็ไม่เห็นด้วยกับการ “ตัดงบค่าอาหาร” ของ สส. ในครั้งนี้เช่นกัน แม้จะเคยอ้างว่าสิ่งที่คุณหมอวรงค์นำเสนอในวันนี้เคยเป็น “ไอเดียของตัวเอง” มาแล้วครั้งหนึ่ง แต่วันนั้นสังคมไม่ขานรับ และวันนี้ “บางคนในพรรคกีบ” ยังมองว่าเงินเดือนของ สส. เพียงหนึ่งแสนต้น ๆ นั้นไม่ได้เยอะหากเทียบกับ “ภาษีสังคม” ที่ต้องจ่ายไปในแต่ละเดือน

คำว่า “ภาษีสังคม” คงไม่ได้หมายถึง สส. คนหนึ่งที่หนีการเกณฑ์ทหาร ไม่เคยมีน้ำใจใส่ซองในงานขาวดำ แถมใช้ “พวงหรีด” วน และยัง “ลักแกง” ในงานสวดกลับมากินบ้านด้วยใช่ไหมครับ?

หากฟังสิ่งที่คนใน “พรรคล้มสถาบัน” พูดออกสื่อ ก็จะพบว่าช่างเป็นความคิดที่ “ย้อนไปแย้งมา” หาจุดยืนที่ชัดเจนจริง ๆ ในตัวตนของ “คนสามกีบ” ไม่ได้เลย

วันนี้ ปี พ.ศ. ๒๕๖๙ เมื่อในสภามี สส. น้ำดีหนึ่งคน ตั้งใจจะรักษา “ผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชนคนไทย” กล้าเดินหน้านำเสนอให้ตัดรายจ่ายที่ฟุ่มเฟือยออก ในขณะที่นักการเมืองค่อนสภาไม่กล้า ก็น่าจะเป็นนิมิตรหมายที่ดีของประเทศชาติ และยังคงไปในทิศทางเดียวกันกับ “ไอเดียพรรคส้ม” ที่เคยเสนอต่อสังคมไทยไว้ในคราวนั้น ถ้า “พรรคสามกีบ” มีเจตนาจะประหยัดเงินภาษีของพี่น้องประชาชนจริง ๆ ก็ไม่น่าจะแสดงท่าทีขัดขวาง เพราะเรื่องที่ดีงามเช่นนี้ไม่มีคำว่าวันสายเกินไป สามารถเริ่มทำด้วยตัวเองก่อนเลยอย่างที่คุณหมอวรงค์ ควักเงินซื่อก๋วยเตี๋ยวกินเอง

“ทำจริง” เยี่ยง “คนจริง” หรือพูดไปเรื่อยแค่ “สร้างคอนเทนต์” ตบตา “ด้อมโง่ ๆ” ก็ดูกันออกได้ง่าย ๆ ในสถานการณ์เช่นนี้

โดย แจ็ค รัสเซล

ไม่ใช่ครั้งแรก ย้อนรอยวิกฤตพลังงานไทย ฝ่ามาแล้วทุกยุคทุกสมัย วิกฤตน้ำมันรอบนี้ไม่ใช่วันสิ้นโลก เพราะไทยเคยผ่านของหนักกว่านี้มาแล้ว

ไม่ใช่ครั้งแรก ย้อนรอยวิกฤตพลังงานในไทย เราผ่านกันมาได้อย่างไร

เอย่าไม่คิดไม่ฝันว่าในวิกฤตน้ำมันรอบนี้สิ่งที่เสียงดังกว่าเรื่องน้ำมันคือเสียงกร่นด่าของชาวประชาโซเชียลที่ทำอย่างกับว่านี่เป็นวิกฤตนี้เพิ่งเกิดขึ้นครั้งแรก  วันนี้เอย่าจึงขอยกเหตุการณ์วิกฤตพลังงานในไทยว่ามีตั้งแต่สมัยไหนแล้วคนสมัยนั้นเขาผ่านกันมาได้อย่างไรมาให้รับรู้กันคะ

เหตุการณ์วิกฤตครั้งแรกต้องย้อนกลับไปในปี 2516 ขณะนั้นกลุ่มโอเปก (OPEC) ลดการส่งออกน้ำมันเพื่อตอบโต้ชาติตะวันตกจากสงครามตะวันออกกลาง และด้วยเหตุการณ์นั้นเองทำให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นทันทีหลายเท่าเพราะในเวลานั้นไทยนำเข้าน้ำมันเกือบ 100% เป็นผลให้ เกิดภาวะเงินเฟ้อสูง ค่าใช้จ่ายพุ่ง เศรษฐกิจชะลอ  รัฐบาลในขณะนั้นแก้ปัญหาโดยการจำกัดเวลาเปิด-ปิดสถานบริการน้ำมันและลดการใช้พลังงานเช่น โฆษณาและไฟถนนและนั่นเป็นจุดเริ่มต้นของการตั้งหน่วยงานด้านพลังงานที่ต่อมากลายเป็นกระทรวงพลังงานเพื่อผลักดันการสำรวจแหล่งก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยนั่นเอง 

วิกฤตน้ำมันครั้งที่ 2 เกิดขึ้นในปี 2522 เกิดการปฏิวัติอิหร่าน เป็นเหตุการณ์สำคัญที่โค่นล้มระบอบกษัตริย์ภายใต้พระเจ้าชาห์ โมฮัมหมัด เรซา ปาห์ลาวี ผู้ได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐฯ แล้วเปลี่ยนเป็นสาธารณรัฐอิสลามนั่นเอง ซึ่งทำให้ supply น้ำมันหายไปประมาณ 4-5 ล้านบาเรลต่อวัน ซึ่งคิดเป็น 7% ของโลก นั่นเป็นผลให้ราคาน้ำมันในไทยดีดขึ้นอีกครั้งเพราะราคาในตลาดโลกดีดขึ้น 2 เท่า  ซึ่งรัฐบาลในขณะนั้นเริ่มมีการเข้าแทรกแซงราคาน้ำมันในลักษณะเอางบประมาณมาสนับสนุนเพื่อพยุงราคาเข้ามาพยุงราคาน้ำมันและเริ่มมีการผลักดันให้ใช้แก๊สธรรมชาติ LPG ให้มาใช้ในรถยนต์แต่อยู่ในขั้นพัฒนาและยังไม่แพร่หลาย รวมถึงมีมาตรการที่ลดใช้พลังงาน  ดังคนในยุค 2516-2523 เคยกล่าวว่า ทีวีในยุคนั้นมีการเลื่อนออกอากาศกล่าวคือในวันธรรมดาออกอากาศเวลา  16.00 - 24.00 น. ส่วนวันหยุดออกอากาศเวลา 08.00 - 24.00 น. และมีการปิดสถานีทุกวันในเวลา 18.30 - 20.00 น. เพื่อสนองนโยบายประหยัดพลังงานนั่นเอง ส่วนในแง่ของโรงภาพยนตร์ให้ลดรอบฉายให้เหลือเพียงรอบบ่าย รอบเย็น และรอบค่ำ สำหรับวันธรรมดา เปิดแค่ 14.00-22.00 น. เท่านั้น ส่วนวันหยุดราชการ ฉายได้เพียง 12.00-20.00 น. ส่วนสถานบันเทิงต่างๆเช่น สถานเต้นรำให้เปิดในวันอาทิตย์ จนถึง พ.ศ. 2522 ก็เปลี่ยนมาเป็นการจำกัดระยะเวลาเปิด เป็นเปิดได้แค่เวลา 18.00-24.00 น. และให้น้อยลงอีกในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2523 เปิดได้แค่ 21.00-01.00 น.  

ในปี 2540 ประเทศไทยเกิดวิกฤตค่าเงินบาทลอยตัวหรือที่คนสมัยนั้นรู้จักคำว่า วิกฤตต้มยำกุ้ง นั่นทำให้ค่าน้ำมันในไทยทะยานขึ้นตามอัตราแลกเปลี่ยนที่สูงขึ้นทันทีในช่วงแรกรัฐบาลเข้าตรึงราคาน้ำมันและนี่เป็นจุดเริ่มต้นของเครื่องใช้ไฟฟ้าเบอร์ 5 ที่ประหยัดพลังงานนั่นเอง

ต่อมาในปี 2551มีวิกฤตราคาน้ำมันพุ่งไปจากบาเรลละ 50 เหรียญสหรัฐไปที่ 147 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลและนี่เป็นจุดเริ่มต้นของการเกิดน้ำมันแก๊สโซฮอลที่มีการใช้กันอย่างแพร่หลายก็มีวิกฤตนี้เป็นตัวจุดชนวนให้เกิดนั่นเองและช่วงเวลานั้นเองเป็นช่วงที่เกิดกองทุนน้ำมันที่เป็นรากฐานของกองทุนน้ำมันในปัจจุบันนนั่นเอง  แม้วิกฤตนี้จะเกิดเหตุไม่นานแต่ก็เป็นวิกฤตที่ทำให้ไทยเราเตรียมพร้อมเรื่องพลังงานของประเทศและเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญด้านพลังงานในไทยในยุคต่อมา

ในยุค 2565 ที่เกิดสงครามรัสเซีย-ยูเครนก็เป็นอีกหนึ่งจุดเปลี่ยนเช่นกันเพราะราคาน้ำมันในตลาดโลกสูงขึ้นจากการที่รัสเซียโดนแซงชั่นจากชาติตะวันตกอันเป็นผลให้น้ำมันประมาณ 7-8 ล้านบาร์เรลต่อวัน ทำให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกจากก่อนสงครามที่ประมาณ 70 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลพุ่งไป 140 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล  แต่นี่เป็นช่วงที่ประเทศไทยปรับตัวด้านพลังงานหลายด้านไม่ว่าจะเป็นการผลักดันพลังงานทางเลือกอย่าง โซลาร์เซลล์ให้ครัวเรือนเข้าถึงได้ง่ายขึ้น  ผลักดันการใช้รถ EV ในประเทศ  รวมถึงมาตรการอื่นๆเช่น ชะลอค่าไฟ  ออกแคมเปญคนละครึ่งช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจควบคู่ไปกับการพยุงราคาน้ำมันผ่านกองทุนน้ำมัน

เพราะฉะนั้นในวิกฤตครั้งนี้เอย่ามองว่าอาจจะไม่ได้ต่างกับวิกฤตที่ไทยเราเคยพานพบมาในอดีต เผลอๆอาจจะดีกว่าในยุคอดีตเสียด้วยซ้ำเพราะคนในอดีตก็มีการเตรียมแผนรับมือกันไว้ในระดับหนึ่งแล้วโดยเฉพาะอย่างยิ่งพ่อหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ท่านได้เตรียมแผนการโครงการมากมายไม่ว่าจะเป็นการบริหารจัดการน้ำ  การทำ Bioenergy ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของแก๊สโซฮอลที่ใช้ในปัจจุบันและที่สำคัญคือหลักการเศรษฐกิจพอเพียงที่จะช่วยลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาการนำเข้าในช่วงที่ประเทศต้องผจญกับวิกฤต เหตุการณ์วิกฤตพลังงานนี้อาจจะเป็นวิกฤตครั้งแรกของบางคนแต่ไม่ใช่ทุกคนและประเทศไทยเราโชคดีที่พ่อหลวงท่านได้เตรียมอะไรหลายๆอย่างให้เราแล้วถ้าหันหน้าไปมองเพื่อนบ้านรอบข้างแล้วจะเข้าใจ

อาหรับเตือนทรัมป์ อย่าเปิดเกมถล่มพลังงานอิหร่าน อาหรับไม่เอาสงครามพลังงาน เตือนทรัมป์โจมตีอิหร่าน เท่ากับจุดชนวนหายนะ

รายงานจาก The Wall Street Journal (WSJ) และสำนักข่าวต่างประเทศหลายแห่งในช่วงวันที่ 22 มีนาคม 2026 ระบุว่ากลุ่มประเทศอาหรับแถบอ่าวเปอร์เซียได้ส่งคำเตือนไปยังรัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เกี่ยวกับการขู่โจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของอิหร่าน

รายงานระบุว่าชาติอาหรับกังวลว่าหากสหรัฐฯ โจมตีโรงไฟฟ้าหรือโรงงานพลังงานของอิหร่าน จะนำไปสู่การตอบโต้ (Reprisals) ที่รุนแรง ซึ่งจะพุ่งเป้ามายังโรงผลิตน้ำจืด (Desalination plants) และแหล่งพลังงานในฝั่งอาหรับเอง ซึ่งอาจทำให้เกิดภาวะขาดแคลนน้ำและไฟฟ้าไปทั่วทั้งภูมิภาค

เจ้าหน้าที่จากหลายประเทศอาหรับแสดงความไม่พอใจที่พวกเขามีอิทธิพลในการโน้มน้าวการตัดสินใจของรัฐบาลทรัมป์น้อยมาก แม้จะมีการลงทุนและมีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นมานาน

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ ทรัมป์ได้ยื่นคำขาดให้เวลาอิหร่าน 48 ชั่วโมง (เส้นตายคือวันที่ 23 มีนาคม 2026) ในการเปิด ช่องแคบฮอร์มุซ ให้กลับมาใช้งานได้ตามปกติอย่างปลอดภัย หากไม่ทำตาม ทรัมป์ขู่ว่า เขาจะสั่งโจมตีโรงไฟฟ้าของอิหร่านให้สิ้นซาก โดยระบุว่าจะเริ่มจากโรงไฟฟ้าที่ใหญ่ที่สุดก่อน

ด้าน อิหร่านประกาศชัดเจนผ่านประธานรัฐสภาและโฆษกกองทัพว่า หากโครงสร้างพื้นฐานของตนถูกโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและระบบไอทีทั่วทั้งภูมิภาค (ซึ่งรวมถึงประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ให้ที่ตั้งฐานทัพสหรัฐฯ) จะตกเป็นเป้าหมายที่ชอบธรรมในการโจมตีทันที อิหร่านขู่ว่าจะปิดช่องแคบฮอร์มุซอย่างถาวรจนกว่าโรงไฟฟ้าที่ถูกทำลายจะได้รับการซ่อมแซมจนเสร็จ

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1253448603610164/?rdid=k5F3yvCX0n8L2tRs#


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top