Sunday, 7 June 2026
TheStatesTimes

เลือกตั้ง’69 EP#8 แพ้แล้วพาล (Sore loser)

อาการ “แพ้แล้วพาล (Sore loser)” ของสาวกพรรคส้มคือ บทสรุปจากผลการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ซึ่งปรากฏชัดเจนแล้วว่า สาวกพรรคส้มออกมาแสดงตัวคัดค้านผลการเลือกตั้งมากมายหลายวิธี พยายามปลุกระดมมวลชน กระทั้งชักจูงให้องค์การนิสิต-นักศึกษาหลายสถาบันออกมาเรียกร้องให้มีการนับคะแนนใหม่ ทำให้สังคมไทยได้รู้ได้เห็นว่า หากพรรคส้มแพ้การเลือกตั้งนั้นไม่บริสุทธิ์ยุติธรรม แต่การเลือกตั้งปี 2566 พรรคส้มชนะไม่ปรากฏว่า พรรคการเมืองไหนออกมามาประท้วงการนับคะแนนหรือผลการเลือกตั้งเลย และองค์การนิสิต-นักศึกษาทั้งหลายต้องออกมาเฝ้าสังเกตุการเลือกตั้งแต่แรกเริ่ม ไม่ใช่เพียงแค่รับข้อมูลแล้วออกมาประท้วง เพราะเป็นการแสดงให้เห็นถึงความไม่รับผิดชอบ ไม่สนใจการเมือง ขาดเหตุและผล และถูกมองว่า องค์กรเหล่านั้นกลายเป็นเครื่องมือของพรรคส้มไป

สำหรับ QR Code บนบัตรเลือกตั้งนั้นเป็นเพียงเครื่องมือคุมเอกสาร ไม่ใช่เครื่องมือที่ใช้สำหรับสืบสาวตามตัวบุคคลที่ใช้สิทธิเลือกตั้งแต่อย่างใด จากกระแสในโซเชียลที่มีการตั้งข้อสงสัยว่า QR Code หรือบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งอาจถูกนำไปใช้ในการระบุตัวตนของผู้ลงคะแนน ขัดหลัก “บัตรลับ” ตามกฎหมายไทย แต่คุณปฐม อินโรดม ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านไอทีและสื่อสารมวลชนแถวหน้าของไทย ด้วยประสบการณ์กว่า 20 ปี อดีตผู้บริหารสื่อไอทีรายใหญ่ที่สุด (ARIP) และอดีตกรรมการผู้จัดการ บมจ. เออาร์ไอพี ปัจจุบันมีบทบาทสำคัญเป็นที่ปรึกษาธุรกิจดิจิทัล, กรรมการ Creative Digital Economy สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และผู้ร่วมก่อตั้งสมาคมบล็อกเชนไทย และกรรมการสภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้อธิบายว่า ความกังวลว่าระบบจะ “รู้หมดว่าใครเลือกใคร” มักเกิดจากความไม่ไว้วางใจทางการเมือง มากกว่าข้อเท็จจริงเชิงเทคนิค พร้อมย้ำว่าประชาชนมีสิทธิ์ตั้งคำถามต่อ คณะกรรมการการเลือกตั้ง แต่ควรตั้งอยู่บนความเข้าใจระบบจริง

QR Code ทำหน้าที่อะไรในกระบวนการเลือกตั้งครั้งนี้ โดยหลักแล้ว QR Code บนบัตรเลือกตั้งใช้เพื่อ
-    ควบคุมจำนวนบัตร ป้องกันบัตรปลอม
-    แยกประเภทเขต/หน่วยเลือกตั้ง
-    ช่วยบริหารการนับคะแนนหรือ audit เอกสาร
-    ตรวจสอบเส้นทางเอกสาร (document tracking)
จึงทำหน้าที่เพียงเป็น “ตัวระบุเอกสาร” ไม่ใช่ “ตัวระบุบุคคล” แต่อย่างใด ถ้าหากจะตามว่าใครเลือกใคร ต้องทำอย่างไร? ในทางทฤษฎี การสาวกลับไปหาผู้ลงคะแนนต้องมีเงื่อนไขซ้อนกันหลายชั้น เช่น
1.    มีฐานข้อมูลว่าบัตรหมายเลขใดแจกให้ใคร
2.    มีการบันทึกหมายเลขก่อนหย่อนบัตร
3.    มีการเก็บลำดับเวลาการหย่อนเทียบกับรายชื่อผู้มาใช้สิทธิ
4.    ต้องเชื่อมโยงข้อมูลทั้งหมดแบบเรียลไทม์

ซึ่งในทางปฏิบัติของการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา ไม่มีระบบในลักษณะดังกล่าวรองรับอยู่แต่อย่างใด และการจะทำย้อนหลัง ต้อง “รื้อบัตรทั้งหมด” นำมาเทียบ QR Code กับข้อมูลการแจกบัตรตามลำดับผู้ใช้สิทธิทีละใบ ซึ่งทำได้ในทางทฤษฎี แต่มีความซับซ้อนและยุ่งยากมากมาก ต้องใช้ทรัพยากรมหาศาล และแทบเป็นไปไม่ได้ในการปฏิบัติจริง โดยเฉพาะเมื่อบัตรที่ลงคะแนนได้ถูกผสมรวมกันในหีบคะแนนแล้ว เข้าใจง่าย ๆ คือ QR Code อย่างเดียว จะไม่สามารถบอกได้ว่าใครลงคะแนนให้ใคร หากไม่มีฐานข้อมูลจับคู่กับตัวบุคคลตั้งแต่ต้น

เมื่ออดีตผู้นำ “ติดคุกจริง” นี่คือประชาธิปไตยแบบเกาหลีใต้

ข่าวเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569 (ตามเวลาเกาหลีใต้) สะเทือนการเมืองเอเชีย เมื่อศาลในกรุงโซลมีคำพิพากษาจำคุกอดีตประธานาธิบดี ยุน ซอกยอล (Yoon Suk Yeol) จากคดีที่เกี่ยวโยงกับความพยายามประกาศกฎอัยการศึกปลายปี 2567 โดยสื่อกระแสหลักรายงานว่า ศาลชี้พฤติการณ์เข้าข่ายบ่อนทำลายระเบียบรัฐธรรมนูญและเป็นความผิดร้ายแรงระดับ “ก่อความไม่สงบ/กบฏ” แม้รายละเอียดทางคดีและคำวินิจฉัยจะยังถูกถกเถียงในสังคม แต่ภาพใหญ่ที่คนทั้งโลกเห็นตรงกันคือ “ผู้นำระดับสูงสุดยังถูกลงโทษได้จริง”

คำถามคือ… นี่คือ “ประชาธิปไตยแบบเกาหลีใต้” จริงไหม? คำตอบคือใช่ เพราะจุดเด่นของเกาหลีใต้ไม่ใช่แค่การเลือกตั้ง แต่คือสังคมและสถาบันที่เอาจริงกับการตรวจสอบอำนาจ จนผู้นำไม่สามารถหลุดพ้นได้เมื่อข้ามเส้น

ลักษณะเฉพาะของประชาธิปไตยแบบเกาหลีใต้
1) ประชาชนเป็นกลไกตรวจสอบตัวจริง: วัฒนธรรมม็อบที่เป็นระบบและไม่กลัวอำนาจ
เกาหลีใต้มีประวัติการเมืองร่วมสมัยที่ประชาชน “ลงถนน” เพื่อทวงกติกาเป็นระยะ—ตั้งแต่การลุกฮือปี 1987 ที่นำไปสู่การปฏิรูปรัฐธรรมนูญและการเลือกตั้งโดยตรงของประธานาธิบดี ไปจนถึงวัฒนธรรมการชุมนุมเชิงสัญลักษณ์ (เช่น candlelight protests) ที่กดดันให้รัฐต้องรับฟังเสียงสังคม
แก่นของมันคือการทำให้ “ต้นทุนทางการเมือง” ของการใช้อำนาจเกินขอบเขตสูงมาก เพราะเมื่อเกิดเหตุผิดปกติ สังคมสามารถรวมตัวกันเร็วและใหญ่ โดยเฉพาะในกรุงโซล ซึ่งมีพื้นที่สาธารณะสำคัญเป็นเหมือนเวทีตรวจสอบอำนาจของประชาชน

2) ถอดถอนได้จริง: สภาและศาลรัฐธรรมนูญเดินงานจนจบกระบวนการ
ในระบบเกาหลีใต้ การถอดถอนผู้นำไม่ใช่แค่คำขู่ทางการเมือง แต่เป็น “ขั้นตอน” ที่เดินได้จริง ฝ่ายนิติบัญญัติลงมติ และศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้ชี้ขาดขั้นสุดท้าย ประสบการณ์การถอดถอนในอดีตทำให้สังคมเกาหลีใต้จดจำว่า “ผู้นำก็ถูกปลดได้” เมื่อทำผิดหลักการ

เหตุที่สังคมเกาหลีใต้ “ไว” กับเครื่องมืออย่างกฎอัยการศึก เพราะมีประวัติยุคอำนาจนิยมอยู่ใกล้มือ ความทรงจำร่วมนี้ทำให้การหวนกลับไปใช้เครื่องมือเดิม ถูกต่อต้านหนัก และกลายเป็นแรงหนุนให้กระบวนการตรวจสอบเดินต่อจนถึงศาลอาญา

3) ศาลและอัยการแข็ง: ตรวจสอบคนมีอำนาจ พร้อมถกเถียงจนเกิดการปฏิรูป
เกาหลีใต้มีชื่อเสียงเรื่องการดำเนินคดีคอร์รัปชันกับผู้มีอำนาจ แต่อีกด้านก็ทำให้เกิดคำถามว่า “อัยการมีอำนาจมากไปไหม” จนเกิดความพยายามปฏิรูปโครงสร้าง ลดการผูกขาดอำนาจสอบสวนและฟ้องร้อง รวมถึงการตั้งหน่วยงานใหม่เพื่อถ่วงดุล

นี่เป็นลักษณะเฉพาะที่น่าสนใจ: ประชาธิปไตยที่ไม่ใช่แค่ลงโทษคนผิด แต่ยังกล้าปรับโครงสร้างสถาบันที่ถูกตั้งคำถาม—พูดง่ายๆ คือ “เช็กอำนาจ” แล้ว “เช็กคนเช็กอำนาจ” ต่ออีกชั้น

4) เสรีภาพสูง แต่ไม่สุด: เสียงดังมาก แต่กฎหมายบางส่วนยังเป็นเพดาน
สังคมดิจิทัลของเกาหลีใต้คึกคัก สื่อและโซเชียลมีพลังมาก แต่ก็มีข้อถกเถียงเรื่องกฎหมายที่กระทบการแสดงออก เช่น หมิ่นประมาททางอาญา ที่องค์กรสิทธิมนุษยชนวิจารณ์ว่าอาจทำให้เสรีภาพการพูดถูกแช่แข็งได้

จุดนี้สะท้อนว่า ประชาธิปไตยแบบเกาหลีใต้ไม่ใช่ยูโทเปีย แต่เป็นพื้นที่ต่อรองระหว่างเสรีภาพกับความมั่นคง/ชื่อเสียง/อำนาจรัฐ—ซึ่งสังคมยังเถียงและปรับสมดุลกันต่อเนื่อง

5) รัฐ–ทุนใหญ่พันกันจริง แต่ประชาธิปไตยสร้างแรงกดดันให้ต้องโปร่งใสขึ้น
เศรษฐกิจเกาหลีใต้มีทุนขนาดใหญ่ (chaebol) ที่มีบทบาทสูงมาก และย่อมกระทบการเมือง แต่หลังการเปลี่ยนผ่านประชาธิปไตยปลายทศวรรษ 1980 ก็เกิดแรงผลักจากสังคม ให้ต้องยกระดับความโปร่งใส การกำกับดูแล และการถ่วงดุลความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับทุนมากขึ้น

ทรัมป์ลุยหนุนสันติภาพ สนับสนุน 1 หมื่นล้านดอลลาร์ เพื่อฟื้นฟูฉนวนกาซา ชี้ต้นทุนสงครามสูงเกินคุ้ม เปิดเกมสันติภาพครั้งแรกในวอชิงตัน

(21 ก.พ. 69) ประธานาธิบดี 'โดนัลด์ ทรัมป์' ของสหรัฐฯ ประกาศสนับสนุนเงินจำนวน 1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐแก่ 'คณะกรรมการสันติภาพ' เพื่อใช้ในการฟื้นฟูและบูรณะฉนวนกาซาในการประชุมเปิดตัวคณะกรรมการสันติภาพเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา
.
'คณะกรรมการสันติภาพกำลังแสดงให้เห็นว่าเราสามารถสร้างอนาคตที่ดีกว่าได้อย่างไร โดยเริ่มต้นจากตรงนี้เลย ในห้องนี้ และผมอยากให้คุณทราบว่า สหรัฐอเมริกาจะมอบเงินสนับสนุนจำนวน 10,000 ล้านดอลลาร์ให้กับคณะกรรมการสันติภาพ' ทรัมป์กล่าวในที่ประชุม
.
ประธานาธิบดีกล่าวเพิ่มเติมว่า จำนวนเงิน 1 หมื่นล้านดอลลาร์อาจดูมหาศาล แต่เมื่อเทียบกับต้นทุนของสงคราม ซึ่งมีมูลค่าประมาณเทียบเท่าการสู้รบเพียงสองสัปดาห์แล้ว ถือว่าน้อยมาก
.
การสนับสนุนครั้งนี้สะท้อนความพยายามของสหรัฐฯ ในการผลักดันสันติภาพและการฟื้นฟูพื้นที่ที่ประสบปัญหาความขัดแย้งยืดเยื้ออย่างฉนวนกาซา ซึ่งเป็นประเด็นความขัดแย้งที่ซับซ้อนและมีผลต่อเสถียรภาพในภูมิภาคตะวันออกกลางโดยรวม
.
ที่มา :Sputnik

ศรีสะเกษ ปิดตำนาน? จากแชมป์โลก 2 สมัยสู่ความเงียบ "เจ้าแหลม" ห่างเวทีมวยเกือบปี ยังไม่ประกาศแขวนนวม แต่สัญญาณชัด ทำให้แฟนมวยจับตาปิดฉากอาชีพ

(20 ก.พ. 69) "เจ้าแหลม" ศรีสะเกษ ศ.รุ่งวิสัย อดีตแชมป์สภามวยโลก (WBC) รุ่นซูเปอร์ฟลายเวต 2 สมัย กระแสข่าวเส้นทางมวยปิดฉากหลังห่างหายจากสังเวียนไปเกือบปี แม้ยังไม่มีการประกาศแขวนนวมอย่างเป็นทางการ
.
นักชกวัย 39 ปี รายนี้คือกำปั้นไทยที่มีไฟต์ชกในสหรัฐอเมริกาถึง 5 ครั้ง และแต่ละครั้งก็เป็นที่จับตามองของแฟนมวยทั่วโลก รายงานข่าวจาก surprisesports.com เปิดเผยว่ารายได้รวมจากเวทีโลกของศรีสะเกษสูงถึง 1,395,000 เหรียญสหรัฐ (ประมาณ 44 ล้านบาท)
.
รายได้ที่โดดเด่นในแต่ละไฟต์รวมถึงไฟต์แรกปี 2017 ที่ได้ 75,000 เหรียญ ส่วนไฟต์ที่ 4 ในปี 2019 รับถึง 500,000 เหรียญ และไฟต์สุดท้ายในปี 2022 ได้ 400,000 เหรียญ นับเป็นราชานักชกไทยที่โกยเงินบนเวทีสากลมากที่สุด
.
ขณะนี้ 'ศรีสะเกษ' ไม่มีอันดับในสถาบันมวยสำคัญทั้ง 4 เนื่องจากไม่ได้ขึ้นชกตั้งแต่เดือนเมษายน 2568 ซึ่งสร้างความกังวลในวงการว่าการห่างเวทีครั้งนี้อาจบ่งชี้ถึงการปิดตำนานของเขา
.
แม้สถานะในวงการจะเปลี่ยนไป แต่ชื่อเสียงและผลงานของ 'ศรีสะเกษ ศ.รุ่งวิสัย' ยังคงเป็นบทบาทสำคัญในประวัติศาสตร์วงการมวยไทยและบนเวทีโลก
.
ที่มา : https://www.sanook.com/sport/1633125/

ภูมิใจไทยจะจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรีให้สายใต้กี่คน 3-4 ฤา…ถึงเวลา “สรรเพชญ บุญญามณี”แล้ว

สายใต้ภูมิใจไทย ควรมีรัฐมนตรีกี่ตำแหน่ง และควรจัดสรรให้ใครบ้าง

ต้องยอมรับความจริงว่า ผลการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา พรรคภูมิใจไทยรุกคืบเข้าสนามเลือกตั้งภาคใต้แบบเข้าเป้า 31 ที่นั่ง จาก 59 ที่นั่ง คว้าไปเกินครึ่ง ฝั่งอันดามันกวาดเกือบเรียบ เว้นภูเก็ต และตรังเท่านั้น สงขลา นครศรีฯก็ต้อนไปเยอะ

แน่นอนว่า ผลการเลือกตั้งที่ออกมาภูมิใจไทยแลนด์สไลด์ ทะลุ 193 ที่นั่งเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล รวบรวมเสียงได้แล้วเกือบ 300 เสียง

รอเพียงผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)รับรองแล้ว

งั้นเรามาวิเคราะห์สูตรจัดตั้งใหม่แบบตั้งหลักว่า สายใต้ภูมิใจไทยจะมีรัฐมนตรีกี่คน ข้อมูลตั้งต้นคือภูมิใจไทยมี สส.ใต้ 31 คน

สูตรคำนวณในการแบ่งสรรโควต้ารัฐมนตรีน่าจะเป็น  9:1 = 31 ÷ 9 ≈ 3.4
ดังนั้นโควตา “สมเหตุสมผล” คือ 3 ตำแหน่ง หรือถ้าเขี้ยวในการต่อรองอาจจะได้ถึง 4 เก้าอี้

ไม่ต้องโยงบ้านใหญ่
ไม่ต้องโยงจังหวัดที่พรรคไม่ได้ ไม่ต้องโยงข้ามพรรค

หลักคิดควรเป็นแบบนี้ 1.คนจากจังหวัดที่พรรคชนะยกจังหวัด เช่น กระบี่ ชุมพร หรือพังงา ควรจะมี 1 ตำแหน่งรัฐมนตรี แต่ถ้าเชิงลึกจริงๆ ควรจะเป็นกระบี่ 4 สส. น่าจะมีสักตำแหน่ง ส่วนจะเป็นใครอยู่ที่การเจรจาต่อรอง ยังจะเป็นคนเดิมไหม

คดีดิไอคอนคืบ!! อัยการสูงสุดสั่งฟ้อง ‘แซม-มิน’ 5 ข้อหาหนัก คดีดิไอคอนกรุ๊ป หลัง DSI ชี้บทบาทเกินพรีเซนเตอร์ ประชาชนโดนหลอกลงทุนแชร์ลูกโซ่

(21 ก.พ. 69) อัยการสูงสุดมีคำสั่งฟ้อง 2 นักแสดงชื่อดังคือ ‘แซม-ยุรนันท์ ภมรมนตรี’ และ ‘มิน-พีชญา วัฒนามนตรี’ ในคดีความเกี่ยวกับธุรกิจเครือข่ายแชร์ลูกโซ่ “ดิไอคอน กรุ๊ป” โดยมีข้อกล่าวหา 5 ข้อหาหนักรวมถึงฉ้อโกงประชาชนและทำธุรกิจขายตรงโดยไม่ได้รับอนุญาต ทั้งสองจะถูกเรียกตัวมารับทราบข้อกล่าวหาในเร็วๆ นี้

ก่อนหน้านี้ อัยการคดีพิเศษมีความเห็นไม่สั่งฟ้องเพราะเห็นว่าทั้งคู่เป็นเพียงพรีเซนเตอร์ แต่ ‘พ.ต.ต. ยุทธนา แพรดำ’ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) มีความเห็นแย้งว่า ทั้งคู่มีบทบาทเกินกว่านั้น โดยได้รับค่าตอบแทนสูงและขึ้นเวทีพูดโน้มน้าวชักชวนจนมีผู้หลงเชื่อจำนวนมาก นอกจากนี้ยังน่าจะรับรู้ถึงแผนธุรกิจที่เป็นแชร์ลูกโซ่ตั้งแต่ต้น

“บทบาทจึงไม่ต่างจากผู้บริหารคนอื่น” และส่งผลให้ประชาชนเชื่อมั่นลงทุนในธุรกิจนี้ จากคำชี้แจงของ DSI ทำให้คดีนี้มีความคืบหน้าที่สำคัญและเป็นจุดเปลี่ยนที่ชี้ชะตาผู้เกี่ยวข้องในวงกว้าง

คดีนี้เป็นหนึ่งในประเด็นร้อนที่สังคมจับตามอง เนื่องจากมีผลกระทบต่อประชาชนจำนวนมากที่ตกเป็นเหยื่อของธุรกิจขายตรงแบบแชร์ลูกโซ่ และสะท้อนความจริงในวงการบันเทิงที่มีบทบาทในธุรกิจประเภทนี้ด้วย

ที่มา : https://www.sanook.com/news/9874374/

‘อภิสิทธิ์’ ไม่ปิดประตูร่วมรัฐบาล. พร้อมรับสาย ภท. ประเมิน กล้าธรรม ตัวแปรสำคัญคานเสียง พท.

(20 ก.พ. 69) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการกรรมกรข่าว คุยนอกจอ เกี่ยวกับประเด็นความชัดเจนการทำหน้าที่ฝ่ายค้านในสภาว่า ตนไม่ประกาศเช่นนั้น เพราะโดยระบบของพรรคเป็นอำนาจกรรมการบริหาร (กก.บห.) พรรค และ ส.ส. ทั้งนี้ได้คุยเบื้องต้นว่าจะอยู่เฉย ๆ ไม่รอรับสายโทรศัพท์ แต่หากโทรศัพท์มาพร้อมรับ ไม่ปิดเครื่อง ทั้งนี้พรรคไม่มีมอบตัวก่อนเด็ดขาด หากได้เข้าไปคุยแสดงว่าเขามาตาม และการไปฟัง ไม่ใช่ฟังเฉย ๆ เพราะต้องรักษาคำพูดกับประชาชนต่อเงื่อนไขร่วมรัฐบาลที่ต้องไม่มีพรรคกล้าธรรม ไม่มีทุนเทา ไม่มีการครอบงำ และไม่มีการสร้างความแตกแยก

เมื่อถามถึงกรณีผู้นำทางจิตวิญญาณของพรรคภูมิใจไทย เรียกว่าครอบงำหรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ยังไม่มีอะไรที่ไปถึงประเด็นนั้น แต่ต้องพูดให้ชัดว่าการบริหารราชการแผ่นดิน ต้องไม่ถูกแทรกแซง ไม่ครอบงำ ทั้งนี้ตนไม่สามารถพูดล่วงหน้าได้ แต่เรื่องทุนเทามีข้อมูลอยู่ ขณะเดียวกันหากจะไปร่วมต้องตอบโจทย์ว่า นโยบายเรื่องใดที่มั่นใจได้ว่าทำสำเร็จ

“ผมไม่ได้ดิ้นรนอะไร เพราะพรรคการเมืองต้องพร้อมทำหน้าที่ในฐานะฝ่ายค้านหรือฝ่ายรัฐบาล ขณะนี้พรรคประชาธิปัตย์เป็นพรรคขนาดเล็ก ที่มีจุดยืน ส่วนที่ยังไม่ประกาศชัดเจนว่าเป็นฝ่ายค้าน เพราะดูหักหาญกันไปหน่อย เนื่องจากไม่มีปัญหากันขนาดนั้น” นายอภิสิทธิ์กล่าว

เมื่อถามว่ามองการจัดตั้งรัฐบาลรอบนี้อย่างไร นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า พรรคภูมิใจไทยถือว่าได้เสียงข้างมากที่ทำให้ได้เป็นรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ ขณะนี้แม้ว่าจะไม่มีพรรคกล้าธรรมร่วมรัฐบาล ก็สามารถมีเสียงจัดตั้งรัฐบาลได้กว่า 290 เสียง ขณะที่ฝ่ายค้านมี 210 เสียง ซึ่งจำนวนเสียงต่างกันมาก ดังนั้นหากวิเคราะห์ว่าจะดึงพรรคกล้าธรรมเข้าร่วมมีเหตุผลอะไร ซึ่งตนมองว่าเพื่อป้องกันพรรคเพื่อไทยตีรวน หรือถอนตัว ดังนั้นเมื่อพิจารณาจากเสียงที่พรรคกล้าธรรมมี 58 เสียงจะมีน้ำหนักมากกว่า หากเทียบกับพรรคประชาธิปัตย์ที่มี 22 เสียง

“พรรคเพื่อไทยมี 74 เสียง หากดึงประชาธิปัตย์ 22 เสียงเข้าไป ยังลำบาก แต่หากเป็นพรรคกล้าธรรม 58 เสียง สามารถหักลบกับเพื่อไทยได้เกินครึ่ง หากมีปัญหาจริงพรรคภูมิใจไทยไม่สะเทือน และผมมองว่าการจัดตั้งรัฐบาลขณะนี้พรรคภูมิใจไทยไม่จำเป็นต้องรีบเพราะไม่มีพรรคใดจัดตั้งรัฐบาลแข่ง ขณะเดียวกันแม้จะอยู่นิ่งๆ ยังมีอำนาจต่อรองสูงสุด” นายอภิสิทธิ์กล่าว

เมื่อถามว่าก่อนหน้านี้แกนนำพรรคกล้าธรรมโต้พรรคประชาธิปัตย์หลังประกาศไม่จับมือ และตอบกลับให้คอยดูเถอะ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า “ไม่เป็นปัญหาอะไร ผมก็ตอบว่าให้คอยดูเถอะเช่นกัน เพราะพรรคที่ได้ ส.ส. 58 เสียง ทำไมไม่มีใครรุมจีบ”

เมื่อถามถึงการแสดงจุดยืนตอนเลือกตั้งว่าจะเป็นพรรคที่มากำหนดเกม หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์กล่าวว่า ไม่สามารถทำได้ ด้วยเสียง ส.ส.ที่มี 22 คน แต่เมื่อประชาชนให้มาเท่านี้ ก็พร้อมจะทำหน้าที่ต่อ ทั้งการตรวจสอบทุนเทา ต่อต้านนโยบายที่สร้างความแตกแยก และงานแรกที่จะทำคือ การยื่นตรวจสอบรัฐมนตรีที่มีปัญหาจริยธรรม โดยกรณีดังกล่าวไม่ใช่เป็นการใช้กลไกศาลรัฐธรรมนูญเพื่อทำลาย หรือกลั่นแกล้งคนอื่น หรือฝ่ายตรงข้าม แต่เมื่อรัฐธรรมนูญให้กลไกตรวจสอบเมื่อพบว่าผิดจริง ก็ต้องถูกยื่นตรวจสอบ

“ถ้าสมมุติว่าจะมาชวนร่วมรัฐบาล และมีคนที่จะถูกยื่นตรวจสอบจริยธรรมอยู่ด้วย ผมก็ไม่ร่วม พรรคประชาธิปัตย์พร้อมเป็นพลังทางการเมืองที่จะตรวจสอบอย่างเอาจริงเอาจัง เพื่อสร้างมาตรฐานทางการเมือง” นายอภิสิทธิ์กล่าว
 

พันธุกรรมชี้ผลน้ำหนัก งานวิจัยเผยยีนมีผลต่างกันตามช่วงวัย ติดตาม BMI ตามเวลาเผยอิทธิพลยีนต่ออัตราโต เชื่อมโยงโรคหัวใจเบาหวาน พ่อแม่ควรเฝ้าระวังการเจริญเติบโต

(20 ก.พ. 69) มหาวิทยาลัยควีนส์แลนด์ของออสเตรเลียเผยผลศึกษาจากข้อมูล "เด็กยุค 90" ของมหาวิทยาลัยบริสตอล สหราชอาณาจักร เพื่อวิเคราะห์อิทธิพลของพันธุกรรมต่อน้ำหนักเด็กอายุ 1-18 ปี จำนวน 6,291 คน การศึกษานี้จำลองรูปแบบส่งผลพันธุกรรมต่อค่าดัชนีมวลกายตามวัย เพื่อประเมินความเสี่ยงโรคหัวใจและเบาหวานในอนาคต
.
หวังเกิง นักวิจัยหลักเผยผ่านวารสารเนเจอร์ คอมมูนิเคชันส์ ว่า "การวิเคราะห์การเจริญเติบโตของเด็กตามเวลา แทนการดูเพียงช่วงอายุเดียว ช่วยให้เห็นผลของยีนต่ออัตราการเติบโต" ความแปรผันทางพันธุกรรมสามารถทำให้เด็กน้ำหนักเพิ่มต่างกันได้ ซึ่งพ่อแม่มักกังวลเมื่อลูกน้ำหนักขึ้นเร็วหรือพัฒนาการไม่เหมือนเพื่อน
.
นักวิจัยระบุว่ายีนบางกลุ่มมีอิทธิพลแตกต่างกันในแต่ละวัย โดยค่าดัชนีมวลกายช่วงวัยทารกและวัยรุ่นเชื่อมโยงกับความเสี่ยงโรคเบาหวาน คอเลสเตอรอลสูง และโรคหัวใจในผู้ใหญ่ ขณะที่ความแตกต่างน้ำหนักเด็กเล็กไม่จำเป็นต้องสะท้อนความเสี่ยงโรคอ้วนตลอดชีวิต
.
นิโคล วอร์ริงตัน นักวิจัยอาวุโสชี้ว่า "พันธุกรรมมีส่วนประมาณหนึ่งในสี่ในการเปลี่ยนแปลงน้ำหนักเด็ก" และย้ำถึงความสำคัญของการป้องกันโรคอ้วนและการติดตามเจริญเติบโตที่เหมาะสมในแต่ละวัย
.
งานวิจัยนี้ช่วยให้เข้าใจพันธุกรรมและการเจริญเติบโตของเด็กยุคใหม่มากขึ้น พร้อมสนับสนุนมาตรการเฝ้าระวังสุขภาพเด็กเพื่อลดความเสี่ยงโรคเรื้อรังในอนาคต
.
ที่มา : Xinhua

อ่านเกมผ่านเลนส์สายโปรจีน เมื่อ ‘สี จิ้นผิง’ ใช้วิธี ‘เงียบ’ หลังข่าวปลดบิ๊กทหาร

ข่าวการปรับ/ปลดและการสอบสวนผู้นำกองทัพจีนระดับสูงในช่วงปลายเดือนมกราคมต่อเนื่องถึงต้นกุมภาพันธ์ 2569 ทำให้เกิดคำถามใหญ่ในสังคมโลกว่า เกิดอะไรขึ้นภายในกองทัพปลดปล่อยประชาชน (PLA) — และทำไมผู้นำสูงสุดอย่าง “สี จิ้นผิง” ดูเหมือนจะ ‘เงียบ’ ไม่ออกมาอธิบายรายละเอียดให้ชัดเจน

แต่ถ้ามองผ่านเลนส์ “สายโปรจีน” ความเงียบนี้ไม่ใช่สัญญาณอ่อนแรง กลับเป็นรูปแบบการคุมเกมแบบปักกิ่ง: ผู้นำพูดให้น้อยที่สุด แล้วให้ “สถาบัน” และ “ถ้อยคำกลางของพรรค-กองทัพ” พูดแทน เพื่อให้ทั้งระบบเดินไปในกรอบเดียวกัน

1) ข่าวปลด/สอบสวนบิ๊กทหาร: ปักกิ่งประกาศผ่านช่องทางทางการ ไม่ให้ข่าวลือคุมพื้นที่
สื่อและหน่วยงานทางการจีนรายงานว่า มีการสอบสวนเจ้าหน้าที่ทหารระดับสูงสองราย—พลเอก จาง โหย่วเสีย (Zhang Youxia) รองประธานคณะกรรมาธิการการทหารกลาง (CMC) และพลเอก หลิว เจิ้นลี่ (Liu Zhenli) ผู้บัญชาการฝ่ายเสนาธิการร่วม—ด้วยข้อกล่าวหา “ละเมิดวินัยพรรคและกฎหมายอย่างร้ายแรง” โดยไม่ได้ลงรายละเอียดข้อเท็จจริงในคดี (ตามถ้อยแถลงของกระทรวงกลาโหมจีนและรายงานของสื่อหลัก)

ด้านการรายงานจากสื่อสากลชี้ว่า ก่อนหน้าการประกาศอย่างเป็นทางการ มักมีสัญญาณ ‘เงียบ’ เช่น การหายไปจากงานสาธารณะ และการไม่ปรากฏรายชื่อ/บทบาทในกิจกรรมสำคัญ ก่อนจะตามมาด้วยคำว่า ถูกปลดหรือถูกสอบสวน—ซึ่งเป็นรูปแบบที่พบได้บ่อยในระบบการเมืองจีนที่เน้นความเป็นเอกภาพของภาพลักษณ์รัฐ

2) เลนส์สายโปรจีน: “สงครามต่อต้านคอร์รัปชันในกองทัพ” เพื่อความพร้อมรบ และความเป็นเอกภาพของพรรคเหนือกองทัพ
ใจความสำคัญของฝั่ง “สื่อทางการ/สื่อใกล้รัฐ” คือการวางกรอบว่า นี่คือการเดินหน้าต่อสู้คอร์รัปชันให้ถึงที่สุดในกองทัพ—ไม่ใช่ดราม่าการเมืองรายคน

บทบรรณาธิการของ PLA Daily (เผยแพร่ผ่าน Xinhua และถูกนำเสนอโดย Global Times และ China Daily) เน้นว่า การสอบสวนครั้งนี้เป็นสัญญาณว่า ‘ไม่มีใครอยู่นอกขอบเขต’ และ ‘ไม่ยอมให้มีความอดทนต่อคอร์รัปชัน’ พร้อมโยงไปถึงเป้าหมาย “ทำให้กองทัพสะอาด เข้มแข็ง และพร้อมรบ”

ประเด็นที่ชัดที่สุดในกรอบทางการคือคำว่า “ระบบความรับผิดชอบสูงสุดอยู่ที่ประธาน CMC” (CMC chairman responsibility system) ซึ่งถูกย้ำว่าเป็นแกนของการคุมวินัยและการบังคับบัญชา—พูดตรงๆ คือ ยืนยันหลักการว่า ‘พรรคต้องนำกองทัพ’ และกองทัพต้องเชื่อฟังศูนย์กลางอย่างเด็ดขาด

3) ทำไมสี จิ้นผิง ‘เงียบ’: ความเงียบแบบปักกิ่งคือการคุมกรอบ ไม่เปิดช่องตีความ
ในกรอบการสื่อสารแบบจีน ผู้นำสูงสุดไม่จำเป็นต้อง ‘แถลงทุกครั้ง’ แต่จะให้ “องค์กร” พูดแทน—กระทรวงกลาโหม, คณะกรรมการวินัย, หนังสือพิมพ์กองทัพ—เพื่อทำให้ข้อความมีน้ำหนักเป็น “ฉันทามติของระบบ” ไม่ใช่ ‘ความเห็นส่วนตัว’

ความเงียบยังมีประโยชน์เชิงยุทธศาสตร์ 3 ชั้น: (1) ปิดช่องทางข่าวกรอง—ไม่ให้คู่แข่งอ่านโครงสร้างรอยรั่ว (2) คุมความเชื่อมั่นภายใน—ลดแรงสั่นสะเทือนในหมู่กำลังพล (3) ล็อกกรอบความหมาย—ให้สังคมตีความไปในทาง “วินัย-ความสะอาด-ความพร้อมรบ” มากกว่าการต่อรองอำนาจ

สื่อทางการยังผูกเรื่องนี้เข้ากับเป้าหมายการพัฒนา ‘กองทัพระดับโลก’ และเส้นทางแผนพัฒนา (เช่น การเดินหน้าตามกรอบแผน 5 ปี) เพื่อทำให้ภาพรวมเป็นเรื่อง “การยกระดับรัฐ” มากกว่าข่าวฉับพลันรายวัน

4) มุมเสริมจากภายนอก: ทำไมข่าวนี้ทำให้โลกจับตา
แม้กรอบสายโปรจีนจะย้ำ ‘ต่อต้านคอร์รัปชัน’ แต่สื่อสากลจำนวนหนึ่งมองว่าการปรับ/ปลดระดับสูงที่ต่อเนื่อง ทำให้โครงสร้างบัญชาการยิ่งลับและรวมศูนย์มากขึ้น และอาจกระทบความต่อเนื่องของการปฏิรูปกองทัพ

Reuters วิเคราะห์ว่าการเปลี่ยนตัวระดับสูงทำให้คณะกรรมาธิการการทหารกลาง (CMC) ซึ่งปกติเป็นกลไกบัญชาการหลักมีความ ‘บาง’ ลง และทำให้ต่างชาติติดตามยากขึ้นว่าใครเป็นคนตัดสินใจในประเด็นความมั่นคงสำคัญ

อย่างไรก็ดี ภายใต้เลนส์สายโปรจีน ข้อสรุปจะกลับไปที่ประโยคเดียว: ‘กำจัดปัญหาเพื่อให้กองทัพพร้อมรบ’ และย้ำว่า ความเด็ดขาดของการลงโทษคือหลักประกันความมั่นคงของรัฐ

เรือใบยุคหน้าใครคุม? ‘รูนีย์’ ย้ำ ‘เป๊ป’ ยกมาตรฐานลีก พาทีมคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก 6 สมัย หวังให้ผู้จัดการดีที่สุดอยู่ในลีก ไปเมื่อไหร่สะเทือนทั้งพรีเมียร์ลีก

(22 ก.พ. 69) เวย์น รูนีย์ ตำนานกองหน้าชาวอังกฤษ แสดงความเห็นว่าเขายังอยากเห็น เป๊ป กวาร์ดิโอลา รับหน้าที่ผู้จัดการทีม แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ต่อไป หลังจากที่เป๊ปคุมทีมมาตั้งแต่ปี 2016 และพาทีมคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกถึง 6 สมัย

ในสัมภาษณ์ล่าสุด รูนีย์กล่าวว่า "นักเตะบางคนอาจอยากให้เขาย้าย บางคนก็อยากให้เขาอยู่ต่อ มันขึ้นอยู่กับว่าคุณอยู่ในทีมหรือไม่ และนั่นเป็นเรื่องเดียวกันกับผู้จัดการทีมทุกคน" พร้อมเสริมว่า "ผมหวังว่าเขาจะยังอยู่ต่อ เพราะเขายอดเยี่ยมมากสำหรับพรีเมียร์ลีก และคุณต้องการจะเห็นผู้จัดการทีมที่ดีที่สุดอยู่ในพรีเมียร์ลีก"

รูนีย์ยังชี้ว่า เป๊ปได้สร้างมาตรฐานระดับสูงในวงการฟุตบอลพรีเมียร์ลีกมาตลอด 10 ปีที่ผ่านมา และหากเป๊ปเลือกอำลาทีมเรือใบสีฟ้า สโมสรควรดึงตัว แวงซองต์ กอมปานี กุนซือของบาเยิร์น มิวนิก เพื่อสานงานต่อ เนื่องจากกอมปานีมีความคุ้นเคยกับสโมสรและได้เรียนรู้จากเป๊ปมาก่อน

"เป๊ปน่าจะเป็นคนเลือกผู้จัดการทีมคนต่อไป หากเขาย้ายทีม เขาจะเป็นส่วนหนึ่งในกระบวนการเลือกกุนซือใหม่" รูนีย์ทิ้งท้าย

เหตุการณ์นี้สะท้อนถึงความสำคัญของเป๊ปในพรีเมียร์ลีกและความคาดหวังในการรักษามาตรฐานของสโมสรชั้นนำอย่างแมนเชสเตอร์ ซิตี้ในยุคต่อไป

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10145314


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top