Sunday, 7 June 2026
TheStatesTimes

TSCC’26 เปิดตลาด รวมของสะสมกีฬาหายากทั่วไทย พบตำนานนักกีฬาระดับชาติในงาน ช็อป แลกเปลี่ยน และรับคำแนะนำพิเศษ สะสมอย่างมืออาชีพที่ Central Westgate

(19 ก.พ. 69) PBidding เตรียมจัดงาน "Thailand Sports Collectibles Convention 2026" หรือ "TSCC’26" งานรวบรวมและจำหน่ายของสะสมกีฬาใหญ่ที่สุดแห่งปี ที่ Central Westgate ชั้น 4 ระหว่างวันที่ 16-17 พฤษภาคม 2569 โดยมุ่งเป้าให้นักสะสมทั่วประเทศเข้าร่วมช็อปและแลกเปลี่ยนของสะสมหลากหลายประเภท

งานนี้รวบรวมร้านค้าและพันธมิตรกว่า 160 ราย ครอบคลุมการ์ดนักกีฬา เสื้อฟุตบอลวินเทจ รวมถึง Trading Card Game (TCG) ดังอย่างโปเกมอน พร้อมบริการรับเกรดการ์ดและแพลตฟอร์มประมูลออนไลน์ระดับโลกที่มาถึงไทยอย่างครบวงจร นักสะสมยังสามารถนำของสะสมส่วนตัวมาแลกเปลี่ยนหรือนำเสนอขายในการพบปะครั้งนี้

ไฮไลท์สำคัญคือกิจกรรม Meet & Greet กับตำนานนักกีฬาชื่อดัง ที่จะให้แฟนๆ ได้เซ็นต์ของสะสมและถ่ายรูปสร้างความทรงจำพิเศษ นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมเวิร์กช็อปจากผู้เชี่ยวชาญ เสวนาเทคนิคการลงทุนสะสมของ และกิจกรรมสนุกต่างๆ พร้อมของรางวัลมากมาย

'ปภินวิชช์ เชิงชวโน' ผู้ก่อตั้ง PBidding กล่าวว่า "เราอยากสร้างพื้นที่ที่นักสะสมทุกคนรู้สึกเหมือนกลับบ้าน ไม่ว่าจะสะสมมานาน หรือเพิ่งเริ่มต้น ในงาน TSCC’26 คุณจะได้พบเพื่อนร่วมงานอดิเรก และได้ความสุขจากสิ่งที่คุณรัก"

ตลาดของสะสมกีฬากำลังขยายตัวอย่างรวดเร็วในเอเชีย โดยมีมูลค่าสูงตั้งแต่หลักร้อยจนถึงล้านบาท งาน TSCC’26 จึงเป็นโอกาสสำคัญทั้งสำหรับนักสะสมมือใหม่และมืออาชีพที่ต้องการขยายคอลเลกชันอย่างมั่นใจและมืออาชีพ

ที่มา : https://www.dailynews.co.th/news/5616825/

นักท่องเที่ยวจีนพุ่ง 15-20% ชาวจีนบินตรง “หนานหนิง-กรุงเทพฯ” จากกลับภูมิลำเนาสู่เที่ยวต่างแดน เที่ยวไทยฉลองตรุษจีน สะท้อนกระแสตรุษจีนเที่ยวไทยพีค

(20 ก.พ. 69) ท่าอากาศยานนานาชาติหนานหนิง อู๋ซวี ในเขตกว่างซีจ้วงของจีน มีบรรยากาศคึกคักในช่วงเทศกาลตรุษจีน 2026 โดยผู้โดยสารจำนวนมากเดินทางตรงไปยังประเทศไทยเพื่อท่องเที่ยวเทศกาลตรุษจีนแบบใหม่จากเดิมที่เน้นกลับภูมิลำเนา เป็นเที่ยวพักผ่อนในต่างประเทศ ภายใต้นโยบายฟรีวีซ่าจีน-ไทยและเส้นทางบินที่สะดวก

บริษัททัวร์ในกว่างซีเผยว่าความต้องการท่องเที่ยวไทยและประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงก่อนเทศกาลตรุษจีน ช่วงหยุดยาว 9 วันปีนี้ช่วยกระตุ้นให้นักท่องเที่ยวชาวจีนโดยเฉพาะครอบครัว เดินทางท่องเที่ยวกันมากขึ้น ดังคำกล่าวของ 'ถานซูถิง' จากหนานหนิงที่บอกว่า "ปกติเฉลิมฉลองในบ้านและเยี่ยมญาติ แต่ปีนี้พาครอบครัวไปเที่ยวพักผ่อนที่ไทย" แสดงถึงความนิยมในอากาศอบอุ่นและความสะดวกสบาย

เที่ยวบินตรงหนานหนิง-กรุงเทพฯ เพิ่มขึ้นเป็น 3 เที่ยวต่อวันในช่วงเทศกาลตรุษจีนโดยจำนวนผู้โดยสารเพิ่มขึ้นราว 30% เมื่อเทียบกับปีก่อน สมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยวประเมินว่ามีนักท่องเที่ยวจีนเดินทางไปไทยช่วง 13-22 ก.พ. ราว 350,000 คน หรือเพิ่มขึ้น 15-20% เทียบกับปีก่อน

นอกจากนักท่องเที่ยวใหม่แล้ว ยังมีนักท่องเที่ยวจีนประจำที่เดินทางมาไทยเพื่อหนีอากาศหนาว พบปะญาติที่อาศัยในไทย สถานการณ์บ่งบอกการเติบโตของการท่องเที่ยวสองทางและความสัมพันธ์ใกล้ชิดกันระหว่างไทย-จีนในช่วงเทศกาลตรุษจีนปีนี้

ที่มา : Xinhua

21 กุมภาพันธ์ 2455 รัชกาลที่ 6 ทรงประกาศใช้ ‘พุทธศักราช’ (พ.ศ.) เป็นศักราชประจำชาติ แทน ‘รัตนโกสินทร์ศก’ (ร.ศ.) ปรับระบบปีของชาติ ให้สอดคล้องประเพณีประเทศพุทธ

รัชกาลที่ 6 ทรงประกาศเปลี่ยนมาใช้พุทธศักราช (พ.ศ.) แทนรัตนโกสินทร์ศก (ร.ศ.) ซึ่งใช้มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2432 ถึง 2455 เพื่อให้สอดคล้องกับประเพณีของประเทศที่นับถือพุทธศาสนาและเจตนารมณ์ของชาติ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเห็นว่าพุทธศักราชเหมาะสมกว่าในการเป็นศักราชประจำชาติ

พระองค์โปรดเกล้าฯ ให้ใช้พุทธศักราชในราชการทั่วไป โดยนับวันขึ้นปีใหม่เริ่มจาก 1 เมษายน พ.ศ. 2456 หลังจากประกาศในวันที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2455 ที่ผ่านมา "ประเทศไทยเป็นเมืองพุทธศาสนา และเพื่อให้สอดคล้องกับประเทศต่างๆ ที่นับถือพุทธศาสนา" พระองค์ทรงพระราชดำริเช่นนี้ในขณะนั้น

รัตนโกสินทร์ศก เริ่มใช้ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เพื่อเริ่มนับปีจากปีที่สถาปนากรุงเทพฯ เป็นเมืองหลวง คือ พ.ศ. 2325 เรียกว่า ร.ศ. 1 แต่ในทางพระพุทธศาสนาประเทศไทยยังคงใช้พุทธศักราชตามธรรมเนียมเดิมที่มีตั้งแต่กรุงศรีอยุธยา ประเทศไทย กัมพูชา และ สปป.ลาว นับพ.ศ. ตั้งแต่พระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพานครบ 1 ปี ขณะที่ศรีลังกาและเมียนมาเริ่มนับเร็วกว่าไทย 1 ปี

ก่อนหน้านี้ ไทยเคยใช้มหาศักราชและจุลศักราชมาก่อน ทั้งนี้ การเปลี่ยนมาใช้พุทธศักราชสร้างความชัดเจนทางประวัติศาสตร์และศาสนาในระบบปีปฏิทินที่ไทยใช้อยู่จนถึงปัจจุบัน

ที่มา : https://korat.mnre.go.th/th/news/detail/80707

สหรัฐฯ พร้อมโจมตี!! กองทัพอาจเริ่มปฏิบัติการกับอิหร่านได้เร็วสุด สัญญาณกดดันอิหร่านชัดขึ้น อิหร่านสวนกลับคำเตือนสหรัฐฯ หากเกิดโจมตี จะมีการตอบโต้ทันที

(20 ก.พ. 69) เจ้าหน้าที่ความมั่นคงสูงสุดของสหรัฐฯ แจ้งโดนัลด์ ทรัมป์ว่า กองทัพอเมริกันอาจพร้อมเริ่มปฏิบัติการโจมตีอิหร่านได้เร็วสุดตั้งแต่วันเสาร์นี้ แต่ยังไม่มีการอนุมัติแผนอย่างเป็นทางการ รายงานเผยว่าปัญหาอิหร่านเป็นวาระหลักการประชุม"ห้องสถานการณ์" ที่ทำเนียบขาวเมื่อวันพุธที่ผ่านมา

แม้ว่าปัจจุบันทรัมป์ยังไม่ได้ให้ไฟเขียว แต่กำลังรบสหรัฐฯ ในภูมิภาคคาดว่าจะเข้าประจำตำแหน่งครบถ้วนภายในกลางเดือนมีนาคม ด้านเพนตากอนเริ่มโยกย้ายบุคลากรบางส่วนออกจากตะวันออกกลางเป็นการชั่วคราว เพื่อลดความเสี่ยงก่อนปฏิบัติการหรือการตอบโต้จากอิหร่าน

กระทรวงกลาโหมระบุว่านี่เป็น"ขั้นตอนมาตรฐาน" ก่อนทำปฏิบัติการ ในขณะเดียวกัน มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ เตรียมไปเยือนอิสราเอลในสองสัปดาห์ข้างหน้า เพื่อหารือกับนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู

ในทางทหาร กองเรือบรรทุกเครื่องบิน USS Abraham Lincoln พร้อมกองเรือคุ้มกันประจำภูมิภาค ขณะที่ USS Gerald Ford กำลังเดินทางมาเสริมความแข็งแกร่ง อิหร่านออกมาเตือนว่า "จะมีการตอบโต้" หากถูกโจมตี ผู้นำสูงสุด 'อาลี คาเมเนอี' กล่าวว่า การจมเรือบรรทุกเครื่องบินจะเป็น "การแสดงศักยภาพ" ที่แท้จริง

สถานการณ์นี้สะท้อนความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นในตะวันออกกลาง ท่ามกลางความพยายามทางการทูตและการเตรียมความพร้อมทางทหารของทั้งสองฝ่าย

ที่มา : Sputnik

'อาจารย์อุ๋ย' ยกโมเดลอังกฤษ สางปมร้อน "บัตรเลือกตั้ง" ชี้บัตรทุกใบมี "ซีเรียลนัมเบอร์" สกัดคนโกงสวมสิทธิ์

(20 ก.พ. 69) นายประพฤติ ฉัตรประภาชัย หรือ อ.อุ๋ย นักวิชาการด้านกฎหมาย และสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ในประเด็นเรื่อง การนําสืบย้อนกลับ (tracibility) กับ การเป็นความลับ (secrecy) ของบัตรเลือกตั้ง ที่กําลังเป็นประเด็นร้อนแรงอยู่ในขณะนี้ นัั้น

กฎหมายเลือกตัั้งของสหราชอาณาจักร เป็นหนึ่งในตัวอย่างที่น่าสนใจที่สุดในการถกเถียงเรื่อง "ความลับ vs ความโปร่งใส" โดยมีรายละเอียด ที่สำคัญดังนี้:

1. ระบบเลขหมายซีเรียล (Serial Numbering) และต้นขั้ว
ตามกฎหมาย Representation of the People Act 1983 และบรรทัดฐานที่สืบเนื่องมาจาก Ballot Act 1872 ของสหราชอาณาจักร:

• กลไก: บัตรเลือกตั้งทุกใบจะมี หมายเลขซีเรียล (Serial Number) พิมพ์อยู่ และที่ ต้นขั้วบัตร (Counterfoil) ก็จะมีหมายเลขเดียวกัน

• การบันทึก: เมื่อผู้สิทธิเลือกตั้งไปแสดงตัว เจ้าหน้าที่ประจำหน่วยจะเขียน เลขประจำตัวผู้สิทธิเลือกตั้ง (Electoral Roll Number) ลงบนต้นขั้วบัตรก่อนที่จะฉีกบัตรส่งให้

• ผลลัพธ์: ในทางทฤษฎี (Theoretically Traceable) ข้อมูลนี้สามารถใช้ระบุได้ว่า "ใครเลือกใคร" โดยการจับคู่เลขบนบัตรกับเลขบนต้นขั้ว

2. เหตุผลที่ระบบกฎหมายยอมรับได้ (Justification)
แม้จะดูเหมือนขัดต่อหลักการความลับ แต่ระบบกฎหมายของ UK ยอมรับได้ด้วยเหตุผลเชิงโครงสร้าง 2 ประการ:1. เพื่อป้องกันและพิสูจน์ทุจริต (Anti-Fraud): วัตถุประสงค์หลักคือการจัดการกับกรณี "Personation" (การสวมสิทธิ์) หากมีการร้องเรียนว่ามีการสวมสิทธิ์ ศาลเลือกตั้ง (Election Court) สามารถสั่งให้นำบัตรใบนั้นมาตรวจสอบเพื่อตัดคะแนนที่เป็นโมฆะออกได้ ซึ่งจะช่วยให้ผลการเลือกตั้งสะท้อนเจตจำนงที่แท้จริง

2. หลักการ "ปิดผนึกสองชั้น" (Double Sealing): หลังการนับคะแนนเสร็จสิ้น บัตรเลือกตั้งและต้นขั้วจะถูก แยกบรรจุและปิดผนึก (Sealed) อย่างเคร่งครัด และจะถูกส่งไปเก็บรักษาไว้เป็นเวลา 1 ปีกับอีก 1 วันก่อนจะถูกทำลาย

Meta ปัดฝุ่น “Malibu 2” ส่งสมาร์ตวอตช์ชน Apple ปลายปี 2026 รับยุค AI

หลังจากที่เคยพับเก็บโครงการไปเมื่อปี 2022 ล่าสุด Meta (Facebook) กลับมาเดินหน้าเต็มสูบอีกครั้งกับโครงการสมาร์ตวอตช์ ภายใต้รหัสลับ "Malibu 2" โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญในระบบนิเวศ Wearable ที่ทำงานร่วมกับ AI และแว่นตาอัจฉริยะ (Smart Glasses) อย่างไร้รอยต่อ

การกลับมาของ "ข้อมืออัจฉริยะ" ที่ไม่ใช่แค่นาฬิกา

รายงานจากแหล่งข่าววงในระบุว่า Meta กำลังซุ่มพัฒนาสมาร์ตวอตช์รุ่นใหม่ที่มีกำหนดเปิดตัวในช่วง ปลายปี 2026 (พ.ศ. 2569) ซึ่งการกลับมาครั้งนี้ไม่ใช่แค่การทำนาฬิกาบอกเวลาหรือวัดชีพจรแบบเดิมๆ แต่เป็นการแก้เกมด้วยฟีเจอร์ที่คู่แข่งยังไม่มี

จุดเด่นที่คาดว่าจะมาใน "Meta Smartwatch":
1. กล้องถ่ายรูปในตัว (Built-in Camera): จุดขายหลักที่แตกต่างจาก Apple Watch หรือ Galaxy Watch คือการติดตั้งกล้องความละเอียดสูง เพื่อให้ผู้ใช้สามารถวิดีโอคอล หรือถ่ายภาพเพื่อแชร์ลง Social Media (Facebook/Instagram) ได้ทันทีจากข้อมือ

2. ศูนย์บัญชาการ AI: ขับเคลื่อนด้วยขุมพลัง Meta AI (Llama Models) ที่จะทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยส่วนตัว คอยวิเคราะห์สุขภาพ ให้คำแนะนำ และตอบโต้ได้ฉลาดกว่าเดิม

3. ตัวควบคุมแว่น AR/VR: ไฮไลต์สำคัญคือการทำงานร่วมกับ Ray-Ban Meta หรือแว่น Orion ในอนาคต โดยนาฬิกาอาจทำหน้าที่เป็นตัวสั่งการ (Controller) ผ่านการขยับมือหรือคลื่นประสาท (Neural Interface) เพื่อควบคุมภาพที่เห็นในแว่นตา

ทำไมต้อง "ปัดฝุ่น" ตอนนี้?
การรื้อฟื้นโครงการนี้เกิดขึ้นจาก 2 ปัจจัยหลัก:

• ความสำเร็จของ Ray-Ban Meta: ยอดขายแว่นตาอัจฉริยะที่ดีเกินคาด พิสูจน์แล้วว่าผู้คนพร้อมเปิดรับอุปกรณ์สวมใส่ของ Meta หากมันมีประโยชน์และดีไซน์สวยงาม

• กระแส AI Wearables: ตลาดกำลังต้องการฮาร์ดแวร์ที่ออกแบบมาเพื่อ AI โดยเฉพาะ (AI-first hardware) ซึ่งนาฬิกาจะเป็น "ด่านหน้า" ที่เก็บข้อมูลสุขภาพและพฤติกรรมผู้ใช้ป้อนกลับไปให้ AI ประมวลผลได้ดีที่สุด

ความท้าทายในสมรภูมิเดือด
แม้ฟีเจอร์จะดูน่าตื่นเต้น แต่ Meta ต้องเจอกับโจทย์หิน ทั้งเรื่อง "ความเป็นส่วนตัว" (Privacy) จากการมีกล้องติดข้อมือ และการแข่งขันกับเจ้าตลาดอย่าง Apple และ Samsung ที่ครองส่วนแบ่งแทบทั้งหมด รวมถึง Google ที่มี Pixel Watch และ Fitbit อยู่ในมือ

การเดิมพันครั้งนี้ของ Mark Zuckerberg จึงไม่ใช่แค่เรื่องของนาฬิกา แต่คือการช่วงชิง "พื้นที่บนร่างกายมนุษย์" เพื่อให้ Meta เป็นเจ้าของแพลตฟอร์มฮาร์ดแวร์ของตัวเองอย่างแท้จริง โดยไม่ต้องง้อ iOS หรือ Android อีกต่อไปในอนาคต

‘สนธิ’ ประสบอุบัติเหตุล้มหัวฟาดเย็บ 20 เข็ม เจ้าตัวลั่น "เหมือนมีคนผลัก"  ประกาศพักหน้าจอ 3 สัปดาห์ แฟนคลับแห่เป็นห่วง

(20 ก.พ. 69) เพจเฟซบุ๊ก "คุยทุกเรื่องกับสนธิ" โพสต์ข้อความระบุว่า มีคนเป็นห่วง และสอบถามมาเยอะว่า คุณสนธิไม่สบายเป็นอะไร ถึงไม่ได้ออก 'รายการคุยทุกเรื่องกับสนธิ' วันนี้ ?

คุณสนธิประสบอุบัติเหตุ หกล้มที่บ้านพระอาทิตย์ เมื่อช่วงเช้าตรู่วันพฤหัสบดีที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569 ครับ ทั้งนี้โดยปกติ คุณสนธิจะมาถึงบ้านพระอาทิตย์ตั้งแต่เช้ามืด ซึ่งเป็นกิจวัตรปกติธรรมดาทุกวัน เพื่อเตรียมจะขึ้นไปสวดมนต์ และทำงานต่อ แต่พอลงจากรถเดินพ้นบันไดหน้าตึกขึ้นมา ถึงขั้นบนสุดแล้ว คุณสนธิรู้สึกเหมือนว่ามีคนผลัก จึงเสียหลักเซ ศีรษะไปกระแทกกับเสา แตก มีเลือดออก

เมื่อผู้ติดตามพาไปส่งโรงพยาบาลศิริราช ปรากฏว่าบาดแผลค่อนข้างใหญ่ แพทย์ต้องเย็บ 20 เข็ม แต่จากการตรวจวินิจฉัยของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ รวมถึงการทำเอ็กซเรย์สมอง-ทำ CT Scan แพทย์ยืนยันว่าไม่เป็นอะไร อย่างไรก็ตามเพื่อความไม่ประมาท จึงให้นอนพักดูอาการที่โรงพยาบาล 1 คืน

‘ดร.พีระ เจริญพร’ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มธ. ชี้ ปี 69 ‘จีดีพี’ ยังโตได้มากกว่านี้ ชิงจังหวะย้ายฐานการผลิตจากจีน ดึงลงทุนไทย – เร่งปิดดีล FTA

รศ. ดร.พีระ เจริญพร คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า ตามที่สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้แถลงภาวะเศรษฐกิจไทยไตรมาสที่ 4 ของปี 2568 และแนวโน้มปี 2569 โดยระบุถึงตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ในปี 2568 ว่ามีการขยายตัวอยู่ที่ 2.4% ซึ่งมากกว่าที่คาดการณ์ไว้นั้น ส่วนตัวมองว่าไม่ใช่สิ่งที่น่าตกใจสักเท่าใด เพราะศักยภาพของประเทศไทยสามารถทำให้เศรษฐกิจเติบโตได้มากขึ้นกว่านี้ แต่ก็ถือเป็นทิศทางที่ดี และสามารถพูดได้ว่าเศรษฐกิจไทยออกจากห้องไอซียู (ICU) แล้ว อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันเศรษฐกิจไทยยังอยู่ในช่วงที่มีอัตราการเติบโตต่ำกว่าศักยภาพ และต่ำกว่าประเทศในภูมิภาคเดียวกัน นั่นหมายความว่า แม้จะออกจากห้องไอซียูแล้วแต่ก็ยังไม่ได้ออกจากโรงพยาบาล

รศ. ดร.พีระ กล่าวว่า การขยายตัวทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในไตรมาส 4 ของปี 2568 สะท้อนว่านโยบายด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลเดินมาถูกทางแล้ว เช่น โครงการผลักดันการลงทุนอย่าง Thailand Fastpass โครงการคนละครึ่ง ฯลฯ แต่สิ่งที่สำคัญและมีผลต่อการทำให้เศรษฐกิจขยายตัวมากที่สุด คือการเบิกจ่ายภาครัฐและการลงทุน ฉะนั้น สิ่งที่ต้องดำเนินการในปี 2569 คือจะต้องทำให้โมเมนตัมเกิดผลต่อเนื่องในระยะยาว ผ่านการกระตุ้นให้เกิดการลงทุนของภาครัฐในส่วนที่เหมาะสม 

“อย่างที่สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ซึ่งในแต่ละปีมีบริษัทต่างประเทศเข้ามาขอรับบีโอไอมูลค่าเป็นแสนล้านบาท แต่ก็เป็นเพียงตัวเลขการขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอเท่านั้น ยังไม่เกิดการลงทุนจริง โดยการลงทุนจริงจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อกิจการเหล่านี้หาพื้นที่ลงทุนได้ และโครงสร้างพื้นฐานพร้อมรองรับ ซึ่งตรงนี้เองที่ภาครัฐจะต้องมาลงทุนเพื่อสนับสนุน เพื่อให้เกิดการลงทุนในประเทศจริง ซึ่งจะทำให้เม็ดเงินหลักแสนล้านบาทเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจประเทศ” รศ. ดร.พีระ กล่าว

นอกจากนี้ เรื่องการเจรจาข้อตกลงเขตการค้าเสรี (FTA) ก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญ ซึ่งเห็นได้จากประวัติศาสตร์ เช่น ในช่วงปี 2535 ก่อนเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ ก็มีการเปิดตลาดเสรีกับอาเซียนและทำให้เศรษฐกิจไทยมีการเติบโตสูง รวมถึงหลังปี 2545 ช่วงรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ก็มีการทำ FTA กับต่างประเทศจำนวนมาก เป็นผลให้เศรษฐกิจไทยมีการเติบโตต่อเนื่อง ฉะนั้น ภายใน 1 – 2 ปีนี้ รัฐบาลใหม่ต้องทำ FTA กับสหภาพยุโรป (EU) หรือคู่ค้าต่างประเทศที่สำคัญในภูมิภาคอื่นๆ ให้สำเร็จ ไม่ให้แพ้เวียดนาม หรือมาเลเซีย เพื่อเพิ่มการลงทุนในประเทศให้ยิ่งสูงขึ้น และส่งผลดีต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว ซึ่งตรงนี้ก็น่าจะเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทางพรรคภูมิใจไทยในฐานะแกนนำจัดตั้งรัฐบาลใหม่ต้องการจะควบรวมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มาอยู่ภายใต้พรรคภูมิใจไทยด้วย

“รัฐบาลควรเรียนรู้บทเรียนจากสมัยรัฐบาลนายกฯ ประยุทธ์ กลุ่ม 4 กุมารที่เป็นเทคโนแครตคนนอก พอโดนขับไล่ หลังจากนั้นเศรษฐกิจไทยเป๋หมดเลย เพราะนักการเมืองมาแบบต่างคนต่างทำ ซึ่งถ้าครั้งนี้ภูมิใจไทยกับพรรคร่วมรัฐบาลไม่สามารถรักษาสัญญาว่าจะให้เทคโนแครตมือดีมาทำงานให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้ ก็อาจส่งผลให้เศรษฐกิจไทยเจอปัญหาได้ เรื่องนี้เป็นความเสี่ยงทางการเมืองที่ต้องดูกันต่อไป” นักวิชาการธรรมศาสตร์ ระบุ

จีนฟื้นระบบนิเวศแยงซี ลุ่มแยงซีหยุดวิกฤตปลาเสื่อม 70 ปี คำสั่งห้ามประมง 10 ปี มีผลชัด นักวิจัยชี้เป็นแรงขับหลัก ฟื้นระบบนิเวศขั้นต้นสำเร็จ

(21 ก.พ. 69) วารสารไซแอนซ์รายงานการศึกษาล่าสุดที่ชี้ว่า คำสั่งห้ามทำประมงในลุ่มแม่น้ำแยงซีของจีนเป็นเวลานาน 10 ปี ส่งผลให้การลดลงของทรัพยากรปลาอันยาวนานกว่า 70 ปีหยุดชะงักและเกิดการฟื้นฟูทางนิเวศวิทยาขั้นต้นอย่างเห็นได้ชัด

จีนประกาศห้ามประมงในพื้นที่อนุรักษ์ของลุ่มแม่น้ำแยงซีจำนวน 332 แห่งในเดือนมกราคม 2020 และขยายมาตรการห้ามทำประมงตามลำน้ำหลักและสาขาหลักของแม่น้ำตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2021 คณะนักวิจัยจากสถาบันอุทกชีววิทยาแห่งสถาบันบัณฑิตวิทยาศาสตร์แห่งชาติจีนพร้อมนักวิจัยในและต่างประเทศ ร่วมกันวิเคราะห์ข้อมูลที่เก็บรวบรวมระหว่างปี 2018-2023 พบว่าชีวมวลปลาคุณภาพดีขึ้น มีความหลากหลายของสายพันธุ์เพิ่มขึ้น และประชากรปลาบางสายพันธุ์ เช่น "ปลาลิ้นหมา" เพิ่มจำนวนขึ้น พร้อมขยายพื้นที่อยู่อาศัย

เดือนมกราคม 2026 รายงานจำนวนตัวโลมาหัวบาตรหลังเรียบแยงซีเพิ่มเป็น 1,426 ตัว จากเดิม 1,249 ตัวในปี 2022 ซึ่งโลมาเป็นตัวชี้วัดสำคัญของสภาพแวดล้อมนิเวศวิทยาแม่น้ำแยงซี คณะนักวิจัยระบุ "คำสั่งห้ามทำประมงเป็นปัจจัยหลักของการฟื้นฟูนิเวศขั้นต้น" พร้อมปัจจัยช่วยอื่นๆ เช่น การลดปริมาณการเดินเรือ แนวกันชนพืชพรรณริมแม่น้ำ และคุณภาพน้ำที่ดีขึ้น

กรณีศึกษานี้สะท้อนถึงความพยายามของจีนในการรักษาความสมดุลของระบบนิเวศแม่น้ำใหญ่สำคัญ และแสดงถึงความสำคัญของนโยบายอนุรักษ์ทรัพยากรในระดับชาติ เพื่อความยั่งยืนของธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพในอนาคต

ที่มา : Xinhua

ทุนเงียบถึงปริญญาตรี: เรื่องดี “แบบคนไม่ค่อยรู้” ของ ‘ธรรมนัส’  ที่สะท้อนว่า “ทำมากกว่าพูด”

การเมืองไทยเต็มไปด้วยคำพูดสวยหรู แต่สิ่งที่ประชาชนต้องการจริงๆ คือ “โอกาส” ที่ไปถึงมือ และ “ความต่อเนื่อง” ที่พาชีวิตคนหนึ่งก้าวข้ามความจน ความเหลื่อมล้ำ และข้อจำกัดของบ้านเกิดได้ เพราะความดีบางอย่างไม่ดัง ไม่ไวรัล และไม่ถูกเล่าบนเวทีใหญ่—แต่มันเปลี่ยนอนาคตของคนได้ทั้งชีวิต

“ทุนเงียบ” คืออะไร และทำไมมันสำคัญกว่าทุนแบบแจกครั้งเดียว
ในข่าวการช่วยเหลือ เรามักเห็นภาพ “มอบของ–มอบเงิน–ถ่ายรูป–จบงาน” แต่ทุนการศึกษาที่มีพลังจริง ไม่ใช่ทุนที่ให้แล้วหายไป หากเป็นทุนที่ “เดินไปกับเด็กคนหนึ่ง” ยาวพอให้เขาเรียนต่อ ทำงาน และยืนได้ด้วยตัวเอง

นี่คือเหตุผลที่ “ทุนอุปการะรายบุคคล” ถูกเรียกว่าเป็นทุนเงียบ: มันไม่ค่อยดัง เพราะมันต้องทำยาว ต้องรับผิดชอบต่อเนื่อง และต้องเชื่อว่าเด็กคนหนึ่งมีค่าพอให้ลงทุน

เคสที่คนไม่ค่อยรู้: อุปการะทุนการศึกษายาวถึงระดับปริญญาตรี
มีโพสต์รายงานจากสื่อท้องถิ่นในพื้นที่พะเยา ระบุว่า มูลนิธิธรรมนัส พรหมเผ่าได้ร่วมทำบุญ พร้อม “รับอุปการะทุนการศึกษา” ให้เด็กคนหนึ่งอย่างต่อเนื่อง “จนจบปริญญาตรี” ซึ่งเป็นรูปแบบช่วยเหลือที่ไม่ใช่แค่แก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่เป็นการยกระดับโอกาสทั้งเส้นทางชีวิต

ทำมากกว่าพูด: ความต่างอยู่ที่ “ระยะเวลา” และ “ความต่อเนื่อง”
ถ้าให้แยกความต่างแบบตรงไปตรงมา “ทุนเงียบ” มี 3 จุดแข็งที่คนทั่วไปมักมองข้าม:
•    ช่วย “ยาวพอ” ให้เด็กไปถึงเส้นชัยสำคัญ (เช่น เรียนจบ) ไม่ใช่แค่ผ่านเดือนนี้ไปได้
•    ช่วย “ตรงจุด” ของการศึกษา: ค่าเทอม ค่าเดินทาง อุปกรณ์เรียน และค่าใช้จ่ายแฝงที่ทำให้เด็กจำนวนมากหลุดจากระบบ
•    ช่วย “ด้วยความรับผิดชอบ”: เพราะการอุปการะคือการบอกเด็กว่า “มีคนเชื่อในตัวคุณ” ซึ่งสำคัญไม่แพ้เงิน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top