Sunday, 7 June 2026
TheStatesTimes

ตั้ง 'สภา AI แห่งชาติ' นายกฯ นั่งคุมเอง ดัน 4 ภารกิจ AI พลิกโฉมเศรษฐกิจ เลิกแข่งสร้างโมเดลใหญ่ แต่เน้น 'ใครใช้เป็นก่อนชนะ'

สิงคโปร์ตั้ง “สภา AI แห่งชาติ” นายกฯ นั่งหัวโต๊ะ—เกมนี้ไม่ได้แข่งว่าใครมีโมเดลใหญ่สุด แต่แข่งว่า “ใครใช้ AI ได้เร็วและได้ผลจริง”

Budget 2026 (12 ก.พ. 2026) สิงคโปร์ประกาศตั้ง National AI Council ให้นายกฯ เป็นประธาน เพื่อกำหนดทิศทางและเร่ง “การใช้ AI จริง” ทั้งประเทศ—จากภารกิจระดับชาติ ไปจนถึงเครื่องมือให้ธุรกิจและแรงงานปรับตัวทัน

ในการแถลงงบประมาณปี 2026 (Budget 2026) วันที่ 12 ก.พ. 2026 ในรัฐสภาสิงคโปร์ นายกฯ ลอว์เรนซ์ หว่อง ประกาศตั้ง “สภาปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติ (National AI Council)” โดยนายกฯ จะเป็นประธานเอง เพื่อให้รัฐกำหนดทิศทางเดียวกันและขับเคลื่อนวาระ AI ของประเทศแบบจริงจัง ตั้งแต่งานวิจัยและพัฒนา (R&D) กติกา/กำกับดูแล ไปจนถึงการส่งเสริมการลงทุนและการใช้งานในภาคธุรกิจ

แก่นของสิงคโปร์ชัดมาก: ไม่ได้จะชนะด้วยการสร้างโมเดลที่ใหญ่ที่สุด แต่จะชนะด้วยการ “นำ AI ไปใช้จริง” ให้เร็ว ปลอดภัย และวัดผลได้—จนกลายเป็นแต้มต่อความสามารถแข่งขันของชาติ

สภา AI แห่งชาติ ทำอะไร: 3 คำ = ตั้งเป้า–รวมแรง–เร่งผลลัพธ์
บทบาทหลักของสภาฯ คือให้ “ทิศทางเชิงยุทธศาสตร์” และทำให้หน่วยงานต่าง ๆ ของรัฐเดินเกมสอดประสานกัน ไม่ให้ทำงานคนละทิศคนละทาง โดยมีเป้าหมายใหญ่ 3 ชั้น:
• ตั้ง “ภารกิจ AI ระดับชาติ (AI Missions)” เพื่อเร่งการพัฒนา-ทดสอบ-ใช้งาน-ขยายผล (develop, test, deploy, scale) เป็นระบบ
• เร่งการใช้ AI ในภาคธุรกิจ โดยเฉพาะ SME ผ่านมาตรการสนับสนุนที่จับต้องได้
• พาคนทำงานไปด้วยกัน ด้วยการอัปสกิล/รีสกิล และทำให้เส้นทางเรียนรู้ AI ง่ายขึ้น

ภารกิจ AI 4 สมรภูมิ: เลือก “จุดคานงัด” ที่กระทบเศรษฐกิจทั้งประเทศ
สิงคโปร์ประกาศ “National AI Missions” โฟกัส 4 สาขาแกนหลักที่มีความเกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจจริงและศักยภาพการเติบโต:
• การผลิตขั้นสูง (Advanced manufacturing)
• การเชื่อมต่อและโลจิสติกส์ (Connectivity & logistics)
• การเงิน (Finance)
• สาธารณสุข (Healthcare)
แนวคิดสำคัญคือเลือก “สนามที่คานงัดได้แรง” แล้วใช้เครื่องมือรัฐแบบครบวงจร ทั้งกติกา การลงทุน และการจับมืออุตสาหกรรม เพื่อเปลี่ยน AI จากเดโมให้เป็นระบบที่ใช้ได้จริงในระดับประเทศ

ไม่ปล่อยให้ AI เป็นเรื่องของบริษัทยักษ์: ดันทั้งประเทศให้ “ใช้จริง”
ในสปีชยอมรับตรง ๆ ว่าการทำ AI แบบ end-to-end นั้นยาก รัฐจึงออกแบบมาตรการให้ธุรกิจทำได้จริง และลดต้นทุนการเริ่มต้น เช่น:
• โครงการ Champions of AI สนับสนุนบริษัทที่เอาจริงกับการทรานส์ฟอร์มทั้งองค์กร (รวมถึงฝึกคน)
• ยกระดับ Enterprise Innovation Scheme ให้เอื้อการลงทุน/การใช้งาน AI มากขึ้น
• ขยาย Productivity Solutions Grant (PSG) ให้ครอบคลุมโซลูชันดิจิทัล/AI ที่หลากหลายขึ้น เพื่อให้ทุกขนาดบริษัทเข้าถึงเครื่องมือได้
• สร้างระบบนิเวศด้วยพื้นที่และคอมมูนิตี้: Lorong AI และการเตรียมทำ “AI park” ที่ one-north

ทำไมสิงคโปร์จริงจังขนาดนี้: AI ถูกยกเป็น “ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ”
ภายใต้บริบทโลกที่ “ความไม่แน่นอน” กลายเป็นเรื่องปกติ ทั้งภูมิรัฐศาสตร์ ไซเบอร์ และความเสี่ยงใหม่ ๆ สิงคโปร์วาง AI เป็นเครื่องมือเพิ่มผลิตภาพและรับมือข้อจำกัดเชิงโครงสร้างของประเทศ เช่น ตลาดแรงงานตึงตัวและสังคมสูงวัย
และหากมองย้อนหลัง สิงคโปร์มี “ยุทธศาสตร์ AI แห่งชาติ 2.0 (NAIS 2.0)” ที่เปิดตัวตั้งแต่ปี 2023 อยู่แล้ว งบปี 2026 จึงเหมือนการตั้ง “ห้องเครื่องขับเคลื่อน” ระดับชาติให้ยุทธศาสตร์เดินเร็วขึ้น ผ่านกลไกสภาฯ และภารกิจ AI ที่มีตัวชี้วัดชัด

บทเรียนถึงไทย (แบบไม่ต้องฝันใหญ่เกินจริง)
ถ้าจะถอดบทเรียนให้ไทยแบบจับต้องได้ มี 3 ข้อ:
• ตั้ง “เจ้าภาพระดับชาติ” ที่มีอำนาจประสานจริง (ไม่ใช่ต่างคนต่างทำ)
• โฟกัสเป็น “ภารกิจ” ไม่ใช่ “โปรเจกต์ทดลอง” แล้วกำหนดตัวชี้วัดให้ชัด
• ชนะด้วยการใช้งานและความเชื่อมั่น (trust) มากกว่าการแข่งโมเดลใหญ่สุด—ประเทศเล็กก็ชนะได้ ถ้ารู้ทางและทำเป็น

สรุปสไตล์สิงคโปร์ในประโยคเดียว: AI ไม่ใช่ของเล่นใหม่ แต่คือเครื่องมือรัฐในการเร่งผลิตภาพ—และต้องทำให้ทั้งประเทศใช้ได้จริง

จากลู่สู่เครื่องแบบ “ภูริพล บุญสอน” บรรจุข้าราชการตำรวจ ทำลายสถิติวิ่ง 100 ม. ต่ำกว่า 10 วิ สานภารกิจล่าเหรียญเวทีโลก แม่ปลื้มโพสต์ให้กำลังใจ

(17 ก.พ. 69) 'ภูริพล บุญสอน' นักวิ่งลมกรดทีมชาติไทย ได้รับการบรรจุเป็นข้าราชการตำรวจ หลังสร้างชื่อเสียงโดดเด่นและทำลายสถิติวิ่ง 100 เมตรต่ำกว่า 10 วินาที ด้วยเวลา 09.94 วินาที เมื่อวันที่ 16 ก.พ. 69

ล่าสุดในเฟซบุ๊กของ 'Supawadee Mukphon' คุณแม่ของ 'ภูริพล' ได้โพสต์ภาพและข้อความแสดงความยินดีพร้อมกำลังใจว่า "ยินดีกับตำรวจน้อยของแม่ ประสบความสำเร็จในทุกก้าวที่ลูกเดินนะหนูคือความภูมิใจของแม่ ชุดยังไม่พร้อม แต่กายใจพร้อมมาก"

'ภูริพล' มีผลงานโดดเด่นต่อเนื่อง ทั้งในการแข่งขันระดับประเทศและระดับนานาชาติ นอกจากนี้ยังได้ลงแข่งขันในนามสโมสรตำรวจอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ 'ภูริพล' ได้รับการบรรจุที่หน่วยกองบัญชาการตำรวจนครบาลตามโครงการพัฒนาศักยภาพนักกีฬาสู่ความเป็นเลิศ เช่นเดียวกับ 'สระอรรถ ดาบบัง' ที่ได้รับการบรรจุในหน่วยกองบัญชาการศึกษา

การบรรจุนี้สะท้อนถึงความร่วมมือในการสนับสนุนนักกีฬาที่มีความสามารถของหน่วยงานรัฐ เพื่อส่งเสริมศักยภาพและสร้างชื่อเสียงให้ประเทศในเวทีโลก

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10139922

แฟนคลับฮือฮา!! “บี้ สุกฤษฎิ์” โดนถามจัดคอนเสิร์ตเมื่อไหร่ โต้แฟนเรื่องคอนฯ แบบกันเอง คำตอบสั้นๆ ทำแฟนฮา ชวนจับตาจะมีเซอร์ไพรส์ไหม

(17 ก.พ. 69) ทำเอาแฟนคลับของ 'บี้ สุกฤษฎิ์' หรือ บี้เดอะสตาร์ ได้ขำและติดตามกันอย่างใกล้ชิดเมื่อเจ้าตัวออกมาเมาท์มอยกับแฟนๆ ผ่านโซเชียลในท่าทีเป็นกันเอง เกิดประเด็นถกเถียงเรื่องการจัดคอนเสิร์ตขึ้นอย่างไม่ตั้งใจ

โดยมีแฟนคลับถามว่า "พี่บี้เห็นคลิปที่มีคนถามว่าเมื่อไหร่จะจัดคอนเสิร์ตไหมคะ" ซึ่ง 'บี้' ตอบว่า "เห็นแล้วววว!" ต่อมาถูกถามต่อว่า "แล้วเมื่อไหร่คะ" เจ้าตัวตอบสั้นๆ ว่า "โอ้ยย! ยากกก!!" ทำเอาหลายคนอดขำไม่ได้

นอกจากนี้ 'บี้ สุกฤษฎิ์' ยังมีสถานะเป็นผู้ถือหุ้นลำดับที่ 5 ของช่องวัน 31 จำนวนประมาณ 2,500,000 หุ้น ซึ่งอาจสัมพันธ์กับวงการบันเทิงและธุรกิจที่เจ้าตัวมีส่วนร่วม

เหตุการณ์นี้สร้างความสนุกสนานจนแฟนๆ สามารถเข้าถึงความเป็นตัวตนของ 'บี้' มากขึ้น พร้อมทั้งสร้างความคาดหวังในเรื่องของคอนเสิร์ตที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

ที่มา : https://entertain.teenee.com/thaistar/317894.html

18 กุมภาพันธ์ 2478 เป็นวันสำคัญของดาราศาสตร์ ‘ไคลด์ ทอมบอห์’ ค้นพบ ‘ดาวพลูโต’ อดีตดาวเคราะห์ดวงที่ 9 ของระบบสุริยะ ก่อนถูกจัดชั้นเป็นดาวเคราะห์แคระ

เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 1930 เป็นวันสำคัญทางประวัติศาสตร์ดาราศาสตร์ เมื่อ 'ไคลด์ ดับเบิลยู. ทอมบอห์' นักดาราศาสตร์หนุ่มวัย 24 ปีของหอดูดาวโลเวลล์ในรัฐแอริโซนา สหรัฐฯ สังเกตพบวัตถุท้องฟ้าที่เคลื่อนที่ผิดปกติบนแผ่นฟิล์มกระจก และได้รับการยืนยันว่าเป็นดาวเคราะห์ดวงใหม่ที่เรียกว่า "พลูโต"

การค้นพบครั้งนี้เป็นผลจากการตามหาร่องรอยของ "Planet X" หรือดาวเคราะห์ลึกลับ ที่เชื่อว่าซ่อนอยู่ไกลกว่าเนปจูน โดยได้รับแรงผลักดันจากนักดาราศาสตร์เพอร์ซิวาล โลเวลล์ ซึ่งสังเกตเห็นความผิดปกติในวงโคจรของดาวยูเรนัสและเนปจูน ทอมบอห์ใช้วิธีถ่ายภาพท้องฟ้าซ้ำหลายครั้ง แล้วเปรียบเทียบเพื่อจับความเคลื่อนไหวจนพบดาวพลูโตในที่สุด

ชื่อนี้มาจากการเสนอของ 'เวเนเทีย เบอร์นีย์' เด็กหญิงอังกฤษวัย 11 ปี ที่ตั้งชื่อตามเทพเจ้ามืดในตำนานโรมัน ซึ่งสะท้อนภาพลักษณ์ของดาวดวงใหม่ที่อยู่ไกลออกไปในระบบสุริยะ "หลังยืนยันว่าดาวนี้อยู่ไกลกว่าเนปจูน สังคมจึงเชื่อกันว่าพบ Planet X จริงๆ" เป็นเหตุให้ข่าวนี้ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวาง

แม้พลูโตจะถูกนับเป็นดาวเคราะห์ดวงที่ 9 มายาวนาน แต่เมื่อมีการค้นพบวัตถุอื่นในแถบไคเปอร์และมีการเปลี่ยนแปลงนิยามดาวเคราะห์โดยสหพันธ์ดาราศาสตร์สากลในปี 2006 พลูโตจึงถูกจัดเป็น "ดาวเคราะห์แคระ" แทน สถานะใหม่นี้สะท้อนการพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์และการเข้าใจระบบสุริยะที่ลึกซึ้งขึ้น

ที่มา : https://www.history.com/this-day-in-history/February-18/pluto-discovered

'ดร.อธิป' ถอดรหัส 'อปริหานิยธรรม 7' ชี้ไม่ใช่แค่ธรรมะที่เก็บไว้บนหิ้ง แต่คือทางรอดองค์กรที่ผู้นำยุคปัจจุบันต้องเรียนรู้ เชื่อ 'ความเข้มแข็งภายใน' ชนะทุกสงคราม

‘ดร.อธิป’ ถอดรหัส "อปริหานิยธรรม 7" หลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า สู่ทางรอดองค์กรยุคใหม่ ชี้ชัด "ความเข้มแข็งภายใน" สามารถชนะทุกสงคราม

(17 กุมภาพันธ์ 2569) – ในโลกที่เต็มไปด้วยความผันผวนและการแข่งขันที่รุนแรง การบริหารจัดการองค์กรหรือแม้แต่การปกครองบ้านเมือง จำเป็นต้องอาศัยหลักการที่มั่นคงและยั่งยืน ดร.อธิป อัศวานันท์ ผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายเทคโนโลยีและเศรษฐกิจดิจิทัล ได้นำเสนอมุมมองที่น่าสนใจผ่านคลิปวิดีโอใน TikTok โดยการหยิบยกหลักธรรมคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เรื่อง "อปริหานิยธรรม 7" มาปัดฝุ่นและตีความใหม่ในบริบทของโลกปัจจุบัน ชี้ให้เห็นว่า หลักธรรมที่มีอายุกว่า 2,500 ปีนี้ ไม่ใช่เพียงเรื่องราวในตำรา แต่คือ "พิมพ์เขียว" ของการสร้างความเข้มแข็งที่จับต้องได้จริง

ดร.อธิป เริ่มต้นด้วยการพาผู้ฟังย้อนกลับไปสู่พุทธกาล ในเหตุการณ์ที่ถูกบันทึกไว้ใน "มหาปรินิพพานสูตร" เมื่อพระเจ้าอชาตศัตรูแห่งแคว้นมคธ ผู้ทรงอำนาจ หมายจะกรีธาทัพเข้าบดขยี้แคว้นวัชชี จึงส่งวัสสการพราหมณ์ไปทูลถามพระพุทธเจ้าถึงความเป็นไปได้ในการศึกครั้งนี้ พระพุทธเจ้ามิได้ทรงตอบรับหรือปฏิเสธโดยตรง แต่ทรงเลือกที่จะสนทนากับพระอานนท์ถึงวิถีปฏิบัติของชาววัชชีแทน โดยตรัสถามถึงหลัก 7 ประการที่ชาววัชชียึดถือปฏิบัติ ซึ่งประกอบด้วย:
1. การหมั่นประชุมกันเนืองนิตย์
2. การพร้อมเพรียงกันประชุมและเลิกประชุม รวมถึงพร้อมเพรียงกันทำกิจที่พึงทำ
3. การไม่บัญญัติสิ่งที่ไม่ได้บัญญัติไว้ และไม่ล้มล้างสิ่งที่บัญญัติไว้แล้ว (ยึดมั่นในกฎกติกา)
4. การเคารพและรับฟังผู้ใหญ่ผู้มีประสบการณ์
5. การคุ้มครองสตรี มิให้ถูกข่มเหงรังแก
6. การเคารพสักการะปูชนียสถานและสัญลักษณ์ร่วมของบ้านเมือง
7. การให้ความคุ้มครองแก่พระอรหันต์และผู้ทรงศีล

พระพุทธเจ้าทรงสรุปไว้อย่างทรงพลังว่า "ตราบใดที่ชาววัชชียังปฏิบัติตามหลักการเหล่านี้ ความเจริญย่อมเป็นสิ่งที่คาดหมายได้ และความเสื่อมย่อมเป็นสิ่งที่คาดหมายไม่ได้" ซึ่งแม้แต่วัสสการพราหมณ์เอง เมื่อได้ฟังเช่นนั้นก็ยังยอมรับว่า หากแคว้นวัชชียังดำรงธรรมเหล่านี้ไว้ แม้เพียงข้อเดียวก็มิอาจเอาชนะด้วยการรบได้ ต้องใช้อุบายยุยงให้แตกสามัคคีภายในเท่านั้นถึงจะสำเร็จ

จากเรื่องราวในอดีต ดร.อธิป ได้เชื่อมโยงมาสู่ปัจจุบัน โดยชี้ให้เห็นว่า "ความพ่ายแพ้" ของประเทศหรือองค์กรส่วนใหญ่ ไม่ได้เกิดจากศัตรูภายนอกที่เก่งกาจกว่า แต่เกิดจาก "สนิมเกิดแต่เนื้อในตน" หรือความอ่อนแอภายใน ไม่ว่าจะเป็นการเลิกประชุมปรึกษาหารือ การไม่รับฟังความเห็นต่าง หรือการละเมิดกติกาที่วางไว้ เพื่อป้องกันความเสื่อมเหล่านี้ ดร.อธิป ได้ถอดบทเรียนออกมาเป็น 4 หลักปฏิบัติง่ายๆ สำหรับผู้นำและองค์กรยุคใหม่ เพื่อสร้าง "ภูมิคุ้มกันความเสื่อม" และขจัดวัฒนธรรมการทำงานที่เป็นพิษ (Toxic Culture):

• ประชุมให้เป็นงาน: การประชุมต้องมีคุณภาพ ไม่ใช่เพียงพิธีกรรม ต้องมีการเตรียมข้อมูล มีข้อสรุปที่ชัดเจน และมีการติดตามผลอย่างจริงจัง เพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนงาน ไม่ใช่ปล่อยให้ความเงียบสร้างความเข้าใจผิด
• ทำกติกาให้มีศักดิ์ศรี: ยึดมั่นในหลักนิติธรรม (Rule of Law) กติกาต้องโปร่งใส ยุติธรรม และบังคับใช้กับทุกคนอย่างเท่าเทียม ไม่มีการเปลี่ยนไปตามอารมณ์ของผู้มีอำนาจ
• สร้างความปลอดภัยทางจิตใจ (Psychological Safety): สร้างสภาพแวดล้อมที่คนในองค์กรกล้าพูดความจริง กล้าเสนอแนะ โดยไม่ต้องกลัวว่าจะถูกตำหนิหรือคุกคาม เพื่อให้เกิดการระดมสมองและความร่วมมืออย่างแท้จริง
• ปกป้องผู้ยึดมั่นในจริยธรรม: ต้องมีกลไกตรวจสอบที่เข้มแข็ง และให้ความคุ้มครองแก่ผู้ที่กล้าออกมาเปิดโปงความไม่ถูกต้อง หรือผู้ที่ยืนหยัดในความดี เพื่อไม่ให้คนดีท้อถอยและระบบถูกครอบงำโดยผู้มีอิทธิพล

ดร.อธิป ทิ้งท้ายไว้อย่างน่าคิดว่า หากเราสามารถนำหลัก "อปริหานิยธรรม 7" มาประยุกต์ใช้ได้จริง มันจะไม่ใช่แค่ธรรมะบนหิ้งบูชา แต่จะเป็นเกราะป้องกันที่แข็งแกร่งที่สุด ที่จะพาองค์กรและสังคมก้าวข้ามทุกวิกฤตไปสู่ความเจริญอย่างยั่งยืนได้

วอชิงตันเคลียร์ชัด!! สหรัฐฯ ประกาศทดสอบนิวเคลียร์ กลับมาใช้วิธีเท่าเทียม ไม่ใช้การทดสอบในชั้นบรรยากาศ สหรัฐฯ ชี้เป้าหมายลดอาวุธนิวเคลียร์ ปิดทางเจรจาเสถียรภาพเชิงยุทธศาสตร์

(18 ก.พ. 69) คริสโตเฟอร์ ยอว์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ฝ่ายควบคุมอาวุธและไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ เปิดเผยว่า สหรัฐฯ จะดำเนินการทดสอบนิวเคลียร์อีกครั้ง "บนฐานที่เท่าเทียมกัน" แต่ไม่กลับไปสู่การทดสอบในชั้นบรรยากาศขนาดใหญ่ เหมือนในอดีตที่เรียกว่า Ivy Mike ซึ่งมีขนาดหลายเมกะตัน

ยอว์กล่าวผ่านจุดยืนของประธานาธิบดีสหรัฐว่า "สหรัฐฯ จะกลับไปทำการทดสอบบนฐานที่เท่าเทียมกัน แต่คำว่า ‘ฐานที่เท่าเทียมกัน’ ไม่ได้หมายความว่าเราจะย้อนกลับไปทำการทดสอบในชั้นบรรยากาศแบบ Ivy Mike ในระดับหลายเมกะตันอย่างที่ผู้เชี่ยวชาญบางกลุ่มพยายามทำให้คนเชื่อ"

นอกจากนี้ การหารือในอนาคตเรื่องเสถียรภาพเชิงยุทธศาสตร์อาจครอบคลุมประเด็นทดสอบนิวเคลียร์และกลไกตรวจสอบยืนยันเพื่อควบคุมอาวุธ ขณะที่สถานการณ์หลังสิ้นสุดอายุสนธิสัญญา New START ระหว่างสหรัฐฯ กับรัสเซีย อาจเป็นจุดเริ่มต้นของช่วงเวลาการเจรจาใหม่เพื่อดันเป้าลดคลังแสงนิวเคลียร์ทั่วโลก

กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ยืนยันว่าไม่มีข้อตกลงใดกับรัสเซียหลังสิ้นสุดสนธิสัญญาดังกล่าว และยังมองว่า "ร่มนิวเคลียร์" ที่คุ้มครองพันธมิตร เป็นเครื่องมือสำคัญในการไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ ขณะที่อดีตประธานาธิบดีทรัมป์เรียกร้องให้จีนเข้าร่วมการเจรจาเรื่องเสถียรภาพเพื่อลดการแข่งขันสะสมอาวุธนิวเคลียร์ทั่วโลก

สหรัฐฯ เชื่อในความจำเป็นที่ทุกประเทศที่มีอาวุธนิวเคลียร์ต้องมีส่วนร่วมในเจรจาเพื่อยุติการแข่งขันด้านอาวุธในระยะยาว

ที่มา : Sputnik

ลาวปรับเกมสุขภาพ ปรับโรงพยาบาลรัฐใช้ระบบบริหารตนเอง ยกระดับบริการดึงผู้ป่วยวีไอพี เน้นประสิทธิภาพจัดสรรทรัพยากร ขยายโครงการสู่โรงพยาบาลในแขวงหลายแห่ง

(18 ก.พ. 69) กระทรวงสาธารณสุขของลาวประกาศปรับเปลี่ยนโรงพยาบาลรัฐหลายแห่งเป็นองค์กรที่บริหารจัดการด้วยตนเอง เพื่อยกระดับมาตรฐานบริการผู้ป่วยและเพิ่มประสิทธิภาพใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิผลมากขึ้น เป้าหมายหลักคือดึงดูดผู้ป่วยระดับวีไอพีและผู้ป่วยพิเศษที่ปกติจะเลือกใช้บริการโรงพยาบาลเอกชนหรือไปต่างประเทศ กลับมารับบริการสถานพยาบาลรัฐเพิ่มขึ้น

การปฏิรูปนี้เน้นการมอบอำนาจทางการบริหารตัวบุคลากรและด้านการเงินให้แก่โรงพยาบาลรัฐ เพื่อให้ทีมบริหารสามารถตัดสินใจได้รวดเร็วขึ้นและจัดสรรทรัพยากรในการวินิจฉัยและรักษาอย่างมีประสิทธิภาพ ตอบสนองความต้องการของผู้ป่วยได้ดีขึ้น โดยเพิ่มโอกาสให้โรงพยาบาลรัฐปรับตัวและแข่งขันในตลาดบริการสุขภาพได้ดีขึ้น

ก่อนหน้านี้ มีโรงพยาบาลในนครหลวงเวียงจันทน์ 3 แห่งที่ได้ทดลองโครงการบริหารจัดการตนเองในช่วงปี 2022 และในปี 2025 ได้ขยายโครงการไปยังโรงพยาบาลระดับกลาง 2 แห่งและโรงพยาบาลระดับแขวงอีก 10 แห่ง โดยผลสำเร็จและบทเรียนจากระยะนำร่องนี้จะเป็นแนวทางสำคัญในการขยายโครงการให้ครอบคลุมทั่วประเทศอย่างมีระบบและประสิทธิภาพ

การดำเนินโครงการครั้งนี้สะท้อนความพยายามของลาวในการปรับปรุงระบบสุขภาพภาครัฐให้เข้มแข็งและตอบโจทย์ตลาดบริการสุขภาพที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ขณะเดียวกันยังช่วยลดการไหลออกของผู้ป่วยไปใช้บริการต่างประเทศ ช่วยสร้างความมั่นใจให้กับระบบสาธารณสุขของประเทศในระยะยาว

ที่มา : Xinhua

‘อ.ไชยันต์’ ถอดรหัสความชอบธรรม ‘กษัตริย์นอร์เวย์’ รากฐานจากประชามติสู่ความมั่นคงในรัฐสภา หลังมีมติตีตกข้อเสนอเป็นสาธารณรัฐ 25 ครั้งซ้อน

เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569 - ศ.ดร.ไชยันต์ ไชยพร อาจารย์ภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า นอร์เวย์ 2026: เมื่อเสียงส่วนใหญ่ในสภายืนยันระบอบกษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญ

1. ผลการลงมติล่าสุด: เอกฉันท์ที่ยังคงเดิม

เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 รัฐสภานอร์เวย์ (Stortinget) ได้ลงมติครั้งสำคัญเกี่ยวกับร่างกฎหมายขอแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อเปลี่ยนระบอบการปกครอง

ผลปรากฏว่าเสียงข้างมาก 141 เสียง ลงมติไม่รับร่าง ขณะที่มีเพียง 26 เสียง ที่เห็นชอบให้เปลี่ยนแปลง

รัฐธรรมนูญนอร์เวย์จึงยังคงไว้ซึ่งมาตรา 1 เหมือนเดิม นั่นคือ “ราชอาณาจักรนอร์เวย์เป็นดินแดนที่เป็นอิสระ แบ่งแยกไม่ได้ และโอนให้กันไม่ได้ รูปแบบการปกครองคือ ระบอบราชาธิปไตยภายใต้อำนาจจำกัดและสืบราชสันตติวงศ์” (The Kingdom of Norway is a free, indivisible and inalienable dominion. Its form of government is a limited and hereditary monarchy.)

ซึ่งตรงกับมาตรา 2 ในหมวดหนึ่งของรัฐธรรมนูญ 2560 ของไทยเรา นั่นคือ ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

(แต่หลังจากผลประชามติเห็นชอบให้ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ ส่งผลให้การแก้รัฐธรรมนูญสามารถแก้มาตรา 2 ได้ แต่ก็ต้องผ่านการทำประชามติอีก)

2. ทำไมถึงมีการเสนอแก้รัฐธรรมนูญบ่อยครั้ง?

การเสนอร่างกฎหมายเพื่อเปลี่ยนระบอบในนอร์เวย์ไม่ใช่เรื่องที่น่าตกใจ แต่อาจถือได้ว่าเป็น "ธรรมเนียมปฏิบัติ"

เพราะนับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1905 มีการเสนอร่างในลักษณะนี้มาแล้ว อย่างน้อย 25 ครั้ง แม้ผู้เสนอจะรู้ดีว่ายากที่จะได้คะแนนเสียง 2 ใน 3 ตามที่มาตรา 121 กำหนด แต่ก็ยังคงเสนออยู่เรื่อย ๆ เพื่อเหตุผลทางยุทธศาสตร์ 3 ข้อ นั่นคือ

• เพื่อแสดงจุดยืน: ยืนยันกับผู้เลือกตั้งว่าพรรคยังยึดมั่นในหลักการประชาธิปไตยที่ประมุขต้องมาจากการเลือกตั้ง

• เพื่อเปิดพื้นที่อภิปราย: เป็นโอกาสเดียวที่จะวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของราชวงศ์อย่างเป็นทางการในสภา

• เพื่อรอจังหวะวิกฤต: เตรียมความพร้อมไว้หากวันหนึ่งความนิยมของราชวงศ์ลดลงจนถึงจุดวิกฤต เช่น ในช่วงเปลี่ยนรัชสมัย

3. การเสนอแก้รัฐธรรมนูญครั้งล่าสุด ภายใต้มรสุมข่าวอื้อฉาว: บททดสอบความศรัทธา

การลงมติครั้งล่าสุดนี้ถูกจับตามองเป็นพิเศษ เนื่องจากราชวงศ์นอร์เวย์กำลังเผชิญกับข่าวอื้อฉาว 2 กรณีใหญ่:

• คดีความของ มาริอุส บอร์ก ฮอยบี้: บุตรชายคนโตของเจ้าหญิงเมตเต-มาริต (มกุฎราชกุมารี) ถูกจับกุมในข้อหาทำร้ายร่างกายแฟนสาวและอดีตแฟนสาวคนอื่น ๆ รวมถึงมีพฤติกรรมรุนแรงในความสัมพันธ์ใกล้ชิด แม้เขาจะไม่มีตำแหน่งทางการ แต่พฤติกรรมนี้กระทบถึงสถาบันฯ โดยตรง โดยเฉพาะเมื่อเจ้าหญิงเมตเต-มาริตถูกวิจารณ์ว่าทราบเรื่องแต่ไม่ได้จัดการอย่างเด็ดขาด

• กรณีเจ้าหญิงมาร์ธา ลุยเซ กับ Shaman Durek: ความสัมพันธ์กับหมอผีชาวอเมริกันที่อ้างว่ามีพลังจิตรักษาโรคได้ ทำให้เกิดการวิจารณ์เรื่องการนำฐานันดรศักดิ์ไปใช้โปรโมทธุรกิจส่วนตัว จนกษัตริย์ฮารัลด์ต้องสั่งให้เจ้าหญิงยุติการปฏิบัติพระราชกรณียกิจและห้ามใช้ตำแหน่ง "เจ้าหญิง" ในเชิงพาณิชย์เพื่อแยกเรื่องส่วนตัวออกจากสถาบัน

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีข่าวอื้อฉาวเหล่านี้ แต่คะแนนเสียงในสภาปี 2569 กลับยืนยันฝ่ายไม่เห็นชอบเพิ่มขึ้นเป็น 141 เสียง (จาก 134 เสียงในปี 2565) แสดงให้เห็นว่าเสียงฝั่งสาธารณรัฐกลับลดลงเล็กน้อยท่ามกลางวิกฤต

4. สถาบันกษัตริย์นอร์เวย์มีรากฐานจาก "ประชามติ": ความชอบธรรมจากประชาชน

ความแข็งแกร่งของสถาบันกษัตริย์นอร์เวย์มีที่มาจากการได้รับ "ฉันทามติ" มาตั้งแต่ต้น

• เมื่อนอร์เวย์แยกตัวจากสวีเดนในปี ค.ศ. 1905 ได้มีการทำประชามติซึ่งเสียงส่วนใหญ่ร้อยละ 99.95 ต้องการเป็นอิสระ

• ในส่วนของระบอบการปกครอง เจ้าชายคาร์ลแห่งเดนมาร์ก ผู้ได้รับเลือกให้เป็นกษัตริย์ ทรงมีเงื่อนไขสำคัญว่าพระองค์จะรับตำแหน่งต่อเมื่อ "ประชาชนต้องแสดงประชามติว่าต้องการสถาบันกษัตริย์" เท่านั้น

• ผลประชามติในเดือนพฤศจิกายน 1905 ปรากฏว่า ร้อยละ 79 ต้องการให้คงสถาบันกษัตริย์ไว้

สรุป

สถาบันพระมหากษัตริย์นอร์เวย์ไม่ได้ดำรงอยู่เพียงเพราะกฎหมาย แต่ดำรงอยู่ด้วยความชอบธรรมที่ผ่านการทดสอบทั้งจากการทำประชามติโดยประชาชน และการลงมติในรัฐสภามาตลอดกว่าร้อยปี

แม้ในยามที่มีข่าวอื้อฉาวสั่นคลอน แต่กลไกของรัฐธรรมนูญและสายสัมพันธ์ที่เชื่อมโยงกับประชาชนมาตั้งแต่ต้นยังคงเป็นเกราะกำบังสำคัญให้ระบอบนี้ดำเนินต่อไปได้

(รายงานความก้าวหน้างานวิจัย โครงการวิจัยเรื่องเอกลักษณ์ของ “ระบอบประชาธิปไตยไทยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” ของประเทศไทย: กรณีศึกษาราชอาณาจักรนอร์เวย์ - การเข้าสู่ระบอบพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษรครั้งแรก (ค.ศ.1814/1905) ได้รับทุนสนับสนุนงานวิจัยจากกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กองทุน ววน.) ประจำปีงบประมาณ 2568)

 

 

แฟนบอลโล่งใจ รักษาเรียบร้อยแล้ว หลัง “อุ้ม ธีราทร” เข้ารพ.จากอุบัติเหตุในสนาม ในเกมเอเอฟซีแชมเปี้ยนส์ลีกนัดสุดท้าย ภรรยาแจงรักษาเสร็จปลอดภัยดี

(18 ก.พ. 69) ธีราทร บุญมาทัน ดาวเตะบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด เข้ารับการรักษาอาการบาดเจ็บบริเวณจมูกที่โรงพยาบาล หลังจากถูกนักเตะเซี่ยงไฮ้ เสิ่นหัว ปะทะในเกมเอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ ลีก อีลิท 2025/26 รอบลีก นัดสุดท้าย เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

ในเกมดังกล่าว "อุ้ม" ธีราทร วัย 36 ปี ที่ลงมาเล่นในฐานะตัวสำรอง ถูกปะทะจนมีเลือดออกบริเวณจมูก และถูกเปลี่ยนตัวออกจากสนามทันที แม้ทีมบุรีรัมย์จะชนะด้วยสกอร์ 2-0

ล่าสุดเพจเฟซบุ๊กชื่อ Chatkamon Muayman ซึ่งเป็นภรรยาของธีราทร อัพเดทสถานการณ์ว่า "คุณหมอทำการรักษาเรียบร้อยแล้ว ขอบคุณทุกคนที่เป็นห่วงค่ะ"

กรณีนี้สะท้อนถึงความเสี่ยงของนักกีฬาในเกมระดับสูง ที่อาจได้รับบาดเจ็บระหว่างแข่งขัน แม้จะเป็นผู้เล่นตัวสำรองก็มีความเสี่ยงเช่นกันและต้องได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10142074

ผอ.กกต.กำแพงเพชร ท้าพิสูจน์ระบบบัตรเลือกตั้ง ลั่นหากรู้ได้ว่าใครกาใคร พร้อมลาออก

เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2569 นายคงยศ บุญรักษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประจำจังหวัดกำแพงเพชร แสดงจุดยืนอย่างชัดเจนต่อกระแสวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับความลับของบัตรเลือกตั้งหลังจากพบว่ามีการติดบาร์โคดที่อาจสืบย้อนหลังหาตัวผู้กาบัตรได้ โดยนายคงยศได้โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก Kongyos Boonrak ว่า "ผมขอท้า ใครเจาะระบบความลับบัตรเลือกตั้งกำแพงเพชรได้ว่า บัตรเป็นของใคร เลือกใคร ผมยอมลาออก"

ผอ.กกต.กำแพงเพชรยังได้โพสต์ข้อความถึงกรณีที่มีผู้อ้างว่าการลงคะแนนโดย "ตรง" และ "ลับ" หมายถึง ไม่มีโอกาสที่ผู้ใดจะรู้ได้ แม้แต่ผู้เป็นกรรมการก็ไม่มีสิทธิ แต่ความเป็นจริงคือมาตรา 92 ของกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. 2561 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ระบุให้ กปน.(กรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง) สามารถลงคะแนนแทนผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้ กรณีเป็นผู้พิการหรือผู้สูงอายุ โดยให้ถือว่าเป็นการลงคะแนนโดยตรงและลับ

"ถ้าหากเป็นไปตามความเห็นกูรูผู้รู้ทั้งหลาย กปน.ที่ลงคะแนนแทน คงต้องหลับตากากบาทเพราะความลับ" นายคงยศระบุ พร้อมย้ำว่าหลังการลงคะแนน จะถูกจัดเก็บและผนึกด้วยกระบวนการทางกฎหมาย มิใช่เพียงแค่รูปแบบทางกายภาพโดยลำพัง


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top