Sunday, 7 June 2026
TheStatesTimes

15 กุมภาพันธ์ 2497 วันเปิดตึกวชิราลงกรณธาราบำบัด รัชกาลที่ 9 เสด็จฯ เปิดตึกวชิราลงกรณธาราบำบัด ณ โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าอย่างเป็นทางการ หมุดหมายการแพทย์ไทยยุคโปลิโอ

เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2497 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ และสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ เสด็จฯ เปิดตึกวชิราลงกรณธาราบำบัด ณ โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าอย่างเป็นทางการ นับเป็นอีกหนึ่งวันสำคัญทางการแพทย์ไทยยุคหลังสงคราม

ในช่วงต้นทศวรรษ 2490 ประเทศไทยประสบปัญหาโรคโปลิโอที่ทำให้ผู้ป่วยกล้ามเนื้ออ่อนแรงและพิการจำนวนมาก แนวทางธาราบำบัด หรือการใช้น้ำพยุงร่างกายเพื่อบริหารกล้ามเนื้อกลายเป็นวิธีสำคัญในการรักษาและฟื้นฟูในยุคนั้น

ข้อมูลโครงการก่อสร้างระบุว่า การสร้างตึกนี้คือการผลักดันให้เกิดสถานที่เฉพาะสำหรับกายภาพบำบัด โดยได้รับการสนับสนุนด้านอุปกรณ์การแพทย์และทุนด้านสาธารณสุข เป็นตัวอย่างของความร่วมมือเพื่อรองรับการดูแลผู้ป่วยอย่างเป็นระบบ

ไทม์ไลน์สำคัญระบุว่า อาคารสร้างเสร็จเมื่อ 25 พฤศจิกายน 2496 และเปิดใช้โดยพระราชทานเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2497 ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาการแพทย์ฟื้นฟูไทยในยุคนั้น

พระราชดำรัสในโอกาสเปิดตึกวชิราลงกรณธาราบำบัดเน้นย้ำความสำคัญของการดูแลผู้ป่วยกล้ามเนื้ออ่อนแรงว่า "ธาราบำบัดเป็นองค์ประกอบสำคัญของการฟื้นฟูสมรรถภาพ ซึ่งต้องการแผนงานอย่างเป็นระบบเพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น"

‘อ้อย-สมชาติ ประดิษฐ์พร’ บ้านใหญ่สุราษฎร์ 1 เดียวผู้นำพาประชาธิปัตย์ก้าวข้ามหลุมดำ

ปรากฏการณ์ประชาธิปัตย์ฟื้นคืนชีพสะท้อนผ่านสนามเลือกตั้งภาคใต้ในบางจังหวัด เช่น นครศรีธรรมราช 4 คน สงขลา 2 คน ตรัง 2 คน แต่ยังไม่เพียงพอจะตอบว่า “ประชาธิปัตย์กลับมาแล้วกับกระแสช่วงก่อนหย่อนบัตรที่มาแรงมาก แต่ก็พิสูจน์ให้เห็นว่า ประชาธิปัตย์ไม่สูญพันธุ์ ไม่ใช่พรรคต่ำสิบตามคำปรามาสอีกต่อไป

ปรากฏการณ์ “สมชาติ ประดิษฐ์พร” บ้านใหญ่ที่ไม่เคยหายไปไหนก็กลับมาทวงแชมป์คืนในการเลือกตั้งรอบใหม่ หลังจากประชาธิปัตย์แพ้ยกจังหวัดสุราษฎร์ธานีในการเลือกตั้ง ปี 66

สมชาติ ประดิษฐ์พร อดีต ส.ส. 1 สมัย จากพรรคประชาธิปัตย์ คือหนึ่งในตัวแทนการเมืองแบบ “บ้านใหญ่ท้องถิ่น” ที่ฝังรากลึกในพื้นที่มายาวนาน กลับมาแจ้งเกิดใหม่ และพร้อมเดินหน้าสร้างพรรคต่อไปกลายเป็นการรีเทิร์นที่มีนัยสำคัญ

สมชาติ ประดิษฐพร ว่าที่ ส.ส.เขต 4 สุราษฎร์ธานี หนึ่งเดียวของพรรคประชาธิปัตย์ ผู้คร่ำวอดในแวดวงการเมืองมาอย่างยาวนาน เป็นอดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์มาก่อนเพลี่ยงพล้ำให้กระแสลุงตู่ฟีเวอร์ พ่ายให้กับพันธ์ศักดิ์ บุญแทน จากค่ายรวมไทยสร้างชาติ

อ้อย-สมชาติ ลงเลือกตั้งปี 69 เจอคู่แข่งเก่า สส.ตุด พันธ์ศักดิ์ บุญแทน ที่ย้ายค่ายไปสังกัดสีน้ำเงิน ภูมิใจไทย อ้อย-สมชาติกลับมาชนะใจคนเขต 4 ได้อีกครั้ง คะแนนรวม 40,000 กว่าคะแนน

กล่าวถึงสมชาติ เกิดเมื่อวันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2509 ที่ตำบลท่าโรงช้าง อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นบุตรของดำรง กับนางประภา ประดิษฐพร ด้านครอบครัวสมรสกับนางวสุ ประดิษฐพร (สกุลเดิม: ยังวิวัฒน์) นายกเทศมนตรีเมืองท่าข้าม มีบุตร 3 คน คือ เด็กหญิงโอฬาริศา ประดิษฐพร, เด็กหญิงไอยวริญ ประดิษฐพร และเด็กหญิงอริญรดา ประดิษฐพร

สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี คณะนิติศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยศรีปทุม และระดับปริญญาโท คณะรัฐประศาสนศาสตร์ จากวิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม

สมชาติ เคยเป็นสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุราษฎร์ธานี 3 สมัย (2534–2542, 2543–2554, 2555–2561) และนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุราษฎร์ธานี (2540–2543) และได้รับเลือกให้เป็นประธานสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุราษฎร์ธานี (2552–2561)

จุดยืนที่หนักแน่นชัดเจนมั่นคงต่ออุดมการณ์ของพรรคประชาธิปัตย์ ทำให้ชาวบ้านเกิดแรงรักแรงศรัทธาต่อนักการเมืองอย่างอ้อย-สมชาติ

ทำให้ชนะหัวใจของชาวสุราษฎร์ธานีอย่างปฏิเสธไม่ได้ ทั้งคะแนนเขต และคะแนนบัญชีรายชื่อที่มากที่สุดถึง 330,000 กว่าคะแนน ซึ่งสูงสุดเป็นอันดับต้นๆของภาคใต้

การกลับมาของอ้อย-สมชาติ คำถามคือ…นี่คือการฟื้นตัวของพรรคประชาธิปัตย์ หรือเป็นเรื่องของ “ตัวบุคคล” หรือสัญญาณชีพของ “เครือข่ายบ้านใหญ่”?

กรณีของสมชาติ จุดแข็งไม่ได้อยู่ที่โลโก้พรรคอย่างเดียว แต่อยู่ที่ สายสัมพันธ์ในพื้นที่ ที่สั่งสมมานาน เวลาเลือกตั้ง บ้านใหญ่ไม่ได้เริ่มนับหนึ่งใหม่ทุกครั้ง แต่เริ่มจาก “ทุนทางสังคม” ที่สะสมไว้

ปี 66 ประชาธิปัตย์แพ้เรียบ ยกจังหวัดสุราษฎร์ธานี เพราะอะไร

ปี 2566 เป็นปีที่ “กระแสชาติ” กลบ “กระแสพื้นที่”
หลายจังหวัดเกิดการเปลี่ยนขั้วแบบยกแผง บ้านใหญ่หลายแห่งโดนกระแสพรรคใหญ่ระดับประเทศดูดฐานเสียงไป อันเป็นการสอบตกในห่วงกระแสประชาธิปัตย์วูบไปมาก

บ้านใหญ่จึงเหมือนต้นไม้ใหญ่ที่โดนไฟป่า ไม่ได้ตาย แต่ใบไหม้เกรียม
ปี 69 กลับมาได้ 1 เขต อันเป็นการสะท้อนว่า การกลับมาได้ 1 เขต ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ มันสะท้อนว่าฐานเสียง “แกนแข็ง” ยังอยู่ /เครือข่ายท้องถิ่นยังทำงาน เมื่อกระแสชาติอ่อนลง การเมืองพื้นที่จะกลับมามีบทบาท

บ้านใหญ่แบบสมชาติไม่ได้ชนะเพราะกระแส แต่ชนะเพราะ ความผูกพันเชิงพื้นที่ พูดง่าย ๆ คือ
กระแสมาเร็วไปเร็ว
แต่ความสัมพันธ์ในชุมชนเดินช้า ๆ และอยู่นาน มั่นคงยั่งยืน

นี่คือสัญญาณฟื้นของประชาธิปัตย์หรือไม่?
คำตอบยังไม่เต็มร้อย
ถ้าเป็นการชนะจาก “ตัวบุคคล” แค่คือชัยชนะเฉพาะจุด ถ้าเป็นการชนะจาก “โครงสร้างพรรค” คือการฟื้นระดับระบบ

กรณีนี้ดูจะเอนเอียงไปทาง พลังบ้านใหญ่เฉพาะพื้นที่ มากกว่าพลังแบรนด์พรรค

16 กุมภาพันธ์ ของทุกปี เป็น "วันสมเด็จพระนารายณ์มหาราช" วันรำลึกกษัตริย์นักการทูต เชิดชูบทบาทพระราชกรณียกิจ กษัตริย์ผู้มีความรอบรู้-ปราดเปรื่อง ตำนานลพบุรี เมืองยุทธศาสตร์ที่เคยเป็นหัวใจแผ่นดิน

(16 ก.พ. 69) ทุกวันที่ 16 กุมภาพันธ์ของทุกปี เป็น "วันสมเด็จพระนารายณ์มหาราช" วันรำลึกเพื่อเทิดพระเกียรติสมเด็จพระนารายณ์มหาราช กษัตริย์ผู้มีบทบาทสำคัญในประวัติศาสตร์ไทย โดยเฉพาะด้านการทูต การทหาร และวรรณคดี วันดังกล่าวมีความสำคัญในจังหวัดลพบุรีซึ่งพระองค์ทรงยกเมืองนี้ให้เป็นราชธานีสำรองในสมัยอยุธยา

"วันสมเด็จพระนารายณ์มหาราช" ตรงกับวันที่ 16 กุมภาพันธ์ซึ่งเป็นวันพระราชสมภพของพระองค์และยังเป็นวันที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 เสด็จฯ เปิดพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนารายณ์มหาราชในลพบุรีอีกด้วย ทำให้วันที่นี้เป็น "วันรวมใจ" ของชาวลพบุรีและผู้ศรัทธาทั่วประเทศ

พระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนารายณ์มหาราชที่ตั้งอยู่กลางวงเวียนเทพสตรีในตัวเมืองลพบุรี แสดงถึงความสง่างามและความเป็นกษัตริย์นักปกครองที่ทรงพระแสงดาบ พร้อมกับบรรยากาศประวัติศาสตร์ที่ชวนให้ย้อนรำลึกยุครุ่งเรืองของอยุธยา

ในแต่ละปี ลพบุรียังจัด "งานแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช" ซึ่งมีการแต่งกายย้อนยุค การเดินตลาด และการแสดงวัฒนธรรมต่างๆ เพื่อให้ผู้คนได้สัมผัสประวัติศาสตร์อย่างจับต้องได้ งานครั้งที่ 38 จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 13-22 กุมภาพันธ์ 2569

วันสมเด็จพระนารายณ์มหาราชจึงเปรียบเสมือนสะพานเชื่อมอดีตสู่ปัจจุบันที่ยังคงมีชีวิตชีวาด้วยพิธีกรรมและกิจกรรมที่สร้างความสัมพันธ์ระหว่างคนรุ่นใหม่กับประวัติศาสตร์ไทย"

ที่มา : https://www.lib.ru.ac.th/journal2/?p=348

สคม.-กกท.มอบใบรับรอง!! “ครูมวยต่างชาติ” พัทยา ดันมาตรฐานมวยไทยสู่สากล ย้ำใบประกาศคือการการันตีองค์ความรู้ ตามเกณฑ์ สคม. อย่างเป็นทางการ

(15 ก.พ. 69) สำนักงานคณะกรรมการกีฬามวย (สคม.) ร่วมกับการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) มอบประกาศนียบัตรแก่ผู้ฝึกสอนมวยไทยชาวต่างชาติที่ผ่านการอบรมและทดสอบครบถ้วน ที่จังหวัดพัทยาเมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์

นายธีรวัฒน์ ศิลปอาชา ผู้อำนวยการกองส่งเสริมพัฒนากีฬามวย สคม. ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีปิดและมอบประกาศนียบัตรแก่ผู้เข้ารับการอบรม พร้อมย้ำว่า "การรับรองในครั้งนี้ถือเป็นการการันตีมาตรฐานองค์ความรู้ตามหลักเกณฑ์ของสคม.อย่างเป็นทางการ"

โครงการฝึกอบรม Muaythai Instructor Course (Introductory Level) for Foreigners 2025 มีผู้เข้าร่วมกว่า 100 คน ได้รับความรู้เข้มข้นจากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญระดับ A License ครอบคลุมทักษะพื้นฐานมวยไทย การใช้หมัด เท้า เข่า ศอก รวมถึงจริยธรรมและพิธีไหว้ครู

ผู้สำเร็จการอบรมในครั้งนี้จะเป็นทูตวัฒนธรรมมวยไทย ในการเผยแพร่ศิลปะการต่อสู้แห่งชาติสู่เวทีโลกอย่างถูกต้อง โดยใบประกาศนี้ถือเป็นก้าวแรกในการพัฒนาศักยภาพที่สูงขึ้นในอนาคต

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10136873

          https://thaitv5hd.com/web/content.php?id=62187

"น้ำเงิน-แดง" จับมือตั้งรัฐบาล พร้อมหนุน ‘อนุทิน’ เป็นนายกฯ ขอมองไปข้างหน้า ลบอดีตให้หมด ทำงานไม่มีแบ่งเส้น ด้าน ‘ยศชนัน’ ขอบคุณเชิญร่วมรัฐบาล

13 กุมภาพันธ์ 2569 เมื่อเวลา 15.30 น.ที่ผ่านมา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว. มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) พร้อมด้วยแกนนำพรรคภูมิใจไทย และ นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ และแกนนำพรรคเพื่อไทย (พท.) ร่วมกันแถลงข่าว ภายหลังใช้เวลาหารือประมาณ 30 นาที

โดย นายอนุทิน กล่าวว่า พรรคภูมิใจไทยรู้สึกเป็นเกียรติที่ผู้บริหารระดับสูงของพรรคเพื่อไทยได้กรุณาแวะมาหารือในเรื่องของการดำเนินการการจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งถ้าเราดูจากคะแนนของการเลือกตั้งถึงแม้ว่าจะยังไม่มีประกาศอย่างเป็นทางการ แต่เราก็ไม่ต้องการให้มันมีช่วงสุญญากาศเป็นระยะเวลานาน ซึ่งได้มีการหารือกันมาในระดับหนึ่ง ก็ได้ข้อสรุปว่าทางพรรคเพื่อไทยยินดีที่จะสนับสนุนให้พรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งเราดำเนินการตามแนวทางที่เราได้วางไทม์ไลน์เอาไว้ว่าถ้าเรามีโอกาสที่จะได้เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลนั้น เราจะเชิญพรรคเป็นลำดับตามลำดับในการหารือและขอความร่วมมือในการที่จะทำให้ประเทศของเราได้ดำเนินต่อไปด้วยความราบรื่น ด้วยพลังพรรคภูมิใจไทยกับพรรคเพื่อไทย เรามองไปข้างหน้า และได้เห็นว่าบุคลากรคุณภาพของทั้งสองพรรคน่าจะมีความสามารถมากเพียงพอที่จะผลักดันและนำพาประเทศไทยไปสู่อนาคตที่ดีมั่นคงแข็งแกร่งและยั่งยืน เป็นที่คาดหวังของพี่น้องประชาชนได้

ในเบื้องต้นได้พูดคุยกันและได้มีการตกลงกัน ซึ่งจากนี้ไปเราจะมีการพูดคุยกันมากขึ้นเพื่อลงในรายละเอียดในการดำเนินการจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งเป็นเรื่องปกติทั่วไปไม่มีเรื่องแปลกใหม่อะไร ต้องกราบขอบพระคุณนายยศชนัน และ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ซึ่งวันนี้ได้รับทราบมาว่าหัวหน้าพรรคเพื่อไทยไม่สบาย เป็นไข้หวัด ก็เลยไม่สะดวกที่จะมา เราจึงได้รับเกียรติจากผู้หลักผู้ใหญ่ของพรรคเพื่อไทย ทั้ง นายภูมิธรรม เวชยชัย แกนนำพรรค และ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ

ด้าน นายยศชนัน กล่าวว่า เนื้อหาเป็นไปตามที่นายกฯ แถลง ก็ต้องขอขอบคุณนายกฯ ที่ให้เกียรติเรียนเชิญพรรคเพื่อไทยมาสู่การเจรจา ตนในฐานะของผู้นำพรรคเพื่อไทยเคยรับปากกับทุกท่านว่าการเจรจาตนจะอยู่ด้วยตลอดและวันนี้ตนก็อยู่ด้วย

ขณะที่ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า เป็นไปตามที่นายกฯ ได้นำเรียนทุกท่านว่าวันนี้พรรคเพื่อไทยเอง พร้อมสนับสนุนพรรคภูมิใจไทยในการเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลตามที่นายกฯ ได้กล่าว ส่วนในเรื่องต่างๆ คงจะมีการพูดคุยกันในภายหลัง วันนี้เป็นการมาแสดงความยินดีที่พรรคภูมิใจไทยประสบความสำเร็จในการเลือกตั้งในครั้งนี้ จากนั้นนายอนุทินได้ยกมือไหว้ขอบคุณนายยศชนัน แกนนำพรรคเพื่อไทยทุกคน

โดยผู้สื่อข่าวถามว่า ได้มีการพูดคุยกันเรื่องกระทรวงกันแล้วหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า เราจะได้มีเวลาคุยกันอีกหลายครั้ง

เมื่อถามต่อว่า การจับมือร่วมกันครั้งนี้ทั้ง 2 พรรคมีเป้าหมายในเรื่องของการที่จะกลับมาทำงานร่วมกันอย่างไรบ้าง นายอนุทิน กล่าวว่า เป็นสิ่งที่เราหารือกันเมื่อสักครู่นี้ คือเรามั่นใจซึ่งกันและกันว่าบุคลากรของแต่ละพรรค มีความสามารถ มีความรู้ มีประสบการณ์ มีความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะทำประโยชน์ให้กับบ้านเมือง และได้บอกกับทุกท่านไปว่าขอให้เรากลับมาทำงานด้วยกัน นึกถึงประโยชน์ส่วนรวมเป็นหลัก เรื่องอะไรที่มันไม่เข้าใจกันในอดีตที่ผ่านมาเป็นเรื่องปกติธรรมดา ต้องลบออกไปให้หมดและเดินไปข้างหน้า และขอความร่วมมือที่จะทำงานร่วมกันทำงานแบบร่วมกันจริงๆไม่มีการแบ่งเส้น แบ่งเขต ถือว่าเป็นการทำงานร่วมกันในฐานะที่เป็นรัฐบาลด้วยกัน บริหารราชการแผ่นดินไปด้วยกัน เพื่อประสิทธิภาพด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะทำให้เกิดสิ่งที่ดีที่สุดให้กับประเทศของเรา

จบปัญหา “ตำรวจปลอม-บัญชีม้า-สายลวงโลก” ด้วยแอปเดียว! รู้จัก “Police Care” เกราะป้องกันไซเบอร์ที่คนไทยต้องมีในปี 2026

ในยุคที่มิจฉาชีพพัฒนาไปไกลถึงขั้นใช้ AI ปลอมเสียงและหน้า (Deepfake) เพื่อหลอกลวงประชาชน การมีแค่ "สติ" อาจไม่เพียงพออีกต่อไป ล่าสุดวงการแอปพลิเคชันภาครัฐได้เปิดตัวเครื่องมือไม้ตายใหม่ที่กำลังได้รับเสียงชื่นชมอย่างล้นหลาม นั่นคือ "Police Care" แอปพลิเคชันที่ถูกขนานนามว่าเป็น "สถานีตำรวจพกพา" ที่จะมาปิดช่องโหว่ของแก๊งคอลเซ็นเตอร์และอาชญากรรมออนไลน์แบบครบวงจร

ทำไม Police Care ถึงกลายเป็นแอปสามัญประจำเครื่องที่คนไทยต้องโหลดในปี 2026? นี่คือ 3 ฟีเจอร์เด็ดที่ออกแบบมาแก้ Pain Point ของเหยื่อโดยเฉพาะ

1. เช็กให้ชัวร์ก่อนเชื่อ: ระบบตรวจสอบ “ตำรวจจริง vs ตำรวจปลอม”
มุกเดิมๆ ของแก๊งคอลเซ็นเตอร์คือการ VDO Call มาพร้อมเครื่องแบบตำรวจเต็มยศ ข่มขู่ด้วยหมายจับปลอม ทำให้เหยื่อตกใจจนโอนเงิน ฟีเจอร์ "Verify Officer" ของ Police Care จะเข้ามาจัดการเรื่องนี้
•    การทำงาน: เพียงแค่ประชาชนกรอกชื่อ-นามสกุล หรือตำแหน่งที่มิจฉาชีพแอบอ้าง (หรือสแกน QR Code ประจำตัวเจ้าหน้าที่หากมีการแสดง) ระบบจะเชื่อมฐานข้อมูลสำนักงานตำรวจแห่งชาติทันที
•    ผลลัพธ์: แอปฯ จะแสดงสถานะทันทีว่าบุคคลนี้เป็นตำรวจจริงหรือไม่ สังกัดหน่วยงานใด และหน้าตาตรงปกหรือไม่ ช่วยให้ประชาชนวางสายได้ทันทีที่รู้ว่าเป็นตัวปลอม

2. ปุ่มฉุกเฉินสกัดเงินไหล: “อายัดบัญชีม้า” ได้ทันที ไม่ต้องรอสายด่วน
ปัญหาใหญ่ในอดีตคือ เมื่อรู้ตัวว่าถูกหลอก การโทรหาศูนย์ AOC 1441 หรือธนาคารอาจใช้เวลาถือสายรอ ซึ่งทุกวินาทีคือโอกาสที่คนร้ายจะโยกย้ายเงิน
•    การทำงาน: Police Care เชื่อมต่อ API กับสมาคมธนาคารไทยโดยตรง เมื่อผู้ใช้กดแจ้งเหตุฉุกเฉินและระบุเลขบัญชีปลายทางที่โอนไป ระบบจะส่งคำสั่ง "ระงับธุรกรรมชั่วคราว" (Freeze) ไปยังธนาคารปลายทางทันทีเป็นเวลา 72 ชั่วโมง เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการสอบสวนต่อ
•    ผลลัพธ์: ตัดวงจรการยักย้ายถ่ายเทเงินของบัญชีม้าได้อย่างรวดเร็ว เพิ่มโอกาสในการได้เงินคืนสูงสุด

3. รู้ทันก่อนรับสาย: เช็กเบอร์แก๊งคอลเซ็นเตอร์แบบ Real-time
แม้จะมีแอปฯ ตรวจสอบเบอร์โทรศัพท์เอกชนอยู่แล้ว แต่ Police Care ยกระดับความแม่นยำด้วยฐานข้อมูล Blacklist จากการแจ้งความจริงทั่วประเทศ
•    การทำงาน: ผู้ใช้สามารถนำเบอร์โทรศัพท์ที่น่าสงสัยมากรอกตรวจสอบ หรือตั้งค่าให้แอปฯ แจ้งเตือนเมื่อมีเบอร์ที่อยู่ในบัญชีดำโทรเข้ามา ระบบจะระบุพฤติกรรมความเสี่ยง เช่น "เบอร์นี้ถูกแจ้งความคดีหลอกลงทุน 50 ครั้ง"
•    ผลลัพธ์: สร้างเกราะป้องกันด่านแรก ให้ประชาชนไม่หลงกลรับสาย หรือรู้ทันเล่ห์เหลี่ยมก่อนจะเริ่มบทสนทนา

ส่อง..อุตสาหกรรมป้องกันประเทศเกาหลีใต้

ขณะที่บ้านเมืองของเรายังคงอยู่ในสภาวะสงครามชายแดนกับเขมรอยู่ในเวลานี่ ขอหยิบยกเอาเรื่องราวของอุตสาหกรรมป้องกันประเทศซึ่งถือเป็นศักย์สงครามที่สำคัญมาเล่าให้ท่านผู้อ่านได้พอรู้พอเข้าใจ โดยขอกล่าวถึง “เกาหลีใต้” ซึ่งเป็นประเทศที่เผชิญสงครามจนย่อยยับก่อนกลับกลายมาเป็นประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ รวมถึงอุตสาหกรรมป้องกันประเทศลำดับต้น ๆ ของโลกในทุกวันนี้ 

ย้อนไปในปี 1950 ถึง 1953 อันเป็นห้วงเวลาที่เกิดสงครามระหว่างสองเกาหลี จะมีคนไทยในสมัยนั้นสักกี่คนจะเชื่อว่าเกาหลีใต้ ประเทศที่พึ่งพ้นจากการเป็นอาณานิคมของญี่ปุ่นภายหลังสงครามโลกครั้งที่สอง และได้รับความเสียหายอย่างหนักจากสงครามเกาหลีในช่วงทศวรรษ 1950 ทั้งยังต้องพึ่งพาความช่วยเหลือทางทหารเต็มรูปแบบจากสหรัฐอเมริกา จะเจริญก้าวหน้าจนกลายเป็นประเทศอุตสาหกรรมที่พัฒนาแล้วเช่นทุกวันนี้ เช่นเดียวกับพัฒนาการอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของเกาหลีใต้ ซึ่งรัฐบาลเกาหลีใต้มีการวางแผนและกำหนดนโยบายในการส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศจนปัจจุบัน อุตสาหกรรมป้องกันประเทศเกาหลีใต้จัดว่าอยู่ในอันดับต้นๆ ของทวีปเอเชีย และกลายเป็นประเทศผู้ส่งออกอาวุธรายใหญ่ของโลกในปัจจุบัน

อุตสาหกรรมป้องกันประเทศของเกาหลีใต้เป็นหนึ่งในภาคเศรษฐกิจและความมั่นคงที่เติบโตอย่างรวดเร็ว ทั้งในด้าน กำลังการผลิตภายในประเทศ การวิจัยพัฒนา (R&D) และการส่งออกอาวุธไปทั่วโลก พัฒนาการของอุตสาหกรรมป้องกันประเทศเกาหลีใต้ไม่ได้ก้าวไปอย่างสะเปะสะปะไร้แผนงานและทิศทางในการดำเนินการ โดยรัฐบาลเกาหลีใต้เริ่มสนับสนุนให้อุตสาหกรรมป้องกันประเทศของเกาหลีให้เกิดขึ้น และมีความเข้มแข็งขึ้นตั้งแต่ช่วงต้นทศวรรษ 1970 โดยกำหนดนโยบายในรูปแบบของกฎหมาย 3 ฉบับ ได้แก่ กฎหมายอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ปี 1973 แผนปรับปรุงกองทัพเกาหลีใต้ ปี 1974 และกฎหมายภาษีป้องกันประเทศ ปี 1975 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ถูกออกแบบให้สนับสนุนทางการเงินให้สำหรับการพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของเกาหลีใต้ โดยช่วงทศวรรษ 1970 นโยบายของรัฐบาลให้การสนับสนุนแก่อุตสาหกรรมต่อเรือ อุตสาหกรรมเหล็ก และอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ การเจริญเติบโตของอุตสาหกรรมเหล่านี้ มีส่วนอย่างสำคัญในการเชื่อมโยงอุตสาหกรรมเหล่านี้พัฒนาก้าวหน้าและเติบโตจนกลายเป็นส่วนที่สำคัญอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ และก้าวหน้าจนกระทั่งกลายเป็นการผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์ที่เป็นการรวมตัวกันระหว่างอุตสาหกรรมการต่อเรือ และอุตสาหกรรมเครื่องจักรกลหนักอื่นๆ

ในช่วงทศวรรษ 1990 อุตสาหกรรมภายในประเทศของเกาหลีใต้สามารถผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์สนองตอบต่อความต้องการของกองทัพเกาหลีใต้ได้ถึงร้อยละ 70 ทั้งอาวุธยุทโธปกรณ์ต่างๆ อุปกรณ์สื่อสาร ยานยนต์ เสื้อผ้า เครื่องใช้ ยุทธภัณฑ์และยุทธปัจจัยต่างๆ โดยมี “สำนักงานบริหารโครงการจัดซื้อจัดจ้างด้านกลาโหม(The Defense Acquisition Program Administration (DAPA)” ของกระทรวงกลาโหมเกาหลีใต้ เป็นผู้รับผิดชอบการจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์ ยุทธภัณฑ์และยุทธปัจจัยกว่าร้อยละ 95 โดย ทำหน้าที่จัดซื้อจัดจ้างทุกอย่างสำหรับกองทัพเกาหลีใต้ รวมทั้งการจัดการส่งกำลังบำรุง การประมาณการสำหรับอาวุธยุทโธปกรณ์ต่างๆ เจรจาต่อรอง กำหนดคุณลักษณะและการกำหนดมาตรฐานอาวุธยุทโธปกรณ์ของกองทัพ กองทัพเกาหลีใต้ซึ่งเคยพึ่งพาความช่วยเหลือทางทหารจากสหรัฐอเมริกาเต็มรูปแบบจนกระทั่งกลางทศวรรษ 1960 ในปี 1971 กระทรวงกลาโหมเกาหลีใต้ได้จัดตั้ง DAPA ทำหน้าที่เป็นสำนักงานจัดซื้อจัดจ้างแบบบูรณาการ เพื่อปรับปรุงอาวุธยุทโธปกรณ์ของกองทัพเกาหลีใต้ให้ทันสมัยเป็นการเสริมสร้างศักยภาพของกองทัพบกเกาหลีใต้ ในปัจจุบัน DAPA รับผิดชอบจัดการงบประมาณกว่า 5 ล้านล้านวอน

ในส่วนของการผลิตอาวุธสำหรับกองทัพเกาหลีใต้เกิดขึ้นในปี 1971 เมื่อกระทรวงกลาโหมสร้างโรงงานเพื่อผลิต ประกอบปืนเล็กกลแบบ M-16 ตามข้อตกลงระหว่างรัฐบาลสหรัฐฯ และรัฐบาลเกาหลีใต้ โดยยินยอมให้กองทัพบกเกาหลีใต้สามารถผลิตอาวุธปืน M-16 ได้อย่างเต็มที่ แต่ห้ามผลิตอาวุธปืนดังกล่าวเกินกว่าจำนวนที่กองทัพบกเกาหลีใต้ต้องการโดยปราศจากความยินยอมของรัฐบาลสหรัฐฯ ซึ่งรัฐบาลเกาหลีใต้ได้ทำข้อตกลงในลักษณะนี้ในการผลิตอาวุธชนิดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นระเบิดมือ กับระเบิด และปืนไร้แรงสะท้อน ตลอดจนกระสุนสำหรับอาวุธที่ผลิตให้กองทัพบกเกาหลีใต้ ในปี 1990 บริษัทเกาหลีใต้ได้รับสัญญาจากกองทัพบกเกาหลีใต้ให้ผลิตรถถัง ปืนใหญ่อัตตาจรและปืนใหญ่ลากจูง รถเกราะ 2 แบบ และเฮลิคอปเตอร์อีก 2 แบบ บริษัทฮุนไดได้รับสัญญาผลิตรถถังแบบ K-1 มีปืนใหญ่รถถังขนาด 105 mm. ซึ่งพัฒนาจากรถถัง M48A5 ที่กองทัพบกเกาหลีใต้ใช้ ซึ่งมีการนำเข้าชิ้นส่วนเพียงไม่กี่ชนิด เช่น ระบบควบคุมการยิง และระบบส่งกำลัง 

นอกจากนั้นแล้วผลิตในเกาหลีใต้ทั้งหมด ซัมซุงได้รับสัญญาผลิตปืนใหญ่อัตตาจร 155 mm. M-109 เกียได้รับสัญญาผลิตปืนใหญ่ลากจูง KH-178 ขนาด 105 mm. และ KH-179 ขนาด 155 mm. แดวูและเอเชียมอเตอร์ได้รับสัญญาผลิตรถหุ้มเกราะลักษณะ KM-900 ที่ออกแบบโดยบริษัท FIAT (อิตาลี) ในปี 1990 บริษัทเกาหลีใต้ได้รับสัญญาจากกองทัพบกเกาหลีใต้ให้ผลิตรถถัง ปืนใหญ่อัตตาจรและปืนใหญ่ลากจูง รถเกราะ 2 แบบ และเฮลิคอปเตอร์อีก 2 แบบ บริษัทฮุนไดได้รับสัญญาผลิตรถถังแบบ K-1 มีปืนใหญ่รถถังขนาด 105 mm. ซึ่งพัฒนาจากรถถัง M48A5 ที่กองทัพบกเกาหลีใต้ใช้ ซึ่งมีการนำเข้าชิ้นส่วนเพียงไม่กี่ชนิด เช่น ระบบควบคุมการยิง และระบบส่งกำลัง นอกจากนั้นแล้วผลิตในเกาหลีใต้ทั้งหมด ซัมซุงได้รับสัญญาผลิตปืนใหญ่อัตตาจร 155 mm. M-109 เกียได้รับสัญญาผลิตปืนใหญ่ลากจูง KH-178 ขนาด 105 mm. และ KH-179 ขนาด 155 mm. แดวูและเอเชียมอเตอร์ได้รับสัญญาผลิตรถหุ้มเกราะลักษณะ KM-900 ที่ออกแบบโดยบริษัท FIAT (อิตาลี)

บริษัทเบลล์เฮลิคอปเตอร์ของสหรัฐและบริษัทซัมซุงร่วมกันผลิตเฮลิคอปเตอร์แบบ UH-1 บริษัทซิกอร์สกี้ของสหรัฐและแดวูร่วมกันผลิตเฮลิคอปเตอร์แบบ S-76 โคเรียนแอร์กลายเป็นศูนย์ซ่อมอากาศยานส่วนใหญ่ของกองทัพอากาศเกาหลีใต้ และกองทัพอากาศของสหรัฐฯ ได้ทำสัญญาจ้างโคเรียนแอร์ในการปรนนิบัติบำรุงเครื่องบินแบบ F-4 F15 A-10 และ C-130 ที่ประจำการในเกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และฟิลิปปินส์ ห้วงทศวรรษ 1970 ถึง 1980 เกาหลีใต้กลายเป็นผู้ต่อเรือรายใหญ่ของโลก ทั้งเรือบรรทุกน้ำมันขนาดใหญ่ และแท่นขุดเจาะน้ำมัน ซึ่งมีฮุนไดเป็นบริษัทชั้นนำ และต่อมาแดวูก็เข้ามาร่วมแข่งขันในอุตสาหกรรมนี้ ต่อมาจากสภาพเศรษฐกิจตกต่ำของโลก ซึ่งการสนับสนุนของรัฐบาลญี่ปุ่นต่ออุตสาหกรรมต่อเรือของญี่ปุ่น บริษัทต่อเรือเกาหลีจึงหันความสนใจมายังการต่อเรือรบ ซึ่งต่อมาได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีในการต่อเรือนำเข้าจากสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมันในการต่อเรือดำน้ำแบบ U-209 ขนาด 150 ตัน ซึ่งกองทัพเรือเกาหลีใต้ได้ส่งต่อเพื่อใช้ในการป้องกันภัยคุกคามจากเรือดำน้ำของเกาหลีเหนือ ปลายทศวรรษ 1990 เกาหลีใต้มีอุตสาหกรรมป้องกันประเทศติดอันดับโลก ด้วยงบประมาณในการจัดหาอาวุธกว่า 1.4 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ โดยบริษัทในประเทศเกาหลีใต้เป็นผู้ผลิตอาวุธส่วนใหญ่ที่ใช้ในกองทัพเกาหลีใต้ ทั้งมีศักยภาพในการวิจัยและพัฒนา และผลิตระบบอาวุธแบบใหม่ อีกทั้งบริษัทขนาดเล็กอีกเป็นจำนวนมากมีส่วนร่วมในฐานะคู่สัญญารับเหมาช่วงของบริษัทใหญ่ๆ เหล่านั้น รัฐบาลเกาหลีใต้เองก็ต้องการปฏิรูปกองทัพเกาหลีใต้ให้มีความแข็งแกร่งในระดับเดียวกับความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจของตน ยิ่งทำให้อุตสาหกรรมป้องกันประเทศของเกาหลีได้รับอานิสงค์จนสามารถเจริญเติบโตได้อย่างรวดเร็วอีกด้วย

ปัจจุบันเกาหลีใต้ส่งออกอาวุธยุทโธปกรณ์ไปยังหลายประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และตะวันออกกลาง เช่น เครื่องบินฝึกแบบ KAI KT-1 Woongbi ให้กองทัพอากาศอินโดนีเซีย ตุรกี และเปรู เครื่องบินโจมตีฝึกแบบ KAI T/A-50 Golden Eagle ให้กองทัพอากาศอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ อิรัก และ ไทย นอกจากเครื่องบินรบแล้ว อาวุธยุทโธปกรณ์อื่นๆ ที่ผลิตโดยเกาหลีใต้ ก็ยังเป็นที่สนใจของตลาดอาวุธอีกด้วยไม่ว่าจะเป็น ปืนใหญ่อัตตาจร K-9 155/52 mm ซึ่งมีระยะยิงมากกว่า 40 กิโลเมตร รถถังแบบ K2 Black Panther รถสายพายพานลำเลียงพลแบบ K21 ติดปืนใหญ่อัตโนมัติ 40 มม. สามารถเดินทางที่ความเร็วสูงสุดถึง 70 กิโลเมตรต่อชั่วโมงและ 7.8 กิโลเมตรต่อชั่วโมงในน้ำ นอกจากนั้นแล้วเกาหลีใต้ยังมีขีดความสามารถในการผลิตขีปนาวุธที่มีเทคโนโลยีสูง เช่น ขีปนาวุธต่อต้านเรือรบแบบ Haeseong (SSM-700K Haeseong (C-Star) Anti-ship Missile) ซึ่งจะแทนที่ขีปนาวุธต่อต้านเรือรบแบบ Harpoon ของสหรัฐฯ และขีปนาวุธต่อสู้อากาศยานแบบ Singung (KP-SAM Shin-Gung or Shin-Kung or Chiron) ซึ่งจะแทนที่ขีปนาวุธต่อต้านอากาศยานแบบ Stinger ของสหรัฐฯ ในอนาคตอีกด้วย

เมื่อย้อนกลับมาดูพัฒนาการของอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของบ้านเราซึ่งไม่ได้มีการวางแผนและกำหนดนโยบายดังเช่นที่เกาหลีใต้ทำเมื่อกว่า 40 ปีล่วงมาแล้ว อุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทยในเชิงนโยบายจึงล้าหลังกว่าเกาหลีใต้ถึงกว่า 40 ปีเลยทีเดียว ทั้ง ๆ ที่ปัจจุบันอุตสาหกรรมยานยนต์ ชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ และอิเล็กทรอนิกส์ของไทยนั้นจัดว่าอยู่ในอันดับต้น ๆ ของภูมิภาคนี้ และรวมถึงทวีปเอเชียเสียด้วยซ้ำไป ทำไมเราจึงช้ากว่าเกาหลีใต้ถึงกว่า 40 ปี ประการแรกนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สอง ไทยกลายเป็นพันธมิตรทางการทหารที่แนบแน่นกับสหรัฐอเมริกา จึงได้รับความช่วยเหลือทางทหารจากรัฐบาลสหรัฐฯ อย่างมากมายมหาศาล จนเหล่าทัพต่าง ๆ พากันยุติการพัฒนาอาวุธยุทโธปกรณ์เพื่อใช้เองไปโดยปริยายกระทั่งมีการชับไล่กองกำลังสหรัฐฯ ให้ออกจากประเทศไทยในปี พ.ศ. 2519 ทำให้ความช่วยเหลือทางทหารลดลงมาเรื่อย ๆ จนเหลือน้อยมาก 

ประการต่อมาอาวุธทางการนับแต่ประเทศไทยมีการปกครองแบบประชาธิปไตย เราพึ่งมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมอาวุธเพียง 2 ฉบับเท่านั้น ฉบับแรกคือ คำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 37 (ปร.37) ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2519 ซึ่งเป็นกฎหมายเกี่ยวกับอุตสาหกรรมอาวุธของเอกชนเพื่อใช้ออกกฎกระทรวงจนกระทั่งฉบับต่อมาคือ พระราชบัญญัติโรงงานผลิตอาวุธของเอกชน พ.ศ. 2550 ซึ่งเป็นกฎหมายที่เกี่ยวกับอุตสาหกรรมป้องกันประเทศฉบับที่ 2 ต่อมา มีการจัดตั้ง “สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ” มีฐานะเป็นองค์การมหาชนแห่งแรกของกระทรวงกลาโหม เมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2552 ก็ตาม แต่บทบาทหน้าที่การทำงานของสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศในการสนับสนุนอุตสาหกรรมป้องกันประเทศจนทุกวันนี้ แต่ยังไม่เพียงพอต่อการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมป้องกันประเทศให้มีพัฒนาการและเจริญเติบโตอย่างมีประสิทธิภาพ

จากทาสสายเปย์ สู่ทาสสายวางแผน เมื่อการเลี้ยงสัตว์คือการบริหารค่าใช้จ่ายระยะยาว

สังคมไทยกำลังเห็นการเปลี่ยนผ่านสำคัญ เมื่อสัตว์เลี้ยงขยับบทบาทจาก “เพื่อน” สู่ “สมาชิกครอบครัว” ท่ามกลางจำนวนเด็กเกิดใหม่ที่ลดลงแตะระดับต่ำสุดในรอบกว่า 70 ปีในปี 2567 ขณะเดียวกันเศรษฐกิจสัตว์เลี้ยงไทย กลับเติบโตสวนทาง โดยปี 2567 มูลค่าตลาดประเมินราว 74,800 ล้านบาท และขยายตัวเฉลี่ย 17.5% ต่อปี ในช่วงปี 2562–2567 สะท้อนกระแส Humanization ที่เจ้าของสัตว์เลี้ยงให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตและสุขภาพสัตว์เลี้ยงอย่างจริงจังยิ่งขึ้น

เมื่อ “เจ้านาย” คือสมาชิกครอบครัว การเลี้ยงสัตว์หนึ่งชีวิตจึงหมายถึงภาระค่าใช้จ่ายระยะยาวกว่า 10–15 ปี ตั้งแต่อาหารและโภชนาการเฉพาะทาง วัคซีนและการตรวจสุขภาพ ไปจนถึงการดูแลในวัยชรา ข้อมูลตลาดชี้ว่า ค่าใช้จ่ายต่อสัตว์เลี้ยงในกลุ่มที่ได้รับการดูแลใกล้ชิดอยู่ที่กว่า 4 หมื่นบาทต่อปี โดยหมวดสุขภาพมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตามเทรนด์การดูแลสุขภาพสัตว์เชิงป้องกัน (Preventive Care) พฤติกรรมผู้บริโภคจึงเริ่มเปลี่ยนจากการใช้จ่ายตามอารมณ์ สู่การตัดสินใจเชิงคุณค่า โดยมีอาหารคุณภาพ บริการสัตวแพทย์ และการดูแลเชิงป้องกัน เป็นตัวขับหลักของการใช้จ่าย

ทำไมบางคน ‘ไม่แสดงความคิดเห็น’ ในประชามติ

ในผลประชามติรอบล่าสุด มีคนจำนวนไม่น้อยเลือกกาช่อง “ไม่แสดงความคิดเห็น” และตัวเลขนี้ไม่ควรถูกมองว่าเป็นแค่ความเฉยชา เพราะมันสะท้อนทั้งความสับสน ความไม่มั่นใจ และบางครั้งคือ “การหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง” อย่างมีเหตุผล

Thai PBS รายงานผลนับคะแนนอย่างไม่เป็นทางการ (นับแล้ว 94%) ว่ามีผู้ ‘ไม่แสดงความคิดเห็น’ 2,879,535 คน ขณะที่นิด้าโพลก่อนวันลงคะแนนก็พบว่ามีผู้ตอบว่าจะ ‘ไม่แสดงความเห็น’ 13.78%—แปลว่าพฤติกรรมนี้มีอยู่จริงทั้งในโพลและในสนามเลือกตั้ง.

1) ‘ไม่เข้าใจโจทย์’ ไม่ได้แปลว่าไม่ฉลาด
ประชามติรัฐธรรมนูญเป็นโจทย์ที่ดูสั้น แต่ความหมายทางกฎหมายและกระบวนการซับซ้อนมาก ยิ่งเมื่อเอกสารอธิบายใช้ถ้อยคำปะปนระหว่าง “จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่” กับ “แก้ไขทั้งฉบับ” (ซึ่งเป็นคนละกระบวนการ) ก็ยิ่งเพิ่มความสับสน.
•    บางคนเลือกไม่แสดงความเห็น เพราะไม่มั่นใจว่าเข้าใจคำถามตรงกันกับรัฐหรือไม่
•    บางคนกลัว “กดผิดแล้วเปลี่ยนประเทศ” จึงเลือกทางที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับตนเอง

2) ‘ไม่ไว้ใจทุกฝ่าย’ จึงไม่อยากให้ใครนำคะแนนไปอ้าง
อีกเหตุผลสำคัญคือความไม่ไว้วางใจ—ไม่ว่าจะต่อการเมือง ต่อกระบวนการ หรือแม้แต่ต่อการตีความผลหลังจากนี้ บางคนจึงเลือกไม่แสดงความเห็นเพื่อไม่ให้คะแนนของตนถูกฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งนำไปตีความว่า “ประชาชนหนุนเรา”.

3) ‘หลีกเลี่ยงความขัดแย้ง’ ในสังคมที่การเมืองเป็นเรื่องเสี่ยง
ในสังคมที่การเมืองถูกพูดกันด้วยอารมณ์สูง การประกาศจุดยืนอาจกระทบความสัมพันธ์ในบ้าน ที่ทำงาน หรือชุมชน คนจำนวนหนึ่งจึงเลือกไม่แสดงความเห็นเพื่อไม่ต้องแบกต้นทุนทางสังคม.

รถถังสวนข่าวลือ!! เผย “10 ล้านไม่ใช่ทุกไฟต์” จี้ ONE ต้องชัดตั้งแต่แรก ชี้ประเด็นไม่ใช่แค่เงิน แต่อยากได้ความชัดเจนและความจริงใจจากองค์กร

(16 ก.พ. 69) 'รถถัง จิตรเมืองนนท์' ยอดมวยไทยชื่อดัง อัดคลิปผ่านโซเชียลมีเดียชี้แจงหลายดราม่าที่เกิดขึ้น ไม่ได้มีเพียงปมเรื่องค่าตัว แต่ยอมรับไม่พอใจที่ 'ONE Championship' ไม่ยอมจ่ายค่าตัว 10 ล้านบาททุกไฟต์ตามที่ 'ชาตรี ศิษย์ยอดธง' เคยประกาศไว้

รถถังกล่าวในไลฟ์ว่า "ผมเป็นนักมวยคนแรกที่ได้รับค่าตัว 10 ล้าน เพราะความนิยมทั่วโลก" พร้อมเผยว่าไฟต์ใหญ่ที่เจอ 'ทาเครุ เซกาวา' ที่ญี่ปุ่นได้รับค่าตัวสูงถึง 15-17 ล้านบาท รวมโบนัสที่น็อกคู่แข่งได้อีก 1.7 ล้านบาท แต่ในบางไฟต์อื่น อาจไม่ได้รับค่าตัวเต็มตามนั้น

ไฟต์ล่าสุดที่เจอกับ 'น้องโอ๋ ฮาม่ามวยไทย' มีข่าวว่ารถถังไม่พอใจค่าตัว ก่อนที่ไฟต์จะถูกยกเลิกเนื่องจากรถถังป่วยและน้องโอ๋ตกตาชั่งไม่ได้ ทำให้ไฟต์ยังไม่เริ่ม ส่วนไฟต์ของน้องโอ๋กับนักกีฬาอื่นแทนที่รถถัง ทำให้เขาออกมาโพสต์ชี้แจงว่าไม่ได้มีปัญหาเรื่องค่าตัว แต่ต้องการความแฟร์และความจริงใจในการทำงาน

"ผมแค่พูดในมุมผมว่าการร่วมงานต้องจริงใจต่อกัน" รถถังกล่าว พร้อมย้ำว่าอยากชกทุกไฟต์ดังที่ได้รับข่าวเรื่องค่าตัว 10 ล้านแต่สถานการณ์จริงมีหลายปัจจัย และอยากให้ชัดเจนตั้งแต่แรก

สถานการณ์นี้สะท้อนถึงความซับซ้อนในวงการมวยไทยระดับโลก ที่แม้มีข่าวใหญ่เรื่องค่าตัว แต่ยังมีความขัดแย้งและข้อเรียกร้องความโปร่งใสจากนักกีฬาและแฟนมวยที่มีความเห็นแตกต่างกันอย่างชัดเจน

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10139009


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top