Sunday, 7 June 2026
TheStatesTimes

‘นายกฯ อนุทิน’ ขอพร ศาลเจ้าพ่อเสือ เสริมสิริมงคลรับตรุษจีน ขอให้คนคิดไม่ดีกับประเทศไทย พังพินาศ ประชาชนมีความสุข ร่ำรวย สามัคคี

เมื่อเวลา 10.10 น. วันที่ 12 ก.พ. 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการเดินทางไปไหว้ศาลเจ้าพ่อเสือว่า ตนเป็นคนแบบนี้ เจอสิ่งศักดิ์สิทธิ์อะไรก็ไหว้เป็นสิริมงคลกับตัวเอง สร้างความสบายใจให้กับตัวเอง

“สัตว์พูดไม่ได้” 'อิงฟ้า วราหะ' ขอเป็นเสียงแทนสีดอหูพับ ช้างป่าจากขอนแก่นล้มระหว่างเคลื่อนย้าย สร้างความสะเทือนใจและตั้งคำถามขั้นตอน ผลชันสูตรชี้ช็อกเฉียบพลันส่งระบบหายใจล้มเหลว

(12 ก.พ. 69) พลายสีดอหูพับ ช้างป่าจากจังหวัดขอนแก่น เสียชีวิตในระหว่างการเคลื่อนย้ายไปยังพื้นที่ฟื้นฟูในจังหวัดเลย เหตุการณ์นี้สร้างความสะเทือนใจและเป็นประเด็นตั้งคำถามถึงขั้นตอนการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่กรมอุทยานแห่งชาติฯ

ผลชันสูตรเบื้องต้นระบุว่าช้างป่ามีภาวะช็อกเฉียบพลันและอาจเกิดการสำลัก ส่งผลให้ระบบทางเดินหายใจล้มเหลวระหว่างเคลื่อนย้าย คลิปและภาพที่เผยแพร่ทำให้หลายคนมองว่าเป็นการทารุณกรรมสัตว์และเรียกร้องความยุติธรรมให้กับสีดอหูพับ

ล่าสุด 'อิงฟ้า วราหะ' ได้ออกมาเป็นกระบอกเสียงในเรื่องนี้ผ่านทางแพลตฟอร์ม X โดยโพสต์ข้อความว่า "จริงๆ เป็นอะไรที่อ่อนไหวมากๆ สัตว์เค้าพูดไม่ได้ เค้าเรียกร้องไม่ได้ด้วยซ้ำ ขอพื้นที่ให้เค้าได้อยู่ ได้กิน ได้ใช้ชีวิตอย่างสงบสุขบนโลกใบเดียวกันกับเรา การจากไปครั้งนี้ บางทีอาจต้องให้บทเรียนมนุษย์บ้าง"

เหตุการณ์นี้สะท้อนถึงความท้าทายในการจัดการสัตว์ป่า ระหว่างการเคลื่อนย้ายและฟื้นฟูสภาพแวดล้อม ที่ยังจำเป็นต้องมีการพัฒนาขั้นตอนและมาตรการเพื่อป้องกันความสูญเสียในอนาคต

ที่มา : https://entertain.teenee.com/thaistar/317795.html

13 กุมภาพันธ์ ของทุกปี “วันรักนกเงือก’ ชวนคนไทยปกป้อง ‘ผู้ปลูกป่า’ ก่อนผืนป่าจะเงียบถาวร ความรักสื่อถึงความรับผิดชอบ

(13 ก.พ. 69) วันรักนกเงือก ตรงกับ 13 กุมภาพันธ์ของทุกปี เพื่อส่งเสริมให้คนไทยรักและปกป้องนกเงือก "ชาวป่าปากใหญ่" ที่มีบทบาทสำคัญในระบบนิเวศและเป็นสัญลักษณ์ของความรักในธรรมชาติไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

วันรักนกเงือกจัดขึ้นก่อนวันวาเลนไทน์หนึ่งวัน เพื่อใช้ความรักเป็นสะพานเชื่อมการอนุรักษ์ นำโดย 'มูลนิธิศึกษาวิจัยนกเงือก' และคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล โดยกิจกรรมนี้จัดต่อเนื่องมากว่า 20 ปี

นกเงือกไม่ใช่เพียงนกสวยงาม แต่เป็น "ช่างปลูกป่า" ที่ช่วยกระจายเมล็ดพันธุ์ไม้ ยกระดับความหลากหลายทางชีวภาพในผืนป่าไทยซึ่งมีนกเงือกถึง 13 ชนิด การล่าสัตว์ การค้า และการทำลายป่า เป็นภัยคุกคามทำให้นกเงือกต้องการการช่วยเหลือ

วันรักนกเงือกจัดกิจกรรมรณรงค์ให้ความรู้ จัดนิทรรศการ และแคมเปญชวนให้ทุกคนปกป้องนกเงือกตามวิถีที่ถูกต้อง ไม่รบกวนธรรมชาติ

"รักนกเงือกไม่จำเป็นต้องให้อาหาร แต่เริ่มจากการสนับสนุนงานวิจัย ท่องเที่ยวธรรมชาติอย่างรับผิดชอบ และร่วมรักษาป่า" เพราะ "นกเงือกอยู่ได้ = ป่าอยู่ได้" ส่งผลดีต่อคุณภาพชีวิตของคนในระยะยาว

ที่มา : https://www.tei.or.th/th/infographic_detail.php?eid=2093

ตำรวจเตือนภัยช่วงเทศกาล 'ตรุษจีน' ระวัง 'ลิงก์อั่งเปา' ออนไลน์ ถูกหลอกดูดเงินเกลี้ยงบัญชี

[กรุงเทพฯ] 12 กุมภาพันธ์ 2569 – ใกล้เข้าสู่ช่วงเทศกาลตรุษจีน ซึ่งเป็นเทศกาลแห่งความสุขและการเฉลิมฉลองของพี่น้องชาวไทยเชื้อสายจีน สิ่งที่ขาดไม่ได้คือธรรมเนียมการแจก “อั่งเปา” เพื่อความเป็นสิริมงคล แต่ล่าสุด กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ได้ออกมาแจ้งเตือนประชาชนให้ระมัดระวังภัยเงียบที่มาพร้อมกับเทศกาล นั่นคือ “ลิงก์อั่งเปาปลอม” ที่มิจฉาชีพฉวยโอกาสใช้เชิดเงินจากบัญชีของผู้หลงเชื่อ

เปิดกลโกง: จาก “ผู้โชคดี” สู่ “เหยื่อ” ในพริบตา

ทางตำรวจสอบสวนกลางได้เปิดเผยรูปแบบแผนประทุษกรรมของมิจฉาชีพ ที่มักจะแฝงตัวมาในช่วงเทศกาลตรุษจีน โดยมีพฤติการณ์หลักๆ 4 ขั้นตอน ดังนี้:

1.    หว่านล้อมผ่านโซเชียล: มิจฉาชีพจะส่งลิงก์ผ่านทาง SMS หรือโพสต์ตามสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ โดยใช้ข้อความเชิญชวนที่น่าสนใจ

2.    ล่อใจด้วยคำว่า “ฟรี”: มักใช้ข้อความกระตุ้นความโลภ เช่น “คุณคือผู้โชคดีได้รับอั่งเปาฟรี” หรือ “คลิกเพื่อรับเงินรางวัลต้อนรับตรุษจีน”

3.    หลอกขอข้อมูลส่วนตัว: เมื่อเหยื่อเผลอกดลิงก์ ระบบจะนำไปสู่หน้าเว็บไซต์ปลอมที่ให้กรอกข้อมูลสำคัญ เช่น ชื่อ-นามสกุล, เลขบัตรประชาชน และเลขบัญชีธนาคาร

4.    ฝังมัลแวร์ดูดเงิน: ในบางกรณี ร้ายแรงถึงขั้นหลอกให้ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน โดยอ้างว่าต้องทำภารกิจเพื่อรับอั่งเปา แต่แท้จริงแล้วเป็นการติดตั้งโปรแกรมควบคุมระยะไกล (Malware) เพื่อเข้ามาดูดเงินในบัญชีออกไปจนหมดเกลี้ยง

แนะ 3 คาถาป้องกันภัยไซเบอร์ช่วงตรุษจีน

เพื่อป้องกันไม่ให้ตกเป็นเหยื่อ ตำรวจสอบสวนกลาง ขอแนะนำแนวทางปฏิบัติให้รู้เท่าทันเล่ห์เหลี่ยมมิจฉาชีพ ดังนี้:

•    ไม่กด: ห้ามกดลิงก์แปลกปลอมที่ส่งมาจากเบอร์โทรศัพท์หรือบุคคลที่ไม่รู้จักเด็ดขาด
•    ตรวจสอบ: เช็คความน่าเชื่อถือของลิงก์และแหล่งที่มาก่อนทุกครั้ง ว่าเป็นแคมเปญจริงจากหน่วยงานหรือบริษัทที่น่าเชื่อถือหรือไม่
•    เอะใจ: หากลิงก์มีข้อเสนอที่ดีเกินจริง หรือมีข้อความเร่งรัดให้รีบกด รีบดำเนินการ ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นมิจฉาชีพ

ทรัมป์เจอแรงต้าน!! สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ คัดค้านภาษี สมาชิกสนับสนุน 219 คัดค้าน 211 เสียง 'ทรัมป์' ชี้แคนาดาคู่ค้าทางการค้าแย่ มติดังกล่าวรอวุฒิสภายืนยันยุติภาวะฉุกเฉิน

(13 ก.พ. 69) สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ มีมติสนับสนุนการคัดค้านมาตรการภาษีศุลกากรที่ประธานาธิบดี 'โดนัลด์ ทรัมป์' กำหนดกับแคนาดาในการจัดเก็บภาษีสินค้าส่วนใหญ่ที่ 25% โดยมติดังกล่าวได้รับคะแนนเสียงสนับสนุน 219 เสียง คัดค้าน 211 เสียง

'โดนัลด์ ทรัมป์' ตอบโต้การคัดค้านมาตรการนี้ว่า "แคนาดาเป็นหนึ่งในคู่ค้าทางการค้าที่แย่ที่สุด" และในเดือนกุมภาพันธ์ 2025 ทรัมป์ได้ประกาศภาวะฉุกเฉินต่อความล้มเหลวของแคนาดาในการจัดการกับการลักลอบขนยาเสพติดข้ามพรมแดน โดยเฉพาะยา "เฟนทานิล" ซึ่งเป็นเหตุผลที่เขาตั้งภาษีศุลกากรขึ้น

มติดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อยุติภาวะฉุกเฉินดังกล่าว ซึ่งจะทำให้มาตรการเก็บภาษีหมดสภาพทางกฎหมาย แต่ยังต้องได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาก่อนจึงจะมีผลสมบูรณ์

สถานการณ์นี้สะท้อนความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และแคนาดาในประเด็นการค้าระหว่างประเทศและความปลอดภัยชายแดน โดยเฉพาะในเรื่องการควบคุมยาเสพติดที่รัฐสภาสหรัฐฯ พยายามหาทางแก้ไขผ่านกระบวนการรัฐสภา

ที่มา : Sputnik

14 กุมภาพันธ์ ของทุกปี 'วันแห่งความรัก' หรือ 'วันวาเลนไทน์' ความสัมพันธ์ทุกแบบ ‘รักคนอื่น อย่าลืมรักตัวเอง’ Valentine's Day วันระลึกถึง 'นักบุญวาเลนไทน์' ผู้อุทิศตนเพื่อความรัก

(14 ก.พ. 69) ทุกวันที่ 14 กุมภาพันธ์ถือเป็น "วันวาเลนไทน์" หรือวันแห่งความรัก ที่แพร่หลายทั่วโลก ในวันนี้ดอกกุหลาบ การ์ดคำหวาน และของขวัญกลายเป็นสัญลักษณ์สากลของการแสดงความรักในหลายความสัมพันธ์ ทั้งคู่รัก เพื่อน และครอบครัว

ต้นกำเนิดของวาเลนไทน์มาจาก "นักบุญวาเลนไทน์" ในยุคคริสต์ศตวรรษที่ 3 ซึ่งในบันทึกมีนักบุญนี้มากกว่าหนึ่งท่าน จึงผสมปนเปทั้งเรื่องการช่วยเหลือคู่รักและความกล้าหาญ จนกลายเป็นวันรำลึกที่ถูกใช้เป็นสัญลักษณ์ของความรัก แม้ที่มาแท้จริงจะไม่ชัดเจน

ลักษณะความโรแมนติกของวันวาเลนไทน์พัฒนามาจากวัฒนธรรมยุคกลางในยุโรปที่ผูกวันที่ 14 กุมภาพันธ์เข้ากับบทกวีและงานเขียนเชิงเกี้ยวพาราสี ก่อนที่ธรรมเนียมการมอบการ์ดและของขวัญจะขยายตัวจนกลายเป็นเทศกาลเต็มรูปแบบในปัจจุบัน

สำหรับประเทศไทย วันวาเลนไทน์ถูกบ่มเพาะผ่านสื่อและวัฒนธรรมเมืองที่ขยายตัวพร้อมธุรกิจบริการ ภาพลักษณ์วันวาเลนไทน์จึงเกี่ยวข้องกับดอกไม้ ร้านอาหาร โรงแรม และกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ เช่น การจดทะเบียนสมรสหรือกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยว นอกจากนี้ยังมีข้อถกเถียงเรื่องความเหมาะสมและแรงกดดันทางสังคมในวันดังกล่าว

ไฮไลต์สำคัญคือวันวาเลนไทน์กลายเป็น "เทศกาลเศรษฐกิจ" ที่ขับเคลื่อนโดยอารมณ์ผ่านการบริโภค เช่น ดอกไม้ ช็อกโกแลต และประสบการณ์พิเศษ รวมถึงการแสดงความรักในสื่อออนไลน์ที่เพิ่มมิติใหม่ของการแชร์และเปรียบเทียบ

วาเลนไทน์ยุคใหม่เริ่มขยายความหมายจากคู่รักไปสู่ทุกความสัมพันธ์ ตั้งแต่ครอบครัวเพื่อน หรือการส่งกำลังใจตัวเอง ทำให้วันแห่งนี้เป็นวันที่สะท้อนทั้งความรักและความรับผิดชอบในสังคมร่วมสมัย

ที่มา : https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/31/iid/258243

ทำไม “เด็กอเมริกา” ถึงเกิดเหตุกราดยิงในโรงเรียนบ่อย: มองเป็น “ระบบ” ไม่ใช่ความชั่ววูบ

ภาพจำของสังคมโลกเมื่อพูดถึงสหรัฐอเมริกา คือประเทศพัฒนาแล้ว แต่ในอีกด้าน สหรัฐฯ กลับมีเหตุกราดยิงในโรงเรียนเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนกลายเป็นความเสี่ยงเชิงโครงสร้างที่สังคมโลกตั้งคำถาม

การอธิบายปัญหานี้ด้วยคำว่า “เด็กมีปัญหา” เพียงอย่างเดียว ไม่เพียงพอ เพราะเหตุกราดยิงในโรงเรียนอเมริกันเกิดจากหลายปัจจัยซ้อนกัน ตั้งแต่การเข้าถึงอาวุธปืน สุขภาพจิตวัยรุ่น สภาพแวดล้อมในโรงเรียน ไปจนถึงอิทธิพลของสื่อและโลกออนไลน์

1) การเข้าถึงอาวุธปืนที่ง่ายและใกล้ตัว  
สหรัฐอเมริกามีอัตราการครอบครองปืนสูงมากเมื่อเทียบกับประเทศพัฒนาแล้วอื่น ๆ ปืนจำนวนมากถูกเก็บไว้ในบ้าน ทำให้เยาวชนสามารถเข้าถึงอาวุธร้ายแรงได้ง่ายกว่าสังคมอื่น โดยเฉพาะในครอบครัวที่ไม่มีมาตรการเก็บรักษาปืนอย่างปลอดภัย

2) สุขภาพจิตวัยรุ่น วิกฤตเงียบของสังคมอเมริกัน  
ข้อมูลจากหน่วยงานด้านสาธารณสุขของสหรัฐฯ ชี้ว่า วัยรุ่นจำนวนมากเผชิญความเครียด ภาวะซึมเศร้า และความรู้สึกสิ้นหวังอย่างต่อเนื่อง แม้ปัญหาสุขภาพจิตจะไม่เท่ากับความรุนแรง แต่เมื่อผนวกกับการเข้าถึงปืน ความเสี่ยงก็เพิ่มขึ้นอย่างมาก

3) ผลเลียนแบบจากสื่อและสังคมออนไลน์  
การรายงานข่าวเหตุกราดยิงอย่างละเอียด การให้พื้นที่กับตัวผู้ก่อเหตุ หรือการทำให้เหตุการณ์กลายเป็นกระแส อาจกระตุ้นให้เกิดพฤติกรรมเลียนแบบในกลุ่มผู้มีความเปราะบางทางอารมณ์

4) โรงเรียนในฐานะพื้นที่ความกดดัน  
การบูลลี่ การกีดกัน การล้มเหลวซ้ำซาก หรือการถูกมองข้าม สามารถสะสมเป็นความคับแค้นในระยะยาว เด็กบางคนไม่ได้ก่อเหตุเพราะอารมณ์ชั่ววูบ แต่ผ่านกระบวนการสะสมความเจ็บปวดโดยไม่มีใครรับรู้

5) ความขัดแย้งเชิงนโยบายและการเมือง  
สหรัฐฯ มีความขัดแย้งด้านค่านิยมเรื่องสิทธิในการครอบครองปืน ทำให้มาตรการควบคุมอาวุธปืนแตกต่างกันในแต่ละรัฐ และยากต่อการบังคับใช้ในระดับประเทศ

เลิกด่า “ไดโนเสาร์” แล้วหันมาดูตัวเลข — ประเทศไทยที่คนรุ่นก่อนสร้างไว้ ทำให้คนรุ่นนี้ “อยู่ดีขึ้น” แค่ไหน

คำว่า “ไดโนเสาร์” ที่บางคนใช้ด่าคนรุ่นเก่าว่า “ไม่เปลี่ยนแปลง” อาจฟังดูสะใจในคอมเมนต์สั้น ๆ แต่พอวางลงบนความจริงทางเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิต มันคือคำที่ ไม่ยุติธรรม และ ไม่ฉลาดพอ ต่อประวัติศาสตร์ของประเทศตัวเอง

ถ้าเราย้อนดู “ผลลัพธ์” ที่ประเทศสะสมมา—รายได้ของคนไทย อายุขัย การรอดชีวิตของเด็ก และความยากจน—เราจะเห็นภาพชัดว่า คนรุ่นก่อน ๆ ไม่ได้ “ไม่ทำอะไร” เพียงแต่อาจไม่ได้ถูกเล่าในรูปแบบที่คนรุ่นใหม่อิน

คนรุ่นใหม่มีเหตุผลที่จะโกรธหลายเรื่องได้ แต่การโกรธแบบ “เหมารวมเหยียดอายุ” ทำให้เราเถียงกันผิดเป้า—แทนที่จะถกกันบนข้อเท็จจริง
1) GDP โตไม่ใช่คำคม — มันคือหลักฐานว่า “ฐานประเทศ” ถูกยกระดับขึ้นจริง
เริ่มจากภาพใหญ่ที่สุด: GDP ไทย (มูลค่าเศรษฐกิจรวม) [1]
•    ปี 1960 GDP ไทย = 2,760,750,861 ดอลลาร์สหรัฐ
•    ปี 2024 GDP ไทย = 526,517,658,842 ดอลลาร์สหรัฐ
•    คิดเป็นการขยายตัวประมาณ 190.7 เท่า (หน่วยเงินดอลลาร์ปัจจุบัน)

นี่ไม่ใช่ “บังเอิญรวยขึ้นเอง” แต่มันคือผลรวมของการสร้างระบบเศรษฐกิจ การลงทุน โครงสร้างพื้นฐาน การศึกษา สาธารณสุข และการเชื่อมประเทศเข้ากับโลกมาหลายทศวรรษ
ถ้ากลัวว่า “GDP รวม” ไม่สะท้อนคนทั่วไป เราดู GDP ต่อหัว ซึ่งเป็นตัวชี้วัดกำลังซื้อเฉลี่ยโดยคร่าว [2]
•    ปี 1960: 102.8 ดอลลาร์/คน/ปี
•    ปี 1970: 197.1 ดอลลาร์/คน/ปี
•    ปี 1980: 708.7 ดอลลาร์/คน/ปี
•    ปี 1990: 1,559.1 ดอลลาร์/คน/ปี
•    ปี 2000: 2,006.0 ดอลลาร์/คน/ปี
•    ปี 2010: 4,973.9 ดอลลาร์/คน/ปี
•    ปี 2024: 7,346.6 ดอลลาร์/คน/ปี

สรุปแบบตรง ๆ: รายได้เฉลี่ยเชิงเศรษฐกิจของคนไทย “โตขึ้นราว 71.5 เท่า” จากปี 1960 ถึง 2024 [2]

2) คุณภาพชีวิต: ต่างกันแบบ “คนละโลก” ไม่ใช่แค่คนละเจเนอเรชัน
2.1 อายุขัย: จากยุค “อยู่ไม่ถึงแก่” สู่ยุค “อยู่ยาวเป็นปกติ”
ปี 1960 อายุขัยเฉลี่ยคนไทย = 50.608 ปี และปี 2023 = 76.412 ปี (เพิ่มขึ้น 25.804 ปี) [3]

2.2 เด็กตายลดฮวบ: ความก้าวหน้าด้านสาธารณสุขที่เถียงไม่ออก
อัตราตายทารก (ต่อเด็กเกิดมีชีพ 1,000 คน) ปี 1960 = 112.8 และปี 2023 = 8.0 [4]
2.3 ความยากจนลดลงแบบเปลี่ยนโครงสร้าง
รายงานของ UNICEF ระบุว่า สัดส่วนประชากรไทยที่อยู่ใต้เส้นความยากจนของไทย ลดจาก 34.1% (ปี 1988) เหลือ 4.4% (ปี 2021) [5]
ตัวเลขพวกนี้สะท้อนว่า “ความมั่งคั่งทางชีวิต” ของคนรุ่นนี้ต่างจากคนรุ่นก่อนอย่างมีนัยสำคัญ แม้เรายังมีปัญหาความเหลื่อมล้ำและกับดักรายได้อยู่ก็ตาม

3) แล้วทำไมคนรุ่นใหม่ยังรู้สึก “ไม่ไหว”? — เพราะโจทย์วันนี้ไม่เหมือนเมื่อวาน
การยอมรับว่า “ประเทศดีขึ้นมาก” ไม่ได้แปลว่า “ปัจจุบันดีพอ” คนรุ่นใหม่เจอความจริงชุดใหม่ เช่น
•    ค่าครองชีพพุ่งขึ้นเร็วในหลายช่วง แต่รายได้โตช้ากว่า
•    ความฝันเรื่องบ้านและความมั่นคงต้องใช้เวลานานกว่าเดิม
•    การแข่งขันสูงขึ้นจากเศรษฐกิจโลกและเทคโนโลยี
•    ความคาดหวังทางการเมืองสูง แต่การเปลี่ยนผ่านติดหล่มบ่อย
ดังนั้น “ความไม่พอใจ” มีเหตุผลได้ แต่การสรุปว่า คนรุ่นก่อนคือไดโนเสาร์ที่ไม่ทำอะไรเลย คือการตัดตอนความจริง แล้วเอาอารมณ์มาแทนหลักฐาน

4) บทสรุปแบบฟาด ๆ: เหยียดคนรุ่นก่อน ไม่ได้ทำให้คุณเป็นคนรุ่นใหม่ที่ฉลาดขึ้น
ถ้าอยาก “เปลี่ยนประเทศ” จริง ต้องเริ่มจากการเคารพข้อเท็จจริงก่อน

ประเทศไทยไม่ได้พัฒนาขึ้นเพราะคอมเมนต์ด่าใคร ประเทศพัฒนาขึ้นเพราะคนรุ่นก่อน ๆ สะสมโครงสร้าง—แม้จะผิดพลาดหลายอย่าง

สัญญาณแดงใต้ทะเล!! วาฬเซาเทิร์นไรต์ในออสเตรเลีย มีอัตราสืบพันธุ์ลดลงอย่างชัดเจน นักวิจัยเตือนถึง “จุดวิกฤตสายพันธุ์” สะท้อนผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศจากมนุษย์

(13 ก.พ. 69) มหาวิทยาลัยฟลินเดอร์สของออสเตรเลียเผยงานวิจัยใหม่ รายงานว่าวาฬเซาเทิร์นไรต์มีอัตราการสืบพันธุ์ลดลงอย่างมีนัยสำคัญในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ข้อมูลระบุว่าระยะห่างระหว่างการคลอดลูกแต่ละตัวนานขึ้น สะท้อนผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่มีต่อระบบนิเวศทะเล

ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยฟลินเดอร์สและมหาวิทยาลัยเคอร์ติน ร่วมกับคณะผู้เชี่ยวชาญนานาชาติ วิเคราะห์ข้อมูลภาพถ่ายจากอ่าวเกรตออสเตรเลียนไบต์มากกว่า 30 ปี พบว่าน้ำแข็งทะเลแอนตาร์กติกลดลงอย่างต่อเนื่องส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมวาฬ รวมถึงจำนวนลูกวาฬที่ลดลงตั้งแต่ปี 2017

วาฬเซาเทิร์นไรต์ยังได้รับผลกระทบจากแรงกดดันในพื้นที่นอกชายฝั่งอเมริกาใต้และแอฟริกาใต้ เช่น คลื่นความร้อนทะเล มลภาวะทางเสียง และการชนเรือ บางส่วนจึงปรับพฤติกรรมด้วยการอพยพขึ้นเหนือและเปลี่ยนอาหารจากคริลล์เป็นโคพีพอด

'แคลร์ ชาร์ลตัน' ผู้นำโครงการวาฬไรต์ของออสเตรเลียกล่าวว่า "อัตราการสืบพันธุ์ลดลงเป็นสัญญาณเตือนถึงจุดวิกฤตสายพันธุ์นี้" และเรียกร้องให้เพิ่มความร่วมมือในการอนุรักษ์ ท่ามกลางผลกระทบของกิจกรรมมนุษย์ต่อมหาสมุทรใต้

การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับวาฬเซาเทิร์นไรต์สะท้อนถึงภาวะวิกฤตของระบบนิเวศใต้ทะเลที่ต้องการการตอบสนองอย่างเร่งด่วนจากนานาชาติ เพื่อปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพและความสมดุลทางทะเลในอนาคต

ที่มา : Xinhua

กกต.เคยติดคุก - บทเรียนจากปี 2549 สู่ข้อครหาการนับคะแนนเลือกตั้ง 2569 เมื่อความโปร่งใสไม่ใช่ภาพลักษณ์ แต่คือเงื่อนไขของความชอบธรรม

1) บทเรียนใหญ่: เมื่อ กกต.เคยถูกศาลสั่งจำคุก (คดีปี 2559)
การเมืองไทยเคยมี “บรรทัดฐาน” สำคัญที่หลายคนลืมไป: คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ไม่ใช่องค์กรที่ทำพลาดแล้วจบที่คำขอโทษ หากการปฏิบัติหน้าที่เข้าข่ายละเลยหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย ก็อาจไปถึงคดีอาญาได้

เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2559 ศาลฎีกาพิพากษายืนจำคุก 2 ปี ไม่รอลงอาญา พล.ต.อ.วาสนา เพิ่มลาภ (อดีตประธาน กกต.) และนายปริญญา นาคฉัตรีย์ ฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ กรณีดำเนินการสอบสวนคดีเกี่ยวกับการจ้างพรรคเล็กลงสมัครเลือกตั้งปี 2549 ล่าช้า

ก่อนหน้านั้น คดีอีกสายหนึ่งเกี่ยวกับการจัดการเลือกตั้งปี 2549 เคยถูกศาลฎีกายกคำร้องในปี 2556 โดยให้เหตุผลเรื่องอำนาจฟ้อง (โจทก์ไม่ใช่ผู้เสียหายโดยตรง) ซึ่งสะท้อนว่าเรื่องเดียวกันอาจมีหลายคดี หลายเงื่อนไขทางกฎหมาย แต่ “บทเรียนร่วม” คือ กกต.ถูกตรวจสอบได้ และมีความรับผิดทางกฎหมายได้จริง

2) กกต.ชุดปัจจุบัน: ใครกำกับการเลือกตั้ง 8 ก.พ. 2569
ตามข้อมูลบนเว็บไซต์สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง กกต.ชุดปัจจุบันประกอบด้วย
•    นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ - ประธานกรรมการการเลือกตั้ง
•    นายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ - กรรมการการเลือกตั้ง
•    นายฐิติเชฏฐ์ นุชนาฏ - กรรมการการเลือกตั้ง
•    นายชาย นครชัย - กรรมการการเลือกตั้ง
•    นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ - กรรมการการเลือกตั้ง
•    นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ - กรรมการการเลือกตั้ง
•    นายณรงค์ รักร้อย - กรรมการการเลือกตั้ง
โจทย์หลังเลือกตั้งครั้งล่าสุดจึงไม่ใช่แค่ “คะแนนใครชนะ” แต่คือ “กระบวนการนับและรายงานผลถูกต้อง-ตรวจสอบได้แค่ไหน” เพราะความชอบธรรมของระบบทั้งชุดจะตั้งอยู่บนความเชื่อมั่นต่อ กกต.เป็นหลัก


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top