Sunday, 7 June 2026
TheStatesTimes

จีนเร่งเกมพลังงานสะอาด เกาะเหมียนฉวนลุยพลังงานหมุนเวียน พัฒนาเป็นต้นแบบเกาะคาร์บอนเป็นศูนย์ ติดตั้งกังหันลม 18 ต้นและโซลาร์เต็มรูปแบบ ผลิตไฟฟ้าส่งออกได้กว่า 100 ล้านกิโลวัตต์ชั่วโมง

(11 ก.พ. 69) เกาะเหมียนฉวนในมณฑลเจียงซี ประเทศจีน เปิดตัวโครงการพลังงานหมุนเวียนขนาดใหญ่ที่ผสานกังหันลม 18 ต้นกับโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อรองรับระบบไฟฟ้าพร้อมลดการปล่อยคาร์บอนเป็นศูนย์อย่างเป็นทางการในเดือนพฤษภาคม 2568

ก่อนหน้านี้ เกาะเหมียนฉวนพึ่งพาไฟฟ้าจากสายส่งเพียงสายเดียวซึ่งไม่เสถียรในสภาพอากาศเลวร้าย ส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันและพัฒนาการอุตสาหกรรมของชาวเกาะ ขณะที่โครงการใหม่ตั้งใจให้เป็นโมเดลบูรณาการพลังงานลม แสงอาทิตย์ ระบบกักเก็บพลังงาน และสนับสนุนเกษตรกรรมและการท่องเที่ยว

โครงการสามารถผลิตไฟฟ้าได้ 244 ล้านกิโลวัตต์ชั่วโมงต่อปี ลดการใช้ถ่านหิน 96,000 ตัน และลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 240,000 ตัน ช่วยชาวเกาะมากกว่า 32,000 คน และส่งออกไฟฟ้าสีเขียวมากกว่า 100 ล้านกิโลวัตต์ชั่วโมง

ตามข้อมูลจากโครงการ "เกาะเหมียนฉวนได้รับการพัฒนาเป็นโมเดลต้นแบบเกาะคาร์บอนเป็นศูนย์ในลุ่มแม่น้ำแยงซี" ซึ่งยังสร้างงานใหม่กว่า 500 ตำแหน่ง พร้อมระบบกักเก็บพลังงานและสถานีชาร์จไฟฟ้าที่ช่วยทำให้เกาะฟื้นคืนชีวิตชีวาอย่างยั่งยืน

ที่มา : Xinhua

 

เลือกตั้งวันเดียวกัน แต่คนละวิธี: ไทยกากบาท X vs ญี่ปุ่นเขียนชื่อ เทียบระบบลงคะแนนให้เห็นข้อดี-ข้อเสีย และบทเรียนที่ไทยหยิบใช้ได้โดยไม่ต้องรื้อทั้งระบบ

สิ่งที่หลายคนมองข้ามคือ ประชาธิปไตยไม่ได้อยู่แค่รัฐธรรมนูญหรือกติกาใหญ่ แต่ซ่อนอยู่ในรายละเอียดบนกระดาษหนึ่งใบ เพราะ “วิธีลงคะแนน” กำหนดว่า ประชาชนต้องใช้ความรู้-ความจำ-ความมั่นใจระดับไหนกว่าจะส่งเจตจำนงของตัวเองไปถึงหีบเลือกตั้ง

1) ไทย: เลือกด้วยการทำเครื่องหมายให้ชัด - เร็ว ง่าย และลดความผิดพลาด
ระบบไทยคุ้นเคยกับการ “กากบาท X” ในช่องที่กำหนด ซึ่งข้อดีเชิงปฏิบัติการคือ:
•    ตัดสินใจแล้วทำได้ทันที ลดภาระการเขียน
•    นับคะแนนได้เร็วและเป็นมาตรฐาน
•    ลดความเสี่ยงสะกดผิดหรือชื่อคล้าย
แต่ด้านกลับคือ มันเปิดพื้นที่ให้การเมืองแบบ “จำเบอร์/จำสัญลักษณ์/จำภาพ” เติบโตได้ง่าย เพราะประชาชนจำนวนหนึ่งอาจไปถึงหน่วยโดยยังไม่รู้รายละเอียดมากนัก แล้วตัดสินใจจากสิ่งที่จำได้เร็วที่สุด

2) ญี่ปุ่น: เลือกด้วยการเขียนชื่อ - ย้ำตัวตนคน/พรรค แต่แลกกับต้นทุนความผิดพลาด
ญี่ปุ่นในหลายการเลือกตั้งใช้แนวทางให้ผู้มีสิทธิเขียน “ชื่อผู้สมัคร” (ในเขต) และ “ชื่อพรรค” (ในแบบสัดส่วน) แทนการกาในช่อง ซึ่งเปลี่ยนพฤติกรรมการเลือกตั้งทันที
ข้อดีหลัก ๆ คือ:
•    บีบให้ผู้มีสิทธิ “จำชื่อ” และรู้จักคน/พรรคมากขึ้นในเชิงรูปธรรม
•    เพิ่มแรงกดดันให้ผู้สมัครสร้างความน่าเชื่อถือรายบุคคล ไม่ใช่พึ่งกระแสอย่างเดียว
•    ทำให้การเลือกแบบ “ให้คะแนนคน” กับ “ให้คะแนนพรรค” แยกจากกันชัด
แต่ข้อเสียก็หนักและจับต้องได้:
•    เสี่ยงบัตรเสียจากการเขียนผิด เขียนไม่ชัด หรือสะกดไม่ถูก
•    ชื่อคล้ายกันอาจสร้างความกำกวมและเพิ่มภาระการตรวจนับ
•    คนดังหรือชื่อจำง่ายได้เปรียบ ขณะที่คนทำงานเงียบ ๆ อาจเสียเปรียบ
•    ต้นทุนระบบสูงขึ้น: ต้องใช้เวลานับคะแนนมากขึ้นและจัดการข้อโต้แย้งมากขึ้น

3) 3 จุดต่างที่ทำให้ “วันเลือกตั้ง” ให้ผลทางการเมืองไม่เหมือนกัน
3.1 เกมหาเสียง: จาก “จำเบอร์” ไปสู่ “จำชื่อ”
เมื่อวิธีลงคะแนนต่างกัน เกมสื่อสารก็เปลี่ยน: ระบบกากบาทเอื้อต่อการตลาดที่ทำให้จำง่ายเร็ว ส่วนระบบเขียนชื่อบังคับให้สร้างการจดจำแบบลึกขึ้น แต่ก็เพิ่มความได้เปรียบของคนที่ชื่อดังอยู่แล้ว
3.2 บัตรเสีย: ใครถูกตัดออกจากประชาธิปไตยมากกว่า
บัตรเสียไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่คือเสียงของคนที่หล่นหายไปจากระบบ ระบบเขียนชื่ออาจเพิ่มความเสี่ยงกับผู้สูงอายุ ผู้ที่เขียนช้า หรือไม่มั่นใจในการสะกด ขณะที่ระบบกากบาทลดภาระนี้ แต่ก็ยังต้องออกแบบบัตรให้ชัด ลดความสับสน และสื่อสารให้ตรง
3.3 ความเร็วประกาศผล vs ความมั่นใจในเจตนา
ระบบกากบาทมักนับง่ายและประกาศผลเร็วกว่า ส่วนระบบเขียนชื่อใช้ทรัพยากรและเวลามากกว่า แต่ให้ความรู้สึกว่า “ฉันระบุคน/พรรคเอง” ชัดเจนกว่า นี่คือการแลกเปลี่ยนระหว่างประสิทธิภาพกับความละเอียดของเจตนาที่รัฐต้องชั่งน้ำหนัก

เซเลบสายวิ่งปล่อยพลัง!! ร่วมงาน aminoVITAL Run 2026 บรรยากาศสนุก เซเลบ-อินฟลูฯ ร่วมสร้างสีสันทั้งงาน ปลุกฟีลแอ็กทีฟ ชวนกินดีมีสุข

(11 ก.พ. 69) งาน "aminoVITAL Run 2026" คึกคักส่งท้ายต้นปี โดยจัดขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ โดยมีเหล่าเซเลบริตี้สายวิ่ง ได้แก่ สกาย – วงศ์รวี นทีธร, เดี่ยว – สุริยนต์ อรุณวัฒนกูล, เพื่อน – คณิน ชอบประดิถ, กฤษฎิ์ – กฤษฎิ์ งามธนกิจจา และ ซี – ธีมา ตงศิริ นำทัพนักวิ่งกว่า 4,500 คน ออกสตาร์ทบนเส้นทางใจกลางกรุงเทพฯ

งานนี้เน้นไลฟ์สไตล์สุขภาพผสานความสนุก ภายใต้คอนเซ็ปต์กินดีมีสุข พร้อมกิจกรรมมากกว่า 20 บูธจากพันธมิตรแบรนด์ดัง อาทิ GARMIN, Starlux, ASICS, Shokz, Motive Socks, Yupster และ Rev Runnr. ที่เปิดโอกาสให้นักวิ่งทดลองสินค้าและเติมพลังระหว่างงาน

ไฮไลต์คือการเปิดตัว aminoVITAL FIIT Clear Whey Protein ผลิตภัณฑ์ใหม่ล่าสุดที่ตอบโจทย์นักออกกำลังกายและคนชอบไลฟ์สไตล์แอ็กทีฟควบคู่กับการวิ่ง โดย สกาย – วงศ์รวี ให้สัมภาษณ์ผ่าน X ว่า "นี่เป็นครั้งแรกที่ผมได้มาร่วมงาน aminoVITAL Run 2026 รู้สึกตื่นเต้นมาก บรรยากาศของงานสนุก เส้นทางวิ่งสวย และมีตัวช่วยดี ๆ อย่าง aminoVITAL เจลพลังงานผสมกรดอะมิโน ที่ช่วยดูแลและฟื้นฟูกล้ามเนื้อ อยากแนะนำให้คนที่ชื่นชอบการวิ่งและออกกำลังกายมาลองร่วมงานกันครับ"

นอกจากความสนุกแล้ว งานวิ่งยังเป็นพื้นที่รวมพลังและความบันเทิงจากนักแสดงและอินฟลูเอนเซอร์มากมาย ที่ทำให้ aminoVITAL Run 2026 เป็นงานวิ่งที่ผสานพลังบวกและไลฟ์สไตล์สุขภาพไว้อย่างลงตัว

ที่มา : https://www.sanook.com/news/9872818/

‘ช่อ’ ปลุกม็อบกดดัน กกต.นับคะแนนเลือกตั้งใหม่ ลั่นทางเดียวที่จะสู้กับระบบเฮงซวยได้คือ อย่ายอม! ขู่อาจจะไม่ใช่แค่น้ำผึ้งหยดเดียว แต่เป็นน้ำมันที่ไฟถูกจุดแล้ว

เมื่อวันที่ 10 ก.พ. 2569 ช่อ-พรรณิการ์ วานิช โพสต์ข้อความผ่านแอปพลิเคชัน X ชื่อบัญชี @Pannika_FWP ระบุว่า " .... ตอนนี้ชัดเจนแล้วว่า กกต.จะไม่ยอมนับใหม่เลยสักเขต เตะถ่วงให้มวลชนอ่อนแรง เรื่องเงียบไปเอง ทางเดียวที่เราจะสู้กับระบบเฮงซวยนี้ได้คือ อย่ายอม! ประชาชนอย่ายอม สื่อมวลชนอย่ายอม พรรคประชาชนอย่ายอม

‘สมจิตร’ เปิดใจ!! ฮีโร่โอลิมปิกรำลึกเงินรางวัล เงินอัดฉีด ยอดรวม 40 ล้านไม่ใช่เงินสดเต็ม “ประกันชีวิต” เงื่อนไขชวนอึ้ง ชาวเน็ตเดือดถามความโปร่งใส

(11 ก.พ. 69) ‘สมจิตร จงจอหอ’ ฮีโร่เหรียญทองโอลิมปิก 2008 เปิดใจเรื่องเงินอัดฉีดที่เคยเป็นข่าวว่าได้รับ 40 ล้านบาท ซึ่งกลายเป็นประเด็นสนใจในโลกออนไลน์อีกครั้งผ่านรายการยูทูบ BenzKhomKorr

‘สมจิตร’ ระบุว่าเงินรางวัลยอดรวม 40 ล้านบาทนั้น เป็นเงินสดเพียง 20 ล้านบาท ส่วนที่เหลือ 20 ล้านบาทเป็นประกันชีวิตที่มีเงื่อนไขว่า ต้องเสียชีวิตภายในหนึ่งปีจึงจะได้รับเงินก้อนนี้ ซึ่งทำให้เกิดความสงสัยและวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมออนไลน์

นักกีฬาชี้ว่าแม้จำนวนเงินจะสูงมาก แต่การได้รับเงินที่มาพร้อมเงื่อนไขเช่นนี้เป็นเรื่องที่ไม่น่าพึงพอใจ และสังคมควรถามถึงความโปร่งใสในการประกาศเงินอัดฉีด รวมถึงรูปแบบการสนับสนุนนักกีฬาที่ควรชัดเจนและเข้าใจง่าย

เรื่องเล่าของ ‘สมจิตร’ สะท้อนปัญหาโครงสร้างสนับสนุนนักกีฬาไทย ทั้งในด้านสวัสดิการหลังการแข่งขันและระบบการให้รางวัลที่สังคมควรพัฒนาขึ้นเพื่อความเป็นธรรมและชัดเจนมากขึ้น

การเผยข้อมูลนี้จึงถือเป็นบทเรียนสำคัญว่า เงินรางวัลที่สวยหรูอาจไม่ใช่สิ่งเดียวที่สำคัญ แต่รายละเอียดและเงื่อนไขที่มากับเงินรางวัลต่างหากคือหัวใจที่สังคมควรติดตามและพิจารณาอย่างจริงจัง

ที่มา : https://www.sanook.com/sport/1632423/

กรมอนามัยร่วมมือภาคเอกชน ปรับมาตรฐานความหวานเครื่องดื่มชง “หวานปกติ=หวาน 50%” เพื่อสุขภาพของคนไทย

พญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า ภายหลังจากที่กรมอนามัยได้หารือร่วมกับภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้องและผู้ประกอบการร้านเครื่องดื่มชง เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2569 พบว่า ภาคเอกชนมีความตื่นตัวและให้ความร่วมมือเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันมีภาคเอกชนเข้าร่วมแล้วรวม 7 บริษัท 9 แบรนด์ ได้แก่ บริษัท บางจากรีเทล จำกัด (อินทนิล) บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) (คาเฟ่อเมซอน) บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) (ออลล์คาเฟ่ คัดสรร และเบลลินี่) บริษัท แบล็คแคนยอน (ประเทศไทย) จำกัด (แบล็คแคนยอน) บริษัท อินเตอร์คอฟ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (อินเตอร์คอฟ) บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) (พันธุ์ไทย) และบริษัท เค.วี.เอ็น. อิมปอร์ต เอกซ์ปอร์ต (1991) จำกัด (ชาวดอย) ทั้งนี้ การเข้าร่วมดังกล่าวเป็นความร่วมมือโดยสมัครใจ ซึ่งแต่ละแบรนด์สามารถดำเนินการได้ตามความพร้อมและบริบทของตนเอง

นพ.ปกรณ์ ตุงคะเสรีรักษ์ รองอธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า ปัจจุบันคนไทยบริโภคน้ำตาลเฉลี่ยสูงถึง 21 ช้อนชาต่อวัน ซึ่งมากกว่าคำแนะนำขององค์การอนามัยโลกที่กำหนดไว้ไม่เกิน 6 ช้อนชาต่อวัน การปรับมาตรฐานความหวานของเครื่องดื่มชงจึงเป็นแนวทางหนึ่งในการช่วยลดการบริโภคน้ำตาล ลดความเสี่ยงต่อโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง และส่งเสริมสุขภาพของประชาชนในระยะยาว

นอกจากนี้ แคมเปญดังกล่าวยังช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดีด้านการใส่ใจสุขภาพผู้บริโภคให้แก่ผู้ประกอบการร้านเครื่องดื่มชง และสร้างความคุ้นเคยให้ผู้บริโภครู้สึกว่า “หวานน้อยก็อร่อยได้” นโยบายนี้เป็นการเพิ่มทางเลือกที่ดีต่อสุขภาพให้กับผู้บริโภค โดยผู้บริโภคยังสามารถเลือกลดหรือเพิ่มระดับความหวานได้ตามความต้องการ ซึ่งเป็นการต่อยอดนโยบาย “หวานน้อยสั่งได้”

ความร่วมมือในครั้งนี้นับเป็นก้าวสำคัญของการขับเคลื่อนนโยบายร่วมกันระหว่าง กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ในฐานะภาครัฐ ร่วมกับภาคเอกชน และภาคประชาสังคม เพื่อให้เกิดผลเป็นรูปธรรม และสามารถขยายผลในระดับประเทศอย่างยั่งยืน กรมอนามัยจึงได้จัดงานเปิดตัวนโยบาย “หวานปกติ = หวาน 50%” ในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 ณ อาคารรัฐสภา โดยมี นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุขเป็นประธาน

‘พรรคส้ม’ เปิดแผนรับมือ “คดี 44 สส. ก้าวไกล" ด้าน ‘ศรายุทธิ์’ แย้มประชุมใหญ่ มี.ค.-เม.ย. จ่อเปลี่ยนกรรมการบริหารพรรคทั้งชุด พร้อมดัน ‘ไอติม’ นั่งหัวหน้าพรรคแทน ‘เท้ง’

เมื่อวันที่ 11 ก.พ. 69 นายศรายุทธิ์ ใจหลัก เลขาธิการพรรคประชาชน (ปชน.) ให้สัมภาษณ์ถึงแนวทางการรองรับคดี 44 สส. ว่า ในช่วงเดือน มี.ค. และ เม.ย.69 จะมีการประชุมใหญ่ของพรรค รวมถึงการสัมมนาว่าที่ สส. และผู้สมัคร สส. ทั้ง 500 คน โดยเป็นไปได้ที่จะมีการปรับเปลี่ยนกรรมการบริหารพรรคทั้งชุด ซึ่งขณะนี้ยังพูดคุยกันอยู่ แต่ยังไม่ตกผลึก เพราะขณะนี้โฟกัสอยู่ที่ปัญหาการเลือกตั้ง โดยตนพร้อมจะลาออกเพื่อแสดงความรับผิดชอบตามที่ประกาศไว้ว่าถ้าได้ สส. ไม่ถึง 200 คนจะลาออก เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมในฐานะคนที่อยู่หลังบ้าน ตั้งแต่สมัยพรรคอนาคตใหม่ก้าวไกลและประชาชน

นายศรายุทธิ์ กล่าวว่า สำหรับคนที่จะมาทำหน้าที่เลขาธิการพรรคประชาชนแทน จะไม่ใช่ สส. เพราะต้องมีเวลาเต็มที่ เพื่อทำงานบริหารกิจการภายในพรรค ส่วนที่มีชื่อของนายพริษฐ์ วัชรสินธุ ขึ้นมาเป็นหัวหน้าพรรค ก็มีความเป็นไปได้หากมีการปรับเปลี่ยน ถ้าเกิดนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ และอาจเกิดอุปสรรคในการเป็นผู้นำฝ่ายค้าน แต่พรรคไม่ได้ล็อคว่าตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้านจะเป็นของพรรคประชาชน และขณะนี้ยังไม่ได้มีการพูดคุยกับพรรคประชาธิปัตย์ถึงแนวทางการทำงานร่วมกัน

'อ.อุ๋ย' ชี้ การระดมมวลชนกดดันนับคะแนนใหม่สะท้อนไม่ยอมรับกติกาในสนามที่ตนเองเต็มใจลง ยกตัวอย่างข้อพิพาทโกงเลือกตั้ง 'จอร์จ บุช' กับ 'อัล กอร์' ต้องจบลงที่ศาลไม่ใช่ท้องถนน

นายประพฤติ ฉัตรประภาชัย หรือ อาจารย์อุ๋ย นักวิชาการด้านกฎหมายและนักวิเคราะห์การเมือง สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์เฟซบุ๊ก ว่า “แพ้–ชนะไม่สำคัญเท่ากติกา: ถ้าเชื่อประชาธิปไตย ต้องจบที่กฎหมาย ไม่ใช่พวกมากลากไป”

การตั้งคำถามต่อความโปร่งใสของการเลือกตั้งไม่ใช่เรื่องผิด หากแต่สิ่งที่สังคมประชาธิปไตยต้องให้ความสำคัญมากกว่าคือ วิธีการใช้สิทธิในการตรวจสอบ เพราะวิธีการนั้นสะท้อนโดยตรงว่าเราเคารพกติกา เคารพหลักนิติรัฐนิติธรรม และยอมรับระบอบประชาธิปไตยจริงหรือไม่ หากผู้สนับสนุนพรรคประชาชนเห็นว่าการนับคะแนนเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม กฎหมายไทยได้วางช่องทางไว้ชัดเจน มิต้องให้มวลชนต้องออกมากดดันแต่อย่างใด

ทั้งนี้ ตาม พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 หมวด 7 มาตรา 140 บัญญัติให้ ผู้สมัครหรือผู้มีสิทธิเลือกตั้ง สามารถร้องเรียนต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ หากเห็นว่าการเลือกตั้งหรือการนับคะแนนมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม และให้อำนาจ กกต. ดำเนินการไต่สวน ตรวจสอบ รวมถึงสั่งนับคะแนนใหม่ หรือสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ในกรณีที่พบการกระทำอันมีผลต่อความสุจริตเที่ยงธรรมของการเลือกตั้ง

นอกจากนี้ หากคู่กรณีไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยของ กกต. และมองว่า กกต. ทำหน้าที่ไม่ถูกต้อง ก็ยังสามารถใช้สิทธิทางศาล โดยร้องต่อ ปปช. หรือนำเรื่องยื่นฟ้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ฐานเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชชอบ หรือตามมาตรา 69 แห่ง พ.ร.ป. ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. 2560 ซึ่งเป็นกลไกตามหลักนิติรัฐ ไม่ใช่ใช้การตัดสินด้วยอารมณ์หรือแรงกดดันจากมวลชน

การระดมมวลชนเพื่อกดดันกระบวนการนับคะแนน แม้อาจอ้างความชอบธรรมทางการเมือง แต่ในเชิงหลักการแล้วกลับสะท้อนการไม่ยอมรับกติกาในสนามที่ตนเองเต็มใจลงแข่ง และเป็นการบ่อนทำลายความศรัทธาต่อระบบกฎหมาย ซึ่งเป็นรากฐานของประชาธิปไตย ที่พรรคประชาชนพยายามอ้างเป็นหลักการของพรรคมาโดยตลอด 

ยกตัวอย่างตัวอย่างในประเทศสหรัฐอเมริกา ที่เป็นต้นแบบของการปกครองประชาธิปไตยที่เห็นชัดคือ การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ปี 2000 ระหว่าง จอร์จ ดับเบิลยู บุช และ อัล กอร์ แม้จะมีข้อกล่าวหาเรื่องการโกงเลือกตั้ง แต่ข้อพิพาททั้งหมดต้องจบลงในศาล ไม่ใช่บนท้องถนน เพราะสังคมประชาธิปไตยยอมรับร่วมกันว่า กระบวนการยุติธรรมคือคำตอบสุดท้าย 

และในปี 2004 ก็เกิดข้อครหาในการโกงการเลือกตั้งอีก แต่คราวนี้ คู่ท้าชิงของ จอร์จ ดับเบิลยู บุช คือ จอห์น เคอรี่ แสดงสปิริตโดยการประกาศยอมรับความพ่ายแพ้ โดยไม่ต้องส่งเรื่องถึงศาล โดยให้เหตุผลว่าต้องการให้ประเทศเดินหน้า แม้สมาชิกพรรคบางส่วนจะขอให้เขาสู้ต่อก็ตาม  

12 กุมภาพันธ์ ของทุกปี วันรำลึกวันเกิดของ 'ชาร์ลส์ ดาร์วิน' นักธรรมชาติวิทยาผู้เสนอแนวคิดวิวัฒนาการใหม่ ฉลองวิทยาศาสตร์หลักฐานชัด กระตุ้นคิดเชิงวิทยาศาสตร์

(12 ก.พ. 69) วันที่ 12 กุมภาพันธ์ของทุกปี คือ "Darwin Day" วันรำลึกวันเกิดของ 'ชาร์ลส์ ดาร์วิน' นักธรรมชาติวิทยาผู้เสนอแนวคิดวิวัฒนาการโดยการคัดเลือกโดยธรรมชาติ สร้างรากฐานสำคัญให้ชีววิทยาสมัยใหม่และเน้นการยึดหลักฐานแทนความเชื่อเดิม ๆ

ตาม International Darwin Day Foundation วันนี้ไม่ได้เฉลิมฉลองแค่ตัวดาร์วินเท่านั้น แต่ยังเน้นวิทยาศาสตร์และมนุษยธรรมที่ส่งเสริม "ความกล้าทางปัญญา ความใฝ่รู้อย่างไม่สิ้นสุด และการคิดแบบวิทยาศาสตร์" เพื่อเน้นการขับเคลื่อนสังคมด้วยเหตุผลและหลักฐาน

ในยุคข้อมูลข่าวสารที่มีทั้งข่าวลวงและข้อมูลเทียมมากมาย เว็บไซต์นี้ตั้งคำถามสำคัญว่า "เราตัดสินเรื่องใหญ่ ๆ ด้วยหลักฐานมากพอหรือยัง" โดยผลงานดาร์วินช่วยเสริมความเข้าใจว่า ความเหมือนและความต่างของสิ่งมีชีวิตเกิดจากกระบวนการธรรมชาติไม่ใช่เหตุบังเอิญ

กิจกรรม "Darwin Day" จัดขึ้นทั่วโลก เช่น นิทรรศการ บรรยาย เวิร์กช็อป STEM และกิจกรรมธรรมชาติ ซึ่งชวนให้สังคมเรียนรู้วิทยาศาสตร์และคิดอย่างมีเหตุผล เหตุผลเหล่านี้ทำให้วันสำคัญนี้เป็นเครื่องเตือนใจให้ทุกคนยอมรับความจริงเมื่อหลักฐานชัดเจนและกล้าจะตั้งคำถาม

ที่มา : https://www.britannica.com/biography/Charles-Darwin?utm_

‘ดร.เจษฎ์’ แนะ ไม่มั่นใจ กกต. ให้ยืนหลักฐานทุจริตส่ง ป.ป.ช. พร้อมเตือน อย่าแตะหีบบัตร เพราะผิดกฎหมาย

[กรุงเทพฯ] 11 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 13.00 น. -รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรครักชาติ กล่าวถึงสถานการณ์ทางการเมืองหลังการเลือกตั้ง โดยเฉพาะกลุ่มผู้ที่ไม่พอใจผลการเลือกตั้ง ระบุว่า คนที่ไม่พอใจกับผลการเลือกตั้ง หรือผลการนับคะแนนที่เกิดขึ้น ขออนุญาตเตือนครับ ทั้งในฐานะที่มีโอกาสเกี่ยวข้องกับการวางกฎกติกาเรื่องการเลือกตั้งมาหลายสิบปี และได้มีโอกาสเป็นผู้เล่น เข้าใจครับว่าทุก ๆ คนมีความไม่พอใจได้ จนถึงขั้นว่ากดดันก็อาจจะไม่แปลก แต่ทุกคนต้องอยู่ในกรอบอันควร โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าท่านมองว่า คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) รวมไปถึงเลขาธิการ หรือผู้ทำหน้าที่ที่หน่วย หน้าที่ในส่วนของเขต หรือผู้ทำหน้าที่เกี่ยวข้องกับการนับคะแนน ไม่ได้ทำอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ท่านสามารถใช้กระบวนการตามกฎหมายในการดำเนินการได้

“หากท่านมีหลักฐานการทุจริต หรือพบว่าการนับคะแนนไม่ถูกต้อง ท่านสามารถนำพยานหลักฐานไปร้องเรียนต่อ กกต. เพื่อส่งเรื่องให้ศาลพิจารณาสั่งเลือกตั้งใหม่ได้ ซึ่งมีทั้งช่องทางของการให้ใบเหลืองและใบแดงตามขั้นตอน” รศ.ดร.เจษฎ์ กล่าว

ทั้งนี้ รศ.ดร.เจษฎ์ ยังเตือนด้วยว่า การเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับหีบบัตรหรือขัดขวางกระบวนการของ กกต. โดยตรง ถือเป็นการละเมิดบทบัญญัติของกฎหมาย ซึ่งนอกจากจะมีความผิดแล้ว ยังจะทำให้ภาพลักษณ์ของผู้ร้อง ถูกมองว่าเป็นพวก 'ขี้แพ้ชวนตี' ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อการขับเคลื่อนทางการเมืองในระยะยาว ส่วนการชุมนุมย่อยเพื่อแสดงออกนั้นทำได้ แต่ต้องระวังไม่ให้ลุกลามบานปลายจนกลายเป็นสภาวะอนาธิปไตยที่ไม่สนกฎหมาย 

“วันนี้เริ่มมีคนพูดกันแล้วว่า ให้ลงถนนกันให้เต็มเมือง เพื่อที่จะได้เป็นเหตุให้ประกาศกฎอัยการศึกได้ทั่วประเทศ ซึ่งผมมองว่าเรื่องนี้ไม่ดีทั้งกับคนที่คิดจะชุมนุมปลุกปั่น และคนที่รอจังหวะจะประกาศใช้กฎพิเศษ ทั้งสองฝ่ายต่างกำลังพาบ้านเมืองไปสู่จุดที่อันตราย” รศ.ดร.เจษฎ์ กล่าว

“ภาวะการเลือกตั้งที่เพิ่งผ่านไป มันยังมีทางออกอีกมากมาย รู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย เคารพกฎหมาย ทำในสิ่งที่เหมาะที่ควร และบ้านเมืองจะเดินได้ ทุกสิ่งทุกอย่างมันหาจุดลงตัวได้ครับ แต่ทุกท่านต้องเข้าใจว่ามีกฎ กติกา มารยาทอยู่ และต้องถือตาม” รศ.ดร.เจษฎ์ กล่าว 

นอกจากนี้ รศ.ดร.เจษฎ์ ได้เน้นย้ำถึงบทบาทของประชาชนทุกคน ไม่ว่าจะเป็นเยาวชน หรือผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง หากพบเห็นพฤติกรรม "ไม่ชอบมาพากล" เช่น การซื้อสิทธิ์ขายเสียง หรือการเคลื่อนย้ายหีบบัตรที่ผิดปกติ ให้รีบแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจทันที โดยกำชับว่าตำรวจต้องคุ้มครองพยานอย่างเต็มที่ พร้อมส่งสัญญาณเตือนไปยัง คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โดยระบุว่า หากมีการร้องเรียนแล้ว กกต. นิ่งเฉย ประชาชนมีสิทธิ์ดำเนินคดีตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือทุจริต หรือแจ้งต่อ ป.ป.ช. เพื่อให้เกิดการตรวจสอบที่โปร่งใส


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top