Sunday, 7 June 2026
TheStatesTimes

ททท. ปักธงตรุษจีนปีม้าทอง! กับ 2 พื้นที่จัดงานหลัก กรุงเทพฯ – หาดใหญ่ คาดนักท่องเที่ยวทะลัก 3.5 ล้านคน เม็ดเงินสะพัด 4.2 หมื่นล้านบาท

น.ส.ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า ททท. คาดการณ์สถานการณ์การเดินทางช่วงเทศกาลตรุษจีนปี 69 (13-22 ก.พ. 69) จะมีนักท่องเที่ยวต่างประเทศเดินทางเข้ามาในประเทศ ประมาณ 1.25 ล้านคน เพิ่มขึ้น 10% มีนักท่องเที่ยวชาวจีนเดินทางเข้ามา ประมาณ 241,000 คน และผู้เยี่ยมเยือนชาวไทยเดินทาง 2.30 ล้านคน-ครั้ง เพิ่มขึ้น 3% ก่อให้เกิดรายได้จากการท่องเที่ยว รวมประมาณ 42,230 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา

สำหรับปี 69 นับเป็นปีแห่งความพิเศษของเทศกาลตรุษจีนประเทศไทยที่มาพร้อมการเฉลิมฉลองปีม้าทองอย่างยิ่งใหญ่ ควบคู่กับหมุดหมายสำคัญของความสัมพันธ์ไทย-จีน ทั้งการก้าวเข้าสู่ปีที่ 51 แห่งความสัมพันธ์ทางการทูต และโอกาสครบรอบ 22 ปี ของความร่วมมือระหว่าง ททท. กับกระทรวงวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งได้ร่วมกันสืบสานและแลกเปลี่ยนศิลปวัฒนธรรมไทย-จีนมาอย่างต่อเนื่องและยาวนาน ดังคำกล่าวที่ว่า จง ไท่ อี้ เจี่ย ชิน-จีนไทย ครอบครัวเดียวกัน

ประกันสังคม สวัสดิการคนแรงงาน อย่าเอามาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง

ปั่นกระแส “ประกันสังคม” เพื่อดึงคะแนนเสียงคนแรงงาน กับการขึ้นอัตราการหักเงินรายเดือนสูงสุดจาก 750 บาท (5% จากฐานเงินเดือน 15,000 บาท) เป็น 875 บาท ต่อเดือน เริ่มตั้งแต่ปี 2569-2571 สร้างความไม่พอใจกับกลุ่มแรงงาน โจมตีประกันสังคมอย่างต่อเนื่อง

จ่าย 750 บาท ต่อเดือน รวมเป็นปีละ 9,000 บาท แต่เบิกค่าทำฟันได้สูงสุด 900 บาท ต่อปี
ปีนี้ส่งประกันสังคมเพิ่มเป็น 875 นายจ้าง 875 รัฐ 481 รวมเดือนละ 2,231 หรือปีละ 26,772 บาท ถ้าเอาไปซื้อประกันเอง อันไหนคุ้มกว่ากัน 

ใช้งบ 276 ล้านบาท ทำระบบประกันสังคมใหม่ ระบบเข้าใช้งานไม่ได้ แอปฯล่ม ไม่คุ้มค่า
พร้อมข่าวบิดเบือน ใช้งบประกันสังคมบินเฟิร์สคลาสไปดูงานทิพย์ ก่อนที่จะมาโพสต์แก้ข่าวทีหลัง

ปั่นกระแส สร้างความโกรธแค้นให้คนแรงงาน สร้างความแตกแยกในสังคม ลองมาแยกแยะประเด็นพิจารณาดูในแต่ละหัวข้อ

ทำฟันปีละ 900 บาท แต่เงินสมทบไม่ได้ลดลง แถมการทำฟันเป็นแค่ส่วนหนึ่งของสวัสดิการที่จะได้รับ การเบิกค่ารักษาพยาบาลในแต่ละเดือน ในแต่ละปีอีกละ

อยากซื้อประกันเอง ลองดูว่า ความคุ้มครองของประกันสุขภาพ คุ้มครองได้เท่าประกันสังคมไหม และที่สำคัญ อย่านับรวมเงินที่นายจ้าง รัฐบาลสมทบให้ในแต่ละเดือน ต้องคำนวณเฉพาะที่ตนเองถูกหักรายเดือน 875 บาท = ปีละ 10,500 บาท จะซื้อกรมธรรม์ดีๆ ได้สักกรมธรรม์ไหม

เทคโนโลยี AI จากจีนหนุนเด็กไทย 'เรียนภาษาจีน' เชิงรุก ยกระดับครบสี่ทักษะ

(ซินหัว) เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 - โรงเรียนเทพศิรินทร์ สมุทรปราการ ที่อยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ มี "ศูนย์การเรียนรู้ภาษาจีน" อยู่ภายในอาคารเรียนสีแดงประดับลวดลายมังกรโดดเด่น โดย ดร. รุ่งสุรีย์ สิงหราช ผู้อำนวยการโรงเรียนฯ กล่าวว่าศูนย์การเรียนรู้ภาษาจีนแห่งนี้มีครูชาวไทย 7 คน และชาวจีน 1 คน ซึ่งเผชิญความท้าทายจากการดูแลการเรียนการสอนภาษาจีนให้นักเรียนหลายพันคน ทำให้มีการบูรณาการระบบการเรียนการสอนอัจฉริยะพลังปัญญาประดิษฐ์ (AI) จากไอฟลายเทก (iFLYTEK) ของจีนในปี 2025 เข้ามาช่วยสนับสนุนการดำเนินงาน

ดร. รุ่งสุรีย์ กล่าวว่าระบบการเรียนการสอนอัจฉริยะนี้ทำให้นักเรียนเข้าถึงภาษาจีนแท้ได้อย่างสะดวก ทำให้ครูมี "ร่างอวตาร" ช่วยงานสอน และทำให้เด็กแต่ละคนมีครูชาวต่างชาติเป็นของตนเอง ช่วยแก้ไขปัญหาต่างๆ เช่น การสอนออกเสียงและการสอนรายบุคคลเพราะมีครูตัวจริงอยู่จำกัด พร้อมยกระดับทักษะการฟัง พูด อ่าน และเขียนของนักเรียนอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งนำสู่การคว้ารางวัลจากการแข่งขันภาษาจีนหลายรายการ ขณะแบบฝึกหัดการสอบวัดระดับความรู้ภาษาจีน (HSK) ของระบบนี้ช่วยให้นักเรียนเตรียมตัวสอบได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ปรากฏชัดเจนในคณะครูผู้สอน เช่น อารีรักษ์ เพ็ชรสหาย หรือเฉินลี่เจีย ครูชาวไทยที่เคยต้องใช้เวลาเตรียมการสอนหนึ่งคาบนานถึง 3 ชั่วโมง สามารถวางแผนการสอนพร้อมข้อมูลมากมายเสร็จสิ้นภายในเวลาราว 1 ชั่วโมง หรือช่วยติดตามความก้าวหน้าของนักเรียนแต่ละคนจนทำให้เห็นจุดแข็งและจุดอ่อนได้อย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกันนักเรียนได้ฝึกหัดการออกเสียง คัดตัวอักษรจีน และบทสนทนาผ่านแอปพลิเคชันบนโทรศัพท์มือถือ ทำให้การเรียนการสอนมีชีวิตชีวาและนักเรียนมีส่วนร่วมอย่างชัดเจน

แอปพลิเคชันการเรียนรู้พลังปัญญาประดิษฐ์บนโทรศัพท์มือถือได้แปรเปลี่ยนการเรียนรู้ภาษาจีนจากเชิงรับเป็นเชิงรุก โดยดรัญพร แอ่นฟารี นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 เล่าว่าใช้แอปพลิเคชันนี้ฝึกฝนออกเสียงภาษาจีนเกือบทุกวันเพราะช่วยแก้ไขการออกเสียงที่ผิดพลาดได้ทันที ทำให้กล้าพูดภาษาจีนมากขึ้น 

ด้านธีรวัต ศรีนาราง นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 กล่าวว่าเมื่อก่อนการจำคำศัพท์ต้องใช้วิธีคัดซ้ำๆ แต่ก็มักจำไม่ค่อยได้ ทว่าบทเรียนที่คล้ายเกมตะลุยด่านของแอปพลิเคชันนี้ช่วยให้จำคำศัพท์ได้แบบไม่รู้ตัวและเลิกเรียนก็ยังทบทวนบทเรียนต่อได้

กนกพรรณ อาชนะชัย ที่ร่ำเรียนภาษาจีนมานานถึง 10 ปี ใช้แอปพลิเคชันพลังปัญญาประดิษฐ์นี้เป็นตัวช่วยเตรียมสอบวัดระดับความรู้ภาษาจีน ระดับ 3 เพื่อทำตามความฝันไปเรียนต่อมหาวิทยาลัยที่จีนในอนาคต โดยเธอมักฝึกทำข้อสอบจำลองเป็นประจำเพื่อเพิ่มคะแนน ด้านนภัสสรณ์ ทวีเพชรรัตน์ นักเรียนอีกคนหนึ่ง กล่าวว่าเพื่อนคู่สนทนาพลังปัญญาประดิษฐ์ของแอปพลิเคชันนี้ช่วยคลายความกังวลพูดผิดในการพูดคุย ทำให้สามารถฝึกฝนได้อย่างมั่นใจทุกที่ทุกเวลาและการเรียนภาษาจีนกลายเป็นเรื่องง่ายขึ้นมากกว่าเดิม

โอกาสทองของคนอยากเป็นครีเอเตอร์มืออาชีพมาถึงแล้ว คอร์สดีๆจาก DIPROM ติวเข้ม 4 วันเต็ม

กองส่งเสริมผู้ประกอบการและธุรกิจใหม่ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ขอเชิญครีเอเตอร์และผู้ที่สนใจเข้าร่วมหลักสูตรพัฒนาครีเอเตอร์มืออาชีพ "DIPROM  NEW CREATOR"
หลักสูตรที่จะพาคุณเจาะลึกทุกทักษะของครีเอเตอร์ที่ต่อยอดไอเดียสู่รายได้ และโอกาสสู่การเป็นนักธุรกิจตัวจริง เช่น การสร้างตัวตน, การวางคอนเทนต์, การผลิตวิดีโอ ไปจนถึงการใช้เครื่องมือ AI และการบริหารการเงิน เพื่อวางแผนธุรกิจสำหรับครีเอเตอร์อย่างเป็นระบบ
🎤 พบกับวิทยากรชั้นนำมากมาย ที่จะมาร่วมแชร์ประสบการณ์และเทคนิคแบบไม่มีกั๊ก
📅 กำหนดการอบรม: • วันที่ 7-8 เเละ วันที่ 14-15 มีนาคม 2569 
📍 ณ C asean Ratchada ชั้น 10 อาคาร CW Tower

‘ชัยวุฒิ-ดร.เจษฎ์’ ขอบคุณทุกคะแนนเสียง ยึดมั่นจุดยืน “น้ำดีไล่น้ำเสีย” ปฏิรูปการเมืองใหม่

เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 20.30 น. -นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ หัวหน้าพรรครักชาติ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี นำทีมพรรครักชาติ ประกอบด้วยผู้สมัคร สส.แบบแบ่งเขต และบัญชีรายชื่อ ของพรรค ร่วมกันแถลงขอบคุณพี่น้องประชาชน หลังเสร็จสิ้นภารกิจหาเสียงเลือกตั้งตลอด 6 สัปดาห์ที่ผ่านมา ย้ำพรรครักชาติ คือศูนย์รวมคนรุ่นใหม่และนักวิชาการ มุ่งเป็น "น้ำดี ไล่น้ำเสีย" เปลี่ยนผ่านการเมืองไทยให้โปร่งใสและสร้างสรรค์

โดยนายชัยวุฒิ ระบุว่า ในฐานะหัวหน้าพรรครักชาติ  ขอขอบคุณพี่น้องประชาชนทุกท่าน ที่ให้การสนับสนุนพรรครักชาติ ตลอดช่วงเวลาที่เราหาเสียงเลือกตั้งที่ผ่านมา ประมาณ 6 สัปดาห์ ในการลงพื้นที่พบพี่น้องประชาชน มีพี่น้องประชาชนให้การสนับสนุน ให้การตอบรับที่ดีมาโดยตลอด ขอขอบคุณ ทุกคะแนนเสียงที่มอบให้ ขอบคุณทุกกำลังใจที่มอบให้พวกเรา ที่เข้าใจว่าพรรครักชาติ คือพรรคที่ตั้งขึ้นมาด้วยอุดมการณ์ที่ชัดเจน เป็นการรวมกันของคนรุ่นใหม่ นักวิชาการ นักบริหารที่มีความรู้ความสามารถ เข้ามาช่วยกันสร้างพรรคการเมืองที่จะเป็นความหวังของพี่น้องประชาชนที่ต้องการจะมาเปลี่ยนการเมืองนี้ให้ดีขึ้น เป็นน้ำดีที่จะมาไล่น้ำเสีย ทำให้บ้านเมืองมีการเมืองที่ดีขึ้นในอนาคต ด้วยความรักชาติที่เราอยากให้ทุกคนมาร่วมกันช่วยกันสร้างพรรคการเมืองต่อไป

"สุดท้ายต้องขอกราบขอบพระคุณพี่น้องสื่อมวลชนด้วยนะครับ ที่ผ่านมาเราได้รับการตอบรับที่ดีมากจากสื่อมวลชน นำเสนอข่าวให้เรา ทำให้เราเป็นที่รู้จักของพี่น้องประชาชน และก็ได้คะแนนนิยมมาโดยตลอด ก็ขอบคุณทุกคนที่ให้การสนับสนุน และที่สำคัญต้องขอบคุณ คณะกรรมการการเลือกตั้งด้วยนะครับ ที่ได้จัดทำการเลือกตั้ง และมีเจ้าหน้าที่ต่าง ๆ เสียสละกำลังกายกำลังใจมาช่วยกัน จนวันนี้ก็ผ่านการเลือกตั้งมาด้วยดี ก็ขอให้การเลือกตั้งครั้งนี้ประสบความสำเร็จนะครับ ไม่มีความปัญหาอุปสรรคใด ๆ ให้ได้ ส.ส. ที่ดี ให้ได้รัฐบาลที่ดี มาดูแลแก้ไขปัญหาให้พี่น้องประชาชนให้ได้ครับ ขอบคุณครับ" นายชัยวุฒิ กล่าว

วงเกลียวแห่งความเงียบ เมื่อสื่อ อัลกอริทึม และการเลือกตั้งเดินไปพร้อมกัน

เคยรู้สึกไหมครับว่าเมื่อเปิด feed ใน social media ขึ้นมาแล้วเหมือนว่าทุกคนที่เราเห็นคิดเหมือนกันหมด ชอบ-ไม่ชอบอะไรเหมือนๆกัน แสดงความคิดเห็นหรือวิพากย์วิจารณ์ประเด็นต่างๆไปในทิศทางเดียวกันซะจนถ้ามีคนที่คิดต่าง โผล่ขึ้นมา คนๆนั้นคงพูดออกมาไม่ได้หรือแย่กว่านั้น เขาอาจจะไม่มีที่ทางในพื้นที่ตรงนั้นเลยด้วยซ้ำ

นี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญครับ แต่มันอธิบายได้ด้วยทฤษฎีการสื่อสารที่มักเอามาใช้ในเชิงสื่อสารการเมืองเพื่ออธิบายปรากฏการณ์ทางการเมืองได้เป็นอย่างดี ทฤษฎีนี้ชื่อว่า ”วงเกลียวแห่งความเงียบ (Spiral of Silence)” 

ทฤษฎีนี้มาจากใคร?

แนวคิดนี้ถูกนำเสนอมาตั้งแต่ยุค 1970 โดย Elizabeth Noelle-Neumann นักสื่อสารศาสตร์ชาวเยอรมัน

เธออธิบายว่า โดยธรรมชาติแล้วมนุษย์นั้นกลัวการถูกโดดเดี่ยวทางสังคมเราจึงคอยประเมินอยู่เสมอว่า “ความคิดเห็นไหนเป็นของคนส่วนใหญ่” และถ้าเรารู้สึกว่าความคิดของเราเป็นเสียงส่วนน้อย เรา (และผู้คนจำนวนมาก) จะเลือก “เงียบไว้ก่อน”
ไม่ใช่เพราะไม่มีความเห็น แต่เพราะเราไม่อยากถูกผลักออกจากสังคมโดยการแสดงความเห็นต่างออกมานั่นเอง 

บทบาทของสื่อกระแสหลักในยุคสื่อดั้งเดิมนั้น TV หนังสือพิมพ์ และนักวิเคราะห์, ผู้เชี่ยวชาญต่างๆ เป็นคนกำหนดว่า ”กระแสสังคมกำลังไปทางไหน” และเมื่อสื่อวิเคราะห์ไปในทิศทางเดียวกัน, เชิญผู้เชี่ยวชาญฝั่งเดียวซ้ำ ๆ รวมทั้งรายงานโพลที่ชี้ว่าผล “ค่อนข้างชัด” คนที่เห็นต่างจะเริ่มรู้สึกว่า “หรือเราคิดผิดอยู่คนเดียว?”
ดังนี้เอง………วงเกลียวแห่งความเงียบจึงเริ่มหมุน

ยกตัวอย่างให้เห็นภาพชัดจากสถานการณ์จริง: การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ปี 2016
ก่อนวันเลือกตั้งสื่อกระแสหลักจำนวนมากรายงานว่า ฮิลลารี คลินตัน มีโอกาสชนะสูง โพลและบทวิเคราะห์ชี้ไปในทิศทางเดียวกัน และผู้สนับสนุน โดนัลด์ ทรัมป์ มักถูกนำเสนอในภาพลบผ่านสื่อ 
ผลคือทำให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนหนึ่งที่สนับสนุนทรัมป์ ไม่กล้าแสดงความเห็นในที่สาธารณะ, ไม่ตอบโพลตรงไปตรงมาและเลือกที่จะอยู่เงียบๆเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกโจมตี
คนกลุ่มนี้ถูกเรียกว่า ” Shy Voters”ผู้สนับสนุนที่เงียบงันในพื้นที่สาธารณะ แต่ไม่เงียบในคูหาเลือกตั้ง

ผลลัพธ์คือ ผลเลือกตั้งช็อกโลกที่ออกมานั้น สวนทางกับกระแสสื่อและโซเชียลในขณะนั้นอย่างสิ้นเชิง

แล้ว Social Media กับ Algorithm ทำให้เรื่องนี้แรงขึ้นอย่างไร? 

อธิบายได้ดังนี้ครับ 
ถ้าสื่อกระแสหลักหรือ Social Media คือไมโครโฟน Algorithm ก็คือเครื่องขยายเสียงดีๆนี่เอง

การทำงานของแพลตฟอร์มโซเชียลนั้น อย่างที่เรารู้กันก็คือ
- เลือกแสดงคอนเทนต์ตามพฤติกรรมผู้ใช้
– ดันความเห็นที่สร้าง engagement สูงสู่การรับรู้
– ลดการมองเห็นของเสียงที่เงียบหรือเห็นต่าง

สิ่งนี้คือกระบวนการที่เรียกว่า “Personalization at Scale” ที่ทำให้feedของเราได้ถูกจัดวางให้
เต็มไปด้วยความคิดแบบเดียวกัน จนดูเหมือนว่า “คนทุกคนในสังคมหรือประเทศนี้คิดเหมือนกันหมด”

อิทธิพลของอิหร่าน: เมื่อมหาอำนาจต้องเลือก “โต๊ะเจรจา” แทนสนามรบ

ในประวัติศาสตร์การเมืองโลกสมัยใหม่ มีไม่กี่กรณีที่มหาอำนาจอย่าง สหรัฐอเมริกา ต้องยอมเปิดโต๊ะเจรจาภายใต้ภาวะความตึงเครียดและการเผชิญหน้าโดยตรงกับรัฐคู่ขัดแย้ง หนึ่งในกรณีศึกษาที่โดดเด่นที่สุดคือ สาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน

แม้สหรัฐฯ จะเป็นมหาอำนาจทางทหาร เศรษฐกิจ และการเมืองของโลก มีเครือข่ายพันธมิตรครอบคลุมทั่วทุกภูมิภาค และมีประวัติการใช้กำลังทหารเข้าแทรกแซงในหลายประเทศ แต่ในกรณีของอิหร่าน สถานการณ์กลับไม่ดำเนินไปในรูปแบบเดียวกัน

ตลอดหลายทศวรรษแห่งความตึงเครียด หลังการปฏิวัติอิสลามปี 1979 ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศเต็มไปด้วยมาตรการคว่ำบาตร การตอบโต้ทางยุทธศาสตร์ และสงครามตัวแทนในภูมิภาค ทว่าการเผชิญหน้าระดับรัฐต่อรัฐโดยตรงกลับไม่เคยนำไปสู่การล้มล้างระบอบในเตหะราน

การเจรจา คือทางเลือกเชิงยุทธศาสตร์ จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อสหรัฐฯ ภายใต้รัฐบาลทรัมป์2.0 พร้อมทั้งขู่และสงครามจิตวิทยาเพื่อให้อิหร่านจำนน แต่สุดใต้ตัดสินใจเปิดการเจรจาอย่างจริงจังกับอิหร่านภายใต้การกดดัน ดังนั้นการเจรจาในวันที่ 6 ก.พ. 2026 ณ กรุงมัสกัต ประเทศโอมานนั้น ไม่ได้เกิดจากความเป็นมิตรฉับพลัน หากแต่เป็นการคำนวณเชิงยุทธศาสตร์อย่างรอบคอบ 

สหรัฐฯ ตระหนักว่า:การโจมตีทางทหารอาจจุดชนวนสงครามระดับภูมิภาค และการคว่ำบาตรเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอที่จะทำให้อิหร่านยอมจำนน แต่อิหร่านมีศักยภาพในการตอบโต้แบอสมมาตรผ่านเครือข่ายพันธมิตรในตะวันออกกลาง กล่าวอีกนัยหนึ่ง นี่คือการ “ยอมรับโดยพฤตินัย” ว่าอิหร่านไม่ใช่รัฐที่จะถูกบีบให้ล้มลงได้ง่าย ๆ ด้วยกำลังหรือแรงกดดันทางเศรษฐกิจเพียงด้านเดียว

พลังที่มองไม่เห็น: อุดมการณ์และความอดทน สิ่งที่ทำให้อิหร่านแตกต่าง ไม่ได้อยู่ที่ศักยภาพทางทหารเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึง
-    โครงสร้างรัฐที่ผสานศาสนาและการเมือง
-    อุดมการณ์การปฏิวัติที่เน้นอธิปไตยและการต่อต้านอิทธิพลภายนอกความสามารถในการปรับตัวภายใต้การคว่ำบาตรระยะยาว
-    เครือข่ายอิทธิพลระดับภูมิภาค
และอิหร่านได้พัฒนายุทธศาสตร์ “การยับยั้งแบบอสมมาตร” ที่ไม่จำเป็นต้องแข่งขันแบบเผชิญหน้าตรงกับมหาอำนาจ แต่ใช้ต้นทุนต่ำ สร้างแรงกดดันสูง และขยายอิทธิพลผ่านพันธมิตรในภูมิภาค

บทเรียนเชิงประวัติศาสตร์ กรณีของอิหร่านจึงกลายเป็นกรณีศึกษาสำคัญในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ มันสะท้อนว่า อำนาจไม่ใช่เพียงเรื่องของกำลังทหารหรือขนาดเศรษฐกิจแต่รวมถึงความชอบธรรมภายใน 

อย่าหมดหวัง! สารจาก ธนาธร ถึงชาวพรรคประชาชน หลังทราบผลเลือกตั้ง 69

วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ในฐานะผู้ช่วยหาเสียงพรรคประชาชน โพสต์ข้อความระบุว่า  ถึงผู้ลงคะแนนให้พรรคประชาชนและผู้ลงประชามติเห็นชอบ ขอขอบคุณทุกคะแนนเสียงของประชาชนที่มอบให้กับพวกเราในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา 

ถึงพรรคภูมิใจไทย ผมขอแสดงความยินดีที่พรรคภูมิใจไทยชนะเลือกตั้ง 

ถึงผู้สนับสนุนและสมาชิกพรรคประชาชนทุกท่าน ผมซาบซึ้งใจในการสนับสนุนลงแรงที่ท่านทำร่วมกับพรรค เดินร่วมกันต่อไป อย่าหมดหวัง หมดหวังเมื่อไหร่ แพ้ทันที

ประชาชน แพ้กี่ครั้งก็ได้ ขอแค่ชนะครั้งเดียว

มันเป็นเช้าที่หนักหน่วง แต่ดวงอาทิตย์ยังคงส่องแสง

จาก “เมืองกรุงเทพ” กลายเป็น “เมืองกรุงส้ม” กับความรู้สึกน่าอับอาย ในสายตา “คนต่างจังหวัด”

เลือกตั้งใหญ่เมื่อวันที่ ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๙ ที่ผ่านมา “พรรคส้มสามกีบ” แม้จะไม่ได้คะแนนรวม “อันดับหนึ่งของประเทศ” เหมือนสมัยเลือกตั้งใหญ่เมื่อปี ๒๕๖๖ แต่ก็สามารถ “มัดหัวใจคนหลงส้ม” ณ เมืองหลวงไทยไปได้แบบยกจังหวัด เปลี่ยนหลากสีสันของกรุงเทพมหานคร เมืองหลวงของคนไทย กลายสภาพเป็น “เมืองหลวงของคนส้ม” สีเดียว เพียงชั่วข้ามคืน 
 

เปลือยล่อนจ้อนให้เห็นว่า คนกรุงเทพในจำนวนที่กาเลือก “พรรคสามกีบ” ไม่ได้สนใจพฤติกรรมของ “นักการเมืองล้มสถาบัน” ว่าเคยแสดงออกในทางเลว ๆ ต่อสังคมไทยอย่างไร เขาเลือกเพราะยังคงมองพรรคส้มเป็น “ของวิเศษ” ที่จะเข้ามาสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับประเทศไทยได้ 
 

เป็นความเชื่อตามระดับสติปัญญาของคนกรุงเทพที่นิยมชมชอบพรรคส้มแบบไม่ลืมหูลืมตา 

หนำซ้ำคนเมืองหลวงที่เลือกส้ม ยังพากันเขียนก่นด่าว่าคนต่างจังหวัดไม่ได้ฉลาด ยังคงโง่ที่พากันไปกาเลือกพรรคการเมืองอื่น ๆ ที่ไม่ใช่พรรคส้มเหมือนที่ตนเองเลือก หลายโพสต์มีข้อความคล้าย ๆ กันออกมาประมาณว่า “คนกรุงเทพตื่นแล้ว แต่คนต่างจังหวัดยังคงดักดานไม่เลิกรา”

ศาลฮ่องกงตัดสินจำคุก 'จิมมี ไหล่' 20 ปี คดีความมั่นคงแห่งชาติ

ฮ่องกง, 9 ก.พ. (ซินหัว) -- ช่วงเช้าวันจันทร์ (9 ก.พ.) ศาลสูงแห่งเขตบริหารพิเศษฮ่องกงของจีน ตัดสินจำคุกจิมมี ไหล่ หรือหลีจื้ออิง ซึ่งเป็นผู้ปลุกปั่นเหตุจลาจลต่อต้านจีนในฮ่องกง เป็นเวลา 20 ปี
.
เมื่อเดือนธันวาคม ศาลสูงฮ่องกงตัดสินว่าไหล่มีความผิดฐานสมคบคิดกับกองกำลังภายนอกสองข้อหา และสมคบคิดเผยแพร่เอกสารปลุกปั่นให้เกิดความไม่สงบหนึ่งข้อหา โดยกระบวนการไต่สวนเพื่อขอลดหย่อนโทษแก่ไหล่มีขึ้นเมื่อวันที่ 12 ม.ค. และสิ้นสุดลงเมื่อวันที่ 13 ม.ค.


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top