Sunday, 7 June 2026
TheStatesTimes

เลือกผู้นำในโลกเดือด อย่าดูแค่ “นโยบายแจก” ต้องดู “วิธีตัดสินใจตอนวิกฤต”

โลกกำลังเข้าสู่ยุคที่ “ภูมิรัฐศาสตร์” แรงกว่าที่หลายคนเคยชิน—สงคราม เศรษฐกิจ การค้า เทคโนโลยี และข่าวสาร ถูกผูกเป็นเกมเดียวกันหมด และในเกมนี้ คำพูด/ท่าที/นโยบาย ของผู้นำประเทศหนึ่ง อาจกลายเป็น “ชนวน” ที่อีกฝ่ายใช้เป็นเหตุผลในการยกระดับความขัดแย้งได้

บทเรียนนี้เห็นชัดในกรณี โวโลดีมีร์ เซเลนสกี แห่งยูเครน—ต้องย้ำก่อนว่า ความขัดแย้งเริ่มมาตั้งแต่ปี 2014 และการยกระดับเป็นการตัดสินใจของรัสเซียเอง แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า “การตัดสินใจบางจังหวะ” ของผู้นำยูเครนถูกมองเป็นเส้นแดง และถูกใช้เป็นคำอธิบาย/ข้ออ้างในฝั่งมอสโก

ต่อไปนี้คือ “4 ช็อตการตัดสินใจ” ที่นักวิเคราะห์จำนวนมากมองว่า ทำให้รัสเซียไม่พอใจขึ้นไปจากเดิม—และกลายเป็นเชื้อไฟที่สะสมจนปะทุเป็นการบุกเต็มรูปแบบในปี 2022

1) เดินหน้าเส้นทาง NATO แบบเปิดหน้า ขอคำตอบ “ใช่/ไม่ใช่” ให้ชัด

เซเลนสกีเลือกส่งสัญญาณว่า ยูเครนต้องการ “เส้นทาง” เข้า NATO ให้ชัดเจน ถึงขั้นขอคำตอบตรง ๆ จากสหรัฐฯ ในเรื่องแผนเข้าร่วม (Membership Action Plan)

ในมุมของรัสเซีย “ยูเครนใกล้ NATO” ไม่ใช่เรื่องเทคนิค—แต่คือเรื่องความมั่นคงเชิงยุทธศาสตร์ (อย่างน้อยในกรอบคิดของเครมลิน) และปลายปี 2021 รัสเซียยื่นข้อเสนอความมั่นคงที่ระบุชัดให้ NATO “ไม่ขยายเพิ่ม รวมถึงไม่รับยูเครน”

บทเรียนสำหรับไทย: ผู้นำที่ดีต้องรู้ว่า “ประโยคเดียว” บนเวทีโลกมีราคาเท่าไร—และต้องประเมินผลสะเทือนล่วงหน้า ไม่ใช่พูดเอามันหรือพูดให้คนในประเทศสะใจ

2) “ทุบเครือข่ายอิทธิพล” ของรัสเซียในยูเครน: ปิดสื่อ-คว่ำบาตรคนโปรรัสเซีย

ยูเครนภายใต้เซเลนสกีออกมาตรการคว่ำบาตร/จำกัดสื่อที่ถูกกล่าวหาว่าได้รับทุนหรืออิทธิพลจากมอสโก และคว่ำบาตรบุคคล/เครือข่ายที่ถูกมองว่าเป็นตัวแทนอิทธิพลรัสเซียในยูเครน

ในมุมยุทธศาสตร์ นี่คือการ “ตัดแขนทางการเมือง” ของคู่แข่งภายนอก—ทำให้เกมกดดันแบบนิ่ม ๆ (soft power/เครือข่ายการเมืองภายใน) ทำได้ยากขึ้น และยิ่งผลักความตึงเครียดไปสู่การเผชิญหน้าแข็งขึ้น

บทเรียนสำหรับไทย: ปราบทุนเทา-ปราบอิทธิพลเป็นเรื่องจำเป็น แต่ผู้นำที่ดีต้องทำให้ “ชอบธรรม-โปร่งใส-ตรวจสอบได้” และต้องรู้ว่าการจัดการเครือข่ายข้ามชาติอาจลากเอาแรงตอบโต้ทางการเมือง/เศรษฐกิจตามมา

3) ยก “ไครเมีย” ขึ้นเป็นวาระโลก: ยุทธศาสตร์ยึดคืน + เวที Crimea Platform

เซเลนสกีลงนามยุทธศาสตร์ de-occupation/reintegration ของไครเมีย (มีทั้งมิติการทูต เศรษฐกิจ ข่าวสาร และความมั่นคง) และผลักดันเวที Crimea Platform เพื่อรวมแรงกดดันนานาชาติเรื่องไครเมียให้เป็นระบบ

จากนั้นยูเครนใช้เวทีนี้เป็น “รูปแบบสถาบัน” เพื่อกดดันทางการเมือง-การทูตต่อรัสเซีย ขณะที่รัสเซียพยายามบั่นทอนและย้ำว่า “ประเด็นไครเมียปิดไปแล้ว” ในมุมของตน

บทเรียนสำหรับไทย: บางเรื่องเป็น “หลักการ” ที่ต้องยืน—แต่การยืนหลักการในเวทีโลก ต้องมาพร้อม “ยุทธศาสตร์รองรับ” ไม่ใช่ยืนแบบไม่มีแผน เพราะคู่แข่งจะมองว่าเราล็อกตัวเองให้เดินได้ทางเดียว และพร้อมใช้มันเป็นข้ออ้างในการกดดัน

4) ขยับยุทธศาสตร์ความมั่นคงให้ “ยับยั้งรัสเซีย” ชัดขึ้น และผูกกับตะวันตกมากขึ้น

ยูเครนรับรองยุทธศาสตร์ความมั่นคงทางทหารที่เน้นการยับยั้ง/เพิ่มต้นทุนของการรุกราน และมองความเสี่ยงการรุกจากรัสเซียเป็นโจทย์หลัก

พอมาชนกับข้อเรียกร้องด้านความมั่นคงของรัสเซียปลายปี 2021 ที่พยายามจำกัดการขยายตัวของ NATO และกิจกรรมทางทหารใกล้รัสเซีย มันยิ่งทำให้สองฝ่ายเหมือน “ชนกันตรง ๆ”

บทเรียนสำหรับไทย: โลกใหม่ไม่ได้วัดผู้นำจากคำว่า “รักชาติ” หรือ “เก่งพูด” แต่วัดจากความสามารถในการจัดสมดุล (ความมั่นคง–เศรษฐกิจ–พันธมิตร–การทูต) และมีแผนรับแรงสั่นสะเทือนจริง

แล้วทำไมสิ่งเหล่านี้ถึงถูกมองเป็น “ชนวน” ในสายตารัสเซีย?

เพราะมันกระทบ “เส้นประสาท” 3 เรื่องพร้อมกัน: (1) ยูเครนขยับออกจากวงอิทธิพลรัสเซียไปหาตะวันตกเร็วขึ้น (2) ยูเครนตัดเครื่องมืออิทธิพลทางการเมืองภายในที่รัสเซียเคยใช้ และ (3) ยูเครนทำให้ไครเมียกลับมาเป็นวาระโลกอย่างเป็นระบบ

จีนเผยผลผลิต 'ทองคำ' เพิ่มขึ้น ความต้องการลงทุนพุ่งสูงในปี 2025

ปักกิ่ง, 5 ก.พ. (ซินหัว) -- วันพฤหัสบดี (5 ก.พ.) สมาคมทองคำแห่งประเทศจีนเผยว่าการผลิตทองคำของจีนในปี 2025 เพิ่มขึ้นเล็กน้อยร้อยละ 1.09 เมื่อเทียบปีต่อปี อยู่ที่ 381.339 ตัน และผลผลิตจากวัตถุดิบนำเข้าเพิ่มขึ้นร้อยละ 8.81 คิดเป็น 170.681 ตัน ขณะที่การบริโภคโดยรวมลดลง ท่ามกลางแนวโน้มพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนจากการซื้อเครื่องประดับไปสู่ผลิตภัณฑ์เพื่อการลงทุนมากขึ้น

การบริโภคทองคำในปี 2025 มีจำนวนรวม 950.096 ตัน ลดลงจากปีก่อนหน้าร้อยละ 3.57 เนื่องจากความต้องการเครื่องประดับลดลงอย่างมาก ขณะที่การซื้อทองคำแท่งและเหรียญทองคำเพิ่มขึ้น ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่ปริมาณทองคำเพื่อการลงทุนรายปีแซงหน้าการบริโภคเครื่องประดับในจีน

Brownie Mary ผู้ริเริ่มและรณรงค์ให้ใช้กัญชาทางการแพทย์เป็นเรื่องถูกกฎหมาย

จนกระทั่งศตวรรษที่ 20 สหรัฐอเมริกาไม่มีข้อห้ามเกี่ยวกับการปลูกและการบริโภคกัญชา แต่ในช่วงกลางศตวรรษที่ 20 การครอบครองกัญชาถือเป็นอาชญากรรมในทุกรัฐของสหรัฐอเมริกา (และประเทศอื่นๆ ส่วนใหญ่) เพราะ “กัญชา” ถูกจัดให้เป็นยาเสพติด แต่เมื่อ Mary Jane Rathbun ผู้ใช้กัญชามาตั้งแต่ปี 1974 ในวัย 52 ปี เพื่อบำบัดอาการเศร้าโศกจากการสูญเสีย Peggy อายุ 22 ปี ลูกสาวเพียงคนเดียวของเธอ ซึ่งเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ ในปี 1974 ขณะอายุเพียง 22 ปี

เธอถูกจับกุมเป็นครั้งแรกเมื่ออายุ 57 ปี ตำรวจพบกัญชาจำนวน 18 ปอนด์ในอพาร์ตเมนต์ของเธอ และพวกเขาพบขนมบราวนี่ใส่กัญชาจำนวน 54 โหลวางพักไว้ให้เย็นอยู่บนเคาน์เตอร์ครัวของเธอ ซึ่งเธอยิ้มและพูดว่า “ฉันคิดว่า สักวันพวกคุณจะมา” ในช่วงเวลานี้เองที่สื่อเริ่มเรียกเธอว่า " Brownie Mary" เธอสารภาพผิดในข้อหาครอบครองยาเสพติด 9 กระทง และได้รับโทษรอลงอาญา 3 ปี ผู้พิพากษายังตัดสินให้เธอทำงานบริการชุมชน 500 ชั่วโมง โดยผู้พิพากษาเชื่อคำตัดสินว่าเป็นการลงโทษเธอ แต่คำพิพากษานี้กลับริเริ่มบางสิ่งบางอย่างที่จะเปลี่ยนแปลงวงการแพทย์ของสหรัฐอเมริกาไปอย่างสิ้นเชิง

เธอเริ่มทำงานกับ Shanti Project ซึ่งเป็นกลุ่มช่วยเหลือสำหรับผู้ติดเชื้อ HIV/AIDS เธอทำงานครบ 500 ชั่วโมงในเวลาเพียง 60 วัน โดยเป็นอาสาสมัครในโครงการชานติ ดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายจากโรคที่คนส่วนใหญ่ในประเทศปฏิเสธที่จะมองเห็น (เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในปี 1981 ซึ่งเป็นปีเดียวกับที่ CDC ใช้คำว่า "เอดส์" เป็นครั้งแรก) แม้ว่าจะไม่ต้องทำกิจกรรมบริการชุมชนอีกต่อไปแล้ว เธอก็ยังคงทำงานให้กับโรงทานเซนต์มาร์ติน เดอ ปอร์ส จนถึงปี 1982 

ลูกค้า Brownie ของเธอส่วนใหญ่เป็นชายรักร่วมเพศ เมื่อพวกเขาเริ่มป่วยด้วยโรคเอดส์ในช่วงต้นทศวรรษ 1980 เธอสังเกตเห็นว่ากัญชาช่วยบรรเทาความผอมแห้งของพวกเขาได้ และเธอยังพบว่าสิ่งนี้เป็นจริงสำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็งด้วย ผู้คนเริ่มบริจาคกัญชาให้กับเธอ และเธอได้อบ Brownie วันละหลายร้อยชิ้น และแจกจ่ายให้กับผู้ป่วยโดยไม่คิดเงิน เธอใช้เงินบำนาญประกันสังคมรายเดือน 650 ดอลลาร์ ช่วยให้เธอซื้ออุปกรณ์ทำขนมได้

จากการที่สำนักข่าว Associated Press, United Press International, Reuters และ CNN ได้เผยแพร่เรื่องราวเกี่ยวกับการจับกุมเธอไปทั่วโลก และทำให้การรณรงค์ของเธอเพื่อการเข้าถึงกัญชาทางการแพทย์เป็นที่รู้จักในวงกว้าง ภาพลักษณ์ที่ดูใจดีของเธอกลายเป็นสัญลักษณ์ของการเคลื่อนไหวเพื่อกัญชาทางการแพทย์ในอเมริกาในช่วงต้นทศวรรษ 1990 ซึ่งได้รับความสนับสนุนและความเห็นใจจากผู้คนให้การสนับสนุน Proposition P และ California Proposition 215 ได้รับแรงผลักดันมากขึ้นเมื่อการจับกุมของเธอถูกเผยแพร่สู่สาธารณะ 

ในปี 1992 Mary และคดีความของเธอ กลายเป็น "สาเหตุสำคัญสำหรับผู้ที่ต่อสู้เพื่อทำให้กัญชาถูกกฎหมายสำหรับการใช้ทางการแพทย์...วีรสตรีสำหรับผู้ป่วยเอดส์และมะเร็ง" ความพยายามของเธอในการดำเนินการโดยตรงในประเด็นนี้เกิดจากการเปลี่ยนแปลงการสนับสนุนทางการเลือกตั้งสำหรับกัญชาทางการแพทย์ในสหรัฐอเมริกา "ในปี 1996 มลรัฐแคลิฟอร์เนียได้ผ่อนปรนกฎหมายเกี่ยวกับการใช้กัญชา การเปลี่ยนแปลงนี้อนุญาตให้แพทย์ในรัฐสามารถสั่งจ่ายยาได้หากเขาเชื่อว่ายาจะช่วยลดความเจ็บปวดของผู้ป่วย การผ่อนคลายทัศนคติของประชาชนต่อการใช้กัญชาส่วนใหญ่เป็นผลมาจาก Mary Jane Rathbun"

เลือกตั้ง’69 EP#7 อย่า...เลือกนักการเมืองและพรรคการเมืองที่ด้อยค่า-ตัดงบกองทัพ!!!

สงครามระหว่างไทยกับเขมร ซึ่งเกิดขึ้นถึงสองครั้งสองคราในเวลาห่างกันไม่กี่เดือน และได้คร่าชีวิตทหารหาญและพี่น้องประชาชนคนไทยไปหลายสิบชีวิต นับเป็นพยานหลักฐานเชิงประจักษ์ที่แสดงให้เห็นถึงความสำคัญและความจำเป็นอย่างยิ่งยวดที่ราชอาณาจักรจะต้องมีกองทัพที่เข้มแข็ง ประเทศชาติต้องมีความพร้อมในเรื่องของศักย์สงคราม เพื่อป้องกันชาติบ้านเมืองให้รอดพ้นและปลอดภัยจากการคุกคามและรุกรานของอริราชศัตรู

กองทัพไทย อันเป็นหน่วยกำลังหลักในการดูแลปกป้องประเทศชาติประกอบด้วยกำลังพล ซึ่งต้องได้รับการฝึกฝนและพัฒนาอยู่ตลอดเวลา เพื่อให้เกิดความรู้ ความเข้าใจ ความสามารถ ทักษะ และความชำนาญอย่างสูงสุดจนมีความขีดสามารถที่มีประสิทธิภาพและศักยภาพเต็มที่ในการรองรับต่อภัยคุกคามต่าง ๆ กระทั่งสงครามสมัยใหม่ที่เกิดขึ้น และคนไทยทั้งหมดทั้งมวลได้พบเห็นในการรบกับเขมรทั้งสองครั้งแล้ว

การรบที่เกิดขึ้นทั้งสองครั้งในสงครามไทยกับเขมรนั้น ปฏิเสธไม่ได้ว่า เขมรมีการพัฒนาทั้งยุทธวิธี อาวุธยุทโธปกรณ์ซึ่งมีเทคโนโลยีที่ทันสมัยได้อย่างรวดเร็ว ทั้งนี้ด้วยเงินทุนจากเป็นเป็นศูนย์กลางของการฉ้อโกงทางออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดของโลก ซึ่งเงินทุนจำนวนมหาศาลดังกล่าวสามารถนำจัดซื้อจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ทันสมัยที่สุดที่มีในตลาดอาวุธยุทโธปกรณ์ได้เลยทันที โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการจัดซื้อจัดหาตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีเช่นกองทัพไทย ทั้งก่อนหน้านั้นยังต้องผ่านการตรวจสอบและถูกตัดงบประมาณจากฝ่ายการเมืองและฝ่ายนิติบัญญัติ

EGCO Group รับสมัครเยาวชนหัวใจกรีน ร่วมถอดรหัสป่าต้นน้ำอินทนนท์ กับ “ค่ายเยาวชนเอ็กโกไทยรักษ์ป่า” รุ่นที่ 62 

บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ EGCO Group และมูลนิธิไทยรักษ์ป่า องค์กรสาธารณกุศลซึ่งก่อตั้งและสนับสนุนการดำเนินงานโดย EGCO Group ร่วมกับอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ ชวนเยาวชนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายหรือเทียบเท่าจากทั่วประเทศ มาร่วมภารกิจไขรหัสลับของธรรมชาติ ผ่านการสัมผัสป่าต้นน้ำด้วยตนเอง กับ “ค่ายเยาวชนเอ็กโกไทยรักษ์ป่า รุ่นที่ 62” ภายใต้แนวคิด “Nature Decoded: ถอดรหัสป่าต้นน้ำอินทนนท์” ระหว่างวันที่ 21 – 27 มีนาคม 2569 ณ อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อปลูกจิตสำนึกรักษ์ธรรมชาติและส่งเสริมการดำเนินชีวิตที่อยู่ร่วมกับสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน เยาวชนหัวใจกรีนที่สนใจ สามารถส่งผลงานเป็น “เรียงความ” หรือ “คลิปวิดีโอสั้น” เพื่อสมัครร่วมค่ายเยาวชนฯ ได้ตั้งแต่วันนี้ - 23 กุมภาพันธ์ 2569

นายธวัชชัย สำราญวานิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ EGCO Group เปิดเผยว่า “EGCO Group มุ่งปลูกจิตสำนึก การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในใจเยาวชน ซึ่งเป็นวัยต้นทางแห่งการเรียนรู้และเป็นอนาคตของชาติ ตามความเชื่อขององค์กรที่ว่า “ต้นทางดี จะก่อกำเนิดผลลัพธ์ปลายทางที่ดี” ผ่านการจัดโครงการค่ายเยาวชน           เอ็กโกไทยรักษ์ป่าต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2540 รวมระยะเวลากว่า 28 ปี สร้างเครือข่ายเยาวชนรักษ์ป่าไปแล้ว 61 รุ่น จำนวนกว่า 3,600 คน สำหรับปี 2569 บริษัทได้จัดค่ายเยาวชนฯ เป็นรุ่นที่ 62 เพื่อให้เยาวชนได้เรียนรู้และสัมผัสกับธรรมชาติด้วยตนเอง ณ ดอยอินทนนท์ ป่าต้นน้ำที่สูงที่สุดของประเทศ ซึ่งยังคงความอุดมสมบูรณ์และความหลากหลายทางชีวภาพทั้งด้านพืชพรรณ สัตว์ป่า และระบบนิเวศเฉพาะถิ่น ซึ่งจะเปิดโอกาสให้เยาวชนเข้าใจถึงคุณค่าของป่าต้นน้ำที่เชื่อมโยงกับการดำรงชีวิตประจำวัน จนเกิดจิตสำนึกรักษ์ธรรมชาติและมีพฤติกรรมที่เป็นมิตร ต่อสิ่งแวดล้อมเมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ในอนาคต”
 
“ค่ายเยาวชนเอ็กโกไทยรักษ์ป่า รุ่นที่ 62” จะนำเยาวชนที่ผ่านการคัดเลือกจากทุกภูมิภาค จำนวน 70 คน เดินทางด้วยรถไฟจากสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ กรุงเทพฯ ไปใช้ชีวิตแบบชาวค่ายที่อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ จังหวัดเชียงใหม่ เป็นเวลา 7 วัน 6 คืน เยาวชนจะได้ร่วมทำกิจกรรมการเรียนรู้หลากหลายรูปแบบผ่านประสบการณ์ตรงในห้องเรียนธรรมชาติ ทั้งการเดินในเส้นทางศึกษาธรรมชาติกิ่วแม่ปานที่มีความหลากหลายด้านภูมิประเทศ ธรณีวิทยา และพืชพรรณ พร้อมสำรวจระบบนิเวศป่าพรุน้ำจืดที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวในเส้นทางศึกษาธรรมชาติอ่างกาและเส้นทางศึกษาธรรมชาติยอดดอย เรียนรู้ระบบนิเวศในป่า 6 คนโอบ รวมถึงได้สร้างมิตรภาพกับเพื่อนใหม่ทั่วประเทศ โดย EGCO Group จะเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายตลอดการจัดกิจกรรม (ยกเว้นค่าเดินทางไป-กลับของเยาวชนระหว่างที่พักและสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์)

คนนี้เข้าตา! ‘อ.มาศ’ โพสต์เชียร์ ‘พีระพันธุ์’ กางผลงานชัด ๆ มีผลงานประจักษ์ ทั้งค่าโง่โฮปเวลล์ – ค่าโง่ทางด่วน -ฟื้นฟูบินไทย ช่วยชาติเซฟเงินหลายหมื่นล้าน

เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 - อาจารย์มาศ เคหาสน์ธรรม (ซินแสฮวงจุ้ยระดับโลก) ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า คนนี้เข้าตา 

อ.มาศเพิ่งมาติดตามผลงานคุณพี เพราะเห็นว่าใกล้เลือกตั้ง จะเลือกใครดี ลองหาข้อมูลแต่ละคน 
มาสะดุดตาคนนี้...

ในสมัยพลเอก ประยุทธ์ เป็นนายก คุณพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ไม่ได้เป็น "รัฐมนตรี" แต่ถูกเชิญมาเป็นที่ปรึกษาและทีมงาน เพราะเป็นอดีตผู้พิพากษา 

ตามนี้ครับ:
ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี: ปี พ.ศ. 2562 ถึง 2565
เลขาธิการนายกรัฐมนตรี: พ.ศ. 2565

โดยได้รับมอบหมายเรื่องแก้ไขความเสียหาย ช่วยให้รัฐ "ไม่ต้องจ่าย" ตามนี้ครับ

คดีค่าโง่โฮปเวลล์: 
ช่วยให้รัฐไม่ต้องจ่ายเงินชดเชยรวมดอกเบี้ยประมาณ 24,000 - 25,000 ล้านบาท จากการผลักดันให้รื้อฟื้นคดีใหม่ จนชนะในประเด็นอายุความ

คดีค่าโง่ทางด่วน 
(คดีโอนสิทธิทำทางด่วนสายบางปะอิน-ปากเกร็ด): 
ช่วยให้รัฐชนะคดีในชั้นศาลปกครองสูงสุด ทำให้ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยประมาณ 6,200 ล้านบาท

คดีเหมืองทองอัครา: 
ช่วยลดความเสี่ยงที่ไทยอาจถูกตัดสินให้ชดใช้ค่าเสียหายจากการปิดเหมือง ซึ่งบริษัทคิงส์เกตเคยเรียกร้องสูงถึงประมาณ 750 ล้านเหรียญสหรัฐ (หรือราว 25,000 - 30,000 ล้านบาท) โดยเปลี่ยนเป็นการเจรจาตกลงร่วมกันแทน

การฟื้นฟูการบินไทย: 
เป็นการหยุดการขาดทุนสะสมและหนี้สินที่มีมากกว่า 300,000 ล้านบาท โดยการนำเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการเพื่อรักษาองค์กรไว้ แทนการปล่อยให้ล้มละลายซึ่งจะสร้างความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจอย่างมหาศาล
หากรวมเฉพาะคดีความที่เป็นตัวเลขชัดเจน (โฮปเวลล์ และ ทางด่วน) ท่านมีส่วนช่วยปกป้องเงินภาษีประชาชนไปได้มากกว่า 30,000 ล้านบาท ครับ

ก่อนหน้าเคยเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม สมัยอภิสิทธิ์ (พ.ศ. 2551 - 2554)   
พอได้ตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน รัฐบาลเศรษฐา และ แพทองธาร จึงเข้ามาจัดการเรื่องพลังงาน คุมราคาน้ำมัน แก๊ส ไฟฟ้า รวม 2 ปี และกำลังออกกฎหมายเรื่องนี้แต่รัฐบาลล่มก่อน

ทัพฟ้าโชว์เขี้ยวเล็บ ปล่อยภาพฝึกบิน "ทิ้งไข่" กลางคืน ลาดตระเวนชายแดน ย้ำยุทธวิธีโจมตีเงียบปลิดชีพเป้าหมายโดยไม่รู้ตัว

เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 เพจเฟซบุ๊ก “กองทัพอากาศไทย Royal Thai Air Force” โพสต์ภาพ กองทัพอากาศฝึกบิน “ทิ้งไข่” และฝึกบินลาดตระเวนชายแดนช่วงกลางคืน 

พร้อมข้อความระบุว่า เมื่อนกเหล็กทะยานขึ้นฟ้า ในยามค่ำคืน บางเป้าหมาย อาจสิ้นสุดภารกิจได้... โดยศัตรูไม่รู้ตัว 

การฝึกบินกลางคืนของกองทัพอากาศถูกจัดขึ้นทุกปี แบบรวมกำลังทุกฝูงบินขับไล่ ในการแลกเปลี่ยนความรู้รวมถึงยุทธวิธี เพื่อดำรงและเสริมสร้างขีดความสามารถการปฏิบัติการทางอากาศ ทั้งในเรื่องการวางแผนยุทธวิธี การสื่อสารกันภายในหมู่บิน และที่สำคัญที่สุดการเข้าโจมตีเป้าหมายทางทหาร

กองทัพเรือยึดมั่นถ้อยแถลงการณ์ร่วม สนับสนุน ฉก.นย.ตราด เก็บกู้ทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรม สร้างความปลอดภัยแนวชายแดน

วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า กองทัพเรือ โดยหน่วยปฏิบัติการทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรม กองทัพเรือ (นปท.ทร.) ได้ดำเนินการสนับสนุนกองกำลังเฉพาะกิจนาวิกโยธินตราด (ฉก.นย.ตราด) ในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดและวัตถุระเบิดตามแนวชายแดน ภายใต้การยึดมั่นกรอบและหลักการตามถ้อยแถลงการณ์ร่วม เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 เพื่อเสริมสร้างความปลอดภัยให้แก่ประชาชนและเจ้าหน้าที่ในพื้นที่

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2569 นปท.ทร. สามารถเก็บกู้ทุ่นระเบิดและวัตถุระเบิดได้เพิ่มเติมในพื้นที่บ้านชำราก ตำบลชำราก อำเภอเมือง จังหวัดตราด ประกอบด้วย ทุ่นระเบิดสังหารบุคคลชนิด PMN-2 จำนวน 4 ทุ่น สภาพค่อนข้างใหม่ และยังพบระเบิดแสวงเครื่อง (Improvised Explosive Device: IED) ซึ่งไม่ใช่วัตถุระเบิดที่ผลิตจากโรงงาน แต่เป็นวัตถุระเบิดที่ถูก ดัดแปลงจากสิ่งที่มีอยู่เดิม เช่น หัวลูกปืนใหญ่ เพื่อนำมาใช้เพื่อก่อเหตุรุนแรง อีกจำนวน 2 ชุด ซึ่งเป็นการใช้วัตถุระเบิดที่ขัดต่ออนุสัญญาออตตาวา (Ottawa Convention) ว่าด้วยการห้ามใช้ สะสม ผลิต และโอนทุ่นระเบิดสังหารบุคคล และยังขัดต่อหลักมนุษยธรรมและกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ (IHL) อีกด้วย

8 กุมภาพันธ์ 2569 เลือกตั้งใหญ่และประชามติพร้อมกันทั่วประเทศ ประชาชนเลือก ส.ส. และลงประชามติ ถามความเห็นรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เปลี่ยนโครงสร้างการเมืองครั้งสำคัญ

(8 ก.พ. 69) ประเทศไทยเดินเข้าสู่ "วันชี้ชะตา 2 บัตร" คือวันที่ประชาชนจะได้ใช้สิทธิในการเลือกตั้งทั่วไปเพื่อเลือก ส.ส. พร้อมกับ การออกเสียงประชามติถามความเห็นเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ในวันเดียวกันทั่วประเทศ โดยเปิดให้ลงคะแนนตั้งแต่เวลา 08.00–17.00 น. ตามประกาศของ กกต.

การเลือกตั้งในวันที่ 8 ก.พ. เกิดขึ้นหลังพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 12 ธ.ค. 68 และ กกต. ได้กำหนดวันเลือกตั้งเป็น 8 ก.พ. เพื่อให้ประเทศเข้าสู่โหมดเลือกตั้งโดยรัฐบาลรักษาการ พร้อมมีการเลือกตั้งล่วงหน้า 1 ก.พ. เฉพาะการเลือกตั้ง ส.ส. ขณะที่ประชามติไม่มีวันลงคะแนนล่วงหน้า เนื่องจากต้องเลือกพร้อมกันทั่วประเทศ

คำถามประชามติถามตรงประเด็นว่า "ท่านเห็นชอบหรือไม่ว่าควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่" การจัดให้วันลงประชามติชนกับวันเลือกตั้งมีเหตุผลสำคัญเพื่อประหยัดงบประมาณและทรัพยากร ใช้ระบบคูหาและบุคลากรร่วมกัน ส่งเสริมให้ประชาชนตัดสินใจเรื่อง "ตัวคน" และ "กติกา" พร้อมกันในวันเดียว

เกมการเมืองคาดว่าการเลือกตั้งครั้งนี้จะไม่มีพรรคใดได้เสียงข้างมากลำพัง อาจต้องมีการเจรจาจัดตั้งรัฐบาลผสม ขณะที่ประชามติเป็นสนามสะท้อนความต้องการของฝ่ายปรับเปลี่ยนกติกาการเมืองและฝ่ายอนุรักษนิยมที่กังวลผลกระทบด้านเสถียรภาพ

บรรยากาศการเมืองรอบนี้มีความระมัดระวังมากขึ้น พรรคที่เกี่ยวข้องลดโทนร้อนแรงประเด็นบางเรื่องเพื่อลดความขัดแย้ง โดยรวมแล้ว 8 กุมภาพันธ์ 2569 ไม่ใช่แค่วันเลือก ส.ส. แต่เป็นวันวัดใจอนาคตของประเทศและทิศทางการเมืองในระยะยาว

ที่มา : https://thailand.prd.go.th/en/content/category/detail/id/48/iid/457218?utm_source=chatgpt.com

9 กุมภาพันธ์ 2545 ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิได้รับพระราชทานชื่อโดย พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานชื่อเป็นภาษาอังกฤษว่า ‘Suvarnabhumi Airport’

ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิได้รับพระราชทานชื่อและความหมายโดย พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ซึ่งพระองค์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานชื่อภาษาอังกฤษว่า 'Suvarnabhumi Airport' และให้ความหมายว่า 'แผ่นดินทอง' หรือ 'Golden Land'

สนามบินสุวรรณภูมิมีจุดเริ่มต้นจากการซื้อที่ดินหนองน้ำ 20,000 ไร่บริเวณหนองงูเห่า จังหวัดสมุทรปราการในปี พ.ศ. 2516 โดยรัฐบาลทหารของ จอมพลถนอม กิตติขจร เพื่อสร้างสนามบินแห่งใหม่

หลังจากนั้นเกือบ 30 ปี รัฐบาล พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร เห็นความสำคัญของสนามบินที่มีผลต่อเศรษฐกิจ สังคม และการท่องเที่ยว จึงประกาศให้การก่อสร้างท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเป็นวาระแห่งชาติ และเร่งก่อสร้างตั้งแต่เดือนมกราคม พ.ศ. 2545

สนามบินเปิดทดลองใช้ในวันที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2549 โดยมีสายการบินภายในประเทศหกสายการบินร่วมทดลองใช้งาน มีผู้โดยสาร 4,800 คนจาก 24 เที่ยวบิน ในวันนั้น พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น เดินทางจากสนามบินดอนเมืองมายังสนามบินสุวรรณภูมิ พร้อมกล่าวว่า "สนามบินแห่งนี้ยังคงเป็นสัญลักษณ์ที่สำคัญของความก้าวหน้าของประเทศ"


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top