Sunday, 7 June 2026
TheStatesTimes

22 กุมภาพันธ์ 2529 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จฯ ทรงเปิด “เขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล” จ.เชียงใหม่ สนับสนุนเกษตร บรรเทาน้ำหลาก และผลิตไฟฟ้า เป็นแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติในเชียงใหม่ที่สำคัญ

เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2529 ถือเป็นวันสำคัญของภาคเหนือและการบริหารน้ำเมื่ิอ 'รัชกาลที่ 9' เสด็จพระราชดำเนินทรงประกอบพิธีเปิด "เขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล" ที่จังหวัดเชียงใหม่ เขื่อนอเนกประสงค์แห่งนี้ถูกยกเป็นหมุดหมายสำคัญของการจัดการน้ำและพลังงานในพื้นที่

"เขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล" ตั้งอยู่บนลำน้ำแม่งัด ตำบลช่อแล อำเภอแม่แตง เชียงใหม่ มีลักษณะเป็นเขื่อนดินสูงประมาณ 59 เมตร และยาว 1,950 เมตร ซึ่งมีความจุอ่างเก็บน้ำราว 265 ล้านลูกบาศก์เมตร เขื่อนนี้ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับการกักเก็บน้ำในช่วงฤดูแล้ง บรรเทาน้ำหลาก และผลิตไฟฟ้าพลังน้ำ ด้วยกำลังผลิตรวม 9 เมกะวัตต์ จากโรงไฟฟ้าพลังน้ำของ กฟผ.

โครงการเริ่มก่อสร้างในปี พ.ศ. 2520 ก่อนที่เขื่อนจะแล้วเสร็จในปี 2527 และโรงไฟฟ้าจะเสร็จในปี 2528 ต่อมารัชกาลที่ 9 พระราชทานนาม "เขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล" เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2529 และเสด็จพระราชดำเนินเปิดอย่างเป็นทางการในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2529

นอกจากบทบาทการจัดการน้ำแล้ว เขื่อนยังเป็นสถานที่ท่องเที่ยวธรรมชาติที่สวยงาม ตั้งอยู่ใกล้อุทยานแห่งชาติศรีลานนา มีวิวทิวทัศน์ของภูเขาและอ่างเก็บน้ำ ทำให้พื้นที่นี้เป็นจุดพักผ่อนหลีกหนีความวุ่นวายของเมือง "เขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล" จึงเปรียบเสมือนมรดกที่ยังคงยืนยงมาตลอดหลายทศวรรษ

"เขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล" เป็นตัวอย่างของความสำเร็จในการวางแผนบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ และสะท้อนถึงความตั้งใจในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในภาคเหนืออย่างยั่งยืน

ที่มา : https://nakhonratchasima.mnre.go.th/th/news/detail/80718

 

กองทหารต่างชาติฝรั่งเศส (French Foreign Legion)

ครั้งหนึ่ง ฝรั่งเศสเคยเป็นจักรวรรดิเจ้าอาณานิคมที่ยิ่งใหญ่ มีดินแดนอาณานิคมมากมายไม่น้อยไปกว่าสหราชอาณาจักร ทั้งในทวีปแอฟริกา เอเชียโดยเฉพาะเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และหมู่เกาะต่าง ๆ ในมหาสมุทรแปซิฟิกซึ่งส่วนหนึ่งยังคงเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศสจนทุกวันนี้ กำลังอำนาจที่ฝรั่งเศสนำมาใช้ในการไล่ล่าอาณานิคมในดินแดนต่างได้แก่ “กองทหารต่างชาติฝรั่งเศส” (อังกฤษ: French Foreign Legion ฝรั่งเศส: Légion étrangère หรือ la Légion แปลว่า 'กองทหาร ต่างชาติ') เป็นหน่วยทหารของกองทัพฝรั่งเศสที่จัดตั้งขึ้นเพื่อให้ชาวต่างชาติเสามารถเป็นทหารในกองทัพฝรั่งเศสได้ กองทหารต่างชาติฝรั่งเศสก่อตั้งขึ้นในปี 1831 โดยพระเจ้าหลุยส์ที่ 2 และยังคงทำหน้าที่อยู่ในปัจจุบัน ประกอบด้วยหลายเหล่า ได้แก่ ทหารราบ ทหารม้า ทหารช่าง และทหารพลร่ม 

กองทหารต่างชาติฝรั่งเศสได้รับการยกย่องว่าเป็นทหารที่ได้รับการฝึกฝนมาอย่างดี โดยการฝึกจะเน้นไปที่ทักษะทางทหารแบบดั้งเดิมและความสามัคคี อันแข็งแกร่งของเหล่าทหารสัในงกัดกองทหารต่างชาติฝรั่งเศส เนื่องจากทหารเหล่านี้มาจากประเทศต่างๆ ที่มีวัฒนธรรมแตกต่างกัน ดังนั้น การฝึกจึงมักถูกอธิบายว่า ไม่เพียงแต่ท้าทายทางกายภาพเท่านั้น แต่ยังสร้างความเครียดทางจิตใจอย่างมากอีกด้วย ทหารสังกัดกองทหารต่างชาติฝรั่งเศสสามารถยื่นขอสัญชาติฝรั่งเศสได้หลังจากรับราชการครบ 3 ปี หรือทันทีหลังจากได้รับบาดเจ็บในระหว่างปฏิบัติหน้าที่: ข้อกำหนดอันหลังนี้เรียกว่า " Français par le sang versé " (คนฝรั่งเศสโดยเลือดที่หลั่ง) กองทหารต่างชาติฝรั่งเศส (French Foreign Legion) เป็นหน่วยทหารประจำการของกองทัพฝรั่งเศส พระเจ้าหลุยส์ ฟิลิปป์ (พระเจ้าหลุยส์ที่ 2) กษัตริย์แห่งฝรั่งเศส ทรงก่อตั้งกองทหารต่างชาติฝรั่งเศสเมื่อวันที่ 10 มีนาคม ค.ศ. 1831 โดยเริ่มแรกรับสมัครทหารจากกองทหารต่างชาติสวิสและเยอรมันที่เพิ่งยุบไปของราชวงศ์บูร์บง เนื่องจากกองกำลังฝรั่งเศสที่เข้ายึดครองแอลเจียร์ในปี ค.ศ. 1830 ต้องการกำลังเสริม จึงได้มีการขนส่งกองทหารต่างชาติฝรั่งเศสทางทะเลเป็นหน่วยย่อยจากตูลงไปยังแอลจีเรีย

หน่วยนี้อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของนายทหารฝรั่งเศส และเปิดรับพลเมืองฝรั่งเศสเข้าร่วมด้วย กองทหารต่างชาติฝรั่งเศสเป็นหน่วยที่เน้นการฝึกฝนไม่เพียงแต่ทักษะทางทหารแบบดั้งเดิมเท่านั้น แต่ยังเน้นความสามัคคีในหมู่คณะด้วย เนื่องจากกำลังพลมาจากประเทศต่างๆ ที่มีวัฒนธรรมแตกต่างกัน การฝึกฝนเช่นนี้จึงเป็นวิธีหนึ่งในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้พวกเขาเพื่อให้สามารถทำงานเป็นทีมได้ นับตั้งแต่ปี 1831 กองทหารต่างชาติฝรั่งเศสได้สูญเสียกำลังพลไปเกือบ 40,000 นายในระหว่างปฏิบัติหน้าที่ในฝรั่งเศส แอลจีเรีย โมร็อกโก ตูนิเซีย มาดากัสการ์ แอฟริกาตะวันตก เม็กซิโก อิตาลี ไครเมีย สเปน อินโดจีน นอร์เวย์ โลยาดา ซีเรีย ชาด ซาอีร์ เลบานอน แอฟริกากลาง กาบอง คูเวต รวันดา จิบูตี อดีตยูโกสลาเวีย โซมาเลีย สาธารณรัฐคองโก ไอวอรี่โคสต์ อัฟกานิสถาน มาลี ซาเฮล และประเทศอื่นๆ

กองทหารต่างชาติฝรั่งเศสจัดเป็นหน่วยทหารอาสาสมัครชั้นยอดของกองทัพฝรั่งเศส ปัจจุบันมีกำลังพลทั้งสิ้นจำนวนราว 9,500 นาย ก่อตั้งขึ้น เพื่อบูรณาการชาวต่างชาติกองกำลังนี้เป็นที่รู้จักในด้านการฝึกฝนที่เข้มงวด ความสามัคคี และตั้งแต่ปี 2026 เป็นต้นมา มีสมาชิกหลากหลายเชื้อชาติ โดยส่วนใหญ่มาจากอเมริกาใต้และเนปาล ผู้เข้ารับการฝึก (อายุ 17.5–39.5 ปี) จะอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของนายทหารฝรั่งเศส เซ็นสัญญา 5 ปี มักจะใช้ชื่อใหม่ และสามารถได้รับสัญชาติฝรั่งเศสเมื่อสำเร็จการฝึก และปฏิบัติงานครบสามปี โดยมีรายละเอียดสำคัญดังนี้:

-    ภารกิจและองค์ประกอบ: กองทหารต่างชาติปฏิบัติการในฐานะกองกำลังมืออาชีพที่สามารถเคลื่อนพลได้อย่างรวดเร็วในภารกิจต่างประเทศ ปฏิบัติการของสหประชาชาติ และ NATO 
-    การรับสมัครและคุณสมบัติ: ผู้สมัครต้องเป็นเพศชาย อายุระหว่าง 17 ปีหกเดือนจนถึง 39 ปีหกเดือน ไม่ว่าจะเป็นสัญชาติใด มีสุขภาพแข็งแรงพร้อมปฏิบัติหน้าที่ และสามารถอ่านและเขียนภาษาแม่ของตนได้ ไม่รับสมัครผู้กระทำความผิดที่มีประวัติอาชญากรรมร้ายแรงหรือรุนแรงจะไม่ได้รับการยอมรับ 
-    สถานที่และขั้นตอนการสมัคร: ผู้สมัครต้องเดินทางไปยังประเทศฝรั่งเศส (ปารีสหรือโอแบญ) เพื่อสมัครด้วยตนเอง ไม่สามารถสมัครผ่านระบบออนไลน์ได้
-    ชีวิตและการค่าตอบแทน: เงินเดือนเริ่มต้นประมาณ 1,500 ยูโรต่อเดือน พร้อมอาหารและที่พักฟรี ตั้งแต่ปี 2026 เป็นต้นไป เงินเดือนอาจสูงถึง 8,000 ยูโร ขึ้นอยู่กับยศและตำแหน่งงาน
-    อัตลักษณ์: ผู้เข้ารับการฝึกสามารถใช้ชื่อใหม่เพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ได้ แต่สามารถกลับมาใช้อัตลักษณ์ตามกฎหมายเดิมได้หลังจากรับราชการครบหนึ่งปี 

แม้ว่ากองทหารต่างชาติฝรั่งเศสจะปกป้องความเป็นส่วนตัวของทหารทุกคน แต่ผู้สมัครทุกคนจะถูกสอบสวนอย่างละเอียดเพื่อค้นหาแรงจูงใจในการเข้าร่วมกองทหารต่างชาติและเพื่อตรวจสอบว่าเขามีประวัติอาชญากรรมหรือไม่ ผู้ที่มีประวัติการกระทำผิดกฎหมายเล็กน้อยจะได้รับการยอมรับ หรือแม้แต่ได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ ด้วยเชื่อว่า พวกเขายินดีที่จะละทิ้งชีวิตเดิมและ บูรณาการเข้ากับชีวิตในกองทหารต่างชาติอย่างเต็มที่ 

ผู้ที่ได้รับการคัดเลือกจะลงนามในสัญญาเข้ารับราชการทหารเป็นเวลา 5 ปี และถูกส่งไปฝึกขั้นพื้นฐาน (รวมถึงการเรียนภาษาฝรั่งเศส หากจำเป็น) กับกรมทหารต่างชาติที่ 4 ซึ่งตั้งอยู่ที่เมืองกัสเตลโนดารี ประเทศฝรั่งเศส ในระหว่างการฝึกขั้นพื้นฐาน ทหารใหม่จะได้รับหมวกสีขาวแบบดั้งเดิม หรือเคปี บลองก์ในพิธีจุดคบเพลิงอันน่าประทับใจ แม้ว่าหมวกเบเรต์สีเขียวจะยังคงเป็นหมวกประจำการในเครื่องแบบรบของกองทหารก็ตาม ทหารที่ได้รับการคัดเลือกเข้ากรมทหารพลร่มต่างชาติที่ 2 ซึ่งตั้งอยู่ที่เมืองกัลวี ในเกาะคอร์ซิกาจะถูกส่งไปฝึกพลร่มที่โรงเรียนพลร่มของฝรั่งเศสที่เมืองปอ มิฉะนั้น พวกเขาจะถูกส่งไปประจำการยังกรมทหารราบต่างชาติที่ 2 ที่เมืองนีมส์ (ฝรั่งเศส) กรมทหารราบต่างชาติที่ 3 ในเฟรนช์เกียนา กองพลน้อยที่ 13 ในจิบูตี กรมทหารม้าต่างชาติที่ 1 ที่เมืองออเรนจ์ (ฝรั่งเศส) กรมทหารช่างต่างชาติที่ 1 และ 2 ซึ่งตั้งอยู่ที่เมืองลอดูนและเมืองแซงต์-คริสตอล (ฝรั่งเศส) ตามลำดับ หรือหน่วยทหารต่างชาติขนาดเล็กบนเกาะมายอตต์

แม้ว่าทหารในกองทหารต่างชาติอาจมีสัญชาติใดก็ได้ แต่เจ้าหน้าที่ในกองทหารทั้งหมดเป็นพลเมืองฝรั่งเศสโดยกำเนิดหรือได้รับสัญชาติฝรั่งเศส หลายคนจบจากโรงเรียนนายร้อยทหาร แซงต์-ซีร์ เมืองโคเอตกิดอง ประมาณหนึ่งในสิบของเจ้าหน้าที่เป็นอดีตนายสิบ (NCO) ทหารในกองทหารต่างชาติฝรั่งเศสสามารถเลื่อนยศเป็นสิบโทได้หลังจากรับราชการสองปี สิบโทที่รับราชการสามปีสามารถเลื่อนยศเป็นจ่า ซึ่งเป็น ยศนาย สิบ ต่ำสุด ยศนายสิบที่สูงกว่านั้นสงวนไว้สำหรับทหารในกองทหารต่างชาติที่สมัครเข้ารับราชการอีกครั้ง

กองทหารต่างชาติฝรั่งเศสยังคงเป็นส่วนสำคัญของกองทัพฝรั่งเศสมาโดยตลอด อยู่รอดมาได้แม้ในยุคสาธารณรัฐฝรั่งเศส 3 สมัย จักรวรรดิฝรั่งเศสที่สอง และแม้กระทั่งสงครามโลกสองครั้ง รวมถึงการเกิดขึ้นและการล่มสลายของกองทัพเกณฑ์ขนาดใหญ่ การยุบเลิกจักรวรรดิอาณานิคมฝรั่งเศส และการสูญเสียฐานที่มั่นของกองทหารต่างชาติในแอลจีเรีย ก่อนสิ้นสุดสงครามแอลจีเรีย กองทหารต่างชาติฝรั่งเศสเคยถูกใช้เป็นส่วนหนึ่งของกองทัพแอฟริกา (Armée d'Afrique) เป็นหลัก เพื่อปกป้องและขยายอาณาจักรอาณานิคมของฝรั่งเศสในช่วงศตวรรษที่ 19 ปฏิบัติการในอาณานิคมของฝรั่งเศสในแอฟริกาเหนือ จนกระทั่งสิ้นสุดสงครามแอลจีเรียในปี 1962 

กองทหารต่างชาติฝรั่งเศสยังได้เข้าร่วมรบในสงครามของฝรั่งเศสเกือบทุกครั้ง รวมถึงสงครามอื่นๆ อาทิ สงครามฝรั่งเศส-ปรัสเซีย สงครามโลกครั้งที่หนึ่ง และสงครามโลกครั้งที่สองปัจจุบัน หน่วยบางส่วนของกองทหารต่างชาติฝรั่งเศสประจำการอยู่ที่คอร์ซิกาหรือดินแดนในปกครองของฝรั่งเศส (ส่วนใหญ่อยู่ในเฟรนช์กายอานา ทำหน้าที่รักษาความปลอดภัยศูนย์อวกาศกายอานา) ขณะที่ส่วนที่เหลือประจำการอยู่ทางตอนใต้ของแผ่นดินใหญ่ฝรั่งเศส จนกระทั่งปี 1962 กองทหารต่างชาติฝรั่งเศสไม่เคยประจำการในแผ่นดินใหญ่ของฝรั่งเศสเลย ยกเว้นในช่วงสงคราม กองบัญชาการกองทหารต่างชาติฝรั่งเศสตั้งอยู่ที่เมืองซิดี เบล อับเบส ประเทศแอลจีเรีย 

กองบัญชาการปัจจุบันตั้งอยู่ที่เมืองโอแบญ (Aubagne ) ชานเมืองของนครมาร์เซย์ เป็นที่ตั้งของกองทหารต่างชาติที่ 1 (1st Foreign Regiment) ซึ่งส่วนใหญ่ทำหน้าที่ด้านการบริหาร ผู้สมัครเข้ารับราชการทหารจะถูกส่งมาจากศูนย์รับสมัครในเมืองใหญ่ๆ ของฝรั่งเศส (ไม่สามารถสมัครเข้ารับราชการทหารในต่างประเทศได้) มายังโอแบญ เพื่อเข้ารับการคัดเลือก โอแบญยังเป็นที่ตั้งของหอจดหมายเหตุและพิพิธภัณฑ์ของกองทหารต่างชาติ และเป็นที่ตีพิมพ์นิตยสารของกองทหารต่างชาติชื่อ Képi blanc (“หมวกเคปิสีขาว”) ซึ่งตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 1947

ความแตกต่างที่สำคัญที่สุดระหว่างกองทัพฝรั่งเศสและกองทหารต่างชาติฝรั่งเศสคือ กองทหารต่างชาติฝรั่งเศสรับคนจากทุกประเทศ ไม่ใช่แค่จากฝรั่งเศสเท่านั้น แต่จากทั่วทุกมุมโลกปัจจุบัน กองทหารต่างชาติฝรั่งเศสมีผู้คนจากกว่า 140 สัญชาติ อาศัยและทำงานร่วมกัน ทหารในกองทหารต่างชาติฝรั่งเศสแต่ละคนจะเซ็นสัญญา "à titre étranger" (ในฐานะทหารต่างชาติ) ดังนั้นทหารในกองทหารต่างชาติฝรั่งเศสจึงสามารถเปลี่ยนกองทหารได้เฉพาะภายในกองทหารต่างชาติฝรั่งเศสเท่านั้น

เคทีซีเดินเกมรัดกุมรับเศรษฐกิจผันผวน ชูสมดุล ‘เติบโต–คุมความเสี่ยง’  เป็นยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนหลักเพื่อความยั่งยืน

ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวและอุตสาหกรรมสินเชื่อผู้บริโภคที่ยังหดตัว กลุ่มบริษัทเคทีซีสามารถเพิ่มส่วนแบ่งตลาดในทุกผลิตภัณฑ์หลัก ได้แก่ ปริมาณใช้จ่ายผ่านบัตรเพิ่มเป็น 13.6% ลูกหนี้บัตรเครดิตเพิ่มเป็น 14.8% และลูกหนี้สินเชื่อบุคคลเพิ่มเป็น 4.2% สวนทางกับภาพรวมอุตสาหกรรมที่หดตัว โดยปริมาณการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตของเคทีซีมีมูลค่า 302,527 ล้านบาท เติบโตต่อเนื่อง 3.6% ขณะที่ตัวเลขตลาดโดยรวมติดลบเล็กน้อย 

ด้านผลประกอบการเชิงคุณภาพ เคทีซีมีกำไรสุทธิ 7,782 ล้านบาท เติบโต 4.6% จากปีก่อนหน้า สะท้อนประสิทธิภาพในการบริหารพอร์ตสินเชื่อรวม 111,585 ล้านบาท ให้เติบโตอย่างมีคุณภาพ ขณะที่อัตราหนี้เสีย (NPL Ratio) อยู่ในระดับต่ำเพียง 1.79% โดยปี 2568 มีรายได้รวมอยู่ที่ 27,695 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากปีก่อน ในขณะที่ค่าใช้จ่ายรวมลดลง 5.23% จากการบริหารต้นทุนและคุณภาพสินทรัพย์อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้สัดส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้ลดลงเป็น 34.8% Credit Cost ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ 5.3% จาก 6.1% ในปี 2567 สะท้อนการควบคุมความเสี่ยงที่รัดกุม พร้อมกันนี้ บริษัทมีวงเงินกู้ยืมระยะสั้นที่ยังไม่เบิกใช้รวม 20,470 ล้านบาท สูงกว่าภาระหนี้หุ้นกู้และเงินกู้ที่จะครบกำหนดในปี 2569 ซึ่งอยู่ที่ 15,830 ล้านบาท ทำให้สถานะสภาพคล่องยังแข็งแกร่งและอยู่ในระดับปลอดภัย

สำหรับปี 2569 เคทีซีเตรียมเดินหน้าตามยุทธศาสตร์ “การเติบโตควบคู่การบริหารความเสี่ยง” โดยลงทุนในระบบงานหลักใหม่ (Core System) เพื่อรองรับการขยายตัวในระยะยาว เพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการทำงาน และยกระดับประสบการณ์สมาชิก บริษัทตั้งเป้าพอร์ตสินเชื่อรวมเติบโต 1–2% ปริมาณใช้จ่ายผ่านบัตรเติบโต 5% พอร์ตสินเชื่อบุคคลเติบโต 2% และคุมระดับ NPL ไม่เกิน 2% นอกจากนี้ บริษัทยังขยายฐานรายได้ผ่านธุรกิจนายหน้าประกันภัย ทั้งประกันชีวิตและประกันวินาศภัย โดยอาศัยความร่วมมือกับพันธมิตรและเทคโนโลยีการขายที่เหมาะสม ช่วยเพิ่มรายได้ค่าธรรมเนียมอย่างยั่งยืนในอนาคต

คดีเหมืองทองอัครา “ปิดแฟ้ม” แล้ว—บทเรียนที่คนไทยควรจำ ไม่ใช่ชื่อคน

คดีพิพาทเหมืองทองอัคราที่ลากยาวหลายปี “จบ” ในความหมายทางกฎหมายได้ เพราะบริษัท Kingsgate Consolidated Limited ถอนข้อเรียกร้องต่ออนุญาโตตุลาการโดยสมัครใจแบบไม่มีเงื่อนไข และมีคำสั่งให้ยุติกระบวนการ ส่งผลสำคัญที่สุดคือไทยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามที่เคยถูกเรียกร้องไว้

แต่สิ่งที่ควรคุยกันต่อในฐานะสังคม ไม่ใช่ “ใครได้เครดิต” — คือ “คนไทยเรียนรู้อะไร” เพื่อไม่ให้ประเทศต้องเสี่ยงซ้ำอีก โดยเฉพาะเมื่อเรื่องเล็กในประเทศสามารถลุกลามไปถึงเวทีระหว่างประเทศได้จริง

1) “คดีจบ” ต้องจบด้วยเอกสาร ไม่ใช่จบด้วยคำพูด
บทเรียนแรกคือ เวลาเจอคำว่า “ปิดฉาก” ให้ดู “หลักฐานปลายทาง” 3 อย่างเสมอ: (ก) ถอนคำร้องหรือข้อเรียกร้องอย่างเป็นทางการ (ข) มีคำสั่งยุติกระบวนการจากคณะอนุญาโตฯ และ (ค) สถานะชัดว่า “ไม่มีค่าชดเชย” หรือ “ไม่มีภาระการเงินแฝง” ต่อรัฐ

2) เกมที่ชนะจริงคือ “สู้ให้พร้อม + คุยให้เป็น”
สาระที่สังคมควรเก็บไว้เป็นสูตร คือ “ต้องเตรียมสู้คดีให้พร้อม” และ “เจรจาไปพร้อมกัน” เพื่อพาประเทศไปสู่ผลลัพธ์ที่แน่นอน มากกว่าปล่อยให้ความเสี่ยงลากยาว ทั้งงบประมาณ ชื่อเสียงประเทศ และความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ

3) จำวัน-เดือน-ปีให้แม่น เพราะรัฐทำงานเป็นขั้นตอน
เรื่องใหญ่แบบนี้ไม่ใช่เหตุการณ์วันเดียว แต่คือ “ปิดงานเอกสาร” จนสถานะชัดเจน จึงควรยึดไทม์ไลน์จากเอกสารและข่าวที่มีรายละเอียดขั้นตอน เช่น วันที่คณะอนุญาโตฯ รับทราบการขอยุติ และวันที่คณะรัฐมนตรีรับทราบผลลัพธ์ เพื่อแยก “ข่าวดัง” ออกจาก “งานจบจริง”

4) ความโปร่งใสของข้อมูลคดีระหว่างประเทศ สำคัญกว่าการสรุปเร็ว
คดีระหว่างรัฐ-นักลงทุนมักถูกบันทึกไว้ในฐานข้อมูลต่างประเทศหลายแห่ง และบางแห่งอาจจัดหมวดผลคดีต่างกัน (เช่น ระบุว่า “ยุติกระบวนการ” หรือ “ตกลงยุติ”) บทเรียนคือ เวลาอ่านข้อมูลต้องดูหลายแหล่ง แล้วกลับมาเช็คกับคำยืนยันของรัฐและเอกสารทางการ เพื่อไม่ให้สรุปผิดเพราะยึดแหล่งเดียว

“นุ่ง/ห่มสไบ ใส่ยีนส์” มาได้ไง: จากเพลงไวรัล สู่สตรีทแฟชั่นแบบไทยๆ ที่คนทั้งเมืองแต่งตาม

เดินแถวเมืองเก่า–จุดถ่ายรูปยอดฮิตช่วงนี้ คุณจะเห็นภาพเดิมซ้ำๆ แบบตั้งใจ: สไบพาดไหล่ แต่ท่อนล่างเป็นยีนส์—แล้วมือถือยกขึ้นถ่ายคอนเทนต์ทันที เทรนด์นี้ไม่ได้เกิดจากดีไซเนอร์ในรันเวย์ แต่มาจาก “โซเชียล + เพลง + ชาเลนจ์” ที่ปลุกให้คนอยากแต่งตามกันเป็นวงกว้าง

จุดเริ่มของกระแสถูกอธิบายว่ามาจากคอนเทนต์โปรโมตเพลง Bangkok City ของกระแต อาร์สยาม (KT KRATAE) ที่ใช้ลุคสไบแมตช์ยีนส์เป็นภาพจำ แล้วขยายต่อด้วยการชวนทำคอนเทนต์ในรูปแบบแคมเปญ/ชาเลนจ์ จนผู้คนแต่งตามและถ่ายคลิปตามสถานที่ต่างๆ

ประเด็นสำคัญคือ มันไม่ใช่ “เพลงดังแล้วคนบังเอิญแต่งตาม” แต่เป็นการออกแบบให้เกิด UGC (คอนเทนต์จากผู้ใช้) ผ่านชาเลนจ์—ยิ่งคนเล่น ยิ่งเห็นลุคนี้มากขึ้น ยิ่งกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของ “ไปถ่ายรูปเมืองเก่า”

ทำไม “สไบ + ยีนส์” ถึงไวรัลเร็ว
•    ภาพมันขัดกันแต่ลงตัว: สไบคือไทย-พิธีการ-ความละเมียด ส่วนยีนส์คือสากล-สตรีท-คล่องตัว พอจับคู่กันแล้ว “สะดุดตา” ทันทีในเฟรมมือถือ.
•    แต่งตามง่าย ต้นทุนต่ำ: ยีนส์แทบทุกคนมีอยู่แล้ว สไบเป็นผ้าชิ้นเดียว เปลี่ยนลุคได้ไว เหมาะกับวัฒนธรรม “แต่งแล้วถ่ายเลย”.
•    ชาเลนจ์ทำให้คนมีเหตุผลจะเล่น: เมื่อมีการชวนร่วมสนุกแบบเป็นระบบ (กติกา/แฮชแท็ก/แรงจูงใจ) มันเร่งการกระจายเร็วกว่าเทรนด์แฟชั่นธรรมดา.
•    โซเชียลชอบคอนเทนต์ “ก่อน–หลัง/พิกัดถ่ายรูป”: ลุคนี้ทำงานกับคลิปสั้นมาก เพราะเห็นแล้วรู้ทันทีว่า “นี่คือธีม” และคนดูอยากทำตาม.

Soft Power เวอร์ชันที่เกิดจาก “คนอยากเล่น” ไม่ใช่ “คนถูกสั่งให้โชว์”
สิ่งที่น่าสนใจคือ กระแสนี้ทำให้คำว่า “Soft Power” กลายเป็นของจับต้องได้ในชีวิตจริง—ไม่ต้องเริ่มจากนโยบายใหญ่โต แต่เริ่มจาก “ความสนุกที่คนอยากมีส่วนร่วม” แล้วค่อยไหลไปหาการท่องเที่ยว ร้านเช่าชุด ร้านผ้า ร้านทำผม-แต่งหน้า ช่างภาพ และโลเคชันถ่ายรูป.
พูดแบบ TST: ไทยไม่ได้ขาดวัฒนธรรม ไทยขาด “วิธีทำให้คนอยากหยิบมันมาใช้ในชีวิตประจำวัน” และกรณีนี้เป็นตัวอย่างว่าพอทำถูกสูตร—วัฒนธรรมจะไม่ถูกเก็บไว้บนหิ้งเอง มันเดินลงถนนได้

พลิกโฉมการสร้างสรรค์! Gemini เปิดตัว "Lyria 3" เสกเพลงระดับมืออาชีพจบใน 30 วินาที

ในยุคที่ปัญญาประดิษฐ์เข้ามามีบทบาทในทุกอุตสาหกรรม วงการดนตรีคือสมรภูมิถัดไปที่กำลังถูกยกระดับ ล่าสุด Gemini ได้ตอกย้ำความก้าวหน้าครั้งสำคัญด้วยการผสานขุมพลังจากโมเดล "Lyria 3" ซึ่งเปลี่ยนวิธีการสร้างสรรค์เสียงเพลงไปอย่างสิ้นเชิง โดยสามารถเนรมิตแทร็กดนตรีคุณภาพสูงความยาว 30 วินาทีได้ในพริบตา

ความน่าสนใจของ Lyria 3 ไม่ได้อยู่ที่ความเร็วเพียงอย่างเดียว แต่คือ "มิติของการสร้างสรรค์" ที่เปิดกว้างและไร้ขีดจำกัด มาเจาะลึกกันว่าโมเดลตัวนี้มีทีเด็ดอะไรที่ทำให้คนในวงการเทคโนโลยีและครีเอเตอร์ต้องจับตามอง

1. ก้าวข้ามขีดจำกัดด้วยระบบ Multimodal (รับคำสั่งได้มากกว่าแค่ตัวอักษร)
จุดเด่นที่ทำให้ Lyria 3 แตกต่างจาก AI สร้างเสียงดนตรีทั่วไป คือความสามารถในการประมวลผลแบบพหุวิถี (Multimodal) ซึ่งหมายความว่าคุณไม่ได้ถูกจำกัดอยู่แค่การพิมพ์ข้อความ (Text-to-Music) อีกต่อไป
•    Image-to-Music: คุณสามารถอัปโหลดภาพถ่ายทิวทัศน์ยามเย็น หรือภาพงานศิลปะแนว Abstract แล้วให้ AI ตีความอารมณ์ของภาพออกมาเป็นท่วงทำนอง
•    Video-to-Music: สามารถสร้างซาวด์แทร็กที่สอดคล้องกับบรรยากาศในคลิปวิดีโอของคุณได้โดยตรง ถือเป็นเครื่องมือทรงพลังสำหรับนักตัดต่อและคอนเทนต์ครีเอเตอร์

2. คุณภาพระดับสตูดิโอ พร้อมเสียงร้องเสมือนจริง
การสร้างบีตดนตรีอาจเป็นเรื่องธรรมดาไปแล้ว แต่ Lyria 3 มาพร้อมกับ การจัดทำดนตรีระดับมืออาชีพ (Professional-grade arrangements) ที่ครอบคลุมตั้งแต่เครื่องดนตรีชิ้นต่างๆ ไปจนถึงการเขียนเนื้อร้องอัตโนมัติ
•    Realistic Vocal: สิ่งที่ท้าทายที่สุดของ AI สายดนตรีคือ "เสียงร้องของมนุษย์" แต่โมเดลนี้สามารถสร้างเสียงร้องที่มีความเป็นธรรมชาติสูง มีการเอื้อน การหายใจ และใส่อารมณ์ลงไปในน้ำเสียงได้อย่างสมจริง
•    Multiple Languages: รองรับการสร้างเสียงร้องในหลากหลายภาษา เปิดโอกาสให้ผู้ใช้งานทั่วโลกสร้างผลงานที่เข้าถึงคนได้ในระดับสากล

23 กุมภาพันธ์ 2436 รัชกาลที่ 5 ทรงสถาปนา "โรงเรียนวัดบวรนิเวศ" รร.ต้นแบบแห่ง ‘หลักสูตร-วิธีการสอน’ ที่เผยแพร่ไปทั่วไทย วางรากฐานการศึกษาพระปริยัติฯ สู่เครือข่ายมหามกุฏราชวิทยาลัย

เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2436 รัชกาลที่ 5 ทรงสถาปนา "โรงเรียนวัดบวรนิเวศ" เปิดทางการศึกษาพระปริยัติธรรมในสายธรรมยุติกนิกายที่มีระบบชัดเจนและเป็นเครือข่ายหลักในการเชื่อมต่อกับมหามกุฏราชวิทยาลัย

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระบรมราชานุญาตให้จัดตั้งโรงเรียนนี้เพื่อยกระดับการศึกษาในระบบสำหรับพระภิกษุสามเณร โดยมุ่งเน้นพัฒนาหลักสูตรและขยายรูปแบบจากการเรียนการสอนแบบกระจัดกระจายมาสู่การเรียนในสถาบันที่เป็นเครือข่ายรองรับ

พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นวชิรญาณวโรรส ทรงมีบทบาทสำคัญในการวางระบบการศึกษาของโรงเรียน และผลักดันให้เกิดแนวทางเรียนการสอนที่เป็นระบบและต่อเนื่อง โดยวัดบวรนิเวศวิหารที่เป็นศูนย์กลางของธรรมยุตมาก่อนจึงเหมาะเป็นฐานทดลอง

การสถาปนาโรงเรียนนี้เป็นสัญลักษณ์การเปลี่ยนผ่านของการศึกษาพระพุทธศาสนาที่จากเดิมที่เน้นเรียนตามวัดและครู มาเป็นเครือข่ายสถาบันภายใต้ระบบที่เชื่อมโยงและขยายตัวได้ เมื่อเวลาผ่านไปส่งผลให้มหามกุฏราชวิทยาลัยพัฒนาเป็นมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัยในยุคใหม่

"โรงเรียนวัดบวรนิเวศ" ไม่ใช่แค่จุดตั้งต้นทางการศึกษา แต่ยังถือต่อพระราชปณิธานการศึกษาของรัชกาลที่ 4 ที่รัชกาลที่ 5 สืบสานจนกลายเป็นรากฐานการศึกษาพระพุทธศาสนาแบบทันสมัยในประเทศไทย

ที่มา : https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%9A%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%A7%E0%B8%A8?

ดราม่ามิวนิกเดือด!! เวทีความมั่นคงกลายเป็นเวทีปะทะ ‘เซเลนสกี’ แซะ “ออร์บานพุงโต” เครมลินถือโอกาสชูมารยาท ‘ปูติน’ หลัง ‘เซเลนสกี’ เปิดศึกวาจาออร์บานที่มิวนิก

(23 ก.พ. 69) ดมิทรี เปสคอฟ โฆษกเครมลินของรัสเซีย ชี้แจงว่าประธานาธิบดี 'วลาดิเมียร์ ปูติน' มักทำตัวอยู่ในกรอบความเหมาะสม ไม่ได้ใช้ถ้อยคำดูหมิ่นหรือก้าวร้าวต่อผู้นำประเทศอื่น

การแถลงนี้มีขึ้นในการออกอากาศรายการ "Moscow. Kremlin. Putin" เมื่อวันอาทิตย์ โดยเปสคอฟถูกสอบถามถึงถ้อยคำที่ 'โวโลดีมีร์ เซเลนสกี' ประธานาธิบดียูเครนใช้กับสื่อมวลชน ซึ่งมีลักษณะเชิงดูหมิ่น

สัปดาห์ก่อนหน้านี้ 'เซเลนสกี' กล่าวพาดพิงและดูถูกนายกรัฐมนตรีฮังการี 'วิกตอร์ ออร์บาน' ว่า "กำลังทำให้พุงใหญ่ขึ้น ไม่ใช่ทำให้กองทัพแข็งแกร่งขึ้น" ท่ามกลางความตึงเครียดทางการเมือง 'ออร์บาน' ตอบโต้โดยย้ำว่ากับถ้อยคำลักษณะนี้ 'ยูเครน' จะไม่สามารถเข้าร่วมสหภาพยุโรปได้

เหตุการณ์นี้สะท้อนความตึงเครียดและความขัดแย้งที่ยังไม่คลี่คลายระหว่างผู้นำระดับโลกในบริบทความสัมพันธ์ระหว่างประเทศปัจจุบัน

ที่มา : Sputnik

‘ดร.เจษฎ์’ เตือนรัฐบาล!! สัญญาณอันตราย ‘Trump Tax’ ภาค 2 เตรียมรับมือ ก่อนจะสาย!!

เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2569 -รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวนิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรครักชาติ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีศาลสูงสหรัฐฯ สั่งยกเลิกมาตรการภาษีทรัมป์ทั่วโลก เหตุใช้อำนาจเกินขอบเขต ซึ่งผลกระทบจากนโยบายการค้าของสหรัฐฯ อาจกลายเป็นฝันร้ายครั้งใหม่ของเศรษฐกิจไทย

โดย รศ.ดร.เจษฎ์ ระบุว่า ในขณะที่เรายังคงจัดการปัญหาเรื่องการเมืองไม่แล้วเสร็จ ภายในประเทศ เรายังไม่รู้ว่าสถานการณ์จะจบลงอย่างไร? ภายนอกประเทศก็อย่าเพิ่งดีใจ แม้ศาลฎีกาสหรัฐฯ จะมีการสั่งระงับมาตรการบางส่วนภายใต้กฎหมาย Trade Expansion Act 1962 (มาตรา 232) ไปบ้าง แต่นั่นเป็นเพียง "ความสงบก่อนพายุ" เพราะอาวุธหนักที่แท้จริงของ โดนัลด์ ทรัมป์ คือ Trade Act 1974 ที่มีอำนาจทำลายล้างสูงกว่า

"สิ่งที่มีโอกาสจะตามมาอีกก็คือ ทรัมป์จะไปใช้กฎหมายการค้า หรือว่า Trade Act 1974 ซึ่งมี 2 มาตรา 2 ข้อบทกฎหมายภายใต้กฎหมายฉบับนี้ที่อาจจะเป็นภัยต่อเรา มาตรา 122 ให้มีมาตรการชั่วคราวทางการค้าได้ และมาตรา 301 ที่เคยถูกเรียกว่า Super 301 แล้วยังไม่หายไปไหน" รศ.ดร.เจษฎ์ กล่าว

ทั้งนี้ รศ.ดร.เจษฎ์ เผยด้วยว่า ทรัมป์ จะสามารถกำหนดเลย ประเทศไหนถูกจับตามองเป็นพิเศษ Watch List, Priority Watch List แล้วก็มีมาตรการทางภาษี จากทั้งสองมาตรานี้ ภายใต้ Trade Act 1974 หรือกฎหมายการค้า เพิ่มเข้ามาอีกได้

นอกจากนี้ รศ.ดร.เจษฎ์ ยังกล่าวอีกด้วยว่า รัฐบาลปัจจุบันและรัฐบาลที่กำลังจะก่อตัวใหม่ยังคง "ง่วน" อยู่กับการจัดองคาพยพภายใน จึงอยากฝากคำถามแรง ๆ ถึงผู้มีอำนาจว่า ได้เริ่มวางแผนรับมือเรื่องนี้อย่างจริงจังแล้วหรือยัง? โดยเฉพาะการจับเข่าคุยกับภาคธุรกิจไทยที่ต้องรับแรงปะทะโดยตรง "ถ้าท่านไม่วางแผนให้ดีพอ ปัญหาที่ตามมามันจะใหญ่หลวง" ถือเป็นคำเตือนท่ามกลางปัญหาชายแดนที่ยังคุกรุ่น และโครงสร้างรัฐบาลที่ยังไม่นิ่ง หากเจอหมัดฮุคจากสหรัฐฯ ซ้ำเติม เศรษฐกิจไทยที่มีรอยร้าวอยู่แล้วอาจจะพลิกผันจนเกินเยียวยา

เบิกเนตรประกันสังคมไทยเทียบมะกัน

ในวันที่สาวกส้มเน่าด้อยค่าสวัสดิการประกันสังคม แถมอ้างสิทธิ์การรักษาของประกันสังคมว่าล่าช้าไม่ทันใจ  มาเช้าตรู่ได้รักษาช่วงบ่าย คือเอย่าก็จะบอกว่า คนจ่ายค่าประกันตนเอาข้อมูล ณ มิถุนายน ปีที่แล้วมีอยู่ที่ 24.8 ล้านคน  สมมุติคนจำนวน 0.002% หรือ 496 คนเข้าโรงพยาบาลเดียวกับคุณแล้วทุกคนคาดหวังการรักษาแบบคนที่โวยวายแล้วถ้าหมอเขาโวยวายบ้างว่าหมอทำงานหนักต่อวันต้องตรวจคนไข้ร่วม 250 คนในขณะที่ค่า DF ที่หมอควรจะได้กลับไม่มี  หมอจำเป็นต้องตรวจให้ไหม  พยาบาลต้องมาดูแลไหม  คนที่บ่นด่าควรจะเข้าใจระบบประกันสังคมก่อนไหมว่าคุณคือ 1 ในผู้ที่มีสิทธิ์ ไม่ใช่ผู้มีสิทธิพิเศษใดๆ  

ดังนั้นก่อนที่พวกคุณจะก่นด่าด้อยค่าอะไร  คุณควรมีความรู้ด้วยเพื่อไม่ให้คนมาดูถูกดูแคลนคุณได้ทีหลัง  ดังนั้นวันนี้เอย่าจะมาเสนอข้อมูลเปรียบเทียบประกันสังคมระหว่างไทยกับอเมริกา แดนฟ้าศิวิไลซ์ที่หลายคนอยากย้ายไปใช้ชีวิตใหม่ที่นั่นให้ทราบกัน

ด้านค่าใช้จ่าย  ประกันสังคมของไทยมีการแบ่งจ่ายหลายแบบตามแต่ละมาตราโดยคนที่จ่ายหนักสุงคือพนักงานเอกชนที่เสียเงินประกันสังคมต่อเดือน 750 บาทในขณะของอเมริกาชาวอเมริกันจะต้องจ่ายเงินประกันสังคม 12.4% ของรายได้  โดยถ้าเป็นพนักงานหรือลูกจ้างจะจ่าย 6.2% และอีก 6.2% จะเป็นบริษัทจ่าย โดยเงินสวัสดิการสังคมของสหรัฐนั้นจะไม่ได้เป็นเงินสวัสดิการสำหรับรักษาพยาบาลแต่จะเป็นเงินบำนาญที่ได้ตอนเกษียณ  

โดยของไทยเงินประกันสังคมจะคิดจาก 5% ของเพดานเงินเดือนที่ 1500 บาท แต่ของสหรัฐนั้นเสียภาษีตามรายได้จริงแต่มีเพดานกำหนดตามดัชนีค่าจ้างเฉลี่ยของประเทศซึ่งในในปี 2026 ใช้เพดานสูงสุดอยู่ที่ 184,500 USD หรือประมาณ 5.9 ล้านบาท  ซึ่งค่าใช้จ่ายตรงนี้ไม่รวมค่า Medicare  หรือค่ารักษาพยาบาลนั่นเอง พูดง่ายๆคะว่าคนอเมริกันจ่ายเงินประกันสังคมไม่ได้ครอบคลุมรักษาพยาบาลนะคะ  แต่เขาต้องจ่ายเงินอีกตัวที่เรียกว่า Medicare tax โดยต้องจ่ายในอัตรา 1.45% ของค่าจ้างโดยไม่มีเพดานเงินได้ และถ้าหากคุณเป็นลูกจ้างที่มีรายได้เกิน 200,000 USD ต่อปีคุณต้องจ่ายค่า Medicare tax อีก 0.9% โดย Medicare tax นี้จะเริ่มทำงานตอนอายุ 65 ปี โดยในประวัติคือ ทำงานและจ่ายภาษี Medicare อย่างน้อยประมาณ 10 ปีถ้าไม่เช่นนั้นคุณอาจจะต้อง Co-Payment คะยกเว้นเสียว่าหากคุณพิการหรือไตวายระยะสุดท้ายคุณก็จะได้สิทธิไวกว่ากำหนดได้

ในขณะที่ประกันสังคมของไทยครอบคลุมทั้งค่ารักษาพยาบาล ตรวจสุขภาพประจำปี ทำฟัน เงินชดเชยว่างงานรวมไปถึงบำนาญ แต่ของเมืองมะกันไม่ได้แบบเรานะคะ เงินประกันสังคมของเขาคือเงินบำนาญที่จะเอาออกมาใช้ได้ตอนอายุ 65 ปีขึ้นไป ต่างจากของไทยที่เริ่มจ่ายเงินบำนาญตอนอายุ 55 ปี โดยผู้ประกันตนต้องสิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตน กล่าวคือ ลาออก หรือ เกษียณ หรือ ไม่ได้ส่งเงินสมทบต่อนั่นเองซึ่งถ้าเราจ่ายเงินประกันสังคมเกิน 180 เดือนขึ้นไป เราจะได้บำนาญไปตลอดชีวิต ซึ่งหลังจากเราไม่ได้อยู่ในระบบประกันสุขภาพแล้วของไทยเราก็ไม่ต้องห่วงเพราะมีระบบประกันสุขภาพรักษาฟรีตลอดชีวิตเช่นกัน

ก่อนจบเอย่าอยากจะแชร์ให้ฟังว่าถ้าใครไม่อยากไปรอพบหมอแบบไทยที่จะวอร์คอินไปเมื่อไหร่ก็ได้ เชิญย้ายประเทศไปรับสวัสดิการแบบอเมริกาได้นะคะ เพราะถ้าคุณไม่ได้ถูกวินิจฉัยว่าเป็นเคสฉุกเฉินแล้วรบกวนลงนัดหมอคะแล้วไปวันที่นัดเพราะจากประสบการณ์ที่ได้รับรู้จากคนที่เคยไปใช้โรงพยาบาลรัฐของอเมริกาก็บอกว่าเวลารอแพทย์อาจจะไวกว่าไทยประมาณ 30 นาทีถึง 1 ชั่วโมง แค่นั้น 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top