Sunday, 7 June 2026
TheStatesTimes

มากกว่าทัวร์นาเมนต์กีฬา!! ถอดรหัส LPGA ในไทย อีกหนึ่งเวทีโชว์ 'ซอฟต์พาวเวอร์' อีเวนต์ระดับโลกที่ได้ทั้งเม็ดเงิน พร้อมภาพลักษณ์ และความภูมิใจของคนในชาติ

ทำไมคนไทยต้องสนใจ LPGA ที่จัดในไทย? เพราะนี่ไม่ใช่แค่กีฬา แต่มันคือเวทีโชว์ศักยภาพประเทศ

เพราะนี่ไม่ใช่แค่ “ทัวร์นาเมนต์กีฬา” แต่มันคือเวทีโชว์ศักยภาพประเทศที่เชื่อม เศรษฐกิจ–ภาพลักษณ์–โอกาสเยาวชน และสะท้อน “อารมณ์ร่วมของสังคม” ได้แบบเนียนๆ โดยเฉพาะในช่วงที่ข่าวการเมืองทำให้คนไทยแตกเป็นหลายฝั่ง

รายการอย่าง Honda LPGA Thailand ที่จัดในไทย คืออีเวนต์ระดับโลกที่มีนักกอล์ฟหญิงแถวหน้ามารวมตัวกัน พร้อมมาตรฐานการจัดงานแบบสากล ซึ่งส่งผลไกลกว่าความสนุกในสนาม

1) มันคือ “ซอฟต์พาวเวอร์ที่จับต้องได้” ของไทย
บนเวทีระดับโลก ประเทศไม่ได้แข่งกันแค่การท่องเที่ยว แต่แข่งกันที่ “ความน่าเชื่อถือในการเป็นเจ้าภาพ”: ระบบสนาม การจัดการอีเวนต์ มาตรฐานผู้ชม สื่อ ถ่ายทอดสด โลจิสติกส์ ทั้งหมดคือการโชว์ระบบให้โลกเห็น
พูดแบบธุรกิจ: นี่คือการตลาดประเทศที่ไม่ต้องพูดเยอะ—ให้มาตรฐานงานเป็นคนพูดแทน

2) เงินไม่ได้อยู่แค่ในสนาม—แต่มันกระจายลงพื้นที่จริง
อีเวนต์ระดับโลกทำให้เม็ดเงินเกิดหลายชั้น: โรงแรม ร้านอาหาร การเดินทาง ทีมงานอีเวนต์ สปอนเซอร์ สื่อ และบริการรอบเมือง โดยเฉพาะเมืองเจ้าภาพที่ได้แรงกระเพื่อมตรงๆ
แม้เงินรางวัลไม่ใช่ “ตัวเลขเศรษฐกิจทั้งงาน” แต่มันบอกสเกลและความจริงจังของอีเวนต์ได้ดี และทำให้พื้นที่รอบสนาม “คึกคักจริง” ไม่ใช่แค่ภาพลักษณ์

3) เพราะไทยมี “ตัวท็อประดับโลก” ให้เชียร์จริง ไม่ใช่แค่เจ้าภาพ
ถ้าไม่มีฮีโร่ คนก็ดูยาก แต่กอล์ฟหญิงไทยมีเรื่องเล่าที่แข็งมาก ทั้งโปรระดับท็อปและความหนาแน่นของนักกอล์ฟไทยที่ทำผลงานดีในทัวร์
นี่ทำให้รายการที่จัดในบ้านเราไม่ใช่แค่งานรับแขกต่างชาติ แต่เป็น “เวทีเชียร์คนของเรา” ที่โลกก็หันมามอง

4) “กีฬา” คือพื้นที่ร่วมของสังคม ในวันที่การเมืองพาคนแบ่งข้าง
พูดให้แอบโยงการเมืองนิดๆ แบบไม่ต้องชี้ฝ่าย: ในช่วงที่ข่าวการเมืองทำให้คนไทยเถียงกันทุกวัน อีเวนต์กีฬาระดับโลกที่จัดในไทยทำหน้าที่เหมือน “พื้นที่กลาง” ที่คนเห็นต่างยังเชียร์ธงเดียวกันได้
นี่มีนัยเชิงสังคมมาก—เพราะประเทศที่คนยังมี “เรื่องดีร่วมกัน” จะรักษาพลังใจและความเชื่อมั่นร่วมได้ดีกว่า ประเทศที่เหลือแต่ประเด็นให้ด่ากัน

5) มันไม่ใช่แค่บันเทิง—แต่มีมิติ “คืนกำไรสังคม”
หลายรายการมีมิติการกุศลและกิจกรรมคืนกำไรสังคม ทำให้ภาพของอีเวนต์ไม่ใช่แค่มาแข่งแล้วกลับ แต่มีผลกับพื้นที่จริง ทั้งในมุมโรงพยาบาล ชุมชน หรือกิจกรรมเพื่อสังคมอื่นๆ

สรุปแบบตรงๆ
คนไทยควรสนใจ LPGA ที่จัดในไทย เพราะมันคือแพลตฟอร์มที่ทำให้
• ประเทศได้ภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือระดับโลก
• เมืองเจ้าภาพได้แรงกระเพื่อมเศรษฐกิจจากอีเวนต์มาตรฐานสูง
• เยาวชนได้แรงบันดาลใจจากนักกีฬาหญิงไทยระดับโลก
• สังคมได้ “เรื่องร่วม” ให้เชียร์ในวันที่เราเหนื่อยกับความขัดแย้ง

แหล่งอ้างอิง (ลิงก์สำหรับบรรณาธิการ):
- เว็บไซต์ทางการ Honda LPGA Thailand: https://www.hondalpgathailand.com/
- LPGA.com ข่าว/สรุปผลรายการ: https://www.lpga.com/
- Reuters (รายงานเกี่ยวกับนักกอล์ฟ/บรรยากาศรายการ): https://www.reuters.com/
- Bangkok Post (ข่าวกีฬา/อีเวนต์ในไทย): https://www.bangkokpost.com/

เศรษฐกิจสายมูหมื่นล้าน!! เมื่อ 'ความไม่แน่นอน' ของสังคม ผลักให้ 'ความหวัง' กลายเป็นสินค้าขายดี จากเครื่องรางสู่ 'ดิจิทัลโปรดักต์' ตลาดใหญ่ที่แบรนด์และรัฐไม่ควรมองข้าม

“สายมู” ไม่ใช่เรื่องงมงายอีกต่อไป—มันคือเศรษฐกิจ “ความหวัง” ที่สะท้อนการเมืองและสังคมไทยแบบเนียนๆ

ถ้าย้อนดูสังคมไทยช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เราจะเห็น “ความไม่แน่นอน” กลายเป็นของประจำวัน—เศรษฐกิจผันผวน ข่าวสารถาโถม ความคาดหวังต่ออนาคตแกว่งไปมา และความเชื่อมั่นต่อระบบต่างๆ ไม่ได้แข็งแรงเท่าเดิม
ในบรรยากาศแบบนี้ “สายมู” จึงไม่ใช่แค่ความเชื่อส่วนบุคคล แต่กำลังกลายเป็นอุตสาหกรรมที่ขายได้จริง ตั้งแต่ดูดวง ฮวงจุ้ย เครื่องราง วอลเปเปอร์มงคล ไปจนถึงทัวร์ไหว้พระสายศรัทธา—และที่สำคัญ มันกำลังทำหน้าที่คล้าย “ประกันใจ” ให้คนจำนวนมากในช่วงเวลาที่โลกจริงให้คำตอบไม่ได้

ตัวเลขที่ต้องรู้: ตลาดหมื่นล้าน แต่จดทะเบียนจริงแค่หลักร้อยราย
ฝั่ง “มูลค่าตลาด” ที่ถูกอ้างอิงบ่อย คือการประเมินว่าตลาดสินค้าและบริการสายมู (รวมดูดวง/ฮวงจุ้ย/พิธีกรรม ฯลฯ) มีมูลค่าราว 10–15 พันล้านบาท จากผลสำรวจของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ซึ่งถูกสรุปไว้โดย Krungsri Research
ขณะเดียวกัน “ท่องเที่ยวสายมู” ก็ถูกประเมินว่าแตะราว 15,000 ล้านบาทในปี 2023 และเพิ่มจาก 10,800 ล้านบาทในปี 2019 ตามการประเมินของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยที่ถูกนำเสนอใน Bangkok Post
แต่ถ้ามองฝั่ง “นิติบุคคลจดทะเบียน” จะเห็นภาพอีกแบบ: ข้อมูลที่สรุปจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ระบุว่า ณ 31 พฤษภาคม 2568 ธุรกิจกลุ่มนี้ (ที่นับตามหมวดเฉพาะ) มีผู้ประกอบการดำเนินกิจการอยู่ 170 ราย ทุนจดทะเบียนรวม 221.95 ล้านบาท
สาระสำคัญเชิงธุรกิจ: “ตลาดหมื่นล้าน” แต่ “จดทะเบียนเฉพาะหมวด” ยังหลักร้อย—แปลว่าเงินจริงจำนวนมากไหลอยู่ในหมวดอื่น ๆ (ค้าปลีก ออนไลน์ คอนเทนต์ ท่องเที่ยว บริการบุคคล ฯลฯ) และมีเศรษฐกิจนอกระบบ/กึ่งระบบอยู่พอสมควร

ทำไม “สายมู” โตจริงในยุคนี้
1) มันคือสินค้าที่ขาย “ความแน่นอน” ในยุคที่คนไม่แน่ใจอะไร
ในโลกที่ค่าครองชีพ ความเสี่ยงงาน และข่าวการเมืองเปลี่ยนเร็ว “คำตอบแบบเร็ว” และ “พิธีกรรมที่ทำแล้วรู้สึกคุมเกมได้” กลายเป็นสินค้าที่มีมูลค่า นี่คือมุมที่โยงการเมืองและสังคมแบบเนียนๆ: เมื่อความมั่นใจต่ออนาคตสั่น—ตลาดที่ขายความอุ่นใจก็โต
2) ดิจิทัลทำให้มู “สินค้าแพ็กได้” และขายซ้ำได้
ยุคก่อน “มู” ต้องไปหาครู/สำนัก แต่วันนี้กลายเป็นดิจิทัลโปรดักต์ได้ทันที (วอลเปเปอร์มงคล เบอร์มงคล คอนเทนต์ดูดวงรายเดือน ไลฟ์ขายเครื่องราง) ผลคือ “สเกล” เกิดเร็ว และผู้เล่นหน้าใหม่เข้ามาง่าย
3) ท่องเที่ยวสายศรัทธา = โมเดลเงินหมุนเวียนที่รัฐก็เล่นเกมนี้
ตัวเลขท่องเที่ยวสายมูที่ถูกประเมินระดับหมื่นล้าน ทำให้มันถูกวางเป็นหนึ่งในหมวด soft power เชิงท่องเที่ยวได้โดยธรรมชาติ พูดแบบการเมือง: เมื่อรัฐอยากกระตุ้นเศรษฐกิจเร็ว “กิจกรรมที่คนพร้อมจ่ายอยู่แล้ว” มักถูกผลักขึ้นมาเป็นแคมเปญได้ไม่ยาก

โอกาสธุรกิจ: เงินหมื่นล้านไม่ได้อยู่แค่ “เครื่องราง”
ถ้าคิดแบบนักธุรกิจ “สายมู” เป็นอุตสาหกรรม O2O ที่แตกแขนงได้หลายรายได้
1) Content → Community → Commerce: เริ่มจากคอนเทนต์ (ดวง/ฮวงจุ้ย/พิธีกรรม) ไปสู่คอมมูนิตี้ ก่อนต่อยอดขายสินค้า/บริการ
2) Subscription & Retainer: แพ็กเกจดูแลรายเดือน (ดูฤกษ์ ตั้งชื่อ วิเคราะห์บ้าน/ออฟฟิศ) รายได้สม่ำเสมอกว่าขายเป็นชิ้น
3) Tour Package + Local Economy: ทัวร์สายศรัทธาไม่ใช่แค่พาไหว้พระ แต่คือการออกแบบ “ประสบการณ์” ให้คนรู้สึกคุ้มค่า—และกระจายรายได้ถึงพื้นที่
4) B2B: Muketing / Spiritual Branding: แบรนด์จำนวนมาก “แอบ” ใช้องค์ประกอบมูในแคมเปญ (สีมงคล วันเปิดตัว ฤกษ์โปรฯ) เพราะมันทำงานกับอารมณ์ผู้บริโภคได้จริง

ความเสี่ยงที่ต้องพูดตรงๆ: ถ้าปล่อยให้ “ตลาดความหวัง” ไร้มาตรฐาน จะกลายเป็นกับดักสังคม
นี่คือจุดที่โยงการเมืองและสังคมแบบชัดขึ้นเล็กน้อย: ถ้าคนจำนวนมากต้อง “ซื้อความมั่นใจ” แทนการเข้าถึงโอกาส/สวัสดิการ/ความยุติธรรม นั่นสะท้อนว่าโครงสร้างความมั่นคงในชีวิตยังมีช่องโหว่
ธุรกิจสายมูที่โตเร็วในโลกออนไลน์ เสี่ยงต่อการหลอกลวง/เคลมเกินจริง/เอาเปรียบคนเปราะบางได้ง่าย และหากภาครัฐจะใช้เป็น soft power หรือเครื่องมือกระตุ้นเศรษฐกิจ ก็ควรมีมาตรฐานขั้นต่ำด้านการโฆษณาและคุ้มครองผู้บริโภค ไม่ให้กลายเป็นการดันอุตสาหกรรมที่ทำร้ายคนของตัวเอง

บทสรุปแบบ TST
“สายมู” ไม่ได้ชนะเพราะคนไทยงมงายขึ้น แต่ชนะเพราะมันตอบสนองความไม่แน่นอนได้ไว และแปลงความเชื่อให้เป็นสินค้าที่ซื้อซ้ำได้
ตัวเลขตลาดระดับ 10–15 พันล้านบาท และท่องเที่ยวสายมูแตะราว 15,000 ล้านบาทในปี 2023 บอกชัดว่า นี่คือธุรกิจจริง ไม่ใช่เรื่องเล่าเล่นๆ
และที่แสบแบบเนียนๆ คือ: ยิ่งสังคมรู้สึกว่าอนาคต “เดาไม่ได้” เท่าไร ตลาดที่ขาย “คำตอบ” ก็ยิ่งโตเท่านั้น

พาดหัวสำรอง (เลือกใช้ได้)
1) สายมูหมื่นล้าน: เมื่อ “ความหวัง” กลายเป็นสินค้า—และสะท้อนวิกฤตความมั่นใจของสังคมไทย
2) ตลาดมูโตเพราะคนไทยงมงายขึ้น? หรือเพราะอนาคตมันไม่ชัดพอให้คนวางใจ
3) ทัวร์สายมู–วอลเปเปอร์มงคล–ดูดวงรายเดือน: เศรษฐกิจศรัทธาที่รัฐและแบรนด์กำลังเล่นเกมเดียวกัน

แหล่งอ้างอิง (ลิงก์สำหรับบรรณาธิการ):
- Krungsri Research: Mutelu / Spiritual economy overview (อ้างอิงผลสำรวจ UTCC): https://www.krungsri.com/en/research/research-intelligence/muteluh-2024
- Bangkok Post: Faith travel remains evergreen (ตัวเลข 2019/2023): https://www.bangkokpost.com/business/general/2728262/faith-travel-remains-evergreen
- PostToday (อ้างอิง DBD): สถิติธุรกิจโหราศาสตร์/ความเชื่อ ณ 31 พ.ค. 2568: https://www.posttoday.com/smart-sme/725997
- Frontiers in Communication (งานวิจัยเกี่ยวกับ Muketing/ความเชื่อกับการตลาด): https://www.frontiersin.org/journals/communication/articles/10.3389/fcomm.2025.1662524/full

สมรภูมิ Robotics โลก!! แต้มต่อของไทยไม่ใช่แข่งจีนผลิตแขนกล แต่คือการปั้นคลัสเตอร์สำคัญ "ประกอบ-ทดสอบ-วางระบบ" ผลักดันไทยสู่ “ศูนย์กลางหุ่นยนต์อาเซียน"

“โรงงานหุ่นยนต์ของโลก” ไทยไปไกลได้แค่ไหน? คำตอบอาจไม่ใช่เบอร์ 1 แต่เป็น “ฮับที่โลกต้องพึ่ง”
.
ถ้าถามว่า ไทย จะเป็น “ศูนย์การผลิตหุ่นยนต์แห่งโลก” ได้ไหม—คำตอบแบบไม่อ้อมค้อมคือ ยากมากถ้าหมายถึงการขึ้นแท่นเบอร์ 1 ของโลกในเชิงปริมาณ แต่ถ้าปรับกรอบใหม่ให้เฉียบกว่า: ไทยมีโอกาสสูงมากที่จะเป็น “ศูนย์กลางหุ่นยนต์ของอาเซียน” และเป็นฐานผลิต/ประกอบ/ทดสอบ/คัสตอมโซลูชันหุ่นยนต์ที่โลกต้องใช้จริง
นี่ไม่ใช่การปลอบใจตัวเอง แต่เป็นการอ่านเกมอุตสาหกรรมที่ “กระจุกตัว” และต้องชนะด้วย “ระบบนิเวศ” มากกว่าคำขวัญ
.
โลกกำลังเร่งติดหุ่นยนต์…แต่เกมนี้กระจุกตัวสุดๆ
ข้อมูลจาก International Federation of Robotics ระบุว่า ปี 2024 มีการติดตั้งหุ่นยนต์อุตสาหกรรมทั่วโลกประมาณ 542,000 ตัว และเกิดขึ้นในเอเชียมากถึง 74% ของการติดตั้งใหม่ทั้งหมด
และที่ชัดกว่านั้นคือ “ศูนย์กลางอำนาจ” ในหุ่นยนต์อุตสาหกรรมยังเกาะกลุ่มแน่น—จีน ประเทศเดียวกินสัดส่วนราว 54% ของการติดตั้งหุ่นยนต์ใหม่ทั่วโลกในปี 2024
พูดให้ตรง: ถ้าจะแข่งแบบ “จำนวนการผลิตระดับโลก” คุณกำลังลงสนามที่เจ้าถิ่นถือไพ่เหนือกว่า ทั้งสเกลโรงงาน ซัพพลายเชนชิ้นส่วนหลัก และทรัพย์สินทางปัญญา (IP)
.
แต้มต่อของไทย: เราเป็น “ฐานโรงงานจริง” ที่มีดีมานด์ และมีพื้นที่ยุทธศาสตร์พร้อม
จุดแข็งของไทยไม่ใช่การฝันว่าจะสร้างแบรนด์แขนกลไปชนเจ้าโลกทันที แต่คือการเป็นฐานอุตสาหกรรมที่ต้องใช้ระบบอัตโนมัติจริง โดยเฉพาะยานยนต์และชิ้นส่วน
ปี 2024 ไทยผลิตรถยนต์รวมประมาณ 1.47 ล้านคัน (ทั้งในประเทศและส่งออก) ซึ่งสะท้อนฐานการผลิตและเครือข่ายโรงงานที่ใหญ่มากพอจะเป็น “ตลาดทดสอบ–ตลาดใช้งาน” ของหุ่นยนต์และระบบออโตเมชันได้
ขณะเดียวกัน ไทยมีพื้นที่ยุทธศาสตร์อย่าง EEC (Eastern Economic Corridor) ที่ผลักดัน use case ด้านเทคโนโลยีร่วมกับชุมชนหุ่นยนต์/ออโตเมชันในประเทศอย่างชัดเจน
และ “เครื่องมือรัฐ” ก็เริ่มวางแรงจูงใจไว้แล้ว ผ่าน BOI (Board of Investment Thailand) ที่มีมาตรการสนับสนุนการลงทุนระบบออโตเมชัน/หุ่นยนต์ เช่น ยกเว้นภาษีนิติบุคคล 3 ปี ตามเงื่อนไขในคู่มือส่งเสริมการลงทุน
สรุปคือ ไทยมี 3 อย่างที่สำคัญ: ตลาดใช้งานจริง + พื้นที่ยุทธศาสตร์ + แรงจูงใจการลงทุน สิ่งที่เหลือคือ “ต่อให้ติด” เป็น ecosystem การผลิตให้ครบ
.
ปมที่ทำให้ไทย “ยังไม่ใช่โรงงานหุ่นยนต์ของโลก”
1) เราเก่งการใช้งาน/ติดตั้ง แต่ยังไม่หนาพอใน “ชิ้นส่วนหัวใจ”
หุ่นยนต์อุตสาหกรรมไม่ได้แข่งกันที่การประกอบเหล็กเป็นแขนกล แต่แข่งกันที่หัวใจอย่าง เซอร์โวไดรฟ์, มอเตอร์, รีดิวเซอร์, คอนโทรลเลอร์, เซนเซอร์, ซอฟต์แวร์ควบคุม และมาตรฐานความปลอดภัย ประเทศผู้นำถือห่วงโซ่นี้แน่นมาก
2) ไทยมี SI โตได้อีกมาก—แต่ต้องทำให้ “ส่งออกบริการ” ได้จริง
โลกหุ่นยนต์ไม่ได้ขาดแค่เครื่อง แต่ขาด “คนทำให้มันทำงานได้กับโรงงานจริง” นี่คือสนามของ system integrator (SI) และโซลูชันสมาร์ตแฟคทอรี ไทยมีผู้เล่นต่างชาติทำตลาดและถ่ายทอดเทคโนโลยีในประเทศ ซึ่งเป็นโอกาสในการยกระดับเครือข่าย SI ให้แข็งและขยายสู่ภูมิภาค
3) เกมสิทธิประโยชน์ “ภาษีอย่างเดียว” อาจไม่พอในยุคใหม่
ต่อให้มีแรงจูงใจ แต่การแข่งขันดึงฐานการผลิตวันนี้ชนะกันที่ คน (ทักษะ), ซัพพลายเชน, ความเร็ว, คุณภาพ, มาตรฐาน ไม่ใช่แค่ภาษี ดังนั้นถ้าไทยอยากชนะ ต้อง “สร้างความได้เปรียบที่ยืนระยะ” มากกว่าการแจกโปรโมชั่น
.
คำตอบที่คมที่สุด: ไทยควรตั้งเป้าเป็น “ฮับหุ่นยนต์อาเซียน” ด้วย 3 สนามนี้
สนามที่ 1: ศูนย์กลาง System Integration + Retrofit โรงงาน
ทำให้ไทยเป็นที่ที่โรงงานทั้งอาเซียน “มาหาคนทำไลน์ออโตเมชัน” ตั้งแต่ประเมินหน้างาน ออกแบบไลน์ ติดตั้ง เทรนคน ไปจนถึงซ่อมบำรุง ข้อดีคือใช้จุดแข็งฐานอุตสาหกรรมเดิมของไทยได้ทันที และต่อยอดรายได้แบบบริการ/โปรเจกต์ได้เร็ว
สนามที่ 2: ฐานประกอบ–ทดสอบ–คัสตอม เพื่อส่งออกภูมิภาค
ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากผลิตทุกชิ้นเอง แต่เริ่มจาก final assembly, testing, calibration, end-effector และ application-specific package ให้แข็ง ไทยทำได้ดีในงานผลิตชิ้นส่วนโลหะ โครงสร้าง ตู้คอนโทรล สายไฟ ฟิกซ์เจอร์ และงานคัสตอมหน้างาน—ถ้าจัดคลัสเตอร์ให้จริง จะกลายเป็นฐานส่งออกโซลูชัน
สนามที่ 3: สร้าง “แชมป์เฉพาะทาง” ในหุ่นยนต์บริการ/อาหาร/เกษตร/สุขภาพ
ถ้าจะมีโอกาสสร้างแบรนด์ไทยให้ดังระดับโลก ทางลัดไม่ใช่ไปชนตลาดแขนกลมาตรฐานที่เดือดสุด แต่คือหุ่นยนต์ที่ผูกกับจุดแข็งประเทศและ pain point หน้างาน ใครแก้ปัญหาได้จริงก่อน คนนั้นชนะ—even ถ้าสเกลยังไม่เท่ามหาอำนาจ
.
4 เงื่อนไขที่ไทยต้อง “กล้าทำจริง” ถ้าอยากให้โลกย้ายฐานหุ่นยนต์มาที่นี่
1) ปั้นกำลังคนเมคคาทรอนิกส์/คอนโทรล/ซอฟต์แวร์อุตสาหกรรมแบบเร่งด่วน ให้ทำงานได้จริง ไม่ใช่แค่จบใบปริญญา
2) ตั้งศูนย์ทดสอบ–รับรองมาตรฐาน (testing/certification) ให้การประกอบ/คัสตอมในไทย “เชื่อถือได้ระดับสากล”
3) ดึงผู้ผลิตรายใหญ่ให้มาตั้งฐานประกอบ/ทดสอบ/อะไหล่ แล้วผูกกับการพัฒนา local supplier ให้เกิดจริง
4) ทำให้ตลาดในประเทศเป็นสนามทดลอง ผ่านโครงการ retrofit โรงงาน/SME automation เพื่อให้เกิดเคสจริงจำนวนมากและเร็ว
.
บทสรุป: ไทยอาจไม่ใช่ “โรงงานหุ่นยนต์ของโลก” แบบเบอร์ 1 แต่เป็น “จุดยุทธศาสตร์ของภูมิภาค” ได้
โลกกำลังเร่งใช้หุ่นยนต์ และการติดตั้งกระจุกตัวหนักในเอเชีย โดยเฉพาะจีน ดังนั้นการตั้งเป้าแบบฉลาดของไทยคือไม่ใช่ฝืนแข่งเกมปริมาณ แต่ต้องชนะเกม “ระบบนิเวศ” ให้เป็นศูนย์กลางโซลูชัน ห่วงโซ่ประกอบ–ทดสอบ–คัสตอม และการติดตั้งระดับอาเซียน
ถ้าวันหนึ่งนักลงทุนคิดเรื่องหุ่นยนต์แล้วนึกถึงไทยเป็น “ที่ที่ทำให้โรงงานทั้งภูมิภาคเดินได้เร็วขึ้น” —วันนั้นไทยก็เป็นศูนย์กลางในแบบที่มีเงินไหลเข้า มีคนทำงานจริง และมีอำนาจต่อรองจริง ไม่ต้องรอคำว่า “เบอร์ 1 ของโลก” ให้ใครอนุมัติ.
.
แหล่งอ้างอิง (สำหรับบรรณาธิการ):
- International Federation of Robotics (IFR): https://ifr.org/
- Thailand Auto Industry (Facts & Figures 2024): https://data.thaiauto.or.th/
- EEC Fact Sheet 2023: https://image.mfa.go.th/
- BOI A Guide 2025: https://osos.boi.go.th/

ผู้ว่าฯ กทม. ที่น่าจดจำ!! ย้อนรอยสปิริต 'อภิรักษ์ โกษะโยธิน' "ลาออก" พิสูจน์ว่าความรับผิดชอบทางการเมือง ไม่จำเป็นต้องรอศาลตัดสิน บรรทัดฐานนักการเมือง ที่ประเทศไทยควรเป็น

ผู้ว่าฯ กทม. ใกล้ครบวาระ: ทำไม “อภิรักษ์” ยังเป็นผู้ว่าฯ ที่น่าจดจำ

เมื่อผู้ว่าฯ กรุงเทพมหานครคนปัจจุบันกำลังเดินเข้าใกล้ช่วง “ปลายวาระ” คำถามของคนกรุงจึงไม่ได้มีแค่ “ทำงานได้กี่โครงการ” แต่รวมถึง “ยืนอยู่บนมาตรฐานความรับผิดชอบแบบไหน” ด้วย เพราะตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม. เป็นทั้งผู้บริหารเมืองหลวงและเป็นหน้าต่างสะท้อนมาตรฐานการเมืองท้องถิ่นของประเทศไทย
ถ้าจะมีอดีตผู้ว่าฯ คนหนึ่งที่น่าจดจำในมุมนี้ ชื่อของ “อภิรักษ์ โกษะโยธิน” มักถูกหยิบมาพูดถึงเสมอ ทั้งจากแนวทางบริหารเมืองในยุคของเขา และ “ปรากฏการณ์การลาออก” ท่ามกลางข้อกล่าวหาคดีจัดซื้อรถและเรือดับเพลิง ซึ่งเป็นภาพที่การเมืองไทยแทบไม่ค่อยเห็น

1) ผลงาน/แนวทางบริหารเมืองสมัยผู้ว่าฯ อภิรักษ์
ภาพจำของยุคนั้นคือความพยายามทำให้ กทม. คิดและทำงานแบบ “องค์กรบริการ” มากขึ้น โดยมีแนวทางสำคัญ เช่น:
• ยกระดับการรับเรื่องร้องเรียนและการติดตามงานให้เป็นระบบมากขึ้น ผ่านช่องทางร้องทุกข์ของ กทม. (เช่น สายด่วน 1555) เพื่อให้การแก้ปัญหาหน้างานเร็วและตรวจสอบได้
• ขับเคลื่อนแคมเปญ/โครงการด้านความเป็นระเบียบและสิ่งแวดล้อมเมือง เช่น “10 สวนสวย 10 คลองใส 10 ถนนสะอาด” เพื่อสร้างเมืองน่าอยู่
• ให้ความสำคัญกับแนวคิดข้อมูลเมือง/การจัดการจราจรและบริการสาธารณะเชิงระบบ โดยพยายามพัฒนากรอบการทำงานที่เป็นมาตรฐานมากขึ้น

2) “ปรากฏการณ์ลาออก” ที่กลายเป็นหมุดหมายการเมืองท้องถิ่น
จุดที่ทำให้ชื่อของอภิรักษ์ถูกพูดถึงหนักกว่า “ผลงาน” คือการตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม. ภายหลังถูกชี้มูล/ถูกกล่าวหาในคดีจัดซื้อรถและเรือดับเพลิง (ช่วงปลายปี 2551) การลาออก “ก่อน” ที่คดีจะสิ้นสุดในชั้นศาล ทำให้หลายคนมองว่านี่คือการแสดง “ความรับผิดชอบทางการเมือง” หรืออย่างน้อยที่สุดคือการไม่ใช้ตำแหน่งเป็นเกราะกำบังกระบวนการตรวจสอบ
3) ผลคำพิพากษาศาลฎีกาฯ ในคดีรถ–เรือดับเพลิง: ศาลชี้อย่างไร
ต่อมา ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 10 กันยายน 2556 ในคดีทุจริตจัดซื้อรถและเรือดับเพลิงของ กทม. โดยสื่อรายงานผลโดยสรุปว่า:
• ศาลพิพากษาจำคุก นายประชา มาลีนนท์ 12 ปี และ พล.ต.ต.อธิลักษณ์ ตันชูเกียรติ 10 ปี (ไม่รอลงอาญา)
• ศาลยกฟ้องจำเลยบางราย รวมถึง “อภิรักษ์ โกษะโยธิน”

ประเด็นสำคัญที่ควรสื่อสารให้ชัด คือ “การลาออก” ในวันนั้นไม่ใช่ข้อสรุปว่า “ผิด” หรือ “ไม่ผิด” ในทางอาญา แต่เป็นเรื่องของ “ความรับผิดชอบทางการเมือง” ที่เกิดขึ้นก่อนการพิสูจน์ข้อเท็จจริงจะถึงที่สุด
4) ภาคต่อในศาลปกครอง: คำสั่งให้ชดใช้ค่าเสียหายถูกเพิกถอน
นอกเหนือจากคดีอาญา ยังมีมิติ “ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่” ในทางปกครอง/แพ่ง ซึ่งมีรายงานข่าวในเวลาต่อมาว่า ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษายืนเพิกถอนคำสั่งให้ชดใช้ค่าเสียหาย โดยอธิบายหลักการเกี่ยวกับระดับความประมาทและบริบทการปฏิบัติหน้าที่ในช่วงเวลานั้น
บทเรียนที่คนกรุงเทพฯ และคนไทยควรถาม “ก่อนครบวาระ”
1. แยกให้ออกระหว่าง “ความรับผิดชอบทางการเมือง” กับ “ความผิดทางกฎหมาย” — คนหนึ่งอาจถอยจากตำแหน่งเพื่อรักษามาตรฐานสาธารณะ แต่ศาลอาจตัดสินว่าไม่ผิดก็ได้
2. กระบวนการตรวจสอบต้องเดินได้จริง ไม่ควรถูกบดบังด้วยอำนาจของตำแหน่ง
3. มาตรฐานควรถูกออกแบบให้เป็นระบบ ไม่ใช่ต้องฝากไว้กับ “ความกล้าส่วนบุคคล” ของนักการเมืองคนใดคนหนึ่ง

แหล่งอ้างอิง (สำหรับกองบรรณาธิการ/ตรวจทาน)
• ข่าวการลาออกและบริบทการชี้มูลคดี (สำนักข่าว/ฐานข่าวธุรกิจ): RYT9 (เผยแพร่ปี 2551)
• รายงานคำพิพากษาศาลฎีกาฯ คดีรถ–เรือดับเพลิง (สื่อสาธารณะ): Thai PBS (เผยแพร่ 10 ก.ย. 2556)
• รายงานสรุป/วิเคราะห์คำพิพากษาและเหตุผลศาล (สื่อสืบสวน): สำนักข่าวอิศรา
• ข่าวคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดเกี่ยวกับคำสั่งชดใช้ (หน่วยงาน/สื่อรายงานคำพิพากษา): เว็บไซต์ศาลปกครอง/สื่อกระแสหลัก

จีนเปิดสตูดิโอภาพเสมือน!! สตูดิโอหน้าจอ LED ใหญ่ที่สุด สร้างภาพเรียลไทม์ฟุตบอลฮ่องกง ลดต้นทุนและเวลาในงานถ่ายทำ ยกระดับประสิทธิภาพอุตสาหกรรม

(24 ก.พ. 69) สตูดิโอถ่ายทำภาพเสมือนจริงในมณฑลเจ้อเจียงของจีน เปิดใช้จอ LED โค้งขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 50 เมตร ใหญ่ที่สุดในโลก สำหรับฉายภาพสนามกีฬาและผู้ชมดิจิทัลแบบเรียลไทม์ ระหว่างถ่ายทำภาพยนตร์ฟุตบอลในเขตบริหารพิเศษฮ่องกง ด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ผสมผสานภาพเสมือนและองค์ประกอบทางกายภาพเข้าด้วยกัน

'หนิวชง' ผู้ประสานงานโครงการของบริษัท 'เวอร์ซาไทล์ มีเดีย' เปิดเผยว่าฐานการผลิตภาพเสมือนจริงนี้ช่วยลดค่าใช้จ่ายและเวลาในการถ่ายทำภาพยนตร์ โดยระบุว่า "การใช้ฐานผลิตภาพเสมือนจริงตอบโจทย์ด้านความคิดสร้างสรรค์และช่วยให้ผู้ผลิตภาพยนตร์หันมาใช้ AI กันมากขึ้น"

นอกจากนี้ สตูดิโอถ่ายฉากน้ำในมณฑลเจียงซูใช้เทคโนโลยีดิจิทัลอัจฉริยะจำลองคลื่นขนาดใหญ่และความลึกในการถ่ายทำได้อย่างสมจริง รวมถึงโรงงานผลิตฉากดิจิทัลในนครฉงชิ่งประยุกต์ระบบอัตโนมัติสลับฉากรวดเร็ว ทำให้อุตสาหกรรมภาพยนตร์จีนเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนอย่างมาก

สมาคมนักเขียนวิทยาศาสตร์แห่งประเทศจีนชี้ว่า การนำ AI เข้ามาใช้ในงานผลิตภาพยนตร์ไม่เพียงเป็นเครื่องมือสร้างสรรค์เท่านั้น แต่ยังปฏิวัติกระบวนการทำงาน เสริมประสิทธิภาพและความชาญฉลาดของอุตสาหกรรมภาพยนตร์จีนในอนาคต

ที่มา : Xinhua

หนุนเศรษฐกิจ!! ททท. ร่วมกับ กทม.ส.คิกบ็อกซิ่ง จัด “AMAZING KIDS FESTIVAL” กระตุ้นท่องเที่ยวเชิงกิจกรรม ส่งเสริมกีฬา และวัฒนธรรมเยาวชน

(24 ก.พ. 69) การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ร่วมกับ กรุงเทพมหานคร และ สมาคมกีฬาคิกบ็อกซิ่งแห่งประเทศไทย จัดกิจกรรม AMAZING KIDS FESTIVAL ณ ลานกีฬาเคหะฉลองกรุง เขตหนองจอก เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวเชิงกิจกรรมและการท่องเที่ยวเชิงครอบครัว พร้อมส่งเสริมเศรษฐกิจในพื้นที่เมื่อค่ำวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569

กิจกรรมนี้ได้รับเกียรติจากนางสาว 'ยุวนุช นงพรมมา' ผู้อำนวยการเขตหนองจอก และนาย 'ธนดล ลิกค์' กรรมการฝ่ายต่างประเทศ สมาคมกีฬาคิกบ็อกซิ่งแห่งประเทศไทย เป็นประธานร่วมโครงการ โดยมุ่งเน้นการพัฒนาชุมชนให้รองรับกิจกรรมกีฬาที่น่าสนใจ และส่งเสริมพื้นที่เขตหนองจอกให้เป็นชุมชนกีฬาสำหรับการท่องเที่ยวในอนาคต พร้อมทั้งให้ความสำคัญกับกิจกรรมสร้างสรรค์สำหรับเยาวชนเพื่อต้านยาเสพติดและปัญหาสังคม

ในงานมีการแข่งขันคิกบ็อกซิ่งรายการ AMAZING KIDS FIGHT & FUN รุ่นอายุไม่เกิน 15 ปี จำนวน 22 คู่ โดยมี 'รถถัง จิตรเมืองนนท์' รับหน้าที่โปรโมเตอร์ พร้อมกับนักมวยจากค่าย 'ลูกทรายกองดิน' นำโดย 'อัสรี่ ลูกทรายกองดิน' มาสร้างสีสันและร่วมเดินตลาดชุมชนช่วยอุดหนุนสินค้าท้องถิ่น

ปิดท้ายด้วยคอนเสิร์ตจากวง Paper Planes ที่มอบความสนุกสนานให้แก่ผู้ร่วมงานอย่างเต็มที่ โดยสื่อถึงความร่วมมือระหว่างภาครัฐและชุมชนเพื่อพัฒนา Event Tourism ในพื้นที่

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10148057

'ม้า อรนภา' ชี้แจง!! จากแจ้งเตือนกลายเป็นดราม่า เผยสะเพร่าไม่ติดราคาห่อหมก ตั้งข้อสงสัยถูกกลั่นแกล้งร้องเรียน แนะแจ้งกันดีๆไม่ต้องมากัน 5 คน

(24 ก.พ. 69) 'ม้า อรนภา' เปิดเผยผ่านสื่อถึงกรณีถูกเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบแผงห่อหมกของเธอ หลังมีผู้ร้องเรียนว่าไม่ติดป้ายราคาสินค้า ซึ่งนอกจากห่อหมกแล้ว สินค้าอื่นๆ เช่น น้ำพริกและแกงไข่พะโล้จะติดราคาชัดเจน โดยเจ้าตัวยอมรับว่าเป็นความสะเพร่า เพราะไม่เคยศึกษากฎหมายมาก่อน และไม่ได้ตั้งใจละเมิด

เธอเล่าถึงความรู้สึกตอนเจ้าหน้าที่มากัน 5 คนว่า "เขาบอกมีคนมาร้องเรียนว่า สินค้าของเราไม่ได้ติดราคาไว้... อารมณ์ปรี๊ด อารมณ์เสียบ้าง มีประโยคหนึ่งถามไป ใครหรรอคะที่เป็นคนแจ้ง ? เขาบอกว่าบอกไม่ได้ แต่มีเขียนมาร้องเรียน... พี่อย่าอารมณ์เสียนะ" นอกจากนี้ยังตั้งข้อสังเกตว่าคำร้องเรียนมีถ้อยคำพาดพิงเรื่องชื่อเสียง แสดงเหมือนตั้งใจกลั่นแกล้ง

เธอยังกล่าวว่า "เรื่องร้องเรียน อย่าให้คดีความไม่ดำเนินไป ด้วยความที่ดิฉันมีชื่อเสียงและอิทธิพล ฉันก็ใช้ประโยคนี้เลยหรอ แบบนี้แกล้งกันใช่ไหม... มาบอกกันดีๆก็พอ ไม่ใช่มาร้องเรียนและมากัน 5 คนเหมือนฉันเป็นโจร" พร้อมยอมรับว่าแค่นี้ก็หงุดหงิดแล้ว

กรณีนี้สะท้อนให้เห็นถึงการจัดการเรื่องข้อร้องเรียนโดยเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นกับพ่อค้าแม่ค้า ที่อาจเกิดความเข้าใจผิดหรือความไม่พอใจซึ่งกันและกัน โดยเฉพาะเมื่อลูกค้าหรือผู้ร้องเรียนแสดงท่าทีไม่สุภาพ ทำให้เรื่องแจ้งเตือนกลายเป็นประเด็นที่มีอารมณ์ร่วมสูง

ที่มา : https://entertain.teenee.com/thaistar/318074.html

25 กุมภาพันธ์ ของทุกปี วันวิทยุกระจายเสียงแห่งชาติ เป็นครั้งแรกที่มีการถ่ายทอดเสียงทางวิทยุในไทย ปูทางสื่อสารรัฐถึงประชาชนทั่วประเทศ กลายเป็นรากฐานระบบวิทยุแห่งชาติไทย

เมื่อวัน 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2473 วันสำคัญของวงการวิทยุกระจายเสียงไทย นับเป็นวันแรกที่มีการออกอากาศสาธารณะโดย "สถานีวิทยุกรุงเทพฯ ที่พญาไท" ซึ่งตั้งอยู่ที่วังพญาไท การส่งสัญญาณปฐมฤกษ์ในปี พ.ศ. 2473 นี้ ถูกผลักดันโดย พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบุรฉัตรไชยากร ผู้ซึ่งถูกยกย่องเป็น "บิดาแห่งวงการวิทยุกระจายเสียงไทย" ก่อนหน้านี้มีการทดลองส่งสัญญาณหลายครั้งที่ตึกไปรษณีย์ปากคลองโอ่งอ่างและศาลาแดง

ไฮไลต์ของวันเปิดสถานีคือการถ่ายทอดสด "พระราชดำรัส" ของ รัชกาลที่ 7 จากพระบรมมหาราชวัง ซึ่งเป็นสัญญาณว่าครั้งแรกรัฐไทยใช้วิทยุกระจายเสียงเป็นเครื่องมือหลักในการสื่อสารข่าวสาร การศึกษา และความบันเทิงสู่ประชาชนอย่างกว้างขวาง

การส่งสัญญาณจากศูนย์กลางอำนาจรัฐด้วยคลื่นวิทยุเป็นการปฏิวัติการสื่อสารในยุคนั้น วิทยุกลายเป็นสื่อที่ประชาชนเข้าถึงได้ และยังต่อยอดไปสู่การเปลี่ยนชื่อสถานีเป็น "สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย" ในปี พ.ศ. 2484 พร้อมก้าวสู่สถานีวิทยุแห่งชาติของไทย

25 กุมภาพันธ์จึงเป็นวันเปิดไมค์ประเทศที่สำคัญ เป็นรากฐานที่สำคัญของการพัฒนาสื่อสารมวลชนไทยตลอดมา และย้ำถึงบทบาทของวิทยุในฐานะสื่อกลางเชื่อมรัฐและประชาชน

ที่มา : https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/31/iid/262086

เดือดก่อนคุยสันติภาพ!! รัสเซียอ้าง อังกฤษ-ฝรั่งเศส “เตรียมให้นิวเคลียร์ยูเครน” รัสเซียอ้างโอนอาวุธให้ยูเครน “ละเมิด NPT” แบบไม่เคยมีมาก่อน

(25 ก.พ. 69) หน่วยข่าวกรองต่างประเทศของรัสเซียแถลงว่าฝรั่งเศสและสหราชอาณาจักรกำลังเตรียมส่งมอบอาวุธนิวเคลียร์ให้กับยูเครน ขณะที่นักวิเคราะห์รัสเซียเห็นว่า เป็นความพยายามกดดันการเจรจาสันติภาพรัสเซีย-ยูเครน-สหรัฐฯ ที่ใกล้เกิดขึ้น

'ยูลิยา เซมเก' นักวิเคราะห์การเมืองรัสเซียกล่าวกับสำนักข่าวสปุตนิกว่า "เรื่องดังกล่าว ไม่ใช่อะไรอื่น นอกจากความพยายามที่จะกดดันการเจรจาสันติภาพรัสเซีย–ยูเครน–สหรัฐฯ ที่กำลังจะเกิดขึ้น"

เธอเตือนว่าตามหลักแนวทางนิวเคลียร์ของรัสเซีย หากประเทศที่ไม่มีอาวุธนิวเคลียร์ถูกฝ่ายสนับสนุนจากประเทศที่มีอาวุธชนิดนี้โจมตี รัสเซียจะถือเป็นการโจมตีร่วมและอาจตอบโต้ไปยังประเทศผู้สนับสนุนโดยตรง รวมถึงลอนดอนและปารีส

นักวิเคราะห์ยังชี้ว่า การส่งมอบอาวุธนิวเคลียร์เช่นนี้จะถูกตรวจพบแน่นอน และเป็นการละเมิดสนธิสัญญาว่าด้วยการไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ (NPT) อย่างชัดเจน ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์โลก

ที่มา : Sputnik

เดือดกลางเจนีวา!! ‘สีหศักดิ์‘ ตอกหน้ากัมพูชากลางเวที UNHRC ซัดบิดเบือนปมชายแดน-ยั่วยุซ้ำซาก ลั่น ไม่เคยคิดรุกรานประเทศเพื่อนบ้าน แต่พร้อมปกป้องอธิปไตยตนเอง - จี้เขมรหยุดยั่วยุ

(25 ก.พ. 69) นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถ้อยแถลงของไทยในที่ประชุมระดับสูงคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติครั้งที่ 61 ณ นครเจนีวา เน้นย้ำความสำคัญของความร่วมมือพหุภาคีเพื่อแก้ปัญหาสิทธิมนุษยชน รวมถึงปัญหาการหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ตที่เป็นวิกฤตระดับโลกและส่งผลกระทบต่อไทยโดยตรง

รัฐมนตรีต่างประเทศตอบโต้กรณีข้อพิพาทชายแดนระหว่างไทย-กัมพูชา โดยกล่าวว่า "กัมพูชากล่าวหาไทยบนข้อความเท็จและวาทกรรมที่บิดเบือนเพื่อทำให้ไทยเป็นผู้ร้าย" พร้อมชี้แจงว่า ต้นเหตุเกิดจากการละเมิดและยั่วยุซ้ำซ้อน รวมถึงการแทรกแซงการเมืองภายในของกัมพูชา ทำให้เกิดความตึงเครียดและโศกนาฏกรรมพลเรือนเสียชีวิต

นายสีหศักดิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ไทยมีเจตนาดีต่อกัมพูชา สนับสนุนผู้หลบหนีความขัดแย้งและช่วยฟื้นฟูหลังสงครามกลางเมือง จึงไม่ต้องการเผชิญหน้า แต่กัมพูชากลับนำปัญหาไปขยายเป็นประเด็นระหว่างประเทศ ทั้งยังยืนยันสิทธิในการปกป้องอธิปไตยและเรียกร้องให้กัมพูชาเลือกเส้นทางสันติภาพหรือความขัดแย้งต่อไป

เหตุการณ์ครั้งนี้สะท้อนความซับซ้อนของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาค ที่ยังมีปัญหาข้อพิพาทชายแดนและความขัดแย้งทางการเมือง แม้จะมีข้อตกลงหยุดยิง ทว่าความร่วมมือและการเจรจายังคงเป็นทางออกสำคัญเพื่อสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาคนี้


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top