Sunday, 7 June 2026
TheStatesTimes

กระสุนถึงมือสโมสร!! สมาคมบอลโอนเข้าบัญชีสโมสรครบทุกทีม ยอดรวมวันนี้ 99.25 ล้านบาท สะท้อนความจริงจังดันคุณภาพทั้งโครงสร้าง ชูแผนสร้างความมั่นคงระยะยาว

(28 ก.พ. 69) สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย ประกาศอนุมัติจ่ายเงินสนับสนุนรอบที่ 3 ให้แก่สโมสรสมาชิกในไทยลีก 1, ไทยลีก 2 และไทยลีก 3 โดยยอดรวมทั้งสิ้น 99.25 ล้านบาท ถูกโอนเข้าบัญชีสโมสรสมาชิกทุกทีมเรียบร้อยในวันนี้

นายกสมาคมฯ 'มาดามแป้ง' นวลพรรณ ล่ำซำ ให้ข้อมูลว่า สโมสรจากไทยลีก 1 จำนวน 16 ทีมจะได้รับเงินทีมละ 3,750,000 บาท รวมเป็น 60 ล้านบาท ส่วนไทยลีก 2 อีก 18 ทีม รับทีมละ 1 ล้านบาท รวมเป็น 18 ล้านบาท และไทยลีก 3 จำนวน 68 ทีม ได้ทีมละ 312,500 บาท รวม 21.25 ล้านบาท

สำหรับฤดูกาล 2568/69 นี้ สโมสรสมาชิกได้รับเงินสนับสนุนเพิ่มขึ้นจากฤดูกาลก่อน โดยไทยลีก 1 ได้รับเพิ่มจากทีมละ 10 ล้านเป็น 15 ล้านบาท ไทยลีก 2 จาก 3 ล้านเป็น 4 ล้านบาท และไทยลีก 3 จาก 1 ล้านเป็น 1.25 ล้านบาท โดยจะแบ่งจัดสรรจ่ายเป็น 4 งวด

'มาดามแป้ง' กล่าวผ่านแถลงข่าวว่า "เงินสนับสนุนงวดที่ 3 ได้ถูกโอนเข้าบัญชีของสโมสรสมาชิกเป็นที่เรียบร้อยแล้ว" สะท้อนการสนับสนุนที่ต่อเนื่องและจริงจังจากสมาคมฯ เพื่อยกระดับคุณภาพฟุตบอลไทยในทุกระดับ

การจ่ายเงินครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของแผนสนับสนุนที่ชัดเจนเพื่อส่งเสริมการแข่งขันและพัฒนาสโมสรในแต่ละลีก ซึ่งมีความสำคัญต่อการสร้างความมั่นคงและการเติบโตของวงการฟุตบอลไทยในระยะยาว

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10153150

จีนเปิดตัว eVTOL เครื่องบินไฟฟ้าขนาด 1.2 ตัน เปิดใช้งานในอู่ฮั่น มุ่งเน้นสองแบบ เรียกผ่านมือถือเหมือนเรียกรถ เปลี่ยนเกมเดินทางเมืองใหญ่

(1 มี.ค. 69) บริษัทอี-ฮอว์ก เทคโนโลยีของจีน เปิดตัวชวนชมอากาศยานขึ้นบิน-ลงจอดแนวดิ่งพลังงานไฟฟ้า (eVTOL) ขนาด 1.2 ตัน ที่เมืองอู่ฮั่น มณฑลหูเป่ยทางตอนกลางของจีน โดยมีจุดเด่นที่ใบพัดแบบครอบปิดเพิ่มความปลอดภัยในภาคพื้นดิน

ไช่เสี่ยวตง ประธานอี-ฮอว์ก เทคโนโลยี เผยว่าอากาศยานรุ่นนี้จะนำไปใช้ใน 2 รูปแบบหลัก คือขายขาดราคาไม่เกิน 2 ล้านหยวน หรือราว 9.07 ล้านบาท และแบบแชร์ใช้ที่ผู้คนจะเรียกใช้คล้ายแท็กซี่บินผ่านโทรศัพท์เหมือนระบบเรียกรถทั่วไป

สำหรับปีนี้ บริษัทเตรียมเปิดใช้งานรุ่นที่นั่ง 2 ที่นั่งที่เน้นบริการโลจิสติกส์และท่องเที่ยวด้วยการบินระดับต่ำเพื่อรองรับความต้องการตลาดที่เติบโตอย่างรวดเร็ว

การเปิดตัวครั้งนี้สะท้อนถึงความก้าวหน้าของจีนในเทคโนโลยีพาหนะไฟฟ้ารูปแบบใหม่ ซึ่งสามารถส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงระบบการขนส่งและบริการในเมืองใหญ่ทั่วโลก รวมถึงการพัฒนาโมเดลการเดินทางแบบไร้มลพิษที่กำลังได้รับความสนใจในวงกว้าง

ที่มา : Xinhua

ซุปตาร์ตัวจิ๋วของจริง “น้องเกล” ฟันน้ำนมเขย่าวงการ ขึ้นแท่นเจ้าแม่พรีเซนเตอร์ ดันกระแสแบรนด์คึกคักทุกหมวด งานแน่นจนถูกเรียก “บริษัทชีเสิร์ฟ”

(1 มี.ค. 69) "น้องเกล-แอบิเกล รังษีสิงห์พิพัฒน์" วัย 4 ขวบ ลูกสาวคนเล็กของซุปตาร์ "ชมพู่ อารยา" และ "น็อต วิศรุต" กลายเป็นเจ้าแม่พรีเซนเตอร์ที่ได้รับความนิยมสูงสุดในขณะนี้ ด้วยความน่ารักและความสามารถ ทำให้น้องเกลได้รับงานโฆษณาแบรนด์ต่าง ๆ อย่างต่อเนื่องทั้งในกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค อาหาร ไลฟ์สไตล์ การเงิน และแฟชั่น

น้องเกลได้รับบทพรีเซนเตอร์ให้กับแบรนด์ชั้นนำมากมาย เช่น 7-Eleven, Downy, Johnson & Johnson, Enfagrow A+, สาหร่ายเถ้าแก่น้อย, Grab Food, Coway, กรุงไทย-แอกซ่า, Adidas และ Madame Fin ซึ่งสร้างรายได้อย่างมหาศาลจนแฟนคลับทึ่งกับความสำเร็จนี้

จากกระแสงานที่ล้นมือจนถูกเรียกว่า "บริษัทชีเสิร์ฟ" น้องเกลยังเป็นที่พูดถึงถึงความสามารถในการบริหารเวลาทำงานอย่างมืออาชีพ พร้อมคำพูดจากแฟนคลับที่ว่า "รายได้จากบริษัทชีเสิร์ฟน่าจะทะลุเป้าไปไกลแล้ว" ซึ่งหมายความว่าสมควรได้รับเงินเก็บสำหรับใช้เรียนจนจบปริญญาเอกและมีฐานะในอนาคต

น้องเกลไม่เพียงแต่เป็นเด็กที่พรสวรรค์พร้อมความร่วมมือในการทำงาน แต่ยังเป็นแสงสว่างและแรงบันดาลใจในวงการบันเทิง ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นความเป็นซุปตาร์ฟันน้ำนมตัวจริงที่มีอนาคตไกลในวงการนี้

ที่มา : https://www.sanook.com/news/9875774/

รัสเซียชี้จบขัดแย้ง!! ร้องอัฟกาน-ปากีหยุดยิง พร้อมร่วมเป็นคนกลางไกล่เกลี่ย ตอบโต้เหตุปะทะชายแดน ย้ำแก้ปัญหาผ่านทางการทูต

(1 มี.ค. 69) เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ รัสเซียแสดงจุดยืนเรียกร้องให้อัฟกานิสถานและปากีสถานยุติการโจมตีตอบโต้กันทันทีพร้อมแก้ไขความขัดแย้งผ่านช่องทางทางการทูต ซามีร์ คาบูล็อฟ ผู้แทนพิเศษประธานาธิบดีรัสเซียด้านอัฟกานิสถานและที่ปรึกษารัฐมนตรีต่างประเทศกล่าวกับสปุตนิกเมื่อคืนวันศุกร์

ช่วงดึกของวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา อัฟกานิสถานได้ประกาศเปิดปฏิบัติการทางทหารเชิงรุกขนาดใหญ่ตอบโต้กองกำลังปากีสถานตามแนวชายแดน หลังเหตุการณ์ทิ้งระเบิดเกิดขึ้นก่อนหน้านั้น

คาบูล็อฟเสริมว่า "รัสเซียจะพิจารณาให้ความช่วยเหลือในฐานะคนกลางไกล่เกลี่ยระหว่างปากีสถานและอัฟกานิสถาน หากทั้งสองฝ่ายได้ร้องขอมา" เพื่อบรรเทาความตึงเครียดและหาทางออกทางการทูต

สถานการณ์ในพื้นที่ชายแดนระหว่างอัฟกานิสถานและปากีสถานยังคงตึงเครียดจากปฏิบัติการตอบโต้ที่เกิดขึ้น ซึ่งรัสเซียได้เน้นย้ำว่าความขัดแย้งควรได้รับการแก้ไขด้วยสันติวิธีและผ่านการเจรจา สะท้อนถึงบทบาทของมอสโกในฐานะผู้มีอิทธิพลในภูมิภาคนี้ที่พร้อมเข้ามามีส่วนร่วมในความขัดแย้งดังกล่าว

ที่มา : Sputnik

1 มีนาคม ของทุกปี “วันป้องกันภัยพลเรือนโลก” ย้ำความสำคัญเตรียมพร้อมรับภัยพิบัติ เตือนสติสังคมภัยพิบัติไม่รอใคร ย้ำอนาคตยั่งยืนต้องเริ่มจากการจัดการความเสี่ยง

(1 มี.ค. 69) ทุกวันที่ 1 มีนาคม ของทุกปีถูกจัดให้เป็น "วันป้องกันภัยพลเรือนโลก" เพื่อสร้างความตระหนักว่าภัยพิบัติและเหตุฉุกเฉินไม่เลือกเวลาเกิด และการเตรียมความพร้อมอย่างเป็นระบบคือกุญแจลดความสูญเสียที่เกิดขึ้นกับชีวิตและทรัพย์สินทั่วโลก

ในปี 2026 ธีมวันป้องกันภัยพลเรือนโลกคือ "Managing Environmental Risks for a Resilient and Sustainable Future" หรือ "การบริหารความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม เพื่ออนาคตที่ยืดหยุ่นและยั่งยืน" ซึ่งชี้ให้เห็นว่าภัยยุคใหม่เชื่อมโยงกับความเสี่ยงที่มีต่อตัวสิ่งแวดล้อม เช่น มลพิษ สารเคมี ไฟป่า น้ำท่วมฉับพลัน และเหตุฉุกเฉินจากสภาพอากาศสุดขั้ว

งาน "ป้องกันภัยพลเรือน" มุ่งเน้นวงจรครบถ้วน ตั้งแต่การลดความเสี่ยง วางแผนเตรียมพร้อม ซ้อมอพยพ ตอบโต้เหตุฉุกเฉิน กู้ภัยจนถึงการฟื้นฟูหลังเหตุการณ์ โดยใช้ความรู้ เทคนิคและการบริหารจัดการสอดคล้องกับความร่วมมือของประชาชนเพื่อให้ความสูญเสียลดลงอย่างมีประสิทธิภาพ

ในวันสำคัญนี้ประชาชนทั่วไปสามารถเริ่มกลับมา "ลงมือจริง" ด้วยการทำสิ่งง่าย เช่น ตั้งจุดนัดพบครอบครัว ทำรายชื่อเบอร์ติดต่อฉุกเฉิน จัดกระเป๋าฉุกเฉิน และเรียนรู้วิธีช่วยเหลือเบื้องต้น รวมทั้งซ้อมฝึกหนีไฟ เพื่อให้พร้อมรับมือเมื่อเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินจริง

โดยสรุป "ระบบ" จะทำงานได้ดีแค่ไหนก็ขึ้นกับความรู้และความพร้อมของ "คนในบ้าน" ซึ่งเป็นจุดสำคัญที่ "วันป้องกันภัยพลเรือนโลก" ต้องการสื่อสารให้ชัดเจนทุกปีว่า "อย่ามองว่าสิ่งเหล่านี้เป็นเพียงความรู้บนกระดาษ" แต่คือทักษะเอาตัวรอดและดูแลครอบครัวในยามวิกฤต

ที่มา : https://icdo.org/?utm_source=chatgpt.com

2 มีนาคม 2477 รัชกาลที่ 7 ทรงประกาศสละราชสมบัติ ขณะประทับอยู่ในประเทศอังกฤษ เปิดทางสู่ยุคใหม่ภายใต้รัฐธรรมนูญ เอกสารการเมืองชิ้นสำคัญที่สุดชิ้นหนึ่งของไทย

เมื่อวันที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2477 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว หรือ 'รัชกาลที่ 7' ทรงสละราชสมบัติ ณ Knowle House ประเทศสหราชอาณาจักร เหตุการณ์ครั้งนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์การเมืองไทยหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 เพราะเป็นการสิ้นสุดรัชสมัยของพระมหากษัตริย์พระองค์สุดท้ายที่ครองราชย์ทั้งก่อนและหลังระบบรัฐธรรมนูญเริ่มต้นขึ้น

เอกสารพระราชหัตถเลขาสละราชสมบัติระบุปี 2477 ตามระบบขึ้นปีใหม่แบบเดิม คือวันที่ 1 เมษายน ทำให้เดือนมกราคมถึงมีนาคมอยู่ในปีเดิม แต่หากเทียบกับระบบปัจจุบันซึ่งขึ้นปีใหม่ 1 มกราคม จะตรงกับปี 2478

ยุคนั้นไทยเพิ่งเปลี่ยนจากสมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็นราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ การเมืองช่วงตั้งไข่เต็มไปด้วยความขัดแย้งร้อนแรง 'รัชกาลที่ 7' ทรงมีพระราชประสงค์ให้ประชาชนมีสิทธิและเสรีภาพ แต่ไม่ประสงค์ยกอำนาจให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ทรงเลือกสละราชสมบัติเพื่อหลีกเลี่ยงความปั่นป่วนและความสูญเสียของชาติ

จากพระราชหัตถเลขา ทรงกล่าวไว้ว่าทรงเต็มใจสละอำนาจให้ "ประชาราษฎรโดยทั่วไป" แต่ไม่ทรงยอมให้อำนาจสิทธิขาดตกอยู่กับบุคคลหรือคณะใด

หลังสละราชสมบัติ สภาผู้แทนราษฎรได้อัญเชิญพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอานันทมหิดล ขึ้นทรงราชย์เป็น 'รัชกาลที่ 8' ซึ่งขณะนั้นยังเด็ก ทั้งนี้เหตุการณ์ดังกล่าวกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ระบอบรัฐธรรมนูญเดินหน้า และสถาบันทางการเมืองใหม่มีบทบาทกำหนดทิศทางประเทศจนถึงปัจจุบัน

ที่มา : https://www.silpa-mag.com/this-day-in-history/article_1746

หมอนทองวิทยาเดือด!! ไม่ใช่แค่ดราม่าบอลเด็ก แต่นี่คือ “ระบบไทย” ที่โตไม่ทันความดัง ชี้ปัญหาลึกซึ้งในทีมเยาวชนไทย เด็กถูกลากเป็นตัวประกันสงครามผู้ใหญ่

(2 มี.ค. 69) เรื่องดราม่าของทีมฟุตบอลโรงเรียนหมอนทองวิทยาล่าสุดไม่ใช่แค่เหตุการณ์ในวงการกีฬาเด็กทั่วไป แต่สะท้อนภาพรวมปัญหาสังคมไทยที่เกิดซ้ำในหลายวงการ ทั้งการศึกษา องค์กร และการเมือง

เหตุการณ์นี้เผยให้เห็นว่าเมื่อทีมเด็กที่มีชื่อเสียงถูกจับตามองมากขึ้น ความขัดแย้งและแรงกดดันก็ยิ่งเพิ่ม จนทำให้เด็ก ๆ กลายเป็นตัวประกันในความขัดแย้งของผู้ใหญ่ ทั้งในด้านการบริหารทีม การจัดตารางแข่งขัน และความคาดหวังของสังคมที่สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

จากการรายงานข่าว มีความซับซ้อนมากกว่าปัญหาความขัดแย้งส่วนบุคคล เผยให้เห็นจุดอ่อนในระบบสังคมที่ไม่สามารถรองรับความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในวงการกีฬาเยาวชนที่พึ่งพาบุคคลเก่งมากกว่าระบบที่มั่นคง พร้อมมีคำถามสำคัญเช่น "เด็กได้รับการคุ้มครองจากดราม่าสาธารณะหรือไม่"

บทเรียนสำคัญที่สังคมไทยควรตระหนักคือ การรักษาระบบสนับสนุนเยาวชนไม่ให้พังไปกับความขัดแย้งของผู้ใหญ่ รวมถึงการสร้างโครงสร้างบริหารที่ชัดเจน สิทธิหน้าที่ของโค้ช ชมรมและผู้ปกครองที่แยกออกจากกันอย่างชัดเจน และความโปร่งใสในการใช้ทรัพยากร

ถ้าสังคมไม่เปลี่ยนแปลง ปัญหาจะเกิดซ้ำในวงการอื่นต่อไป แต่ถ้าเรา "ยืนอยู่ฝั่งเดียวกับหลักการนี้" โดยปกป้องเด็ก ไม่ให้เป็นตัวประกันของผู้ใหญ่ ก็ดูเหมือนจะเป็นก้าวแรกของการแก้ไขปัญหาที่แท้จริ

รัฐบาลใหม่เร่งงาน!! เก้าสิบวันแรกของรัฐบาลใหม่ ภาคเอกชนไม่ได้ขอปาฏิหาริย์ แต่ขอ “สัญญาณว่ารัฐจะเอาเศรษฐกิจจริง” ก่อนความเชื่อมั่นพังตั้งแต่ยังไม่เริ่ม

(2 มี.ค. 69) ภายหลังการเลือกตั้งใหม่ ภาคเอกชนไทยส่งสัญญาณเรียกร้องให้รัฐบาลใหม่เร่งทำงานทันทีในช่วงเก้าสิบวันแรก โดยต้องชัดเจนเรื่องทีมเศรษฐกิจที่มีความรู้และทำงานได้ทันที เพื่อฟื้นความเชื่อมั่นและขับเคลื่อนเม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว

'หอการค้าไทย' เน้นย้ำว่ารัฐบาลต้องมีเสถียรภาพและอำนาจเต็มเพื่อดำเนินงบประมาณและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง พร้อมฝากข่าวถึงความสำคัญของทีมงานที่ "รู้งาน-เข้าใจงาน-ทำงานได้ทันที" ไม่ใช่แค่การแบ่งตำแหน่งโควตาการเมือง ขณะที่ 'ส.อ.ท.' เตือนว่าการตั้งครม.มีผลต่อความเชื่อมั่นนักลงทุนโดยตรง

คณะกรรมการร่วมภาคเอกชนสามสถาบัน (กกร.) แสดงความกังวลต่อความล่าช้าในการเบิกจ่ายงบลงทุนและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ พร้อมเน้นว่าไม่ใช่แค่คำว่า "กระตุ้น" แต่ต้องมีความชัดเจนเรื่องวิธีการและเวลาที่เม็ดเงินจะถึงผู้ประกอบการและประชาชนจริง

นอกจากนี้ ภาคเอกชนยังขอให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาปากท้องและหนี้ครัวเรือนเป็นวาระแรก เน้นการช่วยเหลือเอสเอ็มอีที่ขาดสภาพคล่องด้วยมาตรการเฉพาะกลุ่มเพื่อเสริมความอยู่รอดของผู้ประกอบการ รวมถึงการรับมือกับแรงกดดันส่งออกและเงินบาทแข็งค่า เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันของไทย

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญคือการลดคอร์รัปชันและทุนเท่าที่เป็นต้นทุนแฝงที่ทำลายเศรษฐกิจ ภาคเอกชนเรียกร้องให้มีแผนงานและกลไกที่ชัดเจน พร้อมระบุว่า "สิ่งที่ภาคเอกชนกำลังบอกจริง ๆ คือขอ 'รัฐที่ตัดสินใจได้' ไม่ใช่ 'รัฐที่พูดเก่ง'" โดยเก้าสิบวันแรกจึงเป็นช่วงเวลาที่พิสูจน์ความพร้อมของรัฐบาลใหม่ในการบริหารวิกฤตเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นต่อประเทศ

ไวรัลไม่ใช่เรื่องเล่น!! “คนไม่ใช่หุ่นยนต์” คือใบแจ้งหนี้ของตลาดแรงงานไทย ตัวเลขว่างงานอาจต่ำ แต่ความเหนื่อยล้าของคนทำงาน “สูงขึ้นทุกวัน”

(2 มี.ค. 69) เพลง "คนไม่ใช่หุ่นยนต์" ของลุงสุนเพลงสั้นกลายเป็นเสียงสะท้อนที่ทรงพลังของตลาดแรงงานไทยยุคนี้ โดยแม้ตัวเลขว่างงานยังต่ำ แต่แรงงานจำนวนมากประสบกับงานที่หนัก ผันผวน และเกินลิมิตความทนทานของมนุษย์

เพลงนี้ไม่ได้เป็นเพียงไวรัลหรือความบันเทิงบน TikTok เท่านั้น แต่เป็นประโยคสาธารณะที่แสดงความจริงพื้นฐานของชีวิตการทำงาน "ก็แดดมันร้อน คนไม่ใช่หุ่นยนต์" เป็นคำแสดงความเหนื่อยล้าของคนทำงานอย่างตรงไปตรงมา ในขณะที่เทคโนโลยีอย่าง AI และ Automation มีบทบาทมากขึ้นในตลาดแรงงาน

บทความระบุว่าการแข่งขันและความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ กดดันให้แรงงานต้องแบกรับภาระมากขึ้นและรายได้ไม่เพิ่มตาม งานระดับกลางที่จะถูกแทนที่หรือกดดันให้ไม่มั่นคงเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ในขณะที่ SME ที่เป็นฐานจ้างงานหลักต้องเผชิญความท้าทายด้านการเข้าถึงทุนและผลิตภาพ

ผู้แต่งเพลงใช้ภาษาชาวบ้านเพื่อสื่อสารเรื่องใหญ่ระดับโลกอย่าง AI อย่างชาญฉลาด เรียกได้ว่าเป็นอัจฉริยะเชิงการสื่อสารที่เปลี่ยนเพลงไวรัลให้เป็นประเด็นสาธารณะสำคัญ "คนที่อยู่รอดในยุค AI คือคนที่ใช้ความเป็นมนุษย์ได้ดีที่สุด ไม่ใช่คนที่ทนที่สุด" คือบทเรียนสำคัญที่เพลงนี้สอนไว้

การใช้เทคโนโลยีต้องมุ่งลดภาระงานหนัก พร้อมกับเร่งพัฒนา reskill, upskill แรงงาน และยกระดับมาตรฐานการทำงานให้สอดคล้องกับขีดจำกัดของมนุษย์เพื่อให้ตลาดแรงงานไทยมีความยั่งยืนในอนาคต

รฟม. ล้างหนี้!! เปิดเกมมหากาพย์รถไฟฟ้าสายสีเขียว หนี้เรื้อรังปะทุ ซับซ้อนหลายฝ่าย กทม. รับภาระหลังโอนกิจการ ศาลสั่งจ่ายเงินปิดหลายคดีแต่ยังไม่จบ

หลังจากเลือกตั้งสมาชิกผู้แทนราษฎรจบกันไปหมาดๆ ตอนนี้กลับเริ่มเห็นสนามเลือกตั้งย่อยเริ่มมาคึกคักกันอีกรอบแล้ว ไม่ใช่ที่ไหนเลยนั่นคือสนามเลือกตั้งผู้ว่ากรุงเทพนั่นเอง และช่วงนี้ก็มีข่าวออกมาว่าผู้ว่าคนปัจจุบันคือฮีโร่ที่ล้างหนี้กับ รฟม. แล้ว ดังนั้นวันนี้ก่อนที่ทุกคนจะตกเป็นเหยื่อไอโอ เอย่าจะมาเล่าเรื่องของมหากาพย์ รฟม. ให้ทุกคนได้ทราบกันคะ

เราต้องมาย้อนมหากาพย์รถไฟฟ้าในกรุงเทพเมืองฟ้าอมรนี้ก่อน ก่อนอื่นเอย่าขอพาย้อนไปในช่วงปี 2535 ที่ตอนนั้น พล.ต.จำลอง ศรีเมือง เป็นผู้ว่าฯกทม. เริ่มมีแนวคิดอยากแก้ไขปัญหาเรื่องรถติดในกรุงเทพด้วยการสร้างรถไฟฟ้า ซึ่งในขณะนั้น BTS ก็ชนะการประมูลสัมปทานก่อสร้างและเดินรถไฟฟ้าในกรุงเทพฯ เป็นระยะเวลา 30 ปี เป็นสัญญาแบบ BOT (Build, Operate, Transfer) หรือ BTS รับผิดชอบดูแลการก่อสร้างโยธาทุกอย่าง ทั้งทางยกระดับ ระบบราง ตัวสถานี โรงซ่อมบำรุง ดำเนินการเดินรถและซ่อมบำรุง โดยรถไฟฟ้าสร้างเสร็จและเปิดให้บริการครั้งแรกในปี 2542 ซึ่งในตอนนั้นมีแค่ 2 สาย 23 สถานี คือ สายสีลม (เขียวเข้ม) : ระหว่าง สนามกีฬาแห่งชาติ – สะพานตากสิน และ สายสุขุมวิท (เขียวอ่อน) : ระหว่าง หมอชิต – อ่อนนุช ณ เวลานั้นค่าโดยสารอะไรทั้งหมด BTS รับไปเต็มๆ เพราะลงทุนทุกอย่างเองหมด พอจบสัมปทาน 30 ปี ถึงยกทรัพย์สินทุกอย่างให้กับ กทม. ซึ่งปีที่หมดสัมปทานคือ 2572 นั่นเอง

ความวุ่นวายเริ่มก่อตัวขึ้นจากการมีการทำรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายได้แก่ สายสีลม (สีเขียวเข้ม) จากสถานีสะพานตากสิน ถึงสถานีบางหว้า และ สายสุขุมวิท (สีเขียวอ่อน) จากสถานีอ่อนนุชถึงสถานีแบริ่ง โดยในส่วนนี้ กทม. เป็นคนจ่ายค่าก่อสร้างโยธาทั้งหมด ทางยกระดับ ตัวสถานี ระบบราง ฯลฯ โดย กทม. ในยุค ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ลงนามเซ็นต์สัญญาว่าจ้าง BTS เป็นผู้ดูแลเรื่องการเดินรถและซ่อมบำรุง ในส่วนต่อขยายที่ 1 ที่เพิ่งสร้างขึ้นมา เป็นระยะเวลา 30 ปี ในส่วนนี้มีจุดที่เป็นประเด็นอยู่คือ สัญญานี้เพิ่มระยะเวลาให้ BTS เป็นผู้ดูแลเรื่องการเดินรถและซ่อมบำรุงเส้นทางเดิมที่จะครบกำหนดอายุสัมปทานในปี 2572 ที่เป็นส่วนรถไฟฟ้าส่วนแรกอีกด้วย โดยอายุของสัญญาที่เซ็นต์เพิ่มนี้จะหมดในปี 2585 ละจากจุดนี้เองที่เป็นจุดเริ่มต้นของปัญหานี้ของ รฟม. และ กทม. กล่าวคือ เมื่อทาง BTS ได้เงินมาทาง BTS ต้องเอารายได้จากการขายตั๋วนำส่งให้ กทม. เพราะ กทม. เป็นผู้ว่าจ้าง ส่วนทาง BTS นั้น เป็นเพียงผู้ดูแลเรื่องการเดินรถและซ่อมบำรุงในฐานะลูกจ้างของ กทม. อีกต่อนั่นเอง
.
ต่อมามีการต่อส่วนขยายที่ 2 เพิ่มเติมได้แก่ สายสุขุมวิท (เขียวอ่อนเหนือ) จากสถานีหมอชิตถึงสถานีคูคต และ สายสุขุมวิท (เขียวอ่อนใต้) จากสถานีแบริ่งถึงสถานีเคหะฯ จะพบว่าสถานีปลายทางทั้ง 2 สายไม่ได้อยู่ในพื้นที่กรุงเทพแล้วแต่ไปอยู่ในพื้นที่ของปทุมธานีและสมุทรปราการ ดังนั้นส่วนต่อขยายที่นอกเหนือกรุงเทพนั้นในยุคที่นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรีด้มีมติให้ รฟม. เป็นผู้รับผิดชอบในส่วนของค่าก่อสร้างทั้งหมด แต่ทว่ารถไฟฟ้านั้นวิ่งยาวต่อเนื่องเป็นสายเดียวกัน มีเจ้าของหลายคน หลายช่วงต่อ มีปัญหาเรื่องการเก็บเงิน แจกจ่ายรายได้ต่างๆ ฯลฯ ในปี 2558 กระทรวงคมนาคมได้มีมติเปลี่ยนให้ กทม. เป็นรับผิดชอบการเดินรถโครงการสายสีเขียวทั้งหมด กลายเป็นว่า กทม. ต้องรับโอนหนี้ค่าก่อสร้างประมาณ 6 หมื่นล้านบาทในส่วนต่อขยายจาก รฟม. มาด้วยนั่นเอง

จากนั้นทางกรุงเทพได้ให้บริษัท กรุงเทพธนาคม คำถามคือบริษัทกรุงเทพธนาคมคือใคร เอย่าจะตอบสั้นๆเข้าใจง่ายๆคือ บริษัทกรุงเทพธนาคม คือบริษัทที่มีกรุงเทพมหานครถือหุ้นใหญ่มีหน้าที่เป็นวิสาหกิจของกรุงเทพมหานคร ทำหน้าที่คล้ายรัฐวิสาหกิจของท้องถิ่น โดยมีหน้าที่จัดทำบริการสาธารณะและบริหารจัดการสาธารณูปโภค เช่น ขนส่งมวลชนสิ่งแวดล้อมและกิจการพิเศษนั่นเอง ซึ่งกรุงเทพธนาคมได้ว่าจ้าง BTS ในการติดตั้งงานระบบและเป็นผู้เดินรถต่ออีกทอดหนึ่ง กลายเป็นว่า สัญญาให้ BTS ดูแลส่วนบริการเดินรถและซ่อมบำรุงโครงการรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายที่ 2 จุดนี้ด้วย เป็นระยะเวลา 25 ปี โดยสัญญาจะสิ้นสุดในปี 2585 ต่อมากรุงเทพธนาคม ได้ซื้องานระบบไฟฟ้าและเครื่องกล (E&M) จากบีทีเอส และจากตรงนี้เป็นจุดสร้างหนี้เพิ่มอีก 23,312 ล้านบาท ซึ่งหนี้ก้อนนี้เกิดจากค่าใช้จ่ายในการติดตั้งระบบไฟฟ้าและเครื่องกล (Electrical and Mechanical - E&M) สำหรับโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยายที่ 2 นั่นเอง

ในยุคผู้ว่าฯ อัศวินขวัญเมืองมีความพยายามที่จะไม่ใช้เงินของ กทม. ในการเข้ามาจัดการแก้ปัญหาหนี้ก้อนนี้ โดยทางผู้ว่าอัศวิน ในเวลานั้นได้เสนอแนวทางการแก้ไขโดยใช้โมเดลการลงทุน PPP แบบ Net Cost หรือคือการการร่วมทุนที่เอกชนรับความเสี่ยงด้านรายได้และค่าใช้จ่ายทั้งหมด (รับรายได้ค่าบริการเอง) โดยเอกชนจะรับผิดชอบออกแบบ ก่อสร้าง จัดหาเงินทุน และเดินรถ โดยมีหน้าที่จ่ายค่าสัมปทานหรือส่วนแบ่งรายได้ให้ภาครัฐ ซึ่งทำให้รัฐลดภาระทางการเงินและหนี้สาธารณะได้ดีกว่า โดยวิธีนี้มีข้อดีคือ ภาครัฐลดภาระงบประมาณได้สูงสุด ไม่ต้องแบกรับความเสี่ยงรายได้ต่ำกว่าเป้า ในขณะที่ก็มีข้อจำกัดคือ เอกชนอาจไม่สนใจหากโครงการมีความเสี่ยงสูง และรัฐบาลควบคุมราคาค่าโดยสารได้ยากกว่า เพราะเอกชนต้องดูแลรายได้เองทั้งหมด และนี่เองที่ทำให้เมื่อเข้าสู่คณะรัฐมนตรีแล้วไม่ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี

รฟม. เริ่มฟ้อง กทม. ในปี 2564 รฟม. ได้ฟ้อง กทม. ที่ 2 คดีคือ คดีที่ รฟม. ฟ้องเรียกค่าจ้างเดินรถ/ระบบ (O&M / E&M) โดยมี บริษัท กรุงเทพธนาคม และ กทม. เป็น คู่กรณี กับคดีดีที่ รฟม. ฟ้อง กทม. เป็นคดีเกี่ยวกับ “ภาระหนี้ค่าก่อสร้างส่วนต่อขยาย” หลังโอนโครงการ โดย ณ วันนี้ ในส่วนที่ รฟม. ฟ้องเรียกค่าจ้างเดินรถ/ระบบ (O&M / E&M) นั้นบางสัญญาคดีถึงที่สุดแล้วและศาลมีคำสั่งให้ กทม. ชำระนี้เป็นเงินสด โดย กทม. ก็ต้องทำตามคำสั่งศาลโดยการจัดสรรงบประมาณและรายได้จาก กทม. มาจ่ายหนี้ในส่วนนี้นั่นเอง สรุปสั้นๆนะคะ คดี O&M นั้นหลายคดีจบแล้วจ่ายปิดไปแล้ว แต่ไม่ใช่ทุกคดี ส่วนคดี ภาระหนี้ค่าก่อสร้างส่วนต่อขยาย” หลังโอนโครงการ นั้นคดียังอยู่ในชั้นศาลคะ

จากการที่ฝ่ายประชาสัมพันธ์ของ กทม. ก็ดี หรือไอโอของผู้ว่าท่านปัจจุบันที่พยายามมองว่านี่คือฮีโร่หรืออะไรก็ตาม เอย่าบอกแค่ว่า ท่านแค่ปฏิบัติตัวในการเป็นลูกหนี้ที่ดีตามคำสั่งศาลเท่านั้นคะ ส่วนทาง BTS หรือจะเรียกได้ว่าเป็น รฟม. ได้โพสต์ว่า “หนี้ยังไม่หมดนะครั้บบบผม หยอกน๊าคุณน้าา” ก็คือเอาความจริงมาขยี้ที่มีแค่คนข้างในไม่กี่คนที่ทราบสตอรี่ที่แท้จริงนั่นเอง


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top