Sunday, 7 June 2026
TheStatesTimes

ดร. มนธ์สินี กีรติไกรนนท์ เผยยุทธศาสตร์นวัตกรรม AI และการวางระบบคลาวด์เพื่ออนาคตสาธารณสุขไทย ในงาน RWE Health

กรุงเทพมหานคร (20 พฤศจิกายน 2566) – ในงานสัมมนาด้านสุขภาพระดับสูง "Keep it Real with Real-World Evidence (RWE)" ดร. มนธ์สินี กีรติไกรนนท์ ผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีระดับโลก ได้นำเสนอแผนแม่บทการยกระดับบริการภาครัฐสู่ยุคดิจิทัล ด้วยประสบการณ์บริหารกว่า 20 ปีในบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำ ดร. มนธ์สินี ได้ชี้ให้เห็นว่าการผสานสถาปัตยกรรม Cloud-native และ AI คือกุญแจสำคัญในการพลิกโฉมการบริการสาธารณสุขของไทย

ดร. มนธ์สินี เน้นย้ำว่าการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบคลาวด์ที่ทันสมัยประกอบด้วย 3 เสาหลักสำคัญ:

  • โครงสร้างพื้นฐานที่ยืดหยุ่น: ใช้เทคโนโลยี Microservices เพื่อให้ระบบสาธารณสุขทำงานได้ต่อเนื่อง 99.99% แม้ในช่วงที่มีความต้องการใช้งานสูงระดับประเทศ.
  • ข้อมูลอัจฉริยะ (Data Intelligence): วางระบบคลังข้อมูลกลางเพื่อเปลี่ยนข้อมูลที่ซับซ้อนให้เป็นข้อมูลเชิงลึกที่ใช้งานได้จริง.
  • การมีส่วนร่วมผ่าน AI (Engagement): ใช้ระบบตอบโต้อัจฉริยะเพื่อมอบบริการที่รวดเร็วและตรงใจประชาชนแบบเรียลไทม์.

ความสำเร็จที่เป็นรูปธรรม: การขยายผล AI ใน 13 เขตสุขภาพ ประเด็นที่น่าสนใจคือความสำเร็จของการนำอัลกอริทึม Deep Learning มาใช้คัดกรองโรคเบาหวานขึ้นจอประสาทตาแบบอัตโนมัติ ซึ่งช่วยดูแลผู้ป่วยไปแล้วกว่า 30,000 ราย ใน 13 เขตสุขภาพทั่วไทย โดยโครงการนี้ถือเป็นต้นแบบของระบบ "Data-driven Care" ที่มีประสิทธิภาพสูง.

นอกจากนี้ ดร. มนธ์สินี ยังคาดการณ์ถึงการมาถึงของ Multimodal LLMs ที่จะช่วยให้ AI สามารถวิเคราะห์ทั้งภาพถ่ายทางการแพทย์ 3 มิติ และประวัติการรักษาที่ซับซ้อนได้พร้อมกัน เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการวินิจฉัยโรค

"คุณค่าที่แท้จริงของ AI ในภาครัฐ คือการเปลี่ยนข้อมูลให้เป็นความเข้าใจที่ยึดถือมนุษย์เป็นศูนย์กลาง เพื่อช่วยชีวิตและยกระดับคุณภาพการรักษาให้ประชาชนทุกคน" ดร. มนธ์สินี กล่าวสรุป

เกี่ยวกับ ดร. มนธ์สินี กีรติไกรนนท์ ดร. มนธ์สินี กีรติไกรนนท์ เป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีที่มีประสบการณ์กว่า 20 ปี โดยเคยดำรงตำแหน่งผู้บริหารในบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง AI Advocate ของคณะทำงานแผนแม่บทดิจิทัลระดับประเทศ 

วิสัยทัศน์นวัตกรรม AI เพื่อ Smart City และ การดูแลสุขภาพระยะยาว (Longevity) วางแผนแม่บทดิจิทัล เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทย

กรุงเทพมหานคร – ในงานสัมมนาการเปลี่ยนแปลงสู่ดิจิทัลระดับสูงที่จัดขึ้นเร็วๆ นี้ ด้วยความร่วมมือกับ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa), ดร. มนธ์สินี กีรติไกรนนท์ ผู้บริหารจากบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำระดับโลก และที่ปรึกษากลยุทธ์ AI (AI Advocate) ได้นำเสนอวิสัยทัศน์เชิงยุทธศาสตร์ในการนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้สร้างประเทศไทยที่ยืดหยุ่น น่าอยู่ และยั่งยืน ด้วยประสบการณ์บริหารกว่า 20 ปีในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีภาครัฐระดับโลก ดร. มนธ์สินี ได้ร่วมเป็นวิทยากรและผู้ร่วมเสวนาคนสำคัญในหัวข้อ Smart City (เมืองอัจฉริยะ) และ Longevity (การดูแลสุขภาพระยะยาว)

AI เพื่อ Smart City: เปลี่ยนจากระบบแยกส่วนสู่เมืองที่คาดการณ์ได้ ในเซสชัน "AI for Smart City" ดร. มนธ์สินี ได้วางแผนแม่บทในการเปลี่ยนเมืองให้เป็นพื้นที่ที่น่าอยู่และมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับเกณฑ์เมืองอัจฉริยะของ depa ทั้ง 7 ด้าน

ดร. มนธ์สินี ได้สรุปกลยุทธ์สำคัญโดยเน้นย้ำถึงการเปลี่ยนผ่านจากการจัดเก็บข้อมูลแบบแยกส่วน (Data Silos) สู่สถาปัตยกรรมแบบ Cloud-native และ Open Data เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานของเมือง การใช้มาตรฐานทางเทคนิคที่ทันสมัย รวมถึงเครื่องมืออย่าง modern AI และคลังข้อมูลกลาง จะช่วยให้เมืองสามารถยกระดับในด้านต่างๆ ได้อย่างเป็นรูปธรรม:

  • ความปลอดภัยสาธารณะ (Smart Living): การใช้วิดีโอวิเคราะห์ตามเวลาจริง (Real-time Video Analytics) เพื่อตรวจจับและป้องกันเหตุการณ์.
  • การเดินทางอัจฉริยะ (Smart Mobility): การเพิ่มประสิทธิภาพการจราจรด้วยโมเดลคาดการณ์.
  • การมีส่วนร่วมของประชาชน (Smart Governance): การใช้ระบบตอบโต้อัจฉริยะเพื่อมอบบริการภาครัฐที่รวดเร็วแบบเรียลไทม์.

AI เพื่อ Longevity: การดูแลสุขภาพด้วยข้อมูลเพื่อสังคมสูงวัย นอกเหนือจากโครงสร้างพื้นฐานของเมือง ดร. มนธ์สินี ยังได้ร่วมเป็นผู้เสวนาคนสำคัญในหัวข้อ "AI for Longevity" โดยได้ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองถึงการผสานเทคโนโลยี AI, คลาวด์ และเฮลธ์แคร์ เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านของประเทศไทยสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์

ดร. มนธ์สินี ได้ชี้ให้เห็นว่าหลักการของการดูแลด้วยข้อมูล (Data-driven Care) ที่ใช้ใน Smart City สามารถนำมาประยุกต์ใช้เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและการเข้าถึงบริการสาธารณสุขของผู้สูงอายุได้ โดยมีแอปพลิเคชันหลักประกอบด้วย:

  • การบริหารจัดการสุขภาพเชิงป้องกัน: การใช้การวิเคราะห์ข้อมูลคาดการณ์เพื่อระบุปัญหาสุขภาพก่อนที่จะกลายเป็นระยะรุนแรง
  • การติดตามผลระยะไกลและเมืองอัจฉริยะ: การอำนวยความสะดวกในระบบ IoT เพื่อการดูแลที่บ้าน (Home Care) และระบบการแพทย์ทางไกล (Telehealth) เพื่อให้สามารถอาศัยอยู่ในพื้นที่เดิมได้อย่างยั่งยืน
  • ประสิทธิภาพของระบบสาธารณสุข: การเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานของระบบการดูแลระยะยาวผ่านการจัดสรรทรัพยากรและการบูรณาการข้อมูลที่ดีขึ้น

"เป้าหมายสูงสุดของการใช้ AI ในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นการยกระดับเมืองให้เป็น Smart City หรือการเสริมสร้าง Longevity คือการยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยทุกคน และรับประกันการเข้าถึงมาตรฐานเทคนิคระดับสากล"ดร. มนธ์สินี กีรติไกรนนท์ กล่าวสรุปภายในงาน

เกี่ยวกับ ดร. มนธ์สินี กีรติไกรนนท์ ดร. มนธ์สินี กีรติไกรนนท์ เป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีที่มีประสบการณ์กว่า 20 ปี โดยเคยดำรงตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงในบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำระดับโลก ปัจจุบันดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาบอร์ดบริหารบริษัทเอกชน และ AI Advocate ของคณะทำงานแผนแม่บทดิจิทัลระดับประเทศ โดยมีความเชี่ยวชาญด้านการจัดทำแผนแม่บทดิจิทัลระดับประเทศ และการประยุกต์ใช้โซลูชันภาครัฐที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์

 

บีโอไอถกยานยนต์ หนุนมาตรการยานยนต์ไฟฟ้า กระตุ้นตลาดไทยรับรัฐบาลใหม่ ขับเคลื่อนห่วงโซ่อุปทานไทย สร้างฐานผลิตยานยนต์อนาคต

บีโอไอถกกลุ่มยานยนต์ เตรียมแพ็กเกจหนุนผู้ประกอบการ เสนอรัฐบาลใหม่

บีโอไอเปิดเวทีหารือผู้บริหารอุตสาหกรรมยานยนต์ ถกทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ ท่ามกลางความท้าทายรอบด้าน พร้อมหารือข้อเสนอ 3 เรื่องสำคัญ หนุนความต่อเนื่องของมาตรการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า (xEV) การกระตุ้นตลาดรถยนต์ในประเทศ และการยกระดับห่วงโซ่อุปทานยานยนต์ไทย (Localization) เพื่อเตรียมจัดทำแพ็กเกจสนับสนุนอุตสาหกรรมยานยนต์ เสนอต่อรัฐบาลใหม่

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2569 บีโอไอได้จัดประชุมหารือกับผู้บริหาร 4 สมาคมหลักของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ประกอบด้วย นายสุวัชร์ ศุภกาญจน์เดชากุล นายกสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย (TAIA) นายสุโรจน์ แสงสนิท นายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT) นายสมพล ธนาดำรงศักดิ์ นายกสมาคมผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทย (TAPMA) และนางสาวยุพิน บุญศิริจันทร์ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองต่อทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย และรับฟังข้อเสนอจากภาคเอกชนเพื่อเตรียมจัดทำมาตรการสนับสนุนอุตสาหกรรมยานยนต์อย่างเป็นระบบ รองรับการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย และรักษาความเป็นฐานการผลิตยานยนต์สำคัญของโลก เพื่อเสนอต่อรัฐบาลใหม่ต่อไป

จากการประชุมครั้งนี้ ภาคเอกชนได้มีข้อเสนอมาตรการ 3 ด้านที่สำคัญ เพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์ โดยเฉพาะการสร้างฐานการผลิตอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าให้แข็งแกร่งและยั่งยืน ได้แก่

1. ความต่อเนื่องของมาตรการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า (xEV) ทั้งด้านการลงทุน การผลิต การส่งเสริมการส่งออก และการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า โดยให้ครอบคลุมยานยนต์ไฟฟ้าทุกประเภท ทั้ง HEV, PHEV และ BEV เพื่อให้การพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของไทยเป็นไปอย่างต่อเนื่อง และสามารถรักษาโมเมนตัมของการลงทุนได้อย่างยั่งยืน

2. การกระตุ้นความต้องการของตลาดรถยนต์ในประเทศ เนื่องจากปัญหาหนี้ครัวเรือนและ
ความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ ได้ทำให้ตลาดรถยนต์หดตัวอย่างรุนแรงในช่วงกว่า 2 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะรถปิกอัพที่เป็นรถเชิงพาณิชย์และมีผู้ผลิตชิ้นส่วนในห่วงโซ่อุปทานจำนวนมากกว่ารถยนต์ประเภทอื่น ภาคเอกชนจึงขอให้รัฐบาลพิจารณามาตรการกระตุ้นตลาดในประเทศ เช่น การให้นำค่าใช้จ่ายในการซื้อรถไปหักภาษีเงินได้ในอัตราสูงกว่าปกติ หรือมาตรการรถเก่าแลกรถใหม่ รวมทั้งการเพิ่มสัดส่วนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าทุกประเภทในหน่วยงานภาครัฐ เป็นต้น

3. การยกระดับห่วงโซ่อุปทานยานยนต์ไทย (Localization) โดยเสนอให้รัฐบาลพิจารณาให้แต้มต่อเป็นพิเศษสำหรับรถยนต์ที่ผลิตในประเทศ ลดการนำเข้ารถยนต์จากต่างประเทศ รวมทั้งการผลักดันให้ผู้ผลิตยานยนต์ไฟฟ้าเพิ่มการใช้ชิ้นส่วนในประเทศมากขึ้น ผ่านมาตรการของหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งกรมศุลกากร (Free Zone) กรมสรรพสามิต (โครงสร้างภาษีสรรพสามิต) กระทรวงอุตสาหกรรม (หลักเกณฑ์กระบวนการผลิตที่เป็นสาระสำคัญ) และบีโอไอ (มาตรการส่งเสริมการลงทุน)

ทั้งนี้ ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลไทยโดย “คณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ หรือบอร์ดอีวี” ได้ออกมาตรการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้ามาอย่างต่อเนื่อง ครอบคลุมยานยนต์ไฟฟ้าทุกประเภท ทั้ง HEV, PHEV และ BEV รวมทั้งชิ้นส่วนสำคัญ เช่น แบตเตอรี่, มอเตอร์ขับเคลื่อน, อินเวอร์เตอร์ ฯลฯ ตลอดจนมาตรการสนับสนุนให้กลุ่มรถยนต์สันดาปภายใน (ICE) สามารถเปลี่ยนผ่านไปสู่เทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า (xEV) โดยออกแบบมาตรการให้สอดคล้องกับทิศทางการลงทุนและสภาพตลาดของอุตสาหกรรมยานยนต์ในแต่ละ Segment อีกทั้งยังได้ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศ (Local Content) เพื่อสนับสนุนการเชื่อมโยงผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมยานยนต์ยุคใหม่ ซึ่งผลของมาตรการดังกล่าว ได้ทำให้ประเทศไทยสามารถดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าให้เข้ามาสร้างฐานการผลิตในประเทศ และสามารถพัฒนาเป็นอุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่เติบโตควบคู่กับฐานอุตสาหกรรมยานยนต์เดิมได้

นายนฤตม์ กล่าวเพิ่มเติมว่า “อุตสาหกรรมยานยนต์ของไทยกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญ บีโอไอพร้อมรับฟังข้อเสนอและทำงานร่วมกับภาคอุตสาหกรรมอย่างใกล้ชิด เพื่อร่วมกันพัฒนามาตรการสนับสนุนที่เหมาะสมในทุกมิติ ทั้งด้านการสร้างการเติบโตของตลาดในประเทศ การส่งเสริมการส่งออกไปยังตลาดโลก การรักษาการแข่งขันที่เป็นธรรม การยกระดับและเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก เพื่อให้อุตสาหกรรมยานยนต์ของไทยสามารถปรับตัวสู่เทคโนโลยียานยนต์ยุคใหม่ และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในการเป็นฐานการผลิตยานยนต์สำคัญของโลก”

เชื่อมโยงยุทธศาสตร์ AI สู่ประสบการณ์ระดับโลก นำคณะ UTCC ศึกษาดูงานนวัตกรรมดิจิทัล ณ สิงคโปร์

สิงคโปร์ –ดร. มนธ์สินี กีรติไกรนนท์ ผู้บริหารจากบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำระดับโลก และที่ปรึกษากลยุทธ์ AI (AI Advocate)ได้จัดโครงการแลกเปลี่ยนเรียนรู้เชิงนวัตกรรมให้กับคณะจากหลักสูตรผู้บริหารระดับสูงของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย (UTCC) โดยมุ่งเน้นการเปลี่ยนผ่านจากทฤษฎีในห้องเรียนสู่การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีในระดับสากล

การวางรากฐาน: ยุทธศาสตร์การเปลี่ยนผ่านด้วย AI (AI Transformation) โครงการเริ่มต้นด้วยการบรรยายพิเศษโดย ดร. มนธ์สินี กีรติไกรนนท์ ในหัวข้อเกี่ยวกับ AI  ณ ม.หอการค้า ประเทศไทย เพื่อเตรียมความพร้อมให้กับผู้เข้าร่วมก่อนการดูงานจริง โดยสรุปประเด็นสำคัญจากการบรรยายประกอบด้วย:

  • วิวัฒนาการของปัญญาประดิษฐ์: การทำความเข้าใจจาก Predictive AI สู่ยุคของ Generative AI และพลังของ Large Language Models (LLMs) ในการขับเคลื่อนธุรกิจ.
  • ระบบนิเวศข้อมูลอัจฉริยะ: การวางโครงสร้าง Smart Analytics และการใช้คลังข้อมูลกลาง (BigQuery) เพื่อสร้างประสบการณ์แบบเฉพาะบุคคล (Hyper-Personalization).
  • นวัตกรรมเพื่อสังคม: ตัวอย่างการใช้ AI ในระดับมหภาค ทั้งในด้านสาธารณสุข (ARDA) และการสร้างเมืองอัจฉริยะ (Smart City) ที่เน้นความยั่งยืน.

ประสบการณ์จริง: สัมผัสนวัตกรรมระดับโลก ณ สิงคโปร์ หลังจากการวางรากฐานทางทฤษฎี ดร. มนธ์สินี ได้นำคณะเข้าศึกษาดูงาน ณ สำนักงานใหญ่ของบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำในประเทศสิงคโปร์ เพื่อรับฟังการอัปเดตเทคโนโลยีล่าสุดจากทีมวิศวกรและผู้เชี่ยวชาญระดับโลก โดยเน้นการเรียนรู้วัฒนธรรมวิศวกรรมที่ผลักดันให้เกิดนวัตกรรมที่เปลี่ยนโลกได้จริง

"เป้าหมายของคือการพาผู้เข้าร่วมย้ายจากหน้าจอในห้องเรียน มาสัมผัสนวัตกรรมระดับโลกด้วยตัวเอง" ดร. มนธ์สินี กล่าวสรุป "การเชื่อมโยงวิสัยทัศน์ทางวิชาการของม.หอการค้า เข้ากับประสบการณ์จริงจากทีมงานชั้นนำในสิงคโปร์ จะช่วยสร้างแรงบันดาลใจและพัฒนาศักยภาพผู้นำรุ่นใหม่ให้พร้อมรับมือกับโลกยุค AI ได้อย่างแข็งแกร่ง"

ร่วมวิสัยทัศน์ “Digital Tourism” ติดอาวุธ AI ให้ผู้บริหาร ททท. โซนยุโรป รุกตลาดท่องเที่ยวโลก

กรุงเทพมหานคร (13 กรกฎาคม 2567) – ดร.มนธ์สินี กีรติไกรนนท์ อดีตผู้บริหารองค์กรเทคโนโลยีชั้นนำของโลกและ AI Advocate ระดับแนวหน้าของเมืองไทย ได้รับเกียรติจาก นายศิริปกรณ์ เชี่ยวสมุทร รองผู้ว่าการด้านตลาดยุโรป แอฟริกา ตะวันออกกลาง และอเมริกา การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เป็นวิทยากรพิเศษบรรยายในหัวข้อ การปรับตัวของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยภายใต้บริบทดิจิทัล โดยมุ่งเน้นการใช้เทคโนโลยีขั้นสูงและข้อมูลในการขับเคลื่อนกลยุทธ์เพื่อเข้าถึงนักท่องเที่ยวทั่วโลกอย่างแม่นยำ ให้แก่กลุ่มผู้บริหารและผู้อำนวยการ ททท. สำนักงานในโซนยุโรป เพื่อยกระดับกลยุทธ์การตลาดดิจิทัลสู่ระดับสากล

โดยไฮไลต์สำคัญจากการบรรยาย ได้แก่ 4 เสาหลักสู่ความสำเร็จ (The 4 Strategic Pillars) ซึ่งทางดร. มนธ์สินี ได้นำเสนอแนวทางเชิงรุกสำหรับ ททท. และผู้ประกอบการท่องเที่ยว ผ่าน 4 กลยุทธ์หลัก ได้แก่:

  1. Online Influencer Marketing: การใช้ Micro-influencers ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะกลุ่ม (Niche) เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและกระตุ้นการมีส่วนร่วมผ่านแคมเปญที่โต้ตอบได้จริง
  2. Video & Short-Form Content: เน้นการเล่าเรื่อง (Storytelling) ผ่าน TikTok, Instagram Reels และ YouTube Shorts รวมถึงการทำ Live Streaming เพื่อสร้างความต้องการท่องเที่ยวแบบฉับพลัน
  3. OTA Advancement: การใช้ AI-powered virtual assistants และเทคโนโลยีล่าสุดบนแพลตฟอร์มจองที่พักออนไลน์ เพื่อมอบประสบการณ์การบริการที่ไร้รอยต่อและตรงใจผู้ใช้งาน
  4. Data Analytics & AI: การเปลี่ยนผ่านจาก Traditional Approach ไปสู่ Data-driven Strategy โดยใช้ Google Big Query และ Machine Learning ในการวิเคราะห์ "User Propensity Score" เพื่อทำนายพฤติกรรมและแบ่งกลุ่มลูกค้าแบบ Hyper-segmentation

เข้าใจพฤติกรรมนักท่องเที่ยวด้วยการสร้าง "Customer Propensity" และการวัดค่า CLV

ดร.มนธ์สินี เน้นย้ำว่าหัวใจสำคัญของการท่องเที่ยวสมัยใหม่คือการรู้จักลูกค้าให้ลึกซึ้ง (Know Your Consumers) ผ่านการวิเคราะห์ Data Profile ทั้งพฤติกรรมการใช้จ่าย, ฤดูกาลที่มีผลต่อการตัดสินใจ และการคำนวณ Customer Lifetime Value (CLV) เพื่อให้ ททท. สามารถออกแบบแคมเปญการตลาดที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวที่มีคุณภาพและสร้างรายได้เข้าประเทศอย่างยั่งยืน

"การปรับเปลี่ยนสู่กลยุทธ์ที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล ไม่ใช่แค่เรื่องของเทคโนโลยี แต่คือการเปลี่ยนวิธีที่เราตอบคำถามสำคัญๆ เช่น ความสัมพันธ์ระหว่างค่าใช้จ่ายและประเทศต้นทาง หรือปัจจัยทางเศรษฐกิจที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเดินทาง เพื่อให้เราเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่มีมูลค่าสูงได้อย่างมีประสิทธิภาพ" ดร.มนธ์สินี กล่าว

 

 

ผวาปิดฮอร์มุซ!! สหรัฐฯ-อิหร่านปะทุ “Perfect Storm” เขย่าพลังงานโลก ดีเซลต้นทุนพุ่ง +5.53 บาท วิกฤตน้ำมันลามทั่วโลก ต้นทุนกลั่นดีดแรง คนไทยตื่นตระหนกแห่ตุนน้ำมันทั่วประเทศ

 

สถานการณ์สหรัฐฯ-อิหร่าน สร้าง 'Perfect Storm' วิกฤตพลังงานทั่วโลก

สัญญาณต้นทุนดีเซลดีด +5.53 บาท/ลิตร คนไทยแห่ตุนน้ำมัน

ฝ่าทางรอดประเทศไทย “เอทานอล” พลังงานสำรอง ศักยภาพกำลังผลิต 6.92 ล้านลิตร/วัน

             สถานการณ์สหรัฐอเมริกา กับ อิหร่าน จุดชนวนพายุสมบูรณ์แบบต่อราคาน้ำมันทั่วโลก (Perfect Storm) สัญญาณวิกฤตพลังงาน ต้นทุนน้ำมันดิบและค่าการกลั่นปรับตัวสูงขึ้น วันที่ 4 มี.ค. 69 ต้นทุนดีเซล +5.53 บาท/ลิตร เบนซิน ออกเทน 95 +2.92 บาท/ลิตร หวั่นปิดช่องแคบฮอร์มุซในอนาคต ราคาน้ำมันพุ่งไม่หยุด คนไทยตื่นตระหนกแห่ตุน ปั้มน้ำมันปิดให้บริการ ฝ่าทางรอดประเทศไทยขับเคลื่อน E20 เป็นน้ำมันพื้นฐาน ชูศักยภาพกำลังการผลิตเอทานอล 6.92 ล้านลิตร/วันจากโรงงาน 28 แห่งทั่วประเทศ เป็นพลังงานสำรองพร้อมรับความต้องการใช้งานทันที

สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกา กับ อิหร่าน ที่ทวีความรุนแรง ซึ่งส่งผลกระทบต่อ “ตะวันออกกลาง” ซึ่งเป็นเส้นเลือดใหญ่พลังงานของโลกทันที ในระยะอันใกล้หากมีการปิดช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นทางหลักในการขนส่งน้ำมันดิบกว่า 20% ของทั่วโลกหรือราว 17-18 ล้านบาร์เรล/วัน โดยเฉพาะการขนส่งจากประเทศผู้ส่งออกอย่างซาอุดีอาระเบีย อิรัก และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ รวมทั้งยังมีปัจจัยจากความขัดแย้งระหว่างรัสเซีย-ยูเครน ความเสี่ยงนโยบายและกำลังการผลิตของกลุ่ม OPEC+ ฯลฯ อาจกระทบต่อราคาน้ำมันทั่วโลก ส่งผลให้เกิดสถานการณ์ที่เรียกว่า ‘Perfect Storm’ หรือพายุสมบูรณ์แบบต่อราคาน้ำมันทั่วโลก

ทั้งนี้ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่าน ส่งผลให้น้ำมันดิบมีแนวโน้มจะสูงขึ้น โดยต้นทุนน้ำมันดิบและค่าการกลั่นปรับตัวสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เมื่อเทียบกับวันที่ 2 มี.ค. 69 และวันที่ 4 มี.ค. 69 ต้นทุนหน้าโรงกลั่น (Ex-Refinery) ดีเซล พุ่งจาก 18.9924 เป็น 24.5248 บาท/ลิตร (เพิ่มขึ้น +5.53 บาท) ส่วน เบนซิน ออกเทน 95 ต้นทุนพุ่งจาก 16.6187 เป็น 19.5381 บาท/ลิตร (เพิ่มขึ้น +2.92 บาท) ซึ่งเมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2569  ปั๊มน้ำมันในประเทศไทยได้ปรับราคาขึ้น สร้างความตื่นตระหนกให้กับประชาชนคนไทยเกิดกระแสตุนน้ำมันทั่วประเทศ ทำให้ปั๊มน้ำมันเริ่มปิดการให้บริการ ขณะที่โครงสร้างราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในเขตกรุงเทพมหานคร ประจำวันที่ 4 มีนาคม 2569 สรุปราคาขายปลีกน้ำมัน (Retail Price) เบนซิน ออกเทน 95 ราคา 39.14 บาท/ลิตร, แก๊สโซฮอล์ 95 E10 ราคา 30.55 บาท/ลิตร แก๊สโซฮอล์ 91 ราคา 30.18 บาท/ลิตร, แก๊สโซฮอล์ 95 E20 ราคา 28.34 บาท/ลิตร, แก๊สโซฮอล์ 95 E85 ราคา 26.29 บาท/ ลิตร, ดีเซล (H-DIESEL) ราคา 29.94 บาท/ลิตร และ LPG ราคา 25.87 บาท/กิโลกรัม

สำหรับประเทศไทย ปัจจุบันพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบมากกว่า 70%  หากเส้นทางช่องแคบฮอร์มุซ หยุดลงชั่วคราว ผลกระทบต่อไทยจะเกิดขึ้นในทันที เพราะปริมาณน้ำมันสำรองของประเทศไทยมีอยู่ราว 61 วัน โดยเป็นน้ำมันสำเร็จรูปสำรอง 38 วัน และน้ำมันดิบในเรือที่พ้นช่องแคบมาแล้วอีก 23 วัน ซึ่งตัวเลขนี้ ไม่ได้แปลว่าประเทศไทยจะมีความมั่นคงทางพลังงาน 2 เดือนเต็ม เพราะโรงกลั่นไทยต้องใช้น้ำมันดิบจากตะวันออกกลางเป็นสัดส่วนสูง หากขนส่งหยุดลงนานกว่าระยะสำรอง โรงกลั่นจะขาดวัตถุดิบ ส่งผลให้การผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงสะดุด ทำให้ราคาน้ำมันปรับขึ้นต่อเนื่อง ต้นทุนขนส่งสูงขึ้น สินค้าอุปโภคบริโภคปรับเพิ่มขึ้น และกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมลดกำลังการผลิตลง

ทั้งนี้ทางรอดที่ยั่งยืนของประเทศไทย คือการยกระดับเอทานอล เป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนพลังงานสะอาดที่ประเทศไทยมีความได้เปรียบจากการผลิตมันสำปะหลังภายในประเทศอยู่แล้ว หากภาครัฐเร่งผลักดันให้ E20 เป็นน้ำมันเบนซินพื้นฐานของประเทศ จะสร้างความมั่นคงทางพลังงานอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมรับมือกับความผันผวนของราคาพลังงานโลก และลดการพึ่งพานำเข้าน้ำมันดิบลงได้ทันที 10% ของกลุ่มเบนซิน ซึ่งจะเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับเศรษฐกิจและสร้างความมั่นคงพลังงานของไทยในระยะยาว ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยมีกำลังการผลิตเอทานอลสูงสุดรวมประมาณ 6.92 ล้านลิตร/วัน จากโรงงานผลิตเอทานอลรวมทั้งสิ้น 28 แห่ง สามารถเป็นพลังงานสำรองรับกับความต้องการใช้งานจริงได้ทันที นอกจากนี้ยังมีกำลังการผลิตสำรองอีกมากกว่า 50–60% หากมีการขยายตัวหรือส่งเสริมการใช้ E20 จากทางภาครัฐ  

ประชาสัมพันธ์และส่งข่าวเผยแพร่ กรุณาติดต่อ: คุณพิภพ (ท้อป) โทร. 081-9298864 

(ในนามสมาคมเอทานอลจากมันสำปะหลัง)

อาเซียนชี้สถานการณ์รุนแรง ติดตามใกล้ชิดความขัดแย้งตะวันออกกลาง แสดงความกังวลรุนแรงจากการโจมตี เรียกร้องยุติสู้รบทันทีทุกฝ่าย ย้ำสำคัญเคารพกฎหมายระหว่างประเทศ

รัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2569 ถึงสถานการณ์ที่ทวีความรุนแรงในตะวันออกกลาง หลังการโจมตีระหว่างอิสราเอล สหรัฐอเมริกา และสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน รวมถึงการตอบโต้ของอิหร่านต่อหลายประเทศในภูมิภาค โดยเตือนว่าความตึงเครียดนี้เป็นภัยคุกคามต่อชีวิตประชาชนและความมั่นคงทั้งในภูมิภาคและระดับโลก

ในแถลงการณ์ยังระบุว่าการบานปลายของวิกฤตเกิดขึ้นในช่วงที่มีความพยายามทางการทูต รวมถึงการเจรจาไกล่เกลี่ยโดยรัฐสุลต่านโอมาน เป้าหมายเพื่อหาทางออกอย่างสันติ พร้อมย้ำว่า "เราติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและแสดงความกังวลอย่างยิ่ง" ต่อเหตุการณ์นี้

อาเซียนเรียกร้องให้ทุกฝ่ายยุติการสู้รบทันที ใช้ความยับยั้งชั่งใจสูงสุด และแก้ไขความขัดแย้งด้วยการทูตเพื่อรักษาสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาค พร้อมยืนยันพันธกรณีของทุกประเทศในการแก้ไขความขัดแย้งอย่างสันติ พร้อมเคารพอธิปไตยและกฎหมายระหว่างประเทศ รวมถึงการปกป้องพลเรือนตามมติคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ

นอกจากนี้ อาเซียนยังเน้นย้ำความมุ่งมั่นในการให้ความช่วยเหลือฉุกเฉินแก่พลเมืองอาเซียนในสถานการณ์วิกฤตตามปฏิญญาการช่วยเหลือทางกงสุลและฉุกเฉินของอาเซียน เพื่อรองรับผลกระทบจากความขัดแย้งครั้งนี้อย่างเร่งด่วนและมีประสิทธิภาพ

1. เราติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและแสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อการทวีความรุนแรงของความขัดแย้งในตะวันออกกลางภายหลังการโจมตีที่อิสราเอลและสหรัฐอเมริการิเริ่มขึ้นต่อสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 และการโจมตีตอบโต้ในเวลาต่อมาโดยสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านต่อหลายประเทศในภูมิภาค รวมถึงราชอาณาจักรบาห์เรน ราชอาณาจักรฮาเชมิตแห่งจอร์แดน รัฐคูเวต สุลต่านแห่งโอมาน รัฐกาตาร์ ราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย สาธารณรัฐอาหรับซีเรีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งยังคงเพิ่มความตึงเครียดในตะวันออกกลาง และเป็นภัยคุกคามร้ายแรงต่อชีวิตและความปลอดภัยของพลเรือน ตลอดจนสันติภาพและความมั่นคงในระดับภูมิภาคและระดับโลก เราเรียกร้องให้ทุกประเทศเคารพกฎหมายระหว่างประเทศ รวมถึงกฎบัตรสหประชาชาติ (UN Charter)

2. การบานปลายของสถานการณ์นี้เป็นเรื่องที่น่าเสียใจอย่างยิ่ง เนื่องจากเกิดขึ้นท่ามกลางความพยายามทางการทูตที่กำลังดำเนินอยู่ รวมถึงการริเริ่มไกล่เกลี่ยโดยรัฐสุลต่านโอมาน ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อหาทางออกโดยการเจรจา

3. เราเน้นย้ำถึงความสำคัญของการยุติการสู้รบโดยทันที และเรียกร้องให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องใช้ความยับยั้งชั่งใจอย่างสูงสุด หลีกเลี่ยงการกระทำใดๆ ที่อาจทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงไปอีก และแก้ไขความขัดแย้งผ่านทางการทูตและการเจรจาเพื่อรักษาผลประโยชน์ในการรักษาสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาค

4. เรายืนยันอีกครั้งถึงพันธกรณีของทุกรัฐในการแก้ไขความขัดแย้งของตนด้วยวิธีการสันติ และเคารพในอธิปไตยและบูรณภาพดินแดนของทุกชาติ ตามกฎหมายระหว่างประเทศ รวมถึงกฎบัตรสหประชาชาติ นอกจากนี้ เรายังย้ำอีกครั้งถึงพันธกรณีในการปกป้องพลเรือนและโครงสร้างพื้นฐานพลเรือนในความขัดแย้งทางอาวุธให้สอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศและมติที่เกี่ยวข้องของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ

5. เราขอย้ำอีกครั้งถึงความมุ่งมั่นร่วมกันในการให้ความช่วยเหลือฉุกเฉินแก่พลเมืองอาเซียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลานี้ ตามปฏิญญาอาเซียนว่าด้วยแนวทางการให้ความช่วยเหลือทางกงสุลโดยคณะผู้แทนประเทศสมาชิกอาเซียนในประเทศที่สามแก่พลเมืองของประเทศสมาชิกอาเซียนอื่น และแนวทางการให้ความช่วยเหลือฉุกเฉินโดยคณะผู้แทนอาเซียนในประเทศที่สามแก่พลเมืองของประเทศสมาชิกอาเซียนในสถานการณ์วิกฤต

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=10163623158552225&id=625882224&rdid=JWvgSr36gDeEHSWr#

แบมแบมลุยแฟชั่น!! เผยปีนี้ลองสิ่งใหม่ เล็งเต็มตัวก่อนอายุ 30 อาจแทบไม่ได้ขึ้นเวที เน้นแฟชั่น-ธุรกิจร่วมมือใหม่

(5 มี.ค. 69) แบมแบม กันต์พิมุกต์ ภูวกุล ประกาศแผนปีนี้ในการเปิดทางทำงานนอกเหนือจากเพลงที่เขาคุ้นเคย โดยตั้งใจจะลงลึกในเส้นทางแฟชั่นอย่างเต็มตัว ก่อนที่จะเข้าสู่อายุ 30 ปีในเดือนพฤษภาคมนี้ พร้อมกับย้ำว่าอาจแทบไม่ได้ขึ้นเวทีคอนเสิร์ตในปีนี้

"ปีนี้ไม่ได้เล่นหนังชัวร์ๆ เพราะผมยังไม่มั่นใจในการแสดง" แบมแบมกล่าวในงาน "The Symphony of GLOWolution" ที่ลานพาร์ค พารากอน พร้อมกับเผยแผนจะลองทำสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อน ทั้งด้านแฟชั่นและธุรกิจ โดยไม่มีการกำหนดไทม์ไลน์ที่ชัดเจน "ผมจะไม่รีบร้อน มีความสุขกับขั้นตอนนั้น แล้วค่อยปล่อยออกมา" เขาเผยผ่านงานนี้

แม้จะอยู่ในโหมดแฟชั่นอยู่แล้ว แต่เขาต้องการขยายขอบเขตให้มากขึ้น โดยคร่าวๆ เขาประเมินว่าโครงการใหม่นี้ทำไปแล้วประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ และยังตั้งใจจะทดลองสิ่งใหม่ๆ ให้แฟนคลับได้ชมกัน "ปีนี้อาจจะได้เห็นอะไรใหม่ๆ ที่ไม่เคยเห็นในตัวผมมาก่อน" แบมแบมกล่าว

เขายังเล่าถึงการเซอร์ไพรส์ไปเยี่ยม 'มาร์ค ต้วน' ในแฟนมีตติ้งที่มาเก๊า พร้อมยืนยันว่าปีนี้จะลดการขึ้นเวทีอย่างชัดเจน เพื่อให้เวลากับเรื่องแฟชั่นและธุรกิจที่เขาตั้งใจทำมากขึ้น

นอกจากนี้ แบมแบมยังชี้แจงเรื่องเลือดกำเดาไหลที่เกิดขึ้นว่าเป็นเพียงอุบัติเหตุเล็กน้อยและไม่มีความรุนแรง เขาย้ำว่า "ผมโอเคครับ ไม่ได้เป็นอะไรมาก"

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/entertainment/news_10159792

ศึกอิหร่านยังไม่จบ!! สภาสูงไม่ผ่านมติคุม “อำนาจสงคราม” ของทรัมป์ เสียงข้างน้อยสนับสนุน ร่างโดยเดโมแครต ข้อเสนอต้องให้รัฐสภาอนุมัติใช้กำลังทหาร เหตุโจมตีอิหร่าน-อิสราเอลเพิ่มความตึงเครียด

(5 มี.ค. 69) วุฒิสภาสหรัฐอเมริกาลงมติไม่รับรองร่างมติที่จำกัดอำนาจทางทหารของประธานาธิบดี 'โดนัลด์ ทรัมป์' ต่ออิหร่านตามผลการลงคะแนนเชิงกระบวนการล่าสุด โดยมีวุฒิสมาชิก 53 คนคัดค้าน ในขณะที่สนับสนุนเพียง 47 คน

ร่างมติดังกล่าวเสนอให้สหรัฐฯ ต้องได้รับการอนุมัติจากรัฐสภาก่อนดำเนินปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่าน และกำหนดให้ประธานาธิบดีต้องยุติการเกี่ยวข้องของกองกำลังสหรัฐฯ ที่ไม่ได้รับอนุญาตภายใน 30 วัน เว้นแต่เป็นเหตุผลกรณีภัยคุกคามที่ใกล้จะเกิดขึ้นหรือการโจมตีโดยตรงต่อสหรัฐฯ

'แรนด์ พอล' วุฒิสมาชิกรีพับลิกันจากเคนทักกี เป็นผู้สนับสนุนร่างมติในพรรครีพับลิกันเพียงคนเดียว ขณะที่ 'จอห์น เฟตเทอร์แมน' สมาชิกเดโมแครตเห็นต่างจากพรรค

การลงมติดังกล่าวมีขึ้นหลังจากที่สหรัฐฯ และอิสราเอลโจมตีเป้าหมายในอิหร่านรวมถึงกรุงเตหะรานส่งผลให้เกิดความเสียหายและผู้เสียชีวิตในหมู่พลเรือน รวมทั้งตอบโต้กันด้วยการโจมตีพื้นที่ของอิสราเอลและฐานทัพสหรัฐฯ ทั่วตะวันออกกลาง

เหตุการณ์นี้สะท้อนความขัดแย้งที่รุนแรงและซับซ้อนในภูมิภาค โดยการปะทะที่เพิ่มขึ้นส่งผลต่อเสถียรภาพและความมั่นคงระดับนานาชาติอย่างชัดเจน

ที่มา : Sputnik

6 มีนาคม 2502 พระบาทสมเด็จพระจ้าอยู่หัว รัชการที่ 9 เสด็จฯ เยี่ยม “พสกนิกรภาคใต้” ครั้งแรก เป็นวันสำคัญของประวัติศาสตร์ไทย หมุดหมายสำคัญของการเสด็จเยี่ยมราษฎร

เมื่อวันที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2502 เป็นวันสำคัญของประวัติศาสตร์ไทย เพราะเป็นการเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมราษฎรในภาคใต้ครั้งแรกอย่างเป็นทางการของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช หรือ 'รัชกาลที่ 9' และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ การเยี่ยมเยือนนี้ได้รับการบันทึกไว้อย่างชัดเจนโดยหอภาพยนตร์แห่งประเทศไทย

หอภาพยนตร์เผยแพร่ภาพยนตร์ประวัติศาสตร์ซึ่งบันทึกเส้นทางการเสด็จฯ ครอบคลุมจังหวัดต่าง ๆ ทางภาคใต้ ได้แก่ นครปฐม ชุมพร พังงา ภูเก็ต กระบี่ นครศรีธรรมราช ตรัง พัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะลา นราธิวาส และสุราษฎร์ธานี โดยเริ่มเดินทางจากสถานีสวนจิตรลดาด้วยรถไฟ การเสด็จครั้งนี้จึงสะท้อนมิติทางภูมิศาสตร์ของภาคใต้ทั้งฝั่งอ่าวไทยและทะเลอันดามันในทริปเดียว

จังหวัดต่าง ๆ อย่างสงขลาและระนอง ยังคงรำลึกถึงเหตุการณ์ในปี 2502 อย่างต่อเนื่องโดยจัดทำสื่อและพื้นที่ท่องเที่ยวที่เกี่ยวข้อง อาทิ "Royal Initials Rocks" ที่จารึกพระปรมาภิไธยย่อบนก้อนหินเพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งการเสด็จฯ

หลักฐานการเสด็จฯ นี้ยังถูกรวบรวมเป็นหนังสือโดยสำนักพระราชวังที่ได้รับการบรรณานุกรมและเก็บรักษาในห้องสมุดหลายแห่ง รวมทั้งเป็นส่วนหนึ่งของแหล่งข้อมูลทางประวัติศาสตร์ที่ยืนยันความสำคัญของเหตุการณ์นี้ได้อย่างชัดเจน

กล่าวโดยสรุป วันที่ 6 มีนาคม พ.ศ.2502 คือวันเปิดทริปประวัติศาสตร์ครั้งแรกอย่างเป็นทางการของ 'รัชกาลที่ 9' ในการเยี่ยมเยือนพสกนิกรภาคใต้ ซึ่งยังคงอยู่ในความทรงจำของผู้คนและแวดวงประวัติศาสตร์ไทยจนถึงปัจจุบัน

ที่มา : https://www.youtube.com/watch?v=EEGmN902AxE


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top