Sunday, 7 June 2026
TheStatesTimes

เศรษฐกิจไทยฟื้นแรง GDP ไทยโต 2.5% ไตรมาส 4 ปี 2568 UBS ประเมินปี 2569 โต 2.3% ลงทุนภาครัฐเพิ่ม 13.3% หนุนเศรษฐกิจ ครัวเรือนขยับยอดใช้และความเชื่อมั่นสูงขึ้น

งานสัมมนา ‘UBS OneASEAN Summit 2026’ เชื่อมโยงนักลงทุนระดับโลกกับมุมมองเชิงลึกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

กรุงเทพฯ 5 มีนาคม 2569 – เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งในไตรมาสที่ 4 ปี 2568 โดยอัตราการเติบโตของ GDP เร่งตัวขึ้นเป็น 2.5% ปีต่อปี จาก 1.2% ในไตรมาสที่ 3 ซึ่งเกินกว่าการคาดการณ์ของตลาดทั้งหมด รวมถึงประมาณการของ UBS ที่สูงกว่าฉันทามติ (UBSe: 1.7% ปีต่อปี; ฉันทามติ: 1.3% ปีต่อปี; Bloomberg ประมาณการระหว่าง 0.7% ถึง 1.9%) ตัวเลขที่ดีกว่าการคาดการณ์บ่งชี้ถึงการบริหารจัดการทางการคลังที่ดีขึ้น โดยผลกระทบเชิงบวกได้ขยายไปสู่อุปสงค์ภาคเอกชนอย่างเห็นได้ชัด ดังนั้น UBS จึงปรับเพิ่มการคาดการณ์การเติบโตของ GDP ปี 2569 เป็น 2.3% (จากเดิม 2.0%) และคาดว่าธนาคารแห่งประเทศไทยจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเป็น 0.75% ในไตรมาสที่ 4 ปี 2569

การลงทุนภาครัฐเพิ่มขึ้น 13.3% ปีต่อปีในไตรมาสที่ 4 และเพิ่มขึ้น 15.1% ไตรมาสต่อไตรมาสสำหรับทั้งปี โดยสรุปภาพรวมการลงทุนภาครัฐของทั้งปี เพิ่มขึ้น 8.9% ซึ่งเป็นอัตราที่แข็งแกร่งที่สุดนับตั้งแต่ปี 2559 และเกือบสองเท่าของปี 2567 ขณะที่การสะสมทุนถาวรเบื้องตน (Gross Fixed Capital Formation: GFCF) จากภาคเอกชนขยายตัวในระดับปานกลางอยู่ที่ 3.5% การเร่งตัวในไตรมาสที่ 4 เป็นผลจากโครงการคมนาคมควบคู่ไปกับโครงสร้างพื้นฐานด้านการบริหารจัดการน้ำที่ได้รับการอนุมัติจากรัฐบาลก่อนหน้านี้ เนื่องจากภาคการก่อสร้างคิดเป็นประมาณ 8-9% ของ GDP โดยแบ่งเป็นภาครัฐประมาณ 5% และภาคเอกชน 3% จึงสามารถบ่งชี้ว่าการลงทุนที่ได้รับอนุมัติแล้วเริ่มมีส่วนในการสนับสนุนการก่อตัวของทุนโดยรวมอย่างยั่งยืนมากขึ้น หากการส่งต่อการลงทุนจากภาครัฐไปสู่ภาคเอกชนดำเนินต่อไป เราประมาณการว่า GFCF รวมสามารถเติบโตได้ถึง 5.3% ในปี 2569 ซึ่งจะมีส่วนสนับสนุนประมาณ 1.3 จุดเปอร์เซ็นต์ หรือประมาณครึ่งหนึ่งของการเติบโตของ GDP โดยรวม

รายจ่ายของครัวเรือนเพิ่มขึ้น 3.3% ปีต่อปี ซึ่งเป็นอัตราการเติบโตที่แข็งแกร่งที่สุดในรอบปี คล้ายกับเมื่อปีที่แล้ว การเติบโตนี้ขับเคลื่อนโดยมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล โดยเฉพาะโครงการ “คนละครึ่งพลัส” มูลค่า 4.4 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นโครงการที่มอบเงินสนับสนุนประมาณ 2,000 บาทต่อคน แก่ผู้มีสิทธิเกือบ 20 ล้านคน โดยมีค่าใช้จ่ายทางการคลังประมาณ 4 หมื่นล้านบาทจนถึงปัจจุบัน นอกจากนี้ยอดขายรถยนต์ยังฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว (+26.4% ปีต่อปี) สะท้อนการซื้อล่วงหน้าก่อนสิ้นสุดมาตรการสนับสนุนรถยนต์ไฟฟ้าของภาครัฐ ขณะที่ภาคบริการยังคงแข็งแกร่งขึ้นเช่นเดียวกัน โดยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับตัวขึ้นเป็น 51.3 ในเดือนมกราคม จาก 50 ในเดือนตุลาคม

แนวโน้มเศรษฐกิจของอาเซียนและประเทศไทยเป็นหัวข้อสำคัญในการงานสัมมนา UBS OneASEAN Summit ครั้งที่ 14 ซึ่งรวบรวมนักลงทุนสถาบันกว่า 850 ราย ผู้ที่มีอิทธิพลในการผลักดันและกำหนดนโยบาย รวมถึงผู้นำในอุตสาหกรรม เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลเชิงลึกล่าสุดและแนวคิดเกี่ยวกับการลงทุนสำหรับปี 2569

นิโคโล แมกนี (Nicolo Magni) หัวหน้าฝ่ายธนาคารโลก ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียใต้ ของ UBS Global Banking กล่าวว่า “งานสัมมนา OneASEAN Summit ของเราได้เติบโตอย่างแข็งแกร่งต่อเนื่องตลอดหลายปีที่ผ่านมา โดยได้นำนักลงทุนสถาบันกว่า 850 ราย บริษัทชั้นนำ และผู้นำทางความคิดระดับโลกมาร่วมหารือถึงแนวโน้มสำคัญที่กำหนดสภาพแวดล้อมทางธุรกิจในปัจจุบัน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังคงเป็นทางเลือกเชิงกลยุทธ์สำหรับนักลงทุน เราคาดว่าปัจจัยขับเคลื่อนที่แข็งแกร่งจะดำเนินต่อไปตลอดทั้งปี 2569 และตลาดทุนมีแนวโน้มที่จะมีความคึกคักมากขึ้นในภาคสุขภาพ อสังหาริมทรัพย์ และสินค้าอุปโภคบริโภค”

เกรซ ลิม (Grace Lim) นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสภูมิภาคอาเซียนและเอเชียที่ UBS Investment Bank Global Research กล่าวว่า “เราคาดว่าการเติบโตของ GDP ในอาเซียน 6 ประเทศจะอยู่ที่ประมาณ 4.9% ในปี 2569 ซึ่งสะท้อนถึงช่วงเวลาของการขยายตัวอย่างมั่นคง ภูมิภาคนี้ยังคงได้รับประโยชน์จากการบูรณาการเข้าไปในห่วงโซ่มูลค่าการผลิตระดับโลก ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากตลาดภายในประเทศที่มีขนาดใหญ่ สภาวะการเติบโตยังคงเอื้ออำนวย โดยการบริโภคของครัวเรือนเป็นแรงขับเคลื่อนที่สำคัญในอินโดนีเซีย การลงทุนภาคเอกชนเพิ่มขึ้นในไทยและฟิลิปปินส์ และจุดแข็งด้านการส่งออกเทคโนโลยีในสิงคโปร์และมาเลเซีย”

การประชุมตลอดทั้งสองวันนี้นำเสนอภาพรวมที่ครอบคลุมของภูมิทัศน์การลงทุนระดับโลก พร้อมทั้งวิเคราะห์ผลกระทบต่อเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผู้เข้าร่วมได้มีส่วนร่วมในการอภิปรายและแบ่งปันข้อมูลเชิงลึกในหัวข้อ อาทิ ความไม่สมดุลทางการค้าโลก โอกาสการลงทุนในจีน ญี่ปุ่น และยุโรป แนวโน้มของทองคำและโลหะมีค่า วิวัฒนาการของสินทรัพย์ดิจิทัลและ AI ในอาเซียน ตลอดจนการพัฒนาระบบพลังงานใหม่สำหรับเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วย AI

ผู้บรรยายในการประชุมครั้งนี้ประกอบด้วย สุหสิล นาซารา (Suahasil Nazara) รองรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง สาธารณรัฐอินโดนีเซีย; แบรด เซ็ตเซอร์ (Brad Setser) ผู้ปรึกษาสภาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ (Council on Foreign Relations); อัลเฟรด ชิปเก้ (Alfred Schipke) ศาสตราจารย์มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์; ศาสตราจารย์เคน จิมโบ (Ken Jimbo) ศาสตราจารย์มหาวิทยาลัยเคโอ; ปีเตอร์ คอนติ-บราวน์ (Peter Conti-Brown) คณะบริหารธุรกิจวอร์ตัน มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย; วิลเลียม ดัลริมเพิล (William Dalrymple) นักประวัติศาสตร์และนักเขียน

เกี่ยวกับ UBS
UBS (Union Bank of Switzerland) เป็นผู้จัดการความมั่งคั่งชั้นนำระดับสากลและเป็นธนาคารเพื่อการพาณิชย์ชั้นนำในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ นอกจากนี้ยังให้บริการโซลูชันการจัดการสินทรัพย์ที่หลากหลายและโดดเด่นด้านการลงทุนที่มุ่งเน้นเฉพาะทาง UBS บริหารจัดการสินทรัพย์เพื่อการลงทุนมูลค่ากว่า 7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ณ ไตรมาสที่ 4 ปี 2568 UBS ช่วยให้ลูกค้าบรรลุเป้าหมายทางการเงินผ่านคำแนะนำเฉพาะบุคคล โซลูชัน และผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ โดยมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่เมืองซูริก ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ และดำเนินธุรกิจในกว่า 50 ตลาดทั่วโลก หุ้นของ UBS Group จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์สวิสเอสไอเอ็กซ์ (SIX Swiss Exchange) และตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก (NYSE)

ที่มา : เมธาวรินทร์ มณีกูลพันธ์
โทเทิล ควอลิตี้ พีอาร์ (ประเทศไทย) จำกัด 02 260 5820 [email protected]

ดันสุขภาพหญิง!! เคทีซีจับมือ OSIM กระตุ้นสุขภาพ เฉพาะผู้หญิงยุคใหม่ เน้นความสำคัญสุขภาวะ มอบสิทธิพิเศษมากมายตลอดแคมเปญ เร่งเพิ่มความตระหนักเรื่องสุขภาพอย่างยั่งยืน

เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ร่วมเป็นพันธมิตรกับ OSIM (โอซิม) ผู้นำด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อสุขภาพระดับโลก เดินหน้าส่งเสริมสุขภาวะ (Well-being) ของผู้หญิงยุคใหม่ ผ่านแคมเปญ “Empowerment Begins With Self-Worth” เนื่องในวันสตรีสากล โดยมุ่งสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้หญิงเห็นคุณค่าในตัวเอง และให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพอย่างยั่งยืน ในบริบทที่ผู้หญิงวัยทำงานเผชิญทั้งความเครียดและอาการปวดเมื่อยจากพฤติกรรมนั่งทำงานต่อเนื่อง งานวิจัยระดับนานาชาติและองค์การอนามัยโลกล่าสุดสะท้อนว่า อาการปวดหลังส่วนล่างพบในผู้หญิงสูงกว่าผู้ชายอย่างมีนัยสำคัญ ในขณะที่กองสถิติของสหประชาชาติ หรือ United Nations Statistics Division (UNSD) ชี้ภาวะ “สุขนิยม” (Pursuit of Everyday Happiness) เป็น 1 ใน 3 เทรนด์ใหญ่ของผู้บริโภคไทยปี 2025 ที่พบเด่นชัดในผู้หญิงวัยทำงาน
.
แคมเปญนี้สะท้อนบทบาทของเคทีซีและ OSIM ที่ต้องการส่งเสริมสุขภาพกาย–ใจและสมดุลชีวิตของลูกค้า โดยเฉพาะผู้หญิงยุคใหม่ที่ต้องรับภาระหลายด้านในแต่ละวัน การเลือกใช้โซลูชันเพื่อการพักผ่อนและฟื้นฟู เช่น เก้าอี้นวดอัจฉริยะ OSIM uDivine V3 Smart Massage Chair เปรียบเสมือนการลงทุนที่คุ้มค่าในระยะยาว และเป็นการให้คุณค่ากับตัวเองผ่านการดูแลสุขภาพอย่างจริงจัง โดยเคทีซียังมอบสิทธิพิเศษให้กับสมาชิกบัตรเครดิตเคทีซี และบัตรกดเงินสด “เคทีซี พราว” ที่เลือกซื้อผลิตภัณฑ์ OSIM ตลอดช่วงแคมเปญ
.
ระหว่างวันที่ 1-31 มีนาคม 2569 เพื่อสนับสนุนให้ผู้หญิงทุกคนได้เลือกสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับตัวเอง อันเป็นรากฐานของพลังที่แท้จริงตามแนวคิดของแคมเปญ “Empowerment Begins With Self-Worth รับฟรี uMask Eye Massager มูลค่า 1,990 บาท เมื่อมียอดซื้อครบ 10,000 บาทขึ้นไป รับฟรี uZap Body Vibration Exercise Machine มูลค่า 32,990 บาท เมื่อซื้อเก้าอี้นวด OSIM รุ่นใดก็ได้ พร้อมดูแลสุขภาพและความผ่อนคลายสำหรับผู้หญิง รับทันที 500 บาท เมื่อทั้งคุณและเพื่อนซื้อสินค้าร่วมรายการ พิเศษสุด รับส่วนลด 50% สาหรับการซื้อ uStiletto จากปกติ 20,990 บาท เหลือเพียง 10,495 บาท รับสิทธิผ่อน 0% นาน 10 เดือน และรับเครดิตเงินคืนสูงสุด 38,000 บาท หรือรับเครดิตเงินคืน สูงสุด 24,000 บาทเมื่อชำระเต็มจำนวน
.
คุ้มค่ายิ่งขึ้น สำหรับสมาชิกบัตรเครดิตเคทีซี เมื่อแลกคะแนน KTC FOREVER รับเครดิตเงินคืน 15% ระหว่างวันที่ 1 ธันวาคม 2568 - 30 มิถุนายน 2569 ภายใต้เงื่อนไขที่บริษัทกำหนด

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.ktc.co.th/promotion/home-furniture/home-decor/osim หรือสอบถามเพิ่มเติมที่ KTC 02 123 5000 หรือศูนย์บริการสมาชิก “เคทีซี ทัช” ทุกสาขา ทั้งนี้ ผู้ถือบัตรเครดิตควรใช้จ่ายเท่าที่จำเป็นและชำระคืนได้เต็มจำนวนตามกำหนด จะได้ไม่เสียดอกเบี้ย 16% ต่อปี ผู้ถือบัตรกดเงินสด “เคทีซี พราว” ควรกู้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนไหว อัตราดอกเบี้ย 20%-25% ต่อปี
ออกข่าวในนาม: ฝ่ายสื่อสารและประชาสัมพันธ์องค์กร “เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
รายละเอียดเพิ่มเติม : เจนจิต ลัดพลี โทรศัพท์ 0-2828-5736
สุชาดา วีระสกุลรักษ์ โทรศัพท์ 02-828-5732
ศิริวรรณ ชาวเรือหัก โทรศัพท์ 02-828-5404
อีเมล: [email protected] เฟชบุ๊ค KTCJourney

รู้จัก 'ไอรีน มอนเตโร' นักการเมืองหญิงฝ่ายซ้ายสเปน ต้านสงคราม หวังทางออกผ่านการทูต ตำแหน่งรัฐมนตรีความเท่าเทียมเด่นชัด เตือนยุโรปไม่ตกเป็นเหยื่อสงคราม

รู้จัก “ไอรีน มอนเตโร”  นักการเมืองหญิงฝ่ายซ้ายจากสเปน  ผู้ส่งเสียงต้านสงครามจากยุโรป

'ไอรีน มอนเตโร' นักการเมืองหญิงจากสเปนที่เคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีความเท่าเทียม เป็นหนึ่งในเสียงเด่นของยุโรปที่ค้านสงครามและเรียกร้องสันติภาพผ่านการทูต ท่ามกลางวิกฤตตะวันออกกลางที่ร้อนระอุอีกครั้ง

มอนเตโร วิจารณ์อย่างนุ่มนวลแต่เด่นชัดต่อบทบาทของสหรัฐฯ และอิสราเอลในความขัดแย้ง พร้อมย้ำว่า "ยุโรปไม่ควรถูกลากเข้าไปร่วมในสงครามที่จะสร้างปัญหาใหญ่กว่า" เธอมองว่าการใช้กำลังทางทหารไม่ได้แก้ไขปัญหา แต่เพิ่มความเสี่ยงที่กระทบทั้งภูมิภาคและโลก

จากครอบครัวชนชั้นแรงงาน สู่นักการเมืองฝ่ายซ้าย มอนเตโรเติบโตในพรรค Podemos และได้ผลักดันนโยบายสิทธิสตรีและความเท่าเทียม โดยเฉพาะกฎหมายความยินยอมทางเพศ หลังจากเป็นรัฐมนตรี เธอได้ก้าวสู่สภายุโรปเพื่อส่งเสียงสนับสนุนความยุติธรรมและสันติภาพ

จุดยืนต่อต้านสงครามของมอนเตโรสร้างกระแสในวงการการเมืองยุโรปและสังคม ซึ่งสะท้อนภาพนักการเมืองรุ่นใหม่ที่รวมประเด็นสิทธิมนุษยชนและความเท่าเทียมเข้ากับเป้าหมายสันติภาพอย่างชัดเจน การเห็นคุณค่าของการเจรจาเหนือกำลังทางทหารจึงเป็นหัวใจของเธอในเวทีโลก

สำหรับคนไทย ไอรีนไม่ใช่แค่นักการเมืองหญิงจากสเปน แต่เป็นสัญลักษณ์ของเสียงยุโรปที่คัดค้านสงคราม และย้ำว่า "ทางออกของวิกฤตระหว่างประเทศต้องใช้การทูตและเคารพกฎหมายระหว่างประเทศ ไม่ใช่ใช้กำลัง" ซึ่งเป็นเสียงสำคัญในท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งโลกในปัจจุบัน

ยกระดับทักษะดิจิทัลภาครัฐไทย มุ่งสร้างรากฐานนวัตกรรมเพื่อการบริการประชาชน

กรุงเทพมหานคร – สถาบันพัฒนาบุคลากรภาครัฐด้านดิจิทัล (TDGA) ภายใต้สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (DGA) เดินหน้าโครงการเสริมสร้างศักยภาพบุคลากรภาครัฐ โดยได้รับความร่วมมือจาก Google ในการแบ่งปันองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีระดับโลก เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยสู่รัฐบาลดิจิทัลที่ยั่งยืน

ในฐานะตัวแทนจาก Google ดร. มนธ์สินี กีรติไกรนนท์ ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการประสานงานและถ่ายทอดประสบการณ์เพื่อสนับสนุนพันธกิจของ TDGA โดยมุ่งเน้นการเสริมสร้างทักษะที่จำเป็นสำหรับโลกยุคใหม่ ดังนี้:

 - ความเข้าใจในเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์: ร่วมถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับแนวคิดการเปลี่ยนผ่านด้วย AI (AI Transformation) และแนวทางการใช้ Generative AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของภาครัฐ.

 - การแลกเปลี่ยนมาตรฐานสากล: สนับสนุนข้อมูลด้านสถาปัตยกรรมคลาวด์ (Cloud-native) เพื่อให้บุคลากรภาครัฐสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการวางโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่มั่นคงและปลอดภัย.

 - นวัตกรรมเพื่อสังคม: ร่วมแบ่งปันกรณีศึกษาการใช้เทคโนโลยีเพื่อสาธารณประโยชน์จากทั่วโลก เพื่อสร้างแรงบันดาลใจในการพัฒนานวัตกรรมที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชน.

"ดิฉันรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้เป็นตัวแทนของ Google ในการร่วมสนับสนุนโครงการของ TDGA ในครั้งนี้" ดร. มนธ์สินี กีรติไกรนนท์ กล่าว "เรามีความยินดีที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการแบ่งปันความรู้และเครื่องมือทางเทคโนโลยี เพื่อร่วมเดินทางไปกับบุคลากรภาครัฐไทยในการสร้างสรรค์บริการดิจิทัลที่มีประสิทธิภาพและเข้าถึงได้สำหรับทุกคนค่ะ"

ชมบอลไม่เหมือนเดิม!! ฟีฟ่าเร่งเครื่องหารายได้ เปิดช่องโฆษณาระหว่างบอลโลก 2026 แบ่งหน้าจอโฆษณาไม่กวนชม จำกัดเวลาตัดโฆษณาชัดเจน

(6 มี.ค. 69) สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ ('ฟีฟ่า') เตรียมอนุญาตให้สถานีผู้ถ่ายทอดสด ฟุตบอลโลก 2026 สามารถตัดเข้าโฆษณาในช่วงพักดื่มน้ำ หรือโฆษณาแบบแบ่งหน้าจอได้ เพื่อเพิ่มรายได้ในทัวร์นาเมนต์ที่จัดขึ้นในสหรัฐอเมริกา แคนาดา และเม็กซิโก

สำหรับฟุตบอลโลก 2026 จะมีการโฆษณาช่วงนาทีที่ 22 และ 67 ซึ่งเป็นช่วงพักดื่มน้ำ 3 นาที ทาง 'ฟีฟ่า' อ้างว่าสิ่งนี้เพื่อสุขภาพของนักกีฬา แต่หลายฝ่ายมองว่าเป็นกฎที่ช่วยส่งเสริมธุรกิจมากกว่า โดยมีข้อกำหนดว่า ห้ามตัดโฆษณาทันที ต้องรออย่างน้อย 20 วินาทีหลังเสียงนกหวีด และต้องกลับสู่ภาพสนามก่อนเริ่มเล่นใหม่ 30 วินาที

ส่วนโฆษณาที่ตัดเข้าได้ มีแบบแบ่งหน้าจอและแถบโฆษณาคาดขณะยังมีภาพสนามอยู่ โดยสินค้าโฆษณาต้องไม่ขัดกับสปอนเซอร์ 'ฟีฟ่า' แต่ในกรณีตัดเข้าโฆษณาเต็มจอ สถานีสามารถโฆษณาสินค้าใดก็ได้ ความเคลื่อนไหวนี้ถูกมองว่าคล้ายกับการแบ่งการแข่งขันฟุตบอลเป็น 4 ควอเตอร์ เหมือนกับกีฬาอเมริกันฟุตบอล

มาตรการนี้นับเป็นก้าวใหม่ของ 'ฟีฟ่า' ในการเพิ่มรายได้จากลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสด ขณะเดียวกันก็พยายามรักษาสมดุลระหว่างการค้าและประสบการณ์การชมของแฟนบอลทั่วโลก

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10161273

8 มีนาคม ของทุกปี “วันสตรีสากล” International Women’s Day ยกย่องความสำเร็จผู้หญิงทุกมิติ เปิดพื้นที่ให้เสียงผู้หญิงดังขึ้น หยุดความรุนแรง หยุดการเลือกปฏิบัติ

(8 มี.ค. 69) วันสตรีสากล หรือ International Women’s Day ถูกกำหนดให้เป็นวันที่ระลึกขบวนการเรียกร้องสิทธิของผู้หญิงทั่วโลก ซึ่งมีจุดเริ่มต้นจากการเคลื่อนไหวในต้นศตวรรษที่ 20 และเน้นย้ำถึงความสำเร็จของผู้หญิงในทุกด้าน ทั้งสังคม เศรษฐกิจ วัฒนธรรม และการเมือง พร้อมสร้างเวทีเพื่อส่งเสียงเรียกร้องความเท่าเทียมทางเพศอย่างต่อเนื่อง

สหประชาชาติได้รับบทบาทสำคัญในการผลักดันวันสตรีสากลขึ้นเป็นเวทีระดับโลก โดยเริ่มเฉลิมฉลองอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ทศวรรษ 1970s และปี 2026 นี้มีธีมหลักว่า "Rights. Justice. Action. For ALL women and girls." หมายถึง "สิทธิ" ต้องถูกบังคับใช้จริง มีความยุติธรรม และต้องมีการลงมือทำเพื่อผู้หญิงและเด็กผู้หญิงทุกคนโดยไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

วันสตรีสากลไม่ใช่แค่วันแห่งคำขวัญหรือการมอบดอกไม้ แต่เป็นวันที่สังคมต้องช่วยกันตรวจสอบความเป็นจริง เช่น ผู้หญิงยังเผชิญข้อจำกัดในการเข้าถึงโอกาสและความปลอดภัยหรือไม่ กฎหมายและระบบร้องเรียนความรุนแรงทำงานได้จริงหรือไม่ และพื้นที่ต่าง ๆ อย่างบ้าน โรงเรียน และที่ทำงาน มีความปลอดภัยและเป็นธรรมต่อทุกเพศหรือยัง

ในบริบทของประเทศไทย 8 มีนาคมไม่ใช่วันหยุดราชการ แต่หน่วยงานรัฐ เอกชน และองค์กรระหว่างประเทศ มักจัดกิจกรรมรณรงค์ เช่น เวทีเสวนา นิทรรศการ และแคมเปญเกี่ยวกับสิทธิและความปลอดภัยในที่ทำงาน เพื่อส่งเสริมความเท่าเทียมทางเพศและลดการเลือกปฏิบัติในสังคมไทยอย่างต่อเนื่อง

ที่มา : https://www.un.org/en/observances/womens-day?

รู้จัก ‘ปิอัสตรี’ ผงาด!! ทำเวลารวดเร็วที่สุด สนามแรก ออสเตรเลียนกรังด์ปรีซ์ ชนะคู่แข่งเมอร์เซเดส 0.214 วิ แชมป์โลก 'นอร์ริส' รั้งอันดับ 7

(8 มี.ค. 69) 'ออสการ์ ปิอัสตรี' นักแข่งชาวออสเตรเลียจากทีมแมคลาเรน ทำเวลารวดเร็วที่สุดในการซ้อมวันแรกของศึกฟอร์มูลา วัน ออสเตรเลียน กรังด์ ปรีซ์ ปี 2026 นำหน้าเพื่อนร่วมสนามได้อย่างชัดเจน

'ปิอัสตรี' ทำเวลาที่ 1:19.729 นำหน้าอันดับสองอย่าง 'คิมี อันโตเนลลี' จากทีมเมอร์เซเดส 0.214 วินาที ขณะที่อันดับสาม ตกเป็นของ 'จอร์จ รัสเซลล์' เพื่อนร่วมทีมเมอร์เซเดส ตามหลัง 0.320 วินาที

ในด้านนักแข่งท็อปทีมอื่นๆ 'ลูอิส แฮมิลตัน' จากทีมเฟอร์รารีอยู่ในอันดับ 4 ตามหลัง 0.321 วินาที และ 'ชาร์ลส์ เลอแคร์' จากเฟอร์รารี อันดับ 5 ตามหลัง 0.562 วินาที ส่วน 'มักซ์ แฟร์สตัปเปน' ทีมเรดบูลตามหลัง 0.637 วินาที

อันดับ 7 เป็นของ 'ลันโด นอร์ริส' แชมป์โลกคนล่าสุดจากทีมแมคลาเรน โดยทำเวลาตามหลังผู้นำอยู่ 1.065 วินาที นับเป็นสัญญาณท้าทายที่น่าสนใจสำหรับการแข่งขันฤดูกาลนี้

บรรยากาศการซ้อมวันแรกเน้นการปรับตัวและทดสอบสภาพสนาม ซึ่งจะเป็นการทดสอบศักยภาพของนักแข่งและทีมในสนามแรกประจำปี 2026

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10161280

คุมเข้มโซเชียล!! อินโดนีเซียคุมเข้มออนไลน์ จำกัดโซเชียลมีเดียผู้ใช้อายุต่ำกว่า 16 ปี ในแพลตฟอร์มเสี่ยงสูง เน้นคุ้มครองเยาวชนออนไลน์

(9 มี.ค. 69) อินโดนีเซียประกาศเริ่มบังคับใช้กฎระเบียบความปลอดภัยออนไลน์ฉบับใหม่ สำหรับผู้ใช้อายุต่ำกว่า 16 ปีบนแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ โดยจะเริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 28 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป เพื่อจำกัดและควบคุมการเข้าถึงโซเชียลมีเดียของเด็กในกลุ่มนี้

วันที่ 6 มีนาคม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการสื่อสารและดิจิทัล 'เมอุตยา ฮาฟิด' ระบุว่า รัฐบาลจะ "ชะลอการเข้าถึง" สื่อสังคมออนไลน์สำหรับผู้ใช้อายุต่ำกว่า 16 ปี โดยจะดำเนินการเป็นขั้นตอนจนกว่าแพลตฟอร์มทั้งหมดจะปฏิบัติตามข้อกำหนดของรัฐบาล

นอกจากนี้ บัญชีของผู้ใช้อายุต่ำกว่า 16 ปีที่ถูกจัดว่า "มีความเสี่ยงสูง" จะถูกปิดการใช้งานตามลำดับ โดยมีผลกระทบต่อแพลตฟอร์มใหญ่ เช่น 'ติ๊กต็อก' 'เฟซบุ๊ก' และ 'อินสตาแกรม'

เป้าหมายของกฎระเบียบนี้คือการป้องกันเนื้อหาที่เป็นอันตราย การติดต่อกับบุคคลแปลกหน้า การแสวงหาประโยชน์ รวมถึงการกลั่นแกล้งทางไซเบอร์และการใช้อินเทอร์เน็ตเกินขนาด เพื่อคุ้มครองสวัสดิภาพเยาวชนในโลกออนไลน์ให้ปลอดภัยมากขึ้น

ที่มา : Xinhua

ผู้เชี่ยวชาญเตือน!! หากสหรัฐฯ บุกภาคพื้นดินอิหร่าน อาจจบลงด้วยนองเลือดครั้งใหญ่ อิหร่านยืนหยัดไม่ล่มสลาย เป้าหมายใหญ่คือตะวันออกกลาง

(9 มี.ค. 69) สหรัฐฯ พยายามมีบทบาทในการกำหนดผู้นำสูงสุดของอิหร่าน แต่กลับสะท้อนให้เห็นถึงความไม่เข้าใจระบบการเมืองและศักยภาพของสาธารณรัฐอิสลามที่แท้จริง ฟาร์คาด อิบรากิมอฟ ผู้เชี่ยวชาญด้านอิหร่านและตะวันออกกลาง ให้สัมภาษณ์ถึงประวัติศาสตร์การประเมินฝ่ายตรงข้ามที่ต่ำเกินไปของสหรัฐฯ ในหลายภูมิภาค เช่น อัฟกานิสถาน อิรัก และเวียดนาม

อิบรากิมอฟชี้ว่าสาเหตุที่สหรัฐฯ สนใจอิหร่านเป็นเพราะประเทศนี้ตั้งอยู่บนจุดศูนย์กลางของสายโลจิสติกส์ระหว่างยุโรปและเอเชีย ซึ่งเชื่อมรัสเซีย อินเดีย และตะวันออกกลาง และเป็นสมาชิก BRICS กับองค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ (SCO) การควบคุมอิหร่านจึงท้าทายอำนาจสหรัฐฯ ในภูมิภาค

เขากล่าวว่า "เป้าหมายของสหรัฐฯ คือทำให้อิหร่านกลายเป็นรัฐที่เชื่องและไร้เสถียรภาพ ทั้งยังเป็นแหล่งทรัพยากรน้ำมันที่ถูกสูบจนหมด" การครอบงำตะวันออกกลางในระยะยาวจึงมุ่งสู่การยึดอิหร่าน แต่ความพยายามหลายทศวรรษของสหรัฐฯ ยังไม่สำเร็จ เพราะอิหร่านไม่ล่มสลายแม้ผ่านวิกฤตการณ์รุนแรง

อิบรากิมอฟยังเตือนว่า หากสหรัฐฯ บุกภาคพื้นดินจริงในอิหร่าน สถานการณ์จะกลายเป็นความขัดแย้งที่รุนแรงและนองเลือดอย่างมหาศาล พร้อมระบุว่าคนในภูมิภาคส่วนใหญ่สนับสนุนการกระทำของอิหร่าน และสหรัฐฯ เองก็ไม่คาดคิดว่าอิหร่านจะมีความกล้าโจมตีฐานทัพของตนเช่นนี้

ที่มา : Sputnik

ยกฟ้องครูชัยยศ!! ศาลยกฟ้องคดีใช้งบอาหารกลางวัน ครูชัยยศย้ำทำด้วยใจ ไม่ได้ทุจริต ใช้เงินช่วยเด็กมัธยมยากจนตามความจำเป็น สะท้อนความแตกต่างระหว่างผิดระเบียบกับทุจริต

ศาลยกฟ้อง “ครูชัยยศ” คดีใช้งบอาหารกลางวันผิดระเบียบ หลังนำไปช่วยเด็กมัธยมยากจน เจ้าตัวย้ำทำด้วยใจ ไม่ได้ทุจริต

ศาลมีคำพิพากษายกฟ้อง “ครูชัยยศ” ในคดีที่ถูกกล่าวหาว่าทุจริตงบประมาณค่าอาหารกลางวันของโรงเรียน หลังตรวจสอบพบว่าได้นำงบดังกล่าวไปจัดซื้ออาหารให้แก่นักเรียนระดับมัธยมศึกษาด้วย ทั้งที่ระเบียบกำหนดให้ใช้งบนี้สำหรับนักเรียนระดับประถมศึกษาเท่านั้น

กรณีดังกล่าวเคยเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงอย่างมาก เนื่องจากครูชัยยศถูกดำเนินคดีและถูกไล่ออกจากราชการ จากการใช้งบผิดวัตถุประสงค์ แม้เจ้าตัวจะยืนยันมาตลอดว่าไม่ได้มีเจตนาทุจริตหรือแสวงหาประโยชน์ส่วนตัว แต่ตัดสินใจนำเงินไปซื้ออาหารในราคาประหยัดเพื่อแบ่งปันให้นักเรียนมัธยมที่ขาดแคลน โดยเฉพาะเด็กยากจนและเด็กชาวเขาที่ประสบปัญหาไม่มีอาหารเพียงพอ

ผู้ที่ติดตามคดีนี้มาตลอดระบุว่า ครูชัยยศทำไปด้วยหัวอกของความเป็นครู เห็นใจนักเรียนที่มีความยากลำบาก แม้งบประมาณจะครอบคลุมเฉพาะเด็กประถม แต่เมื่อเห็นว่าเด็กมัธยมก็ขาดแคลนไม่ต่างกัน จึงตัดสินใจช่วยเหลือด้วยความบริสุทธิ์ใจ

อย่างไรก็ตาม หน่วยงานตรวจสอบจำเป็นต้องดำเนินการตามกฎหมาย เนื่องจากการใช้เงินงบประมาณต้องเป็นไปตามระเบียบที่กำหนดไว้อย่างเคร่งครัด ทำให้ครูชัยยศต้องต่อสู้คดีมาอย่างยาวนาน และในช่วงหนึ่งต้องออกจากราชการไปประกอบอาชีพค้าขายเพื่อเลี้ยงชีพ

ล่าสุด ศาลได้พิพากษายกฟ้อง โดยมีการมองประเด็นสำคัญเรื่อง “เจตนา” ตามหลักกฎหมายอาญา ซึ่งหากการกระทำนั้นขาดเจตนาทุจริต ก็ไม่อาจลงโทษในฐานความผิดทางอาญาได้ ทำให้คดีของครูชัยยศสิ้นสุดลงด้วยผลเป็นคุณ

ภายหลังคำพิพากษา มีเสียงแสดงความยินดีต่อครูชัยยศจำนวนมาก พร้อมมองว่าเป็นความเป็นธรรมที่เกิดขึ้นกับผู้ที่ทำเพื่อเด็กด้วยความเสียสละ ไม่ได้เอาเงินไปใช้ส่วนตัวหรือเพื่อครอบครัว แต่ใช้ไปกับการจัดหาอาหารให้นักเรียนที่เดือดร้อนจริง

ทั้งนี้ หากคุณครูชัยยศยังไม่เกษียณอายุราชการ ก็มีโอกาสที่จะได้กลับเข้ารับราชการอีกครั้ง รวมถึงอาจได้รับสิทธิประโยชน์และเงินเดือนย้อนหลังตามกระบวนการที่เกี่ยวข้อง โดยมีการเรียกร้องให้หน่วยงานต้นสังกัดเร่งพิจารณาคืนความเป็นธรรมให้โดยเร็ว

หลายฝ่ายมองตรงกันว่า กรณีนี้สะท้อนให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่าง “การทำผิดระเบียบ” กับ “การทุจริต” เพราะแม้การใช้งบจะไม่เป็นไปตามข้อกำหนด แต่หากไม่ได้มีเจตนาแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตน และทำไปเพื่อช่วยเหลือเด็กนักเรียนผู้ยากไร้ ก็สมควรได้รับการพิจารณาอย่างรอบด้านทั้งในเชิงกฎหมายและคุณธรรม

ที่มา : tiktok @rkk_khundong1


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top