Sunday, 7 June 2026
TheStatesTimes

บีโอไอรุกส่งเสริมอุตสาหกรรมใหม่ “ชิ้นส่วนหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ (Humanoid Robot)” ไฟเขียว 5 บริษัทใหญ่ ลงทุนผลิตป้อนบริษัทชั้นนำของโลกอย่าง Tesla Bot เงินลงทุนเฟสแรกรวมกว่า 1 หมื่นล้านบาท

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า คณะอนุกรรมการพิจารณาโครงการ ซึ่งได้รับมอบอำนาจจากบอร์ดบีโอไอ ได้อนุมัติคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนของ 5 บริษัทชั้นนำจากประเทศจีน ได้แก่ บริษัท Hangzhou Seenpin Electromechanical Transmission  บริษัท Beite Technology บริษัท Sanhua Intelligent Drives บริษัท Tuopu Technology และบริษัท Xusheng Group ลงทุนสร้างโรงงานผลิตโครงร่างหุ่นยนต์ และชุดควบคุมข้อต่อ แขน และนิ้วของหุ่นยนต์ที่มีลักษณะเหมือนมนุษย์ (Humanoid Robot) ซึ่งจะมีทั้งชิ้นส่วนโลหะความแม่นยำสูง ระบบการเคลื่อนไหว และชิ้นส่วนส่งกำลังที่มีประสิทธิภาพสูง โดยมีลูกค้าหลักคือหุ่นยนต์ Tesla Bot และจะผลิตป้อนให้ลูกค้ารายอื่นๆ ด้วย เช่น Apple, Samsung, Huawei โดยจะเป็นการผลิตนอกประเทศจีนเป็นครั้งแรก ทั้ง 5 บริษัท มีมูลค่าเงินลงทุนในเฟสแรกรวมกว่า 10,000 ล้านบาท จะจ้างงานบุคลากรไทยทักษะสูงรวมกว่า 1,000 คน และคาดว่าจะมีการใช้วัตถุดิบและชิ้นส่วนในประเทศไทยรวมกว่า 45,000 ล้านบาทต่อปี นอกจากนี้ ยังมีบริษัทชั้นนำรายอื่นๆ ที่อยู่ระหว่างเตรียมการที่จะเข้ามาลงทุนเพิ่มเติมในเร็วๆ นี้ นับเป็นโอกาสสำคัญที่จะสร้างคลัสเตอร์อุตสาหกรรมใหม่ในกลุ่มชิ้นส่วนหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงในประเทศไทย

บริษัท Hangzhou Seenpin Electromechanical Transmission ได้รับการส่งเสริมการลงทุนเพื่อผลิต Planetary Roller Screw และ Robot Ball Screw ซึ่งเป็นชิ้นส่วนส่งกำลังความแม่นยำสูงในระบบขับเคลื่อนของหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ ถือเป็นชิ้นส่วนสำคัญที่ต้องรองรับแรงบิดสูง ความแม่นยำ และการทำงานต่อเนื่องของหุ่นยนต์ เงินลงทุน 2,120 ล้านบาท ตั้งอยู่ที่จังหวัดชลบุรี

บริษัท Beite Technology ได้รับการส่งเสริมการลงทุนเพื่อผลิตชิ้นส่วนส่งกำลัง (Planetary Roller Screw) สำหรับหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ เงินลงทุน 1,670 ล้านบาท ตั้งอยู่ที่จังหวัดชลบุรี และเพิ่งยื่นคำขอเพิ่มอีก1 โครงการ มูลค่ากว่า 3,000 ล้านบาท เพื่อผลิต Robot Ball Screw ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของบีโอไอ

บริษัท Sanhua Intelligent Drives ได้รับการส่งเสริมการลงทุนเพื่อผลิตอุปกรณ์ข้อต่อควบคุมการเคลื่อนที่ (Actuator) สำหรับหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ ถือเป็นชิ้นส่วนสำคัญของหุ่นยนต์ที่เปรียบเสมือนกล้ามเนื้อ ทำหน้าที่แปลงพลังงานและสัญญาณควบคุมให้เป็นการเคลื่อนไหวของหุ่นยนต์ในรูปแบบต่างๆ มีเงินลงทุน 1,800 ล้านบาท ตั้งอยู่ที่จังหวัดชลบุรี โดยก่อนหน้านี้ บริษัทฯ ได้รับการส่งเสริมการลงทุนผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงเพื่อป้อนให้กับ BYD, Volvo และ Tesla เงินลงทุนกว่า 3,200 ล้านบาทด้วย

บริษัท Tuopu Technology ได้รับการส่งเสริมการลงทุนเพื่อผลิตอุปกรณ์ข้อต่อควบคุมการเคลื่อนที่ (Actuator) สำหรับหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ มีเงินลงทุน 930 ล้านบาท ตั้งอยู่ที่จังหวัดฉะเชิงเทรา นอกจากนี้ บริษัทยังได้รับการส่งเสริมโครงการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงอีก 2 โครงการ มูลค่ากว่า 3,500 ล้านบาท

บริษัท Xusheng Group ได้รับการส่งเสริมการลงทุนเพื่อผลิต Robot Body/Joint/Bone Components ซึ่งเป็นชิ้นส่วนโครงร่างของหุ่นยนต์ ทำหน้าที่รองรับชิ้นส่วนอื่นๆ เช่น แขน ขา และข้อต่อ เพื่อให้หุ่นยนต์สามารถเคลื่อนไหวและทำงานได้ตามที่ออกแบบ โดยจะใช้วัสดุที่มีความแข็งแรง น้ำหนักเบา และทนต่อแรงสั่นสะเทือน เหมาะสำหรับหุ่นยนต์ที่ต้องการความแม่นยำ ความปลอดภัย และสมรรถนะสูง เงินลงทุน 2,700 ล้านบาท ตั้งอยู่ที่จังหวัดระยอง

ฮัดสันหนักใจ!! ช้างศึกต้องชนะเติร์กเมนิสถาน ศึกเอเชียน คัพ 2027 รอบคัดเลือก ทีมชาติไทยหวั่นบาดเจ็บจากบอลลีก ลุ้นเต็มที่สู่รอบสุดท้ายตามเป้า

(23 ก.พ. 69) "ช้างศึก" ทีมชาติไทยชุดใหญ่ ภายใต้การนำของ 'แอนโธนี ฮัดสัน' หัวหน้าผู้ฝึกสอน เปิดเผยว่าฟุตบอลไทยลีกกำลังแข่งขันเข้มข้นซึ่งกังวลว่าจะส่งผลต่อนักเตะในทีมชาติ ก่อนเกมนัดสำคัญที่จะพบกับเติร์กเมนิสถานในศึกเอเชียน คัพ 2027 รอบคัดเลือกวันที่ 31 มี.ค. นี้ไทยต้องชนะเท่านั้นเพื่อเข้ารอบในฐานะแชมป์กลุ่ม

'ฮัดสัน' กล่าวว่า "มีรายชื่อนักเตะในใจแล้ว แต่กำลังมองหาผู้เล่นมาเติมเต็มให้กับทีม ความกังวลหลักคืออาการบาดเจ็บนักเตะจากการแข่งขันที่สูงขึ้นในฟุตบอลไทยลีก" โดยยกตัวอย่าง "อุ้ม" 'ธีราทร บุญมาทัน' ที่บาดเจ็บจมูกและต้องพักนานเกือบเดือน

สำหรับความพร้อมของทีมไทยสมบูรณ์ในแง่ข้อมูลหลังศึกษาการเล่นของเติร์กเมนิสถานครบถ้วนแล้ว แต่ยังห่วงเรื่องสุขภาพนักเตะเพียงประเด็นเดียว 'ฮัดสัน' หวังว่าแฟนบอลจะเต็มสนามให้กำลังใจลูกทีมในเกมที่กำลังจะมาถึง

สถานการณ์ปัจจุบันทีมชาติไทยและเติร์กเมนิสถานมีคะแนนเท่ากันที่ 12 คะแนนจาก 5 นัด แต่ไทยต้องชนะเพื่อชิงโอกาสเป็นแชมป์กลุ่มและผ่านเข้าสู่รอบสุดท้าย โดยทีมไทยจะเรียกนักเตะเข้าแคมป์ฝึกซ้อมวันที่ 23 มี.ค. และไม่มีเกมอุ่นเครื่องก่อนหน้านั้น

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10147404

มายมิ้นคว้ามงกุฎ นางสาวไทย 2569 เดินสายประกวดมากกว่า 40 เวที ครองตำแหน่งทูตวัฒนธรรมไทย พร้อมพาวัฒนธรรมไทยสู่เวทีโลก

(23 ก.พ. 69) การประกวดนางสาวไทย 2569 จบลงอย่างยิ่งใหญ่ ณ แจ้งวัฒนะ ฮอลล์ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล แจ้งวัฒนะ เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ โดย 'มายมิ้น จิราภรณ์ ศาลาแดง' สาวงามจากอุดรธานีที่มีประสบการณ์ในวงการนางงามมากกว่า 40 เวที สามารถคว้ามงกุฎนางสาวไทยปีนี้ไปครองได้อย่างสง่างาม

สัปดาห์นี้การประกวดภายใต้คอนเซ็ปต์ "In Sprie By The Queen Mother" ได้จัดเต็มทั้งความสวยงามและวัฒนธรรมไทย สาวงาม 39 จังหวัดโชว์ชุดไทยประยุกต์และแสดงศิลปะโขนเปิดเวทีสุดอลังการ พร้อมการแสดงของบอยแบนด์ T-POP 'Perses' ที่เพิ่มความคึกคักให้ผู้ชมทั้งในฮอลล์และออนไลน์

'มายมิ้น' เผชิญหน้าคู่แข่งอย่างดุเดือด โดยผู้เข้ารอบ 5 คนสุดท้ายต้องตอบคำถามสู้ไหวชิงพริบ ก่อนจะประกาศผู้ชนะที่ครบทั้งความงามและปัญญา เธอจะรับหน้าที่เป็นทูตการท่องเที่ยวและวัฒนธรรมไทยไปยังต่างประเทศ

นอกจากนี้ รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ตกเป็นของ 'จีน ฤชาทร กิตติพรพานิช' แอร์โฮสเตสสาวผู้มีฝีมือ ส่วนรองอันดับ 2 ถึง 4 ได้แก่ 'ฝ้าย ปวีณา เนียมรักษา' 'เนอฟ ณัฐวดี กาญจนโอภาษ' และ 'กล้วย รุ่งระวี ฉิมชาญเวช' ตามลำดับ

'มายมิ้น' อายุ 22 ปี กำลังศึกษารัฐประศาสนศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี พร้อมประสบการณ์ในวงการบันเทิงและนางแบบ เธอกล่าวว่า "การได้รับตำแหน่งนี้ถือเป็นความภาคภูมิใจและโอกาสในการเผยแพร่วัฒนธรรมไทยสู่สายตาชาวโลก"

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/entertainment/news_10147264
https://entertain.teenee.com/thaistar/318040.html

มจธ. จับมือ EV ALL ประเทศเกาหลีใต้ พัฒนา “EV Guard” นวัตกรรมแผ่นทำความสะอาดสำหรับหัวชาร์จรถ EV เพื่อความปลอดภัย ลดความเสี่ยงจากไฟฟ้าลัดวงจร และช่วยยืดอายุให้อุปกรณ์

ปัจจุบันการใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) มีการเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยข้อมูลจากศูนย์วิจัยกรุงศรีคาดว่าอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของไทย ปี 2569-2571อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของไทยจะยังขยายตัวต่อเนื่อง โดยยอดจดทะเบียนใหม่ของรถยนต์นั่ง BEV คาดว่าจะเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 125,000 คันต่อปี หรือเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 3.8% (CAGR) 

เมื่อจำนวนผู้ใช้รถ EV เพิ่มขึ้น ความสำคัญของ จุดจ่ายไฟหรือสถานีชาร์จ ก็เพิ่มตามไปด้วย เนื่องจากหัวชาร์จและระบบแบตเตอรี่เป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าที่มีความอ่อนไหวสูง หากขาดการดูแลรักษาที่เหมาะสม โดยเฉพาะในกรณีที่มีฝุ่น และความชื้นสะสม อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดไฟฟ้าลัดวงจร ประกายไฟ หรือความเสียหายต่อระบบชาร์จได้

ผศ. ดร.ธิดารัตน์ บุญศรี อาจารย์ประจำคณะวิทยาศาสตร์ และหัวหน้ากลุ่มวิจัยวัสดุชีวภาพอัจฉริยะและเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) กล่าวว่า จากปัญหาดังกล่าว ทีมวิจัยจึงได้พัฒนา EV Guard นวัตกรรมแผ่นทำความสะอาดสำหรับหัวชาร์จแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า เพื่อเพิ่มความปลอดภัยในการใช้งาน และลดความเสี่ยงจากไฟฟ้าลัดวงจร และความชื้นสะสม EV Guard เป็นการต่อยอดจากผลงานวิจัยด้านวัสดุชีวภาพของทีม ได้แก่ แผ่นนุ่นทนไฟ แผ่นนุ่นซับคราบน้ำมัน และแผ่นนุ่นป้องกันไฟฟ้าสถิต โดยนำแผ่นนุ่นทั้งสามคุณสมบ้ติมาออกแบบเป็นแผ่นเช็ดทำความสะอาดแบบ 3 ชั้น วางซ้อนกันและเชื่อมติดกันด้วยกาวไบโอโพลิเมอร์ เพื่อให้เป็นแผ่นเดียวที่สามารถใช้งานได้อย่างปลอดภัยกับหัวชาร์จรถ EV โดยเฉพาะ

ผศ. ดร.ธิดารัตน์ อธิบายเพิ่มเติมว่า หัวชาร์จและแบตเตอรี่รถ EV ต้องเผชิญกับฝุ่น น้ำ และความชื้นอยู่ตลอดเวลา แต่ในทางปฏิบัติกลับพบว่า ผู้ใช้งานจำนวนมากไม่ได้ทำความสะอาดหัวชาร์จเป็นประจำ ทั้งที่อุปกรณ์นี้ต้องอยู่ในสภาพ “แห้งและสะอาด” เพื่อป้องกันไฟฟ้าลัดวงจร การเกิดประกายไฟ รวมถึงการกัดกร่อนและสนิม ซึ่งทำให้ระบบชาร์จขัดข้องและมีอายุการใช้งานสั้นลง

EV Guard จึงออกแบบให้ทำงานเป็นลำดับภายในแผ่นเดียว ชั้นที่หนึ่ง ช่วยลดประจุไฟฟ้าและลดความเสี่ยงจากสนามไฟฟ้า (ใช้นุ่นผสมเส้นใยไผ่ เพิ่มความแข็งแรง) ชั้นที่สอง ทำหน้าที่ดูดซับ และกักเก็บความชื้นไม่ให้ไหลย้อนกลับ (ใช้นุ่นล้วน) และชั้นที่สาม ช่วยลดไฟฟ้าสถิต ป้องกันไม่ให้ฝุ่นกลับมาเกาะซ้ำ โดยทุกชั้นยึดติดด้วยกาวไบโอโพลิเมอร์ ไม่ใช้สารเคมีอันตราย ไม่มีสารตกค้าง ใช้ซ้ำได้ และย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ 

นวัตกรรม EV Guard พัฒนาขึ้นเพื่อเพิ่มความปลอดภัยทั้งสำหรับผู้ใช้รถ EV ทั่วไป และผู้ดูแลระบบในสถานีชาร์จ สามารถใช้เช็ดทำความสะอาดหัวชาร์จที่อยู่ภายนอกตัวรถ เพื่อกำจัดฝุ่น น้ำ และความชื้น ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของไฟฟ้าลัดวงจร และช่วยลดความเสี่ยงจากไฟฟ้าสถิตในระหว่างการใช้งาน 

ในอนาคต ทีมวิจัยมีแผนต่อยอด EV Guard ให้เป็นอุปกรณ์ความปลอดภัยที่ทำหน้าที่เหมือน “ฉนวนป้องกันไฟฟ้า” เพื่อลดการถ่ายโอนประจุไฟฟ้าสู่ผู้ใช้ โดยเฉพาะในกรณีที่แบตเตอรี่ EV ซึ่งมักติดตั้งอยู่ใต้ท้องรถ ต้องเผชิญกับน้ำ และความชื้น รวมทั้งแรงดันไฟฟ้ากระแสตรง (DC) สูงถึง 600 โวลต์ EV Guard จะช่วยดูดซับความชื้นได้ทันที และลดความเสี่ยงจากเหตุไม่คาดคิด เปรียบเหมือน “เกราะป้องกันที่มองเห็นได้” สำหรับอันตรายทางไฟฟ้าที่มองไม่เห็น

ผลงานวิจัยนี้เป็นความร่วมมือกันระหว่างนักวิจัย มจธ. กับ บริษัท EV ALL จากประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นพันธมิตรหลักด้านอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าที่มีความเชี่ยวชาญตลอดห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ตั้งแต่การผลิต การซ่อมบำรุง การดูแลจัดการแบตเตอรี่ สถานีชาร์จ ไปจนถึงการรีไซเคิลแบตเตอรี่ และกำลังขยายตลาดรถ EV ในประเทศไทย 

24 กุมภาพันธ์ ของทุกปี ถูกกำหนดให้เป็น "วันศิลปินแห่งชาติ" รำลึก 'รัชกาลที่ 2' เอกอัครศิลปินแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ผู้วางรากศิลปะไทยให้รุ่งเรือง และผู้สร้างคุณค่าทางศิลปะไทย

(24 ก.พ. 69) ทุกวันที่ 24 กุมภาพันธ์ ถูกกำหนดให้เป็น "วันศิลปินแห่งชาติ" เพื่อสดุดีและให้เกียรติผู้สร้างสรรค์งานศิลปะของไทย พร้อมรำลึกถึงพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย หรือ 'รัชกาลที่ 2' ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นเอกอัครศิลปินแห่งกรุงรัตนโกสินทร์
.
วันที่ 24 กุมภาพันธ์ มีความหมายพิเศษเพราะตรงกับวันพระราชสมภพของ 'รัชกาลที่ 2' ผู้เป็นกวีเอกและอุปถัมภ์ศิลปวัฒนธรรมไทย ทั้งในด้านกวีนิพนธ์ ดนตรี และงานช่างที่ประจักษ์ในพระราชนิพนธ์อิเหนาและบทละครนอกหลายเรื่อง
.
จำเป็นที่จะแยกแยะ "วันศิลปินแห่งชาติ" ซึ่งเป็นวันสำคัญประจำปีสำหรับรำลึกและส่งเสริมหัวใจศิลปะในสังคม ออกจาก "ศิลปินแห่งชาติ" ซึ่งเป็นตำแหน่งเกียรติยศที่มอบให้กับศิลปินผู้มีผลงานสร้างคุณูปการทางศิลปะอย่างต่อเนื่อง โดยมักได้รับการคัดเลือกจากความโดดเด่นด้านผลงาน รูปแบบประพฤติและแรงบันดาลใจที่มอบให้สังคม
.
วันศิลปินแห่งชาติไม่ใช่เพียงการรำลึกถึงศิลปินเก่า แต่ยังเป็นการยืนยันถึงศิลปะในฐานะของทุนทางวัฒนธรรมที่สำคัญ เป็นแรงขับเคลื่อนสังคมในด้านการศึกษา เศรษฐกิจสร้างสรรค์ และการทูตวัฒนธรรม โดยในวันนี้ ศิลปินจะได้รับการส่งเสริมทั้งในเรื่องพื้นที่ทำงานและศักดิ์ศรีด้วยคำว่า "ศิลปินคือทรัพยากรของชาติ" ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจสำคัญให้คนรุ่นใหม่เห็นว่าการสร้างสรรค์เป็นอาชีพที่มีคุณค่า
.
กิจกรรมในวันศิลปินแห่งชาติมักรวมถึงนิทรรศการ งานแสดงดนตรีและนาฏศิลป์ รวมถึงเสวนาเกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรม และการเผยแพร่เรื่องราวของ 'รัชกาลที่ 2' เพื่อช่วยให้ประชาชนทั่วไปเข้าใจความสำคัญของวันและศิลปินแห่งชาติอย่างลึกซึ้ง
.
ที่มา : https://shorturl.asia/oYKh6

‘ดร.วรรณวิภางค์’ คณะเศรษฐศาสตร์ มธ. ชี้ เป็นหมุดหมายดี “กขค. - สคบ. - ETDA” ดันออกประกาศปลดล็อกผูกขาดบริษัทขนส่งใน “ธุรกิจแพลตฟอร์มดิจิทัล”

ผศ. ดร.วรรณวิภางค์ มานะโชติพงษ์ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า การผลักดัน (ร่าง) ประกาศแนวทางพิจารณาพฤติกรรมทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมในธุรกิจแพลตฟอร์มดิจิทัล (E-Commerce) ที่ดำเนินการโดยสำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) และสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) โดยจะมีผลบังคับใช้ในระยะเวลาอันใกล้นี้ ถือเป็นหมุดหมายที่ดีสำหรับวงการอีคอมเมิร์ซ เนื่องจากกฎหมายฉบับนี้จะทำให้เกิดความชัดเจนในพฤติกรรมหรือการกระทำที่ขัดต่อ พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560 มากขึ้น ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะที่มีขนาดเล็กและผู้ประกอบการรายใหม่ได้รับความเป็นธรรม ไม่ต้องออกไปจากตลาดเพราะถูกขัดขวางการแข่งขันตามกลไกตลาดที่ไม่เป็นธรรม

ผศ. ดร.วรรณวิภางค์ กล่าวว่า ส่วนตัวมองว่ากรอบการกำกับควบคุมธุรกิจแพลตฟอร์มดิจิทัลตามประกาศฯ มีความสมเหตุสมผล เช่น การห้ามแพลตฟอร์มออกแบบระบบที่บังคับให้ผู้ขายหรือผู้ซื้อใช้ผู้ให้บริการขนส่งรายเดียว หรือการตรวจสอบการตั้งราคาต่ำผิดปกติเพื่อกีดกันคู่แข่งรายเล็ก รวมถึงบทลงโทษปรับสูงสุดไม่เกิน 10% ของรายได้ในปีที่กระทำความผิดนั้น ก็นับเป็นตัวเลขที่สูงมากพอที่จะกำกับไม่ให้ธุรกิจมีการกระทำความผิดได้ แต่ก็ต้องระวังว่าอาจมีกรณีที่ผู้ประกอบธุรกิจไม่เข้าใจกฎระเบียบอย่างครบถ้วนแล้วกระทำผิดจนถูกปรับในอัตราที่สูงจนต้องออกจากตลาดไป ซึ่งคิดว่าในทางปฏิบัติ กขค. มีการพิจารณาถึงระดับความรุนแรงของการกระทำความผิด และพิจารณาโทษปรับให้ได้สัดส่วน ภายใต้กรอบที่ตั้งไว้คือไม่เกิน 10% ของรายได้รายปีในปีนั้นอยู่แล้ว

ผศ. ดร.วรรณวิภางค์ กล่าวต่อไปว่า สำหรับสิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังจากประกาศฉบับนี้มีผลบังคับใช้ โดยเฉพาะการที่แพลตฟอร์มต้องเปิดทางให้มีการแข่งขันด้านบริการโลจิสติกส์อย่างอิสระ ผู้ขายในแพลตฟอร์มดิจิทัลก็จะมีสิทธิเลือกผู้ให้บริการขนส่งที่จะเหมาะสมที่สุด ให้กลไกตลาดเป็นตัวกำหนดผู้ให้บริการขนส่ง ซึ่งจะเกิดความยืดหยุ่น ประหยัด และเกิดประโยชน์กับทั้งผู้ประกอบการและผู้บริโภค

พายุหนาวถล่ม!! ซีหลินกัวเล่อเผชิญหิมะตกหนัก อุณหภูมิลดต่ำแตะ -25 องศา รถชนและติดค้างหลายพื้นที่ เจ้าหน้าที่เร่งอพยพคน

(23 ก.พ. 69) หลายพื้นที่ในแคว้นซีหลินกัวเล่อ เขตปกครองตนเองมองโกเลียในทางตอนเหนือของจีน ประสบเหตุหิมะตกหนักและลมแรงอย่างรุนแรงเมื่อวันที่ 22 ก.พ. ส่งผลให้อุณหภูมิลดต่ำถึง -25 องศาเซลเซียส พร้อมลมแรงระดับ 10 และทัศนวิสัยไม่เกิน 10 เมตร

รายงานระบุว่าพายุหิมะครั้งนี้ทำให้เกิดอุบัติเหตุบนถนนรวมถึงยานพาหนะและประชาชนติดค้างอยู่หลายนาทีในสภาพอากาศเลวร้าย หน่วยกู้ภัยท้องถิ่นได้เร่งเข้าช่วยเหลือเพื่อย้ายผู้ประสบภัยไปสู่พื้นที่ปลอดภัย และปัดกวาดหิมะออกจากถนนเพื่อเปิดการจราจร

เจ้าหน้าที่ได้ชี้แนะให้ยานพาหนะออกจากพื้นที่เสี่ยงเป็นระเบียบเพื่อลดความเสี่ยงจากเหตุการณ์ซ้ำ และย้ำว่า "สถานการณ์พายุหิมะยังคงรุนแรง และขอให้ทุกคนระมัดระวัง"

เหตุการณ์ครั้งนี้สะท้อนถึงความท้าทายของแคว้นซีหลินกัวเล่อในการรับมือสภาพอากาศสุดขั้วที่ส่งผลต่อการเดินทางและความปลอดภัยของประชาชนในภูมิภาคนี้เป็นประจำ

ที่มา : Xinhua

วันชาติบรูไน 23 กุมภาพันธ์ ครบรอบ 42 ปี: ประเทศเล็กที่ “เดินนิ่ง” แต่ไปไกล และสิ่งที่ไทยควรเรียนรู้

วันที่ 23 กุมภาพันธ์ของทุกปีคือ “วันชาติบรูไน” (Hari Kebangsaan) วันที่ชาวบรูไนใช้รำลึกถึงการประกาศเอกราชและการยืนบนขาของตนเองในเวทีโลก ซึ่งปี 2026 นี้เท่ากับครบรอบ 42 ปี (นับจากปี 1984) ของการเป็นรัฐเอกราชอย่างเต็มรูปแบบ

แต่ถ้าเรามองบรูไนแค่มุม “ประเทศน้ำมัน” เราจะพลาดบทเรียนสำคัญที่สุดของเขา…บทเรียนของ “ความต่อเนื่อง” ที่ทำให้ประเทศเล็กสามารถรักษาเสถียรภาพ วางระบบ และต่อรองบนเวทีโลกได้อย่างมีน้ำหนัก

จุดเริ่มต้นของบรูไน: จากอาณาจักรการค้า สู่รัฐสมัยใหม่
บรูไนมีรากทางประวัติศาสตร์ยาวนานในฐานะศูนย์กลางการค้าและอำนาจทางทะเลในเกาะบอร์เนียว ก่อนจะพัฒนาเป็น “สุลต่านแห่งบรูไน” ที่มีบทบาทเด่นในภูมิภาค โดยช่วงรุ่งเรืองสำคัญอยู่ราวศตวรรษที่ 15–16 ซึ่งอิทธิพลแผ่ไปตามชายฝั่งบอร์เนียวและบางส่วนของหมู่เกาะฟิลิปปินส์ในยุคนั้น

จากนั้นบรูไนเผชิญช่วง “ขาลง” ของอำนาจในศตวรรษที่ 17–19 จากปัจจัยทั้งการแข่งขันของมหาอำนาจตะวันตก ความเปลี่ยนแปลงเส้นทางการค้า และแรงเสียดทานภายใน จนท้ายที่สุดกลายเป็นรัฐในอารักขาของอังกฤษในปี 1888 และถูกจัดระบบบริหารแบบ “Resident” (ที่ปรึกษา/ผู้บริหารอังกฤษ) ในปี 1906

ช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง บรูไนถูกญี่ปุ่นเข้ายึดครอง (เริ่มโจมตีปลายปี 1941) ก่อนจะถูกปลดปล่อยในปี 1945 ซึ่งเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญต่อโครงสร้างรัฐและความคิดเรื่องการปกครองสมัยใหม่

หลังสงคราม บรูไนค่อย ๆ ขยับสู่การปกครองตนเองมากขึ้น—มีรัฐธรรมนูญปี 1959 ที่ทำให้การบริหารภายในประเทศเป็นของบรูไนมากขึ้น (ขณะที่อังกฤษยังดูแลต่างประเทศ/ความมั่นคงบางส่วน) และปี 1962 เกิดเหตุการณ์กบฏ/การลุกฮือช่วงสั้น ๆ (Brunei Revolt) ซึ่งถูกปราบลง และส่งผลต่อทิศทางการเมืองของประเทศในระยะยาว

จุดเปลี่ยนใหญ่คือสนธิสัญญากับอังกฤษในปี 1979 ที่ปูทางไปสู่เอกราชเต็มรูปแบบ และในที่สุดบรูไนประกาศเอกราชวันที่ 1 มกราคม 1984 ก่อนจะ “ถือธรรมเนียมฉลองวันชาติ” ในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ของทุกปี

หลังเอกราช บรูไนเดินเกมต่างประเทศเร็วและชัด: เข้าร่วม ASEAN เมื่อ 7 มกราคม 1984 และเป็นสมาชิก United Nations ในเดือนกันยายนปีเดียวกัน ซึ่งช่วยให้ประเทศเล็กมีที่ยืนและเครือข่ายค้ำประกันเชิงการทูตมากขึ้น

แล้ว “คนไทยต้องเรียนรู้อะไร” จากบรูไน?
1) เป้าหมายประเทศต้องชัด และต้องทำต่อเนื่อง
บรูไนมีกรอบวิสัยทัศน์ระดับชาติอย่าง Vision 2035 วางเป้าหมายตรงไปตรงมาเรื่องคุณภาพคน คุณภาพชีวิต และเศรษฐกิจที่ยั่งยืน—สำคัญไม่ใช่ชื่อแผน แต่คือ “ความต่อเนื่องของรัฐ”

2) ประเทศเล็กไม่ได้แปลว่าเสียงเบา ถ้าเดินเกมต่างประเทศเป็น
บรูไนรีบ “ปักหมุด” บนเวทีภูมิภาคและโลกทันทีหลังเอกราช—เข้าร่วมอาเซียนและยูเอ็นอย่างรวดเร็ว ทำให้ประเทศเล็กมีที่ยืนและเครือข่ายค้ำประกันเชิงการทูต

3) ทรัพยากรเป็นทุนตั้งต้นได้ แต่ต้องไม่กลายเป็นกับดัก
บรูไนเติบโตจากน้ำมันและก๊าซ แต่แก่นที่น่าคิดคือการเอารายได้ไปวางระบบรัฐและคุณภาพชีวิต จนรัฐสามารถบริหารแบบ “มั่นคง” ได้ยาว ๆ

4) วิกฤตในประวัติศาสตร์คือบททดสอบความเป็นรัฐ
บรูไนผ่านยุคอารักขา ผ่านสงคราม ผ่านเหตุการณ์ความไม่สงบภายใน—แต่รัฐเลือก “ล็อกทิศทาง” แล้วเดินต่อด้วยความมีระเบียบ

5) ความต่อเนื่องของผู้นำ = ความต่อเนื่องของนโยบาย (แต่ต้องมีระบบรองรับ)
บรูไนถูกนำโดย Sultan Hassanal Bolkiah มายาวนาน ซึ่งสะท้อน “เสถียรภาพแบบสถาบัน” ในบริบทของเขา บทเรียนสำหรับไทยคือควรมี “ระบบ” ที่ทำให้นโยบายสำคัญไม่สะดุดทุกครั้งที่การเมืองเปลี่ยนหน้า

6) อัตลักษณ์ชาติที่ชัดช่วยให้รัฐสื่อสารทิศทางได้ตรงกัน
บรูไนวางกรอบอัตลักษณ์รัฐชัด (เช่นแนวคิด Malay Islamic Monarchy) ทำให้การสื่อสารของรัฐมีแกนเดียวกัน บทเรียนสำหรับไทยคืออัตลักษณ์ควรเป็นพลังรวม ไม่ใช่ชนวนแยก

พรรคการเมืองหรือแหล่งรวมคดี? คำถามดัง ๆ ถึง "พรรคสามกีบ" กับวาทกรรมลวงโลก "มีเราไม่มีเทา" อ้างจุดยืนใสสะอาดแต่วีรกรรมเพียบ

พรรคการเมืองสามกีบ “วันสต็อปเซอร์วิส”
เลือกพรรคเรา มีบริการครบทุกความเลว
คงไม่ใช่แค่ในประเทศไทย แต่พูดได้โดยไม่กระดากปากว่าทุกประเทศทั่วโลกรวมกันน่าจะมีแค่ “พรรคการเมืองสามกีบ” เพียงหนึ่งเดียวของไทยแลนด์ที่ผลิต “นักการเมืองระดับโฉดชั่ว” ออกมาให้สังคมส่ายหัวติด ๆ กันมากที่สุด

ที่น่าอับอายประเทศตัวเองมากกว่านั้น คือยังมีเหล่า “สาวกผู้ใจบอด” ที่ไม่ว่า “พรรคล้มเจ้า” จะมีพฤติกรรมเทา ๆ ดำ ๆ และต่ำเตี้ยในเรื่องจริยธรรม คุณธรรมขนาดไหน ก็ยังคงหลับหูหลับตาสนับสนุนไม่เลิกรา

สังคมไทยได้เดินทางมาถึงในวันที่มีผู้คนจำนวนไม่น้อย ไม่สนใจความถูกต้อง แต่กลับเดินหน้าโอบอุ้มสิ่งที่ถูกใจหน้าตาเฉย ด้วยการหันไปชื่นชม สนับสนุน กลุ่มคนที่ไม่ต่างจาก “อาชญากร” ที่ซ่อนรูปมาในคราบ “นักการเมืองคนรุ่นใหม่”

วาทกรรมเท็จสารพัดที่ “พรรคการเมืองสามกีบ” โปรยสู่สังคมเพื่อหลอกต้ม “ด้อมสมองน้อย” ให้หลงคล้อยและเชื่อตามว่า “มีเราไม่มีเทา” และเดินหน้าตำหนิ ก่นด่า พรรคการเมืองอื่น ๆ ในทางเสื่อมเสีย แต่เพียงไม่นานนักในทุก ๆ ความโสมมที่คนไทยจะนึกออก กลับไปรวมอยู่ใน “พรรคการเมืองสามกีบ” เพียงพรรคเดียว คล้ายกับ “เลวดึงดูดเลว” ให้มารวมกันเพื่อรอวัน “ตายหมู่” ในไม่นานจากนี้

ระหว่างที่สังคมไทยกำลังจับตามองว่า “พรรคส้มเน่า” จะถูกยุบพรรคเป็นครั้งที่สามหรือไม่ ใครที่สนับสนุนพรรคการเมืองสามกีบอยู่ในห้วงเวลานี้ ก็จะได้รับบริการประเภท “วันสต็อปเซอร์วิส” เรียกว่าเลือกพรรคเดียวได้รับทั้ง สส.เว็บพนัน สส.ฟอกเงิน สส.โดนคดี ๑๑๒ สส.หนีการเกณฑ์ทหาร และ สส.ข่มขืนหญิงสาว รวม ๆ แล้วมีทั้งเทาไปจนถึงดำมืดยั้วเยี้ยเต็มพรรคไปหมด

ยังไม่นับเรื่องที่ “อำมหิตในระดับคลาสสิd” นั่นก็คือการหลอกเด็กไปติดคุกจนต้องเสียอนาคตมากมาย ความชั่วระดับนี้มีแค่ที่นี่..ประเทศไทย

โดย แจ็ค รัสเซล

เกมสื่อระดับรัฐกลับมา? เวที Moscow–Islamabad เชื่อมสัมพันธ์รัสเซีย–ปากีสถาน ยันสร้างสะพานสื่อสารแน่นแฟ้น ผลักดันทูตประชาชนสู่ประชาชน

(24 ก.พ. 69) นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐอิสลามปากีสถาน 'ชาห์บาซ ชารีฟ' เตรียมเยือนนครมอสโกอย่างเป็นทางการระหว่าง 3–5 มีนาคม 2569 โดยก่อนวันเยือนจะมีการจัดงาน "Media Forum Moscow–Islamabad" เพื่อสร้างสะพานการสื่อสารระหว่างรัสเซียกับปากีสถานให้เข้มแข็งขึ้น

เวทีนี้ต่อยอดจากการประชุม First Russia–Pakistan Eurasian Forum ที่กรุงมอสโกเมื่อเดือนธันวาคม 2568 โดยมีสถาบันการศึกษาระหว่างประเทศจากทั้งสองประเทศเป็นผู้จัด งานดังกล่าวย้ำบทบาทของการทูตประชาชนสู่ประชาชน (P2P diplomacy) ซึ่งได้รับการผลักดันโดย ดร. ร็อกโซลานา ซิกอน ผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและผู้อำนวยการศูนย์วิจัย "diplomacy of the nations, partnership of civilizations"

งานนี้ซึ่งจะจัดขึ้นที่ Rossiya Segodnya Media Group กรุงมอสโก มีผู้แทนสื่อหลักๆ เช่น Associated Press of Pakistan (APP) ร่วมกับนักการทูตและนักวิชาการจากรัสเซียและปากีสถาน หลายเซสชันจะพูดถึงความท้าทายโลก ความสัมพันธ์ทวิภาคี และแนวโน้มวารสารศาสตร์ระหว่างประเทศ โดยมีเจ้าหน้าที่ระดับสูงและนักวิเคราะห์ชั้นนำจากทั้งสองฝ่ายเข้าร่วม

การประชุมได้รับการสนับสนุนจากสถานเอกอัครราชทูตปากีสถานประจำรัสเซีย กระทรวงสารสนเทศปากีสถาน รวมทั้งสถาบันวิชาการสำคัญและสถาบันคลังสมอง การประชุมมุ่งหวังให้เกิดการออกแบบวิสัยทัศน์และบทสนทนายุทธศาสตร์ใหม่ระหว่างสองชาติ ช่วยสร้างพื้นฐานความร่วมมือที่มั่นคงและยั่งยืน กลายเป็นจุดเปลี่ยนของความสัมพันธ์ในภูมิภาคยูเรเชีย

"เราต้องการสร้างสะพานสื่อสารที่มั่นคงและยั่งยืน เพื่อผลักดันบทสนทนาเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างรัสเซียและปากีสถาน" ดร. ร็อกโซลานา กล่าวในงานแถลงก่อนหน้าเหตุการณ์

ที่มา : Sputnik


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top