Sunday, 7 June 2026
TheStatesTimes

'ดร.โจ้' แจงปม 'ดร.เอ้' ปลื้มพิธา ยันแค่ชอบสไตล์ทำงานทันสมัย แต่หัวใจยืดมั่นปกป้อง 3 เสาหลัก ลั่น "ถ้า ดร.เอ้ คิดล้มล้าง...ผมจะไปคนแรก"

เมื่อวันที่ 26 ธ.ค.68 นายคมสัน พันธุ์วิชาติกุล รองโฆษกพรรคไทยก้าวใหม่ โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า มีหลายท่านสอบถามผมเรื่อง ดร.เอ้ แคนดิเดตนายกฯ คลิปโหวตนักการเมือง ผมขอเรียนในมุมมองของผมที่ได้ใกล้ชิดกับ ดร.เอ้ ตามนี้นะครับ

เรื่องแรก ดร.เอ้ เป็นคนรุ่นใหม่ เรียนจบต่างประเทศ จบสถาบันหลายแห่ง ดังนั้นจะมีแนวในเรื่องสไตล์การทำงานที่มุ่งเน้นไปในเรื่องความทันสมัย ปรับตัว ตามเทรนด์โลกผมจึงเข้าใจว่าพิธาจึงเป็นคำตอบในมุมมองของ ดร.เอ้ ถ้าเปรียบเทียบท่านอื่นๆ ที่เห็นว่ามันเป็นเรื่องของสไตล์การทำงาน หรือวิธีการทำงาน

เรื่องที่ 2 ความแตกต่างในเรื่องอุดมการณ์ ดร.เอ้ ไม่ได้มีแนวความคิดล้มล้างสถาบัน หรือเป็นภัยต่อความมั่นคง
ถ้าจะล้ม หรือเป็นภัย ก็เป็นต่อเหล่าสแกมเมอร์ การคอร์รัปชัน และปัญหาที่ซ้ำซาก เช่น น้ำท่วม การศึกษาที่ล้มเหลว ปากท้องฝืดเคือง เป็นต้น มากกว่าที่มัวไปมุ่งแก้ ม.112 ที่พยายามทำมาตลอด 9 ปี โดยละเลยเรื่องสำคัญๆ ที่ควรทำก่อนในหลายครั้ง

เรื่องที่ 3 สไตล์ของ ดร.เอ้ เป็นคนไม่ชอบความไม่ถูกต้อง ไม่ชอบการบิดเบือน หรือสร้าง “เฟคนิวส์” ข่าวลวง ข่าวปลอม เพื่อให้ประเทศชาติเสียหาย สร้างความสับสนให้กับประชาชน รวมไปถึงการโจมตีโดยไร้เหตุผล จึงพูดตามความคิดในแง่มาจากตัวตนที่บริสุทธิ์ จากใจ ไม่ได้เป็นปลาไหลเหมือนนักการเมืองทั่วไป
และด้วยเพราะบุคลิกของนักวิชาการ ผสมวิศวกร  ทำให้ ดร.เอ้ เป็นคนคล่องแคล่ว ว่องไว ฉะฉาน มั่นใจ เลยทำให้ดูโผงผางไปบ้าง แต่จะแฝงด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจเต็มเปี่ยม

เรื่องที่ 4 ตามที่ผมเคยเขียนไปก่อนหน้านี้แล้วว่า ดร.เอ้ อยู่ข้างทหารมาตลอด รวมไปถึงพูดเรื่องการเจรจานั้น หมายถึงนับจากนี้ต่อไปต้องมีการเจรจาที่ชัดเจน รัดกุม ในเมื่อเจรจาแล้วไม่เป็นไปตามข้อตกลง ก็ดำเนินการด้วยวิธีทหารเท่านั้น
อย่างเช่นที่เกิดขึ้นกับเขมร ดร.เอ้ เห็นแล้วว่าการเจรจาไม่เป็นผล ละเมิดทุกข้อตกลง จึงควรใช้มาตรการรุนแรงเพื่อยุติสงครามโดยเร็วที่สุด แล้วรีบกลับมาฟื้นฟูประเทศไทย พร้อมผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงที่อยู่ชายแดน
และอีกหลายประเด็น อยากให้ลองไปฟังคลิปเต็มๆ หรือดูในเพจ ดร.เอ้ เพจพรรค โดยตรง เพราะบางท่านอาจจะฟัง หรืออ่านท่อนใดท่อนนึง แล้วตีความโดยไม่ได้ฟัง อ่าน ที่เหลือทั้งหมด

“ผมบอกกับทุกท่านตรงนี้ได้เลยครับว่า ถ้า ดร.เอ้ แคนดิเดตนายกฯ พรรคไทยก้าวใหม่ มีแนวโน้มที่จะบั่นทอน 3 เสาหลักของประเทศ ผมคนนึงที่จะไม่อยู่ตรงนี้”

จึงขอเรียนอธิบายมาเพื่อสร้างความเข้าใจที่ตรงกัน และขอขอบคุณทุกท่านจำนวนมาก ที่ส่งความห่วงใยในเรื่องนี้มาถึงผมด้วยครับ

 

5 ทักษะคนไทยอยากให้พัฒนาในปีหน้า

รู้หรือไม่คนไทยอยากพัฒนาทักษะอะไรในปีหน้า สถาบันวิจัยความเป็นอยู่ฮาคูโฮโด อาเซียน (ประเทศไทย) สำรวจมาให้แล้ว มีอะไรบ้างไปส่องกัน

สะเทือนท่องเที่ยวเขมร!! Trip.com ประกาศ “ระงับความร่วมมือ” กัมพูชา หลังชาวจีนกังวลเรื่องความปลอดภัยของข้อมูล . (28 ธ.ค. 2568) – กลายเป็นข่าวใหญ่ส่งท้ายปีที่สั่นคลอนเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของกัมพูชาอย่างรุนแรง เมื่อ Trip.com Grou

กลายเป็นข่าวใหญ่ส่งท้ายปีที่สั่นคลอนเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของกัมพูชาอย่างรุนแรง เมื่อ Trip.com Group แพลตฟอร์มให้บริการด้านการท่องเที่ยวออนไลน์ (OTA) ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียและจีน ได้ออกแถลงการณ์ “ระงับความร่วมมือเชิงกลยุทธ์” (Suspension of Strategic Partnership) กับกระทรวงการท่องเที่ยวกัมพูชาอย่างไม่มีกำหนด

การตัดสินใจครั้งนี้ถือเป็น “หมัดน็อค” ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของกัมพูชาที่กำลังพยายามฟื้นตัว โดยนักวิเคราะห์มองว่า นี่คือมาตรการคว่ำบาตรทางอ้อมจากภาคเอกชนจีน ที่หมดความอดทนต่อปัญหาความปลอดภัยและภาพลักษณ์ด้านลบของกัมพูชา

แม้ Trip.com จะระบุเหตุผลในแถลงการณ์ว่าเป็นเรื่องของ “การทบทวนมาตรฐานความปลอดภัยในเส้นทางท่องเที่ยว” แต่เบื้องลึกเบื้องหลังนั้นมาจาก 2 ปัจจัยหลักที่รุมเร้ากัมพูชามาตลอดปี 2568:

1. วิกฤตศรัทธาเรื่อง “แก๊งคอลเซ็นเตอร์และสแกมเมอร์”
แม้รัฐบาลกัมพูชาจะพยายามประชาสัมพันธ์แคมเปญท่องเที่ยว แต่ภาพลักษณ์ของประเทศกลับถูกผูกติดกับคำว่า “Scam Compound” (นิคมมิจฉาชีพ) โดยเฉพาะในเมืองสีหนุวิลล์และปอยเปต ข่าวการล่อลวงนักท่องเที่ยวจีนและชาวต่างชาติไปกักขัง ทำร้ายร่างกาย และบังคับให้ทำงานเป็นสแกมเมอร์ ยังคงหลุดออกมาอย่างต่อเนื่อง
กระแสภาพยนตร์และสารคดีตีแผ่ด้านมืดเหล่านี้ ทำให้ชาวจีนเกิดความหวาดกลัว จนเกิดกระแส #BoycottCambodia ในโซเชียลมีเดียจีน (Weibo/Douyin) การที่ Trip.com ยังคงโปรโมทกัมพูชาต่อไป จึงเสี่ยงต่อการถูกกระแสสังคมตีกลับและเสียภาพลักษณ์แบรนด์

2. ความขัดแย้งตามแนวชายแดน (Border Conflict)
สถานการณ์ความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ปะทุขึ้นในช่วงเดือนธันวาคม 2568 ซึ่งมีการปะทะกันของกองกำลังทหาร ส่งผลให้บริษัทประกันภัยการเดินทางหลายแห่ง “ปฏิเสธการคุ้มครอง” นักท่องเที่ยวที่จะเดินทางเข้าสู่พื้นที่เสี่ยง เมื่อความปลอดภัยของลูกค้าไม่ได้รับการการันตี Trip.com จึงจำเป็นต้องถอดโปรแกรมทัวร์และยุติการส่งเสริมการขายทันที

 ผลกระทบ: เศรษฐกิจกัมพูชา “เจ็บหนัก”
การถอนตัวของ Trip.com ไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะ: 
สูญเสียตลาดหลัก: นักท่องเที่ยวจีนคือ “ท่อน้ำเลี้ยง” หลักของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวกัมพูชา การหายไปของช่องทางโปรโมทที่ใหญ่ที่สุด เท่ากับการตัดขาดการเข้าถึงนักท่องเที่ยวจีนนับล้านคน

 ความเชื่อมั่นพังทลาย: เมื่อแพลตฟอร์มระดับโลกประเมินว่า “ไม่ปลอดภัย” เอเจนซี่ทัวร์จากประเทศอื่น ๆ (เช่น ยุโรป ญี่ปุ่น หรือเกาหลีใต้) ก็มีแนวโน้มที่จะดำเนินรอยตาม เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยง

กระทบการลงทุน: โครงการโรงแรมและคาสิโนที่หวังพึ่งพากำลังซื้อจากจีนอาจกลายเป็นตึกร้างเพิ่มขึ้น ซ้ำเติมวิกฤตอสังหาริมทรัพย์ในสีหนุวิลล์

ทั้งนี้ : ในช่วง 10 เดือนแรกของปี 2568 กัมพูชาได้รับนักท่องเที่ยวชาวจีนประมาณ 1 ล้านคน คิดเป็นมากกว่า 20% ของจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมด 4.8 ล้านคน ตามข้อมูลของนายฮูโอต ฮัก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวของกัมพูชา ก่อนหน้านี้ในเดือนนี้ คณะกรรมการการท่องเที่ยวกัมพูชายืนยันว่าประเทศ ยังคงปลอดภัยและเปิดให้บริการอย่างเต็มที่ และ จุดหมายปลายทางหลัก รวมถึงเสียมเรียบและพนมเปญ ดำเนินการ โดยไม่หยุดชะงัก

นัยยะทางการเมือง: แรงกดดันให้ “กวาดล้าง”

นักรัฐศาสตร์มองว่า ท่าทีของ Trip.com (ซึ่งมีความสัมพันธ์อันดีกับรัฐบาลจีน) อาจเป็นสัญญาณเตือนจากปักกิ่งถึงพนมเปญ ว่าจีนไม่พอใจอย่างมากที่กัมพูชายังปล่อยให้กลุ่มทุนจีนสีเทาใช้พื้นที่เป็นฐานปฏิบัติการโจมตีทางไซเบอร์กลับมายังพลเมืองจีน และสร้างปัญหาความมั่นคงในภูมิภาค

การเคลื่อนไหวนี้สอดรับกับท่าทีของ ประเทศไทย ภายใต้การนำของนายกฯ อนุทิน ที่เพิ่งประกาศวาระแห่งชาติกวาดล้างสแกมเมอร์และบัญชีม้าอย่างจริงจัง ทำให้กัมพูชาตกอยู่ในที่นั่งลำบาก ถูกบีบจากทั้งเพื่อนบ้านและพี่ใหญ่อย่างจีน

ดังนั้น กรณี Trip.com ยกเลิกความร่วมมือ คือสัญญาณเตือนภัยระดับสูงสุดว่า “ยุคของการทำธุรกิจสีเทาควบคู่กับการท่องเที่ยวจบลงแล้ว” หากกัมพูชาต้องการกอบกู้เศรษฐกิจท่องเที่ยวกลับมา ทางเลือกเดียวคือต้องพิสูจน์ให้โลกเห็นว่า สามารถกวาดล้างขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติได้จริง ไม่ใช่แค่สร้างภาพลักษณ์โฆษณา แต่ต้องสร้าง “ความปลอดภัยที่จับต้องได้” เท่านั้น
 

ทุ่มไม่ยั้ง!! เพื่อนบ้านอาเซียนปักหมุด “อภิมหาสนามกีฬา” ฮานอยวางเป้าเสร็จ 2028 สนามจุ 135,000 ที่นั่ง หวังขึ้นแท่นศูนย์กลางกีฬาโลก

(28 ธ.ค. 68) เวียดนามเดินหน้าโครงการ "Olympic Sports Urban Area" ชานกรุงฮานอย ตั้งเป้าสร้างสนาม Trống Đồng Stadium ความจุ 135,000 ที่นั่ง เป็นหัวใจเมืองกีฬาใหม่ กดปุ่มเมกะโปรเจกต์ที่ลงทุนกว่า 925.6 ล้านล้านดอง หรือราว 35.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อยกระดับเวียดนามเข้าสู่เวทีโลกกีฬาในช่วงทศวรรษหน้า

ตามข้อมูลทางการ โครงการนี้มีขนาดถึง 9,171 เฮกตาร์ โดยสนาม Trống Đồng ใช้พื้นที่ 73.3 เฮกตาร์ ออกแบบรองรับมาตรฐานการแข่งขันระดับนานาชาติ โดยเป้าหมายคือเสร็จสิ้นในเดือนสิงหาคม 2028 เพื่อเปลี่ยนพื้นที่นี้ให้เป็นศูนย์กลางกีฬาและเมืองระดับภูมิภาคและนานาชาติ

สนามจุ 135,000 ที่นั่งทำให้ Trống Đồng Stadium ถูกจัดเป็นหนึ่งในสนามกีฬาที่ใหญ่ที่สุดในโลก แม้จะมีรายงานหลากหลายว่าขนาดนี้อาจเป็นสนามที่ใหญ่ที่สุดหรือรองอันดับสองรองจาก Rungrado 1st of May Stadium ของเกาหลีเหนือ แต่ความสำคัญคือเวียดนามกำลังยกระดับโครงสร้างพื้นฐานกีฬาให้เหนือกว่าในภูมิภาคอาเซียน

เจ้าหน้าที่ระบุว่า "โครงการนี้ไม่ใช่แค่สนามฟุตบอล แต่รองรับจัดอีเวนต์ระดับเอเชียน เกมส์ โอลิมปิก และเวิลด์คัพ" พร้อมชูผลกระทบเศรษฐกิจ ทั้งการลงทุนใหม่ สร้างงาน และการพัฒนาด้านการท่องเที่ยวและพาณิชย์ที่รวดเร็ว

เวียดนามตั้งเป้าที่จะเพิ่ม Soft Power และเพิ่มเครดิตการเป็นเจ้าภาพในระดับโลก โดยการมีสนามกีฬาและระบบรองรับที่พร้อมจะเป็นแต้มต่ออันดับต้นๆ ในภูมิภาค ขณะที่ไทยควรเรียนรู้จากโมเดลนี้ โดยไม่เพียงแค่เน้นขนาดสนาม แต่ต้องวางแผนใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืนและเชื่อมโยงระบบเดินทางได้สะดวก เพื่อป้องกันปัญหาสนามร้างและความลำบากในการบริหารจัดการหลังงานใหญ่

ที่มา: https://www.sanook.com/sport/1628432/

‘อนุทิน’ แจงไม่ร่วมดีเบต เหตุประเทศมีปัญหาเยอะ เอาเรื่องอธิปไตยก่อน บอกพูดไม่เก่ง -ไม่ชอบตอบโต้ เดี๋ยวชวนทะเลาะ

26 ธ.ค. 68) เมื่อเวลา 12.30 น. ที่สถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย กล่าวถึงกรณีที่ไม่ไปออกรายการดีเบตหาเสียงว่า ตนยังทำหน้าที่นายกฯ ซึ่งไม่ใช่รักษาการ และไม่มีคำว่ารัฐบาลรักษาการ มันกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญว่าประเทศต้องมีรัฐบาลตลอดเวลา วันนี้ประเทศไทยมีปัญหาเยอะแยะ เดี๋ยวตนต้องกลับไปสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ตนเอาเรื่องอธิปไตยก่อนดีกว่าไหมตรงนี้สำคัญกับตนมากกว่าที่ทำอย่างไรก็ได้ให้ความเสี่ยง ความหวาดกลัว ความหวาดระแวง การสูญเสียของพี่น้องทหารและประชาชน เอาเรื่องนี้ให้จบไปก่อน 

นายอนุทิน กล่าวว่า เรื่องการหาเสียงเมื่อวันที่ 24 ธ.ค. ตนก็ใช้เวลากับประชาชนเกือบ 4 ชั่วโมง ในการเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สส. เปิดนโยบายของพรรคภูมิใจไทยให้รับทราบเพื่อไปพิจารณา และจากนี้ไปก็มีเวลาอีก 40 กว่าวันที่ผู้สมัครแต่ละคนไปหาเสียงในพื้นที่ โดยสไตล์การทำงานของตนทำงานเป็นทีม ถ้าตนเก่งทุกอย่าง ตนก็คงประสบความสำเร็จเร็วกว่านี้ มากกว่านี้ แต่ตนก็ใช้ทีมของตนใครมีความรู้ความสามารถด้านไหนก็เอาไป 

เมื่อถามว่า จะไม่ไปดีเบตกับเขา นายอนุทินกล่าวว่า ตนพูดไม่เก่ง ตนไม่ชอบตอบโต้ พอตอบโต้ เดี๋ยวทะเลาะกัน ตนหลีกเลี่ยงการทะเลาะกัน ตนก็มีสไตล์การใช้ชีวิตองตน ซึ่งตนไม่อยากไปว่ากล่าวใคร ไม่อยากไปกล่าวหาใคร ตนไม่อยากไปแก้ตัวในสิ่งที่ถูกกล่าวหาที่ไม่เป็นความจริง เพราะไม่ได้เกิดประโยชน์อะไร สมมุติมีการดีเบตกัน วันนี้ตนเป็นนายกฯ จะพูดอะไรก็ต้องระวังหมดทุกฝีก้าว บางทีก็สับสวิตซ์ไม่ทัน ตนก็มีความชัดเจนว่า นโยบายของพรรคภูมิใจไทย ไทยแลนด์พลัส คนละครึ่งพลัส การศึกษาพลัส การค้าพลัส ขายข้าวพลัส และเรื่องสแกมเมอร์ที่ต้องเอาให้อยู่ แสดงให้เห็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม และความตั้งใจเจตนารมณ์แผนการทำงานที่จะทำ ถ้ามีโอกาสได้กลับมาได้เป็นผู้บริหารประเทศอีกรอบ ตนมีความชัดเจนในตรงนี้อยู่แล้ว

เมื่อถามว่า ที่มีการพูดว่ากลัวที่จะพลาดพลั้ง ไม่เกี่ยวกันใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ตนพูดไม่เก่ง พูดไปแล้วก็ไม่ได้ผลบวกอะไรขึ้นมา มีแต่ลบ เพราะต้องไปทะเลาะกับเขา ต้องไปดีเฟน ต้องไปชี้แจง ไม่ได้ทันได้พูดคุยกัน ไปดีเบต 5 คน 7 คน หรือบางครั้ง 10 คน พูดกันคนละ 2 นาที ตนพูดไม่ได้ ตรงนี้อาจจะเป็นจุดอ่อนของตนให้ตนพูด 3 ชั่วโมงพูดได้ แต่ให้พูด 2 นาทีพูดไม่ได้ ถ้าไปแล้วต้องไปนั่งตอบโต้ข้อกล่าวหาต่างๆไม่ได้พูดเรื่องตัวเอง มันเสียเวลาคนฟัง ซึ่งตนมีความชัดเจนในเรื่องนโยบายของพรรคภูมิใจไทยอยู่แล้ว ซึ่งตนก็หาทางสื่อสารกับประชาชนในรูปแบบที่สื่อสารได้ชัดเจน และไม่ถูกจำกัดด้วยเวลา  ตนมีเวลา 40 กว่าวัน อย่างวันที่ 27 ธ.ค. ตนก็ไปเปิดตัวผู้สมัครสส. และเดินสาย 3-4 จังหวัดไปหาประชาชนเลย ไม่ต้องผ่านการดีเบตหรืออะไรต่างๆ ตนก็มีแนวทางการทำงาน ไปรับฟังสิ่งที่ประชาชนอยากให้เกิด อยากเห็นและคาดหวังจากตนได้ในอีกรูปแบบหนึ่ง

เมื่อถามว่า นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน จะไม่มีการโหวตให้นายอนุทินเป็นนายกฯ และรัฐบาลที่กำลังจะเกิดขึ้นจะเป็นการต่อสู้กันระหว่างพรรคประชาชนและพรรคภูมิใจไทย นายอนุทินกล่าวว่า “ทำไมถึงไม่โหวต ที่ไม่โหวตเพราะ โกรธที่ผมยุบสภาหรือ ผมทำชั่วทำอะไร ผมทำเลวอะไรกับประเทศชาติหรือเปล่าถึงไม่มาร่วมงาน ถ้าพวกท่านบอกว่าตัวเองเป็นคนดี มีความสามารถ รักชาติรักบ้านเมืองเหมือนกัน ผมก็รักชาติรักบ้านเมืองไม่แพ้กัน ทำไมถึงทำงานร่วมกันไม่ได้ ยังทันเลือกตั้งเลย พี่น้องประชาชนยังไม่ทันตัดสินเลย แล้วมาบอกว่าไม่ทำงานร่วมกันแล้ว ถึงเวลาลุยต้องลุย ถ้าจะต้องถอยแล้วบ้านเมืองเดินหน้าไปได้ก็ต้องถอย ผมไม่เคยคิดเลยว่าจะร่วมกับใครไม่ได้ อย่างที่ผมพูดไม่ร่วมกับพรรคไหนที่ไปแต่มาตรา 112 ซึ่งเป็นแนวทางของพรรคภูมิใจไทย

เมื่อถามว่า หากไม่มีเรื่องนี้เข้ามาเกี่ยว สามารถคุยกันได้กับทุกพรรค นายอนุทิน กล่าวว่า เรื่องเลือกตั้งเป็นสิ่งที่ติดมาตั้งแต่เป็นหัวหน้าพรรคว่า ตนต้องฟังการตัดสินใจของประชาชน หากประชาชนเลือกพรรคนี้มาเท่านี้ เลือกอีกพรรคนึงมาเท่านี้ เราก็สามารถแปลความต้องการของประชาชนออกมาได้ว่าเป็นอย่างไร

เมื่อถามว่า หากผ่านการเลือกตั้งไปแล้ว ต้องมีการจับขั้วกับพรรคกล้าธรรมและพรรคประชาธิปัตย์ แต่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์บอกว่าไม่เอาพรรคกล้าธรรม จนทำให้ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม ควันออกหู นายอนุทิน กล่าวว่า แล้วมันดีไหม พี่น้องประชาชนควรรับรู้ไหมว่า ร.อ.ธรรมนัสควันออกหู พี่น้องประชาชนได้อะไรจากการโกรธของ ร.อ.ธรรมนัส ฉะนั้นเราต้องมีกระบวนการยุติธรรม อย่างเรื่องสแกมเมอร์ วาทกรรมที่ไม่บอกคนนี้ชั่ว คนนี้เลว ไปกล่าวหาก่อน โดยที่กระบวนการยุติธรรม ยังไม่มีศาลไหนที่ตัดสินเลย ถ้าอย่างนี่ใครก็ให้ทีมงานไปกล่าวหา ก็คงไม่มีใครมาทำหน้าที่รับใช้บ้านเมืองกันพอดี

เมื่อถามว่า ที่นายอภิสิทธิ์ระบุจะไม่ร่วมกับพรรคกล้าธรรม แสดงว่าเขายังไม่ได้ตัดพรรคภูมิใจไทยออกจากสมการใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า รอวันที่ประชาชนตัดสินใจ เพราะไม่ได้มีข้อกฎหมายกำหนดอะไรที่หัวหน้าพรรคต้องมาบอกว่าจะร่วมกับคนนั้นไม่ร่วมกับคนนี้ ที่ผ่านมามีคนพูดแบบนี้เยอะแยะ ไม่มีวัน ไม่มีทาง เป็นไปไม่ได้ ตายดีกว่า แล้วเป็นอย่างไรตนไม่เคยพูดเลย มีแต่คนอื่นพูดว่าไม่ร่วมกับตน ซึ่งตนเพิ่งพูดว่าถ้าพรรคไหนที่แตะมาตรา 112 ตนไม่ร่วม ตั้งแต่เล่นการเมืองมาจำได้ว่าก็พูดแค่นี้ ถ้าร่วมกันต้องมานั่งหาเหตุผลอธิบาย ซึ่งฟังไม่ได้เรื่องซักอย่าง

เมื่อถามว่า หมายตาไว้หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า เราอยู่ในการเมืองมา จะใช้คำว่าเก๋าก็ไม่ได้เพราะเดี๋ยวจะชมตัวเอง ต้องใช้คำว่า เข้าใจทำใจได้ว่า เมื่อถึงเวลาหลังเลือกตั้งแล้ว ไม่เกินเที่ยงคืนของวันเลือกตั้งก็จะเห็นรัฐบาลทันที ไม่ว่าจะรับรองหรือไม่รับรองนี่คือสิ่งที่ตนเชื่อ และที่ผ่านการเลือกตั้งมา 3-4 ครั้ง ก็เห็นอย่างนี้ตลอดไม่ต้องรอนาน หลังการเลือกตั้งปี 62 พรรคภูมิใจไทยได้ 51 เสียง มีโทรศัพท์มาหา 500 สาย ตนก็คิดว่าถึงเวลาคุยหรือยัง เพราะเราไม่ใช่แกนนำ แต่ตนก็ไม่เคยพูดว่า ตนจะไม่ร่วมกับใคร เพราะว่าถ้าประชาชนเลือกแล้ว ตนว่าตนมีเกราะป้องกัน ส่งเข้ามา 51 คน คนเข้ามา 71 คนเที่ยวหน้าหวังว่าจะเข้ามา 100 กว่าคน 

เมื่อถามย้ำว่า ต้องมี 100 กว่าใช่ไหม นายอนุทินกล่าวว่า ก็หวัง ต้องทำให้ดีประชาชนสั่ง ประชาชนเป็นคนเลือกกำหนดเองไม่ได้ ถ้ากำหนดเองได้ก็มี 500 คนไปเลยให้หมดเรื่องหมดราว แต่มันทำไม่ได้ ตอนที่พรรคภูมิใจไทยมา 71 คน พวกตนอ่านความต้องการของพี่น้องประชาชนได้ เมื่อเสียงส่วนใหญ่ว่ามาแบบนี้ตนก็ไป เพราะตนมาทำงานให้กับประเทศและประชาชน ตนก็ทำอย่างนี้มาตลอด คนการเมืองถ้าเข้าใจหลักการทำงานของตน ที่ผ่านมาตอนทำงานเป็นรองนายกฯ เป็นรัฐมนตรีสาธารณสุข นายกฯ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ท่านเข้าใจตน ท่านเห็นว่ามาทำงานร่วมกันแล้วดี สามัคคีคือพลัง ตรงไหนเข้าท่าสนับสนุน ตรงไหนไม่เข้าท่าก็ดุด่าว่ากล่าว ก็จบ4 ปี สวยงามระบบสาธารณสุขประเทศไทยก็เป็นอันดับ 6 ของโลก ประเทศไทยมีความเป็นปึกแผ่น ไม่มีความแตกแยก

“พอหลังเลือกตั้ง พล.อ.ประยุทธ์ไม่ได้เป็นนายกฯ แล้ว ผมก็มีนายกฯ ใหม่อีก 2 คนก็ทำงาน ก็สนับสนุนยืนเคียงข้างนายกฯ ตลอดเวลา ไม่เคยคิดจะไปไปทาบเงา เป็นรองนายกฯ เป็น รมว.มหาดไทย ทำงานสนับสนุนรัฐบาลเต็มที่ แต่อีกฝั่งไม่ได้คิดอย่างผม มันก็เลยมีวันนี้ ไม่อย่างนั้นวันนี้ผมก็ยังเป็นรองนายกฯ เป็นรมว. มหาดไทย และก็ช่วยกันทำงานอีก 2 ปีก็จะมีการเลือกตั้ง” นายอนุทินกล่าว

เมื่อถามว่า ตอนนั้นน้อยใจหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า  ผมเสียใจ ไม่ได้น้อยใจหัวยังไม่ได้ล้าน แต่เสียใจที่ทำไมแปลเจตนารมณ์ผมผิด และข้อกล่าวหาที่บอกว่า ผมทำงานไม่ดี ทำงานช้า ทำงานไม่ทันใจทำงานไม่เข้าเป้า แต่ผลโพลผมตามหลังนายกฯ เรื่องยาเสพติดก็มีคนมาร่วมกับผมเยอะแยะไปหมด แต่ก็ไม่รู้ว่าจะดีใจหรือเสียใจดี ถ้าเขาไม่ไล่เราออกมา เราก็คงไม่ได้เป็นนายกฯ ก็ต้องขอบคุณที่เขาไล่ออกมา ส่วนตัวผมไม่มีโกรธ

เมื่อถามว่า สรุปว่าออกเองหรือเขาไล่ออกมา นายอนุทิน กล่าวว่า ได้รับข้อเสนอที่รับไม่ได้ เหมือนได้รับเงิน 3 แสนบาท แต่บอกให้ไปรับ 1.8 แสนบาท แล้วจะเปลี่ยนไหม ฉันใดก็ฉันเพล (ฉันใดก็ฉันนั้น) 

เมื่อถามว่า ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชนฟาดกลับนายอนุทินหยุดสร้างนิทานหลอกเด็กกรณีมาตรา 112 แจงชัดยกมือดีเบตแค่ดันนิรโทษกรรมคดีการเมือง พรรคประชาชน(ปชน.)ไม่หวั่นพรรคน้ำเงินขู่ไม่จับมือพร้อมสู้เลือกตั้ง

โดยนายอนุทิน กล่าวว่า น้ำเงินน่าจะหมายถึงพรรคภูมิใจไทย ก็ไม่ได้ขู่ใคร แต่เรื่องของมาตรา 112 จะปรับเปลี่ยนให้มันไม่มีการบังคับที่เข้มงวดแบบนี้พรรคภูมิใจไทยไม่เอาด้วยอยู่แล้วพูดง่ายๆมาตรา 112 มีความสมบูรณ์อยู่แล้ว เราต้องปกป้องสถาบันหลักของชาติเอาไว้ เรื่องการผลักดันนิรโทษกรรมผู้ที่ทำผิดมาตรา 112 ตนว่าแทนที่จะไปผลักดันการนิรโทษกรรมผู้กระทำผิดมาตรา 112 ผลักดันให้คนไม่ลบหลู่สถาบันพระมหากษัตริย์ดีกว่าไหม จะได้ไม่ทำผิดกฎหมาย เราเป็นคนไทยเราก็ต้องหวงแหนสถาบันหลักของเราเหมือนกัน และถ้าใครมาพูดว่ากล่าวให้ร้าย ตนและพรรคภูมิใจไทยไม่ยอม โดยเฉพาะตัวของตนมีความชัดเจนไม่ได้สร้างนิทานหลอกเด็ก เกิดมาก็หลอกคนเดียวคือคนที่นอนติดกันทุกคืน เวลาทำอะไรผิด คนอื่นไม่เคยหลอก เด็กผู้ใหญ่ คนสูงอายุ ไม่มี 

พิธีกรถามต่อว่านายกฯดีเบตออกรายการไปถึงนายณัฐพงษ์ใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่กล้าหรอกครับ ตนถึงบอกเอามา ก็เอามานั่งเถียงกันแล้วประชาชนได้อะไร ถ้าเกิดเป็นแบบนี้ร่วมกันไปประเทศก็น่าจะเสียหาย ไปฟาดฟันกันในคณะรัฐบาลมันยิ่งหนัก ชัดเจนกันแบบนี้มันก็ดีอยู่แล้วให้ประชาชนตัดสิน

พิธีกรถามอีกว่าสุดท้ายนายกฯอยากบอกอะไรกับประชาชน นายอนุทิน กล่าวว่า ขอบคุณประชาชนในโอกาสที่ให้ตนปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและได้รับกำลังใจ เสียงสนับสนุนที่เห็นด้วยกับสิ่งที่ตนได้ดำเนินการวางเป็นกรอบนโยบายให้กับประเทศไทยในช่วงระยะเวลาที่ตนทำหน้าที่นายก ฯ อยากขอความเข้าใจและการสนับสนุนจากประชาชนอีกครั้งในการเลือกตั้งที่จะมาถึงในวันที่8 ก.พ. 2569 คิดว่าน่าจะได้เลือกตั้งแน่รัฐบาลพร้อมที่จะให้การสนับสนุนคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)ในการเลือกตั้งอยู่แล้วและกกต.ได้ออกมาตรการสำหรับการเลือกตั้ง ต่อให้ยังมีสถานการณ์ความไม่สงบเกิดขึ้นก็ยังสามารถที่จะเลือกตั้งได้ ก็ขอให้ประชาชนได้เชื่อมั่นว่าตนจะทำงานรับใช้ท่านและประเทศไทยอย่างเต็มที่

29 ธันวาคม 2456 ไทยลุยบินครั้งแรก จุดเริ่มต้นบินไทย เครื่องบินไทยลำแรกขึ้นบินกลางกรุงเทพฯ นักบินไทย 3 นายฝึกบินจากฝรั่งเศส สนามม้าสระปทุมกลายเป็นสนามบินแรก

(29 ธ.ค. 56) วันที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2456 ถือเป็นวันประวัติศาสตร์ที่คนไทยบินเครื่องบินของตัวเองเป็นครั้งแรกที่สนามม้าสระปทุม กลางกรุงเทพฯ นักบินไทยสามนายได้ทดสอบบินเครื่องบิน 8 ลำที่สั่งซื้อจากฝรั่งเศส ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของกิจการบินไทยอย่างเป็นทางการ

ก่อนหน้านั้น วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2454 นักบินชาวเบลเยียม ชาร์ลส์ แวน เดน บอร์น ได้นำเครื่องบินปีกสองชั้นบินโชว์ต่อหน้าพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทำให้กองทัพบกมองเห็นความสำคัญของการบินและจัดตั้งแผนกการบินขึ้น พร้อมส่งนักบินไทย 3 นายไปฝึกที่ฝรั่งเศส และสั่งซื้อเครื่องบิน 8 ลำ

ในวันที่ 29 ธันวาคม 2456 นักบินไทยทั้งสามนายได้ทำการบินทดสอบเองครั้งแรก เครื่องบินค่อย ๆ ลอยตัวขึ้นเหนือพื้นสนามบินสระปทุม สร้างความตื่นเต้นแก่ประชาชนที่มาชม และถือเป็นการเปิดศักราชการบินในประเทศไทย โดยสนามม้าสระปทุมถูกแปลงเป็นสนามบินชั่วคราว

หลังจากนั้น พื้นที่สนามม้าสระปทุมไม่เหมาะสำหรับขยายการบิน จึงย้ายไปที่ทุ่งดอนเมือง ซึ่งกลายเป็นสนามบินหลักและก่อกำเนิดกองทัพอากาศไทยที่มีบทบาทสำคัญต่อประเทศ ช่วงเวลานี้จึงเป็นจุดเริ่มต้นของยุค "ยุทธศาสตร์ทางอากาศ" ของไทย

แม้วันการบินแห่งชาติในปฏิทินจะอยู่วันที่ 13 มกราคม แต่วันที่ 29 ธันวาคม 2456 คือวันที่คนไทยได้เริ่ม "เหาะได้" อย่างแท้จริง สะท้อนถึงความภูมิใจและการพัฒนาที่ต่อเนื่องของวงการการบินไทยจนถึงวันนี้

ที่มา : https://www.facebook.com/royalthaiarmyRTA/posts/

จีนผงาดสู่ผู้นำเทคโนโลยีโลก เปิดผลงาน 5 ปี แผงวงจร-ซอฟต์แวร์แกร่ง พร้อมทัพ Generative AI กว่า 700 โมเดล

ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา สาธารณรัฐประชาชนจีนได้แสดงให้โลกเห็นถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยี ท่ามกลางกระแสการแข่งขันที่ดุเดือดในเวทีโลก ล่าสุดมีรายงานความคืบหน้าสำคัญที่ยืนยันว่า จีนได้บรรลุเป้าหมายในการพัฒนาเทคโนโลยีหลัก (Core Technologies) อย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะใน 3 เสาหลัก ได้แก่ แผงวงจรรวม (Integrated Circuits), ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และซอฟต์แวร์พื้นฐาน

ความสำเร็จนี้ไม่เพียงแต่สะท้อนถึงความสามารถในการพึ่งพาตนเอง (Self-reliance) แต่ยังแสดงถึงศักยภาพในการเป็นผู้กำหนดทิศทางเทคโนโลยีของโลกในอนาคต

 1. ปรากฏการณ์ AI: กองทัพ Generative AI กว่า 700 รายการ

ไฮไลท์ที่สำคัญที่สุดในรายงานฉบับนี้ คือการเติบโตแบบก้าวกระโดดของอุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์ โดยเฉพาะ "Generative AI" (AI แบบรู้สร้าง)

 ตัวเลขสถิติ: มีการเปิดเผยว่า จีนมีการยื่นจดทะเบียนผลิตภัณฑ์โมเดลปัญญาประดิษฐ์ขนาดใหญ่ (Large Language Models - LLMs) และ Generative AI ไปแล้วกว่า 700 รายการ

 นัยสำคัญ: ตัวเลขนี้ชี้ให้เห็นว่า จีนไม่ได้เป็นเพียงผู้ตามในกระแส AI ที่เริ่มโดยชาติตะวันตก แต่มีระบบนิเวศการพัฒนาของตนเองที่แข็งแกร่ง ทั้งจากบริษัทยักษ์ใหญ่ (เช่น Baidu, Tencent, Alibaba) และสตาร์ทอัพหน้าใหม่ (เช่น DeepSeek)

 การประยุกต์ใช้: โมเดลเหล่านี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การแชทโต้ตอบ แต่ถูกนำไปประยุกต์ใช้ในภาคอุตสาหกรรม การแพทย์ การศึกษา และการผลิตขั้นสูง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนอย่างเป็นรูปธรรม

 2. แผงวงจรรวม (Integrated Circuits): ทลายกำแพงเทคโนโลยี

แม้อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์จะเป็นสมรภูมิที่มีการกีดกันทางการค้าอย่างเข้มข้น แต่จีนรายงานความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่องในช่วง 5 ปีนี้

 นวัตกรรมการผลิต: จีนสามารถพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตชิป (Chip Manufacturing) และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องได้ก้าวหน้าขึ้น ลดช่องว่างทางเทคโนโลยีกับผู้นำตลาดโลก

 การออกแบบที่ซับซ้อน: ความสามารถในการออกแบบชิปสำหรับใช้งานเฉพาะทาง เช่น ชิปสำหรับ AI, ชิปสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และชิปสื่อสาร 5G มีประสิทธิภาพสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

 ห่วงโซ่อุปทาน: มีการสร้างความแข็งแกร่งให้กับ Supply Chain ภายในประเทศ ลดความเสี่ยงจากการถูกตัดขาดเทคโนโลยีจากภายนอก

 3. ซอฟต์แวร์พื้นฐาน (Basic Software): รากฐานใหม่ของโลกดิจิทัล

อีกหนึ่งความสำเร็จที่มักถูกมองข้ามแต่มีความสำคัญสูงสุด คือ "ซอฟต์แวร์พื้นฐาน" ซึ่งเปรียบเสมือนกระดูกสันหลังของโลกไอที

 ระบบปฏิบัติการ (OS): จีนประสบความสำเร็จในการพัฒนาระบบปฏิบัติการคอมพิวเตอร์และมือถือของตนเอง (เช่น HarmonyOS ของ Huawei และระบบปฏิบัติการ OpenKylin สำหรับพีซี) เพื่อลดการพึ่งพาระบบจากต่างชาติ

 ซอฟต์แวร์อุตสาหกรรม: มีการพัฒนาซอฟต์แวร์สำหรับการออกแบบวิศวกรรม (CAD/CAE) และระบบจัดการฐานข้อมูล (Database) ที่มีความเสถียรและรองรับการใช้งานในระดับองค์กรขนาดใหญ่ได้

 Open Source: จีนกลายเป็นผู้สนับสนุนหลักในชุมชน Open Source ระดับโลก ซึ่งช่วยเร่งความเร็วในการพัฒนานวัตกรรมซอฟต์แวร์ในประเทศ

ความก้าวหน้าทั้ง 3 ด้านในช่วง 5 ปีที่ผ่านมานี้ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลมาจากยุทธศาสตร์ชาติที่มุ่งเน้นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรม จีนกำลังเปลี่ยนผ่านจากการเป็น "โรงงานของโลก" สู่การเป็น "ศูนย์กลางเทคโนโลยีของโลก"

การมี Generative AI กว่า 700 โมเดล ควบคู่ไปกับฮาร์ดแวร์ (ชิป) และรากฐานซอฟต์แวร์ที่แข็งแกร่ง จะเป็นเครื่องยนต์สำคัญที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจจีนและเศรษฐกิจโลกในทศวรรษหน้าอย่างแน่นอน
 

อุ่นละมุนส่งท้ายปี!! “ตั๊ก บงกช” ควง “เจ้าสัวบุญชัย” บินฉลองคริสต์มาสออสเตรเลีย อุ้มหลานสาวเที่ยวสุดเอ็นดู น้องข้าวหอมโตหล่อเป็นหนุ่มเต็มตัว

(26 ธ.ค. 68) บรรยากาศครอบครัวอบอุ่นช่วงเทศกาลปลายปีถูกเล่าผ่านโพสต์ของ 'ตั๊ก บงกช' ที่เผยโมเมนต์ทริปคริสต์มาสกับสามี 'เจ้าสัวบุญชัย เบญจรงคกุล' และลูกชายสุดที่รัก 'น้องข้าวหอม' ไปสัมผัสอากาศบริสุทธิ์ที่ประเทศออสเตรเลีย

ภาพที่สร้างความประทับใจแก่แฟนๆ คือภาพที่ 'ตั๊ก' อุ้มเด็กหญิงตัวน้อยเดินท่ามกลางความอบอุ่นและความรัก พร้อมเปิดเผยว่าเด็กหญิงคนนี้คือ "หลานสาวของคุณบุญชัย" ซึ่งทำให้แฟนคลับหลายคนรู้สึกซาบซึ้งและยิ้มตามกับความน่ารักของครอบครัวใหญ่

นอกจากนี้ ความหล่อที่เริ่มชัดเจนของ 'น้องข้าวหอม' ที่เติบโตขึ้นตามวัย กลายเป็นอีกหนึ่งไฮไลต์ที่แฟน ๆ ชื่นชมกันอย่างมาก จนกลายเป็นโมเมนต์ชวนอมยิ้มส่งท้ายปีของบ้านเบญจรงคกุล

ภาพรวมของทริปคริสต์มาสนี้แสดงให้เห็นถึงความแข็งแรงและความรักที่แม่และครอบครัวมอบให้กันช่วงเทศกาลสำคัญนี้ เป็นช่วงเวลาของการพักผ่อนและความสุขสำหรับครอบครัวที่ใกล้ชิด ซึ่งสะท้อนถึงความอบอุ่นของสายสัมพันธ์ในบ้านใหญ่ของพวกเขา

ที่มา : https://www.sanook.com/news/9864678/

รัสเซียคาดผลผลิตพุ่ง!! ผลผลิตข้าวสาลีเพิ่ม 10.6% ถั่วพัลส์สูงสุดในประวัติการณ์ มันฝรั่งและผลไม้ก็เพิ่มตาม สถิติล่าสุดปี 2025 จากมอสโก

(28 ธ.ค. 68) สำนักงานสถิติรัสเซียรายงานคาดการณ์ผลผลิตข้าวสาลีของประเทศในปี 2025 จะเพิ่มขึ้นเป็น 91.4 ล้านตัน หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 10.6 เมื่อเทียบกับปี 2024

ผลผลิตข้าวบาร์เลย์จะเพิ่มขึ้นร้อยละ 18.3 เป็น 19.7 ล้านตัน ข้าวโอ๊ตเพิ่มขึ้นร้อยละ 25 หรือ 3.8 ล้านตัน และข้าวฟ่างเพิ่มขึ้นร้อยละ 8.7 เป็น 3.5 ล้านตัน ขณะที่ถั่วพัลส์มีผลผลิตสูงเป็นประวัติการณ์ที่ 8 ล้านตัน เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 50

โดยรวม ผลผลิตธัญพืชและถั่วพัลส์คาดว่าจะมีน้ำหนักสุทธิ 139.4 ล้านตัน มากกว่าปี 2024 ที่มี 125.9 ล้านตัน ส่วนผลผลิตมันฝรั่งเพิ่มขึ้นร้อยละ 9.4 เป็น 19.5 ล้านตัน และผลผลิตผลไม้รวมทั้งเบอร์รีเพิ่มขึ้นร้อยละ 8.1 เป็น 4.3 ล้านตัน

รายงานยังเน้นถึงความสำคัญของการเพิ่มผลผลิตในภาคเกษตรที่อาจมีผลต่อการส่งออกและเศรษฐกิจอาหารของรัสเซียในระดับโลก โดยระบุว่า "ความก้าวหน้าด้านผลผลิตครั้งนี้สะท้อนถึงศักยภาพในการบริหารจัดการภาคเกษตรอย่างมีประสิทธิภาพ"

ที่มา : Xinhua

เป็นสะพานให้คนรุ่นใหม่ เปิดประวัติ 'อ.เจษฏ์-ชัยวุฒิ' คู่แคนดิเดตนายกฯ 'พรรครักชาติ' "ไม่โกง ไม่เทา ไม่เกาหลัง" อีกทางเลือกคนรุ่นใหม่ ที่รักชาติ

เปิดประวัติ “อ.เจษฎ์–ชัยวุฒิ” คู่แคนดิเดตนายกฯ พรรครักชาติ จัดเต็ม! DNA ไม่โกง ไม่เทา ไม่เกาหลัง อีกทางเลือกคนรุ่นใหม่ รักชาติ

เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2568 พรรครักชาติยื่นชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี 2 คน ได้แก่ รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก เป็นลำดับที่ 1 (เป็น “แคนดิเดตคนนอก” และไม่ได้ลงปาร์ตี้ลิสต์) และ นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ หัวหน้าพรรค เป็นลำดับที่ 2 (พร้อมลงปาร์ตี้ลิสต์ลำดับ 1) โดยเปิดความคิดชัดว่า “รักชาติ...ไม่ใช่แค่คำพูด“ พร้อมวลีชุดใหญ่ “ไม่โกง ไม่เทา ไม่เกาหลัง” และพูดถึงโจทย์ “การเมืองโฉด–ข้าราชการชั่ว–ทุนสามานย์” ที่ต้องจัดการให้ได้ 

“อ.เจษฎ์–ชัยวุฒิ” จับคู่เพื่อความลงตัวในความหมายของคำว่า ‘รักชาติ’ ประกอบเป็น “พรรครุ่นใหม่” แบบที่มีทั้ง หลักคิด (ideology) และ เครื่องมือ (operating system) อยู่ในพรรคไปพร้อมๆ กัน

รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก : รักชาติแบบ “ยึดกติกา–คุมเกมด้วยนิติรัฐ”

ประวัติการศึกษา (รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก) 
- นิติศาสตร์บัณฑิต (LL.B.) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
- Juridical Science Master (JSM), Stanford University
- Juridical Science Doctor (JSD), Stanford University
- หลักสูตรผู้บริหาร/ธรรมาภิบาล: Director Certification Program (DCP) รุ่น 127 และ Director Accreditation Program (DAP)

อ.เจษฎ์ คือ “นักวิชาการกฎหมายระดับประเทศ” และ “ผู้เชี่ยวชาญรัฐธรรมนูญ/ทรัพย์สินทางปัญญา”  

แต่แก่นที่น่าสนใจคือ อ.เจษฎ์ถูกวางให้เป็น ‘ผู้คุมมาตรฐานความชอบธรรม’ ของพรรค มากกว่าคนหาเสียงแบบนักการเมือง

สายรัฐธรรมนูญ/ปฏิรูป/ต่อต้านทุจริต: มีบทบาทเป็นที่ปรึกษาคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ และเกี่ยวข้องงานปฏิรูปด้านปราบปรามทุจริต—นี่ทำให้ “รักชาติ” ในแบบเขา ถูกผูกกับคำว่า “กติกา” ไม่ใช่แค่อารมณ์ร่วม

สายทรัพย์สินทางปัญญา (IP) ที่ไม่ค่อยถูกหยิบมาเล่า: ถ้าพรรคจะ “รักชาติของคนรุ่นใหม่” จริง ๆ IP คือสนามที่เข้ากับยุคครีเอเตอร์–สตาร์ทอัพ–ซอฟต์พาวเวอร์ที่สุด เพราะมันคือ “การคุ้มครองมูลค่าที่คนไทยสร้าง” ตั้งแต่แบรนด์ เพลง ดีไซน์ นวัตกรรม ไปถึงภูมิปัญญาท้องถิ่น

รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก เป็นแคนดิเดตลำดับ 1 แบบไม่สังกัดพรรค โดยพรรครักชาติ “ดูที่ความเหมาะสม ไม่ใช่สายสัมพันธ์” พรรคอยากให้ “รักชาติ” ถูกตีความเป็น มาตรฐานคุณธรรม+ความสามารถ มากกว่า โควตาพรรค/บ้านใหญ่/นายทุน

ชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รักชาติแบบ “โครงสร้างพื้นฐาน–อธิปไตยดิจิทัล” และทักษะการสร้าง “ระบบ” มากกว่า “สโลแกน”

ประวัติการศึกษา (นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์)

- ระดับมัธยม: โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย และ โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา
- ปริญญาตรี: วิศวกรรมศาสตรบัณฑิต (วิศวกรรมอุตสาหการ) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
- ปริญญาโท: วิศวกรรมศาสตรมหาบัณฑิต (วิศวกรรมอุตสาหการ) University of Southern California (USC)
- ปริญญาโท: ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต (เศรษฐศาสตร์) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ชัยวุฒิในฐานะอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัล เศรษฐกิจ และสังคม เส้นทางการเมืองหลายพรรค เข้าสู่การเมืองตั้งแต่ปี 2544 แต่สิ่งที่ทำให้ชัยวุฒิ กลายเป็น “แกนสร้างพรรค” คือ เขาเป็นนักการเมืองสายระบบ—คุ้นกับเครื่องมือรัฐ, งบประมาณ, โครงสร้างพื้นฐาน และงานที่ต้องใช้การจัดการจริง

มุมที่มักไม่ถูกเล่า: ถ้า “รักชาติ” จะเป็นของคนรุ่นใหม่ มันต้องลงไปอยู่ในเรื่อง ข้อมูล–ไซเบอร์–แพลตฟอร์ม–การหลอกลวงออนไลน์–การคุ้มครองผู้บริโภคดิจิทัล–อุตสาหกรรมเทค ซึ่งเป็นสนามที่ “รัฐต้องทำเป็น” ไม่ใช่แค่พูดเก่ง และนี่คือพื้นที่ที่ชัยวุฒิถูกวางให้เป็นคน “ทำให้เกิดระบบ” มากกว่าคน “ทำให้เกิดอารมณ์ร่วม”

สูตรผสม 2 แคนดิเดตนายกฯ พรรครักชาติ คือ หลักคิดเข้ม + ระบบทำงานจริง = อีกทางเลือกคนรุ่นใหม่ รักชาติ

นี่คือ “พรรครุ่นใหม่” แบบที่ไม่ยึดติดกับสูตรการเมืองไทยดั้งเดิมที่มักเริ่มจาก “ทุน–บ้านใหญ่–เครือข่ายหัวคะแนน” โดยวาทกรรม “ไม่ง้อนายทุน” เน้นย้ำ ไม่โกง ไม่เทา ไม่เกาหลัง และมี จุดยืนต่อ “การเปลี่ยนแปลง แก้ไขปัญหาให้ประเทศไทย” ในแนวทางที่มาจากคนรุ่นใหม่อย่างแท้จริง


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top