Sunday, 7 June 2026
TheStatesTimes

อุดมการณ์ไม่ใช่คำสวยหรู แต่คือสัญญาระยะยาวของประเทศ เซ็ก 5 สัญญาณของพรรคที่มี "อุดมการณ์จริง" จุดความหวังพาไทยจะพ้นวนลูปเดิม อย่าให้พรรคไร้แก่น "ใช้เป็นเครื่องมือชนะเลือกตั้ง"

พรรครัก “อำนาจ” หรือพรรครัก “อุดมการณ์”? ถ้าอยากให้ไทยเจริญจริง เราต้องเริ่มจากการเมืองที่มีแก่น

การเมืองที่ทำให้ประเทศเจริญ ไม่ได้เริ่มจากคำขวัญแรง ๆ หรือแจกสิทธิประโยชน์รายรอบ แต่เริ่มจาก “เข็มทิศ” ว่าพรรคการเมืองเชื่ออะไร เห็นประเทศแบบไหน และจะพาไปทางไหน
แม้ในเชิงหลักการ พรรคการเมืองถูกออกแบบให้เป็นการรวมตัวของคนที่มีแนวคิด/อุดมการณ์ร่วมกัน และทำหน้าที่ “ชี้ทิศทาง” ให้สังคมผ่านอุดมการณ์และแนวนโยบาย
แต่ปัญหาคือ ในโลกความจริง พรรคจำนวนไม่น้อยทำงานเหมือน “ทีมเลือกตั้ง” มากกว่า “สถาบันทางการเมือง”
ลักษณะที่เห็นบ่อย
• วันนี้พูดอย่าง พรุ่งนี้กลับอย่าง เพราะเป้าคือชนะรอบหน้า ไม่ใช่ชนะอนาคต
• นโยบายกลายเป็นเมนูบุฟเฟต์ ไม่ใช่แผนประเทศ
• คนย้ายพรรคง่ายกว่าย้ายค่ายมือถือ เพราะไม่มีแก่นให้ยึด
ผลลัพธ์คือประเทศเสียต้นทุนมหาศาล: นโยบายสะดุดทุกครั้งที่เปลี่ยนรัฐบาล โครงการดี ๆ ไม่ต่อเนื่อง ระบบราชการไม่รู้จะยึด “ทิศทาง” ไหน ประชาชนหมดศรัทธา แล้วการเมืองก็วนกลับไปที่การ “เอาชนะ” มากกว่าการ “แก้ปัญหา”

“พรรคที่มีอุดมการณ์จริง” หน้าตาเป็นอย่างไร
อุดมการณ์ไม่ใช่การติดป้ายว่า “ฝ่ายนี้-ฝ่ายนั้น” แต่อยู่ที่ความสม่ำเสมอ + ความรับผิดชอบ + ความโปร่งใส และทำให้ประชาชนตรวจสอบได้
พรรคที่มีอุดมการณ์จริง ควรมี 5 อย่างนี้
1. ประกาศคุณค่า (Values) ชัด: พรรคยืนบนอะไร เช่น เสรีภาพ โอกาสเท่าเทียม ประสิทธิภาพรัฐ สวัสดิการถ้วนหน้า การกระจายอำนาจ ฯลฯ
2. แปลงคุณค่าเป็นนโยบายที่ “เข้าชุด”: นโยบายไม่ขัดกันเอง และไม่เปลี่ยนไปตามกระแสทุกสัปดาห์
3. มีวินัยทางการเมือง: ส.ส./ผู้สมัครยึดแนวทางเดียวกัน ไม่ใช่ต่างคนต่างพูด
4. ประชาธิปไตยภายในพรรคจริง: ไม่ใช่พรรคเจ้าของคนเดียว
5. พร้อมให้ตรวจสอบด้วยตัวเลข: มีเป้าหมายระยะ 1–4–10 ปี พร้อมตัวชี้วัด ไม่ใช่แค่คำสัญญา

ทำไมไทย “ติดหล่ม” เมื่อพรรคไม่ยึดอุดมการณ์
เมื่อพรรคไม่ยึดอุดมการณ์ การเมืองจะถูกดันไปสู่ “ดีล” และ “ผลประโยชน์เฉพาะหน้า” มากกว่าแข่งขันกันด้วยแนวทางแก้ปัญหา

ระบบพรรคที่ความสัมพันธ์ระหว่างพรรคกับประชาชน “ผูกกันด้วยนโยบาย/อุดมการณ์” มักทำให้การเมืองมีเสถียรภาพและคาดการณ์ได้มากขึ้น ตรงข้ามกับระบบที่พึ่งเครือข่าย-การอุปถัมภ์ ซึ่งพาประเทศวนกับเกมเดิมและทำให้ปัญหาเชิงโครงสร้างไม่ถูกแก้

ทางออก: ถ้าอยากให้ไทยเจริญจริง ต้อง “อัปเกรดพรรค” ไม่ใช่แค่ “เปลี่ยนหน้า”
ข้อเสนอแบบจับต้องได้
พรรคการเมืองควรทำ
• ออก “รัฐธรรมนูญพรรค” ฉบับอ่านง่าย 10 หน้า: เราเชื่ออะไร ทำไม และจะทำอย่างไร
• ทำ “งบประมาณเงา (shadow budget)” ของนโยบายใหญ่ ๆ ให้ประชาชนเห็นที่มาที่ไป
• ตั้งสถาบันนโยบาย/การศึกษาในแนวทางพรรคอย่างเป็นระบบ ควบคู่กับการพัฒนาคน
• เปิดกระบวนการคัดผู้สมัครแบบโปร่งใส วัดจากความสามารถและความสอดคล้องกับแนวทาง ไม่ใช่แค่ “มีทุน-มีทีม”
ประชาชนควรถามพรรคให้ชัด (ก่อนกากบาท)
• ถ้าพรุ่งนี้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจ/น้ำท่วม/ภัยพิบัติ พรรคจะตัดสินใจบน “หลัก” อะไร
• นโยบายที่หาเสียง ขัดกับแนวทางเดิมของพรรคไหม
• ถ้าไม่ได้เป็นรัฐบาล พรรคจะผลักดันอะไรต่อ และยอมโหวตอะไรไม่ได้ (เส้นแดงของพรรคคืออะไร)

ประเทศไทยจะเดินหน้าได้จริง เมื่อพรรคการเมืองเลิกเป็น “เครื่องมือชนะเลือกตั้ง” แล้วกลับมาเป็น “สถาบันที่มีแก่น” เพราะอุดมการณ์ที่แท้จริงคือสิ่งเดียวที่ทำให้นโยบายต่อเนื่อง การเมืองคาดการณ์ได้ ประชาชนตรวจสอบได้ และประเทศวางแผนระยะยาวได้

เพราะท้ายที่สุดแล้ว หากไม่มีอุดมการณ์ ก็ไม่มีทิศทาง—และประเทศที่ไม่มีทิศทาง ต่อให้วิ่งเร็วแค่ไหนก็หลงทางอยู่ดี

รัสเซียจับมือจีน ผุดโปรเจกต์ 'โรงไฟฟ้านิวเคลียร์บนดวงจันทร์' แก้โจทย์พลังงานนอกโลกงัดข้อสหรัฐฯ หวังทวงคืนมหาอำนาจองกาศยุคใหม่

รัสเซียประกาศแผนสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์บนดวงจันทร์

เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม ค.ศ. 2025 หน่วยงานอวกาศของรัฐ สหพันธรัฐรัสเซีย Roscosmos «Роскосмос» ได้ประกาศแผนการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์บนดวงจันทร์ภายในปี ค.ศ. 2036 เพื่อใช้เป็นแหล่งพลังงานหลักสำหรับการสำรวจและการดำเนินงานระยะยาวบนพื้นผิวดวงจันทร์ แผนดังกล่าวถูกออกแบบมาเพื่อรองรับโครงการความร่วมมือกับจีนภายใต้ชื่อ International Lunar Research Station (ILRS) «Международная научная лунная станция» ซึ่งมีเป้าหมายจัดตั้งฐานวิจัยนานาชาติถาวรบนดวงจันทร์ที่ริเริ่มโดยจีนและรัสเซีย โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานถาวรสำหรับการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ การทดลองเทคโนโลยีอวกาศขั้นสูง และการดำเนินกิจกรรมของมนุษย์ระยะยาวบนพื้นผิวดวงจันทร์

โครงการ ILRS ถูกออกแบบให้เป็นแพลตฟอร์มความร่วมมือแบบเปิดสำหรับประเทศและองค์กรต่าง ๆ ที่สนใจเข้าร่วม โดยเน้นหลักการไม่ผูกขาด ไม่ขึ้นกับชาติใดชาติหนึ่ง และไม่อยู่ภายใต้กรอบโครงการของสหรัฐฯ เช่น Artemis Accords ในเชิงเทคนิค ILRS จะประกอบด้วยระบบสถานีวิจัยบนพื้นผิวดวงจันทร์ ระบบยานสำรวจอัตโนมัติ เครือข่ายสื่อสาร โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน และในระยะต่อไปอาจรองรับการปฏิบัติงานของมนุษย์ โครงการนี้ให้ความสำคัญกับการใช้ทรัพยากรท้องถิ่นของดวงจันทร์

(In-Situ Resource Utilization: ISRU) เช่น น้ำแข็งหรือแร่ธาตุ เพื่อสนับสนุนความยั่งยืนของฐานวิจัยในระยะยาว ในมิติทางภูมิรัฐศาสตร์อวกาศ ILRS สะท้อนความพยายามของจีนและรัสเซียในการสร้าง “ขั้วความร่วมมือทางอวกาศ” ทางเลือก นอกเหนือจากระเบียบอวกาศที่นำโดยสหรัฐฯ และพันธมิตรตะวันตก

โครงการนี้จึงไม่ใช่เพียงความร่วมมือทางวิทยาศาสตร์ แต่ยังเป็นเครื่องมือทางยุทธศาสตร์ในการกำหนดกติกา บทบาท และอิทธิพลในยุคของการแข่งขันอวกาศระลอกใหม่ ซึ่งดวงจันทร์กำลังถูกมองว่าเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญของมนุษยชาติในศตวรรษที่ 21

โดยโรงไฟฟ้านิวเคลียร์จะทำหน้าที่จ่ายพลังงานอย่างต่อเนื่องให้แก่ระบบสื่อสาร ยานสำรวจ โครงสร้างพื้นฐาน และกิจกรรมวิจัยที่ไม่สามารถพึ่งพาพลังงานแสงอาทิตย์ได้ตลอดเวลา เนื่องจากข้อจำกัดของสภาพแวดล้อมบนดวงจันทร์ ทั้งกลางคืนที่ยาวนานและอุณหภูมิที่ผันผวนสูง การประกาศแผนดังกล่าวสะท้อนถึงความพยายามของรัสเซียในการฟื้นบทบาทความเป็นมหาอำนาจด้านอวกาศ ควบคู่ไปกับการสร้างแนวร่วมทางเทคโนโลยีกับจีน เพื่อตอบรับการแข่งขันอวกาศยุคใหม่ที่กำลังทวีความเข้มข้นระหว่างมหาอำนาจโลก

จากคำแถลงของ Roscosmos โครงการดังกล่าวถือเป็นก้าวสำคัญของการสำรวจอวกาศยุคใหม่ เนื่องจากพลังงานจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์จะทำหน้าที่เป็นแหล่งพลังงานหลักในการขับเคลื่อนยานสำรวจ ระบบกล้องโทรทรรศน์ เครื่องมือวิทยาศาสตร์ขั้นสูง ระบบสื่อสาร รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานทั้งหมดของสถานีวิจัยบนดวงจันทร์ ซึ่งจำเป็นต้องใช้ไฟฟ้าอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งช่วงกลางวันและกลางคืน ทั้งนี้ดวงจันทร์มีรอบกลางคืนที่ยาวนานเป้นระยะเวลาหลายวันของโลก ทำให้การพึ่งพาพลังงานแสงอาทิตย์เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอและมีความเสี่ยงต่อความต่อเนื่องของภารกิจ การนำพลังงานนิวเคลียร์มาใช้จึงถูกมองว่าเป็นทางออกเชิงเทคโนโลยีที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการดำเนินงานระยะยาว การตั้งฐานวิจัยถาวร และการขยายกิจกรรมมนุษย์บนพื้นผิวดวงจันทร์ในอนาคต

แม้ Roscosmos จะยังไม่ได้ระบุรายละเอียดเชิงเทคนิคอย่างชัดเจนว่าระบบพลังงานดังกล่าวเป็น “นิวเคลียร์” ในรูปแบบใด แต่การที่โครงการนี้ดำเนินการร่วมกับ Rosatom (Государственная корпорация по атомной энергии «Росатом») ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจด้านพลังงานนิวเคลียร์ของรัสเซีย และ สถาบัน Kurchatov Национальный исследовательский центр «Курчатовский Институт» อันเป็นศูนย์วิจัยพลังงานนิวเคลียร์ชั้นนำของประเทศ ย่อมสะท้อนอย่างมีนัยสำคัญว่าแหล่งพลังงานหลักของโครงการมีแนวโน้มสูงที่จะเป็นระบบนิวเคลียร์ การมีส่วนร่วมของหน่วยงานทั้งสองซึ่งมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์และเทคโนโลยีพลังงานขั้นสูง บ่งชี้ว่าโครงการโรงไฟฟ้าบนดวงจันทร์ไม่ได้เป็นเพียงแนวคิดเชิงสัญลักษณ์

แต่เป็นแผนงานที่ตั้งอยู่บนศักยภาพทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่รัสเซียมีความเชี่ยวชาญมาอย่างยาวนาน

โดยรัสเซียได้วางตำแหน่งโครงการโรงไฟฟ้าบนดวงจันทร์นี้ให้เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์การฟื้นบทบาทของประเทศในเวทีอวกาศโลก ภายหลังความล้มเหลวของภารกิจ Luna-25 ในปี ค.ศ. 2023 ซึ่งยานอวกาศประสบอุบัติเหตุพุ่งชนพื้นผิวดวงจันทร์และไม่สามารถลงจอดได้ตามแผน เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของโครงการอวกาศรัสเซียในระดับนานาชาติ การประกาศแผนโครงการขนาดใหญ่และมีความทะเยอทะยานอย่างการสร้างแหล่งพลังงานถาวรบนดวงจันทร์ จึงไม่เพียงเป็นการแก้ไขความเสียหายเชิงสัญลักษณ์ แต่ยังสะท้อนความตั้งใจของรัสเซียในการยกระดับขีดความสามารถทางเทคโนโลยี สร้างความต่อเนื่องของภารกิจอวกาศระยะยาว และยืนยันบทบาทของตนในฐานะหนึ่งในมหาอำนาจด้านอวกาศ ท่ามกลางการแข่งขันที่เข้มข้นกับสหรัฐฯ และจีนในยุคของ “การแข่งขันอวกาศระลอกใหม่”

การประกาศแผนดังกล่าวยังเกิดขึ้นท่ามกลางการแข่งขันด้านอวกาศระดับโลกที่ทวีความเข้มข้นขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยสหรัฐอเมริกา จีน อินเดีย และรัสเซียต่างเร่งพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศเพื่อรองรับทั้งการสำรวจเชิงวิทยาศาสตร์และการตั้งถิ่นฐานระยะยาวนอกโลก อวกาศจึงไม่ใช่เพียงพื้นที่แห่งการค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์อีกต่อไป หากแต่กลายเป็นมิติใหม่ของการแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์และอำนาจระหว่างมหาอำนาจ ในบริบทนี้สหรัฐฯ ผ่านองค์การ NASA ก็ได้เดินหน้าโครงการติดตั้งเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็กบนดวงจันทร์ภายในปี 2030 เพื่อเป็นแหล่งพลังงานถาวรสำหรับโครงการ Artemis ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าการใช้พลังงานนิวเคลียร์ในอวกาศกำลังกลายเป็นมาตรฐานสำคัญของการสำรวจและตั้งฐานถาวรบนดวงจันทร์ และเป็นตัวชี้วัดศักยภาพทางเทคโนโลยีของประเทศมหาอำนาจในยุคการแข่งขันอวกาศระลอกใหม่

นักวิเคราะห์ทั้งในรัสเซียและต่างประเทศเห็นพ้องกันว่า โครงการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์บนดวงจันทร์ไม่ใช่เพียงประเด็นด้านพลังงานหรือเทคโนโลยีอวกาศเท่านั้น หากแต่เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์อวกาศโลกที่กำลังเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคของการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจอย่างเต็มรูปแบบ โครงการดังกล่าวเกี่ยวข้องโดยตรงกับการแสดงศักยภาพทางเทคโนโลยี ความสามารถในการดำเนินการวิจัยระยะยาวนอกโลก และการกำหนดบทบาทเชิงอำนาจในอวกาศซึ่งถูกมองว่าเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ใหม่ของศตวรรษที่ 21 นักวิเคราะห์บางส่วนถึงกับมองว่าโครงการนี้อาจกลายเป็น “New Sputnik moment” ซึ่งมีนัยเชิงสัญลักษณ์ว่ารัสเซียและจีนกำลังผนึกกำลังกันท้าทายความเป็นผู้นำด้านอวกาศของสหรัฐฯ และประเทศตะวันตก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฐานะการตอบโต้เชิงภูมิรัฐศาสตร์ต่อโครงการ Artemis ของสหรัฐฯ และพันธมิตร ที่มุ่งสร้างการตั้งถิ่นฐานบนดวงจันทร์อย่างยั่งยืนภายใต้กรอบกติกาที่ตะวันตกเป็นผู้กำหนด

ในมุมมองของนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานและอวกาศฝั่งตะวันตก การนำพลังงานนิวเคลียร์ขึ้นไปใช้บนดวงจันทร์ถูกมองว่าเป็นทางออกทางวิศวกรรมที่มีความจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการปฏิบัติการระยะยาว เนื่องจากพลังงานแสงอาทิตย์เพียงอย่างเดียวไม่สามารถตอบสนองความต้องการพลังงานได้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงกลางคืนของดวงจันทร์ที่อาจยาวนานเป็นเวลาหลายวันของโลก โครงการพลังงานนิวเคลียร์อวกาศของ NASA เองก็สะท้อนแนวคิดนี้อย่างชัดเจน โดยตั้งเป้าติดตั้งเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์บนดวงจันทร์ภายในช่วงต้นทศวรรษ 2030 เพื่อสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ เช่น ระบบที่อยู่อาศัยของนักบินอวกาศ ระบบสื่อสารระยะไกล และการพัฒนาเทคโนโลยีการใช้ทรัพยากรในสถานที่จริงซึ่งรวมถึงการขุดแร่และการผลิตพลังงานในอนาคต

อย่างไรก็ดี นักวิเคราะห์บางรายเตือนว่า การผลักดันโครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์บนดวงจันทร์ให้เกิดขึ้นจริงยังต้องเผชิญกับอุปสรรคทางเทคนิคและการเงินในระดับสูง ตั้งแต่การพัฒนาเตาปฏิกรณ์ที่สามารถทำงานได้อย่างปลอดภัยในสภาพแวดล้อมที่ปราศจากชั้นบรรยากาศ การรับมือกับความผันผวนของอุณหภูมิที่รุนแรงระหว่างกลางวันและกลางคืนของดวงจันทร์ ไปจนถึงปัญหาการจัดการและระบายความร้อนในพื้นที่ที่ไม่มีอากาศช่วยถ่ายเทความร้อน ซึ่งแตกต่างจากเงื่อนไขบนโลกอย่างสิ้นเชิง ความท้าทายเหล่านี้ไม่เพียงเพิ่มต้นทุนทางการเงินอย่างมหาศาล แต่ยังทำให้โครงการต้องอาศัยการวิจัยและการทดสอบระยะยาวก่อนจะสามารถนำไปใช้จริงได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

จากมุมมองของรัสเซียเองการประกาศแผนใช้พลังงานนิวเคลียร์บนดวงจันทร์สะท้อนความพยายามในการยืนหยัดและฟื้นบทบาทของตนบนเวทีอวกาศโลกอีกครั้ง ภายหลังความล้มเหลวของภารกิจ Luna-25 ซึ่งตอกย้ำข้อจำกัดด้านเทคโนโลยีและงบประมาณเมื่อเทียบกับสหรัฐฯ และจีน การผลักดันโครงการพลังงานนิวเคลียร์จันทราจึงถูกมองว่าเป็นการแสดงศักยภาพในด้านที่รัสเซียมีความเชี่ยวชาญเชิงโครงสร้างมาอย่างยาวนาน ขณะเดียวกัน ความร่วมมือกับจีนภายใต้กรอบ International Lunar Research Station (ILRS) ยังช่วยเสริมภาพลักษณ์ของรัสเซียในฐานะผู้เล่นสำคัญที่ยังคงมีบทบาทในความร่วมมือทางวิทยาศาสตร์ระดับนานาชาติ และเปิดพื้นที่ทางการทูตอวกาศ (space diplomacy) ทางเลือกนอกเหนือจากกรอบที่ตะวันตกเป็นผู้กำหนด

สรุปคือ แม้โครงการนี้จะมีศักยภาพสูงและถูกยกย่องว่าเป็นก้าวสำคัญของการสำรวจดวงจันทร์ในระยะยาว แต่แรงกดดันทางเทคนิค การจัดสรรงบประมาณ และการแข่งขันกับโครงการอื่นของโลก ยังเป็นปัจจัยสำคัญที่นักวิเคราะห์ทั้งรัสเซียและตะวันตกต่างจับตามองอย่างใกล้ชิด


ผู้เขียน : ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.กฤษฎา พรหมเวค

คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง

 

เสริมทัพไทยก้าวใหม่!! ไทยก้าวใหม่ 'สุกฤษฎิ์ชัย' นักวิชาการสิ่งแวดล้อม ผนึกกำลัง 'ดร.เอ้-คุณหญิงกัลยา' เปิดตัวชิง สส.กทม. เขต 3 พรรคไทยก้าวใหม่ ชูธงดันนโยบายสิ่งแวดล้อมให้เป็นจริง

‘สุกฤษฏิ์ชัย’ นักวิชาการสิ่งแวดล้อม เปิดตัวชิง สส.กทม. เขต 3 พรรคไทยก้าวใหม่ ผนึกกำลัง ‘ดร.เอ้-คุณหญิงกัลยา’ ลุยเลือกตั้ง 2569

นายสุกฤษฏิ์ชัย ธีระเริงฤทธิ์ รองผู้อำนวยการมูลนิธิสถาบันราชพฤกษ์ ได้เปิดเผยผ่านเพจเฟซบุ๊ก “สุกฤษฏิ์ชัย ธีระเริงฤทธิ์ - Sukritchai Teeraroengrit" ความว่า “เพื่อให้ได้ผลักดันนโยบาย ความรู้ และความคิดเพื่อบ้านเมือง กับคนที่ใช่และพรรคที่ชอบ รวมถึงการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ผมทำงานมาอย่างต่อเนื่อง

ผมพร้อมและอาสาลง สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต 3 (เขตยานนาวาและบางคอแหลม) พรรคไทยก้าวใหม่ ที่นำโดย ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ หัวหน้าพรรคฯ และ ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช ประธานพรรคฯ ซึ่งเป็นผู้นำทางการเมืองที่มีความเชี่ยวชาญและพร้อมเข้ามาเปลี่ยนแปลงประเทศของเราให้ดีขึ้น ให้เป็นประเทศที่”ใช่“ของพวกเราทุกคน”

ก้าวใหม่ให้ไทยสตรอง ไปด้วยกัน

โดยนายสุกฤษฏิ์ชัย ธีระเริงฤทธิ์นั้น เป็นนักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อม ที่ทำงานด้านนี้มาอย่างยาวนาน รวมถึงเคยดำรงตำแหน่ง กรรมาธิการ พรบ.การรายงานการปล่อยและการเคลื่อนย้ายสารมลพิษสู่สิ่งแวดล้อม (PRTR Act.) และที่ปรึกษากรรมาธิการ พรบ.บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด (Clean Air Act.) ตลอดจนทำกิจกรรมและผลักดันงานด้านสิ่งแวดล้อม ด้วย

เปิดตำนาน ‘เหมาโหลถูกกว่า’ Frank & Lillian Gilbreth คู่รักวิศวกร ผู้บุกเบิกศาสตร์การจัดการ กับการค้นหา "วิธีที่ดีที่สุด" ศาสตร์แห่งการทำงานและใช้ชีวิต

Frank และ Lillian Gilbreth สามี-ภรรยา ต้นตำรับครอบครัวเหมาโหลถูกกว่า
ผู้บุกเบิกทฤษฎีการจัดการเวลา


นักอ่าน ผู้นิยมหนังสือแปล หากเป็นแฟนติดตามหนังสือแปลของหนึ่งในนักแปลผู้โด่งดังของบ้านเราคือ   เนื่องน้อย ศรัทธา (บุญเนื่อง เทพปรีชา) มักจะไม่พลาดหนังสือแปลเล่มนี้ “เหมาโหลถูกว่า (Cheaper by The Dozen)” อันเป็นผลงานของสองพี่น้องนักเขียนอเมริกันคือ Frank Bunker Gilbreth Jr. และ Ernestine Gilbreth Carey ซึ่งตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี 1948 

หนังสือเล่มนี้เล่าเรื่องราวของ Frank Bunker Gilbreth และ Lillian Moller Gilbreth ผู้มีลูกชายและลูกสาวมากถึง 12 คน สามี-ภรรยาคู่นี้ต่างเป็นวิศวกรอุตสาหกรรม และผู้เชี่ยวชาญด้านประสิทธิภาพ ซึ่งมีส่วนร่วมในการศึกษาด้านวิศวกรรมอุตสาหกรรมในสาขาต่าง ๆ เช่น การศึกษาการเคลื่อนไหวและปัจจัยมนุษย์ ผู้บุกเบิกทฤษฎีการจัดการเวลา รวมถึงการจัดการเชิงวิทยาศาสตร์ (Scientific management) ในยุคแรก ๆ หนังสือเล่มนี้นอกจากจะเป็นเรื่องราวบอกเล่าถึงครอบครัวอเมริกันที่มีลูก ๆ ถึง 12 คนแล้ว ยังมีเกร็ดความรู้ทางประวัติศาสตร์ในยุคแรกเริ่มของวิศกรรมอุตสาหการ ตลอดจนการวิทยาการแห่งการจัดการเวลา ฯลฯ 

Frank มีผลงานศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการ "ศึกษาการเคลื่อนไหว" ซึ่งบันทึกไว้ตั้งแต่ปี 1885 หลังจากได้พบกับ Frederick Winslow Taylor ผู้ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็น “บิดาแห่งการจัดการเชิงวิทยาศาสตร์” ในปี 1906 คู่สามี-ภรรยาจึงได้ทุ่มเทความพยายามในการนำการจัดการเชิงวิทยาศาสตร์มาใช้ในโรงงานอุตสาหกรรม ทำการศึกษาการเคลื่อนไหวโดยใช้กล้องสต็อปโมชั่น รวมถึงเป็นผู้พัฒนาวิชาชีพจิตวิทยาอุตสาหกรรมและองค์กรอีกด้วย

บิดาของ Frank เสียชีวิตตั้งแต่เขาอายุได้ 3 ขวบ เขาเข้าสอบเข้าสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์แต่ด้วยต้องการให้แม่ของเขาไม่ต้องลำบาก ในปี 1855 ด้วยวัย 17 ปี เขาจึงตัดสินใจไปทำงานบริษัทก่อสร้างแทนที่จะไปเรียนต่อ โดยเริ่มต้นจากการเป็นผู้ช่วยช่างก่ออิฐ ขณะที่เรียนรู้การก่ออิฐเขาได้สังเกตเห็นความแตกต่างมากมายในวิธีการและประสิทธิภาพของช่างก่ออิฐ อันเป็นจุดเริ่มต้นความสนใจของเขาในการค้นหา "วิธีที่ดีที่สุดเพียงวิธีเดียว" ในการทำงานใด ๆ เขาเรียนรู้ทุกส่วนของงานก่อสร้าง การรับเหมาก่อสร้าง และก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว เขายังเรียนเขียนแบบเครื่องกลภาคค่ำ หลังจากทำงาน 5 ปีก็ได้เลื่อนเป็นหัวหน้างาน 

จากการสังเกตการทำงานของคนงานก่ออิฐ เขาได้พัฒนาโครงนั่งร้าน หลายระดับ ที่ทำให้อิฐอยู่ในระยะที่คนก่ออิฐเอื้อมถึงได้ง่าย และเริ่มจดสิทธิบัตรนวัตกรรมของเขาด้วย "โครงนั่งร้านแนวตั้ง" จากนั้นจึงพัฒนาและจดสิทธิบัตร "ห้องใต้ดินกันน้ำของ Gilbreth" เขายังคิดค้นนวัตกรรมในการก่อสร้างคอนกรีต อีกด้วย หลังจากทำงานสิบปี เมื่ออายุ 27 ปี เขาได้ลาออกเพื่อไปตั้งบริษัทของตัวเอง หลังจากบริษัทก่อสร้างของเขาปิดตัวลงราวปี 1912 เขาได้เปลี่ยนสายอาชีพไปเป็นวิศวกรด้านประสิทธิภาพและการจัดการ ต่อมาเป็นอาจารย์พิเศษที่มหาวิทยาลัย Purdue

Frank ค้นพบความถนัดของตนเองในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านประสิทธิภาพตั้งแต่ยังเป็นหนุ่มน้อยคนงานก่อสร้าง เมื่อเขาได้พยายามหาวิธีทำให้การก่ออิฐเร็วขึ้นและง่ายขึ้น ในช่วงหลังของอาชีพรับเหมาก่อสร้าง ความร่วมมือนี้ได้พัฒนาไปสู่การทำงานร่วมกับ Lillian ภรรยาของเขา ทั้งคู่ศึกษาพฤติกรรมการทำงานของพนักงานฝ่ายผลิตและพนักงานธุรการในอุตสาหกรรมต่าง ๆ เพื่อหาวิธีเพิ่มผลผลิต และทำให้งานของพนักงานเหล่านั้นง่ายขึ้น สองสามี-ภรรยาได้ก่อตั้งบริษัทที่ปรึกษาด้านการจัดการชื่อ Frank B. Gilbreth, Inc. (เปลี่ยนชื่อเป็น Gilbreth, Inc. หลังจากการเสียชีวิตของ Frank) นอกจากนี้ Frank ยังเป็นผู้สนับสนุนสัญญาแบบ "ต้นทุนบวกค่าคงที่" ในธุรกิจรับเหมาก่อสร้างอย่างแข็งขัน ซึ่งเขาได้อธิบายวิธีการนี้ในบทความในนิตยสาร Industrial Magazine ในปี 1907 โดยเปรียบเทียบกับวิธีการกำหนดราคาคงที่และราคาสูงสุดที่รับประกัน 

หลังจากที่ Frank เสียชีวิตในปี 1924 ภรรยาของเขา Lillian ผู้เป็นนักจิตวิทยาอุตสาหกรรม ยังคงบริหารบริษัทที่ปรึกษาด้านการจัดการต่อ และควบคู่ไปกับทำการวิจัย เขียน และสอน นอกเหนือจากการให้คำปรึกษาแก่ธุรกิจและผู้ผลิต เธอยังมีส่วนร่วมในองค์กรวิชาชีพต่าง ๆ เช่นสมาคมวิศวกรเครื่องกลแห่งอเมริกา เป็นที่รู้จักกันดีที่สุดจากผลงานของเธอในฐานะวิศวกรอุตสาหกรรมและผู้บุกเบิกในสาขาทฤษฎีการจัดการ โดย Lillian ได้รับฉายาว่าเป็น "สตรีหมายเลขหนึ่งแห่งวงการวิศวกรรมของอเมริกา" เธอได้นำการฝึกอบรมด้านจิตวิทยามาใช้ในการศึกษาเวลาและการเคลื่อนไหว และแสดงให้เห็นว่า บริษัทและอุตสาหกรรมต่าง ๆ สามารถปรับปรุงเทคนิคการจัดการ ประสิทธิภาพ และผลผลิตได้อย่างไร การวิจัยและการเขียนอย่างกว้างขวางของ Lillian ทั้งในส่วนของตัวเธอเองและร่วมกับสามีของเธอเน้นย้ำถึง "องค์ประกอบของมนุษย์ในการจัดการเชิงวิทยาศาสตร์" 

ความเชี่ยวชาญและการมีส่วนร่วมที่สำคัญของ Lillian ในสาขาการจัดการเชิงวิทยาศาสตร์คือ การบูรณาการกระบวนการทางจิตวิทยาและจิตใจเข้ากับการศึกษาเวลาและการเคลื่อนไหว เธอยังช่วยทำให้การศึกษาประเภทนี้ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง นอกจากนี้ Lillian ยังเป็นหนึ่งในบุคคลแรก ๆ ที่จัดตั้งหลักสูตรวิศวกรรมอุตสาหกรรมในวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยด้านวิศวกรรม หนังสือของ Lillian เรื่อง The Psychology of Management (1914) เป็นผลงานชิ้นสำคัญในช่วงต้นในประวัติศาสตร์ความคิดทางวิศวกรรมและเป็นเล่มแรกที่ผสมผสานจิตวิทยากับองค์ประกอบของทฤษฎีการจัดการ Lillian มีบทบาทต่อสังคมอเมริกันในยุคนั้นมากมาย โดยเฉพาะบทบาทของสตรีในวงการวิศวกรรมอุตสาหการ 

ในปี 1950 Lillian เป็นสตรีคนแรกที่ได้รับปริญญาเอกด้านวิศวกรรมศาสตร์จากมหาวิทยาลัย Purdue สองปีหลังจากที่เธอเกษียณจากมหาวิทยาลัย ปี 1962 อาคารวิศวกรรมอุตสาหกรรมที่มหาวิทยาลัยโรดไอส์แลนด์ ซึ่งสร้างเสร็จในปีก่อนหน้านั้น ได้รับการอุทิศให้กับ Lillian และ Frank Gilbreth สามีของเธอเพื่อเป็นการยกย่องผลงานบุกเบิกด้านวิศวกรรมอุตสาหกรรมของพวกเขารางวัลด้านวิศวกรรมหลายรางวัลได้รับการตั้งชื่อเพื่อเป็นเกียรติแก่ Lillian สถาบันวิศวกรรมแห่งชาติได้จัดการบรรยาย Lillian M. Gilbreth ในปี 2001 เพื่อยกย่องวิศวกรชาวอเมริกันรุ่นใหม่ที่โดดเด่น รางวัลเกียรติยศสูงสุดที่มอบโดยสถาบันวิศวกรอุตสาหกรรมคือรางวัล Frank and Lillian Gilbreth Industrial Engineering Award สำหรับ "ผู้ที่สร้างชื่อเสียงให้แก่ตนเองด้วยการมีส่วนร่วมต่อสวัสดิภาพของมนุษยชาติในสาขาวิศวกรรมอุตสาหกรรม" รางวัลศาสตราจารย์ดีเด่น Lillian M. Gilbreth ที่มหาวิทยาลัย Purdue มอบให้แก่สมาชิกของภาควิชาวิศวกรรมอุตสาหกรรม สมาคมวิศวกรสตรีมอบทุนการศึกษาอนุสรณ์ Lillian Moller Gilbreth ให้แก่นักศึกษาวิศวกรรมหญิง ปี 2018 วิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัย Purdue ได้จัดตั้งโครงการทุนวิจัยหลังปริญญาเอก Lillian Gilbreth อันทรงเกียรติ เพื่อดึงดูดและเตรียมความพร้อมบุคคลที่มีความโดดเด่นซึ่งเพิ่งได้รับปริญญาเอก เพื่อประกอบอาชีพในแวดวงวิชาการด้านวิศวกรรมศาสตร์ ผ่านการวิจัยแบบสหวิทยาการ การฝึกอบรม และการพัฒนาวิชาชีพ

Lillian เสียชีวิตหลัง Frank เกือบห้าสิบปีต่อมาในปี 1972 โดยแหล่งเก็บเอกสารสำคัญของ Lillian และ Frank อยู่ที่ห้องสมุดมหาวิทยาลัย Purdue ในส่วนของ Lilian เองมีอยู่ที่ศูนย์จดหมายเหตุของพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์อเมริกันแห่งชาติสมิธโซเนียนในวอชิงตัน ดี.ซี. และ หอจดหมายเหตุและเอกสารพิเศษ ในเวสต์ลาฟาแยต รัฐอินเดียนา ลูก ๆ ของสามี-ภรรยาคู่นี้สองคนยังได้แสดงความระลึกถึงมารดาของพวกเขาในหนังสือเกี่ยวกับชีวิตครอบครัวของพวกเขาด้วย ได้แก่ หนังสือขายดีชื่อ Cheaper by the Dozen (1948) ซึ่งเขียนโดย Frank Bunker Gilbreth Jr. และ Ernestine Gilbreth Carey ลูกชายและลูกสาวของพวกเขา ได้ถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์ในปี 1950 หนังสือภาคต่อชื่อ Belles on Their Toes (1950) ก็ได้ถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์ภาคต่อในปี 1952 เช่นกัน Frank Bunker Gilbreth Jr. ยังได้แสดงความระลึกถึงมารดาของเขาในหนังสือ Time Out for Happiness (1972) อีกด้วย

เรื่อง: ดร.ปุณกฤษ ลลิตธนมงคล 

👉ติดตามผลงาน อาจารย์ปุณกฤษ ลลิตธนมงคล เพิ่มเติมได้ที่: https://thestatestimes.com/author/ดร.ปุณกฤษ%20ลลิตธนมงคล

จีนเปิดอุโมงค์ยักษ์!! อุโมงค์เทียนซานยาวที่สุดในโลก ลดเวลาเดินทางข้ามเทือกเขา ทางด่วนอุรุมชี-อวี้หลีปี 2025 เชื่อมเหนือใต้ซินเจียงอย่างรวดเร็ว

(26 ธ.ค. 68) ประเทศจีนเปิดเผยภาพอุโมงค์เทียนซาน เซิ่งลี่ ซึ่งเป็นอุโมงค์ทางด่วนที่ยาวที่สุดในโลก ด้วยความยาวกว่า 22.13 กิโลเมตร ตั้งอยู่บนทางด่วนสายอุรุมชี-อวี้หลี ในเขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ทางตะวันตกเฉียงเหนือของจีน อุโมงค์นี้จะช่วยลดระยะเวลาการเดินทางข้ามเทือกเขาเทียนซานจากหลายชั่วโมง เหลือเพียงประมาณ 20 นาที

ทางด่วนสายอุรุมชี-อวี้หลีมีกำหนดเปิดใช้งานภายในสิ้นปี 2025 การเปิดใช้งานจะเชื่อมต่อพื้นที่ตอนเหนือและตอนใต้ของซินเจียงอย่างรวดเร็ว โดยระยะเวลาเดินทางจากเมืองอุรุมชี เมืองเอกตอนเหนือของเทือกเขาเทียนซาน ถึงเมืองคู่เอ่อร์เล่อ ทางตอนใต้ จะลดลงจากเกือบ 7 ชั่วโมง เหลือเพียง 3 ชั่วโมง

“การก่อสร้างอุโมงค์เทียนซานครั้งนี้ จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่ง และส่งเสริมความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจภายในภูมิภาค” เป็นคำกล่าวที่สะท้อนความสำคัญของโครงการในพื้นที่นี้

การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ในภูมิภาคห่างไกลอย่างซินเจียงถือเป็นกลยุทธ์สำคัญของจีน เพื่อส่งเสริมการเชื่อมโยงภายในประเทศและสนับสนุนพัฒนาเศรษฐกิจพื้นที่ตะวันตกเฉียงเหนืออย่างยั่งยืน

ที่มา : Xinhua

ศักดิ์ศรีซื้อไม่ได้!! 'สรรเพชญ' เปิดใจครั้งแรก หลังซบภูมิใจไทยเป็นทางการ เหตุพรรคเดิมไร้ความชัดเจนทางการเมือง ย้ำจุดยืน "ไม่แลกศักดิ์ศรีกับอำนาจ"

‘สรรเพชญ’ เปิดใจครั้งแรกหลังย้ายซบภูมิใจไทย ประกาศศึกการเมืองเขต 1 ย้ำไม่แลกศักดิ์ศรีกับอำนาจ มวลชนแห่ให้กำลังใจแน่น

เมื่อวันที่ 25 ธ.ค. 2568 ที่อำเภอเมืองสงขลา บรรยากาศการเมืองคึกคัก เมื่อมวลชนชาวสงขลาจำนวนมากร่วมให้กำลังใจ นายสรรเพชญ บุญญามณี อดีต ส.ส.สงขลา เขต 1 ในโอกาสเปิดศูนย์ประสานงานพรรคภูมิใจไทย เขต 1 พร้อมเปิดใจเป็นครั้งแรก หลังตัดสินใจย้ายสังกัดทางการเมืองและประกาศเสนอตัวลงสมัครรับเลือกตั้งอีกสมัย ในนามพรรคภูมิใจไทย

นายสรรเพชญ ระบุว่า ตลอดเกือบ 3 ปีในสภาผู้แทนราษฎร ตนได้นำปัญหาของจังหวัดสงขลาเข้าสู่เวทีสภาอย่างต่อเนื่อง ทั้งในช่วงที่ทำหน้าที่ฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล พร้อมย้ำจุดยืนทางการเมืองชัดเจนว่า การโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีที่ผ่านมา เป็นไปตามความเห็นและอุดมการณ์ของตน ซึ่งสอดคล้องกับการกระทำตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา

อดีต ส.ส.สงขลา เขต 1 ยอมรับว่า ก่อนหน้านี้มีกระแสความไม่ชัดเจนทางการเมืองภายในพรรคเดิม จนทำให้ตัดสินใจเปิดการพูดคุยกับพรรคภูมิใจไทย ซึ่งได้ให้โอกาสและเปิดพื้นที่ในการทำงานอย่างจริงใจ โดยเป้าหมายหลักคือการผลักดันการพัฒนาจังหวัดสงขลาให้เกิดผลเป็นรูปธรรม และคืนความเป็นธรรมให้กับประชาชนในพื้นที่ภาคใต้

ช่วงท้าย นายสรรเพชญ ประกาศจุดยืนบนเวทีอย่างหนักแน่นว่า จะไม่แลกศักดิ์ศรีกับอำนาจทางการเมือง และไม่ยึดติดกับการเข้าร่วมหรือไม่เข้าร่วมรัฐบาล แต่จะทำหน้าที่ตรวจสอบอย่างเข้มข้น เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประชาชน พร้อมยืนยันว่า การย้ายมาพรรคภูมิใจไทยคือก้าวใหม่ทางการเมืองที่ยังยึดมั่นในอุดมการณ์เดิม และพร้อมพิสูจน์ตัวเองอีกครั้งในสนามเลือกตั้งเขต 1 สงขลาที่กำลังจะมาถึง

“มาดามแป้ง” สุดปลื้ม!! รับดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ จากมหาวิทยาลัยนครพนม สะท้อนบทบาทผู้นำหญิงในงานบริหาร หนุนแรงบันดาลใจคนรุ่นใหม่

(26 ธ.ค. 68) ‘มาดามแป้ง’ นวลพรรณ ล่ำซำ นายกสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ รับพระราชทานปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาการจัดการธุรกิจท่องเที่ยวและโรงแรม จากมหาวิทยาลัยนครพนม เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2568 ที่หอประชุมวชิรบพิตร โดยมีครอบครัวร่วมแสดงความยินดี

ภายหลังพิธี ศาสตราจารย์ ดร.ธวัชชัย ศุภดิษฐ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยนครพนม พร้อมคณาจารย์ บุคลากร และนักศึกษา ร่วมมอบช่อดอกไม้และแสดงความยินดีในโอกาสที่ ‘มาดามแป้ง’ ได้รับเกียรติยศครั้งสำคัญนี้

มหาวิทยาลัยนครพนมจัดพิธีพระราชทานปริญญาบัตรสำหรับผู้สำเร็จการศึกษาปี 2567 รวม 1,108 คน โดยในปีเดียวกันได้มอบปริญญากิตติมศักดิ์แก่บุคคล 5 ราย รวมถึง ‘มาดามแป้ง’ ด้วย มอบเกียรติอันทรงคุณค่านี้เพื่อยกย่องผู้มีผลงานคุณูปการต่อสังคมและประเทศชาติ

‘มาดามแป้ง’ เป็นที่รู้จักทั้งในวงการธุรกิจและกีฬาด้วยบทบาทเด่นในธุรกิจประกันภัยและการขับเคลื่อนฟุตบอลไทย การได้รับปริญญากิตติมศักดิ์ในครั้งนี้สะท้อนถึงบทบาทผู้นำหญิงในวงการบริหารและเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในสาขาการจัดการธุรกิจท่องเที่ยวและโรงแรม ซึ่งถือเป็นหนึ่งในกลไกเศรษฐกิจสำคัญของประเทศ

มหาวิทยาลัยนครพนมยังเน้นย้ำว่าการมอบเกียรติยศนี้ไม่เพียงแต่เป็นการมอบปริญญาเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างแรงบันดาลใจให้สังคมและคนรุ่นใหม่ผ่านตัวอย่างของผู้ได้รับเกียรติยศในแต่ละสาขา

ที่มา : https://www.sanook.com/sport/1628412/

คนบึงกาฬเตรียมเฮ!! ‘มัลลิกา’ ดันสนามบินใหม่ 8 พันล้าน เชื่อมอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ลุ้นสร้างปี 72 คาดผู้โดยสารราว 1.5 แสนคนต่อปี ชี้ผลตอบแทนสูงหนุนเศรษฐกิจอีสานเหนือ

‘รมช.คมนาคม’ เร่งเครื่อง ‘สนามบินบึงกาฬ’ หนุนเศรษฐกิจชายแดนเชื่อมโยง ‘เวียดนาม – สปป. ลาว – ไทย – เมียนมา’ ดันชงครม. เคาะ ลุ้นตอกเสาเข็มปี 72  ปักธงเปิดใช้ปี 75  รองรับผู้โดยสารกว่า 1.4 แสนคนต่อปี 

(26 ธ.ค.2568) นางสาวมัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าโครงการก่อสร้างท่าอากาศยานบึงกาฬ จังหวัดบึงกาฬ ว่า โครงการดังกล่าวเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมทางอากาศที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาจังหวัดบึงกาฬและพื้นที่ชายแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยจะช่วยอำนวยความสะดวกในการเดินทางของประชาชน สนับสนุนการขยายตัวทางเศรษฐกิจ สังคม และเสริมความมั่นคงในพื้นที่ชายแดน รวมถึงยกระดับศักยภาพด้านการท่องเที่ยวของจังหวัด

สำหรับท่าอากาศยานบึงกาฬจะเป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงเส้นทางคมนาคมในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง เชื่อมต่อจากทะเลจีนใต้ ผ่านเวียดนาม สปป.ลาว ไทย และเมียนมา ออกสู่มหาสมุทรอินเดีย ซึ่งจะช่วยอำนวยความสะดวกด้านการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยว ตลอดจนเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับประชาชนในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม พบว่าในด้านความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ ผลการศึกษาพบว่า โครงการมีอัตราผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ หรือ EIRR อยู่ที่12.66 %และมีอัตราส่วนผลประโยชน์ต่อต้นทุน หรือ B/C เท่ากับ 1.07 สะท้อนให้เห็นว่าโครงการมีความเหมาะสมและคุ้มค่าต่อการลงทุน ทั้งในมิติของเศรษฐกิจและการพัฒนาพื้นที่ในระยะยาว

ด้านนายดนัย เรืองสอน อธิบดีกรมท่าอากาศยาน(ทย.)กล่าวว่า โครงการก่อสร้างท่าอากาศยานบึงกาฬได้เริ่มศึกษาความเป็นไปได้และคัดเลือกตำแหน่งที่ตั้งที่เหมาะสมตั้งแต่ปี2564 ต่อมาในปี 2566 ได้ดำเนินการออกแบบรายละเอียดอาคารที่พักผู้โดยสารหลังใหม่ พร้อมทั้งปรับปรุงรายละเอียดโครงการในรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA )ซึ่งปัจจุบันโครงการอยู่ในขั้นตอนการเสนอรายงาน EIA โดยได้จัดส่งเอกสารชี้แจงผลกระทบฯ ครั้งที่ 3 แล้ว และมีการประชุมพิจารณารายงานเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2568 หากขั้นตอนดังกล่าวแล้วเสร็จ จะเข้าสู่กระบวนการเสนอคณะรัฐมนตรี(ครม.)เพื่อพิจารณาอนุมัติและเดินหน้าโครงการในขั้นตอนถัดไป

ทั้งนี้ กรมท่าอากาศยานคาดการณ์ว่า หากโครงการได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี จะสามารถเริ่มก่อสร้างได้ในปี 2572 และเปิดให้บริการท่าอากาศยานบึงกาฬอย่างเป็นทางการในปี 2575 โดยมีการคาดการณ์ว่าในปี 2575 จะมีผู้โดยสารใช้บริการประมาณ 149,172 คนต่อปี มีจำนวนเที่ยวบิน 1,244 เที่ยวบินต่อปี หรือเฉลี่ยประมาณ 4 เที่ยวบินต่อวัน ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการยกระดับระบบคมนาคมทางอากาศของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และสร้างโอกาสใหม่ให้กับจังหวัดบึงกาฬในเวทีเศรษฐกิจภูมิภาคและระหว่างประเทศ

สำหรับพื้นที่โครงการทั้งหมดแบ่งเป็นพื้นที่ส่วนที่ไม่ใช่เขตการบิน หรือ landside จำนวน 2,542 ไร่ และพื้นที่เขตการบิน หรือ airside จำนวน 1,858 ไร่ รวมมูลค่าโครงการทั้งสิ้นประมาณ 8,196 ล้านบาท และจากผลการศึกษาความเหมาะสม พื้นที่ตั้งโครงการอยู่ในตำบลโป่งเปือย อำเภอโซ่พิสัย และตำบลวิศิษฐ์ อำเภอเมืองบึงกาฬ ห่างจากตัวเมืองบึงกาฬและสะพานมิตรภาพไทย–ลาว แห่งที่ 5 ประมาณ 12 กิโลเมตร และมีระยะห่างจากท่าอากาศยานใกล้เคียง ได้แก่ ท่าอากาศยานอุดรธานี 194 กิโลเมตร ท่าอากาศยานสกลนคร 190 กิโลเมตร และท่าอากาศยานนครพนม 188 กิโลเมตร ซึ่งถือเป็นทำเลที่เหมาะสมต่อการพัฒนาโครงข่ายการบินในภูมิภาค

ที่มา : https://www.thaipost.net/economy-news/922030/

ลุคนี้ยืนหนึ่ง!! “ญาญ่า” เดรสลูกไม้แดงซีทรู ฉลองคริสต์มาสนอร์เวย์ สวยแพงจัดเต็ม ฉลองคริสต์มาสอบอุ่นพร้อมครอบครัว โมเมนต์ดินเนอร์เรียบง่ายแต่สุขเต็มโต๊ะ

(26 ธ.ค. 68) นางเอกสาว 'ญาญ่า' อุรัสยา เสปอร์บันด์ สาดความแซ่บกลางนอร์เวย์ ด้วยเดรสลูกไม้สีแดงซีทรู ฉลองคริสต์มาสกับครอบครัวที่บ้านพักในนอร์เวย์ วันที่ 25 ธ.ค.ที่ผ่านมา บรรยากาศเต็มไปด้วยความอบอุ่นพร้อมหน้าคุณพ่อ คุณแม่ และพี่สาว 'แคทลียา'

ไฮไลต์คือลุค 'ญาญ่า' ที่แม้จะสวยสง่าแต่ยังปล่อยความเซ็กซี่ในเดรสดังกล่าว พร้อมเมคอัพโทนแดงเข้ากับเทศกาลคริสต์มาส โดยเฉพาะลิปสีแดงที่ทำให้ลุคออกมา "สวยแพง" แฟนคลับแห่คอมเมนต์ชื่นชมผ่านโซเชียลมีเดียอย่างต่อเนื่อง

แม้การฉลองจะเป็นดินเนอร์ในบ้านแบบเรียบง่ายแต่เต็มไปด้วยความสุขและความเป็นกันเอง 'ญาญ่า' ยังเผยว่าการได้กลับมาเจอครอบครัวคือการชาร์จพลังเพื่อพร้อมลุยงานในปีหน้า ส่วนฝั่งแม่ปลา โพสต์วิดีโอเผยให้เห็นลูกๆ ช่วยกันเตรียมบ้านและอาสาเป็นเชฟ ทำความสะอาดบ้านก่อนวันคริสต์มาส

โดยรวมไม่เพียงเป็นแฟชั่นคริสต์มาสที่แซ่บสะท้อนลุคที่โดดเด่น แต่ยังเผยให้เห็นมุมอบอุ่นของ 'ญาญ่า' ในโมเมนต์ครอบครัวที่ละมุนใจและเรียบง่าย จนแฟนๆ ต้องยิ้มตามไปกับความสุขครั้งนี้

ที่มา : https://www.sanook.com/news/9864482/

ของเล่น AI บุกตลาด!! กวางตุ้งเร่งเครื่อง ดัน “เพื่อนคุยอัจฉริยะ” ผลิตภัณฑ์โต้ตอบมนุษย์ได้ ขึ้นแท่นดาวเด่น เรียนรู้เฉพาะตัว ยอดขายพุ่ง รับกระแส Companion Economy

(27 ธ.ค. 68) มณฑลกว่างตง ทางตอนใต้ของจีน ซึ่งเป็นแหล่งผลิตของเล่นสำคัญ ได้เร่งปรับใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการผลิตของเล่นเพื่อตอบโจทย์ยุคใหม่ ตั้งแต่ต้นปี 2025 เป็นต้นมา ของเล่น AI ถูกเปิดตัวอย่างต่อเนื่องและมียอดจำหน่ายเพิ่มสูงมากอย่างมีนัยสำคัญ

ของเล่น AI มีจุดเด่นในเรื่องการสร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับเครื่องจักร รูปแบบผลิตภัณฑ์หลากหลาย และรองรับการใช้งานในหลายสถานการณ์ กลุ่มผู้ใช้เป้าหมายจึงกว้างขวาง ผู้ผลิตของเล่นและบริษัทเทคโนโลยีจึงร่วมมือกันพัฒนาอย่างใกล้ชิดทำให้ผลิตภัณฑ์ที่ออกมาสามารถโต้ตอบกับมนุษย์ได้อย่างเป็นธรรมชาติ พร้อมมอบประสบการณ์เรียนรู้และความบันเทิงเฉพาะตัว

"ของเล่น AI กลายเป็นดาวเด่นของเศรษฐกิจเพื่อนคู่ใจ" เป็นคำอธิบายถึงบทบาทสำคัญของนวัตกรรมนี้ในการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและเติมเต็มความต้องการผู้บริโภคยุคใหม่ในมณฑลกว่างตง

การผสานพลังระหว่างเทคโนโลยี AI กับอุตสาหกรรมของเล่นในกว่างตง สะท้อนเทรนด์ระดับโลกที่เน้นความเป็นอินเทอร์แอกทีฟและการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับเครื่องจักรผ่านผลิตภัณฑ์ที่นำเสนอความบันเทิงและการเรียนรู้ไปพร้อมกัน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ที่เรียกว่า "เศรษฐกิจเพื่อนคู่ใจ" หรือ companion economy

ที่มา : Xinhua


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top