Monday, 8 June 2026
TheStatesTimes

“ฉี ยู่ฉี” เผยจุดได้เปรียบ คว้าชัยเหนือวิว 2 เกมรวด เผยสภาพร่างกายตัวแปรสำคัญ ชี้ "วิว" ความเร็วตกเพราะล้าสะสม ปัจจัยความล้ารอบแบ่งกลุ่ม ทำเกมเปลี่ยน

(23 ธ.ค. 68) เมื่อวันที่ 20 ที่ผ่านมา ในการแข่งขันแบดมินตัน HSBC BWF World Tour Finals 2025 ที่เมืองหางโจว ประเทศจีน "ฉี ยู่ฉี" มือ 1 โลกชาวจีน เอาชนะ "วิว" กุลวุฒิ วิทิตศานต์ นักแบดมินตันไทย ด้วยคะแนน 21-16 และ 21-13 ใช้เวลาประมาณ 51 นาที ผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศได้สำเร็จ

หลังการแข่งขัน "ฉี" ให้สัมภาษณ์ว่า ปัจจัยชี้ขาดสำคัญคือลักษณะทางกายภาพของคู่แข่งที่ชาวไทยดูเหมือนจะมีความเร็วในการเคลื่อนที่ลดลง เนื่องจากความล้าสะสมจากการลงสนามหนักในรอบแบ่งกลุ่ม เขากล่าวว่า "การเคลื่อนไหวของ กุลวุฒิ ดูช้าลงไปอย่างเห็นได้ชัดในเกมนี้…อาจเพราะสภาพร่างกายของเขาล้าเนื่องจากใช้พลังมากไปในรอบแบ่งกลุ่ม ทำให้ความเร็วของเขาลดลงไป"

นอกจากนี้ "ฉี" ยังเผยว่า พยายามควบคุมจังหวะเกมและใจเย็น เพราะเคยเจอสถานการณ์ที่เขานำแต่ถูก "วิว" พลิกเกมกลับมาได้ "เราเคยเจอกันมาแล้วหลายครั้ง…เคยเจอสถานการณ์ที่ผมเป็นฝ่ายนำ แต่สุดท้ายโดนเขาพลิกเกม…ดังนั้นเกมนี้ผมเลยต้องเตือนตัวเองให้ประคองเกม และอดทนก่อนเก็บชัยได้สำเร็จ"

เกมรอบรองชนะเลิศนี้ถูกมองว่าเป็นการควบคุมเกมของ "ฉี ยู่ฉี" ที่เหนือกว่าอย่างชัดเจน ฝ่ายจีนออกตัวมั่นใจและคุมเกมได้อย่างเด็ดขาด ในขณะที่ฝ่ายไทยพยายามเร่งเกมแต่ไม่สามารถพลิกสถานการณ์ได้ สื่อไทยชี้ว่า "ฉี" มีความโดดเด่นในการคุมจังหวะหน้าเน็ต ทำให้ "วิว" ต้องทำหน้าที่วิ่งไล่ตามและทำผิดพลาดบ่อยครั้ง

แม้ "วิว กุลวุฒิ" จะจอดแค่รอบรองชนะเลิศ แต่ผลงานครั้งนี้ยังถือเป็นเครื่องยืนยันความแข็งแกร่งในระดับโลกก่อนปิดฤดูกาล ขณะที่ "ฉี" ผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศแต่พ่ายแพ้ให้กับ 'คริสโต โปปอฟ' มือดังจากฝรั่งเศสซึ่งคว้าแชมป์ชายเดี่ยว เวิลด์ทัวร์ ไฟนอลส์ ปี 2025

ที่มา : https://www.sanook.com/sport/1627883/

โป๋ไห่ทุบสถิติ!! แหล่งน้ำมันนอกชายฝั่งใหญ่สุดจีน ปี 2568 ผลผลิตน้ำมัน-ก๊าซสูงสุด สนับสนุนความมั่นคงพลังงาน เปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลและรักษ์โลก

(23 ธ.ค. 68) บริษัทน้ำมันนอกชายฝั่งแห่งชาติจีน หรือ CNOOC รายงานว่า บ่อน้ำมันโป๋ไห่ ซึ่งเป็นแหล่งน้ำมันนอกชายฝั่งที่ใหญ่ที่สุดของจีน สร้างสถิติใหม่ด้วยผลผลิตน้ำมันและก๊าซรวมกันกว่า 40 ล้านตันเทียบเท่าน้ำมันดิบในปี 2568

CNOOC ชี้ว่า บ่อน้ำมันโป๋ไห่เป็นแหล่งผลิตน้ำมันนอกชายฝั่งชั้นนำทั้งในด้านขนาดและปริมาณ ผลผลิตที่เพิ่มขึ้นนี้จะช่วยเสริมความมั่นคงด้านพลังงานของจีนและส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม

บ่อน้ำมันโป๋ไห่มีแหล่งผลิตน้ำมันและก๊าซมากกว่า 60 แห่ง ปัจจุบันมียอดการผลิตน้ำมันดิบสะสมกว่า 600 ล้านตัน และมีอัตราการเพิ่มผลผลิตน้ำมันและก๊าซถึง 5% ต่อปีในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา

นอกจากนี้ บ่อน้ำมันแห่งนี้กำลังเดินหน้าใช้เทคโนโลยีการผลิตแบบดิจิทัลและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมประสบความสำเร็จในการติดตั้งระบบผลิตใต้ทะเลน้ำตื้นที่พัฒนาภายในประเทศเป็นครั้งแรก ร้อยละ 80 ของแหล่งน้ำมันเชื่อมต่อไฟฟ้าจากบนบกแล้ว

CNOOC กล่าวว่า "การเปลี่ยนผ่านสู่การผลิตที่ทันสมัยและยั่งยืนนี้จะผลักดันให้บ่อน้ำมันโป๋ไห่มีบทบาทมากขึ้นในการสนับสนุนพลังงานของประเทศ"

ที่มา : Xinhua

รุกฆาตเขมร!! 'อาจารย์อุ๋ย' งัดมาตรา 20 กฎบัตรอาเซียน แนะ กต. กดดันขับกัมพูชาพ้นสมาชิกอาเซียน หลังพบพฤติกรรมรุกรานอธิปไตยชัด ใช้ประชาชนเป็นโล่มนุษย์-หนุนสแกมเมอร์

อาจารย์อุ๋ย จี้! ‘สีหศักดิ์’ เปิดเกมเดือด! กดดัน ‘อาเซียน’ ขับ ‘เขมร’ พ้นสมาชิก ไม่งั้นไทยเดินออกเอง 

(23 ธ.ค. 2568) - นายประพฤติ ฉัตรประภาชัย หรือ อาจารย์อุ๋ย นักวิชาการด้านกฎหมายระหว่างประเทศ และอดีตผู้สมัคร สส. กทม. พรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสเฟซบุ๊กแสดงความเห็นว่า “เรียนท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ 

เนื่องจากในสถากรณ์ปัจจุบัน กัมพูชายังคงมุ่งโจมตีเป้าหมายพลเรือนไทย ใช้ทุ่นระเบิดสังหารส่วนบุคคล ใช้ประชาชนของไทยและตนเองเป็นโล่มนุษย์ ซึ่งละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ รวมทั้งมีส่วนเชื่อมโยมกับขบวนการสแกมเมอร์ ซึ่งเป็นอาชญากรรมข้ามชาติ ที่ทั่วโลกต้องการปราบปรามกวาดล้าง ไทยต้องดําเนินตามขั้นตอนดังนี้ เพื่อรุกไล่และเพิ่มแรงกดดันบนเวทีโลกกับกัมพูชา โดยใช้อาเซียนเป็นเวที ตามขั้นตอนดังต่อไปนี้

1. ไทยต้องยื่นคำขาดให้อาเซียนลงมติขับกัมพูชาออกจากการเป็นสมาชิก!

ตามหลักของกฎบัตรอาเซียน ในส่วนอารัมภบท ให้ความสําคัญกับการเคารพในสิทธิมนุษยชน อธิปไตย หลักนิติธรรม สันติภาพ ความเอื้ออาทร และการไม่แทรกแซงกิจการภายในซึ่งกันและกัน แต่ทว่า นับแต่วันที่กัมพูชาได้รุกลํ้าดินแดนไทย และโจมตีเป้าหมายพลเรือนของไทย ใช้ทุ่นระเบิดสังหารส่วนบุคคล และใช้ประชาชนของตนเองเป็นโล่มนุษย์ ซึ่งเป็นการละเมิดทั้งหลักการพื้นฐานของอาเซียนและกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ ไทยจึงจําเป็นต้องใช้สิทธิในการป้องกันตนเองตามมาตรา 51 แห่งกฎบัตรสหประชาชาติ ตามหลักความได้สัดส่วน และจนถึงปัจจุบัน กัมพูชาก็ยังไม่มีท่าทีที่จะหยุดคุกคามไทย นอกจากนี้ กัมพูชายังเป็นภัยคุกคามของประชาคมโลกเนื่องจากรัฐบาลไม่ได้แสดงความจริงจังในการปราบปรามขบวนการสแกมเมอร์ซึ่งเป็นอาชญากรรมออนไลน์ข้ามชาติที่สร้างความเสียหายกับคนทั่วโลกนับล้านล้านบาทต่อปี 

ดังนั้น ไทยจึงต้องอาศัยอํานาจตาม ข้อ 20 (4) แห่งกฎบัตรอาเซียน เรื่องการละเมิดพันธกรณีอย่างร้ายแรง โดยไทยต้องเสนอต่อที่ประชุมผู้นำอาเซียนให้ลงมติ "ขับกัมพูชาออกจากสมาชิกภาพ" เพราะกัมพูชาละเมิดหลักการพื้นฐานของอาเซียนอย่างรุนแรง คือการไม่เคารพอธิปไตย ใช้กำลังอาวุธรุกรานสมาชิกด้วยกันเอง และละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ ละเลยการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ข้ามชาติ ที่สร้างความเสียหายต่อมนุษยชาติ หากอาเซียนยังเก็บรัฐที่ละเมิดกฎหมายไว้ ก็เท่ากับอาเซียนกำลังฆ่าตัวตายในเชิงหลักการ!

2. หากเสียงส่วนใหญ่ในอาเซียนยังคง "แทงกั๊ก" หรือไม่กล้าลงมติขับกัมพูชาออกเพียงเพราะเห็นแก่ความเป็นพี่น้องจอมปลอม วินาทีนั้น ไทยจะใช้สิทธิ ถอนตัว (Withdrawal) อย่างเป็นทางการ
โดยเราจะแจ้งต่อชาวโลกว่า ‘ไทยไม่สามารถร่วมสังฆกรรมกับองค์กรที่โอบอุ้มผู้รุกรานได้’ เพื่อสร้างความชอบธรรม (Legitimacy) บนเวทีโลก ว่าที่ไทยออก ไม่ใช่เพราะยอมแพ้ แต่เพราะองค์กรนี้ ‘หมดความศักดิ์สิทธิ์’ ในการรักษาสันติภาพไปแล้ว

3. เมื่อไทยออกมาแล้ว เราก็ไม่ได้อยู่โดดเดี่ยว เพราะเราจะใช้วิธี Bilateral Bypass กล่าวคือเราเดินหน้าทำ Bilateral FTA และข้อตกลงความมั่นคงทวิภาคีกับเพื่อนสมาชิกรายประเทศที่ยังเห็นความสำคัญของไทย ซึ่งต้องไม่มีกัมพูชา! เพื่อรักษาผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจไว้และเมื่อไหร่ที่อาเซียนปฏิรูปตัวเองจนเดินไปในทิศทางที่ไทยต้องการ หรือเมื่อมีการกำจัด ‘เนื้อร้าย’ ที่ละเมิดกฎหมายออกไปแล้ว ไทยก็สามารถกลับเข้าสู่สมาชิกภาพได้อีกครั้งในฐานะ ‘ผู้กอบกู้หลักการอาเซียน’ ได้อย่างสง่างาม และทําให้โลกมองไทยเป็นตัวอย่างของ ‘ผู้กอบกู้หลักการของระบบพหุพาคีประชาคมโลก’ ด้วยความปรารถนาดี

รัสเซียเร่งสอบสวน!! เหตุลอบสังหาร “พลโท ซาร์วารอฟ” ในมอสโก ระเบิดปริศนากลางเมืองหลวง คร่าชีวิตหัวหน้าฝึกยุทธการกองทัพ เครมลินเผย “ข่าวกรองรายงานปูตินทันที” หลังเกิดเหตุ

(23 ธ.ค. 68) ดมิทรี เปสคอฟ โฆษกทำเนียบเครมลิน เปิดเผยว่า หน่วยข่าวกรองของรัสเซียได้รายงานเหตุลอบสังหาร พลโท ฟานิล ซาร์วารอฟ หัวหน้ากรมฝึกเตรียมกำลังปฏิบัติการของกองบัญชาการทหารสูงสุด ต่อประธานาธิบดี 'วลาดิเมียร์ ปูติน' ทันทีหลังเกิดเหตุ

เปสคอฟกล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า "หน่วยข่าวกรองรายงาน (เรื่องนี้) ทันที" ซึ่งตอบคำถามว่าประธานาธิบดีได้รับแจ้งแล้วหรือไม่

ก่อนหน้านี้ คณะกรรมการสืบสวนของรัสเซียระบุว่า พลโทซาร์วารอฟเสียชีวิตจากระเบิดที่ถูกลอบวางไว้ใต้รถยนต์ ภายในเขตทางตอนใต้ของกรุงมอสโก เหตุการณ์นี้สร้างความตึงเครียดเพิ่มขึ้นในสถานการณ์ความมั่นคงของรัสเซีย

เหตุการณ์ลอบสังหารนี้สะท้อนถึงความท้าทายที่เพิ่มมากขึ้นกับความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ระดับสูงและส่งผลต่อเสถียรภาพในภูมิภาค ขณะที่ทางการรัสเซียยังคงเร่งสอบสวนหาผู้รับผิดชอบต่อไป

ที่มา : Sputnik

ทำไมเราถึงควรมีเพื่อน แบบ ‘คุริริน’ สักคนในชีวิต

หากพูดถึงการ์ตูนระดับตำนานอย่าง Dragon Ball หลายคนอาจจะนึกถึงความเก่งกาจระดับจักรวาลของซุนโกคู   ความอำมหิตเลือดเย็นของฟรีเซอร์ หรือความทะนงตัวแบบสุดโต่งของเบจิต้า แต่ถ้าเรามองย้อนกลับมาในมุมของ "มิตรภาพและความเป็นมนุย์" ตัวละครที่คู่ควรกับการเป็นต้นแบบเพื่อนแท้ที่สุด ไม่ใช่ชาวไซย่าผู้ทรงพลัง แต่คือผู้ชายชาวโลกธรรมดาตัวเล็กๆที่ชื่อ "คุริริน"

ทำไม ใดๆDigestถึงบอกว่าในชีวิตจริงที่แสนวุ่นวายนี้ เราถึงควรมีเพื่อนแบบคุริรินไว้สักคน นี่คือเหตุผลครับ

1. คุริรินคือ "คนธรรมดา" ที่พยายามยืนเคียงข้างเพื่อนของเขาเสมอ
ในขณะที่เพื่อนคนอื่นๆ อาจจะเก่งกาจเป็นอัจฉริยะ (โดยเฉพาะบรรดาชาวไซย่าทั้งหลาย) แต่คุริรินคือ "มนุษย์โลก" ที่มีขีดจำกัดชัดเจน เขารู้ดีว่าตัวเองไม่ได้มีพลังระดับทำลายล้างโลกได้ แต่เขาก็ไม่เคยหนีไปไหนในยามที่เพื่อนตกที่นั่งลำบาก คุริรินคือคนที่จะไม่ทิ้งเพื่อนไปเพียงเพราะเขาช่วยไม่ได้ทั้งหมด แต่เขาจะเลือกยืนอยู่ข้างๆ และสู้ไปพร้อมกับเพื่อนเท่าที่แรงเขาจะมี

2. ความซื่อสัตย์ระดับที่ "ตายแทนกันได้"
เราคงจำฉากบนดาวนาเม็กหรือตอนสู้กับนัปป้าได้ คุริรินมักจะเป็นคนที่ต้องเผชิญหน้ากับความกลัวสุดขีด แต่เขาก็ยังก้าวออกไปเพื่อปกป้องเพื่อน เอาตัวเองเข้าขวางระหว่างเพื่อนและอันตรายตรงหน้าเสมอ ความตายของคุริรินหลายครั้งคือจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้โกคูระเบิดพลัง (เช่น การเป็นซูเปอร์ไซย่าครั้งแรก)
การมีเพื่อนที่รักและหวังดีกับเราอย่างจริงใจจนสามารถเป็น "แรงผลักดัน" ให้เราก้าวข้ามขีดจำกัดของตัวเองได้ คือสมบัติที่มีค่าที่สุดในชีวิต

3. เขาคือ "เสียงแห่งเหตุผล" และความเห็นอกเห็นใจ
ในขณะที่ตัวเอกอาจจะมุ่งแต่จะสู้หรือทำตามเป้าหมาย คุริรินมักจะเป็นคนที่คอยเตือนสติ คอยดูแลความรู้สึกของคนรอบข้าง เขาเป็นตัวประสานรอยร้าวในกลุ่ม และเป็นคนที่ทำให้บรรยากาศตึงเครียดผ่อนคลายลงด้วยอารมณ์ขันและความถ่อมตัว

4. เขาพร้อมจะเติบโตไปกับคุณ
คุริรินเริ่มต้นจากการเป็นคู่แข่งที่ชอบแก่งแย่งกับโกคูในสำนักของผู้เฒ่าเต่า แต่เมื่อเวลาผ่านไป เขากลับเปลี่ยนความอิจฉาให้กลายเป็นความนับถือและมิตรภาพที่แน่นแฟ้น เขาคือตัวอย่างของเพื่อนที่พร้อมจะยอมรับความสำเร็จของเราโดยไม่ริษยา และยินดีที่จะเติบโตไปในเส้นทางของตัวเองอย่างมั่นคง รวมทั้งเป็นลมใต้ปีกที่คอยผลักดันเพื่อนอย่างจริงใจ

ทำไมต้องเป็นคุริริน?
เพราะชีวิตจริงเราไม่ได้ต้องการแค่คนที่พยุงเราให้บินได้ แต่เราต้องการ "ใครสักคนที่พร้อมจะเดินต้วมเตี้ยมไปบนพื้นดินพร้อมกับเรา" ในวันที่เราเหนื่อยล้า คุริรินอาจไม่ใช่คนที่เก่งที่สุด แต่เขาคือคนที่ "จริงใจ" ที่สุดในชีวิตของซุนโกคู

เมื่อถึงเวลาคุริรินเลือกที่จะสร้างครอบครัวกับหมายเลข 18 และมีลูกสาว เขาสอนเราว่าชีวิตไม่ได้มีแค่การแข่งขันและการเป็นที่หนึ่ง ความสุข ความรัก และครอบครัวก็มีค่าเท่าๆ กัน หรืออาจจะมากกว่าด้วยซ้ำ

แม้คุริรินจะเป็นหนึ่งในนักสู้ที่แข็งแกร่งที่สุดบนโลก (ในมาตรฐานของมนุษย์) แต่เขาไม่เคยหยิ่งผยอง เขารู้ว่ายังมีคนที่แข็งแกร่งกว่า และเขาก็โอเคกับมัน เขายอมรับและเฉลิมฉลองความสำเร็จของเพื่อนๆ โดยไม่อิจฉา

ในโลกที่เต็มไปด้วยการแข่งขันและอีโก้ การมีเพื่อนที่อ่อนน้อมถอมตนและไม่รู้สึกขมขื่นกับความสำเร็จของคุณ เป็นของขวัญอันล้ำค่า

คุริรินสอนเราว่ามิตรภาพที่แท้จริงไม่ได้วัดจากความแข็งแกร่ง ความสำเร็จ หรือความสามารถ แต่วัดจากความจริงใจ ความภักดี ความกล้าหาญ และหัวใจที่พร้อมจะอยู่เคียงข้างกันในทุกสถานการณ์

ในชีวิต เราอาจไม่ต้องการเพื่อนที่เป็นซูเปอร์ฮีโร่หรือคนที่สมบูรณ์แบบ แต่เราต้องการเพื่อนที่เป็นมนุษย์ เป็นคนจริง และจริงใจกับเรา เพื่อนแบบคุริรินจะเตือนเราให้ระลึกอยู่เสมอว่าอะไรคือสิ่งที่สำคัญจริงๆ ในชีวิต พวกเขาจะไม่ผลักดันให้เราไล่ตามความสำเร็จจนลืมความสุข แต่จะช่วยให้เราไม่ลืมภาพใหญ่ของชีวิตและเห็นคุณค่าของสิ่งที่เรามีเสมอ

การมีเพื่อนแบบคุริรินเพียงคนเดียว จึงอาจมีค่ามากกว่าการมีคนรู้จักนับพันคน และเป็นเหตุผลว่าทำไมเราถึงควรมีเพื่อนแบบคุริรินสักคนในชีวิต

รู้ทัน...Scammers!! เปิดจิตวิทยาที่มิจฉาชีพใช้เล่นงานเหยื่อ "กล้าเสี่ยง-ยับยั้งชั่งใจต่ำ-ใช้อารมณ์นำ" 3 นิสัยอันตรายเป้าหมายชั้นดีของนักต้มตุ๋น ต้องสร้างภูมิคุ้มกัน "ต้นน้ำ" สู้จิตวิทยามืด

รู้ทัน...Scammers EP#3 จิตวิทยาของมิจฉาชีพในการหลอกลวงและฉ้อโกง

การปราบปรามด้วยการบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาดกับบรรดามิจฉาชีพที่หลอกลวงและฉ้อโกงออนไลน์นั้น เป็นได้แต่เพียงกระบวนการปลายน้ำในการจัดการกับ Scammers ของภาครัฐ จะเห็นได้จากสถิติคดีหลอกลวงและฉ้อโกงออนไลน์ที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ หากนับจากปี พ.ศ. 2565 บ้านเรามีสถิติการแจ้งความคดีออนไลน์มากมายมหาศาลเป็นล้าน ๆ คดี และมูลค่าความเสียหายรวมแล้วร่วม 100,000 ล้านบาท

สถิติและมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นมากจนน่ากลัวนี้ แสดงให้เห็นถึงการเติบโตของเหล่ามิจฉาชีพที่หลอกลวงและฉ้อโกงทางออนไลน์มากขึ้นทุกวัน จนน่าจะเกินกำลังของหน่วยงานที่รับผิดเกี่ยวข้องแล้ว แม้การปราบปรามด้วยการบังคับใช้กฎหมายจะทำไปด้วยความเด็ดขาด และวันที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล รักษาการณ์นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ประกาศให้การปราบปรามสแกมเมอร์และอาชญากรรมทางเทคโนโลยีเป็น “วาระแห่งชาติ”

ตามที่กล่าวไว้ในตอนต้นว่า การปราบปรามด้วยการบังคับใช้กฎหมายกับบรรดามิจฉาชีพที่หลอกลวงและฉ้อโกงออนไลน์เป็นได้แต่เพียงกระบวนการปลายน้ำ การกวาดล้างมิจฉาชีพที่เป็นขบวนการ Scammers  นั้น จำเป็นต้องจัดการตั้งแต่ต้นน้ำของกระบวนการนี้ ได้แก่การป้องกันไม่ให้เกิดมิจฉาชีพที่หลอกลวงและฉ้อโกงออนไลน์ ซึ่งทำได้ยาก มีความเป็นนามธรรมสูง และการสร้างภูมิคุ้มกันป้องกันไม่ให้พี่น้องประชาชนต้องตกเป็นเหยื่อ ด้วยการให้ ความรู้ ความเข้าใจ เพื่อให้เกิดภูมิคุ้มกันสามารถรับมือกับมิจฉาชีพเหล่านั้นได้

ดังนั้นหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องจึงต้องให้ ความรู้ ความเข้าใจ ในเรื่องของเครื่องมือที่มิจฉาชีพที่หลอกลวงและฉ้อโกงออนไลน์นำมาใช้แก่พี่น้องประชาชน โดยเฉพาะเรื่องของ “จิตวิทยาในการหลอกลวงและฉ้อโกง” ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ถูกบรรดามิจฉาชีพออนไลน์นำมาใช้ 100% อาจารย์ ดร.สุภสิรี จันทวรินทร์ ประธานแขนงวิชาจิตวิทยาปริชาน คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ระบุในบทความ “จิตวิทยาของการตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพ (Victim of scams)” ว่า งานวิจัยทางจิตวิทยาที่วิเคราะห์การหลอกลวงทางโทรศัพท์และอินเทอร์เน็ตมากกว่า 580 ประเภท ชี้ว่ามิจฉาชีพมักใช้เทคนิคจิตวิทยาการโน้มน้าว 2 ประเภทหลัก ๆ คือ การอ้างอำนาจ (authority) และการกดดันโดยการจำกัดเวลาหรือจำนวนรางวัลตอบแทน (scarcity) หรือเสริมด้วย การสร้างความเชื่อใจ (building trust หรือ gaining trust) ด้วยการทำให้เหยื่อคล้อยตามเห็นด้วย

โดยมิจฉาชีพอาจสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจโดยการแสดงให้เห็นว่าข้อเสนอที่นำมาล่อลวงนั้นมีความถูกต้องตามกฎหมายและมีหน่วยงานหรือบริษัทที่น่าเชื่อถือรองรับ หรือแม้กระทั่งการอ้างอิงว่าตนเป็นตำรวจหรือเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งทำให้เหยื่อรู้สึกเชื่อใจและไว้ใจ อีกทั้ง ผู้หลอกลวงมักใช้การโน้มน้าวทางอารมณ์มากกว่าการโน้มน้าวด้วยเหตุผล เช่น จงใจจำกัดระยะเวลาในการส่งข้อมูลหรือโอนเงิน จำกัดจำนวนสินค้าที่จำหน่าย หรือจำกัดจำนวนผู้เข้าร่วมการลงทุน ซึ่งทำให้เหยื่อรู้สึกว่าต้องรีบส่งข้อมูลหรือโอนเงินเพื่อจะได้รับผลตอบแทนที่ล่อตาล่อใจ และหลงเชื่อว่าตนจะได้รับผลตอบแทนตามที่ผู้หลอกลวงสัญญาไว้

อาจารย์ ดร.สุภสิรี ยังได้ระบุด้วยว่า คนทุกเพศทุกวัยสามารถเป็นกลุ่มเป้าหมายของการหลอกลวงฉ้อโกง ทั้งนี้ เพศหญิงมักตกเป็นเหยื่อเป้าหมายของการหลอกล่อให้รักเพื่อหลอกลวงโกงทรัพย์สิน ส่วนผู้สูงวัยมักเป็นเหยื่อของการโกงทรัพย์หรือหลอกล่อเอาข้อมูลส่วนตัวออนไลน์ และบุคคลที่มีการศึกษาและมีรายได้ค่อนข้างสูงมักเป็นเหยื่อของการล่อลวงให้ลงทุน อีกทั้ง งานวิจัยทางจิตวิทยาชี้ว่ามี 3 ลักษณะนิสัยที่เพิ่มความเสี่ยงการถูกโกงทรัพย์สินโดยมิจฉาชีพ ดังนี้

1. นิสัยและพฤติกรรมเสี่ยง (risk-taking) บุคคลที่มีนิสัยกล้าลองทำสิ่งใหม่ ๆ และรับความเสี่ยงนั้นมีแนวโน้มตอบรับข้อเสนอของผู้หลอกลวงมากกว่าบุคคลที่ไม่ชอบความเสี่ยงถึงสองเท่า ลักษณะชอบความเสี่ยงจึงเป็นตัวชี้วัดหนึ่งว่า บุคคลนั้นมีแนวโน้มจะทำตามข้อเสนอผู้หลอกลวงและเชื่อใจผู้หลอกลวง เพราะไม่ได้ใส่ใจกับการประเมินระดับความสุ่มเสี่ยงของข้อเสนอ แต่กลับมุ่งความสนใจไปที่รางวัลผลตอบแทนที่อาจได้รับจากการลองเสี่ยง

2. ความสามารถในการควบคุมตนเอง (self-control) โดยการกำกับตนเองเป็นทักษะสำคัญที่รวมถึงการควบคุมอารมณ์ชั่วขณะ การควบคุมพฤติกรรม และการควบคุมความต้องการของตนเอง บุคคลที่ชอบตัดสินใจเสี่ยงมักมีความสามารถในการกำกับตนเองต่ำ ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยที่ชี้ว่าคนที่เคยตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพมักมีทักษะในการควบคุมตนเองค่อนข้างต่ำ อาท เวลาซื้อของมักไม่ทันยั้งคิด ผู้ที่มีความบกพร่องในการควบคุมตนเองจึงไม่สามารถยับยั้งการตัดสินใจลงทุนหรือโอนเงินแบบหุนหันพลันแล่น โดยเฉพาะกรณีที่มิจฉาชีพใช้วิธีการจำกัดเวลาหรือจำกัดจำนวนรางวัลตอบแทนเพื่อโน้มน้าวและชักใยทางอารมณ์

3. ความสามารถในการจัดการอารมณ์ (emotional competence) ความฉลาดทางอารมณ์คือความสามารถในการรับรู้และการควบคุมอารมณ์ของตนเอง อันเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจทางการธุรกิจการเงินที่มีความเสี่ยงสูง ผู้ที่มีทักษะจัดการและควบคุมอารมณ์ตนเองต่ำจะมีความสามารถในการไตร่ตรองข้อมูลลดลง และอาจตัดสินใจทางการเงินโดยใช้อารมณ์ชั่วขณะ อาทิ กลัวพลาดโอกาสทองในการทำกำไร หรือรู้สึกคล้อยตามแนวคิดโน้มน้าวของมิจฉาชีพ จึงมีแนวโน้มตอบรับข้อเสนอการล่อลวงทรัพย์สินมากกว่าผู้ที่สามารถกำกับควบคุมอารมณ์ตนเองได้ดี (ยังมีตอนต่อไป)

เจาะลึกภัยเงียบ GenAI!! การ์ทเนอร์เตือน "5 จุดบอดอันตราย" ทั้งปัญหาอธิปไตยข้อมูล – ต้นทุนบำรุงรักษา หากองค์กรไม่รีบแก้ไขภายในปี 2573 อาจล้าหลังและเผชิญภาวะทักษะมนุษย์เสื่อมถอย

การ์ทเนอร์เตือน "จุดบอดอันตราย GenAI" คลื่นใต้น้ำทำลายความสำเร็จองค์กร

อรุณ จันทรเศกการัน รองประธานนักวิเคราะห์การ์ทเนอร์ เปิดเผยว่า แม้เทคโนโลยี GenAI จะพัฒนารุดหน้าอย่างรวดเร็ว พร้อมความคาดหวังสูงจากองค์กร แต่ซีไอโอกำลังเผชิญความท้าทายจาก "จุดบอดสำคัญ" ที่มักถูกมองข้าม

5 จุดบอดคุกคามความสำเร็จระยะยาว
การ์ทเนอร์ระบุว่า องค์กรส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับความท้าทายเร่งด่วนอย่างคุณค่าทางธุรกิจ ความปลอดภัย และความพร้อมข้อมูล แต่มักมองข้ามผลกระทบระดับรองที่ไม่ชัดเจนตั้งแต่แรก ได้แก่ Shadow AI หนี้ทางเทคนิค การเสื่อมถอยของทักษะ ความต้องการอธิปไตยข้อมูล และปัญหา Vendor Lock-In ซึ่งล้วนเป็น "คลื่นใต้น้ำ" ที่บ่อนทำลายความสำเร็จในระยะยาว

การ์ทเนอร์คาดการณ์ว่า ภายในปี 2573 จุดบอดเหล่านี้จะสร้างเส้นแบ่งระหว่างองค์กรที่นำ AI มาใช้ได้อย่างปลอดภัยและมีกลยุทธ์ กับองค์กรที่ติดกับดัก ล้าหลัง หรือถูกรบกวนจากภายใน

1. Shadow AI ระเบิด - พนักงานแอบใช้เครื่องมือต้องห้าม
ผลสำรวจผู้นำด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ 302 ราย (มี.ค.-พ.ค. 2568) เผยว่า 69% ขององค์กรสงสัยหรือมีหลักฐานว่าพนักงานกำลังใช้ GenAI สาธารณะที่ต้องห้าม
การใช้เครื่องมือ AI ที่ไม่ได้รับอนุญาตอาจนำไปสู่การละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา การเปิดเผยข้อมูล และความเสี่ยงด้านความปลอดภัยที่เพิ่มขึ้น การ์ทเนอร์คาดว่า ภายในปี 2573 มากกว่า 40% ขององค์กรจะเผชิญเหตุการณ์ด้านความปลอดภัยหรือการปฏิบัติตามข้อกำหนดที่เชื่อมโยงกับ Shadow AI
แนวทางแก้ไข: ซีไอโอควรกำหนดนโยบายชัดเจนสำหรับการใช้เครื่องมือ AI ทั่วองค์กร ตรวจสอบกิจกรรม Shadow AI เป็นประจำ และบูรณาการการประเมินความเสี่ยง GenAI เข้ากับกระบวนการประเมินและตรวจสอบ SaaS

2. หนี้ทางเทคนิคกัดกร่อนผลตอบแทน
การ์ทเนอร์คาดว่า ภายในปี 2573 องค์กร 50% จะเผชิญการอัปเกรด AI ที่ล่าช้าและ/หรือต้นทุนการบำรุงรักษาที่เพิ่มขึ้นเนื่องจากหนี้ทางเทคนิคของ GenAI ที่ไม่ได้รับการจัดการ
แม้องค์กรจะตื่นเต้นกับความเร็วของ GenAI แต่ต้นทุนสูงในการบำรุงรักษา แก้ไข หรือปรับเปลี่ยนสิ่งที่ AI สร้างขึ้น (โค้ด เนื้อหา การออกแบบ) อาจกัดกร่อนผลตอบแทนที่คาดหวัง
แนวทางแก้ไข: จัดทำมาตรฐานชัดเจนสำหรับการตรวจสอบและจัดทำเอกสารสินทรัพย์ที่ AI สร้างขึ้น และติดตามตัวชี้วัดหนี้สินทางเทคนิคในแดชบอร์ดไอที

3. ความต้องการอธิปไตยข้อมูลเพิ่มสูง
การ์ทเนอร์คาดว่า ภายในปี 2571 รัฐบาล 65% ทั่วโลกจะนำข้อกำหนดด้านอธิปไตยทางเทคโนโลยีมาใช้ เพื่อเพิ่มความเป็นอิสระและป้องกันการแทรกแซงด้านกฎระเบียบจากต่างแดน
ข้อจำกัดด้านกฎระเบียบเกี่ยวกับการแบ่งปันข้อมูลข้ามประเทศสามารถชะลอการปรับใช้ AI ทั่วองค์กร เพิ่ม TCO (Total Cost of Ownership) และส่งผลให้ได้ผลลัพธ์ที่ไม่เหมาะสม
แนวทางแก้ไข: สร้างอธิปไตยข้อมูลเข้าไปในกลยุทธ์ AI ตั้งแต่เริ่มต้น ให้ทีมกฎหมายเข้ามามีส่วนร่วมตั้งแต่เนิ่นๆ และเลือกผู้ให้บริการที่ตอบสนองความต้องการด้านอธิปไตยข้อมูลและ AI

4. ทักษะมนุษย์เสื่อมถอย
การพึ่งพา AI มากเกินไปอาจกัดกร่อนความเชี่ยวชาญ การตัดสินใจ และความรู้โดยนัยของมนุษย์ที่มีความสำคัญและไม่สามารถถ่ายทอดหรือทดแทนได้ง่าย
การเสื่อมถอยนี้เกิดขึ้นค่อยเป็นค่อยไปและมักไม่มีใครสังเกตเห็น ผู้บริหารอาจไม่รับรู้ถึงความเสี่ยงจนกว่าองค์กรจะมีปัญหาในการทำงานเมื่อไม่ได้ใช้งาน AI หรือเมื่อ AI ล้มเหลวและต้องใช้สัญชาตญาณมนุษย์
แนวทางแก้ไข: ระบุว่าการตัดสินใจและงานที่เกิดจากฝีมือมนุษย์นั้นมีความจำเป็นในด้านใด และออกแบบโซลูชัน AI เพื่อเสริม ไม่ใช่แทนที่ทักษะเหล่านี้

5. ติดกับดัก Vendor Lock-In
องค์กรที่ต้องการใช้ประโยชน์ GenAI ในวงกว้างมักเลือกผู้ให้บริการเพียงรายเดียวเพื่อความรวดเร็วและง่าย แต่การพึ่งพาเชิงลึกนี้ส่งผลกระทบต่อความคล่องตัวทางเทคนิคและอำนาจในการต่อรองด้านราคา เงื่อนไข หรือระดับการให้บริการในอนาคต

ผู้บริหารจำนวนมากมักประเมินความเชื่อมโยงระหว่างข้อมูล โมเดล หรือเวิร์กโฟลว์ต่ำไป และยึดติดกับ API ที่ออกแบบเฉพาะจากผู้ให้บริการ

ดังนั้น เพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันและความยืดหยุ่น ซีไอโอต้องจัดการทั้งความท้าทายที่มองเห็นได้และความเสี่ยงที่ซ่อนเร้นในการนำ GenAI มาใช้ พร้อมจัดลำดับความสำคัญเพื่อแก้ไขจุดบอดเหล่านี้ได้อย่างเหมาะสม มิฉะนั้น องค์กรอาจตกเป็นเหยื่อของ "คลื่นใต้น้ำ" ที่บ่อนทำลายความสำเร็จในระยะยาวได้

ไวรัลกลายเป็นงานจริง!! “เจนิส–แพต” จับมือเปิดตี้ไอ่เพื่อนรัก งานไวรัลกลางทองหล่อ เคมีเพื่อนซี้สายปั่น จุดไฟโซเชียล ด้วยวลี “คอไม่พับไม่กลับบ้าน”

(23 ธ.ค. 68) "เจนิส–เจณิสตา พรหมผดุงชีพ" และ "แพต–ชญานิษฐ์ ชาญสง่าเวช" ผนึกรวมความสนุกในงาน "Pat x Janis เปิดตี้ไอ่เพื่อนรัก" ที่จัดขึ้นที่ทองหล่อ พร้อมกิจกรรมร่วมกับ Samsung Galaxy Z Flip7 บรรยากาศเต็มไปด้วยความตื่นเต้นและเสียงหัวเราะจากแฟนคลับที่รู้ดีว่าเมื่อทั้งคู่มารวมตัว เรื่องสนุกไม่มีหยุด

จุดเริ่มต้นของงานนี้มาจากโพสต์ของเจนิสที่ประกาศอยากจัดปาร์ตี้ โดยได้รับการตอบรับอย่างล้นหลามจากชาวเน็ตที่แท็กเรียก "แพต–ชญานิษฐ์" มาร่วมเล่นด้วย ก่อนที่แพตจะเข้ามารับคำท้าผ่านคอมเมนต์ และ Samsung จะเข้ามาช่วยจัดงานให้กลายเป็นความจริง

ความพิเศษของงานปรากฏตั้งแต่ทางเข้างานที่ทั้งสองสาวจับคู่ "โบกรถเมล์แดง" เป็นคอนเซ็ปต์สร้างเสียงฮือฮา และโดยแฟชั่นลุคของทั้งคู่ที่สร้างมีมใหม่ "จากมอเตอร์ไซค์สู่รถเมล์แดง" ซึ่งกลายเป็นภาพจำไม่เหมือนใครในช่วงงาน

ระหว่างงานมีการท้าดวลฝีปากกันอย่างน่าติดตาม พร้อมทั้งกิจกรรมชาเลนจ์ "พับ" มือถือ Galaxy Z Flip7 ที่ดึงดูดความสนใจจากอินฟลูเอนเซอร์และผู้เข้าร่วมงานอย่างมาก

ที่สุดของงานคือการประกาศต้อนรับ "แพต–ชญานิษฐ์" และ "เจนิส–เจณิสตา" เข้าสู่ครอบครัว #TeamGalaxy อย่างเป็นทางการ พร้อมสัญญาว่าจะมีสิ่งใหม่ๆ มาเซอร์ไพรส์ในปี 2026 ต่อไป

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/entertainment/news_10071131

บ้านใหม่พร้อมอยู่!! “แพนด้ายักษ์” ฉงชิ่งออกสำรวจบ้านหลังใหญ่ หลังรีโนเวตเสร็จที่สวนสัตว์ฉงชิ่งตะวันตกเฉียงใต้จีน อัปเกรดระบบระบายอากาศ พื้นที่กลางแจ้งธรรมชาติ เพื่อสุขภาพแพนด้าและนักท่องเที่ยว

(24 ธ.ค. 68) ที่สวนสัตว์ฉงชิ่ง เทศบาลนครฉงชิ่ง ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน แพนด้ายักษ์ได้เข้าไปสำรวจบ้านหลังใหญ่ที่เพิ่งผ่านการปรับปรุงใหม่เมื่อวันจันทร์ที่ 22 ธ.ค.ที่ผ่านมา สวนสัตว์ได้ปรับปรุง "บ้านแพนด้ายักษ์" ส่วนล่างเสร็จสิ้น เพื่อให้เป็นพื้นที่ที่สะดวกสบายต่อการอยู่อาศัยสำหรับแพนด้ายักษ์

การปรับปรุงครั้งนี้มีเป้าหมายหลักเพื่อยกระดับสิ่งอำนวยความสะดวกภายในบ้านแพนด้า รวมถึงเพิ่มประสิทธิภาพการระบายอากาศและสร้างสภาพแวดล้อมกลางแจ้งที่เป็นธรรมชาติยิ่งขึ้น เพื่อให้แพนด้ายักษ์ที่ถือเป็น "สมบัติแห่งชาติ" มีบ้านที่เหมาะสมสำหรับสุขภาพที่ดีขึ้น

นอกจากนี้ การปรับปรุงยังมุ่งหวังที่จะเสริมสร้างประสบการณ์ของนักท่องเที่ยวที่มาเยี่ยมชมสวนสัตว์ให้ดียิ่งขึ้น จึงพัฒนาให้สถานที่นี้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ตอบโจทย์ความต้องการด้านการพักผ่อนและการเรียนรู้เกี่ยวกับแพนด้ายักษ์อย่างครบถ้วน

ที่มา : Xinhua

ในหลวง โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศ ‘พลเอก’ ให้ ‘พล.ท.บุญสิน พาดกลาง’ พร้อม 14 ทหารราชองครักษ์พิเศษ ทั้งเลื่อนยศ - รับพระราชทานเครื่องราชย์ฯ

ในหลวง โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศ “พลเอก” แก่ ‘แม่ทัพกุ้ง - พล.ท.บุญสิน พาดกลาง’ เตรียมเข้าพิธีรับพระราชทานยศ 28 ธ.ค. 68

(23 ธ.ค. 2568) รายงานข่าวแจ้งว่า พล.ร.อ.วีระศักดิ์ อ๊อกกังวาล ผู้บัญชาการสำนักราชองครักษ์ประจำพระองค์ พระที่นั่งอัมพรสถาน ทำหนังสือถึงปลัดกระทรวงกลาโหม ลงวันที่ 21 ธ.ค. เรื่อง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานยศทหาร และพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ เป็นกรณีพิเศษ ให้นายทหารองครักษ์พิเศษ

สาระสำคัญระบุว่า ด้วยมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม พระราชทานยศทหาร และพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ เป็นกรณีพิเศษ ให้นายทหารราชองครักษ์พิเศษ จำนวน 15 นาย การนี้ เพื่อให้การปฏิบัติเป็นไปด้วยความเรียบร้อย สำนักงานราชองครักษ์ประจำพระองค์ จึงขอแจ้งกำหนดพิธีเข้ารับพระราชทานประดับเครื่องหมายยศ และพิธีเข้ารับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์เบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ ในวันอาทิตย์ที่ 28 ธันวาคม 2568 เวลา 09.00 น. ณ อาคาร 606 สนามเสือป่า พระราชวังดุสิต

สำหรับบัญชีรายชื่อนายทหารราชองครักษ์พิเศษ สังกัด สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม แนบท้ายหนังสือฉบับดังกล่าว พบว่าลำดับที่ 15 พล.ท.บุญสิน พาดกลาง ขอรับพระราชทานยศ พล.อ. (พลเอก)

รายงานข่าวเพิ่มเติมระบุว่า ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 26 ก.ย. ที่ผ่านมา มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้นายทหารสัญญาบัตรและนายตํารวจชั้นสัญญาบัตร แต่งตั้งเป็นนายทหารราชองครักษ์พิเศษและนายตํารวจราชองครักษ์พิเศษ จำนวน 38 นาย หนึ่งในนั้นคือ พล.ท.บุญสิน พาดกลาง

สำหรับ พล.ท.บุญสิน พาดกลาง เป็นอดีตแม่ทัพภาคที่ 2 เกษียณอายุราชการเมื่อวันที่ 30 ก.ย. ที่ผ่านมา แต่ยังดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ทำหน้าที่ให้คำปรึกษา คำแนะนำ และข้อเสนอแนะเชิงยุทธศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับด้านการบริหาร ด้านความมั่นคง ตลอดจนด้านการป้องกันประเทศ และกิจการอื่นๆ ให้แก่ ผบ.ทบ. และปฏิบัติงานเป็นการเฉพาะเรื่อง เพื่อให้ความช่วยเหลือ หรือสนับสนุนการปฏิบัติภารกิจให้กับ ผบ.ทบ. ตามที่ได้รับมอบหมาย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top