Monday, 8 June 2026
TheStatesTimes

ใจบุญของจริง “ไฮโซเมย์” มอบรถพยาบาล เติมกำลังทีม “บุ๋ม ปนัดดา” ลุยช่วยสังคม พร้อมเครื่องมือครบครัน เพิ่มโอกาสช่วยชีวิตได้มากขึ้น

(21 ธ.ค. 68) "ไฮโซเมย์ วาสนา" ร่วมกับ บริษัท ไบโอแอคทีฟ เอ็นแซด 1984 จำกัด มอบรถพยาบาลพร้อมอุปกรณ์ครบครัน 1 คัน มูลค่า 1.59 ล้านบาท ให้กับมูลนิธิองค์กรทำดีของ "บุ๋ม ปนัดดา" เพื่อเสริมศักยภาพการช่วยเหลือภารกิจฉุกเฉินทั่วประเทศ

"บุ๋ม ปนัดดา" เผยผ่านโพสต์บนโซเชียลมีเดียว่า "จัดซื้อรถพยาบาลพร้อมใช้งาน 1 คัน…มอบให้กับมูลนิธิองค์กรทำดี เพื่อนำไปช่วยเหลือเคสต่าง ๆ ในสังคม" พร้อมชื่นชมผู้สนับสนุนที่ทำให้ภารกิจจิตอาสาเดินหน้าได้อย่างเข้มแข็ง

รถพยาบาลไม่ได้เป็นเพียงพาหนะแต่เป็น "ระบบช่วยชีวิตเคลื่อนที่" ที่จำเป็นสำหรับการรับมือผู้ป่วยฉุกเฉินและการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยที่ต้องการอุปกรณ์ทางการแพทย์เฉพาะทาง ยิ่งทีมองค์กรทำดีซึ่งลงพื้นที่อย่างต่อเนื่องจะช่วยเพิ่มโอกาสรอดชีวิตและขยายความช่วยเหลือในหลายจุดพร้อมกัน

ก่อนหน้านี้ บุ๋ม ปนัดดา เคยส่งมอบรถพยาบาลแรงดันลบพร้อมเจ้าหน้าที่ฟรีในช่วงโควิด-19 เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อ ขณะที่ภาคเอกชนสนับสนุนอุปกรณ์ความปลอดภัยอย่างแคปซูลความดันลบ ช่วยเสริมความมั่นใจในปฏิบัติงานของทีมจิตอาสา

ความช่วยเหลือครั้งนี้ของ "ไฮโซเมย์ วาสนา" ไม่ใช่แค่การให้กำลังใจ แต่เป็นการส่งมอบเครื่องมือที่จับต้องได้ เพื่อเสริมความพร้อมในการทำงานภาคสนาม ช่วยให้ระบบช่วยเหลือสังคมเดินหน้าต่อไปด้วยความมั่นคงและมีประสิทธิภาพ

ที่มา : https://entertainment.trueid.net/detail/n1JA9bJVZw0X

ยังไม่เชื่อใจนักการเมือง!! วิเคราะห์ตัวเลข 40.60% ยังไร้คนเหมาะเป็นนายกฯ สะท้อน "ความไม่ไว้วางใจ" ตอกหน้าการเมืองวนลูป สัญญาณเตือนว่า "รัฐบาลตั้งได้ แต่ประเทศอาจเดินไม่ได้" แคนดิเดตนายกฯ ต้องพิสูจน์กึ๋นก้าวข้ามวังวนเดิม ๆ

“40.60% ยังไม่เจอนายกฯที่ใช่” ไม่ใช่ความเฉย—แต่มันคือคำฟ้องของประชาชนต่อ ‘การเมืองทั้งระบบ’

ถ้ามีตัวเลขหนึ่งที่สะท้อนอารมณ์ประเทศได้ชัดกว่าคำปราศรัย มันคือตัวเลขจากนิด้าโพลที่สำรวจ 4–12 ธ.ค. 2568 (ตัวอย่าง 2,500 คน สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์) แล้วถามตรงๆ ว่า “วันนี้จะสนับสนุนใครเป็นนายกฯ” คำตอบอันดับหนึ่งคือ “ยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้” 40.60%

นี่ไม่ใช่ “ไม่สนใจการเมือง” แต่มันคือ “ไม่ไว้ใจการเมือง” — เพราะโพลเดียวกันยังพบว่าเวลาถามเรื่องพรรคการเมือง คนก็ “ยังหาพรรคที่เหมาะสมไม่ได้” 32.36%

แปลไทยเป็นไทย: คนจำนวนมากมองว่า ปัญหาไม่ใช่ชื่อใครคนหนึ่ง แต่คือพฤติกรรมและกลไกของทั้งระบบพรรคการเมืองที่ทำให้ประเทศวนลูปเดิม

ทำไมคนไทยถึง “ยังไม่เลือกใคร” มากขนาดนี้?

1) เพราะคนไทยเริ่ม “ตัดสินจากการกระทำ” ไม่ใช่ป้ายหาเสียง
สวนดุสิตโพล (สำรวจ 2–5 ธ.ค. 2568, ตัวอย่าง 1,186 คน ออนไลน์+ภาคสนาม) บอกสเปกนายกฯที่คนต้องการชัดมากว่าเป็นชุดคุณค่าที่เรียกว่า “4 ก.”
- ก้าวหน้า/วิสัยทัศน์/กล้าทำสิ่งใหม่ 40.71%
- ไม่เล่นเกมการเมือง ทำเพื่อประชาชนจริง 30.09%
- ไม่โกง ไม่เทา ซื่อสัตย์สุจริต 29.20%
สรุป: คนไทยไม่ได้ขอ “คนพูดเก่ง” — เขาขอ “คนที่ไม่เล่นเกม” และ “ไม่โกง” พร้อมพาประเทศออกจากกับดักเดิม

2) เพราะประสบการณ์หลายปีทำให้คนเห็นว่า “รัฐบาลตั้งได้ ≠ ประเทศเดินได้”
เมื่อคนเห็นการเมืองเปลี่ยนสูตรไปมา ดีลแตก-ดีลใหม่ เสถียรภาพแกว่ง การตัดสินใจเชิงนโยบายกลายเป็น “ของต่อรอง” ความหวังจึงไม่ไปเกาะที่ชื่อเดียวง่ายๆ อีกแล้ว
ผลคือ “ขอรอดูการบ้านก่อน” กลายเป็นพฤติกรรมของประชาชนจำนวนมาก — และมันโผล่มาในตัวเลข 40.60% นั่นเอง

แล้ว “ชื่อคนที่ถูกเลือก” ตอนนี้ บอกอะไรเรา?
ถ้าตัด “ยังไม่เจอคนที่ใช่” ออก แล้วดูเฉพาะรายชื่อบุคคลที่ได้คะแนนนำ จะมี 3 ชื่อหลักในนิด้าโพล:
1) ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ 17.20%
2) อนุทิน ชาญวีรกูล 12.32%
3) อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ 10.76%

อย่าเพิ่งรีบสรุปว่า “ใครชนะ” — ให้ดูว่าแต่ละชื่อเป็นสัญลักษณ์ของ “ความคาดหวังคนละแบบ”
A) ณัฐพงษ์ = กระแส “เปลี่ยนวิธีคิดประเทศ”
คะแนนนำในกลุ่มที่เป็นชื่อ (17.20%) บอกว่า คนจำนวนหนึ่งยังอยากเห็น “การเมืองแบบไม่เหมือนเดิม”
แต่คำถามเชิงเหตุผลที่ประชาชนต้องถามคือ:
- จะทำให้ “ก้าวหน้า” เป็น “ผลงาน” ได้ยังไง ไม่ให้หยุดอยู่ที่วาทกรรม?
- ไม่เล่นเกมการเมืองจริงไหม หรือแค่เกมใหม่ที่พูดว่าไม่เล่นเกม?

B) อนุทิน = กระแส “ขอคนคุมเกม-คุมหน้างาน”
คะแนน 12.32% สะท้อนว่า คนอีกกลุ่มให้ค่ากับ “ความสามารถในการคุมสถานการณ์” มากกว่าความฝัน
คำถามที่ต้องถามแบบไม่อ้อมคือ:
- คุมเกมเพื่อพาประเทศไปข้างหน้า หรือคุมเกมเพื่อให้เกมเดิมอยู่รอด?
- ความเด็ดขาดอยู่ฝั่งประชาชน หรืออยู่ฝั่งดีล? (เพราะคนไทยอยากได้ผู้นำ “ไม่เล่นเกม”)

C) อภิสิทธิ์ = กระแส “อยากได้มือเก๋า-ภาพความเป็นสถาบัน”
คะแนน 10.76% บอกว่ามีคนจำนวนหนึ่ง “อยากได้ความนิ่ง/ความเป็นทางการ/ความคุ้นเคย” กลับมาเป็นตัวเลือก
คำถามเชิงเหตุผลคือ:
- มือเก๋าพอจะพาประเทศ “พ้นกับดัก” หรือจะพาประเทศ “กลับไปคุ้นเคยกับกับดักเดิม”?
- ตอบโจทย์ 4 ก. ของประชาชนได้ไหม โดยเฉพาะ “ก้าวหน้า-กล้าทำใหม่”?

โพลไม่ได้บอกว่าใครจะเป็นนายกฯ—โพลบอกว่า “ประชาชนไม่เชื่อ” ใครง่ายๆ อีกแล้ว
ตัวเลข 40.60% ไม่ได้แปลว่าคนไทยไม่รู้จะเลือกใคร แต่มันแปลว่า คนไทยเริ่มฉลาดพอที่จะไม่ฝากชีวิตไว้กับโปสเตอร์

และถ้าจะเลือกให้เป็น “ตรรกะ” จริง ตามสเปกดุสิตโพล ให้ลองใช้ 3 ด่านนี้เป็นเกณฑ์ตัดสิน (จำง่าย โคตรใช้ได้)
1) ก้าวหน้า: มีวิสัยทัศน์ + แผนทำได้จริง (ไม่ใช่ฝันลอยๆ)
2) ไม่เล่นเกม: ไม่เอาชีวิตคนไปเป็นตัวประกันของดีล
3) ไม่โกง: ทีม-นโยบาย-โครงสร้างตรวจสอบ ต้องชัด ไม่ใช่ “เชื่อผมสิ”

สุดท้าย…ถ้าพรรคไหน/คนไหนทำให้ประชาชน “ยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้” ทะลุ 40% อีกครั้ง นั่นไม่ใช่ปัญหาของประชาชน
มันคือใบแดงทางศีลธรรมของการเมืองไทย

เตือนก่อนสาย!! ญี่ปุ่นประเมินแผ่นดินไหวใหญ่ โอกาสเกิดในโตเกียวสูงภายใน 30 ปี สูญเสียหนักทั้งคนทั้งเศรษฐกิจ มาตรการป้องกันช่วยลดความรุนแรงได้

(21 ธ.ค. 68) รัฐบาลญี่ปุ่นประเมินว่าเหตุแผ่นดินไหวขนาด 7.3 แมกนิจูดที่อาจเกิดขึ้นในกรุงโตเกียวและพื้นที่ใกล้เคียงในอีกไม่กี่ทศวรรษข้างหน้า อาจทำให้มีผู้เสียชีวิตสูงถึง 18,000 ราย

คณะทำงานของรัฐบาลแจ้งว่าการประเมินเกิดจากสมมติฐานแผ่นดินไหวศูนย์กลางทางตอนใต้ของใจกลางโตเกียว ซึ่งมีความเสียหายลดลงราว 20% จากการประเมินในปี 2013 เนื่องจากการพัฒนาอาคารที่ทนทานและมาตรการป้องกันอัคคีภัยที่ดีขึ้น

นอกจากนี้ รัฐบาลประเมินความเสียหายทางเศรษฐกิจในกรณีเลวร้ายที่สุดไว้ที่ 82.6 ล้านล้านเยน (ประมาณ 16.65 ล้านล้านบาท) ลดลงจากเดิมที่ 95 ล้านล้านเยน (ประมาณ 19.11 ล้านล้านบาท)

โดยมีโอกาสประมาณ 70% ที่จะเกิดแผ่นดินไหวขนาด 7 แมกนิจูดภายใน 30 ปีข้างหน้าในพื้นที่กรุงโตเกียวและรอบข้าง ในสถานการณ์เลวร้ายที่สุดซึ่งอาจเกิดในช่วงเย็นฤดูหนาว รัฐบาลคาดว่าจะมีผู้เสียชีวิตสูงถึง 8,000 รายในโตเกียวเพียงแห่งเดียว หรือมากกว่าร้อยละ 40 ของยอดผู้เสียชีวิตรวมทั้งหมด

คำเตือนนี้สะท้อนผ่านมาตรการป้องกันที่ทำให้ความรุนแรงของเหตุการณ์ลดลง แต่ยังชี้ให้เห็นถึงความเสี่ยงที่คงอยู่และจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมอย่างต่อเนื่องในประเทศที่มีความหนาแน่นทางประชากรสูงเช่นญี่ปุ่น

ที่มา : Xinhua

 

21 ธันวาคม 2484 วันที่ไทยจับมือญี่ปุ่น ลงนามพันธมิตร เปิดสนธิสัญญาพันธมิตรกลางวัดพระแก้ว จุดเริ่มต้นมรสุมสงครามโลกครั้งที่ 2 เรื่องเลือกข้างที่ยังถกเถียงกัน

เมื่อ 21 ธ.ค. 2484 วันที่สำคัญในประวัติศาสตร์ไทย เมื่อรัฐบาลไทยโดย 'จอมพล ป. พิบูลสงคราม' ลงนามสนธิสัญญาพันธมิตรกับจักรวรรดิญี่ปุ่นที่พระอุโบสถวัดพระแก้วอย่างเป็นทางการ การลงนามครั้งนี้ทำให้ไทยเปลี่ยนสถานะจากผู้วางตัวเป็นกลางในสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นพันธมิตรกับฝ่ายอักษะ

เริ่มจากเหตุการณ์เมื่อ 8 ธันวาคม 2484 กองทัพญี่ปุ่นยกพลเข้ายึดพื้นที่ยุทธศาสตร์ในไทย ทหารไทยบางส่วนสู้เต็มกำลังแต่ต้องหยุดยิงเพื่อเปิดทางผ่านให้ญี่ปุ่น จากนั้นรัฐบาลไทยเริ่มเจรจาให้ไทยกลายเป็นพันธมิตรโดยสมัครใจ

สาระสำคัญของสนธิสัญญาคือความร่วมมือทางทหารทั้งเชิงรุกและรับ หากฝ่ายหนึ่งทำสงครามกับประเทศที่สาม อีกฝ่ายต้องช่วยเหลือกัน ไทยได้รับแนวคิดและบทบาทใน "วงไพบูลย์ร่วมแห่งมหาเอเชียบูรพา" ภายใต้การนำของญี่ปุ่นและยอมให้กองทัพญี่ปุ่นใช้พื้นที่เป็นฐานปฏิบัติการ

แม้ว่าการลงนามนี้ถูกอธิบายว่าเป็นการเลือกทางที่เสียหายน้อยที่สุดเพื่อรักษาเอกราชและผลประโยชน์ชาติ แต่ก็ทำให้ไทยกลายเป็นพันธมิตรฝ่ายอักษะอย่างชัดเจน เมื่อมกราคม 2485 ไทยประกาศสงครามกับอังกฤษและสหรัฐฯ แต่สหรัฐยังไม่ยอมรับการประกาศสงครามผ่านทางเอกอัครราชทูต ทำให้ไทยถูกมองว่าเป็นประเทศถูกญี่ปุ่นกดดัน

หลังสงคราม สิ่งที่ช่วยให้ไทยรอดโทษหนักคือบทบาทของขบวนการ "เสรีไทย" ที่ร่วมมือกับฝ่ายสัมพันธมิตรและการทูตของสหรัฐฯ ที่สนับสนุนให้ไทยถูกมองเป็นผู้ถูกกดดัน ไม่ใช่ผู้รุกราน ความทรงจำของวันที่ 21 ธันวาคมจึงเป็นบทเรียนเรื่องการเลือกฝ่ายท่ามกลางความขัดแย้งและมหาอำนาจโลก

ที่มา : https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%97%E0%B8%B1%E0%B8%9E%E0%B8%8D%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%9B%E0%B8%B8%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%88%E0%B8%B3%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%A8%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2

 

อธิปไตยทางเทคโนโลยี!! ผู้เชี่ยวชาญเทคฯ ชี้ “โดรนไทยทำเอง" ตกแต่ได้ใจ ชวน Startup ไทยปักธงสนาม Defense Tech ชูความสำเร็จโดรนลาดตระเวน DP-20 ฝีมือคนไทย ช่วยลดการพึ่งพาต่างชาติและประหยัดงบประมาณ

ภูมิบุตร มาเลเซีย นโยบายกีดกันคนเชื้อชาติอื่นเพื่อคนมาเลย์ พลเมืองชั้นหนึ่งคือคนเชื้อชาติมาเลย์ ส่วนคนเชื้อชาติอื่นๆ เป็นเพียงพลเมืองชั้นสอง ความเหลื่อมล้ำเชิงนโยบายที่นำไปสู่วิกฤตสมองไหล


ช่วงที่มาลายู (มาเลเซียปัจจุบัน) ยังเป็นเมืองขึ้นของสหราชอาณาจักร เศรษฐกิจส่วนใหญ่อยู่กับคนจีนที่อพยพมาเข้ามากับอังกฤษ โดยประกอบธุรกิจ เหมืองแร่, ค้าขาย, ธนาคาร ฯ ในขณะที่ชาวมลายู ซึ่งเป็นประชากรดั้งเดิมประกอบอาชีพ ทำนา, ทำประมง หลังจากได้รับเอกราชจากอังกฤษ พรรคอำโน (UMNO) ซึ่งเป็นพรรครัฐบาลได้นำนโยบายภูมิปุตราที่ให้สิทธิพิเศษแก่ชาวมลายูมุสลิม (ภูมิบุตร) เหนือชนกลุ่มน้อย (จีน, อินเดีย) มาใช้ โดย
• มีการสงวนที่ดินหนึ่งส่วนไว้สำหรับชาวมลายู
• สงวนตำแหน่งราชการบางตำแหน่งให้แก่ชาวมลายูเท่านั้น
• จำกัดโควตาการออกใบอนุญาตและใบทะเบียน ในส่วนที่เกี่ยวกับถนนและคมนาคมให้แก่ชาวมลายูเท่านั้น\
• จำกัดโควตาการให้ทุนช่วยเหลือการศึกษาให้แก่ชาวลายูเท่านั้น
• ให้ศาสนาอิสลามเป็นศาสนาประจำชาติ
• ให้ภาษามลายูเป็นภาษาประจำชาติ

ภูมิปุตรา หมายถึงประชากรต้นกำเนิดของมาเลเซีย ได้แก่ มาเลย์อุรังอัสลี และกลุ่มชาติพันธุ์พื้นเมืองต่างๆ ของรัฐซาบาห์และซาราวัก ตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญของมาเลเซีย มาตรา 153 คำนี้มาจากคำว่า "บุมิ" (แผ่นดิน) และ "ปุเตรา" (บุตร) ซึ่งหมายถึงบุตรแห่งแผ่นดิน และหมายถึงสิทธิพิเศษของพวกเขา ทำให้ ภูมิบุตร จึงเป็นระเบิดเวลาที่รอการระเบิดของสหพันธรัฐมาเลเซีย โดยปัญหาหลักดังกล่าวเป็นเรื่องของความขัดแย้งทางเชื้อชาติและเศรษฐกิจที่เกิดจาก นโยบายภูมิบุตร ที่ ส่งผลให้ชาวมาเลเซียเชื้อสายจีนและอินเดียมีความรู้สึกเป็นพลเมืองชั้นสอง จนทำให้เกิดปัญหามากมาย อันได้แก่

1. ความเหลื่อมล้ำทางเชื้อชาติ: ชาวมลายู (ภูมิบุตร) ได้รับสิทธิพิเศษในด้านการศึกษา การทำงาน และธุรกิจ ทำให้ชนกลุ่มน้อยรู้สึกเสียเปรียบและถูกกีดกัน
2. ปัญหาพลเมืองชั้นสอง: ชาวมาเลเซียเชื้อสายจีนและอินเดีย รู้สึกว่าตนเองไม่ได้รับการยอมรับเท่าเทียมกับชาวมลายู
3. สมองไหล (Brain Drain): ผู้มีความสามารถเชื้อสายจีนและอินเดียจำนวนมากเลือกที่จะย้ายไปทำงานและตั้งถิ่นฐานในต่างประเทศ เพราะมองไม่เห็นอนาคตในมาเลเซีย
4. ความตึงเครียดทางสังคม: ความไม่พอใจสะสมนำไปสู่ความขัดแย้งและความรุนแรงระหว่างกลุ่มเชื้อชาติ โดยเฉพาะเหตุการณ์จลาจลปี 1969 ที่มีชนวนมาจากความรู้สึกขัดแย้งนี้
5. การเมืองแบ่งแยก: นโยบายนี้ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง ทำให้การสร้างชาติที่เข้มแข็งเป็นไปได้ยากขึ้น เพราะเน้นการแบ่งแยกมากกว่าการรวมเป็นหนึ่ง

ชาวมาเลเซียเชื้อสายจีน เป็นชาวจีนเชื้อสายฮั่นซึ่งอาศัยหรือเกิดในประเทศมาเลเซีย คนกลุ่มนี้เป็นลูกหลานเชื้อสายจีนซึ่งอพยพเข้ามาในมาเลเซียเมื่อช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 19 และในช่วงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 20 ชาวมาเลเซียเชื้อสายจีนมีบทบาทสำคัญในเศรษฐกิจมาเลเซียเป็นอย่างมาก ชาวมาเลเซียเชื้อสายจีนเป็นกลุ่มชาวจีนโพ้นทะเลที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 2 ของโลกรองจากประเทศไทย และรองจากกลุ่มชาวมาเลย์ในประเทศมาเลเซีย มากถึงกว่า 20% ของประชากรทั้งหมด ส่วนมากพูดภาษาจีนสำเนียงต่างๆ อาทิ ภาษาจีนหมิ่น ภาษาจีนกวางตุ้ง ภาษาจีนแคะ และภาษาจีนแต้จิ๋ว ประชากรจีนมาเลเซียเชื้อสายจีนส่วนใหญ่มักอาศัยอยู่ในเขตเมือง และเป็นกลุ่มมีชื่อเสียงในด้านเศรษฐกิจและสังคม ครอบครองกิจการธุรกิจและการพาณิชย์ในประเทศ แต่ในปี 2010 มีรายงานจาก World Bank ว่ามีชาวมาเลเซียอพยพออกนอกประเทศจำนวนเกือบล้านคน ซึ่งส่วนใหญ่มีเชื้อชาติจีน โดยเหตุผลหลักในการอพยพของชาวมาเลเซียเชื้อสายจีนคือ หาสภาพเศรษฐกิจและสังคมที่ดีกว่า ทั้งความรู้สึกไม่เท่าเทียมในสังคมมาเลเซีย

เดิมนั้นชาวมลายูและชนพื้นเมืองดั้งเดิมถือว่าพวกเขาเป็นเจ้าของประเทศมาตั้งแต่เดิม  เมื่ออังกฤษเข้ามายึดครองมาลายา  ได้นำเข้าแรงงานชาวจีนจากประเทศจีนและชาวอินเดียจากบรรดาประเทศในชมพูทวีป  เมื่อมาลายาจะได้รับเอกราชนั้น  จึงมีความเห็นชอบของบรรดาผู้นำเชื้อชาติต่างๆ ทั้งชาวมลายู ชาวจีน และชาวอินเดียต่อหลักการสัญญาประชาคม หรือ Social Contract  โดยชาวมลายูและชนพื้นเมืองอื่นๆ ต้องยอมรับให้ชาวจีนและชาวอินเดีย รวมทั้งชนเชื้อสายอื่นๆ ที่ไม่ใช่ชาวมลายูและชนพื้นเมืองสามารถเป็นผู้มีสัญชาติมาลายาได้  ในทางกลับกันชาวจีนและชาวอินเดีย รวมทั้งชนเชื้อสายอื่นๆ ที่ไม่ใช่ชาวมลายูและชนพื้นเมืองก็ต้องยอมรับถึงการมีสิทธิพิเศษ และการคงอยู่ของสถาบันกษัตริย์ของชาวมลายู และเมื่อมีการจัดตั้งประเทศมาเลเซียขึ้นมา หลักการ Social Contract จึงครอบคลุมถึงรัฐซาบะห์ และรัฐซาราวัคด้วย เป็นการตกลงของบรรดาผู้นำทางการเมืองโดยมีการกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ โดยได้กำหนดไว้ในมาตรา 14-18 เกี่ยวกับการให้สัญชาติมาเลเซียแก่บุคคลที่ไม่ใช่ชาวมลายู กับมาตรา 153 ที่ได้กำหนดถึงอำนาจหน้าที่ของพระราชาธิบดีในการปกป้องผลประโยชน์ชาวมลายูและภูมิบุตร จึงเป็นการให้อำนาจต่อพระราชาธิบดีในการปกป้องสิทธิพิเศษของคนมลายูและภูมิบุตรมาเลเซีย (Bumiputra Malaysia) โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อปกป้องผลประโยชน์พิเศษของพวกเขาในด้านต่างๆ เช่น การศึกษา บริการสาธารณะ และเศรษฐกิจ ทำให้รัฐบาลกลางต้องปกป้องผลประโยชน์ของกลุ่มดังกล่าวด้วยการจัดโควตา (Kuota) ในด้านต่างๆ เช่น
• ข้าราชการพลเรือน (Perkhidmatan Awam)
• ทุนการศึกษา (Biasiswa)
• การศึกษา (Pendidikan)

การมีนโยบายเพื่อปกป้องชาวมลายูและชนพื้นเมืองอื่นๆ ที่รวมเรียกว่าชาวภูมิบุตร หรือ Bumiputra นี้ เพื่อเป็นหลักประกันทางด้านสังคมและเศรษฐกิจของชาวภูมิบุตร  ด้วยสถานะทางเศรษฐกิจนั้นปรากฏว่าชาวภูมิบุตรยังอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าชนเชื้อชาติอื่นๆ เช่นเดียวกับอินโดนีเซีย แต่ไม่รุนแรงเท่า มีเหตุสังหารหมู่ชาวมาเลเซียเชื้อสายจีนเช่นกัน อาทิ เหตุการณ์ Sook Ching ระหว่าง กุมภาพันธ์ ถึง กรกฎาคม 1942 มีชาวมาเลเซียเชื้อสายจีนเสียชีวิตกว่า 70,000 คน โดยกำลังจักรวรรดิญี่ปุ่นที่ยึดครองมาลายู และ เหตุการณ์จลาจลเดือนพฤษภาคม 1969 มีชาวมาเลเซียเชื้อสายจีนเสียชีวิต 143 คนในเหตุจลาจลดังกล่าว

แม้ชาวภูมิบุตรจะเป็นชนกลุ่มใหญ่ของประเทศ แต่มีอำนาจทางเศรษฐกิจค่อนข้างน้อย ช่องว่างทางเศรษฐกิจระหว่างชาวภูมิบุตรกับชนชาวอื่นๆ ยังคงค่อนข้างห่างกันมาก ภายหลังเกิดเหตุการณ์นองเลือดในประเทศมาเลเซีย ทางรัฐบาลมาเลเซียจึงมีนโยบายในการลดช่องว่างทางเศรษฐกิจระหว่างชาวภูมิบุตรกับชนชาวอื่นๆ ปัจจุบันจำนวนประชากรที่เป็นชาวมาเลเซียเชื้อสายจีนลดลงมาก หลังจากการประกาศเอกราชมาลายา โดยลดลงจาก 37.6% ในปี 1957 จนเหลือเพียง 24.6% ในปี 2010 และลดลงเหลือเพียง 21.4% ในปี ค.ศ. 2015 (ประมาณ 6.9 - 7.4 ล้านคน)

ภูมิบุตรคือปัญหาของมาเลเซีย ข้อกล่าวนี้สะท้อนมุมมองที่รุนแรงและเป็นที่ถกเถียงกันอย่างมาก ในมาเลเซียนโยบายบุมิปุตรา (มาตรการให้สิทธิพิเศษแก่ชาวมาเลย์และชนพื้นเมือง) มักเป็นประเด็นถกเถียง เนื่องจากมีทั้งผู้สนับสนุนและผู้ต่อต้าน โดยผู้ที่ต่อต้านระบุว่า มันเป็นปัญหา มันอาจก่อให้เกิดความไม่เท่าเทียมกันโดยการให้ความสำคัญกับเชื้อชาติมากกว่าความสามารถ ซึ่งอาจเป็นการบั่นทอนความสามารถในการแข่งขันและนวัตกรรม สิ่งนี้อาจส่งผลให้เกิดภาวะสมองไหลเนื่องจากผู้ที่มีทักษะสูงที่ไม่ใช่ชาวบุมิปุตราออกจากประเทศไป บางครั้งมันกลับยิ่งทำให้เกิดความแตกแยกทางเชื้อชาติแทนที่จะสร้างความสามัคคี สวัสดิการอาจไม่กระจายไปถึงชาวบุมิปุตราที่ยากจนอย่างเท่าเทียมกัน แต่กลับไปช่วยเหลือชนชั้นสูงแทน 
ขณะผู้ที่สนับสนุนให้เหตุผลว่า: มันถูกสร้างขึ้นเพื่อแก้ไขความไม่สมดุลทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในอดีต ช่วยปกป้องเสถียรภาพทางสังคมในสังคมที่มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์ สิ่งนี้ได้ช่วยส่งเสริมการเติบโตของชนชั้นกลางชาวมาเลย์ การถอดถอนอย่างกะทันหันอาจก่อให้เกิดความปั่นป่วนทางเศรษฐกิจและสังคม

นักเศรษฐศาสตร์และนักวิเคราะห์สังคมหลายคนชี้ว่า ปัญหาหลักอาจไม่ได้อยู่ที่ชาวบุมิปุตราแต่เป็น: นโยบายได้รับการออกแบบและนำไปปฏิบัติอย่างไร ขาด ความช่วยเหลือ ตามความต้องการ (ตามรายได้) ความโปร่งใสและความรับผิดชอบที่ไม่เข้มแข็ง การใช้นโยบายชาติพันธุ์ในทางที่ผิดทางการเมือง ขณะที่บรรดาผู้ที่ที่มีแนวคิดสายกลางที่กำลังเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ เสนอว่า: การเปลี่ยนผ่านอย่างค่อยเป็นค่อยไปจาก นโยบาย ที่อิงตามเชื้อชาติไปสู่นโยบายที่อิงตามความต้องการ ให้ความสำคัญกับการศึกษา ทักษะ และผลิตภาพ มากขึ้น ให้โอกาสที่เท่าเทียมกัน พร้อมความช่วยเหลือที่ตรงเป้าหมายสำหรับผู้ด้อยโอกาสอย่างแท้จริง โดยไม่คำนึงถึงเชื้อชาติ เพราะปัญหาส่วนใหญ่มักเกิดจากระบบและการปกครองไม่ใช่จากตัวบุคคล

คงไม่ต้องบอกย้ำว่า ในภูมิภาคนี้ ด้วยบ้านเมืองของเรา คนไทยทุกคนได้รับความเท่าเทียมเหมือนกันหมด ไม่ว่า จะมีเชื้อชาติใด นับถือศาสนาอะไร และมีความเชื่ออย่างไร อาจจะแตกต่างกันบ้างด้วยเศรษฐานะ  สงบสุขและร่มเย็น ภายใต้ร่มพระบารมีพระมหากษัตริย์แห่งราชจักรีวงศ์ 

เรื่อง: ดร.ปุณกฤษ ลลิตธนมงคล

👍 ติดตามผลงาน อาจารย์ปุณกฤษ ลลิตธนมงคล เพิ่มเติมได้ที่: https://thestatestimes.com/author/ดร.ปุณกฤษ%20ลลิตธนมงคล

รู้ทันสแกรมเมอร์!! ตีแผ่ฐานลับเขมร-ดีลยึดทรัพย์หมื่นล้าน เมื่อการหลอกลวงออนไลน์เชื่อมโยงฟอกเงิน จนนำไปสู่การคว่ำบาตรระดับนานาชาติ แนะคนไทยยึด "3 ไม่" ป้องกันก่อนเสียทรัพย์

รู้ทัน...Scammers EP#1 เรื่องราวของการหลอกลวง ฉ้อโกง ตีแผ่กัมพูชา ดินแดนสวรรค์นักต้มตุ๋น 

ในโอกาสครบรอบ 5 ปี ของสำนักข่าว THE STATES TIMES กองบรรณาธิการได้จัดทำบทความซีรี่ส์พิเศษเพื่อให้เกิดประโยชน์แก่พี่น้องประชาชนคนไทย นั่นก็คือ เรื่องราว ข้อมูล รายละเอียดที่เกี่ยวการฉ้อโกงออนไลน์ (Scammers) ในรูปแบบต่าง ๆ โดยเฉพาะเรื่องราวที่เกิดขึ้นในบ้านเรา ซึ่งสร้างความเดือดร้อนแสนสาหัสแก่สังคมไทยอย่างมากมาย บทความซีรี่ส์นี้จะกล่าวถึงการหลอกลวงฉ้อโกง และความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีในการป้องกันและรักษาความปลอดภัยเพื่อป้องกันการหลอกลวงฉ้อโกง

ปัจจุบัน เขมรได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในแดนสวรรค์ของ Scammers ปีนี้เอง สหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักรทั้งสองประเทศได้ร่วมกันดำเนินการครั้งใหญ่ต่อเครือข่ายอาชญากรในเขมรที่ดำเนินการหลอกลวงทางออนไลน์ขนาดใหญ่ อาทิ:

1. มาตรการคว่ำบาตรเครือข่ายฉ้อโกงที่เชื่อมโยงกับเขมร กระทรวงการคลังสหรัฐฯ และสหราชอาณาจักรได้ร่วมกันกำหนดมาตรการคว่ำบาตรต่อองค์กรอาชญากรรมในเขมรชื่อ Prince Group และหน่วยงานและบุคคลอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยกล่าวหาว่าดำเนินการศูนย์กลางฉ้อโกงออนไลน์อย่างกว้างขวาง ซึ่งเกี่ยวข้องกับการฉ้อโกง การฟอกเงิน และการค้ามนุษย์ มาตรการคว่ำบาตรดังกล่าวมีเป้าหมายไปยังบุคคลและองค์กรหลายร้อยแห่ง โดยทำการอายัดทรัพย์สินและระงับการทำธุรกรรมกับระบบการเงินของสหรัฐฯ และสหราชอาณาจักร

2. การยึดบิตคอยน์และทรัพย์สินจำนวนมหาศาล ทางการสหรัฐฯ ยังได้ยึดสกุลเงินดิจิทัลจำนวนมหาศาล (ประมาณ 15 พันล้านดอลลาร์ในรูปของบิตคอยน์) ซึ่งเชื่อว่าเป็นผลจากกิจกรรมฉ้อโกง ทำให้การยึดทรัพย์ครั้งนี้เป็นการยึดทรัพย์ครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งเท่าที่เคยมีมา

3. ข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการค้ามนุษย์และการบังคับใช้แรงงาน รัฐบาลเขมรถูกกล่าวหาว่า คนงานจำนวนมากในศูนย์หลอกลวงเหล่านี้ ซึ่งหลายคนถูกค้ามนุษย์ด้วยข้อเสนองานปลอม ถูกบังคับให้กระทำการฉ้อโกงทางออนไลน์ภายใต้การข่มขู่ และมีการละเมิดเกิดขึ้นภายในสถานที่เหล่านี้

4. ความกังวลในระดับภูมิภาคที่กว้างขึ้น ประเทศอื่น ๆ เช่น เกาหลีใต้ ตอบสนองโดยการออกคำเตือนและข้อจำกัดด้านการเดินทางไปยังพื้นที่ที่เป็นแหล่งรวมการหลอกลวง เนื่องจากมีการละเมิดสิทธิมนุษยชนและมีความเสี่ยงด้านความปลอดภัย

การดำเนินการเหล่านี้มุ่งเป้าไปที่เครือข่ายอาชญากรและบุคคลเฉพาะกลุ่มไม่ใช่ต่อประเทศเขมรโดยรวมหรือประชากรทั่วไป แม้ว่า รัฐบาลเขมรได้ปฏิเสธอย่างเป็นทางการว่าไม่ได้ให้การสนับสนุนการฉ้อโกง และกล่าวว่ากำลังพยายามแก้ไขปัญหาดังกล่าว เหตุที่เขมรได้รับความสนใจเป็นพิเศษ รายงานจากแหล่งข่าวนานาชาติ (รวมถึงจากหน่วยงานของสหประชาชาติและกลุ่มสิทธิมนุษยชน) ได้ระบุแหล่งรวมการฉ้อโกงขนาดใหญ่ในเขมร และบันทึกขอบเขตของการฉ้อโกงทางไซเบอร์ในภูมิภาคนี้ ศูนย์เหล่านี้มักดำเนินการในลักษณะของสถานที่รวมกลุ่มที่คนงานถูกกดดันให้กระทำการฉ้อโกง

และเมื่อวันที่ 17 - 18 ธันวาคมที่ผ่านมา ไทยได้เป็นผู้ริเริ่มและเป็นเจ้าภาพร่วมกับสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) ในการประชุมระหว่างประเทศว่าด้วยหุ้นส่วนระดับโลกเพื่อต่อต้านอาชญากรรมหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต (International Conference on the Global Partnership against Online Scams) ณ โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล กรุงเทพมหานคร การประชุมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความเป็นหุ้นส่วนระดับโลก ผ่านการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ แนวปฏิบัติที่ดี ข้อมูลข่าวกรอง ตลอดจนการประสานความร่วมมือระหว่างประเทศในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต (Online Scams) อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมี 60 ประเทศทั่วโลกให้ความสนใจ 

กิจกรรมในการประชุม ประกอบด้วย (1)การประชุมระดับสูง (High-level Segment) โดยมีผู้แทนระดับรัฐมนตรีและเอกอัครราชทูตจากประเทศต่าง ๆ ร่วมกล่าวถ้อยแถลงแสดงเจตนารมณ์และความมุ่งมั่นทางการเมืองต่อการต่อต้านอาชญากรรมออนไลน์ การอภิปรายเชิงลึกในระดับเจ้าหน้าที่อาวุโสและผู้เชี่ยวชาญ โดยมุ่งเน้นประเด็นสำคัญ อาทิ การยกระดับการสืบสวนสอบสวนต่อกลุ่มอาชญากรรมข้ามชาติ การตัดช่องทางการเงินของเครือข่ายอาชญากรรม และการติดตามรู้เท่าทันเทคโนโลยีชั้นสูงที่กลุ่มอาชญากรรมนำมาใช้ และ (2) การรับรองเอกสารผลลัพธ์ที่สำคัญ คือ “ถ้อยแถลงร่วม (Joint Statement)” ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นทางการเมืองร่วมกันของประเทศภาคีในการสนับสนุนความเป็นหุ้นส่วนระดับโลกเพื่อต่อต้าน Online Scams อย่างยั่งยืน มีการสรุปผลการอภิปรายในแต่ละหัวข้อ โดยประเทศที่ร่วมลงนามในถ้อยแถลงร่วมและเข้าร่วมเป็นหุ้นส่วนในกลไกนี้ มีโอกาสพิจารณาเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระหว่างประเทศในครั้งต่อไป รวมทั้งสามารถนำเสนอข้อริเริ่มและสนับสนุนกิจกรรมเพื่อเสริมสร้างความร่วมมือในการจัดการปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ในอนาคต

อีกทั้ง เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ประกาศให้การปราบปรามสแกมเมอร์และอาชญากรรมทางเทคโนโลยีเป็น “วาระแห่งชาติ” โดยย้ำชัดจะดำเนินคดีทุกกรณี “ไม่มีข้อยกเว้น-ไม่มีการเคลียร์” แม้ผู้กระทำผิดจะเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ด้วยการเปิดปฏิบัติการ “United Thailand Against Scammers” บูรณาการความร่วมมือระหว่าง 15 หน่วยงานรัฐ-เอกชน โดยปรับยุทธศาสตร์จากการ “ตั้งรับ” เป็นการ “รุกไล่” เพื่อเป็นการปิดช่องโหว่ระบบการเงินของกลุ่มมิจฉาชีพ โดยเน้นย้ำถึงแนวคิด “3 ไม่” คือ ไม่เชื่อ-ไม่รีบ-ไม่โอน เพื่อป้องกันประชาชนตกเป็นเหยื่อแก๊งคอลเซ็นเตอร์และหลอกลวงทางออนไลน์ (ยังมีตอนต่อไป)

ดีลยักษ์ยังไม่จบ!! EU–เมอร์โกซูร์เลื่อนเซ็น หลังเสียงค้านลามทั้งทวีป เสนอขอชะลอทำข้อตกลง กังวลผลกระทบเกษตรกรยุโรป

(20 ธ.ค. 68) การลงนามข้อตกลงการค้าระหว่างสหภาพยุโรป (EU) กับกลุ่มการค้าเมอร์โกซูร์ ถูกเลื่อนออกไปเป็นเดือนมกราคม ตามรายงานข่าวสื่อที่อ้างแหล่งทางการทูต

อัวร์ซูลา ฟอน แดร์ ไลเอิน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป แจ้งผู้เข้าร่วมการประชุมสุดยอดของ EU ว่าการลงนามซึ่งเดิมมีกำหนดในวันเสาร์นี้ จะถูกเลื่อนออกไป ต่อมา ลุยซ์ อินาซิโอ ลูลา ดา ซิลวา ประธานาธิบดีบราซิล ระบุในวันเดียวกันว่าเขาจะเสนอให้พันธมิตรในเมอร์โกซูร์พิจารณาเลื่อนการลงนามข้อตกลงนี้ตามคำร้องขอของอิตาลี

ในเดือนกันยายนที่ผ่านมา คณะกรรมาธิการยุโรปได้แนะนำให้สภายุโรปและรัฐสภายุโรปอนุมัติข้อตกลงนี้ แม้จะพบการคัดค้านจากประเทศสมาชิกบางส่วนและองค์กรเกษตรกรรมยุโรปที่กังวลเรื่องมาตรฐานสุขอนามัยและสิ่งแวดล้อมต่ำกว่า

ตลอดปี 2024 เกษตรกรยุโรปประท้วงอย่างหนักเนื่องจากความกังวลว่าข้อตกลงนี้จะนำไปสู่การนำเข้าสินค้าราคาถูกที่แข็งขันด้วย "การแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม" และจะส่งผลกระทบต่อรายได้และยอดขายของพวกเขาในตลาดยุโรป

สถานการณ์นี้แสดงถึงความซับซ้อนในการเจรจาข้อตกลงการค้าระหว่างภูมิภาคสำคัญ เมื่อความสมดุลระหว่างการเปิดตลาดและการปกป้องภาคเกษตรยังเป็นประเด็นที่ต้องตกลงกันอย่างละเอียดลออ

ที่มา : Sputnik

 

‘เจ้าสัวธนินท์’ คืนถิ่น!! กล่าวสุนทรพจน์ปลุกพลังแต้จิ๋วโลก หนุนธุรกิจปรับตัวรับยุคปัญญาประดิษฐ์ พลิกโฉมอุตสาหกรรมดั้งเดิมสู่เวทีสากล แนะเรียนรู้จากองค์กรที่ลงทุนด้านเทคฯอย่างจริงจัง

ประธานอาวุโสซีพีกล่าวสุนทรพจน์ในงานประชุมชาวแต้จิ๋วโลก ครั้งที่ 23 ณ เมืองเฉาโจว ย้ำจีนคือโอกาสสำคัญ พร้อมแนะนักธุรกิจทั่วโลกเร่งปรับตัวผสานเทคโนโลยีขั้นสูงเพื่อความอยู่รอดในการแข่งขันยุคใหม่ 
(20 ธันวาคม 2568) นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ และในฐานะนายกสมาคมนักธุรกิจชาวจีนโพ้นทะเลแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ได้รับเกียรติเข้าร่วมพิธีเปิดและกล่าวสุนทรพจน์ใน การประชุมใหญ่ชาวแต้จิ๋วโลก ครั้งที่ 23 (The 23rd International Teochew Convention) ซึ่งจัดขึ้นภายใต้แนวคิด “รากเหง้าแน่นแฟ้น บ้านเมืองมั่นคง” ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมนานาชาติ เมืองเฉาโจว มณฑลกวางตุ้ง สาธารณรัฐประชาชนจีน เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2568

นายธนินท์ ได้ถ่ายทอดมุมมองต่อทิศทางเศรษฐกิจโลก พร้อมชี้ให้เห็นถึงบทบาทของเทคโนโลยีในฐานะกลไกสำคัญของการเติบโตในอนาคต โดยระบุว่า จีนเป็นประเทศที่เปิดกว้างต่อการลงทุนจากนานาชาติมาอย่างต่อเนื่อง และมีความพร้อมในการยกระดับการเติบโตสู่อนาคต ผ่านการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม ทั้งยังมีบริษัทชั้นนำระดับโลกและบุคลากรคุณภาพจำนวนมาก พร้อมย้ำว่า “การพัฒนาของจีน คือโอกาสสำคัญของนักธุรกิจชาวแต้จิ๋วทั่วโลก”

สำหรับเครือเจริญโภคภัณฑ์ นายธนินท์ กล่าวว่า ซีพียังคงเชื่อมั่นในศักยภาพของตลาดจีน และมีความมั่นใจในแนวโน้มการเติบโตของเมืองเฉาโจวในอนาคต

พร้อมทั้งได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของ นวัตกรรม เทคโนโลยีขั้นสูง และปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยชี้ว่า ภาคธุรกิจจำเป็นต้องเรียนรู้จากองค์กรที่ลงทุนด้านเทคโนโลยีอย่างจริงจัง และเร่งปรับตัวให้ทันกับยุค AI โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมดั้งเดิม ซึ่งจำเป็นต้องนำ หุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ มาใช้ เพื่อยกระดับคุณภาพ เพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และเสริมความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก

ขณะที่ การแข่งขันในอนาคตจะเป็นการแข่งขันในระดับโลก และผู้ที่อยู่รอดได้ คือผู้ที่สามารถผสานการลงทุนเข้ากับเทคโนโลยีขั้นสูงได้อย่างเหมาะสม

การประชุมใหญ่ชาวแต้จิ๋วโลก ครั้งที่ 23 จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ โดยภายในงานมีกิจกรรมสำคัญหลายรายการ อาทิ การเปิดตัว ทำเนียบนักธุรกิจชาวแต้จิ๋ว, การเริ่มต้นความร่วมมือด้านซัพพลายเชนระหว่างประเทศ, การเปิดศูนย์จัดแสดงประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมชาวแต้จิ๋วโลก และการเผยแพร่ข้อริเริ่มเพื่อรวมพลังเครือข่ายชาวแต้จิ๋วทั่วโลก

ในโอกาสนี้ ผู้แทนจากแวดวงวิชาการและภาคสังคมที่เข้าร่วมงานต่างสะท้อนความประทับใจต่อ ความเฉียบคมทางความคิดและวิสัยทัศน์เชิงกลยุทธ์ ของท่านประธานอาวุโสธนินท์ เจียรวนนท์ โดยกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า แม้ในวัย 86 ปี ท่านยังคงสามารถวิเคราะห์ทิศทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีโลกได้อย่างลึกซึ้ง ตรงประเด็น และสร้างแรงบันดาลใจแก่ผู้เข้าร่วมงานจำนวนมาก

ในช่วงเย็นวันเดียวกัน ท่านประธานอาวุโสและคณะได้เยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ศิลปะงานปักเฉาโจว เพื่อเรียนรู้มรดกทางวัฒนธรรมของท้องถิ่น และเข้าร่วมงานเลี้ยงรับรอง พร้อมเยี่ยมชมนิทรรศการหัตถศิลป์ที่สะท้อนอัตลักษณ์และภูมิปัญญาของชาวเฉาโจว

นอกจากนี้ ในการเยือนเมืองแต้จิ๋วครั้งนี้ ท่านประธานอาวุโสธนินท์ยังได้ร่วมพิธีเข้าเมืองเก่า และเยี่ยมชมนิทรรศการประวัติศาสตร์ชาวแต้จิ๋วโพ้นทะเล ซึ่งมีการจัดแสดงภาพของ ท่านเจี่ย เอ็กชอ บิดาของท่านประธานอาวุโส ผู้บุกเบิกชีวิตด้วยความวิริยะอุตสาหะในต่างแดน ภาพดังกล่าวสะท้อนรากเหง้าของความมุ่งมั่น ความกตัญญู และคุณค่าการทำงานที่ถูกส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น และเป็นรากฐานสำคัญของการเติบโตของเครือเจริญโภคภัณฑ์มาจนถึงปัจจุบัน

เปิดเส้นทางบินใหม่!! SCAT Airlines เปิดรูทชิมเคนท์ - กรุงเทพฯ เชื่อมไทยกับคาซัคสถานให้ใกล้กว่าเดิม หนุนการค้า -การลงทุน- การท่องเที่ยว หลังเที่ยวบินปฐมฤกษ์ลงจอด 16 ธ.ค. 68

(19 ธันวาคม 2568) - SCAT Airlines (สแก๊ตแอร์ไลน์ส) สายการบินของคาซัคสถานที่มีฐานการบินหลักอยู่ที่นครชิมเคนท์ เมืองใหญ่อันดับที่ 3 ของประเทศได้เริ่มให้บริการเส้นทางบินใหม่ระหว่างชิมเคนท์(CIT) กับกรุงเทพฯ สุวรรณภูมิ(BKK) โดยเที่ยวบินปฐมฤกษ์ออกเดินทางจากชิมเคนท์เมื่อ 15 ธันวาคมที่ผ่านมา และลงจอดที่กรุงเทพฯ เมื่อเช้ามืด ของวันที่ 16 ธันวาคม ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ สแก๊ตแอร์ไลน์สจะช่วยเพิ่มการเชื่อมต่อระหว่างคาซัคสถานกับประเทศไทย เสริมเพิ่มเติมจากสายการบินอื่น ๆ ที่ทำการบินอยู่ก่อน เช่น แอร์อัสตานา(KC) และไทยแอร์เอเชีย เอ็กซ์(XJ) ซึ่งให้บริการเชื่อมเมืองอื่นของคาซัคสถานกับไทยอยู่แล้ว ทำให้เที่ยวบินระหว่างคาซัคสถานกับไทยจะเพิ่มเป็น 1,100 เที่ยวบินต่อปี

สแก๊ตแอร์ไลน์สนั้นจะเริ่มให้บริการเส้นทางระหว่างท่าอากาศยานนานาชาติชิมเคนท์ กับท่าอากาศยานสุวรรณภูมิจะให้บริการ 2 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ โดยนอกเหนือจากการเดินทางตรงระหว่าง 2 เมืองแล้ว ผู้โดยสารยังสามารถเดินทางเชื่อมต่อผ่านเครือข่ายเส้นทางการบินของสแก๊ตแอร์ไลน์สไปยังจุดบินอื่น ๆ เช่น บูดาเปสท์ อิสตันบูล มอสโก มิวนิก ทบิลิซี เป็นต้น

เส้นทางบินดังกล่าวช่วยเพิ่มความสะดวกให้แก่นักท่องเที่ยวคาซัคสถานในการเดินทางเข้าประเทศไทย โดยเฉพาะเมืองชิมเคนต์ เมืองใหญ่อันดับ 3 ของประเทศคาซัคสถานที่มีศักยภาพในการเติบโตทางเศรษฐกิจและ มีกำลังซื้อสูง ซึ่งจะช่วยลดระยะเวลาและต้นทุนในการเดินทาง ตลอดจนเป็นโอกาสอันดีให้นักท่องเที่ยวชาวคาซัคสถานได้สัมผัสวัฒนธรรมและธรรมชาติอันงดงามของประเทศไทย ขณะเดียวกันนักท่องเที่ยวจากภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็สามารถเดินทางไปยังคาซัคสถานและประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคเอเชียกลางได้อย่างสะดวกยิ่งขึ้น  ตอกย้ำศักยภาพของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและการบินของประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางการเดินทางของภูมิภาค

ตลาดนักท่องเที่ยวคาซัคสถานถือเป็นหนึ่งในตลาดที่มีศักยภาพสูงของประเทศไทย ก่อนสถานการณ์โควิด-19 ประเทศไทยต้อนรับนักท่องเที่ยวจากคาซัคสถานเฉลี่ยปีละประมาณ 50,000–60,000 คน ก่อนที่ลดลง อย่างมีนัยสำคัญในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 

อย่างไรก็ตาม หลังจากสถานการณ์คลี่คลาย ตลาดคาซัคสถานสามารถฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว โดยในปี 2566 นักท่องเที่ยวชาวคาซัคสถานเข้าไทย จำนวน 172,489 คน เพิ่มขึ้น ร้อยละ 189 จากปี 2565 และในปี  2567 มีจำนวน 195,089 คน ขยายตัวร้อยละ 13.10 สำหรับสถานการณ์ การเดินทางปี 2568 ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม-14 ธันวาคม 2568 มีนักท่องเที่ยวชาวคาซัคสถานเดินทางเข้าประเทศไทยแล้ว 152,783 คน ซึ่งจำนวนลดลงกว่าปีที่ผ่านมาในช่วงเวลาเดียวกัน แต่กระแสการเดินทางดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความภักดีของนักท่องเที่ยว และศักยภาพของประเทศไทยที่ยังคงดึงดูดนักท่องเที่ยวคาซัคสถานให้เดินทางมาในประเทศไทยได้ แม้ตลาดจะต้องเผชิญกับปัจจัยท้าทายภายในประเทศคาซัคสถานจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน ต้นทุนพลังงานและเชื้อเพลิงที่ปรับตัวสูงขึ้น รวมถึงข้อจำกัดด้านจำนวนที่นั่งเที่ยวบินในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวกลางปีที่ผ่านมา

ทั้งนี้ ไทยและคาซัคสถานมีการยกเว้นการตรวจลงตรา(วีซ่า) ระหว่างกัน ซึ่งนักท่องเที่ยวชาวคาซัคสถานเดินทางมาเที่ยวไทยได้โดยไม่ต้องใช้วีซ่า เช่นเดียวกับคนไทยที่เดินทางไปเที่ยวคาซัคสถานโดยไม่ต้องใช้วีซ่าเช่นกัน
สำหรับตารางบินเส้นทางชิมเคนท์ - กรุงเทพฯ ของสแก๊ตแอร์ไลน์ส มีดังนี้
ชิมเคนท์ - กรุงเทพฯ
DV469 ออกเดินทาง 20.20 น. ถึงปลายทาง 04.30 น.(วันรุ่งขึ้น) ทำการบินทุกวันจันทร์และพฤหัสบดี
กรุงเทพฯ - ชิมเคนท์
DV470 ออกเดินทาง 05.40 น. ถึงปลายทาง 10.05 น. ทำการบินทุกวันอังคารและศุกร์

บริบทใหม่การเมืองไทย!! ประเทศไทยไม่ได้ขาดนักการเมือง แต่ขาด ‘พรรคที่ขายนโยบาย’ มากกว่า ประชาชนเบื่อละครสภาเต็มที ถึงเวลาที่ต้อง “แข่งนโยบาย” ไม่ใช่ “แข่งเกม”

ประเทศไทยไม่ได้ขาดนักการเมือง—เราขาด ‘พรรคที่ขายนโยบาย’ มากกว่าเล่นการเมือง

การยุบสภา 12 ธันวาคม 2568 และการเลือกตั้งใหม่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ทำให้ประเทศกลับเข้าสู่ “โหมดหาเสียง” อีกครั้ง แต่คำถามใหญ่ของประชาชนไม่ใช่ “ใครจะได้เป็นรัฐบาล” — คือ “แล้วชีวิตฉันจะดีขึ้นจริงเมื่อไหร่?” 

และโพลก็ฟ้องสังคมชัดกว่าคำปราศรัย
นิด้าโพลช่วงต้น ธ.ค. 2568 ถามตรงๆ ว่า “วันนี้จะสนับสนุนใครเป็นนายกฯ” คำตอบอันดับหนึ่งคือ “ยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้” 40.60% นี่ไม่ใช่ความเฉย แต่มันคือความไม่เชื่อว่าการเมืองจะส่งมอบผลลัพธ์ที่จับต้องได้

ถ้าพรรคการเมืองยังมองการเลือกตั้งเป็น “เวทีต่อรองอำนาจ” มากกว่า “เวทีเสนอคำตอบประเทศ” ตัวเลขแบบนี้จะไม่ลดลง — มันจะเพิ่มขึ้น

ปัญหาไม่ใช่ประชาชน “เลือกไม่เป็น” แต่คือพรรคการเมือง “ขายไม่เป็น”
ขายไม่เป็นในที่นี้หมายถึงขาย “นโยบายที่ทำได้จริง” ไม่ใช่ขาย “ความหวังแบบไม่บอกต้นทุน” และไม่ใช่ขาย “ความกลัว” เพื่อดึงคะแนน

คนไทยอยากได้ผู้นำแบบไหน? โพลบอกชัด: ไม่เล่นเกม และต้องซื่อสัตย์
สวนดุสิตโพลสะท้อนว่า คุณสมบัติที่ประชาชนให้ค่าน้ำหนักสูงคือ “มีอุดมการณ์ก้าวหน้า/มีวิสัยทัศน์/กล้าทำสิ่งใหม่” พร้อมกับ “ไม่เล่นเกมการเมือง ทำเพื่อประชาชนจริง” และ “ไม่โกง ไม่เทา ซื่อสัตย์สุจริต”
แปลเป็นภาษาง่ายๆ: ประชาชนไม่ได้ขอ “คนพูดเพราะ” แต่ขอ “คนทำจริง” และ “ไม่ลากประเทศไปวนลูปดีลเดิมๆ”

ดังนั้น โค้งสุดท้ายก่อนสมัครและหาเสียง พรรคการเมืองควรเปลี่ยนวิธีเล่นเกม 5 ข้อ (ถ้ายังอยากชนะด้วยเหตุผล ไม่ใช่ชนะเพราะอีกฝ่ายพลาด)

1) เลิกสโลแกนลอย ๆ แล้วโชว์ “นโยบายแบบใบเสร็จ”
   ทุกนโยบายต้องตอบ 4 คำถาม: ทำอะไร? ทำเมื่อไหร่? ใช้งบเท่าไหร่? ใครรับผิดชอบถ้าทำไม่ได้?
   พรรคไหนตอบไม่ได้ = พรรคไหนกำลังขายฝัน ไม่ได้ขายนโยบาย

2) ประกาศ KPI ต่อหน้าประชาชนให้ตรวจได้
   ไม่ใช่ “จะทำให้ดีขึ้น” แต่ต้องเป็นตัวเลขและเส้นตาย เช่น ลดค่าใช้จ่ายครัวเรือนกี่ % ใน 12 เดือน, ลดคิวโรงพยาบาลกี่วัน, ลดใบอนุญาตจากกี่วันเหลือกี่วัน    เพราะประชาชนเบื่อการเมืองที่ไม่มีมาตรวัด

3) หยุดใช้ความมั่นคงเป็นผ้าคลุมทุกปัญหา
   ความมั่นคงสำคัญ แต่ถ้าทุกเรื่องถูกทำให้เป็น “ภัย” เพื่อหลบคำถามปากท้อง สุดท้ายประเทศจะไม่เหลือทั้งความมั่นคงและเศรษฐกิจ
   ชาตินิยมที่ดีต้องพาประเทศอยู่ดีมีงานทำ ไม่ใช่พาประเทศทะเลาะกันเก่งขึ้น

4) เลิกสื่อสารแบบ “เกลียดอีกฝ่าย” แล้วหันมาสื่อสารแบบ “แก้ปัญหานี้อย่างไร”
   การเมืองที่ชนะด้วยความเกลียด จะบริหารด้วยความเกลียดต่อไป และสุดท้ายคนที่เจ็บคือประชาชน

5) ตอบให้ชัดเรื่อง “รัฐบาลผสม” ตั้งแต่วันนี้
   ในระบบที่ไม่มีใครกินรวบ พรรคต้องบอกประชาชนตรงๆ ว่าจะจับมือกับใคร “ภายใต้เงื่อนไขนโยบายอะไร”
   เลิกทำให้ประชาชนรู้ทีหลังว่าคะแนนของเขาถูกเอาไปแลกอะไร

แล้วประชาชนต้องทำอะไร? เพราะประชาชนคือกรรมการ ไม่ใช่คนดู
ถ้าคนไทยอยากให้พรรคขายนโยบายจริง ประชาชนต้องหยุดเป็น “ผู้บริโภคคอนเทนต์การเมือง” แล้วเป็น “ผู้ตรวจการบ้าน” ให้เป็น
- ถามคำถามเดียวกันกับทุกพรรค: ทำอะไร? ทำเมื่อไหร่? ใช้งบเท่าไหร่? ใครรับผิดชอบ?
- อย่าปล่อยให้ดีเบตกลายเป็นเวทีดราม่า ให้เรียกร้องดีเบตแบบเทียบตัวเลข เทียบแผน เทียบความเสี่ยง
- อย่าแชร์คลิปตัดเพื่อความสะใจ จนกลบสาระที่ประเทศต้องตัดสินใจ

ประเทศไทยไม่ได้ต้องการ “นักการเมืองที่ชนะเกม” แต่ต้องการ “พรรคการเมืองที่ชนะปัญหา” ถ้าโค้งสุดท้ายนี้ทุกพรรคยังเอาเวลาไปเล่นการเมืองมากกว่าขายนโยบาย—ก็อย่าแปลกใจที่คนจำนวนมากจะตอบเหมือนเดิมว่า “ยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้” เพราะพวกเขาไม่ได้เห็นอนาคตที่จับต้องได้จากใครเลย

แหล่งข้อมูล:
- Reuters: กกต.กำหนดเลือกตั้ง 8 ก.พ. 2569 และกติกาเสนอชื่อแคนดิเดตนายกฯได้ไม่เกิน 3 คน
- AP: รายงานยุบสภา 12 ธ.ค. 2568 และฉากหลังทางการเมือง
- NIDA Poll: กลุ่ม “ยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้” 40.60%
- สวนดุสิตโพล: คุณสมบัติผู้นำ “ก้าวหน้า/ไม่เล่นเกม/ไม่โกงไม่เทา”


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top