Monday, 8 June 2026
TheStatesTimes

“มูลนิธิบุณยะจินดา” ยกย่องสดุดีวีรกรรมครอบครัว "น้องอรินทร์" มอบรางวัลเกียรติยศย้ำคุณค่า สูญเสียพ่อ-ปู่จากเหตุวางระเบิด ให้กำลังใจผ่านคลิปเคียงข้างเสมอ

 

(17 ธ.ค. 68) มูลนิธิบุณยะจินดา เพื่อข้าราชการตำรวจและครอบครัว จัดพิธีมอบ "รางวัลเกียรติยศสดุดีวีรกรรม" และประกาศเกียรติยศสดุดีวีรกรรมให้แก่ครอบครัวของ "น้องอรินทร์" หลังสูญเสียคุณพ่อและคุณปู่ซึ่งเป็นครูตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.) จากเหตุลอบวางระเบิดระหว่างปฏิบัติหน้าที่

 

ในพิธีจัดที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติโดยมี "คุณหญิงกอแก้ว บุณยะจินดา" ประธานกรรมการมูลนิธิฯ เป็นประธาน พร้อมผู้บริหารตำรวจระดับสูงเข้าร่วม โดยรางวัลสดุดีวีรกรรมมอบให้ผู้เสียสละและทายาทจำนวน 2 รางวัล รางวัลละ 25,000 บาท หนึ่งในกรณีสำคัญคือทายาทของ พ.ต.ท.สุวิทย์ ช่วยเทวฤทธิ์ และ ด.ต.โดม ช่วยเทวฤทธิ์ ที่เสียชีวิตจากเหตุวางระเบิดและยิงซ้ำเมื่อ 14 มกราคม 2568

 

"ดาว พอฤทัย บุณยะจินดา" กรรมการมูลนิธิฯ โพสต์คลิปสวมกอดและให้กำลังใจน้องอรินทร์กับครอบครัวในโซเชียล พร้อมกล่าวว่า "คุณพ่อจะอยู่ในหัวใจเสมอ" และย้ำว่าเด็กๆ จะช่วยกันดูแลกันต่อไป ซึ่งแสดงถึงความสำคัญของการส่งต่อความรักและการให้กำลังใจในยามวิกฤต

 

มูลนิธิฯ ยังได้มอบรางวัลและทุนรวมทั้งสิ้น 369 รายการ เป็นเงินกว่า 3,265,000 บาท ในปี 2568 ครอบคลุมถึงรางวัลตำรวจดีเด่นต้นแบบ พลเมืองดี และทุนสงเคราะห์ครอบครัวตำรวจที่เสียชีวิตหรือบาดเจ็บ รวมถึงทุนการศึกษาบุตรข้าราชการตำรวจ

 

การมอบรางวัลครั้งนี้นอกจากจะสดุดีวีรกรรมผู้เสียสละแล้ว ยังเป็นหลักประกันทางใจให้ครอบครัวผู้สูญเสียโดยเฉพาะเด็กๆ ที่ต้องเติบโตในความเจ็บปวด เพื่อย้ำว่าการเสียสละเพื่อประเทศจะไม่ถูกลืมหรือปล่อยให้เงียบหายไปตามกระแสข่าว

 

ที่มา : https://www.sanook.com/news/9862838/

 

PwC ไทยใช้ AI สูงกว่าค่าเฉลี่ยโลก ชี้ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพงาน-รายได้ สร้างความมั่นคงในอาชีพท่ามกลางวิกฤต ศก. แนะนายจ้างไทยกระจายโอกาสเรียนรู้ AI

เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2568 – PwC ประเทศไทย เผยผลสำรวจล่าสุดในปี 2568 ชี้ให้เห็นว่าแรงงานไทยกำลังเผชิญความท้าทายด้านการเงินที่ทวีความรุนแรงขึ้น อย่างไรก็ตาม การนำ AI เข้ามาใช้ในที่ทำงานกำลังสร้างความหวังและโอกาสใหม่ ๆ ให้กับคนทำงานไทย พร้อมแนะนายจ้างยกระดับทักษะพนักงานอย่างต่อเนื่องและทั่วถึงเพื่อสร้างแรงงานที่มีความพร้อมสำหรับอนาคต

รายงานผลสำรวจความหวังและความกังวลของกำลังแรงงานไทย ประจำปี 2568 (Thailand Hopes & Fears Survey 2025) ของ PwC พบว่า แรงงานไทยกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่ความกังวลจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจกำลังถูกท้าทายด้วยศักยภาพของเทคโนโลยีสมัยใหม่ โดยเกือบครึ่ง (48%) ของผู้ตอบแบบสอบถามยอมรับว่ากำลังเผชิญความเครียดด้านการเงิน เพิ่มขึ้นจาก 43% ในปี 2567 โดย 11% มีปัญหาในการชำระค่าใช้จ่าย และ 37% เหลือเงินหลังค่าใช้จ่ายที่จำเป็นน้อยหรือแทบไม่มีเลย แม้ 51% ได้รับการปรับเงินเดือนขึ้น และ 20% ได้เลื่อนตำแหน่งในปีที่ผ่านมา แต่มีเพียง 27% ที่วางแผนจะขอขึ้นเงินเดือน และ 25% ตั้งใจจะขอเลื่อนตำแหน่งในอีก 12 เดือนข้างหน้า

อย่างไรก็ดี เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (artificial intelligence: AI) กำลังเป็นความหวังใหม่สำหรับพนักงานชาวไทยท่ามกลางแรงกดดันจากภาวะเศรษฐกิจที่ยังคงถาโถม โดย 72% ของผู้ตอบแบบสอบถามกล่าวว่าตนใช้ AI ในที่ทำงานตลอดปีที่ผ่านมา ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกที่ 54%

นอกจากนี้ การใช้งานเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์แบบรู้สร้าง (generative AI: GenAI) ในชีวิตประจำวันก็เพิ่มขึ้นเป็น 24% จาก 17% ในปีก่อน โดย 90% ของแรงงานไทยที่ใช้ AI เป็นประจำทุกวัน ระบุว่ามีประสิทธิภาพการทำงานดีขึ้น 58% รู้สึกมั่นคงในงานที่ทำมากขึ้น และ 49% มีรายได้เพิ่มขึ้นกว่าผู้ที่ใช้ AI เป็นครั้งคราว

นาง เซีย พาตอน หุ้นส่วนสายงานปรึกษา บริษัท PwC ประเทศไทย กล่าวว่า:

“GenAI ช่วยให้แรงงานไทยสามารถประหยัดเวลาในการทำงานประจำ แต่คุณค่าที่แท้จริงอยู่ที่การนำเวลานั้นไปใช้ให้เกิดประโยชน์ เมื่อองค์กรกำหนดแนวทางที่ชัดเจนในการนำ GenAI มาใช้ ปรับบทบาทและเส้นทางความก้าวหน้าในสายงาน รวมทั้งส่งเสริมความสามารถในการปรับตัว เราก็จะเห็นประสิทธิภาพโดยรวมของแรงงานที่ดีขึ้น โอกาสในการเติบโตในสายอาชีพที่เพิ่มขึ้น และแรงกดดันทางการเงินที่ลดลง โดยการใช้งาน GenAI อย่างมีความรับผิดชอบจะช่วยให้พนักงานได้โฟกัสกับงานที่มีความหมายมากขึ้น และสร้างประโยชน์ที่จับต้องได้ทั้งต่อบุคคลและองค์กร”

ความเชื่อมั่น: รากฐานของความก้าวหน้า
ทั้งนี้ ความไว้วางใจ (trust) ในผู้นำองค์กรถือเป็นจุดแข็งสำคัญของผลสำรวจของประเทศไทย โดย 67% ของแรงงานแสดงความเชื่อมั่นในผู้จัดการของตน และ 68% เชื่อมั่นในผู้บริหารระดับสูง สูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกซึ่งอยู่ที่ 58% และ 51% ตามลำดับ

นอกจากนี้ 66% ของแรงงานยังรู้สึกสบายใจที่จะพูดคุยอย่างเปิดเผยกับผู้จัดการของตน เมื่อ AI ถูกนำมาใช้ในการปฏิบัติงานประจำวันมากขึ้น ผู้นำองค์กรที่มีความรับผิดชอบและธรรมาภิบาลจะมีความสำคัญต่อการรักษาความไว้วางใจนี้

“ความเชื่อมั่นในตัวผู้บริหารของพนักงานชาวไทย น่าจะมีรากฐานมาจากวัฒนธรรมที่ให้ความสำคัญกับการเคารพผู้อาวุโส โดยเน้นลำดับชั้น ความปรองดอง และความเมตตาเป็นหลัก” นาง เซีย กล่าว

“รากฐานนี้สร้างข้อได้เปรียบที่โดดเด่นให้แก่องค์กรไทย แต่ในขณะเดียวกันควรต้องพัฒนาควบคู่ไปกับการปรับวิธีการทำงานอย่างต่อเนื่อง โดยการนำ GenAI มาใช้อย่างมีความรับผิดชอบ จะช่วยลดกำแพงที่เป็นลำดับชั้นในองค์กร ส่งเสริมความร่วมมือ และสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยสำหรับการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ ๆ เมื่อองค์กรมีผู้นำที่น่าเชื่อถือร่วมกับการนำเทคโนโลยีมาใช้อย่างเหมาะสม ความเข้มแข็งและความเชื่อมั่นก็จะยิ่งเพิ่มขึ้น” เธอกล่าว

การยกระดับทักษะ: สร้างกำลังแรงงานที่พร้อมสำหรับอนาคต
องค์กรในประเทศไทยกำลังลงทุนอย่างต่อเนื่องเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี โดย 74% ของแรงงานรู้สึกว่าตนเองสามารถเข้าถึงแหล่งข้อมูลการเรียนรู้และการพัฒนาที่ต้องการได้อย่างเพียงพอ เทียบกับค่าเฉลี่ยทั่วโลกที่ 59%

อย่างไรก็ตาม ความพยายามในการพัฒนาทักษะยังไม่ทั่วถึงในทุกระดับ โดย 67% ของพนักงานที่ไม่ใช่ระดับผู้จัดการรู้สึกว่าได้รับการสนับสนุน ในขณะที่ผู้จัดการอยู่ที่ 79% และผู้บริหารระดับสูงอยู่ที่ 87%
.
“การเข้าถึงทรัพยากรการเรียนรู้ที่โดดเด่นของไทยช่วยส่งเสริมยุทธศาสตร์การเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ” นาง เซีย กล่าว
.
“การปิดช่องว่างในการเข้าถึงการเรียนรู้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับทรัพยากรเพียงอย่างเดียว แต่ต้องแก้ไขปัญหาอื่นด้วย เช่น การกระจายข้อมูลที่ไม่ทั่วถึง ความลังเลทางวัฒนธรรมในการแสวงหาความกระจ่าง และข้อจำกัดด้านเวลา รูปแบบ และภาษา ดังนั้น องค์กรควรพยายามลดอุปสรรคในการขออนุญาตและปรับเนื้อหาให้เหมาะสมกับบริบทไทย เพื่อให้พนักงานทุกคนได้รับประโยชน์อย่างเท่าเทียม” เธอกล่าว

เปิดตัว Smart Solar Energy ติดตั้งโซลาร์กว่า 1 แสน ตร.ม. ในคลังสินค้าทุกแห่ง ชูจุดแข็งลดต้นทุนผู้เช่า 30% - เพิ่มรายได้ 15% หนุนไทยมุ่งสู่ Net Zero ปี 2050

SCX Corporation บริษัทในเครือ SC Asset เดินหน้าขยายพอร์ต Engine 2 ต่อยอดธุรกิจโลจิสติกส์และพลังงานสะอาด ภายใต้แนวคิด “The Way Forward” ยกระดับศักยภาพสู่การพัฒนา Green Industrial Property ทั้งเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน และสร้างรายได้ประจำ เปิดตัวโซลูชัน “Smart Solar Energy Solutions” เดินเครื่องติดตั้งโซลาร์รวมกว่า 100,000 ตร.ม.ในคลังสินค้า SCX Logistics ทุกแห่ง ลดต้นทุนผู้เช่า-เพิ่มรายได้ธุรกิจ-ลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน สนับสนุนไทยสู่ Net Zero ชูจุดแข็งดึงผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานสะอาด “Vasticity Assets” เสริมการให้บริการแก่ลูกค้าในโครงการ เริ่มนำร่องแห่งแรก SCX Logistics บางนา กม.20

นายรชฎ นันทขว้าง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสซีเอ็กซ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด หรือ SCX Corporation เปิดเผยว่า บริษัทเตรียมเดินหน้าต่อยอดธุรกิจที่สร้างรายได้ประจำ หรือ Engine 2 ของเครือเอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น (SC Asset) ภายใต้วิสัยทัศน์ The Way Forward พัฒนาโมเดลธุรกิจใหม่ นำโซลูชันการให้บริการพลังงานแสงอาทิตย์ เข้ามาเสริมแกร่งคลังสินค้า เพื่อให้เกิด “Smart Solar Energy Solutions” สร้าง Green Industrial Property ที่ช่วยลูกค้าลดต้นทุนพลังงาน พร้อมทั้งสอดคล้องกับมาตรฐานด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อมสมัยใหม่

“ลูกค้าโลจิสติกส์ยุคนี้ไม่ได้มองหาเพียงคลังสินค้าและโรงงานอีกต่อไป แต่ต้องการโครงการที่ช่วยให้ธุรกิจเดินหน้าอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งในด้านโครงสร้างพื้นฐาน ระบบอำนวยความสะดวก และต้นทุนพลังงานที่สามารถบริหารจัดการได้ โดยเฉพาะความต้องการพลังงานสีเขียวที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง การพัฒนาโซลูชั่น Solar Smart Warehouse จึงเป็นการวางยุทธศาสตร์ด้านพลังงานให้คลังสินค้าของ SCX Corporation เติบโตไปพร้อมกับมาตรฐาน ESG ของลูกค้าทั้งในและต่างประเทศ” นายรชฎ กล่าว

สำหรับโซลูชัน Smart Solar Energy Solutions จะดำเนินการติดตั้ง Solar Rooftopในโครงการ SCX Logistics ทุกแห่ง คิดเป็นพื้นที่รวมกว่า 100,000 ตร.ม. สามารถผลิตพลังงานไฟฟ้าได้มากกว่า 20 เมกะวัตต์ชั่วโมง (MWh) หรือเทียบเท่าการผลิตไฟฟ้า 29,200,000 กิโลวัตต์ชั่วโมง (kWh) ต่อปี รวมถึงการติดตั้งระบบที่เกี่ยวข้อง คาดว่าจะช่วยลดต้นทุนค่าใช้จ่ายด้านพลังงานได้ประมาณ 20-30% ขณะเดียวกัน ยังช่วยลดก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 14,600 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (tCO2e) ต่อปี หรือเทียบเท่าการปลูกต้นไม้ 1.62 ล้านต้น 

นายรชฎ กล่าวเพิ่มเติมว่า โซลูชัน Smart Solar Energy Solutions จะช่วยให้การดำเนินธุรกิจของ SCX Corporation เป็นไปอย่างยั่งยืน ผ่านการสร้างคุณค่าใน 3 มิติ ได้แก่ 1.People ช่วยให้ผู้เช่าอาคารเข้าถึงพลังงานสะอาดโดยไม่ต้องลงทุนเอง ลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน และตอบโจทย์มาตรฐาน ESG ของบริษัทข้ามชาติที่ต้องการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 2.Planet ช่วยลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ สนับสนุนทิศทางประเทศที่เลื่อนเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) เร็วขึ้น เป็นปี 2050 พร้อมทั้งเสริมเป้าหมาย Green Logistics และ Green Industry ของกระทรวงพลังงาน และกระทรวงอุตสาหกรรม และ 3.Profit ช่วยสร้างรายได้ใหม่ให้แก่บริษัทจากการขายพลังงานแสงอาทิตย์ภายใต้ Power Purchase Agreement (PPA) คิดเป็นประมาณ 10-15% จากรายได้ค่าเช่าอาคาร พร้อมทั้งตอกย้ำภาพของบริษัทในฐานะผู้พัฒนาโครงการ Green Industrial Property ของไทย โดยบริษัทได้ร่วมมือกับ Vasticity Assets ในฐานะ Strategic Partner ที่มีประสบการณ์ด้านพลังงานสะอาดและเทคโนโลยี ESCO (Energy Service Company) มานานกว่า 10 ปี ให้เข้ามาช่วยดูแลการดำเนินงานให้เป็นไปตามเป้าหมาย

นายธนวัฒน์ วงศ์นภาจันทร์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท วาสทิซิตี้ แอสเซท จำกัด หรือ Vasticity Assets กล่าวว่า บริษัทให้ความสำคัญกับการพัฒนาพลังงานสะอาดมาอย่างต่อเนื่อง แม้ปัจจุบันพลังงานแสงอาทิตย์อาจยังถูกมองว่าเป็น “ทางเลือก” แต่บริษัทมองเห็นชัดเจนว่า พลังงานแสงอาทิตย์จะกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของระบบพลังงานในอนาคต ความร่วมมือกับ SCX ซึ่งมีวิสัยทัศน์ตรงกันในการผลักดัน Smart Solar Energy Solutions สู่ภาคธุรกิจการผลิตและโลจิสติกส์ จะช่วยวางรากฐานด้านพลังงานที่ยั่งยืน และตอบโจทย์ผู้เช่าได้อย่างแท้จริง ต่อยอดสู่การสร้าง Green Ecosystem ที่แข็งแรงขึ้น พร้อมช่วยสนับสนุนความยั่งยืนทั้งเชิงเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมให้กับประเทศ

ทั้งนี้ Vasticity Assets จะเข้ามาช่วยเสริมแกร่งกระบวนการด้านวิศวกรรม การติดตั้ง รวมถึงระบบบริหารจัดการพลังงานแบบครบวงจร เพื่อให้ระบบสามารถผลิตไฟฟ้าได้ตามเป้าหมายและรองรับการขยายขนาดการใช้งานไปยังทุกอาคารของ SCX Logistics ในอนาคต เบื้องต้น มีแผนติดตั้ง Solar Rooftop ในโครงการนำร่องแห่งแรกที่ SCX Logistics บางนา กม.20 เฟสแรก ประมาณ 20,000 ตร.ม.ในปี 2026 ก่อนจะขยายการติดตั้งทั้งโครงการภายในปี 2027 และจะไปยังโครงการของ SCX Logistics ทุกแห่งต่อไป คาดว่าจะติดตั้งจนครบทุกแห่ง ภายในปี 2028
 

18 ธันวาคม พ.ศ. 2536 ไทยทะยานสู่อวกาศเปิดตำนาน “ไทยคม 1” ดาวเทียมดวงแรกของชาติ ทำให้ไทยมีดาวเทียมเป็นของตัวเอง เปลี่ยนแปลงระบบสื่อสารและทีวีทั่วประเทศ

(18 ธ.ค. 36) วันที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2536 คือวันสำคัญของประวัติศาสตร์เทคโนโลยีไทย เมื่อ "ไทยคม 1" ดาวเทียมสื่อสารดวงแรกของประเทศถูกยิงขึ้นสู่ท้องฟ้าจากฐานปล่อยจรวดที่เมืองกูรู ประเทศฝรั่งเศส เพื่อประกาศการเป็นเจ้าของดาวเทียมของไทยอย่างเต็มตัว ไม่ใช่เพียงผู้เช่าช่องสัญญาณดาวเทียมจากต่างชาติอีกต่อไป

 

ก่อนยุคไทยคม การสื่อสารระหว่างประเทศของไทยและการแพร่ภาพโทรทัศน์ต้องพึ่งพาดาวเทียมต่างชาติ นำมาซึ่งค่าใช้จ่ายสูงและข้อจำกัดขยายสัญญาณไปยังพื้นที่ห่างไกล ต่อมา รัฐบาลได้ส่งมอบหน้าที่นี้ให้เอกชนไทย คือบริษัทในเครือชินวัตรที่ร่วมมือกับบริษัท Hughes สหรัฐฯ สร้างดาวเทียมไทยคม 1 ขึ้น

 

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงพระราชทานชื่อ "ไทยคม" ซึ่งหมายถึง Thai Communications สะท้อนปณิธานเชื่อมโยงคนไทยทั่วประเทศและสู่โลกภายนอก เมื่อดาวเทียมขึ้นสู่วงโคจรแล้ว มันกลายเป็นสถานีส่งสัญญาณกลางอวกาศที่ครอบคลุมพื้นที่กว้างขวางตั้งแต่จีนตอนใต้ถึงเอเชียใต้

 

ไทยคม 1 ช่วยขยายบริการโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมไปสู่พื้นที่ชนบท ส่งเสริมการสื่อสารโทรศัพท์ทางไกลและข้อมูล เชื่อมโยงธนาคารและหน่วยงานรัฐ รวมถึงวางรากฐานโครงการการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม (DLTV) ทำให้เด็กในพื้นที่ห่างไกลได้รับโอกาสทางการศึกษาเทียบเท่ากับเมืองใหญ่

 

การมี "ไทยคม 1" ไม่เพียงเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีและเศรษฐกิจ ยังเกี่ยวพันกับอธิปไตยดิจิทัลและความมั่นคงข้อมูลชาติ สร้างบุคลากรด้านดาวเทียมและเปิดทางสู่อินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียมยุคแรกของโลก ทำให้วันที่ 18 ธันวาคม คือวันที่ก้าวแรกที่ไทยเริ่มขึ้นสู่ยุคอวกาศของตัวเองอย่างแท้จริง

 

ที่มา : https://www.spacebar.th/culture/on-this-day-thaicom-was-sent-to-earth-orbit

รัสเซียดันแข็งแกร่ง!! ความร่วมมือรัสเซีย-อิหร่าน “ค้ำความมั่นคงภูมิภาค” ชู INSTC เป็นเส้นเลือดเชื่อมโลกใต้ เชื่อมโยงโลจิสติกส์-ลดอิทธิพลตะวันตก

(18 ธ.ค. 68) ความร่วมมือระหว่างรัสเซียกับอิหร่านมีบทบาทสำคัญต่อการสร้างความมั่นคงในภูมิภาคและการเชื่อมโยงโครงข่ายคมนาคมและโลจิสติกส์ โฟอัด อิซาดี รองศาสตราจารย์มหาวิทยาลัยเตหะราน ให้สัมภาษณ์กับสปุตนิกว่า การทำงานร่วมกันระหว่างสองประเทศนี้ถือเป็นหลักประกันความมั่นคงทางภูมิรัฐศาสตร์ในพื้นที่โดยเฉพาะ
.
อิซาดีกล่าวว่า ชาติตะวันตกพยายามแบ่งแยกอิหร่านให้อ่อนแอลงเพื่อเพิ่มแรงกดดันต่อแนวชายแดนทางใต้ของรัสเซีย โดยเจาะจงที่พื้นที่รอบทะเลแคสเปียนและภูมิภาคคอเคซัส ซึ่งมีความสำคัญทางยุทธศาสตร์
.
ในมิติเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ อิหร่านยังคงเป็นศูนย์กลางสำคัญของกลุ่มประเทศโลกใต้ และทำหน้าที่เป็นค้ำประกันการเชื่อมต่อขนส่งผ่านโครงการระเบียงขนส่งเหนือ-ใต้ (INSTC) ที่ช่วยให้การขนส่งสินค้าเคลื่อนตัวได้อย่างอิสระจากอิทธิพลของชาติตะวันตก
.
"โครงการนี้เปิดโอกาสในการขนส่งสินค้าออกจากการควบคุมและอิทธิพลของชาติตะวันตก" โฟอัด อิซาดีเน้นย้ำ พร้อมกล่าวถึงความสำคัญของช่วงเส้นทางใน INSTC ที่มีผลต่อความมั่นคงและการค้าในภูมิภาค
.
ความร่วมมือระหว่างรัสเซียกับอิหร่านสะท้อนถึงการพยายามสร้างสมดุลและลดการพึ่งพาชาติตะวันตกในภูมิภาคที่มีแนวโน้มความตึงเครียดสูง โดยเฉพาะในพื้นที่ยุทธศาสตร์บริเวณทะเลแคสเปียนและคอเคซัส ที่มีผลต่อการเมืองและเศรษฐกิจของภูมิภาคอย่างกว้างขวาง
.
ที่มา : Sputnik

วิเคราะห์ 3 วิกฤตซ้อน: โหมดเลือกตั้ง-ศึกชายแดน-ภัยพิบัติ ถึงเวลาที่ประชาชนต้องเลือกผู้นำจาก "ระบบบริหาร" ที่ยึดโยงข้อมูลและวินัย สร้างความมั่นคงที่ยั่งยืนให้คนไทยทุก พาประเทศหลุดพ้นวงจรเดิม ไม่ใช่แค่แข่งกันพูดมันบนเวที

ประเทศไทยเหมือนคนที่เก่ง “ดับไฟ” แต่ไม่เคยยอม “เปลี่ยนสายไฟ” เกิดวิกฤต ทุกคนวิ่งช่วยกัน แถลงการณ์มา งบฉุกเฉินมา แต่พอไฟมอด เราก็กลับไปใช้ระบบเดิม แล้วรอไฟรอบใหม่
รอบนี้มันมาเป็นแพ็กเกจ 3 เด้ง:

• การเมืองเข้าสู่โหมดเลือกตั้งเร็ว
• ความตึงเครียดชายแดนและต้นทุนต่อเศรษฐกิจชายแดน
• ภัยพิบัติ/น้ำท่วมที่ฉุดรายได้เมืองท่องเที่ยวและฐานราก
คำถามคือ…เราจะเอาตัวรอดรอบนี้ แล้วกลับไปลูปเดิมอีกไหม?

1) ลูปการเมือง: เปลี่ยนรัฐบาล = เปลี่ยนการบ้านเป็นศูนย์
ทุกครั้งที่การเมืองเปลี่ยน สิ่งแรกที่หายไม่ใช่ “ปัญหา” แต่คือ “ความต่อเนื่องของการแก้ปัญหา” โครงการเดิมถูกพัก แผนเดิมถูกลืม คนทำงานระดับปฏิบัติถูกสั่งรีเซ็ต ประเทศเสียเวลาซ้ำซากกับคำเดิม ๆ อย่าง “จะศึกษา…จะตั้งคณะกรรมการ…จะบูรณาการ” แต่คำที่ไม่ค่อยเห็นคือ “นี่คือ KPI และนี่คือเส้นตาย”

2) ลูปความมั่นคง: เวลาศึกมา เราพูดเรื่องรักชาติ แต่ไม่พูดเรื่องต้นทุน
เวลาสถานการณ์ตึงเครียด สังคมพร้อมสนับสนุนการปกป้องประเทศ แต่สิ่งที่ต้องถามพร้อมกันคือ “ต้นทุน” และ “แผนจบ” เพราะถ้ารัฐทำได้แค่สื่อสารให้ฮึกเหิม แต่ทำไม่ได้เรื่องหยุดความสูญเสียและเยียวยาเศรษฐกิจ นั่นไม่ใช่ชัยชนะ—มันคือการยืดความเจ็บ

3) ลูปภัยพิบัติ: น้ำท่วมมาที เรารอ “หลังน้ำลด” ทุกที
น้ำท่วมไม่ได้แค่ทำให้บ้านเสียหาย แต่มันทำให้ “รายได้” ของคนจำนวนมากหายเป็นเดือน และทุกปีคำถามเดิมก็กลับมา: ระบบระบายน้ำ/ผังเมืองแก้ถึงไหน งบป้องกันอยู่ตรงไหนก่อนน้ำมา ทำไมเราต้องเริ่มจากบริจาคและถุงยังชีพก่อนเสมอ

4) ถ้าจะ “หลุดลูป” ต้องยอมทำ 3 เรื่องที่เจ็บ แต่จำเป็น
3 เรื่องที่ต้องทำให้ได้ ไม่งั้นก็กลับลูปเดิม:
1. ทำรัฐแบบวัดผลจริง: โครงการใหญ่ต้องมีตัวชี้วัดที่ประชาชนตรวจได้ ไม่ใช่ KPI สวยในเอกสาร
2. ยกเครื่องการจัดการภัยพิบัติ: จากช่วงหลังเกิดเหตุ เป็นลดความเสี่ยงล่วงหน้า (งบ ผังเมือง โครงสร้างพื้นฐาน ระบบเตือนภัย)
3. ทำเศรษฐกิจฐานรากให้มี “buffer”: กลไกเยียวยาเร็วและเงินสดสำรอง เพราะท่องเที่ยว/บริการพังที คนตัวเล็กไม่มีพื้นที่หายใจ

บทสรุป
ไทยไม่ได้แพ้เพราะไม่มีคนเก่ง ไทยแพ้เพราะไม่ยอมสร้าง “ระบบ” ที่ทำให้ความเก่งทำงานต่อเนื่องได้ ไม่ว่ารัฐบาลจะเปลี่ยนกี่ครั้ง ถ้าการเลือกตั้งรอบหน้าจะมีความหมาย คำถามที่ควรถามทุกพรรคไม่ใช่ “ใครพูดมันกว่า” แต่คือ “คุณจะทำให้ประเทศหลุดลูปเดิม ด้วยระบบอะไร—และประชาชนตรวจสอบได้ยังไง”
 

ช้างศึกไม่ถอย!! เปิดศึกชิงทองเวียดนาม หลังรอบรองชนะเลิศเฉือนมาเลเซีย 'โค้ชวัง' ตั้งเป้าคืนความยิ่งใหญ่ ทวงเหรียญทองซีเกมส์กลับบ้าน

(18 ธ.ค. 68) ทีมชาติไทยชุดซีเกมส์ ครั้งที่ 33 สร้างประวัติศาสตร์ด้วยการผ่านเข้ารอบชิงชนะเลิศเหรียญทอง หลังเอาชนะมาเลเซีย 1-0 ในรอบรองชนะเลิศ ณ สนามราชมังคลากีฬาสถาน เมื่อวันที่ 15 ธ.ค. ไทยจะพบกับเวียดนาม ทีมคู่ปรับอาเซียนในนัดชิงที่แฟนบอลต่างเฝ้ารอเพื่อทวงแชมป์ซีเกมส์ที่ขาดหายไปกว่า 8 ปี

'โค้ชวัง' ธวัชชัย ดำรงอ่องตระกูล หัวหน้าผู้ฝึกสอนของทีม ย้ำว่าเป้าหมายตั้งแต่เริ่มแข่งขันคือ "แชมป์เท่านั้น" เนื่องจากไทยเป็นเจ้าภาพและต้องการฟื้นความยิ่งใหญ่ของฟุตบอลชายไทย โดยทีมได้เตรียมความพร้อมในการคัดเลือกผู้เล่นที่ดีที่สุดผ่านเกมอุ่นเครื่องและทัวร์นาเมนต์ที่ผ่านมา

การแข่งขันในรอบรองชนะเลิศแม้ไทยได้ประตูเร็วจาก ยศกร บูรพา ตั้งแต่นาที 8 และมาเลเซียเหลือผู้เล่น 10 คนตั้งแต่นาที 16 แต่นัดนี้เป็นเกมที่หนักสำหรับทีมไทย เพราะมาเลเซียเล่นด้วยวินัยและสปีดเกมสูง ทำให้ไทยต้องควบคุมเกมอย่างระมัดระวังจนเก็บชัยชนะได้สำเร็จ

'โค้ชวัง' กล่าวหลังเกมชิงว่า "อยากเจอเวียดนาม จะได้พิสูจน์ให้ชัด" พร้อมชี้ว่าการเจอเวียดนามในนัดชิงคือโอกาสแสดงศักยภาพและความพร้อมที่จะกลับมายืนเป็น "เบอร์หนึ่ง" ของอาเซียนอีกครั้ง โดยก่อนถึงนัดชิงทีมต้องเร่งฟื้นฟูสภาพร่างกายและวางกลยุทธ์การควบคุมเกมให้ดีที่สุด

นอกจากนี้ 'มาดามแป้ง' นวลพรรณ ล่ำซำ ได้เพิ่มเงินอัดฉีดให้ทีมอีก 1 ล้านบาท รวมเป็น 1.8 ล้านบาท เพื่อกระตุ้นขวัญกำลังใจนักเตะให้เต็มที่สำหรับการล่าทองครั้งนี้ ซึ่งถือเป็นแรงสนับสนุนสำคัญก่อนการแข่งขันนัดชิงเหรียญทองในไม่ช้า

ทีมไทย พบกับ เวียดนาม วันนี้ ที่สนามราชมังคลากีฬาสถาน เวลา 19.30 น.
 

ที่มา : https://sport.trueid.net/detail/zN3a8ZJE7479

มูลนิธิเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ส่งมอบความห่วงใยผู้ประสบภัย ‘วีระศักดิ์‘ นำทีมอัญเชิญถุงยังชีพพระราชทาน 12,600 ชุด ผนึกเครือข่ายเตือนภัยพิบัติชุมชน-จิตอาสาลงพื้นที่ ตอกย้ำภารกิจบรรเทาทุกข์ยากลำบากของประชาชน

มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย เชิญถุงยังชีพพระราชทาน 12,600 ถุง มอบแก่ผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ (จังหวัดสตูล สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส)

เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2568 ณ อาคารศูนย์ราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ อำเภอเมืองยะลา จังหวัดยะลา

นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ กรรมการและเลขาธิการ มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย เป็นประธานในพิธีมอบถุงยังชีพพระราชทานแก่ประชาชนผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยมี นายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) นายคณิต คงช่วย ผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล นายมูฮัมมัด ศานติภิมุข รองผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา นายกฤษณนันท์ กำไร รองผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส ว่าที่ร้อยตรี จิรัสย์ ศิริวัลลภ รองผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี และนายสังคม เกิดก่อ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา 
พร้อมด้วยตัวแทนสมาคมนิสิตเก่าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยฯ (สนจ.) ตัวแทนเครือข่ายเตือนภัยพิบัติชุมชนเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ชายแดนใต้ ข้าราชการ จิตอาสา ผู้นำท้องถิ่น และประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เข้าร่วมในพิธีฯ

เชิญถุงยังชีพพระราชทานถวายแด่คณะสงฆ์ จำนวน 630 ถุง และเชิญถุงยังชีพพระราชทานมอบให้แก่เลขาธิการ ศอ.บต. , ผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล , รองผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา, รองผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส , รองผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี และรองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา เพื่อเป็นตัวแทนในการนำไปมอบให้กับผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมทั้งสิ้น 11,970 ถุง

ดราม่ายังเดือด!! “Tokyogurl” ปฏิเสธมาโหนกระแส “พี่หนุ่ม” เผยโทรคุยแล้ว เจ้าตัวยังไม่สะดวกออกสื่อ ทั้งนี้ต้นสังกัดได้ยุติบทบาทนักกีฬาแล้ว

(18 ธ.ค. 68) "หนุ่ม กรรชัย" พิธีกรรายการโหนกระแส เปิดเผยว่าได้ติดต่อ "Tokyogurl" หรือ ณภัทร วราสินธ์ เพื่อเชิญมาชี้แจงดราม่าอีสปอร์ตซีเกมส์ แต่เจ้าตัวปฏิเสธด้วยเหตุผลไม่สบายและอาการแพนิค รวมถึงไม่สะดวกโทรเข้าไลฟ์ผ่านรายการ

หนุ่ม กรรชัย เล่าว่า "ช่วงเช้าวันที่ 17 ธ.ค." ได้โทรเชิญ "Tokyogurl" ให้มาแถลงชี้แจงข้อเท็จจริง แต่ได้รับคำตอบว่า "ไม่ว่าง" และไม่ยอมโฟนอิน โต้ตอบคำถามอย่างมีน้ำเสียงเปลี่ยนไป ทำให้ไม่ได้รับคำชี้แจงใดๆ

พิธีกรฝากข้อความถึง Tokyogurl ว่า "อยากให้ออกมาพูดข้อเท็จจริง" เพื่อความเป็นธรรมและพิสูจน์ตัวเอง แต่หากทำผิดจริงก็ควร "ออกมาขอโทษ" คนไทยและแฟนๆ ที่ได้รับผลกระทบจากดราม่านี้

ดราม่าเกิดหลัง Tokyogurl ถูกตัดสิทธิ์แข่งขันซีเกมส์ เนื่องจากฝ่าฝืนข้อ 9.4.3 คู่มืออีสปอร์ตที่เกี่ยวกับการใช้ซอฟต์แวร์หรือฮาร์ดแวร์ผิดกฎ สมาคมกีฬาอีสปอร์ตฯ ยืนยันเน้นหลัก Fair Play พร้อมสอบสวนและยกระดับมาตรฐานเทคนิคและจริยธรรม

ต้นสังกัด TALON TH ประกาศยุติบทบาทนักกีฬา Tokyogurl ทำให้สังคมจับตาคำชี้แจงในอนาคต รวมถึงมาตรการของสมาคมและการฟื้นฟูภาพลักษณ์ทีมชาติ

ที่มา : https://thethaiger.com/th/news/1502822/


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top