Monday, 8 June 2026
TheStatesTimes

ปลดล็อก Level 3!! จีนสร้างจุดเปลี่ยนเทคโนโลยียานยนต์อัจฉริยะ อนุญาตรถยนต์ขับขี่อัตโนมัติบนถนนครั้งแรก ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่จะเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตผู้คน พร้อมช่วยลดอุบัติเหตุจากมนุษย์

จีนอนุมัติยานยนต์ไฟฟ้าขับขี่อัตโนมัติระดับ 3 วิ่งบนถนนสาธารณะเป็นครั้งแรก

(16 ธ.ค. 68) สำนักข่าวซินหัว รายงานว่า กระทรวงอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศของจีนรายงานการอนุมัติให้ยานยนต์ไฟฟ้าซีดานที่มีสมรรถนะการขับขี่อัตโนมัติระดับ 3 จำนวน 2 รุ่น พัฒนาโดยค่ายรถยนต์ชั้นนำของจีน สามารถวิ่งสัญจรบนถนนสาธารณะเป็นครั้งแรกเมื่อวันจันทร์ที่ 15 ธันวาคม ที่ผ่านมา ถือเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาเทคโนโลยีการขับขี่อัตโนมัติของจีน

สองรุ่นที่ได้รับอนุมัติ

ยานยนต์ทั้งสองรุ่นที่ได้รับอนุมัติประกอบด้วย รุ่นแรกพัฒนาโดย ฉางอัน ออโตโมบิล (Changan Automobile) และรุ่นที่สองโดย อาร์กฟอกซ์ (Arcfox) ซึ่งเป็นแบรนด์ภายใต้บีเอไอซี มอเตอร์ (BAIC Motor)

รายงานระบุว่า ยานยนต์ของฉางอันสามารถขับขี่อัตโนมัติในเลนเดียวด้วยความเร็วสูงถึง 50 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ในช่วงการจราจรแออัดบนทางหลวงและทางด่วนในเขตเมืองบางช่วงของเทศบาลนครฉงชิ่ง

ส่วนยานยนต์ของอาร์กฟอกซ์มีสมรรถนะที่สูงกว่า โดยสามารถขับขี่อัตโนมัติด้วยความเร็วสูงถึง 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง บนทางหลวงและทางด่วนในเขตเมืองบางช่วงของกรุงปักกิ่ง

ระดับ 3: การขับขี่อัตโนมัติแบบมีเงื่อนไข

ระบบขับขี่อัตโนมัติแบ่งออกเป็น 6 ระดับ (ระดับ 0-5) โดยระดับที่สูงขึ้นหมายถึงเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าและชาญฉลาดมากขึ้น 

ระดับ 3 หรือที่เรียกว่า "การขับขี่อัตโนมัติแบบมีเงื่อนไข" (Conditional Automation) อนุญาตให้ยานยนต์ขับขี่อัตโนมัติได้ในสภาวะที่กำหนด แต่ยังคงต้องมีมนุษย์นั่งอยู่ในตำแหน่งขับและพร้อมเข้าควบคุมการขับขี่ทันทีหากจำเป็น นี่คือความแตกต่างสำคัญจากระดับ 4 และ 5 ที่ยานยนต์สามารถขับขี่ได้โดยไม่ต้องมีการควบคุมจากมนุษย์

นโยบายส่งเสริมของจีน

จีนได้ส่งเสริมการปรับใช้เทคโนโลยีการขับขี่อัตโนมัติมาอย่างต่อเนื่องตลอดหลายปีที่ผ่านมา โดยเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา จีนได้เผยแพร่แผนงานที่กำหนดการอนุมัติการผลิตยานยนต์ขับขี่อัตโนมัติระดับ 3 แบบมีเงื่อนไข แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการผลักดันอุตสาหกรรมยานยนต์อัจฉริยะ

ความสำคัญต่ออุตสาหกรรม

การอนุมัติให้ยานยนต์ขับขี่อัตโนมัติระดับ 3 วิ่งบนถนนสาธารณะครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของจีนในการแข่งขันด้านเทคโนโลยียานยนต์อัจฉริยะระดับโลก โดยเฉพาะการแข่งขันกับสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และยุโรป ที่ต่างพัฒนาเทคโนโลยีคล้ายคลึงกัน

นอกจากนี้ ยังเป็นการส่งสัญญาณถึงความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐาน กฎหมาย และระบบความปลอดภัยของจีนในการรองรับยานยนต์ขับขี่อัตโนมัติในระดับที่สูงขึ้น

การพัฒนาเทคโนโลยีการขับขี่อัตโนมัติไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มความสะดวกสบายและความปลอดภัยในการเดินทาง แต่ยังมีศักยภาพในการลดอุบัติเหตุจากความผิดพลาดของมนุษย์ ลดการจราจรติดขัด และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของจีน

การอนุมัติครั้งนี้จึงไม่เพียงเป็นความก้าวหน้าทางเทคนิค แต่ยังเป็นจุดเริ่มต้นของยุคใหม่ของการเดินทางที่อาจเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของผู้คนในจีนและทั่วโลกในอนาคตอันใกล้

17 ธันวาคม 2498 วันสวรรคตของสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า สตรีหนึ่งเดียวที่เชื่อมราชสำนักไทย 4 รัชกาล ตั้งแต่รัชกาลที่ 4 จนถึงรัชกาลที่ 9 ด้วยพระชนมายุ 93 พรรษา

 

(17 ธ.ค. 68) วันที่ 17 ธันวาคมเป็นวันสำคัญที่รำลึกถึงการจากไปของ

"สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า"

สตรีผู้เชื่อมราชสำนักไทยถึง 4 รัชกาล ตั้งแต่รัชกาลที่ 4

จนถึงรัชกาลที่ 9 ด้วยพระชนมายุ 93 พรรษา ณ พระตำหนักใหญ่ วังสระปทุม

 

พระนามเดิมคือ "พระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้าสว่างวัฒนา" และเป็น

พระราชธิดาในรัชกาลที่ 4 ที่ต่อมาได้รับพระราชทานพระอิสริยยศ

เป็นพระบรมราชินีในรัชกาลที่ 5 และพระอัยยิกาในรัชกาลที่ 8 และ 9

 

พระองค์ทรงเป็นเสาหลักของราชวงศ์จักรี มีบทบาทสำคัญในงานด้าน

การแพทย์ การกุศล และการสนับสนุนการศึกษาและสตรี

ทั้งทรงเป็นต้นตระกูลสายราชสกุลมหิดลและเป็นพระย่าของ

พระมหากษัตริย์ที่ครองราชย์ยาวนานที่สุดของไทย

 

ในโอกาสวันสำคัญนี้ เราได้ยินคำกล่าวว่า "พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า"

หมายถึง "พระอัยยิกาผู้ทรงมีพระชนม์ยืนยาวดุจผ่านหลายร้อยปี"

ซึ่งสะท้อนถึงพระอาวุโสและความเคารพสูงสุดในราชสำนัก

 

วันที่ 17 ธันวาคมจึงไม่เพียงแต่เป็นแค่วันในประวัติศาสตร์

แต่เป็นวันที่สื่อความหมายถึงการเปลี่ยนผ่านสำคัญทางประวัติศาสตร์

และคุณค่าของพระองค์ต่อราชวงศ์และสังคมไทยอย่างลึกซึ้ง

 

ที่มา :  https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B9%87%E0%B8%88%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A8%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%AA%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B4%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%A7%E0%B8%B5_%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%AA%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%A2%E0%B8%A2%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B9%89%E0%B8%B2

ส่งกำลังใจถึงชายแดน!! วปอ.68 ห่วงใยทหารหาญชายแดน มอบตาข่ายป้องกันโดรนทิ้งระเบิด พร้อมเครื่องอุปโภคบริโภคที่จำเป็น แก่รองแม่ทัพภาคที่ 2 ส่งต่อทหาร - ประชาชน

(16 ธ.ค. 2568) พลโท ทักษิณ สิริสิงห ผู้อำนวยการวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักรสถาบันวิชาการป้องกันประเทศได้นำคณะนักศึกษาหลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักรหรือ วปอ. รุ่นที่ 68 เข้ารับฟังการบรรยายภารกิจด้านการทหาร ณ ห้องศรีพัชรินทร สโมสรร่วมเริงชัย ค่ายสุรนารี อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา

การศึกษาดูงานในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ เกี่ยวกับบทบาทหน้าที่ของกองทัพ และบริบทด้านความมั่นคงในพื้นที่ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการเรียนรู้ และการนำไปประยุกต์ใช้ในระดับนโยบายของนักศึกษา วปอ.

พร้อมกันนี้ คณะนักศึกษาหลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร รุ่นที่ 68 ได้ร่วมกันจัดกิจกรรมเพื่อสังคม หรือ CSR เพื่อแสดงพลังความร่วมมือและการมีส่วนร่วมในการช่วยเหลือสังคม

โดยได้ร่วมบริจาคเครื่องอุปโภคบริโภค ได้แก่ ข้าวสารขนาด 5 กก. จำนวน 54 ถุง นมขนาด 600 ml จำนวน 108 กล่อง น้ำดื่มขนาด 600 ml จำนวน 2,232 ขวด เสื้อยืด จำนวน 367 ตัว ให้กับทหารกองทัพภาคที่ 2 ณ สโมสรร่วมเริงชัย โดยมีรองแม่ทัพภาคที่ 2 เป็นผู้รับมอบ

นอกจากนี้ ยังได้ร่วมบริจาค ตาข่ายป้องกันโดนทิ้งระเบิด น้ำหนัก 995 กก. จำนวน 125 มัด  (1 มัดกางได้ ประมาณ 26x15 เมตร) ให้กับกองทัพภาคที่ 2 เพื่อเสริมความปลอดภัยในการปฏิบัติภารกิจของกำลังพล

ขณะเดียวกัน คณะนักศึกษา วปอ. รุ่นที่ 68 ยังได้จัดสิ่งของเยี่ยมเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจ ให้กับทหารที่ได้รับบาดเจ็บจากการสู้รบ ซึ่งพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลค่ายสุรนารี

รวมถึงการมอบเครื่องอุปโภคบริโภค ให้กับประชาชนที่ได้รับผลกระทบ และพักอาศัยอยู่ในศูนย์พักพิง จังหวัดสุรินทร์

นอกจากนี้ ยังได้ร่วมกันปรับปรุงและซ่อมแซมที่พักอาศัย ของนายชัยกฤษ ชูจอหอ บ้านตลาด หมู่ที่ 3 ตำบลตลาด จังหวัดนครราชสีมา โดยได้รับการสนับสนุนแรงงานจากคณะผู้บริหาร พนักงานเทศบาลตำบลตลาด คณะกรรมการชุมชน และผู้นำชุมชนในพื้นที่ รวมถึงวัสดุอุปกรณ์บางส่วนจากนักศึกษา วปอ. รุ่นที่ 68

อีกทั้ง ยังมีการสนับสนุนทุนการศึกษา และค่าอาหารกลางวันให้กับโรงเรียนบ้านหนองบก จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อส่งเสริมโอกาสทางการศึกษาแก่เด็กและเยาวชน

พลโท ทักษิณ สิริสิงห ผู้อำนวยการวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ กล่าวว่า การศึกษาดูงานในครั้งนี้ ช่วยให้นักศึกษาเกิดความรู้ ความเข้าใจในบทบาทหน้าที่ของภารกิจด้านการป้องกันประเทศ และบริบทต่าง ๆ ในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการนำองค์ความรู้ที่ได้รับไปวิเคราะห์ สังเคราะห์ และร่วมขับเคลื่อนตามยุทธศาสตร์ชาติในอนคตต่อไป

พร้อมกันนี้ ประธานนักศึกษา หลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่นที่ 68 พลตรี อนุวัตร เหลืองวิลัย พร้อมตัวแทนนักศึกษา พลตรี สัจจา รักติประกร พลเรือตรี กิตติพงศ์ ทิพย์เสถียรน.อ. ชยศว์ สวรรค์สรรค์ นายมงคล จุลทัศน์ น.ส.พรพินันท์ พิสุทธิ์วัชระกุล นายชนวัฒน์ เอื้อวัฒนะสกุล น.ส.ฐิตินันท์ เกียรติไพบูลย์ น.ส.ปัญชลีย์ อุดมพิมลพัชญ์ นายสกล ถาวรกาญจน์ ดร.วีรพัฒน์ เกียรติเฟื่องฟู ฯลฯ ได้ร่วมส่งมอบสิ่งของต่างๆ เพื่อส่งกำลังใจ และความห่วงใยแก่พี่น้องทหารหาญทุกท่าน

สหรัฐฯ บีบยูเครน!! จ่อถอดหลักประกัน เตือนไม่ให้ยูเครนยืดเยื้อ เผย "มาตรฐานแพลทินัม" ถูกจำกัดเวลา ทรัมป์ชี้ยูเครนควรมองใหม่

(17 ธ.ค. 68) สหรัฐอเมริกาแจ้งยูเครนให้ยอมรับข้อเสนอ "มาตรฐานแพลทินัม" ว่าด้วยหลักประกันความมั่นคงภายในเวลาที่กำหนด มิฉะนั้นจะมีความเสี่ยงที่จะเสียโอกาสเพราะข้อเสนอนี้อาจถูกถอนออกไป

เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ให้ความเห็นว่า หลักประกันดังกล่าว "จะไม่ได้อยู่บนโต๊ะเจรจาตลอดไป" พร้อมระบุว่ายูเครนและยุโรปพอใจในระดับที่ประธานาธิบดี 'โดนัลด์ ทรัมป์' ได้เสนอไว้ ถึงแม้รายละเอียดของหลักประกันยังไม่ถูกเปิดเผยต่อสาธารณะ

'โดนัลด์ ทรัมป์' กล่าวว่า ยูเครน "ได้สูญเสียดินแดนไปแล้ว" และเสนอให้ยูเครนเลิกหวังจะได้ดินแดนคืน ควรมุ่งสู่การได้รับหลักประกันความมั่นคงจากสหรัฐฯ และยุโรปแทน

ขณะเดียวกัน สหรัฐฯ และยูเครนได้หารือกันที่กรุงเบอร์ลิน โดยมี 'สตีฟ วิตคอฟฟ์' ทูตพิเศษของสหรัฐฯ และ 'จาเร็ด คุชเนอร์' ลูกเขยของ 'ทรัมป์' เข้าร่วมประชุม เพื่อปรึกษาแผนสันติภาพของประธานาธิบดี 'ปูติน' ซึ่งก่อนหน้านี้ได้ต้อนรับผู้แทนสหรัฐฯ ที่ทำเนียบเครมลินในกรุงมอสโก

ที่มา : Sputnik

รับฟังผลงานวิจัยและนวัตกรรมใหม่ หวังนำแนวคิดและผลงานนักศึกษาไปต่อยอด เชื่อมโยงงานวิจัยสู่การขับเคลื่อนสังคมไทย สร้างอนาคตประเทศด้วยนวัตกรรมที่ยั่งยืน

เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2568 มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ นำโดย ศาสตราจารย์ ดร.นพ.พงษ์รักษ์ ศรีบัณฑิตมงคล อธิการบดี พร้อมด้วยรองศาสตราจารย์ ดร.วินิตา บุณโยดม รองอธิการบดี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ไพรัช พิบูลย์รุ่งโรจน์ ผู้ช่วยอธิการบดี ศาสตราจารย์ นพ.เอกสิทธิ ธราวิจิตรกุล ผู้ช่วยอธิการบดี ให้การต้อนรับ นายวิชัย ทองแตง ที่ปรึกษาคณะกรรมการบริหาร รพ.พญาไท และ รพ.เปาโล และนายกสภามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก พร้อมด้วยเครือข่ายพันธมิตรภาคเอกชน ได้แก่

ดร.ก้องเกียรติ สุริเย ผู้บริหารบริษัท จีอาร์ดี จำกัด (GRD) และบริษัท กรีน สแตนดาร์ด จำกัด (Green Standard)

นายวรสิทธิ์ ลีลาบูรณพงศ์ ผู้บริหาร TVD Holdings

ดร.สุชาย ธนวเสถียร ผู้บริหารบริษัท AI for Education

นายภัทรภัสสร์ ภัทรศิลป์วีรกุล ผู้บริหาร Fit2Fly

ในโอกาสเยือนมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เพื่อรับฟังการนำเสนอผลงานวิจัยและหารือแนวทางการนำงานวิจัยและนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืนร่วมกัน

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้นำเสนอศักยภาพและความพร้อมของงานวิจัยและนวัตกรรมสิ่งแวดล้อม ผลิตภัณฑ์สุขภาพ แพลตฟอร์มดิจิทัล และอาหารทางเลือกเพื่อสุขภาพ ทั้งสิ้น 7 โครงการ ประกอบด้วย

1. U-PIN: University Planet Innovation Network – Blue Economy & Blue Carbon ณ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (สมุทรสาคร)

โดย ศาสตราจารย์ปฏิบัติ ดร.เศรษฐ์ สัมภัตตะกุล ผู้อำนวยการสำนักบริการวิชาการ และ ดร.รัตชยุดา กองบุญ หน่วยวิจัยเพื่อการจัดการพลังงานและเศรษฐนิเวศ สถาบันวิจัยพหุศาสตร์

2. แพลตฟอร์มการประเมินการกักเก็บคาร์บอนในป่าชายเลนด้วยข้อมูลดาวเทียม 100% บนความร่วมมือกับ BCPG (บริษัท บางจาก) ภายใต้โครงการ U-PIN

โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พลภัทร เหมวรรณ รองผู้อำนวยการสำนักบริการวิชาการ

3. From Herb to Health and to Wealth

กรณีศึกษา BroccoBaby และ La U-PIN: PM2.5 Protection Skin Mist

โดย รองศาสตราจารย์ ดร.มิ่งขวัญ ณ ตะกั่วทุ่ง คณะแพทยศาสตร์

4. FIN Tech & Ethereum Chiang Mai

โดย อาจารย์ ดร.ณัฐพล อุดมเลิศสกุล วิทยาลัยนานาชาตินวัตกรรมดิจิทัล

5. Local AI for Local Government

โดย คุณณัฐ วีระวรรณ นักศึกษาปริญญาเอก หลักสูตร Climate Change Management Program (CCM) วิทยาลัยพหุวิทยาการและสหวิทยาการ

6. Nimman Connex & Smart City Solutions

โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ภราดร สุรีย์พงษ์ หลักสูตรการจัดการเทคโนโลยีดิจิทัล (Digital Technology Management) วิทยาลัยศิลปะ สื่อ และเทคโนโลยี

7. Nutrition for Longevity: นวัตกรรมอาหารเพื่อสุขภาพชีวิตที่ยืนยาว

โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชิตาพัณณ์ ใบงิ้ว ผู้อำนวยการศูนย์นวัตกรรมอาหารและบรรจุภัณฑ์ คณะอุตสาหกรรมเกษตร

นอกจากนี้ ยังมีการจัดแสดงนิทรรศการผลงานวิจัย “Nimman Connex & Smart City Solutions” โดยทีมวิจัยจากหลักสูตรการจัดการเทคโนโลยีดิจิทัล วิทยาลัยศิลปะ สื่อ และเทคโนโลยี เพื่อสะท้อนศักยภาพของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ในการพัฒนาโซลูชันเมืองอัจฉริยะร่วมกับภาคเอกชน

นายวิชัย ทองแตง กล่าวตอนหนึ่งว่า การเยือนมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการเยี่ยมชม แต่เป็นการเปิดพื้นที่เพื่อรับฟังการนำเสนอผลงานวิจัย นวัตกรรม และแนวคิดใหม่ ๆ จากนักวิจัย นักพัฒนา และคนรุ่นใหม่ของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เพื่อร่วมกันมองทิศทางการขับเคลื่อนสังคมไทยในระยะยาว และเชื่อมโยงงานวิจัย แพลตฟอร์ม และนวัตกรรมสู่การเปลี่ยนแปลงสังคมในอนาคตอย่างเป็นรูปธรรม

‘ยศชนัน’ กับบทบาทแคนดิเดตนายกฯ พท. ต้องสร้างจุดขาย ‘นายกฯแบบวิศวกร’ บน 3 เงื่อนไขที่ต้องเห็น เพื่อพิสูจน์ว่าต่างจริง กล้าเปิดผลทดลอง – ปฏิรูปรัฐดิจิทัล- หนุนสร้างนวัตกรรม

หลังพรรคเพื่อไทยเปิดตัว “ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์” เป็นหนึ่งในแคนดิเดตนายกฯ ศึกเลือกตั้ง 2569 ภาพจำของสื่อจำนวนมากมักพาเราไปจบที่เฟรมเดิม ๆ เรื่องเครือญาติ-ตระกูลการเมือง ซึ่งก็เลี่ยงไม่ได้ในโลกจริงของการเมืองไทย

แต่ถ้าจะ “เชียร์แบบไม่อวย” และเขียนในมุมที่ยังไม่ค่อยมีคนเขียนให้สุด คำถามที่ควรถามคือ: ประเทศไทยต้องการผู้นำที่พูดเก่ง…หรือผู้นำที่ทำงานเป็นระบบแบบวิศวกร จนรัฐขยับได้จริง?

ยศชนัน มีฐานเป็นนักวิศวกรรมชีวการแพทย์ และทำงานด้าน Brain-Computer Interface (BCI) รวมถึงบทบาทบริหารงานวิจัย/นวัตกรรมในแวดวงมหาวิทยาลัย นี่สำคัญไม่ใช่เพราะ “ดูเท่” แต่เพราะมันคือวิธีคิดคนละชุดกับการเมืองที่มักตัดสินจากสโลแกนและแรงเชียร์

สิ่งที่ “นายกฯแบบวิศวกร” อาจทำให้ไทยต่างจากเดิม (ถ้าทำจริง)
หัวใจไม่ใช่แค่ “นโยบายใหม่” แต่คือกระบวนการทำงานแบบ Test → Learn → Scale: ทดลองกับกลุ่มย่อย วัดผล เปิดเผยผล และค่อยขยายผล แทนการประกาศทีเดียวทั้งประเทศแล้วหวังให้คนเชื่อ
แนวคิดนี้มีเคสต่างประเทศที่พิสูจน์แล้วว่า “รัฐที่ยอมทดลองและวัดผล” เดินได้เร็วกว่า “รัฐที่เดาแล้วประกาศ”

เคสต่างประเทศ: บทเรียนที่ไทยควรหยิบมาใช้
1) สหราชอาณาจักร: ใช้ RCT กับนโยบายมากขึ้น—เลิกเถียงด้วยความเชื่อ
อังกฤษมีแนวทางเชิงนโยบายที่ผลักให้รัฐใช้ Randomised Controlled Trials (RCTs) กับมาตรการสาธารณะมากขึ้น แนวคิดเดียวกับงานแพทย์: ทดลองอย่างเป็นระบบ วัดผล และปรับใช้บนหลักฐาน
บทเรียนถึงไทย: ถ้ายศชนันจะขาย “ความเป็นนักวิจัย” ให้มีความหมาย ต้องตั้งระบบให้รัฐยอมทดลอง และยอมรับความล้มเหลวแบบมีข้อมูล ไม่ใช่ทดลองแล้วปิดผลเพราะกลัวเสียหน้า

2) เอสโตเนีย: รัฐดิจิทัลไม่ได้ชนะเพราะมีแอปเยอะ แต่ชนะเพราะ “เชื่อมข้อมูลได้จริง”
เอสโตเนียถูกยกเป็นตัวอย่างรัฐดิจิทัลเพราะมีแกนกลางการแลกเปลี่ยนข้อมูล (interoperability) ที่ทำให้หน่วยงานรัฐเชื่อมข้อมูลกันได้อย่างปลอดภัย ลดเอกสาร ลดการขอสำเนาซ้ำซาก และทำให้บริการรัฐ “เร็วแบบเป็นระบบ”
บทเรียนถึงไทย: ถ้าจะเชียร์นายกฯสายเทค ต้องเชียร์ให้ทำ “รัฐเชื่อมกันได้” มากกว่า “รัฐมีแพลตฟอร์ม/แอปเพิ่ม” และต้องคุยเรื่องความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยข้อมูลแบบตรงไปตรงมา ไม่ใช่ซุกไว้ใต้พรม

3) อิตาลี/กรีซ: เทคโนแครตช่วยคุมไฟระยะสั้นได้ แต่เสี่ยงโดนตีกลับเรื่องความชอบธรรม
ยุโรปมีตัวอย่างรัฐบาลเทคโนแครตในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ-การคลังที่ช่วย “พยุงสถานการณ์” ได้ช่วงหนึ่ง แต่ก็เสี่ยงถูกต่อต้าน หากสังคมรู้สึกว่าเป็น “รัฐบาลผู้เชี่ยวชาญที่ไม่ยึดโยงประชาชน” หรือสื่อสารไม่เป็น
บทเรียนถึงไทย: ต่อให้คิดเป็นระบบแค่ไหน ถ้าทำการเมืองไม่เป็น สื่อสารไม่เป็น หรือทำให้คนรู้สึกว่า “รัฐฉลาดแต่ไม่เห็นหัวประชาชน” ก็ไปไม่รอด

เชียร์แบบไม่อวย: 3 เงื่อนไขที่ต้องเห็น เพื่อพิสูจน์ว่าต่างจริง
ถ้าจะเชียร์ยศชนันในมุม “นายกฯแบบวิศวกร” ควรเชียร์พร้อมเงื่อนไขชัด ๆ ว่าอย่างน้อยต้องทำให้เห็น 3 เรื่องนี้ตั้งแต่ต้น
• ตั้งหน่วย “ทดลองนโยบาย” แบบเปิดผลลัพธ์: ทำ pilot ในพื้นที่/กลุ่มเป้าหมายจริง เปิด KPI และผลจริงให้ประชาชนตรวจได้ ก่อนขยายทั้งประเทศ
• ปฏิรูปรัฐดิจิทัลด้วยการเชื่อมข้อมูล (interoperability) ไม่ใช่แค่ทำแพลตฟอร์มใหม่: ลดงานเอกสาร ลดการขอข้อมูลซ้ำ และมีกติกาคุ้มครองข้อมูลที่คนเชื่อได้
• ทำ “จัดซื้อจัดจ้างเพื่อสร้างนวัตกรรม”: ให้รัฐเป็นลูกค้ารายแรกในบางหมวดของไทยที่ผ่านการทดสอบแล้ว โดยเฉพาะสุขภาพ/ผู้สูงวัย/อุปกรณ์ช่วยเหลือ เพื่อให้ ‘งานวิจัย’ กลายเป็น ‘อุตสาหกรรม’ ไม่ใช่แค่รางวัล

ประเทศไทยไม่ได้ขาดคนเก่ง แต่ขาด “ระบบที่ทำให้ความเก่งชนะ”
ยศชนันอาจไม่ใช่คำตอบทั้งหมด และไม่ควรถูกเชียร์แบบหลับหูหลับตา แต่เขาเป็น “สัญญาณ” ที่ทำให้สังคมตั้งคำถามใหม่ได้ว่า เราจะเลิกเลือกผู้นำจากความคมบนเวที แล้วหันมาเลือกจากความสามารถในการทำให้รัฐเดินด้วยข้อมูล วัดผล และแก้ซ้ำอย่างมีวินัยได้หรือยัง

ถ้าเขากล้าประกาศเงื่อนไขแบบวิศวกร—กำหนด KPI เปิดผลทดลอง และยอมให้ตรวจสอบ—นั่นแหละถึงจะเป็นความต่างที่จับต้องได้ และเป็นการเชียร์ที่ไม่อวย แต่พาประเทศไปข้างหน้าได้จริง

หมายเหตุ: บทความนี้เป็นการวิเคราะห์เชิงแนวทางการบริหาร (governance approach) ไม่ใช่การชี้ชวนให้เลือกพรรค/บุคคลโดยปราศจากเงื่อนไข

 

ศึกชายแดนไทย-กัมพูชาปะทะโหมดเลือกตั้งเร็ว เตือนรัฐบาลศึกชายแดนไม่ใช่แค่ความมั่นคง แต่คือเส้นเลือดเศรษฐกิจคนตัวเล็กที่ถูกตัดขาด หากศึกยังยืดเยื้อ...คนจนจะยิ่งเจ็บนาน

ชายแดนไทย-กัมพูชากำลังเดือดจริง ไม่ใช่แค่ดราม่าในโซเชียล ขณะที่ประเทศก็เดินสู่โหมดเลือกตั้งเร็วตามไทม์ไลน์ที่ประกาศออกมาในช่วงเวลาใกล้กัน ภาพรวมนี้ชวนให้ถามแบบตรง ๆ ว่า: เรากำลังเข้าสู่การเลือกตั้งที่ “ธงชาติ” อาจดังกลบ “ปากท้อง” หรือเปล่า?

1) ชายแดนเดือด = คะแนนนิยมพุ่ง? มันไม่ฟรี
ในทางการเมือง ภาวะศึกมักทำให้เกิดเอฟเฟกต์รวมศูนย์อารมณ์ชาติ คนยอมพักเรื่องเศรษฐกิจและความผิดพลาดไว้ก่อน ขอแค่ “ปกป้องประเทศ” แล้วค่อยว่ากัน แต่การปล่อยให้ไฟชายแดนลุกแล้วหวังเอาคะแนน ไม่ใช่เกมคอนเทนต์ มันคือเกมต้นทุนจริง
ต้นทุนที่ประชาชนและเศรษฐกิจต้องจ่าย เช่น:
• การอพยพ/ความไม่ปลอดภัยของชุมชนชายแดน กลายเป็นภาระรัฐและบาดแผลระยะยาว
• ด่านปิด-คนติดค้าง-การเดินทางสะดุด ภาพเศรษฐกิจชายแดนชะงักแบบทันที
• มาตรการตอบโต้ทางเศรษฐกิจหรือการคุมเข้มที่ยืดเยื้อ อาจลากต้นทุนให้ยาวกว่าที่คิด

2) ด่านปิด ไม่ใช่แค่คนเที่ยวหาย แต่คือ “เงินสดเมืองชายแดน” หาย
ด่านชายแดนไม่ใช่แค่ประตูท่องเที่ยว แต่มันคือเส้นเลือดเศรษฐกิจของคนตัวเล็กจำนวนมาก ร้านค้า รถตู้ โรงแรม แรงงาน บริการรายวัน พอสะดุดพร้อมกัน รายได้หายเหมือนโดนตัดน้ำตัดไฟ
และอย่าลืมว่า “ปากท้อง” ไทยตอนนี้ไม่ได้แข็งแรงอยู่แล้ว ภาคท่องเที่ยวและค้าชายแดนมีความเปราะบางสูง—โดนช็อกทีเดียวก็สะเทือนเป็นทอด ๆ

3) เลือกตั้งเร็ว + ศึกชายแดน = สูตรคลาสสิกของ “พูดเรื่องใหญ่ให้ลืมเรื่องจริง”
พอประเทศอยู่ในโหมดเลือกตั้ง ประเด็นที่ชนะใจง่ายที่สุดคือ “ความมั่นคง” แต่ประเด็นที่แก้ยากที่สุดคือ “ปากท้อง” เพราะต้องมีนโยบายที่ทำจริงและโดนตรวจสอบจริง สิ่งที่น่ากลัวคือ เราจะได้การเมืองที่แข่งกันพูดว่า “ใครรักชาติมากกว่า” แทนที่จะแข่งกันตอบคำถามที่ประชาชนต้องการคำตอบที่สุด

คำถามที่ต้องตอบให้ได้:
1. จะทำให้สถานการณ์หยุดยั้งและไม่ลุกลามอย่างไร?
2. จะปกป้องพลเรือนและคนทำมาหากินชายแดนอย่างไร?
3. จะเยียวยาเศรษฐกิจชายแดน/ท่องเที่ยวที่เสียหายอย่างไร?
4. จะสื่อสารความจริงต่อสังคมแบบไม่ปั่นและไม่ขายอารมณ์อย่างไร?

4) ข้อเรียกร้องแบบตรง ๆ : “รักชาติ” ต้องมาพร้อม 3 อย่าง
ถ้านี่คือช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อจริง มาตรฐานขั้นต่ำที่สังคมควรเรียกร้องคือ:
• ความจริงที่ตรวจสอบได้: สถานการณ์ ผลกระทบ มาตรการ ต้องชัด ไม่ใช่ข้อมูลแบบเลือกพูด
• แผนคุ้มครองพลเรือนและเศรษฐกิจชายแดน: ทำให้คนอยู่ได้ ไม่ใช่แค่ให้คนอดทน
• กรอบเจรจาและแผนจบ: หยุดความสูญเสียให้เร็วที่สุด เพราะศึกยืดเยื้อไม่ทำให้คนจนชนะ มีแต่ทำให้คนจนเจ็บนาน

บทสรุป
ธงชาติสำคัญ แต่ปากท้องก็ต้องอยู่รอด ชาติที่ชนะจริงคือชาติที่หยุดไฟให้เร็วที่สุด พร้อมเยียวยาคนตัวเล็กให้ทัน ไม่ใช่ชาติที่ชนะการโต้เถียงในหน้าฟีด
 

ฮาร์บินเปิดฤดูท่องเที่ยว แลนด์มาร์ก “ถนนจงยาง” สตรีทแน่นตลอดคืน คึกคักจนกลายเป็นภาพจำเมืองน้ำแข็ง แสงสีสไตล์ยุโรปดันยอดเที่ยวฤดูหนาวพุ่ง! กลายเป็นแม่เหล็กนักเดินทาง

 

(17 ธ.ค. 68) เมืองฮาร์บิน มณฑลเฮยหลงเจียง ทางตะวันออกเฉียงเหนือของจีน กลับมาคึกคักในฤดูหนาว โดยถนนจงยาง ถนนคนเดินใจกลางเมือง กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมที่นักท่องเที่ยวแห่เข้าชมอย่างเนืองแน่นในช่วงนี้

 

ถนนจงยางมีความยาวกว่า 1,450 เมตร เป็นถนนปูหินทรายที่โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมสไตล์ยุโรปและอาคารเก่าแก่สองข้างทาง ผสมผสานกับร้านค้า ร้านอาหาร และคาเฟ่หลากหลายรูปแบบ ในช่วงฤดูหนาวถนนสายนี้จะเต็มไปด้วยแสงสีไฟประดับและของตกแต่งเทศกาลที่สร้างบรรยากาศให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสกลิ่นอายเมืองหนาวแบบยุโรป

 

อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญคือการจัดแสดงประติมากรรมน้ำแข็งและหิมะ รวมถึงกิจกรรมการแสดงพื้นบ้านที่ถนนจงยางเพิ่มสีสันและความคึกคักให้เทศกาลฤดูหนาวของฮาร์บินในแต่ละปี โดยมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเป็นหลักสิบล้านคนในฤดูกาลที่ผ่านมา

 

"ถนนจงยางเป็นจุดหมายท่องเที่ยวหลักที่ดึงดูดผู้คนให้มาเดินเล่น ถ่ายภาพ และสัมผัสบรรยากาศเมืองน้ำแข็งอย่างแท้จริง" รายงานระบุ นอกจากนี้ ฟีเจอร์เหล่านี้ยังเชื่อมโยงกับเทศกาลน้ำแข็งและหิมะของฮาร์บินที่ได้รับความนิยมทั่วประเทศจีน

 

ที่มา : Xinhua

 

'จิรัฏฐ์' ยัน ใบ สด.43 ไม่ใช่เอกสารปลอม เหตุรับจากมือสัสดี-ลายเซ็นเดียวกับต้นขั้วกองทัพ เชื่อถูกกลั่นแกล้งและทำเป้นกระบวนการ

เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2568  นายจิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ อดีต สส.ฉะเชิงเทรา พรรคประชาชน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ผมได้ประกันตัวออกมาตอนบ่าย 3 ครับ พึ่งเห็นพาดหัวที่อาจทำให้เข้าใจผิด

โดยเฉพาะเรื่องปลอมเอกสาร 
วันนี้ศาลตัดสินว่าผมไม่ได้ปลอมเอกสารครับ

โดยสรุปคำพิพากษาเท่าที่จำได้ ดังนี้
1.ยกฟ้องข้อหาปลอมแปลงเอกสาร
2.ผิดข้อหาใช้เอกสารปลอม “การกระทำของจำเลยกระทบต่อความมั่นคง และความปลอดภัยของประเทศชาติ
และประชาชน”สั่งลงโทษ จำคุก 2 ปี ไม่รอลงอาญา 

ยังมีข้อเท็จจริง และข้อต่อสู้จำนวนมากที่ศาลยังไม่ได้หยิบยกขึ้นมาพูด เช่น
-โจทก์ฟ้อง โดยที่ยังไม่ได้เห็นใบสด43 ของผมเลย
-ผมนำเอกสารไปใช้แสดงเพราะเชื่อว่าไม่ใช่เอกสารปลอมแน่นอน ในเมื่อได้รับมาจากมือสัสดี ในสถานที่และในเวลาราชการ  ซึ่งตลอด 13 ปีถึงปัจจุบัน ผมไม่เคยถูกกองทัพแจ้งความดำเนินคดีในข้อหาไม่ไปรายงานตัว หรือข้อหาหนีทหารเลย (หากเอกสารฉบับนี้ปลอม ผมต้องมีความผิดตามข้อหาดังกล่าวในปีถัดไป ไปแล้ว) อีกทั้งลายเซ็นเจ้าหน้าที่ในใบสด43 ของผม ก็เป็นลายเซ็นเดียวกันกับในเอกสารต้นขั้วที่กองทัพนำมาแสดงเอง เอกสารฉบับนี้จึงเป็นของจริงสำหรับผมอย่างไม่ต้องสงสัย
-ในเมื่อยกฟ้องและผมไม่ได้ปลอมเอกสาร  ดังนั้นเอกสารฉบับนี้ก็ควรเป็นของจริง
-โจทย์ไม่ได้พิสูจน์ว่าเอกสารของผมเป็นของปลอมอย่างไร และใครเป็นคนปลอม
-โจทย์เพียงชี้แจงกระบวนการออกใบสด43 และสรุปว่านอกเหนือจากนี้ถือว่าปลอมหมด โดยไม่ฟังข้อเท็จจริงอื่นเลย
-ศาลอ้างว่าผมเป็นกมธ.ทหารย่อมรู้กฎหมาย และรู้ว่าเอกสารฉบับนี้ปลอม ซึ่งกมธ.ทหารไม่ใช่เจ้าหน้าที่ทหารที่ทำงานอยู่ในกับระเบียบ และกระบวนการของทหารครับ
-ในเมื่อผมไม่ได้ปลอมขึ้นมา และผมก็ไม่ใช่สัสดี ผมจะแยกแยะของปลอมกับจริงได้อย่างไร 
-ผมไม่มีเหตุจำเป็นต้องนำเอกสารราชการปลอมที่ไม่ได้มีผลทางกฎหมายอะไรอีกแล้ว ไปใช้หาประโยชน์อื่นใด
-การใช้เอกสารที่ไม่มีผลทางกฎหมายใด ๆ แล้ว ถูกต้องโทษจำคุกถึง 2 ปี ไม่รอลงอาญา ผมคิดว่าโทษรุนแรงเกินไปไม่ได้สัดส่วน

//ข้อสังเกตเพิ่มเติมในชั้นไต่สวน//
-หลักฐานเอกสารที่กองทัพใช้ ส่วนใหญ่เป็นเอกสารที่ถูกทำลายแล้ว (มีการเจาะรูขนาดใหญ่กลางเอกสาร)
-ภาพที่กองทัพนำมาใช้เป็นหลักฐานเป็นภาพจาก tiktok ของนายทันกวิน ที่อัดคลิปโจมตีผมจำนวนมาก และเจ้าตัวก็มาคัดค้านการประกันตัวผมทุกครั้ง ทุกคดี
-ประวัติอาชญากรรมในคดีไม่ไปรายงานตัวเมื่อ 13 ปีที่แล้วของผม ซึ่งโจทย์นำมาเป็นหลักฐาน มีข้อความระบุว่า”เป็นมติให้เก็บไว้ใช้เพื่อประโยชน์ในราชการ” ลงวันที่ก่อนผมถูกฟ้องร้อง 8 เดือน  และในเวลาไล่เลี่ยกันก็มีการขอคัดสำเนาคำพิพากษาในคดีไม่ไปรายงานตัวเมื่อ 13 ปีก่อนที่ศาลฉะเชิงเทราโดยปลัดอำเภอ และสารวัตร สภอ.บางปะกง โดยไม่ทราบจุดประสงค์
-นายทหารพระธรรมนูญช่วยราชการยศพันโทที่ได้รับคำสั่งให้ดำเนินคดีผม ใช้หลักฐานกล่าวหาจากภาพของรายการ politic ในขณะที่ผมให้สัมภาษณ์ ซึ่งจะมีบางช่วงบางตอนที่ผมได้หยิบเอกสารดังกล่าวออกจากกระเป๋าเสื้อและกำไว้ในมือ ซึ่งนายทหารยศพันโทท่านนี้ ซูมเข้าไปยังร่องนิ้วของผมขณะถือเอกสารและอ้างว่าเห็นเป็นเลขลำดับที่เอกสาร ซึ่งไม่ตรงกับต้นขั้วที่ชื่อนวรินทร์ จึงฟันธงว่าเป็นของปลอม
-ผมพยายามไล่ดูคลิปแบบ frame by frame อย่างน้อย 3 รอบแล้ว ก็ยังไม่เห็นตัวเลขที่ว่าแบบชัดๆ
-สิ่งที่ชัดที่สุด คือนายทหารยศพันโทท่านนี้มีความมุ่งมั่นและความพยายามมากเพื่อจะหาหลักฐานมาเอาผิดผมให้จงได้

จากข้อสังเกตเพิ่มเติมที่ว่ามา ผมรู้สึกว่าถูกกลั่นแกล้งจากรัฐไทย(หลายหน่วยงาน) ที่ทำเรื่องนี้กันอย่างเป็นขบวนการ และมีแบบแผน โดยมีฝ่ายความมั่นคงเป็นหัวเรือใหญ่

วันนี้ผมรู้ตัวแล้วว่าได้ทำอะไรผิดพลาดไปในอดีต ซึ่งผมก็ได้รับโทษไปเรียบร้อยแล้ว จากการถูกสังคมตั้งถาม และบางคนก็นำมาใช้ด่าทอด้วยถ้อยคำหยาบคาย แต่นั่นเป็นความจริงที่ผมปฏิเสธไม่ได้ ต้องน้อมรับและอดทนต่อไป
แต่กับคดีนี้ที่ชัดเจนว่าเป็นคดีการเมือง ทั้งกระบวนการฟ้องร้อง รวมถึงคำตัดสินที่ออกมา ผมจึงต้องสู้ต่อเพื่อขอความเป็นธรรมในชั้นอุทธรณ์ครับ
 

จีนเปิดเกมปี 2026 มุ่งขยายความต้องการภายในประเทศเป็นหลัก เดินหน้าฟื้นการลงทุน ยกระดับคุณภาพชีวิตเป็นตัวนำ มีโอกาสเติบโตคุณภาพสูง

(18 ธ.ค. 68) เจ้าหน้าที่จากสำนักงานคณะกรรมการกลางด้านกิจการการเงินและเศรษฐกิจของจีนเผยว่านโยบายเศรษฐกิจปี 2026 ของจีน จะเน้นการขยายความต้องการภายในประเทศเป็นสำคัญ เพื่อกระตุ้นการเติบโตที่ยั่งยืนในระยะยาว

 

เจ้าหน้าที่ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวซินหัวถึงหลักการชี้นำจากการประชุมงานเศรษฐกิจส่วนกลางที่กรุงปักกิ่ง กล่าวว่า "จีนจะออกนโยบายเพื่อกระตุ้นการบริโภคทั้งในด้านอุปสงค์และอุปทาน โดยคำนึงถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของรูปแบบการบริโภคในประเทศ"

 

จีนตั้งเป้ารักษาเสถียรภาพและฟื้นฟูการลงทุนที่ลดต่ำลง พร้อมประสานการลงทุนกับการบริโภค และส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาครัฐและตลาด เพื่อสร้างแรงผลักดันการเติบโตในภาพรวม ขณะที่เศรษฐกิจของจีนในปี 2025 คาดว่าจะเติบโตราว 5% มีมูลค่าประมาณ 140 ล้านล้านหยวน หรือราว 625 ล้านล้านบาท

 

เจ้าหน้าที่กล่าวอีกว่า แม้อุปสรรคจะยังมี แต่แนวโน้มเศรษฐกิจยังสดใส และตลาดอสังหาริมทรัพย์ยังคงมีโอกาสเติบโตในเชิงคุณภาพสูง โดยมีแรงหนุนจากความต้องการของผู้ซื้อบ้านใหม่และผู้ต้องการยกระดับที่อยู่อาศัย ทั้งนี้ จีนจะผลักดันการเปลี่ยนผ่านและพัฒนาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ พร้อมทั้งสร้างรูปแบบใหม่ในการพัฒนาภาคอสังหาริมทรัพย์อย่างต่อเนื่อง

 

ที่มา : Xinhua

 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top