Monday, 8 June 2026
TheStatesTimes

THE STATES TIMES จับมือ SPUTNIK ลงนามความร่วมมือสื่อหลักจากรัสเซีย เพิ่มความหลากหลายข่าวสารระหว่างไทย-รัสเซีย หนึ่งในความเคลื่อนไหวที่สำคัญในรอบ 5 ปี

ในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา ของสำนักข่าว THE STATES TIMES มีหนึ่งความเคลื่อนไหวที่สำคัญได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจ (Memorandum of Understanding: MOU) ร่วมกับสำนักข่าว SPUTNIK ประเทศรัสเซีย เพื่อแลกเปลี่ยนทรัพยากรและข้อมูลข่าวสารระหว่างกัน มุ่งเสริมสร้างความหลากหลายในการนำเสนอข่าวระหว่างประเทศของทั้งสองสำนักข่าว

เพิ่มช่องทางข่าวสารรัสเซียสู่ไทย

สำหรับความร่วมมือที่เกิดขึ้นของ 2 สำนักข่าวในครั้งนั้น ทาง ณัฐภูมิ รัฐชยากร กรรมการผู้จัดการ นิวสเปคทีฟ กรุ๊ป ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของ THE STATES TIMES  มองว่า ปัจจุบันข่าวสารจากประเทศรัสเซียในประเทศไทยยังขาดความหลากหลายในการนำเสนอ การลงนาม MOU ดังกล่าวจะช่วยให้ประชาชนชาวไทยสามารถรับข่าวสารจากรัสเซียได้หลากหลายมากยิ่งขึ้น

ขณะเดียวกัน ทางสำนักข่าว SPUTNIK ยังได้นำเสนอข่าวสารจากประเทศไทยมากขึ้นจะช่วยสร้างความเข้าใจในประเทศไทยให้แก่ชาวรัสเซีย และนำมาซึ่งความร่วมมือระหว่างไทยและรัสเซียในด้านต่างๆ ในอนาคต อาทิ การลงทุนและการท่องเที่ยวอีกเช่นกัน

ทั้งนี้ Vasily Pushkov ผู้อำนวยการด้านความร่วมมือระหว่างประเทศของสำนักข่าว SPUTNIK ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันข่าวสารของประเทศไทยที่เผยแพร่ในรัสเซียมีจำนวนไม่มากนัก ซึ่งสวนทางกับจำนวนผู้คนที่สนใจ โดยเฉพาะจากการที่มีชาวรัสเซียจำนวนมากเดินทางมาท่องเที่ยวยังประเทศไทย

แม้ว่าสำนักข่าว SPUTNIK จะมีผู้สื่อข่าวประจำที่ประเทศไทย 1 ตำแหน่งแล้ว แต่ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการ การลงนามบันทึกความเข้าใจครั้งนี้จึงมีเป้าหมายเพื่อกระจายข่าวสารของประเทศไทยในรัสเซียให้กว้างขวางขึ้น ในขณะเดียวกันก็ช่วยให้ประเทศไทยสามารถสื่อสารเรื่องราวของรัสเซียได้มากยิ่งขึ้น

แน่นอนว่า ความร่วมมือกันของ 2 สำนักข่าว ถือเป็นก้าวสำคัญในการเสริมสร้างสะพานเชื่อมโยงด้านสื่อมวลชนระหว่างไทยและรัสเซีย เพื่อส่งเสริมความเข้าใจอันดีระหว่างสองประเทศและเปิดโอกาสความร่วมมือในหลากหลายมิติในอนาคต และนับเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จของ THE STATES TIMES ที่ได้รับการยอมรับจากนานาประเทศเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย
 

THE STATES TIMES จัดงานใหญ่เมื่อครั้งครบรอบ 4 ปี ดึงบิ๊กเนมร่วมเสวนา "Thailand Outlook" ตอกย้ำการยอมรับสู่สื่อที่มีอิทธิพลทางความคิด

ย้อนกลับไปเมื่อในวันที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2567 THE STATES TIMES ได้จัดงานเสวนาครั้งสำคัญในโอกาสครบรอบ 4 ปี ภายใต้ชื่อ "Thailand Outlook: From Global Disruption to Thailand Transformations" งานดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงการเฉลิมฉลองเท่านั้น แต่เป็นการยกระดับสำนักข่าวให้เป็น ผู้จัดเวทีแห่งชาติ (National Convener) ที่สามารถรวบรวมบุคคลสำคัญระดับประเทศ ทั้งผู้นำทางการเมือง ผู้บริหารระดับสูง และนักเศรษฐศาสตร์ชั้นนำ เข้าร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองและกำหนดทิศทางของประเทศ

การจัดงานเสวนาขนาดใหญ่และมีการเชิญบุคคลระดับรองนายกรัฐมนตรี นั่นก็คือ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม (ตำแหน่งในขณะนั้น) รวมทั้งผู้นำภาคธุรกิจเข้าร่วมปาฐกถา ถือเป็นเครื่องบ่งชี้ที่ชัดเจนถึง สถานะทางการเมืองและเศรษฐกิจ ของสำนักข่าว การจัดงานนี้แสดงให้เห็นว่า THE STATES TIMES ได้รับการยอมรับจากชนชั้นนำว่าเป็นสื่อที่มีความน่าเชื่อถือและมีบทบาทสำคัญในการสร้างสรรค์และเผยแพร่ความคิดเห็นที่ส่งผลต่อการตัดสินใจในระดับนโยบายของประเทศ

ในมิติของแบรนด์ งาน "Thailand Outlook" เป็นการรวมพลังของเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญและพันธมิตรที่สำนักข่าวได้สร้างสมมาตลอด 4 ปี การดึงดูดสปอนเซอร์และผู้เข้าร่วมงานระดับสูงบ่งบอกถึง มูลค่าทางการตลาด (Market Value) ที่สูงของ THE STATES TIMES ซึ่งกลายเป็นแพลตฟอร์มที่ทรงพลังสำหรับการสื่อสารทางการตลาดเชิงความคิด (Thought Leadership Marketing) การมีส่วนร่วมกับงานนี้ช่วยให้แบรนด์ต่าง ๆ สามารถเชื่อมโยงตนเองเข้ากับประเด็นเชิงยุทธศาสตร์และภาพลักษณ์ขององค์กรที่มีความรู้ความเข้าใจในทิศทางของประเทศ

ความสำเร็จของการจัดงานครบรอบ 4 ปีนี้เป็นบทสรุปของการเดินทางที่ยาวนาน ตั้งแต่การเริ่มต้นจากการเป็นสื่อออนไลน์เล็ก ๆ จนกระทั่งกลายมาเป็นสำนักข่าวที่มีความสามารถในการสร้างวาระแห่งชาติ (Agenda Setting) และได้รับการยอมรับจากทุกภาคส่วนในสังคม การจัดงานนี้จึงเป็นหมุดหมายที่ตอกย้ำว่า THE STATES TIMES ได้เปลี่ยนสถานะอย่างสมบูรณ์จาก "สื่อทางเลือก" สู่ "สื่อกระแสหลักที่มีอิทธิพลทางความคิด" ที่มีส่วนในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงของประเทศไทยในยุคดิจิทัลต่อไป
 

สมาคมประกันวินาศภัยไทย จัดทำมาตรฐานกลางการซ่อมรถยนต์ เพิ่มความชัดเจนค่าขาดประโยชน์ สร้างเกณฑ์กลางลดข้อพิพาท

สมาคมประกันวินาศภัยไทยจัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลง "กรอบระยะเวลาการจัดซ่อมรถยนต์ระหว่างบริษัทประกันวินาศภัย เพื่อการชดใช้ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ" เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2568 โดยมีบริษัทประกันวินาศภัยเข้าร่วมลงนามจำนวน 32 บริษัท ถือเป็นความร่วมมือครั้งสำคัญของอุตสาหกรรมประกันภัยไทยในการสร้างมาตรฐานกลางด้านการซ่อมรถยนต์

สร้างเกณฑ์กลางลดข้อพิพาท

ดร.สมพร สืบถวิลกุล นายกสมาคมประกันวินาศภัยไทย เปิดเผยว่า คณะกรรมการประกันภัยยานยนต์ สมาคมประกันวินาศภัยไทย ได้จัดทำกรอบระยะเวลาการจัดซ่อมรถยนต์ให้เป็น "เกณฑ์กลาง" ที่สามารถนำไปใช้ได้ในทุกบริษัทประกันวินาศภัย เพื่อใช้เป็นเกณฑ์ในการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนด้านค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถให้มีความชัดเจนและเป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วทั้งอุตสาหกรรม

การกำหนดเกณฑ์นี้คำนึงถึงความเป็นธรรมต่อผู้เอาประกันภัย และสะท้อนความเป็นจริงของกระบวนการซ่อมรถยนต์ในปัจจุบัน ซึ่งจะช่วยลดข้อพิพาทและลดจำนวนเรื่องร้องเรียนด้านค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถได้ นอกจากนี้ยังช่วยให้บริษัทประกันภัยสามารถประเมินจำนวนวันที่เหมาะสมได้อย่างเป็นระบบ และช่วยให้ผู้เอาประกันภัยได้รับการชดเชยที่สะท้อนงานซ่อมจริง ลดข้อโต้แย้งและเพิ่มความพึงพอใจต่อการให้บริการ

3 องค์ประกอบหลักของเกณฑ์มาตรฐาน

เกณฑ์การจัดซ่อมรถยนต์ที่สมาคมฯ จัดทำขึ้นมีหลักการสำคัญคือ การประเมินเวลาอย่างเป็นธรรม สะท้อนงานซ่อมที่แท้จริง และยึดข้อมูลเชิงเทคนิคของอู่ซ่อมรถมาตรฐานทั่วประเทศ โดยพิจารณาจาก 3 องค์ประกอบหลัก ได้แก่

หนึ่ง พิจารณาตามลักษณะงานซ่อม
สอง จำนวนชิ้นงาน
สาม จำนวนวันซ่อมตามจริง

การกำหนดกรอบระยะเวลาในการจัดซ่อมนี้ช่วยให้บริษัทประกันภัยมีแนวทางที่ชัดเจน เที่ยงตรง และสะท้อนสภาพการซ่อมจริงมากที่สุด ในการพิจารณาการชดใช้ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถได้อย่างเป็นธรรม

กระบวนการจัดทำที่รอบคอบ

การจัดทำ "กรอบระยะเวลาการจัดซ่อมรถยนต์ระหว่างบริษัทประกันวินาศภัย เพื่อการชดใช้ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ" คณะกรรมการประกันภัยยานยนต์ได้มีการประชุมหารือร่วมกับบริษัทสมาชิกที่ประกอบธุรกิจประกันภัยรถยนต์อย่างต่อเนื่อง และแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านงานซ่อมจริงของอู่ทั่วประเทศ พร้อมรับฟังปัญหาและข้อเสนอแนะจากทุกบริษัท เพื่อให้เกณฑ์เวลาที่กำหนดสามารถสะท้อนสภาพปัญหาและข้อเท็จจริงได้ครบถ้วนที่สุด

ก้าวสำคัญของอุตสาหกรรม

การลงนามร่วมของบริษัทประกันวินาศภัยในครั้งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งบทบาทสำคัญของอุตสาหกรรมประกันวินาศภัยไทย ที่สะท้อนเจตนารมณ์ร่วมกันของทุกบริษัทในการพัฒนามาตรฐานการซ่อมรถยนต์ให้ชัดเจน เป็นธรรม และนำไปใช้ได้จริงในทางปฏิบัติ ซึ่งจะช่วยลดปัญหาการร้องเรียน เสริมประสิทธิภาพการจ่ายค่าสินไหมทดแทน และสร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชนผู้ใช้รถทั่วประเทศ

32 บริษัทร่วมลงนาม

บริษัทประกันวินาศภัยที่รับประกันภัยรถยนต์เข้าร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงฯ จำนวน 32 บริษัท ประกอบด้วยผู้ประกอบการรายใหญ่ทั้งไทยและต่างประเทศ ประกอบด้วย 

1. บริษัท กรุงเทพประกันภัย จำกัด (มหาชน)
2. บริษัท กรุงไทยพานิชประกันภัย จำกัด (มหาชน)
3. บริษัท คุ้มภัยโตเกียวมารีนประกันภัย (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)
4. บริษัท จรัญประกันภัย จำกัด (มหาชน)
5. บริษัท เจมาร์ท ประกันภัย จำกัด (มหาชน)
6. บริษัท ชับบ์สามัคคีประกันภัย จำกัด (มหาชน)
7. บริษัท ซมโปะ ประกันภัย (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)
8. บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน)
9. บริษัท ทูนประกันภัย จำกัด (มหาชน)
10. บริษัท เทเวศประกันภัย จำกัด (มหาชน)
11. บริษัท ไทยพัฒนาประกันภัย จำกัด (มหาชน)
12. บริษัท ไทยไพบูลย์ประกันภัย จำกัด (มหาชน)
13. บริษัท ไทยเศรษฐกิจประกันภัย จำกัด (มหาชน)
14. บริษัท ธนชาตประกันภัย จำกัด (มหาชน)
15. บริษัท นวกิจประกันภัย จำกัด (มหาชน)
16. บริษัท นิวอินเดีย แอสชัวรันซ์ จำกัด (สาขาประเทศไทย)
17. บริษัท ประกันภัยไทยวิวัฒน์ จำกัด (มหาชน)
18. บริษัท ฟอลคอนประกันภัย จำกัด (มหาชน)
19. บริษัท มิตซุย สุมิโตโม อินชัวรันซ์ จำกัด สาขาประเทศไทย
20. บริษัท มิตรแท้ประกันภัย จำกัด (มหาชน)
21. บริษัท เมืองไทยประกันภัย จำกัด (มหาชน)
22. บริษัท รู้ใจประกันภัย จำกัด (มหาชน)
23. บริษัท สตาร์ อินเตอร์เนชั่นแนล อินชัวรันซ์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)
24. บริษัท สหมงคลประกันภัย จำกัด (มหาชน)
25. บริษัท อลิอันซ์ อยุธยา ประกันภัย จำกัด (มหาชน)
26. บริษัท อินชัวร์เวิร์ส จำกัด (มหาชน)
27. บริษัท เออร์โกประกันภัย (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)
28. บริษัท เอไอจีประกันภัย จำกัด (มหาชน)
29. บริษัท แอกซ่าประกันภัย จำกัด (มหาชน)
30. บริษัท แอลเอ็มจีประกันภัย จำกัด (มหาชน)
31. บริษัท ไอแคร์ ประกันภัย จำกัด (มหาชน)
32. บริษัท ไอโออิ กรุงเทพ ประกันภัย จำกัด (มหาชน)

‘สุริยะใส’ ชี้ ไทยกล้าพูด “ไม่” กับสหรัฐฯ ส่งสัญญาณจุดเปลี่ยนภูมิรัฐศาสตร์ไทย ท่าทีแข็งกร้าวคือการยกระดับสถานะ จากประเทศผู้ตามสู่รัฐที่มีอำนาจต่อรอง

‘สุริยะใส’ วิเคราะห์ท่าทีผู้นำไทยที่ไม่ยอมอ่อนข้อด้านความมั่นคงตามแรงกดดันจากสหรัฐฯ มองเป็นการขยับสถานะประเทศจากผู้ตามสู่รัฐที่มีอำนาจต่อรอง ย้ำโลกหลายขั้วต้องยืนบนผลประโยชน์ชาติ ไม่ใช่การเดินตามมหาอำนาจ

เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2568 - รศ.ดร.สุริยะใส กตะศิลา รองอธิการบดีฝ่ายบริหาร มหาวิทยาลัยรังสิต โพสต์เฟซบุ๊กว่า เมื่อไทยกล้าพูด “ไม่” กับมหาอำนาจ: จุดเปลี่ยนของภูมิรัฐศาสตร์ไทยในโลกหลายขั้ว

ท่าทีแข็งกร้าวของผู้นำการเมืองไทยในครั้งนี้ โดยเฉพาะการไม่ยอมคลี่คลายเงื่อนไขด้านความมั่นคงตามแรงกดดันจากสหรัฐฯ คือการท้าทายสมมติฐานเดิมที่สังคมไทยจำนวนไม่น้อยคุ้นชิน นั่นคือไทยควร “เดินตาม” มหาอำนาจตะวันตกเพื่อแลกกับความมั่นคง ความคิดแบบ pro-US ที่เชื่อว่าการยืนข้างสหรัฐฯ โดยอัตโนมัติคือคำตอบ อาจไม่สอดคล้องกับโลก geopolitics ที่กำลังแตกตัวเป็นหลายขั้ว และแข่งขันกันอย่างซับซ้อนมากขึ้น

ในโลกปัจจุบัน ความสัมพันธ์กับมหาอำนาจไม่ใช่เรื่องของความจงรักภักดี แต่คือเรื่องของอำนาจต่อรองและผลประโยชน์แห่งรัฐ การที่ไทยยืนยันจะไม่หยุดยิงจนกว่าจะมั่นใจในความปลอดภัยของตนเอง จึงเป็นการประกาศอย่างชัดว่าไทยไม่ยอมให้ความมั่นคงของชาติถูกลดทอนเป็นเพียงเครื่องมือในยุทธศาสตร์ระดับภูมิภาคของใครก็ตาม ไม่ว่าสหรัฐฯ จะนิยามสถานการณ์นั้นว่าอย่างไร

สาย pro-US มักมองว่าความแข็งกร้าวเช่นนี้จะทำให้ไทย “เสียเพื่อน” แต่ในเชิงยุทธศาสตร์ ประเทศที่ไม่มีจุดยืนชัดเจนต่างหากที่ไม่มีใครให้ความสำคัญ มหาอำนาจไม่ได้เคารพรัฐที่เชื่อฟังเสมอไป หากแต่เคารพรัฐที่รู้ว่าตนเองต้องการอะไร และพร้อมปกป้องเส้นแดงของตนเองอย่างมีเหตุผล ความแข็งกร้าวครั้งนี้จึงไม่ได้ลดคุณค่าของพันธมิตร แต่กลับยกระดับสถานะของไทยจากผู้ตามไปสู่ผู้ที่ต้องถูกนำมาคำนวณในสมการอำนาจ

ที่สำคัญ สงครามยุคใหม่ไม่ได้ตัดสินกันด้วยกระสุนเพียงอย่างเดียว แต่ตัดสินกันด้วยการกำหนดกรอบความชอบธรรม หากไทยยอมอ่อนข้อภายใต้แรงกดดันจากสหรัฐฯ ในจังหวะที่ภัยคุกคามยังไม่หมดไป นั่นจะกลายเป็นบรรทัดฐานว่าไทยพร้อมปรับความมั่นคงของตนเพื่อรักษาภาพลักษณ์ในสายตาพันธมิตร ซึ่งเป็นสัญญาณอันตรายในระยะยาวสำหรับรัฐขนาดกลางอย่างไทย

ท้ายที่สุด การที่ผู้นำการเมืองไทยกล้าแสดงความแข็งกร้าวต่อสหรัฐฯ อย่างเป็นรูปธรรม อาจทำให้สาย pro-US ไม่สบายใจในวันนี้ แต่ในโลกที่ geopolitics กำลังรุนแรงขึ้น การยืนหยัดเช่นนี้คือการวางตำแหน่งใหม่ของไทยในฐานะรัฐที่มี strategic autonomy ไม่ตกเป็นเครื่องมือของขั้วใดขั้วหนึ่ง และไม่ยอมให้ความมั่นคงของชาติถูกต่อรองแทน 

หากไทยจะอยู่รอดอย่างมีศักดิ์ศรีในสงครามภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้อ การกล้าพูด “ไม่” กับมหาอำนาจในจังหวะที่เหมาะสม อาจไม่ใช่ความเสี่ยง แต่คือความจำเป็น...
 

กลับมาทวงบัลลังก์ เฉือนเดือดก่อนปิดขาด พลิกแซงชนะศุภนิดาถึง 2-0 เกม ผงาดเหรียญทองซีเกมส์ครั้งแรก

(15 ธ.ค. 68) การแข่งขันแบดมินตันในซีเกมส์ 2025 รอบสุดท้ายที่ยิมเนเซียม 4 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ได้บทสรุปในประเภทหญิงเดี่ยวเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2568 โดย "เมย์" รัชนก อินทนนท์ มืออันดับ 8 โลก ชนะ "เม" ศุภนิดา เกตุทอง มืออันดับ 12 โลก 2-0 เกม 21-19 และ 21-7 คว้าเหรียญทองได้เป็นครั้งแรกในชีวิต

เกมแรกเริ่มด้วยการที่ศุภนิดานำห่าง 11-2 แต่รัชนกงัดเกมเก๋า ไล่ตามเก็บแต้มก่อนจะแซงขึ้นนำในช่วงท้ายเกมด้วยความนิ่งและความมั่นใจ ขณะที่เกมที่สองเธอสามารถคุมจังหวะเกมได้ดีและชนะขาด 21-7 ปิดเกม 2-0 อย่างเหนือชั้น

หลังชนะการแข่งขัน รัชนกโพสต์ใน X ว่า "นี่คือการปลดล็อกครั้งสำคัญ" และนับเป็นเหรียญทองประเภทบุคคลซีเกมส์ครั้งแรกในประวัติศาสตร์อาชีพ เธอเคยได้เหรียญเงินและทองแดงในซีเกมส์ก่อนหน้านี้

นอกจากนี้ ทัพแบดมินตันไทยยังสามารถกวาดเหรียญทองรวม 3 เหรียญ จากทีมหญิง คู่ผสม และหญิงเดี่ยว รวมถึงเหรียญเงิน 2 เหรียญ และเหรียญทองแดง 1 เหรียญ ซึ่งเป็นความสำเร็จยิ่งใหญ่ของเจ้าภาพ ซีเกมส์ 2025

พิธีมอบเหรียญจัดขึ้นท่ามกลางบรรยากาศแสดงความยินดีจากผู้ใหญ่ในวงการกีฬาและแฟนกีฬาไทย ถือเป็นการปิดฉากผลงานแบดมินตันที่สวยงามในซีเกมส์ครั้งนี้

 

โดรน FPV สู่สมรภูมิไทย-กัมพูชา! 'โดรนกามิกาเซ่' ถูกใช้โจมตีทหารไทย เลียนแบบโมเดลยูเครนใช้ต่อกรรัสเซีย กับคำถามใครถ่ายทอดให้ในเวลาอันสั้น?

ชำแหละ เทคนิคโดรนกามิกาเซ่ เขมรเรียนมาจากใคร

กลับมาสู่สงครามไทย-กัมพูชาที่เปิดฉากขึ้นอีกครั้ง  ในครั้งนี้เราจะเห็นได้ว่านอกจากเครื่องยิงจรวดที่ฝั่งกัมพูชาขนมาใช้แล้วยังมีโดรนกามิกาเซ่ หรือ ในวงการเรียกกันว่า โดรนมุมมองบุคคลที่ 1 หรือ โดรน FPV ที่ย่อมาจาก First-Person View Drone นั่นเอง 

ประวัติของโดรน FPV นั้นเกิดมาตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยกองทัพเรือสหรัฐอเมริกาใช้อากาศยานไร้คนขับแบบพุ่งชนที่ใช้ระบบภาพและควบคุมระยะไกลด้วยกล้องโทรทรรศน์ โดยใช้อากาศยานนี้พุ่งชนเป้าหมาย หน่วยที่ใช้คือ หน่วย Special Task Air Group One (STAG-1) ของกองทัพเรือสหรัฐ ซึ่งได้ปฏิบัติภารกิจด้วย TDR-1 จากฐานบินที่ Banika Field และพื้นที่ Russell Islands ในหมู่เกาะโซโลมอน  และจากเกาะกรีน  เพื่อโจมตีเป้าหมายของญี่ปุ่นในช่วง เดือนกันยายน–ตุลาคม 1944  ซึ่งนี่เองเป็นเครื่องต้นแบบและถูกพัฒนามาเป็นโดรน FPV ในที่สุด 

ส่วนในปัจจุบันสงครามที่มีการใช้โดรน FPV คือสงครามยูเครน-รัสเซียนั่นเอง  แต่การใช้โดรนของทั้งสองฝ่ายมีความแตกต่างกัน โดยเอย่าจะอธิบายว่า ฝ่ายรัสเซียเลือกใช้โดรนโจมตีป้อมค่ายเพื่อเปิดแนวรบให้ทหารราบหรือใช้ป้องกันแนวตั้งรับเพื่อจำกัดขอบเขตการโจมตีของฝ่ายตรงข้าม ในขณะที่ฝ่ายยูเครนมีการใช้โดรน FPV มากกว่าในการสอดแนมและโจมตีเป็นหลัก โดยจะเน้นโจมตีไปยังโจมตียานพาหนะและอุปกรณ์ฝ่ายรัสเซีย 

หันกลับมาดูสงครามไทย-กัมพูชาบ้าง  ปัจจุบันไม่มีหลักฐานยืนยันว่ากองทัพไทยได้นำโดรน FPV แบบพุ่งชนไปใช้โจมตีฝ่ายกัมพูชา ในสถานการณ์ปะทะชายแดนซึ่งต่างจากฝ่ายกัมพูชาที่มีหลักฐานว่ามีการใช้โดรน FPV ซึ่งใช้โจมตีแบบเดียวกับโมเดลของกองกำลังยูเครนใช้ในการปะทะกับฝ่ายรัสเซียและโดรน FPV นี่เองที่เป็นสาเหตุที่ทำให้เหล่าทหารกล้าของไทย  คำถามคือใครเป็นคนถ่ายทอดเทคโนโลยีนี้ให้แก่ กัมพูชาในระยะเวลาอันสั้นแบบนี้

อีกเรื่องคืออยู่ดีๆไทยก็ไปยึดอาวุธที่มาจากจีนได้แบบเหมือนทิ้งให้เรายึดแบบง่ายๆ คำถามคือ ถ้าฐานนั้นมีอาวุธรุ่นล่าสุดขนาดนี้ทำไมกองทัพกัมพูชาไม่ใช้ตอบโต้กับไทย แต่กับทิ้งฐานพร้อมอาวุธเหล่านี้ให้ไทยยึดเอาง่ายๆ  กูรูสงครามที่เอย่าไปพบมีความเห็นน่าสนใจว่า

1. กองทัพกัมพูชาได้อาวุธนี้จากฝ่ายไหน ถ้าได้จากจีนจริง  จีนต้องถ่ายทอดเทคโนโลยีการใช้งานให้ ไม่ใช่ซื้อมาทิ้งแบบนี้

2. ข่าวนี้ออกมาเพื่อเบี่ยงประเด็นเรื่องคนขับโดรนที่โดนระบุว่าเป็นพวกหัวทองขับโดรนจู่โจม ซึ่งสาวไปสาวมาจะพบว่าเป็นพวกหัวทองเดียวกันกับที่สอนกองทัพกะเหรี่ยงใช้โดรนจู่โจมกองทัพเมียนมาจนแตกพ่าย

3. การป้ายสีครั้งนี้เพื่อพยายามจะดิสเครดิตจีนในสายตาของฝ่ายไทยหรือเปล่า แต่คงลืมไปว่ามีคนไทยจำนวนไม่น้อยที่มองออกถึงการจัดฉากครั้งนี้ว่าอาวุธมันใหม่เสียจนเหมือนเอามาตั้งไว้เพื่อให้จับมากกว่าเอามาใช้งานเพราะอาวุธที่จับได้ทั้งหมดไม่มีการใช้งานแต่อย่างใด

สุดท้ายคงต้องถามกองทัพไทยว่ามองออกหรือยังว่าใครคือ "มหามิตร" หรือ "หมามิตร"

‘ชูวิทย์’ โต้ ‘ธนาธร’ หาก ‘พิธา’ เป็นนายกฯ วันนั้น สถานการณ์ชายแดนจะยิ่งบานปลาย ไทยคงเสียดินแดนให้กัมพูชา

เมื่อวันที่14 ธันวาคม 2568) นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตหัวหน้าพรรครักประเทศไทย โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า ...

“หากพิธาเป็นนายกฯ วันนั้น สถานการณ์ชายแดนจะไม่มาถึงจุดนี้”
 

นี่คือสิ่งที่คุณธนาธรเข้าใจผิดอย่างมาก

หากคุณพิธาเป็นนายกฯ ในวันนั้น

นอกจากสงครามจะยังเกิดเหมือนเดิมแล้ว สถานการณ์จะบานปลายยิ่งกว่าเก่า

ไทยจะเสียดินแดนให้กับ “จิ้งจอกเฒ่าฮุนเซน”

ทำไมผมกล่าวเช่นนั้น ลองฟังเหตุผล

เทียบกันระหว่าง พิธา กับ ฮุนเซน ปอนด์ต่อปอนด์ เหมือนเอามวยรุ่นไลท์เวท ไปขึ้นเวทีชกกับรุ่นเฮฟวีเวท

ไม่ใช่คุณพิธาไม่เก่ง แต่องค์ความรู้ ประสบการณ์ห่างชั้นมาก

จิ้งจอกเฒ่าฮุนเซน อยู่ในสนามรบตั้งแต่คุณพิธายังไม่ได้ตั้งไข่

ฮุนเซนเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศตั้งแต่อายุ 27 ปี

ไม่ยึดถืออุดมการณ์สุดโต่งแบบคุณธนาธร คุณพิธา คุณเท้ง แห่งพรรคประชาชน

ฮุนเซนเติบโตเป็นนักการเมืองสายปฏิบัติ ยอมเจรจาปรับตัวต่อรอง

เป็นนักรบจนเสียตาไป 1 ข้าง ผ่านประสบการณ์หลากหลายเจียนอยู่เจียนตาย

จนต้องไปพึ่งเวียดนามเพื่อให้ได้ชัยชนะ

ฮุนเซนเป็น “สายปฏิบัติ“ ไม่ใช่ “สายอุดมคติ” อย่างพรรคประชาชน

พรรคประชาชนเป็นการเมืองแบบที่ไม่ปรับตัว ยึดถือความคิดตัวเอง ตรงๆ ทื่อๆ ไม่รู้จักชั้นเชิงการเมือง

เล่นเกมการเมืองในประเทศที่ไม่มีใครเล่นด้วย แต่เป็นเกมที่ต้องเล่น ทำให้พรรคประชาชนโดดเดี่ยวไม่มีใครเอาด้วย

พรรคประชาชนต้องรู้จักระบบการเมืองไทยให้ดี และต้องใช้เวลาในการเปลี่ยนแปลง

ไม่สามารถพลิกฟ้าด้วยฝ่ามือ

แม้เข้าใจแนวทางอุดมการณ์ของพรรค แต่เมื่อเกมการเมืองมีคู่แข่งขันที่พลิกแพลงมาก มีประสบการณ์ เจนจัดกับระบบ

การที่พรรคประชาชนจะยึดถือความตรงไปตรงมา เป็นสิ่งดีที่จะใช้กับประชาชน

แต่กับระบบการเมืองไม่สามารถตอบโจทย์ได้

หากขาดความแหลมคม เล่ห์เหลี่ยมที่จำเป็นต้องใช้ในการเจรจาต่อรอง

ยิ่งเป็นช่วงสงครามถูกรุกรานอธิปไตย ต้องแสดงท่าทีแข็งกร้าว

ปกป้องดินแดน ยึดพื้นที่ให้ได้มาก การเจรจาถึงจะได้เปรียบ

ไม่ได้หิวสงคราม เพราะไทยไม่ได้ก่อ แต่เหตุมาจากฮุนเซนเสียผลประโยชน์ในเรื่อง “สแกมเมอร์”

มันไม่ใช่การค้าที่ตรงไปตรงมา จะได้ “วินวินกันทั้งสองฝ่าย“

แต่ต้อง “เราวินเพื่อสั่งสอนจิ้งจอกเฒ่าสารพัดพิษฮุนเซนรู้ว่าไทยทันเกมของฮุนเซน“

การเป็นผู้นำประเทศได้จึงต้องมากประสบการณ์ รู้จักทั้งบุ๋นและบู๊ รู้จักระบบ รู้จักใช้คนเข้ากับสถานการณ์

ยังมีเหตุผลอื่นๆ อีกมาก ที่หากคุณพิธาเป็นนายกฯ สถานการณ์จะไม่ใช่ที่คุณธนาธรบอกว่า

“จะไม่มาถึงจุดนี้เด็ดขาด”

แต่กลับจะเลยจุดออกทะเลไปไกล เพราะความด้อยประสบการณ์ทางการเมือง

แม้แต่เวทีในประเทศยังยอมถูกหลอก

หากเป็นเวทีระหว่างประเทศแม้จะพูดภาษาอังกฤษเก่ง

แต่ในเวทีโลกภาษาไม่ได้เกี่ยวข้อง มันอยู่ที่กึ๋น หรือประสบการณ์มากกว่า

นี่คือสิ่งที่คุณพิธา หรือพรรคประชาชนไม่มีเอาเสียเลย

หากจะเรียกว่าเป็น “ละอ่อนทางการเมือง“ ก็ว่าได้

จากการพลาดแล้วพลาดอีกตั้งแต่ต้นจัดตั้งรัฐบาลยันยุบสภา

ต้องตอบว่าเพราะอะไรที่พรรคประชาชน ที่ได้คะแนนเสียงมากสุดเป็นอันดับหนึ่ง ถึงไม่ได้เป็นแกนนำรัฐบาล กลับถูกเบี้ยวแล้วเบี้ยวอีก

แม้โอกาสมาอยู่ต่อหน้า แต่ด้วยความซื่อไปเชื่อใจคุณอนุทินที่มีคนกำกับการแสดงบงการอยู่เบื้องหลัง

ที่สำคัญคือความดื้อรั้น มั่นใจในตัวเอง ที่มีมากเกินไปจนไม่ฟังใคร

ตามสไตล์คนรุ่นใหม่ไฟแรงอย่างพรรคประชาชนของคุณธนาธร จะทำให้พังตั้งแต่ต้นยันจบ

คุณธนาธรคงจำในสิ่งที่พูดเองเมื่อไม่นานนี้กรณี “เขากระโดง” และ “ฮั้ว ส.ว.” ได้ดี

หรือกระทั่งตอนโหวตให้คุณอนุทินเป็นนายกฯ แล้วหวังจะให้พรรคภูมิใจไทยแก้รัฐธรรมนูญให้ภายใน 4 เดือน

แล้วป่านนี้มันได้เป็นอย่างที่คุณธนาธรพูดเอาไว้ไหม?

ทั้งที่ใครต่อใครก็เตือนไว้ว่า ไม่มีใครทำการเมืองแบบนี้

แต่คุณวิโรจน์ยืนยันเองว่า “ทำการเมืองแบบซื่อ ๆ ตรงไปตรงมา”

แล้วคุณอนุทินเขาตรงๆ ซื่อ ๆ กับพรรคประชาชนหรือไม่?

อย่างน้อยประสบการณ์อย่างนี้ ได้สอนอะไรให้พรรคประชาชนได้บ้าง

ผมมิได้มีเจตนาจะดูถูก ลิดรอนสิทธิ ความคิด ความเชื่อมั่น ของพรรคประชาชนแต่อย่างใด

เพียงแต่ความคิดของผู้นำจิตวิญญาณอย่างคุณธนาธร มิได้มีผลดีใดๆ กับประเทศชาติ ประชาชน

จึงจำเป็นต้องกระตุกไม่ให้เสียนิสัย

แม้อุตส่าห์จัดอีเว้นท์ขอโทษประชาชนที่ทำผิดพลาด

แต่ยังวาดฝันขอได้เกิน 250 ส.ส. เป็นพรรคเดี่ยวเพื่อจัดตั้งรัฐบาลอีก

คิดแบบนี้นี่ไงถึงต้องทำความเข้าใจกันใหม่ว่า

“ไม่ใช่ขอโทษ แต่กลับขอโอกาสเพิ่มมากขึ้นอีก”

ที่ขอโทษก็ไม่ทราบว่าขอโทษที่แก้ไขรัฐธรรมนูญไม่สำเร็จ

หรือขอโทษที่ไปหลงเชื่อคารมคมหอกของพรรคภูมิใจไทย?

เมื่อทำพลาด ประชาชนให้ส้มไปมากในคราวเลือกตั้งครั้งที่แล้ว เกินที่พรรคประชาชนจะคาดหวัง

ยังเขวี้ยงส้มตกพื้น

แล้วครั้งนี้จะยังมาขอส้มเพิ่มมากกว่าเดิมอีก

ผู้ใหญ่จะเรียกเด็กอย่างนี้ว่า “เด็กเสียนิสัย” ครับ

 

ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนฯ พระองค์ทรงโพสต์รูปคู่ “แบมแบม” หลังเสด็จร่วมงานอีสปอร์ต สร้างความประทับใจแฟนคลับ

(15 ธ.ค. 68) ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ทรงโพสต์รูปพระองค์คู่กับศิลปินหนุ่มชื่อดัง 'แบมแบม GOT7' ผ่านอินสตาแกรมส่วนพระองค์ @nichax หลังเสด็จร่วมงาน PUBG United Festival 2025 ที่จัดขึ้น ณ รอยัล พารากอน ฮอลล์ สยามพารากอน ระหว่างวันที่ 12–14 ธันวาคม 2568

ในโพสต์ดังกล่าวพระองค์ทรงโพสท่าหัวใจที่แก้มและมินิฮาร์ตกับแบมแบม พร้อมเลือกใช้เพลง "WONDERING" ของแบมแบมประกอบ นอกจากนี้ยังทรงแทรกข้อความแคปชั่นว่า "PUBG United Festival 2025 #BamBam #ESport #ToBeNumberOne #Paragon #เพราะเราเป็นกำลังใจให้กัน #ไม่ว่างไม่ใช่ไม่สวย" ซึ่งสร้างความประทับใจแก่แฟนคลับและชาวเน็ตจนกลายเป็นไวรัลในโลกออนไลน์

การเสด็จร่วมงานครั้งนี้สะท้อนการสนับสนุนกิจกรรมเยาวชนที่สอดคล้องกับแนวทางโครงการ 'To Be Number One' ที่พระองค์ทรงยึดมั่นและส่งเสริมอย่างต่อเนื่อง โดย PUBG United Festival 2025 ถือเป็นงานใหญ่ของวงการอีสปอร์ตที่รวมการแข่งขัน PUBG Global Championship และ PUBG Mobile Global Championship ภายใต้เทศกาลเดียวกัน

แฟน ๆ ต่างกล่าวชื่นชมความน่ารักและเป็นกันเองของทูลกระหม่อมหญิงและ 'แบมแบม' ผ่านโพสต์ที่เผยแพร่ออกไป ซึ่งสร้างบรรยากาศอบอุ่นและกระตุ้นความสนใจต่อกิจกรรมอีสปอร์ตในประเทศไทยอย่างมาก

หนุนปิดอ่าวไทยสกัดส่งน้ำมัน จี้ ‘ตัดไฟ-ตัดเน็ต’ ขั้นเด็ดขาด เตือน ‘ช่วยข้าศึก’ โทษอาญาร้ายแรง ย้ำชัด ต้องมีบทลงโทษอย่างชัดเจน

(15 ธ.ค. 68) นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้แสดงความเห็นต่อสถานการณ์การสู้รบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา โดยสนับสนุนให้รัฐบาลใช้มาตรการ "ตัดช่องทางลำเลียงยุทธปัจจัย" เข้าสู่กัมพูชาอย่างเด็ดขาด

นายพีระพันธุ์ยืนยันว่า ตนเห็นด้วยกับมาตรการล่าสุดของกองทัพที่สั่งให้ปิดอ่าวไทยและช่องทางอื่นๆ เพื่อสกัดการลำเลียงยุทธปัจจัยโดยเฉพาะน้ำมันไปยังประเทศกัมพูชา ซึ่งเป็นแนวคิดที่ตนเสนอมาอย่างต่อเนื่องและได้ตอบคำถามในโซเชียลมีเดียก่อนหน้านี้ว่า จำเป็นต้องตัดช่องทางการลำเลียงน้ำมันและยุทธปัจจัยต่าง ๆ เข้าสู่ประเทศกัมพูชาให้หมด  

นายพีระพันธุ์ ระบุว่า นอกจากน้ำมันแล้ว ยังมีประเด็นสำคัญอีกเรื่อง คือ เรื่องไฟฟ้า โดยคณะรัฐมนตรีชุดก่อนได้มีมติให้ยุติการขายและส่งไฟฟ้าไปยังกัมพูชาแล้ว และได้ย้ำให้ตรวจสอบว่า การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคได้ดำเนินการแล้วหรือไม่ ขณะเดียวกัน เรื่องสัญญาณอินเทอร์เน็ตก็ต้องเข้มงวดไม่แพ้กัน ต้องตรวจสอบอย่างจริงจัง ว่ามีการลักลอบส่งสัญญานอินเตอร์เน็ตหรือไม่ และการบังคับใช้กฎหมายจะต้องเป็นไปอย่างเด็ดขาด มีบทลงโทษที่ชัดเจน

นายพีระพันธุ์ย้ำว่า การดำเนินการทั้งหมดต้องมีการตรวจสอบและกวดขันอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะในประเด็นการช่วยเหลือฝ่ายตรงข้าม "เราต้องถือว่า การส่งยุทธปัจจัยนับเป็นการช่วยเหลือข้าศึกศัตรูของประเทศ ถือเป็นความผิดร้ายแรงตามกฎหมายอาญา"


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top