Monday, 8 June 2026
TheStatesTimes

วิเคราะห์ตัวเลข 'ทุนไทยบุกโลก' สัญญาณชัดเงินทะลักบริษัทกระดาษ สุดท้ายจอดป้าย ‘เกาะสวรรค์ด้านภาษี’ สะท้อนรัฐไทยตามเกมการวางแผนภาษีไม่ทัน

เวลารัฐบาลหรือหน่วยงานเศรษฐกิจออกมาเล่า “ความสำเร็จ” ว่าทุนไทยบุกโลก ตัวเลขหนึ่งที่ถูกหยิบมาอ้างบ่อยมากคือ FDI ของไทยในต่างประเทศ (Thai Direct Investment – TDI) ฟังเผิน ๆ เหมือนภาพสวย – ธุรกิจไทยไปลงทุนทั่วโลก ตั้งโรงงาน ซื้อกิจการ สร้างงานนอกประเทศ

แต่ถ้าเปิดดูปลายทางจริง ๆ ของเงินลงทุนเหล่านี้ ในสถิติของแบงก์ชาติ กลับพบภาพที่ชวนตั้งคำถามว่า

เงินลงทุนไทย “บุกโลก” จริง ๆ หรือแค่ “วิ่งไปจอดอยู่ในสวรรค์ภาษี” ผ่านบริษัทกระดาษ?

บทความนี้ชวนดูเกมที่ซ่อนอยู่หลังตัวเลข FDI แบบที่สื่อไทยแทบไม่ค่อยเล่า

1. เปิดตารางแบงก์ชาติ: FDI ไทยไปไหนกันแน่

แบงก์ชาติมีตารางสถิติชื่อ EC_XT_064: Thai Direct Investment Position Abroad Classified by Country แสดงยอด “สต็อก” การลงทุนโดยตรงของคนไทยในต่างประเทศ แยกตามประเทศ/ดินแดนปลายทาง อัปเดตรายไตรมาส

ถ้าดูตัวเลขล่าสุด ๆ จะเห็นชื่อประเทศ/ดินแดนปลายทางชุดหนึ่งที่โผล่ขึ้นมาโดดเด่นมาก คือ
• ฮ่องกง – มียอด TDI ของไทยระดับหลายหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ
• สิงคโปร์ – อีกหนึ่งศูนย์กลางการลงทุนที่ยอด TDI ไทยสูงต่อเนื่อง
• เนเธอร์แลนด์ – ขึ้นชื่อในฐานะ “investment hub” ของยุโรป
• มอริเชียส, หมู่เกาะเคย์แมน, British Virgin Islands (BVI) – ดินแดนเล็ก ๆ แต่ยอด TDI ไทยระดับหมื่นล้านดอลลาร์รวมกันในช่วงหลัง ๆ

คำถามคือ ไทยมีโรงงาน มีห้าง มีสายการผลิตจริง ๆ ในมอริเชียส หรือ BVI มากขนาดนั้นเลยหรือ?

คำตอบส่วนใหญ่คือ ไม่ ในโลกเศรษฐกิจจริง ดินแดนเหล่านี้ไม่ได้เป็น “ตลาดผู้บริโภค” หรือ “ฐานการผลิต” ของทุนไทยเท่ากับเวียดนาม อินโดนีเซีย ลาว กัมพูชา หรือแม้แต่จีนและญี่ปุ่น

แต่มันกลับปรากฏในสถิติการลงทุนไทยในฐานะ “ปลายทางใหญ่” เพราะในโลกของ FDI ดินแดนเหล่านี้มักทำหน้าที่อย่างหนึ่งคือ

“ท่อผ่านเงินลงทุน” (pass-through / investment hub / tax haven) ให้ทุนจากประเทศ A วิ่งผ่านที่นี่ ไปลงทุนจริงในประเทศ B อีกทอดหนึ่ง

2. โลกเรียกมันว่า “Phantom FDI”: การลงทุนที่มีแต่กระดาษ ไม่มีโรงงาน

IMF และนักวิจัยด้านภาษี–การเงินระหว่างประเทศ เรียก FDI แบบนี้ว่า “Phantom FDI” หรือแปลตรง ๆ คือ “FDI ผี” – ตัวเลขการลงทุนที่ไปจอดอยู่ในบริษัทเปลือก (shell company) หรือ นิติบุคคลเพื่อวัตถุประสงค์พิเศษ (Special Purpose Entity – SPE) ในสวรรค์ภาษี

งานวิจัยของ Damgaard, Elkjaer และ Johannesen ภายใต้ IMF ประเมินว่า
• มูลค่า phantom FDI ทั่วโลกสูงถึงราว 15 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ
• คิดเป็นเกือบ 40% ของ FDI ทั้งระบบ ไม่ใช่จำนวนเล็ก ๆ เลย
• และส่วนใหญ่ไหลไปจอดในกลุ่มประเทศ/ดินแดนอย่าง ลักเซมเบิร์ก, เนเธอร์แลนด์, ไอร์แลนด์, สิงคโปร์, ฮ่องกง, BVI, เคย์แมน, มอริเชียส ฯลฯ

World Bank ก็ย้ำตรงกันว่า มากกว่า 85% ของบริษัท SPE ทั่วโลก ถูกตั้งอยู่ในดินแดนอย่าง BVI, เคย์แมน, ฮ่องกง, สิงคโปร์, เนเธอร์แลนด์, มอริเชียส ฯลฯ ซึ่งถูกออกแบบมาให้เป็น “ทางผ่าน” ทางภาษีและการบัญชีของทุนข้ามชาติ ไม่ใช่ฐานโรงงานจริง

เมื่อย้อนกลับมาดูตัวเลข TDI ของไทยที่ไปกองใน ฮ่องกง–สิงคโปร์–เนเธอร์แลนด์–BVI–เคย์แมน–มอริเชียส มันจึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นสัญญาณว่า

ทุนไทยกำลังเล่นเกมเดียวกับทุนข้ามชาติอื่น ๆ คือใช้ “เกาะสวรรค์ภาษี” และ “investment hub” เป็นชั้นกลางของโครงสร้างลงทุน

3. งานวิจัยไทยก็เห็นสัญญาณ: เงินไทยแวะแคริบเบียนก่อนถึงปลายทางจริง

ไม่ใช่แค่ฝรั่งที่พูดเรื่องนี้ งานวิจัยของ TSRI เรื่อง “ห่วงโซ่มูลค่าและบริษัทข้ามชาติจากประเทศไทย” ที่ใช้ข้อมูลของ UNCTAD และแบงก์ชาติ วิเคราะห์โครงสร้าง FDI ไทยก็เจอภาพคล้ายกัน คือ
• สัดส่วน FDI ไทยจำนวนหนึ่งไหลไปยังกลุ่ม “ละตินอเมริกาและแคริบเบียน”
• ซึ่งในรายละเอียดปรากฏชื่อ British Virgin Islands และ Cayman Islands เป็นปลายทางของ FDI ไทย ทั้ง ๆ ที่ไทยแทบไม่มีเศรษฐกิจจริงผูกพันกับภูมิภาคนี้เท่าไรนัก

ทีมวิจัยชี้ว่า นี่เป็นตัวอย่างของความ “เพี้ยน” ในสถิติ FDI ที่เกิดจากการใช้บริษัทในสวรรค์ภาษีเป็นตัวกลาง ทำให้ตัวเลข TDI ไทย “ดูเหมือน” ลงทุนในแคริบเบียน ทั้งที่เงินนั้นถูกใช้เป็นท่อผ่านไปประเทศอื่นอีกที

พูดง่าย ๆ คือ กราฟ FDI บอกว่า “ไทยไปลงทุนแคริบเบียน” แต่ในความเป็นจริง เราอาจไม่ได้มีโรงงานไทยสักโรงที่ตั้งอยู่บน BVI

4. เคสจริง (แต่ไม่ต้องมโนว่าเลี่ยงภาษีผิดกฎหมาย)

ตัวอย่างโครงสร้างลงทุนแบบซับซ้อน ไม่ได้มีเฉพาะฟาก “ฝรั่ง” ทุนไทยรายใหญ่เองก็ใช้โครงสร้างหลายชั้นผ่าน hub ต่างประเทศเพื่อดีลข้ามชาติ เช่น

4.1 กรณี ThaiBev เทคโอเวอร์ SABECO ในเวียดนาม

ดีลซื้อหุ้น SABECO มูลค่า 4.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2017 ไม่ได้ซื้อแบบตรง ๆ จากไทยไปฮานอย แต่ใช้โครงสร้างบริษัทลูกและบริษัทพันธมิตรในเวียดนามและฮ่องกงหลายชั้น ผ่านนิติบุคคลชื่อ Vietnam Beverage / Vietnam F&B Alliance ฯลฯ เพื่อให้สถานะในทางกฎหมายถือว่าเป็น “นักลงทุนเวียดนาม” จึงผ่านเพดานการถือหุ้นต่างชาติในขณะนั้นได้

โครงสร้างแบบนี้ไม่ได้แปลว่าผิดกฎหมาย แต่อธิบายให้เห็นว่า

การลงทุนข้ามชาติสมัยใหม่ “ต้องเล่นเกมโครงสร้างนิติบุคคล” ไม่ใช่แค่โอนเงินจากบริษัทแม่ที่กรุงเทพฯ ตรงไปบริษัทลูกในต่างประเทศ

4.2 กลุ่ม CP กับบริษัทโฮลดิ้งใน BVI

ในฝั่ง CP ก็มีตัวอย่างที่เห็นชัดในเอกสารสาธารณะ เช่น C.P. Holding (BVI) Investment Company Limited ซึ่งใช้เป็นยานพาหนะในการทำดีลกับ C.P. Lotus ที่จดทะเบียนในเคย์แมน/ฮ่องกงและเข้าตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง ก่อนมีการทำคำเสนอซื้อเพื่อนำหุ้นออกจากตลาด (privatisation) ผ่านศาลในเคย์แมน

อีกครั้ง นี่คือการใช้กรอบกฎหมายระหว่างประเทศตามปกติของทุนขนาดใหญ่ แต่ทำให้เราเห็นความจริงว่า

สำหรับกลุ่มทุนไทยระดับ “ข้ามชาติ” ปลายทางของเงินลงทุนไม่จำเป็นต้องเท่ากับที่ตั้งของโรงงานจริง แต่อาจเป็น “เกาะเล็ก ๆ กลางทะเล” ที่มีบทบาทเป็นศูนย์รวมหุ้นและกำไร

5. ใครได้–ใครเสีย: เมื่อภาษีไทยตามเงินทุนไทยไม่ทัน

ประเด็นสำคัญสำหรับคนไทยทั้งประเทศคือ

5.1 ทุนไทยได้อะไร?
• ใช้โครงสร้างนิติบุคคลผ่านฮ่องกง–สิงคโปร์–เนเธอร์แลนด์–BVI–มอริเชียส–เคย์แมน เพื่อใช้ประโยชน์จากภาษีต่ำ–ยกเว้นภาษี–สนธิสัญญาภาษีซ้อน
• เพื่อความยืดหยุ่นในการบริหารโครงสร้างถือหุ้น ขายกิจการระหว่างทาง หรือดึงนักลงทุนใหม่
• บางกรณีเพื่อเลี่ยงข้อจำกัดด้านสัดส่วนการถือหุ้นของต่างชาติ ในประเทศปลายทาง (อย่างดีล SABECO)

ทั้งหมดนี้เป็นเกมที่ถูกกฎหมาย และทุนไทยก็ต้องเล่น เพราะคู่แข่งประเทศอื่นก็ทำเหมือนกัน

5.2 แล้วรัฐไทยเสียอะไร?

IMF เตือนว่า phantom FDI สามารถบิดเบือนสถิติทางเศรษฐกิจ และกัดเซาะฐานภาษีของหลายประเทศ เพราะกำไรก้อนใหญ่ของบรรษัทข้ามชาติไปปรากฏในสวรรค์ภาษี แทนที่จะอยู่ในประเทศที่มีการผลิตจริง

สำหรับไทย ความเสี่ยงคือ

1) ตัวเลข FDI สวย แต่ฐานภาษีจริงอาจไม่ได้สวยตาม
• กำไรสุดท้ายของดีลใหญ่ ๆ ถูกบันทึกที่บริษัทโฮลดิ้งในต่างประเทศ
• ทำให้ส่วนที่ควรจะเป็นภาษีนิติบุคคล/ภาษีปันผลในไทยบางลง

2) การกำกับดูแลยากขึ้น
• เมื่อโครงสร้างมีหลายชั้น ผ่านหลายประเทศ
• การตามสอบเส้นทางเงิน กลายเป็นงานที่ต้องอาศัยข้อมูลแลกเปลี่ยนระหว่างประเทศ ไม่ใช่แค่เอกสารในกรมสรรพากรเอง

3) ความรู้สึก “รัฐอ่อนแอ–ทุนเข้มแข็ง” ยิ่งชัด
• คนตัวเล็กเสีย VAT ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเต็ม ๆ
• ขณะที่ทุนใหญ่ใช้เครื่องมือระดับโลกในการวางแผนภาษี (tax planning)
• ถ้ารัฐไม่สื่อสารและไม่อัปเกรดระบบภาษี–ข้อมูลให้ทัน ก็ยิ่งถูกมองว่าปล่อยให้ “เกมใหญ่” เล่นกันเองบนหัวประชาชน

6. ไทยเริ่มขยับ แต่ยังห่างจากคำว่า “ทันเกม”

ฝั่งกรมสรรพากรเองก็รู้ดีว่าเกมนี้เป็นอย่างไร ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ไทยเริ่ม
• ออกกฎหมาย Transfer Pricing บังคับให้บริษัทที่มีรายได้เกิน 200 ล้านบาท ต้องยื่นแบบเปิดเผยธุรกรรมกับบริษัทร่วม/บริษัทย่อย (Transfer Pricing Disclosure Form) และจัดทำเอกสารประกอบตามแนวทาง OECD BEPS
• เปิดรับหลักการภาษีขั้นต่ำทั่วโลก (Global Minimum Tax – Pillar Two) และอยู่ในช่วงร่างกฎหมายรองรับกฎ GloBE ของ OECD เพื่อไม่ให้รายได้ภาษีไหลออกนอกประเทศเกินควร

แต่คำถามคือ นี่คือการ “ทำตามการบ้านนานาชาติ” หรือไทยมียุทธศาสตร์ของตัวเอง ว่าจะจัดการกับ phantom FDI และทุนไทยที่ใช้สวรรค์ภาษียังไง?

จนถึงตอนนี้ สังคมไทยแทบไม่ได้เห็น
• รายงานสาธารณะจากรัฐที่อธิบายโครงสร้าง TDI ของไทยแบบ “ลอก phantom ออก”
• หรือแม้แต่ดีเบตทางการเมือง ว่าเราควรตั้งจุดสมดุลตรงไหน ระหว่างการให้ทุนไทยแข่งขันในเวทีโลก กับการรักษาฐานภาษีและความเป็นธรรมในระบบ

7. เวลารัฐอ้างตัวเลข “ทุนไทยบุกโลก” เราควรถาม 3 ข้อนี้

เมื่อเข้าใจเกม FDI แบบใหม่ คำถามที่สังคมไทยควรถามทุกครั้งที่มีการอ้างตัวเลข “ลงทุนไทยในต่างประเทศ” ก็คือ

1) โรงงาน–กิจการจริงอยู่ที่ไหน?
• ตัวเลขบอกว่าเงินไป “BVI/เคย์แมน/มอริเชียส/เนเธอร์แลนด์”
• แต่กิจการจริงที่สร้างงาน–ผลิตของ อยู่ประเทศไหนกันแน่?

2) กำไรสุดท้ายถูกเก็บภาษีที่ประเทศไหน?
• ถ้ากำไรบันทึกที่บริษัทโฮลดิ้งในสวรรค์ภาษี
• ไทยในฐานะประเทศต้นทางของทุน ได้ส่วนแบ่งภาษีตามสัดส่วนจริง หรือแค่เศษเสี้ยว?

3) รัฐไทยมีข้อมูลเท่าทุนไทยหรือยัง?
• เราเข้าร่วมระบบแลกเปลี่ยนข้อมูลภาษีอัตโนมัติ (CRS, CbCR) แบบเต็มที่แค่ไหน
• เจ้าหน้าที่ภาษี–ผู้กำหนดนโยบายเข้าใจโครงสร้าง phantom FDI ระดับเดียวกับที่ IMF/World Bank พูดถึงหรือเปล่า

 สรุป: ไม่ได้เกลียดทุน แต่ต้องเลิกหลงตัวเลขสวย ๆ

บทความนี้ไม่ได้ชวนให้ “ด่าทุนไทย” ว่าผิดกฎหมาย เพราะในโลกจริง ทุนทุกชาติเล่นเกมโครงสร้างภาษี ภายใต้กติกาที่ประเทศต่าง ๆ เปิดทางให้ แต่สิ่งที่ สื่อไทยควรทำมากกว่านี้ คือ หยุดหลงตัวเลข FDI ที่ดูดีบนสไลด์ประชาสัมพันธ์ แล้วถามให้สุดว่ากี่เปอร์เซ็นต์คือ “การลงทุนจริง” และกี่เปอร์เซ็นต์คือ “เงินวิ่งผ่านบริษัทกระดาษในสวรรค์ภาษี”

เมื่อรัฐไทยยังอวดตัวเลข “ทุนไทยบุกโลก” โดยไม่ยอมเล่า ว่าเงินก้อนใหญ่ไปจอดอยู่ที่เกาะไหน ใครได้ภาษี กำไรมหาศาลถูกนับอยู่ที่ประเทศใด ความรู้สึกว่า “ประเทศนี้ออกแบบเพื่อคนตัวเล็ก หรือเพื่อทุนขนาดใหญ่” ก็จะยิ่งชัด… โดยไม่ต้องใช้วาทกรรมอะไรเพิ่มเลย
 

เสียชีวิตแล้วทะลุ “หนึ่งล้านนาย” “ลาฟรอฟ” ชี้ความสูญเสียยังเพิ่มต่อเนื่อง ท่ามกลางวิกฤตยืดเยื้อ ไม่เห็นจุดสิ้นสุด รัสเซีย–สหรัฐฯ ถกยาวหาทางแก้ปัญหา

(12 ธ.ย. 68) เซอร์เกย์ ลาฟรอฟ รัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซีย ระบุว่ากองทัพยูเครนมีความสูญเสียด้านกำลังคนเกินหนึ่งล้านรายแล้ว และยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง พร้อมกล่าวว่ารัฐบาลเคียฟได้เปลี่ยนจากกองกำลังที่มีอุดมการณ์มาสู่ “องค์กรอาชญากรรม” ที่เต็มไปด้วยคอร์รัปชัน ลากผู้สนับสนุนต่างชาติให้ถลำลึกตามไปด้วย ท่ามกลางสถานการณ์สู้รบที่ยังไม่เห็นจุดสิ้นสุด

ลาฟรอฟกล่าวต่อว่า ยุโรปไม่ได้หารือถึงสาเหตุรากเหง้าของวิกฤตยูเครน แต่เพียงต้องการ “หยุดพักชั่วคราว” เพื่อซื้อเวลาในการส่งอาวุธและเงินทุนให้เคียฟ ขณะที่การเจรจาระหว่างรัสเซียและสหรัฐมุ่งเป้าสู่การจัดการสันติภาพระยะยาวที่แก้ปัญหาตั้งแต่ต้นตอ รวมถึงการหารือเพิ่มเติมเกี่ยวกับหลักประกันความมั่นคงร่วมกัน

ความตึงเครียดยังซ้ำเติมด้วยกระแสอื้อฉาวคอร์รัปชันในยูเครน ซึ่งลาฟรอฟเชื่อว่าเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกีจำเป็นต้องยืดความขัดแย้งเพื่อความอยู่รอดทางการเมืองและอาจรวมถึงชีวิตส่วนตัว นอกจากนี้รัสเซียระบุว่าได้ส่งคืนศพทหารยูเครนกว่า 11,000 นาย ขณะที่ได้รับศพทหารรัสเซียกลับมาเพียง 201 นาย

ลาฟรอฟยังเปิดเผยถึง “ความเข้าใจร่วม” ที่รัสเซียและสหรัฐเคยบรรลุในอลาสกา ซึ่งระบุว่ายูเครนควรกลับไปสู่สถานะ “เป็นกลาง–ไม่สังกัดฝ่ายใด–ไม่ใช่อำนาจนิวเคลียร์” โดยล่าสุดทั้งสองฝ่ายได้ยืนยันว่าข้อเข้าใจดังกล่าวยังคงใช้เป็นพื้นฐานได้ พร้อมกันนี้รัสเซียได้เสนอมาตรการเพิ่มเติมเกี่ยวกับหลักประกันความมั่นคงเพื่อผลักดันสันติภาพถาวรในอนาคต

ด้านสถานการณ์ระหว่างประเทศ ลาฟรอฟกล่าวหารัฐตะวันตกว่ากำลังเผยแพร่ข้อมูลบิดเบือนเพื่อขัดขวางความพยายามเจรจา และเตือนว่าทรัพยากรทางทหาร–การเงินของชาติตะวันตกที่ใช้สนับสนุนสงครามตัวแทนกำลังร่อยหรอ พร้อมระบุว่าบางประเทศกำลังใช้ความตึงเครียดในยูเครนบังปัญหาในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะวิกฤตปาเลสไตน์ซึ่งยังเป็นประเด็นสำคัญระดับโลกอยู่ในขณะนี้


ที่มา : Sputnik
 

เปิดหลักฐานพระราชปณิธาน ทรงยอมสละอำนาจเด็ดขาดเพื่อราษฎร ด้วยหวังนำ “สยามเป็นประชาธิปไตย” ย้อนรอยจาก 2 ร่างรัฐธรรมนูญ ก่อน 2475

“สยามเป็นประชาธิปไตย”

เป็นพระราชปณิธานในพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวที่ทรงตั้งใจ

“…ข้าพเจ้าเต็มใจที่จะสละอำนาจอันเป็นของข้าพเจ้าอยู่เดิมให้แก่ราษฎรโดยทั่วไป แต่ข้าพเจ้าไม่ยินยอมยกอำนาจทั้งหลายของข้าพเจ้าให้แก่ผู้ใด คณะใดโดยเฉพาะ เพื่อใช้อำนาจนั้นโดยสิทธิ์ขาดและโดยไม่ฟังเสียงอันแท้จริงของประชาราษฎร บัดนี้ข้าพเจ้าเห็นว่าความประสงค์ของข้าพเจ้า ที่จะให้ราษฎรมีสิทธิ์ออกเสียงในนโยบายของประเทศโดยแท้จริงไม่เป็นผลสำเร็จ และเมื่อข้าพเจ้ารู้สึกว่าบัดนี้เป็นอันหมดหนทางที่ข้าพเจ้าจะช่วยเหลือหรือให้ความคุ้มครองแก่ประชาชนได้ต่อไปแล้ว ข้าพเจ้าจึงขอสละราชสมบัติและออกจากตำแหน่งพระมหากษัตริย์แต่บัดนี้เป็นต้นไป ข้าพเจ้าขอสละสิทธิของข้าพเจ้าทั้งปวง ซึ่งเป็นของข้าพเจ้าในฐานที่เป็นพระมหากษัตริย์ แต่ข้าพเจ้าสงวนไว้ซึ่งสิทธิทั้งปวงอันเป็นของข้าพเจ้าแต่เดิมมาก่อนที่ข้าพเจ้าได้รับราชสมบัติสืบสันตติวงศ์…” ข้อความตอนหนึ่งของคำประกาศสละราชสมบัติเมื่อวันที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2477 ในพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว

พระองค์ทรงได้รับการถวายการยกย่องว่าเป็น "กษัตริย์นักประชาธิปไตย" แต่มีนักวิชาการส่วนหนึ่งที่ยังคงกังขาอยู่ ทั้ง ๆ ที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำริให้มีการร่างรัฐธรรมนูญแล้วถึงสองฉบับ และทรงยอมสละอำนาจจากพระมหากษัตริย์ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ (Absolute monarchy) มาทรงเป็นพระมหากษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ (Constitution monarchy) จึงขอนำเสนอข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นดังนี้

หลังจากครองสิริราชสมบัติได้ 1 ปี ในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2469 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชหัตถเลขาในหัวข้อ “Problem of Siam” ถึงพระยากัลยาณไมตรี (ดร. Francis Bowes Sayre) โดยมีพระราชปุจฉาว่าด้วยสถานะของสถาบันพระมหากษัตริย์ที่การสืบราชสันตติวงศ์ดำรงคงอยู่ในเชื้อพระวงศ์จำนวนน้อย อันไม่อาจมีหลักประกันใดว่าจะได้พระประมุขที่ดีและสามารถได้ ดังที่ทรงมีพระราชปรารภว่า “พระเจ้าแผ่นดินของสยามสืบทอดตามการสืบเชื้อสายที่มีตัวเลือกที่เป็นไปได้ค่อนข้างจำกัดอย่างมาก ในกรณีนี้จึงไม่แน่นอนว่า เราจะมีพระเจ้าแผ่นดินที่ดีอยู่เสมอ ฉะนั้น พระราชอำนาจเด็ดขาดจึงอาจจะกลายเป็นอันตรายที่แท้จริงต่อประเทศ” กับทั้งในเวลานั้นมีการวิพากษ์วิจารณ์การบริหารราชการแผ่นดินของพระมหากษัตริย์อย่างกว้างขวาง เช่น “เมื่อใกล้ ๆ สิ้นรัชกาล ประชาชนเริ่มหมดความเชื่อถือกษัตริย์พระองค์ก่อน” ควรแล้วหรือไม่ที่จะมีการปกครองในระบบรัฐสภา มีการปกครองแบบมีผู้แทน มีอัครมหาเสนาบดี มีสภานิติบัญญัติแห่งชาติ และมีรัฐธรรมนูญ เพราะพระองค์ “ได้รับฎีกาจำนวนมากเกี่ยวกับรูปแบบของสภาประเภทนี้”ในรัชสมัยของพระองค์ทรงโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้มีการร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาใช้ในประเทศตามแบบของประเทศศิวิไลซ์ที่ใช้กัน พระยากัลยาณไมตรีจึงได้ร่างรัฐธรรมนูญซึ่งมีเพียง 12 มาตรา เรียกว่าเป็น “Outline of Preliminary Draft” เมื่อปี พ.ศ. 2467 โดยมีรายละเอียดดังนี้

มาตรา 1 ว่าด้วยการยืนยันว่าพระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งอำนาจสูงสุดในราชอาณาจักร มาตรา 2 - มาตรา 6 กำหนดให้พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งและถอดถอนนายกรัฐมนตรีซึ่งบริหารราชการแผ่นดินโดยรับผิดชอบต่อพระมหากษัตริย์ โดยให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้แต่งตั้งรัฐมนตรีและถอดถอนรัฐมนตรี ซึ่งรับผิดชอบในการบริหารกระทรวงต่อนายกรัฐมนตรี เมื่อคณะรัฐมนตรีประชุมปรึกษากันแล้ว นายกรัฐมนตรีต้องนำข้อราชการสำคัญขึ้นกราบบังคมทูล เพื่อขอพระบรมราชวินิจฉัย นอกจากนั้นมาตรา 7 กำหนดการแต่งตั้งคณะอภิรัฐมนตรีให้มีอำนาจหน้าที่ถวายคำปรึกษา มาตรา 8 สภาองคมนตรี มาตรา 9 กำหนดตำแหน่งรัชทายาท มาตรา 10 กำหนดเรื่องศาลฎีกาและศาลต่างๆ ภายใต้พระราชอำนาจ มาตรา 11 กำหนดให้อำนาจนิติบัญญัติเป็นของพระมหากษัตริย์ และมาตรา 12 กำหนดให้สภาองคมนตรีโดยคะแนนเสียง 3 ใน 4 ถวายคำแนะนำให้แก้รัฐธรรมนูญได้

และพระยากัลยาณไมตรี ก็ได้ทูลเกล้าทูลกระหม่อมตอบพระราชหัตถเลขาในหัวข้อ “Problem of Siam” กลับมาในหัวข้อ “Sayrt’s Memorandum’” โดยตอบเป็นภาษาอังกฤษโดยแยกกลุ่มการตอบเป็น 3 กลุ่ม โดยการตอบกลุ่มที่ 2 เป็นเรื่องการปกครอง โดยพระยากัลยาณไมตรี ได้เริ่มอารัมภบทแสดงความไม่เห็นด้วยกับการมีสภาผู้แทนราษฎรว่า “ข้าพระพุทธเจ้าไม่เห็นด้วยว่าควรจะพิจารณาจัดตั้งสภาผู้แทนราษฎรในสยามในขณะนี้ การจะมีรัฐสภาที่ใช้งานได้จะต้องอาศัยประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่เข้าใจระบอบการปกครองแบบนี้ดี หากไม่มีประชาชนที่มีสติปัญญามากำกับควบคุม รัฐสภามีแต่จะเสื่อมถอยไปเป็นองค์การที่เลวร้ายและเผด็จการ ตราบใดที่ปวงประชาชาวสยามทั้งหลายยังไม่ได้รับการศึกษาสูงกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน การพยายามตั้งองค์กรเชิงรัฐสภาที่ประชาชนเลือกตั้งมามีแต่จะนำอันตรายใหญ่หลวงมาให้ ดังนั้น จึงดูไม่มีทางเลือกนอกจากการคงไว้ซึ่งระบอบการปกครองที่อำนาจเด็ดขาดยังคงอยู่กับพระมหากษัตริย์ อย่างน้อยที่สุดในช่วงปัจจุบันนี้”

ความเห็นดังกล่าว ยังได้รับการยืนยันเมื่อพระยากัลยาณไมตรี เขียนบทความลงในหนังสือ “Atlantic Monthly” หลังจากที่ถวายความเห็น โดยวิจารณ์ความตั้งพระทัยของพระมหากษัตริย์สยาม ให้เป็นระบบรัฐสภาว่า “รัฐสภาใดที่ไม่ถูกควบคุมโดยมวลผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่มีสติปัญญาและความใส่ใจ อาจเป็นกลไกของการกดขี่ที่เป็นอันตรายและมีความฉ้อฉลเสียยิ่งกว่ากษัตริย์ผู้ทรงสมบูรณาญาสิทธิ์” ซึ่งพระองค์ก็ทรงเอาจดหมายตอบดังกล่าวให้สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพดู และท่านก็ไม่เห็นด้วยในหลายประเด็น โดยเฉพาะเรื่องการมีนายกรัฐมนตรี แต่อย่างไรก็ดี ร่างรัฐธรรมนูญทั้ง 12 มาตรา ที่ท่านได้ร่างขึ้นก็หาได้ใช้จริง ๆ ในสยามแต่อย่างใด เป็นเพียงแต่ร่างที่รู้กันเพียงไม่กี่คนเท่านั้น

ต่อมาในปลายปี พ.ศ. 2474 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระราชประสงค์จะมอบรัฐธรรมนูญเป็นอนุสรณ์สำคัญในมงคลวาระที่พระบรมราชจักรีวงศ์ครองกรุงรัตนโกสินทร์มาได้ศตวรรษกึ่งในวันที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2475 เมื่อพระองค์นิวัตพระนครหลังจากเสด็จฯ สหรัฐอเมริกาจึงรับสั่งให้ พระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นเทววงศวโรทัย เสนาบดีกระทรวงการต่างประเทศ เตรียมร่างรัฐธรรมนูญถวาย และพระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นเทววงศวโรทัย ได้มอบให้นาย Raymond B. Stevens และพระยาศรีวิสารวาจา (เทียนเลี้ยง หรือ หุ่น ฮุนตระกูล) ปลัดทูลฉลองกระทรวงการต่างประเทศ ร่างรัฐธรรมนูญถวายเพื่อทรงพิจารณา ดังที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำรัสหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองแล้วว่า “ทรงเห็นว่าควรจะต้องให้ Constitution มาตั้งแต่รัชกาลที่ 6 แล้ว และเมื่อได้ทรงรับราชสมบัติ ก็มั่นพระราชหฤทัยว่า เป็นหน้าที่ของพระองค์ที่จะให้ Constitution แก่สยามประเทศ” และ “เมื่อเสด็จกลับมาจากสหรัฐอเมริกา ยิ่งรู้สึกแน่ใจว่าจะกักไว้อีกไม่สมควรเป็นแท้...”

นาย Raymond B. Stevensชาวอเมริกัน เป็นที่ปรึกษากระทรวงการต่างประเทศตั้งแต่ พ.ศ. 2469 เคยทำงานการเมืองกับพรรคเดโมแครตและเคยทำงานในรัฐสภาสหรัฐฯ (Congress) เห็นว่า ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ของสยามในเวลานั้นเป็นรูปแบบการปกครองที่เหมาะสมแล้วกับสภาพการณ์ ดังที่เขาได้ทูลกับพระองค์เจ้าบวรเดชว่า “ข้าพเจ้ามีความเห็นหลังจากรับสนองพระมหากรุณาธิคุณในสยามมาเป็นเวลา 4 ปีว่า ระบอบกษัตริย์ทรงอำนาจไม่จำกัด เป็นรูปแบบการปกครองที่ดีที่สุดในช่วงระยะเวลาหนึ่งสำหรับประเทศนี้แน่นอน” ขณะที่พระยาศรีวิสารวาจา เป็นผู้ที่มีความเป็นเลิศทางการศึกษา สำเร็จการศึกษาเกียรตินิยมอันดับหนึ่งจากมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด จนทางราชการให้สัญชาติไทยและให้เข้ามารับราชการในกระทรวงการต่างประเทศ ตั้งแต่ พ.ศ. 2468

ในเอกสารที่ใช้ชื่อว่า An Outline of Changes in the Form of the Government หรือ “เค้าโครงความเปลี่ยนแปลงในรูปแบบการปกครอง” นี้ เขียนเป็นใจความ (แต่ไม่ได้เขียนเรียงเป็นมาตรา) ว่า พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งอำนาจในการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี ซึ่งจะต้องรับผิดชอบต่อพระมหากษัตริย์และสภานิติบัญญัติ และทรงไว้ซึ่งอำนาจในการแต่งตั้งสมาชิกสภานิติบัญญัติจำนวนกึ่งหนึ่ง ส่วนอีกกึ่งหนึ่งมาจากการเลือกตั้งโดยอ้อมของราษฎร มีอภิรัฐมนตรีเป็นที่ปรึกษาของพระมหากษัตริย์ และพระมหากษัตริย์มีอำนาจอย่างกว้างขวาง เช่น การออกเสียงคัดค้านของพระองค์ อย่างไรก็ดีผู้ร่างทั้ง 2 คนเห็นว่า การมีรัฐสภานั้นยังไม่จำเป็น แต่สนับสนุนให้มีสภาเทศบาลในระดับท้องถิ่นขึ้นก่อน เพราะเห็นว่า ความปรารถนาที่จะมีการปกครองโดยประชาชนมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวางนั้นไม่ได้เป็นที่แพร่หลายในสยาม โดยพระยาศรีวิสารวาจาได้ถวายความเห็นประกอบร่างรัฐธรรมนูญนี้ว่า สถานการณ์ขณะนั้นยังไม่ควรที่จะเปลี่ยนแปลงการปกครองใด รัฐบาลสมบูรณาญาสิทธิราชย์ควรจะแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าวก่อน แล้วค่อย ๆ ปูพื้นฐานการปกครองในระบอบใหม่ให้แก่ประชาชนต่อไป ซึ่งร่างรัฐธรรมนูญนี้ก็ไม่ได้ประกาศใช้ในวาระ 150 ปี ของกรุงรัตนโกสินทร์แต่อย่างใด

และเมื่อคณะราษฎรทำการปฏิวัติยึดอำนาจ เพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองในวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 สิ่งที่ที่ปรึกษาชาวอเมริกันทั้งสองคาดการณ์ไว้ก็เป็นจริง (1) อำนาจอธิปไตยนับแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครองในวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 จนถึงวันที่จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ และคณะทหารยึดอำนาจรัฐบาลที่มีจอมพล ป. พิบูลสงคราม (หนึ่งในสมาชิกคณะราษฎร) เป็นนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2500 อำนาจทางการเมืองการปกครองกลายเป็นสมบัติผลัดชมของสมาชิกคณะราษฎร (2) หลังจากนั้นแล้วอำนาจก็ยังไม่ได้เป็นของประชาชนแต่อย่างใด ยังของเป็นของคณะเผด็จการทหารอีก 16 ปี จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516 ไทยจึงมีรัฐธรรมนูญที่มีความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น แต่เหตุการณ์ก็ไม่ได้สงบเรียบร้อยจนถึงทุกวันนี้ ด้วยเป็นไปเช่นที่พระยากัลยาณไมตรี (ดร. Francis Bowes Sayre) ได้กราบบังคมทูลให้พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวว่า “ข้าพระพุทธเจ้าไม่เห็นด้วยว่าควรจะพิจารณาจัดตั้งสภาผู้แทนราษฎรในสยามในขณะนี้ การจะมีรัฐสภาที่ใช้งานได้จะต้องอาศัยประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่เข้าใจระบอบการปกครองแบบนี้ดี หากไม่มีประชาชนที่มีสติปัญญามากำกับควบคุม รัฐสภามีแต่จะเสื่อมถอยไปเป็นองค์การที่เลวร้ายและเผด็จการ ตราบใดที่ปวงประชาชาวสยามทั้งหลายยังไม่ได้รับการศึกษาสูงกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน การพยายามตั้งองค์กรเชิงรัฐสภาที่ประชาชนเลือกตั้งมามีแต่จะนำอันตรายใหญ่หลวงมาให้ ดังนั้น จึงดูไม่มีทางเลือกนอกจากการคงไว้ซึ่งระบอบการปกครองที่อำนาจเด็ดขาดยังคงอยู่กับพระมหากษัตริย์ อย่างน้อยที่สุดในช่วงปัจจุบันนี้” โดยไม่ผิดเพี้ยนเลย ด้วยตั้งแต่วันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 จนถึงวันนี้ประชาชนชาวไทยส่วนหนึ่งยังคงขาดความรู้ความเข้าใจในระบอบประชาธิปไตย ยอมขายสิทธิขายเสียงในการเลือกตั้งระดับต่าง ๆ ใช้สิทธิเสรีภาพของตนจนเกินขอบเขตกระทั่งไปละเมิดสิทธิเสรีภาพของคนอื่น ๆ และเพิกเฉยต่อการทำหน้าที่ของพลเมืองที่ดีคือ ยึดประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตน เคารพและปฏิบัติตามกฎหมาย เสียภาษีอากรอย่างถูกต้องและครบถ้วน

อีกเหตุการณ์หนึ่งที่ไม่ได้นำมากล่าวถึงคือ ขณะที่คณะราษฎรทำการปฏิวัติยึดอำนาจ เพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองในวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ประทับ ณ พระราชวังไกลกังวล หัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งพระองค์ทรงมีพระราชอำนาจโดยชอบที่จะสั่งให้หน่วยทหารหัวเมืองต่าง ๆ สนธิกำลังเข้าปราบปรามคณะราษฎร ฐานเป็นกบฏก็ย่อมได้ แต่ที่สุดแล้วพระองค์ได้ตรัสว่า "เมื่อได้ฟังความเห็นของเจ้านายและเสนาบดีทั้งสองฝ่ายแล้ว ทรงเห็นว่าถ้าจะสู้ก็คงสู้ได้ แต่จะเสียเลือดเนื้อข้าแผ่นดินซึ่งเป็นคนไทยด้วยกัน" สุดท้ายทรงตัดสินพระทัยที่จะอยู่ในราชสมบัติเป็นพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ ดังที่พระองค์ทรงสนับสนุนที่จะให้ประชาชนมีรัฐธรรมนูญมาโดยตลอด ราชอาณาจักรไทยจึงมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุขนับแต่นั้นมาจนทุกวันนี้

“เทพบิว” สับ 9.94 รอบคัดเลือก ก่อนปิดจ๊อบทอง 100 ม. ด้วยเวลา 10.00 วินาที ถือเป็นการทำลายสถิติประเทศไทยที่เจ้าตัวเคยทำไว้ สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กรีฑาไทยในซีเกมส์ ครั้งที่ 33

(11 ธ.ค. 68) "ภูริพล บุญสอน" หรือ "เทพบิว" เมื่อวันที่ 11 ธ.ค. 2568 สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กรีฑาไทยในซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ที่สนามกีฬาแห่งชาติศุภชลาศัย ด้วยการวิ่ง 100 เมตรชาย รอบคัดเลือกทำเวลา 9.94 วินาที ถือเป็นคนไทยคนแรกที่ทำลายกำแพง "10 วินาที" ในรายการนี้ ก่อนขึ้นคว้าเหรียญทองในรอบชิงชนะเลิศด้วยเวลา 10.00 วินาที ถือเป็นการทำลายสถิติประเทศไทยที่เจ้าตัวเคยทำไว้ 10.06 วินาที ในเอเชียนเกมส์ 2023 รวมถึงทำลายสถิติซีเกมส์เดิม 10.17 วินาที ที่ เซอร์โย่ อากุง วิโบโว่ ทำไว้เมื่อปี 2009

เวลานี้เป็นสัญญาณชัดเจนว่า "ระบบซ้อม + ความมั่นใจ + ความพร้อม" ของนักวิ่งไทยกำลังก้าวหน้า ยังสะท้อนให้เห็นการยกระดับมาตรฐานซีเกมส์ในกรีฑาระดับสูงขึ้นอย่างชัดเจน แม้สถิตินี้จะต้องรอรับรองอย่างเป็นทางการตามขั้นตอนก็ตาม

หลังเส้นชัย "เทพบิว" แสดงความปลื้มด้วยการชูพระบรมฉายาลักษณ์ พร้อมยืนยันว่า "ไทยมีนักวิ่งต่ำกว่า 10 วินาทีแล้ว" เป็นสัญลักษณ์แรงบันดาลใจใหม่สำหรับวงการกรีฑาไทยและคนรุ่นต่อไปที่ตั้งเป้าท้าใจสู่ความเร็วระดับโลก

เหรียญทองที่ได้ไม่ใช่แค่ชัยชนะ แต่เป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับนักกรีฑาไทยทั้งหมด รวมถึงเพิ่มแรงสนับสนุนต่อระบบซ้อมและพัฒนากรีฑา ขณะที่รายการต่อไป "เทพบิว" จะลงแข่ง 200 เมตรและผลัด 4×100 เมตร เพื่อพิสูจน์สมรรถนะเดี่ยวและทีมในระดับซีเกมส์

ค่ำคืนวันที่ 11 ธันวาคม 2568 จึงเป็นคืนสำคัญที่ความเร็วระดับโลก "ไม่ไกลเกินเอื้อม" สำหรับประเทศไทยอีกต่อไป พร้อมเปิดโอกาสให้กรีฑาไทยก้าวสู่เวทีที่สูงขึ้นอย่างมั่นคง

ถอดสูตรการทูต ‘สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว’ รมว.ต่างประเทศกลางวิกฤตชายแดน นักการทูตอาชีพที่พาการทูตไทย ฝ่าพายุชายแดน–ภูมิรัฐศาสตร์โลก

ตั้งแต่วันที่ 19 กันยายน 2568 ที่นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เขาเข้ามารับไม้ในจังหวะที่ยากที่สุดช่วงหนึ่งของการทูตไทย:
•    วิกฤตชายแดนไทย–กัมพูชาปะทุรุนแรง
•    โลกกำลังเปลี่ยนสมดุลอำนาจ
•    ไทยต้องเร่งยกระดับหุ้นส่วนยุทธศาสตร์กับประเทศมหาอำนาจต่าง ๆ ควบคู่กับการปกป้องผลประโยชน์และอธิปไตยของตน

ภายในเวลาไม่ถึงสามเดือน เราเริ่มเห็น “ลายเซ็น” ของรัฐมนตรีต่างประเทศคนนี้ชัดขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งในแง่ท่าทีที่หนักแน่นบนหลักการ การสื่อสารกับนานาชาติอย่างมืออาชีพ และการเดินเกมเชื่อมพันธมิตรยุทธศาสตร์ใหม่ ๆ ให้กับประเทศไทย

1. ทุนเดิม 40 ปีในแวดวงการทูต ที่กลายเป็น “เกราะ” ให้ไทยบนเวทีโลก

ก่อนจะขึ้นเป็น รมว.ต่างประเทศ นายสีหศักดิ์เป็นนักการทูตอาชีพที่สั่งสมประสบการณ์กว่า 4 ทศวรรษ ทั้งในฐานะ
•    ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ (ตำแหน่งข้าราชการสูงสุดของกระทรวง) ระหว่างปี 2554–2558
•    เอกอัครราชทูตไทยประจำฝรั่งเศส ควบผู้แทนถาวรไทยประจำยูเนสโก และผู้แทนไทยประจำ OECD
•    เอกอัครราชทูตไทยประจำญี่ปุ่น
•    ผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ณ เจนีวา และเคยได้รับเลือกเป็นประธานคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ พร้อมได้รับรางวัลสิทธิมนุษยชนแห่งชาติของไทย

ประสบการณ์เหล่านี้ทำให้รัฐมนตรีต่างประเทศคนปัจจุบัน “อ่านเกมโลกออก” และเข้าใจทั้งภาษาแห่งการทูตและภาษาของผลประโยชน์แห่งชาติอย่างลึกซึ้ง เมื่อมาถึงวันที่ต้องรับมือทั้งสงครามข้อมูล วิกฤตชายแดน และแรงกดดันจากมหาอำนาจ—เราจึงเห็นความนิ่ง สุขุม แต่ชัดเจนในทุกถ้อยแถลง

2. คุมเกมวิกฤตชายแดนไทย–กัมพูชา ด้วยหลักการกฎหมายระหว่างประเทศและข้อมูลจริง

วันที่ 8 ธันวาคม 2568 กระทรวงการต่างประเทศจัดการชี้แจงต่อคณะทูตและองค์กรระหว่างประเทศในไทย เพื่ออธิบายสถานการณ์ปะทะบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา โดยมีรัฐมนตรีสีหศักดิ์เป็นประธานการบรรยายสรุปด้วยตนเอง

ในเวทีนั้น เขาย้ำชัดว่า
•    ไทยให้ความสำคัญสูงสุดกับอธิปไตย บูรณภาพแห่งดินแดน และความปลอดภัยของประชาชนไทย
•    การตอบโต้ทางทหารของไทยต้องอยู่ภายใต้หลักการป้องกันตนเองตามกฎหมายระหว่างประเทศ, Rules of Engagement, หลัก “ความจำเป็นและได้สัดส่วน” และเน้นจำกัดเป้าหมายทางทหาร
•    ไทยเดินหน้าชี้แจงต่อประชาคมระหว่างประเทศ ทั้งออกบันทึกประท้วง ส่งโน้ตแจ้งประเทศอาเซียน และทำหนังสือถึงเลขาธิการสหประชาชาติและประธานคณะมนตรีความมั่นคง เพื่อให้เห็นข้อเท็จจริงจากฝ่ายไทยอย่างครบถ้วน

การเลือก “เปิดบ้าน” ชี้แจงคณะทูตด้วยข้อมูลละเอียด ตัวเลขผู้ได้รับผลกระทบ และลำดับเหตุการณ์อย่างเป็นระบบ สะท้อนสไตล์การทำงานที่มองว่า การทูตสาธารณะ (public diplomacy) และการสื่อสารเชิงรุกกับโลกภายนอก เป็น “แนวรบ” สำคัญไม่น้อยไปกว่าการรบทางทหารในพื้นที่จริง

3. ยืนหยัดบนหลักการ ไม่ยอมให้ “ภาษี” ถูกใช้เป็นเครื่องบีบการเมือง

ท่ามกลางแรงกดดันจากต่างประเทศที่โยงประเด็นภาษีการค้าเข้ากับการกดดันให้ไทยรีบกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจากับกัมพูชา รัฐมนตรีสีหศักดิ์ให้สัมภาษณ์กับสื่อต่างประเทศอย่างตรงไปตรงมา

เขาส่งสัญญาณชัดว่า
•    ไม่ควรใช้เรื่องภาษีมาเป็นเครื่องมือกดดันไทย เพื่อบังคับให้กลับไปสู่ข้อตกลงเดิม
•    ต้องแยก “ความสัมพันธ์ไทย–กัมพูชา” ออกจาก “การเจรจาภาษีการค้า”
•    การลดความตึงเครียดจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อกัมพูชาหยุดปฏิบัติการทางทหารและแสดงความจริงใจต่อสันติภาพก่อน
•    ไทยพร้อมเลือก “เส้นทางสันติภาพ” แต่จะไม่ลังเลหากจำเป็นต้องปกป้องอธิปไตยและความปลอดภัยของประชาชนไทย

นี่คือภาพของรัฐมนตรีต่างประเทศที่ไม่ยอมให้ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจมากดทับศักดิ์ศรีและอธิปไตยของประเทศ ขณะเดียวกันก็ไม่ปิดประตูการเจรจา หากอีกฝ่ายแสดงท่าทีจริงใจต่อสันติภาพ

4. ต่อสาย “หุ้นส่วนยุทธศาสตร์” กับอินเดีย เดินเกมระยะยาวให้ไทย

ขณะต้องคุมวิกฤตชายแดน รัฐมนตรีสีหศักดิ์ยังเดินหน้าตอกย้ำบทบาทไทยบนเวทียุทธศาสตร์ในเอเชีย

ปลายเดือนพฤศจิกายนถึงต้นธันวาคม 2568 เขาเดินทางเยือนอินเดียเพื่อขับเคลื่อน “หุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ไทย–อินเดีย” ที่เพิ่งยกระดับขึ้น โดยมีการหารือกับรัฐมนตรีต่างประเทศอินเดีย ว่าด้วยความร่วมมือด้านต่าง ๆ ได้แก่
•    การเมืองและความมั่นคง
•    การค้า การลงทุน ความเชื่อมโยง และสตาร์ทอัพ
•    วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม และอวกาศ

พร้อมกันนั้น ไทยยังแสดงความสนใจเข้าร่วมกลุ่ม BRICS ในช่วงที่อินเดียจะเป็นประธานในปี 2026 ด้วย

ในประเด็นความมั่นคงร่วมสมัย ไทยและอินเดียหารือกันอย่างจริงจังเรื่องการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะ “แก๊งคอลเซ็นเตอร์–ออนไลน์สแกม” และมีการเชิญอินเดียเข้าร่วมประชุมใหญ่ด้านความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อรับมือภัยออนไลน์ที่จะจัดขึ้นที่กรุงเทพฯ กลางเดือนธันวาคม

ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่า แม้ไทยจะกำลังเผชิญวิกฤตชายแดน แต่การต่างประเทศของไทยภายใต้สีหศักดิ์ไม่ได้หยุดอยู่แค่ “ดับไฟใกล้บ้าน” เท่านั้น ยังเดินเกมสร้างพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ระยะยาวควบคู่กันไป

5. สไตล์การสื่อสาร: ตรง ชัด มืออาชีพ

หากมองย้อนกลับไปในอดีต นายสีหศักดิ์เคยทำหน้าที่โฆษกกระทรวงการต่างประเทศมาก่อนหลายปี ทำให้เขาคุ้นมือกับการสื่อสารกับสื่อและสังคมโลก

วันนี้ในฐานะรัฐมนตรี เราจึงเห็นสไตล์ที่ชัดเจนคือ
•    ใช้ข้อมูลจริงและตัวเลขในการสื่อสาร ทั้งเรื่องผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุปะทะชายแดน โรงเรียนและโรงพยาบาลที่ต้องปิดชั่วคราว และการเดินทางอพยพของประชาชน
•    เชื่อมภาคส่วนต่าง ๆ – ทำงานร่วมกับกองทัพ หน่วยงานความมั่นคง และคณะทูต เพื่อให้ทุกฝ่ายพูดด้วยข้อมูลชุดเดียวกัน
•    เน้นความโปร่งใสต่อประชาคมโลก ผ่านการบรรยายสรุป การออกเอกสารชี้แจง และการติดต่อองค์กรระหว่างประเทศอย่างเป็นระบบ

ในยุคที่ “การศึกข้อมูลข่าวสาร” สำคัญไม่แพ้การศึกในสมรภูมิ ความชัดเจนและความต่อเนื่องในการสื่อสารของรัฐมนตรีต่างประเทศจึงกลายเป็น “ทรัพยากรเชิงยุทธศาสตร์” ของประเทศไปแล้วโดยปริยาย

6. บทสรุป: นักการทูตอาชีพ ที่เปลี่ยนวิกฤตให้เป็นเวทีแสดงศักยภาพการทูตไทย

ในเวลาไม่กี่เดือนหลังเข้ารับตำแหน่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอย่างนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว แสดงให้เห็นอย่างน้อยสามมิติสำคัญของผลงานคือ
1.    1) ยืนหยัดปกป้องอธิปไตยและความปลอดภัยของประชาชนไทย ภายใต้กรอบกฎหมายระหว่างประเทศและข้อมูลจริง
2.    2) สื่อสารกับโลกอย่างตรงไปตรงมา โปร่งใส และมืออาชีพ ลดช่องว่างของข่าวลือและสงครามข้อมูล
3.    3) เดินเกมระยะยาว สร้างหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ใหม่ ๆ เช่น การขยายความร่วมมือไทย–อินเดียในมิติการค้า ความมั่นคง และเทคโนโลยี

ในวันที่ชายแดนปะทุ เดินคู่ไปกับวันที่โลกกำลังปรับสมดุลอำนาจ การมี “รัฐมนตรีต่างประเทศที่เป็นนักการทูตอาชีพเต็มตัว” คือหนึ่งในจุดแข็งสำคัญของประเทศไทย — และผลงานตลอดช่วงเวลานับจากวันแรกที่เข้ารับตำแหน่ง ก็ทำให้ชื่อของ “สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว” กลายเป็นหนึ่งในเสาหลักด้านการทูต ที่ช่วยพาประเทศไทยฝ่าพายุที่ซับซ้อนของภูมิรัฐศาสตร์ยุคใหม่ได้อย่างมั่นคงและมีศักดิ์ศรี

จากไอดอลสู่ตัวจริงวงในแฟชั่นโลก “ลิซ่า” อยู่ใน Host Committee Met Gala 2026 ยืนยันเป็นไอคอนระดับโลก ร่วมทีมเจ้าภาพที่ทรงอิทธิพล

(12 ธ.ค. 68) "ลิซ่า ลลิษา มโนบาล" ศิลปินไทยชื่อดังได้รับเลือกเป็นหนึ่งใน Host Committee ของงาน Met Gala 2026 ซึ่งเป็นงานระดมทุนแฟชั่นที่ทรงอิทธิพลระดับโลก โดยร่วมอยู่ในทีมเจ้าภาพกับบุคคลจากวงการหลากหลาย เช่น ดนตรี ภาพยนตร์ และกีฬา

Met Gala จัดขึ้นในวันที่ 4 พฤษภาคม 2026 ด้วยธีม "Costume Art" ซึ่งสำรวจความสัมพันธ์ระหว่างเครื่องแต่งกายกับร่างกาย ผ่านมิติต่าง ๆ และนิทรรศการจะจัดแสดงระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงมกราคมปีหน้า

การมีชื่อของ "ลิซ่า" ใน Host Committee ถูกมองว่าเป็นก้าวสำคัญที่มากกว่าการเป็นแขกบนพรมแดง เพราะเป็นการยืนยันบทบาทด้านโครงสร้างเจ้าภาพของงาน ถือเป็นการสร้าง Soft Power ที่เห็นได้ชัดในวงการแฟชั่นและวัฒนธรรมป็อประดับโลก

ในโพสต์ของ Vogue ที่ประกาศรายชื่อ เจ้าภาพร่วมปีนี้ได้แก่ Beyoncé, Nicole Kidman และ Venus Williams พร้อมกับ Host Committee Co-chairs Anthony Vaccarello และ Zoë Kravitz ซึ่งลิซ่าเป็นหนึ่งในรายชื่อที่มีความหมายในฐานะตัวแทนไทย

การติดตาม Dress code และรายชื่อ Host Committee เพิ่มเติมจะเป็นจุดสนใจที่แฟนแฟชั่นทั่วโลกจับตามองต่อไป และบทบาทของลิซ่าในกิจกรรมรอบงานจะช่วยเสริมภาพลักษณ์ของไทยในแวดวงแฟชั่นโลกได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

ยกกรณีปี 2024 ‘ฝรั่งเศส’ ยุบสภาแล้วไม่จบ บทเรียนการเมืองที่หวัง "รีเซ็ตเกม" แต่สุดท้ายกลายเป็น "ล็อกประเทศ" สะท้อนภาพหากใช้ผิดจังหวะ อาจวิกฤตกว่าเดิม

เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2024 ฝรั่งเศสตัดสินใจยุบสภาและเรียกเลือกตั้งใหม่แบบเร่งด่วน ด้วยความหวังว่าจะรีเซ็ตความชอบธรรมทางการเมืองและหยุดการขยายตัวของฝ่ายการเมืองคู่แข่ง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับกลายเป็นบทเรียนราคาแพงที่แสดงให้เห็นว่า การยุบสภาไม่ได้เป็นปุ่มวิเศษที่จะแก้ไขวิกฤตการเมืองได้เสมอไป โดยเฉพาะในสังคมที่แตกขั้วอย่างรุนแรง

กับดักของ "สภาแขวน" ที่ไม่มีใครชนะจริง

ผลลัพธ์จากการเลือกตั้งครั้งนั้นคือ "hung parliament" หรือสภาแขวนที่ไม่มีพรรคการเมืองใดครองเสียงข้างมากเด็ดขาด สภาที่เกิดขึ้นจึงเป็นสภาที่ "คานกันไปมา" มากกว่า "ชี้ขาด" นี่คือกับดักสำคัญของการยุบสภาในระบบที่แตกขั้ว คือการยุบเพื่อหวังได้คำตอบที่ชัดเจน แต่ประชาชนกลับตอบกลับด้วยคำตอบที่ซับซ้อนและแบ่งขั้วยิ่งกว่าเดิม

ประเทศฝรั่งเศสจึงต้องเข้าสู่โหมด "ต่อรองรายวัน" แทนที่จะเป็นการเดินหน้าเชิงนโยบายอย่างมั่นคง รัฐบาลต้องประคองอำนาจด้วยการต่อรองเพื่อให้ผ่านงบประมาณและกฎหมายสำคัญแบบเฉือนกันเป็นคะแนน ๆ บางครั้งต้องยอมถอยในนโยบายสำคัญเพื่อแลกเสียงสนับสนุนให้รอดพ้นวิกฤตไปเป็นครั้ง ๆ

การยอมรับความผิดพลาดจากผู้นำ

ปลายปี 2024 ผู้นำฝรั่งเศสออกมายอมรับโดยนัยว่า การยุบสภาครั้งนั้นทำให้ความปั่นป่วนทางการเมืองเพิ่มขึ้นแทนที่จะลดลง นี่คือการยอมรับที่สะท้อนความจริงสำคัญ: การตัดสินใจที่ "ถูกกฎหมาย" ไม่ได้แปลว่าจะ "ชนะความรู้สึกประชาชน" เสมอไป และที่สำคัญกว่าคือ การยุบสภาอาจสร้างปัญหาใหม่ที่ใหญ่กว่าปัญหาเดิมที่ต้องการแก้ไข

ภาพของ "ยุบแล้วไม่จบ" ในปี 2025

แม้จะผ่านมาเกือบปีครึ่ง ฝรั่งเศสยังคงต้องประคองประเทศด้วยการต่อรองทางการเมืองอย่างต่อเนื่อง นโยบายสำคัญ ๆ ถูกชะลอหรือปรับเปลี่ยนเพื่อให้ได้เสียงสนับสนุน ความมั่นคงทางการเมืองที่คาดหวังจากการยุบสภากลับกลายเป็นความไม่แน่นอนที่ยืดเยื้อ การเมืองอยู่ในโหมด "ต่อรองตลอดเวลา" แทนที่จะเป็นการทำงานเพื่อประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ

บทเรียนสำคัญสำหรับไทย

ประสบการณ์ของฝรั่งเศสสอนให้เห็นว่า การยุบสภาไม่ใช่ "ทางออก" หากไม่ตอบคำถามสำคัญสามข้อก่อน

หนึ่ง สังคมแตกขั้วระดับไหน? หากพรรคการเมืองกระจัดกระจายและแบ่งขั้วรุนแรง การยุบสภาอาจได้สภาแขวนซ้ำหรือแย่กว่าเดิม

สอง รัฐบาลรักษาการมีกรอบชัดเจนหรือไม่? หากกติกาไม่ชัด จะเกิดข้อครหาว่ารัฐบาลรักษาการใช้อำนาจรัฐหาเสียงให้ตนเองหรือพรรคพวก สร้างความไม่เป็นธรรมในการแข่งขัน

สาม หลังเลือกตั้ง มีแผนจับมือจัดตั้งรัฐบาลหรือไม่? หากไม่มีแผนชัดเจนว่าฝ่ายใดจะจับมือกับใครได้จริง การยุบสภาก็แค่เลื่อนปัญหาออกไป 60-90 วัน แล้วกลับมาติดอยู่ในวังวนเดิม

มีดผ่าตัด ไม่ใช่ยาพารา

การยุบสภาเปรียบเสมือนมีดผ่าตัดในมือหมอ ไม่ใช่ยาพาราที่กินแล้วอาการดีขึ้นทันที หากใช้ผิดจังหวะหรือในสถานการณ์ที่ไม่เหมาะสม ไม่เพียงแต่แผลจะไม่หาย แต่ประเทศอาจเสียเลือดเพิ่มจากความปั่นป่วนและความไม่แน่นอนทางการเมืองที่ยืดเยื้อ

ฝรั่งเศสในปี 2024-2025 คือกรณีศึกษาที่ชัดเจนว่า ยุบสภาไม่ได้เท่ากับปิดทางตัน หากผลลัพธ์คือสภาแขวนและรัฐบาลที่ต้องแลกทุกกฎหมายด้วยดีลรายวัน บทเรียนนี้ควรเป็นข้อคิดสำคัญสำหรับทุกประเทศที่กำลังพิจารณาใช้การยุบสภาเป็นทางออกทางการเมือง รวมทั้งประเทศไทยด้วย

‘อนุทิน’ เปิดใจเหตุยุบสภา อ้าง ‘เท้ง’ บอกไม่ให้ไปต่อ ยันไม่ได้หักหลัง ยึดตาม MOA แต่เรื่องคงอำนาจ สว. โหวตรัฐธรรมนูญ ไม่ได้อยู่ในข้อตกลง รับสั่ง สว. ไม่ได้ แย้มพร้อมหนุนประชามติแก้รัฐธรรมนูญคำถามแรก

(12 ธ.ค.68) ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย กล่าวถึงเหตุผลในการตัดสินใจยุบสภา ว่า ต้องการคืนอำนาจให้ประชาชน ตนและพรรคภูมิใจไทย (ภท.) เป็นรัฐบาลได้ เพราะพรรคประชาชน (ปชน.) ให้มาเป็น และการแก้ไขรัฐธรรมนูญเราก็พยายามทำมาตลอด และในสัญญาที่มีต่อกันใน MOA ทั้ง 4 - 5 ข้อ พรรคภูมิใจไทยก็ปฏิบัติมาตลอด แต่เรื่องการแก้ไขมาตรา 256/28 เกี่ยวกับอำนาจ สว.ในการโหวตแก้ไขรัฐธรรมนูญ ไม่เคยมีการพูดกันใน MOA มาก่อน แต่เมื่อหัวหน้าพรรคประชาชนแถลงในรัฐสภาว่า ถ้าพรรคภูมิใจไทยไม่โหวตตามที่ต้องการ พรรคประชาชนก็จะไม่สนับสนุน และขอให้นายกฯ ยุบสภา

"ท่านโหวตให้ผมเป็นนายกรัฐมนตรี แต่ท่านบอกว่าไม่สนับสนุนผมแล้ว ท่านขอให้ผมยุบสภาผมก็ทำตามท่าน เป็นไปตามมารยาท และขั้นตอนที่ควรจะเป็น" นายอนุทิน กล่าว

เมื่อถามว่า ก่อนถึงจุดนี้ได้เจรจากับพรรคประชาชนแล้วหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า มีการพูดคุย และประสานกัน ซึ่งคนที่ประสานงานหลัก คือนายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

เมื่อถามว่า สาเหตุที่ตัดสินใจยุบสภามาจากการที่พรรคประชาชนเตรียมยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจตามรัฐธรรมนูญมาตรา 151 หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ตนคิดว่าชัดเจนที่ท่านต้องการให้ยุบสภา ตนก็ยุบ เพราะท่านให้ตนมาเป็นรัฐบาล ตนก็ให้เกียรติท่าน

เมื่อถามว่า การยื่นยุบสภาเป็นการยื่นก่อนที่พรรคประชาชนจะมีท่าทีในการเตรียมยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า เราทำทุกอย่างแล้ว มาจนถึงเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ได้มีการโหวตในวาระ 1 และวาระ 2 แต่มาติดที่มาตรา 256/28 ซึ่งพรรคภูมิใจไทยไม่มีความสามารถที่จะไปกดดันหรือบังคับโน้มน้าว สว.ตามที่พรรคประชาชนต้องการได้

เมื่อถามว่า การที่พรรคภูมิใจไทยสนับสนุนการคงอำนาจ สว.ไว้ ในการโหวตแก้ไขรัฐธรรมนูญ มองว่าเป็นการหักหลังทางการเมืองหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่มีการหักหลังใดๆ ให้ไปดู MOA เขียนไว้อย่างไร ซึ่ง MOA ไม่มีเรื่องเกี่ยวกับ สว.เลย แต่เป็นข้อตกลงที่พรรคภูมิใจไทยพยายามอย่างเต็มที่ที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญ รวมถึงข้อตกลงที่จะไม่มีการเพิ่มจำนวน สส.และไม่พยายามเป็นเสียงข้างมาก ซึ่งเป็นบริบททางการเมืองที่เราสามารถทำได้ แต่เราก็ไม่ทำ ซึ่งการขอให้มีมติเกี่ยวกับคำถามแก้รัฐธรรมนูญเราก็ทำให้ หากส่งมาให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งตนได้หารือกับ นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย ท่านก็บอกว่าสามารถที่จะกำหนดวันทำประชามติได้ โดยอำนาจคณะรัฐมนตรีที่ยังรักษาการอยู่ ตนก็ทำให้ รักษาเงื่อนไขตามเอ็มโอเอ พร้อมย้ำว่า ไม่มีการหักหลังใดๆ ทั้งสิ้น

เมื่อถามว่า ในอนาคตยังจับมือกับพรรคประชาชนได้หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ทุกอย่างเป็นไปได้หมด เมื่อถามว่า การยุบสภาครั้งนี้มีการเตรียมการมาล่วงหน้าหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ถ้าถามเรื่องการเตรียมร่างพระราชกฤษฎีกายุบสภา ตนได้เตรียมไว้แต่วันแรกที่เป็นนายกรัฐมนตรี แค่เปลี่ยนเดือนมาแค่สองเดือนเท่านั้นเอง เราต้องยอมรับสภาพว่าเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย เข้ามาเพื่อจัดการปัญหาบ้านเมืองที่ติดขัดค้างคาให้ผ่านพ้นไปได้ เช่น การเจรจาทางการค้า การยอมรับจากนานาชาติ การนำประเทศไทยกลับสู่เวทีโลก เรื่องความมั่นคงก็ทำให้เป็นปึกแผ่น การจัดระเบียบข้าราชการให้บริหารราชการแผ่นดินอย่างต่อเนื่อง ถึงจุดหนึ่งเมื่อคนที่เขานำเราเข้ามา บอกให้เราทำแค่นี้ เราก็คืนอำนาจให้ประชาชน



 

ดรามาเสียงเพี้ยนพิธีเปิดซีเกมส์ “แบมแบม” สวนแรง “พี่วี” ไม่ต้องพิสูจน์! อย่าตัดสินศิลปินด้วยเสียงถ่ายทอด เสียงเพี้ยนไม่ใช่คดีแต่การโยนบาปให้ศิลปิน “นี่แหละปัญหา”

เมื่อวันที่ (12 ธ.ค. 68) ดรามาเสียงเพี้ยนจากการแสดงเพลง "1%" ของ 'วี วิโอเลต' ในพิธีเปิดซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ที่ราชมังคลากีฬาสถาน กลายเป็นประเด็นร้อนบนโซเชียลหลังเสียงร้องไม่ตรงตามที่คนดูคาดหวังในถ่ายทอดสด เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2568

'วี วิโอเลต' ชี้แจงว่าถูกบรีฟให้ลิปซิงก์ 100% เนื่องจากเหตุผลทางเทคนิค แต่ไมค์กลับถูกเปิดในขณะถ่ายทอดสด ส่งผลให้เสียงที่คนดูได้รับไม่สมบูรณ์ ขณะที่ 'F.HERO' เสริมว่าได้รับบรีฟให้ปิดไมค์เนื่องจากเป็นการแสดงลิปซิงก์ ทำให้เกิดความคลาดเคลื่อนจากการประสานงานกับทีมถ่ายทอด

ต้นสังกัด Universal Music Thailand ออกแถลงการณ์ยอมรับว่าเป็นความผิดพลาดในการประสานงาน ทำให้การแสดงไม่เป็นไปตามแผนที่ตกลงไว้ และแสดงความเสียใจกับเหตุการณ์ดังกล่าว

ดรามานี้ได้รับความสนใจจาก 'แบมแบม กันต์พิมุกต์' ที่เข้ามาคอมเมนต์ให้กำลังใจ 'วี' ว่า "พี่วีไม่ต้องพิสูจน์เลยครับ คนทั้งโลกรับรู้ถึงความสามารถของพี่มาตั้งนานแล้วครับ" คำพูดนี้ช่วยเบรกกระแสดรามาและเน้นย้ำว่าความสามารถศิลปินไม่ควรถูกตัดสินจากความผิดพลาดทางเทคนิคเพียงครั้งเดียว

เหตุการณ์ครั้งนี้สะท้อนความสำคัญของการประสานงานและระบบเสียงในการถ่ายทอดสดงานระดับชาติ แม้ศิลปินจะไม่ได้ผิด แต่เสียงที่ออกอาจสร้างความเสียหายต่อชื่อเสียงทันที

เจาะลึกชุมชน "สหกรณ์" แห่งอิสราเอล เลิกกินข้าวรวม - เด็กถูกเลี้ยงที่บ้าน ทรัพย์สินส่วนตัวกลายเป็นเรื่องปกติ สะท้อนการปรับตัวให้อยู่รอดในโลกยุคปัจจุบัน

Israel’s Kibbutz (& Moshav) : ชุมชนอุดมคติรูปแบบ “สหกรณ์”

เล่าถึงสังคมที่ไม่เท่าเทียมอย่างแท้จริงว่า ไม่มีอยู่จริงในโลกคอมมิวนิสต์ที่ผ่านมา แต่ในประเทศอิสราเอลมีอยู่จริง โดยเป็นรูปแบบของ Kibbutz ประมาณ 100 กว่าปีก่อน ชาวยิวที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วทุกมุมโลกได้พากันอพยพมาตั้งถิ่นฐานยังดินแดนที่เป็นประเทศอิสราเอลในปัจจุบัน ในครั้งนั้นชาวยิวส่วนหนึ่งได้รวมตัวกันเป็นชุมชนเกษตรกรรมตามชนบท หรือที่เรียกว่า ‘คิบบุตซ์’ (Kibbutz) ปัจจุบันทั่วทั้งประเทศอิสราเอลมี Kibbutz ราว 267 แห่ง และมีชาว Kibbutz อยู่ราว 1 แสน 2 หมื่นคน กระจายตัวอยู่ทั่วประเทศ และจำนวนคงลดลงเรื่อย ๆ เพราะคิบบุตซ์บางแห่งปรับเปลี่ยนไปเป็นโมชาฟ (Moshav) ปัจจุบันมีจำนวนราว Moshav 448 แห่ง ทั่วประเทศอิสราเอล

"ระบบเกษตรอิสราเอล เริ่มต้นจากชาวอิสราเอลรุ่นแรก 800 คน ที่อพยพมาอยู่ในพื้นที่ปัจจุบันในปี 1907 เป็นกลุ่มคนที่เก่ง สมองดี มารวมตัวกัน เพื่อที่จะสร้างอิสราเอลให้เป็นประเทศการเกษตร แต่คนเหล่านี้ไม่เคยทำการเกษตรมาก่อน จึงมีการวางระบบที่ดีภายใต้ปัจจัยที่อิสราเอลมีทรัพยากรค่อนข้างจำกัด แล้วมีการสืบทอดต่อกันมาเรื่อย ๆ ดังนั้นการเกษตรของอิสราเอลจึงเริ่มจากกลุ่ม Kibbutz หรือนิคมการเกษตร คนที่มีความคิดความอ่านที่ค่อนข้างดีมาตั้งแต่ต้นมารวมตัวกัน แต่ไม่มีสมบัติเป็นของตัวเอง ผลิตทุกอย่างก็เพื่อเป็นของรัฐ ใช้วิธีการแบ่งปันกัน 

ความเป็นมาของ Kibbutz เมื่อ 100 ปีก่อน ชาวยิวจากรัสเซียและแคว้นกาลิเซียในสเปน ราว 10 กว่าคน ที่มีความเชื่อในลัทธิ Zionists ว่า ชาวยิวควรจะต้องกลับมาปักหลักใช้ชีวิตอยู่ในดินแดนซึ่งก็คือส่วนที่เป็นอิสราเอลในปัจจุบัน ได้ร่วมกันจัดตั้งสิ่งที่ครั้งหนึ่งเกือบจะกลายเป็นคำพ้องความหมายของคำว่าอิสราเอล สิ่งนั้นก็คือ Kibbutz  ซึ่งก็คือ ชุมชนที่ร่วมตัวกันทำงานการเกษตร ร่วมกันกิน ร่วมกันใช้แบบไม่มีการเห็นแก่ตัว พวกเขาจัดการซื้อที่ดินในเขตทางใต้ของทะเลกาลิลีจากชนเผ่าเร่ร่อนชาวเบดูอิน และจัดตั้งเป็น Kibbutz แห่งแรกเมื่อ 29 ตุลาคม 1910  โดยให้ชื่อว่า "เดกาเนีย"  

ไช โชนาชี ผู้อำนวยการใหญ่ของเดกาเนียคนปัจจุบัน หรือที่ตอนนี้เรียกว่า "เดกาเนีย อาเลฟ" บอกว่าคนพวกนี้ต้องการที่จะสร้างชาวยิวรุ่นใหม่ขึ้นมา ที่แตกต่างจากชาวยิวรุ่นก่อน ๆ ที่ถูกชนชาติต่างขับไล่ผลักดันให้ออกจากดินแดนของตัวเอง และต้องไปตกระกำลำบากในดินแดนประเทศอื่น และเครื่องมือสำหรับการเปลี่ยนแปลงคนยิวเหล่านี้ก็คือ Kibbutz ซึ่งในภาษาฮีบรู หมายถึง การรวบรวม หรือการรวมตัวกัน แต่ปัจจุบันคำนี้หมายถึงชุมชนของคนที่อยู่ด้วยกัน

ส่วน Moshav เป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่มีการรวมกลุ่มเหมือนกัน แต่มีที่ทำกินเป็นของตัวเอง ซึ่งในอิสราเอล จะมี 2 กลุ่มใหญ่ที่ทำการเกษตรของประเทศอยู่ การรวมกลุ่มกันแบบนี้ถือเป็นผลดีต่อการทำการเกษตรในอิสราเอลเป็นอย่างยิ่ง เพราะนั่นหมายถึง อำนาจการต่อรอง และเป็นเส้นทางส่งผ่านข้อมูล ตลอดจนความรู้ต่าง ๆ ไปยังเกษตรกรโดยตรง รวมถึงการคัดเลือก พืชผัก ผลไม้เศรษฐกิจ ที่สามารถทำเงินได้มากมาย สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตรในตลาดต่างประเทศ

Kibbutz นั้นมีมาก่อน Moshav เป็นชุมชนที่ถือว่าเป็นนิติบุคคลจะมองว่าเป็นเหมือนบริษัทก็ได้ ลักษณะคล้ายคอมมูนในสมัยสังคมนิยมซึ่งสมาชิกเป็นเจ้าของทรัพย์สินร่วมกันและ ได้รับการแบ่งปันผลกำไรตามผลงานที่ทำได้ในแต่ละปี โดยสมาชิกนอกจากจะได้เงินปันผลแล้ว ถ้าทำงานใน Kibbutz ก็ยังได้เงินเดือนจากทาง Kibbutz อีกทางหนึ่งด้วย การจะเข้ามาเป็นสมาชิกคิบบุตส์นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องสืบสายเลือดจากคนใน Kibbutz รุ่นสู่รุ่น หรือ ถ้าจะเข้าใหม่ก็ต้องมีผู้รับรองจึงจะเข้าได้ นอกจากทั้ง Moshav และ Kibbutz จะเป็นฟาร์มเกษตรแล้ว หลายแห่งยังเปิดบ้านพักที่เรียกว่า ซิมเมอร์ (Zimmer : กระท่อม)ไว้ภายในเพื่อให้นักท่องเที่ยวเข้ามาพักโดยตกแต่งบรรยากาศให้สวย งามร่มรื่นท่ามกลางธรรมชาติ 

ตามที่เล่าในตอนต้นว่า ปัจจุบันจำนวน Kibbutz นั้นลด น้อยลงไปเรื่อย ๆ โดยหลายแห่งก็เปลี่ยนการดำเนินงานมาเป็นรูปแบบ Moshav สาเหตุก็มีอยู่ 2 ประการคือ ประการแรกคือระบบ Kibbutz เหมือนระบบสังคมนิยมที่ขาดแรงจูงใจให้คนทำงาน เนื่องจากไม่ว่าทำมากหรือทำน้อยก็ได้เท่ากันทำให้เกษตรกรอยากทำงานในระบบ Moshav มากกว่าที่ทำมากได้มาก และใช้ Moshav เพื่อการต่อรองเท่านั้น ประการที่สองคือสภาพสังคมที่เปลี่ยนไปปัจจุบันคนใน Kibbutz รุ่นหนุ่มสาวต่าง ก็ออกมาทำงานในเมืองโดยทำงานที่สบายกว่าการเกษตร เช่น งานด้านคอมพิวเตอร์ การทำงานใน Office ทำให้คนที่อาศัยและทำงานใน Kibbutz ปัจจุบันคือ ผู้สูงอายุที่เคยเข้ามา บุกเบิก แผ้วถางฟาร์มไว้ แนวคิดของ Kibbutz  วางอยู่บนแนวคิดแบบสังคมนิยมโดยแท้ แต่ไม่ใช่ในรูปแบบทางการเมือง ชีวิตความเป็นอยู่ของคนใน Kibbutz มีเรื่องการร่วมกันทำร่วมกันใช้ แทรกอยู่แทบในแทบทุกอณูของชีวิต ไม่เว้นแม้แต่เรื่องที่เป็นเรื่องส่วนตัว อย่างเช่นเรื่อง "ลูก" เมื่อสมัยที่เด็กคนแรกเกิดขึ้นใน Kibbutz   สมาชิกทั้งหมดต่างก็ถกเถียงกันว่า เด็กคนนี้ควรเป็นสมบัติของทั้ง Kibbutz  หรือเป็นของเฉพาะพ่อแม่ของเด็กเท่านั้น แต่ในที่สุด ฝ่ายพ่อแม่ก็เป็นฝ่ายชนะ 

ส่วนเด็กคนที่ 2 ที่เกิดที่ Kibbutz  เดกาเนีย อาเลฟ ก็ไม่ธรรมดา เพราะเขาก็คือ "นายพล โมเช่ ดายัน" นายพลตาเดียว ที่มีบทบาทสำคัญในประวัติศาสตร์อิสราเอล ในฐานะเป็นผู้นำในการป้องกันประเทศ คนเก่าคนแก่ของ Kibbutz ยังจำเขาได้ดีว่า ดายันเคยเป็นเด็กที่ทะลึ่งไม่น้อยตอนที่เขาอยู่ที่นี่ และต่อมา Kibbutz เดกาเนีย ก็กลายเป็นต้นแบบให้ Kibbutz อื่น ๆ เดินตาม จนเกิด Kibbutz  เดกาเนีย บี , เดกาเนีย ซี , และ ดี , อี , เอฟ จนผู้คนเริ่มรู้สึกว่า ควรต้องเปลี่ยนไปใช้ชื่ออื่นบ้างแล้ว จึงหันไปใช้ชื่อในแนวอื่น ๆ แทน เมื่อมีการตั้งรัฐอิสราเอลขึ้นแล้ว  Kibbutz กลายเป็นสังคมชั้นดี เพราะบุคคลสำคัญของประเทศมากมายเคยใช้ชีวิตใน Kibbutz  คนเหล่านี้เชื่อมั่นในเรื่องของการทำงานหนัก การประหยัดมัธยัสถ์ และค่านิยมของการบุกเบิก พวกเขากลายเป็นสัญลักษณ์ของการเริ่มต้นสำหรับผู้คนมากมาย 

Kibbutz เหล่านี้เปลี่ยนแปลงไปมากแล้วจากบุกเบิก และสมาชิกก็ไม่ได้ประหยัดมัธยัสถ์ หรือร่วมกันทำงานในฟาร์มเหมือนเช่นแต่ก่อน โดยบางแห่งก็เป็นผู้ผลิตระบบสปริงเกอร์ บางแห่งก็เน้นเลี้ยงหมู บางแห่งก็ผลิตอุปกรณ์ถอนขนสำหรับสตรี ปัจจุบันมี Kibbutz แค่ 15 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่ยังคงทำงานด้านการเกษตร ขณะที่ Kibbutz บางแห่งก็หันมาจับธุรกิจไฮเทค และปัจจุบันมีบริษัทของ Kibbutz  20 แห่งที่อยู่ในตลาดหุ้น และชาว Kibbutz  ก็ไม่ได้เปลี่ยนเฉพาะในสิ่งที่พวกเขา แต่เปลี่ยนวิธีการที่พวกเขาใช้ชีวิตด้วย จากการใช้ชีวิตร่วมกัน ตอนนี้ชาว Kibbutz มีความเป็นส่วนตัวมากขึ้น พวกเขากินอาหารกับครอบครัวที่บ้าน แทนที่จะเป็นการกินรวมกันในโรงอาหารของ Kibbutz แบบแต่ก่อน เด็กก็ถูกเลี้ยงอยู่ที่บ้าน แทนที่จะเป็นการเลี้ยงในโรงเลี้ยงเด็ก และจะได้เจอพ่อแม่หลังจากที่พ่อแม่เลิกงานเท่านั้น ส่วนทรัพย์สินส่วนตัวแต่เดิมเคยเป็นเรื่องต้องห้าม จนถึงขั้นผิดกฎหมาย ตอนนี้ก็กลายเป็นเรื่องปกติธรรมดา ๆ ไปแล้ว

จากหลักการของแนวคิดจัดสรรรายได้แบบจ่ายตามความจำเป็นที่ต้องใช้เงิน โดยไม่คำนึงถึงความสามารถในการทำงาน ตอนนี้ก็ปรับเปลี่ยนมาเป็นระบบค่าแรงที่หลากหลาย ตามลักษณะงานที่ทำ และบาง Kibbutz ก็ถึงกับว่าจ้างแรงงานจากภายนอกมาทำงาน แทนที่จะอาศัยแรงงานของสมาชิกล้วน ๆ (รวมทั้งแรงงานไทยจำนวนหนึ่งด้วย) การเปลี่ยนแปลงนี้เพื่อทำให้ Kibbutz สามารถอยู่ในโลกปัจจุบันได้ และทำให้สมาชิกเองก็สามารถอยู่ใน Kibbutz ได้ แต่คนรุ่นเก่า ๆ มักไม่ค่อยชอบใจกับเรื่องแบบนี้ มีเรื่องเล่าว่า เมื่อชาว Kibbutz สูงอายุกลุ่มหนึ่งถูกส่งไปอยู่ที่บ้านพักคนชรา ภายในเวลา 1 สัปดาห์ พวกเขารวมตัวกันเป็นกลุ่มทำงาน และจัดการรื้อถอนแปลงดอกไม้ของบ้านพัก และลงมือปลูกผักแทน Hanita เป็น Kibbutz ที่มีสมาชิกราว 700 คน แต่เป็นเจ้าของสองบริษัทอุตสาหกรรมชั้นนำ 1)เป็นผู้ผลิตและจำหน่าย ฟิล์มกรองแสงยี่ห้อ Hanita และ 2)อีกบริษัทคือ Hanita Lenses ผู้ผลิต contact lenses และ lenses แก้วตาเทียม

หากได้ไปเยือนประเทศอิสราเอล และสนใจเข้าพักใน Zimmer ของ Kibbutz เพื่อฝึกงานในชุมชนแห่งความเท่าเทียมของแท้แน่นอนได้ตาม Kibbutz ต่าง ๆ ในอิสราเอลได้ ด้วยการติดต่อโดยตรงยัง Kibbutz ต่าง ๆ ได้เลย หรือลองหาข้อมูลจากแรงงานภาคการเกษตรไทยที่เคยไปทำงานใน Kibbutz ต่าง ๆ ได้ หรือพี่น้องแรงงานไทยที่อยากไปทำงานภาคการเกษตรกับ Kibbutz ต่าง ๆ สามารถติดต่อผ่านกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงานได้  
 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top