Monday, 8 June 2026
TheStatesTimes

ลูกชาย 'เปิ้ล นาคร' ลุยงานระดับชาติ พิธีเปิดซีเกมส์ 2025 กลางราชมังคลาฯ โชว์เจ็ตสกีสะท้อนพลังน้ำในอาเซียน ย้ำดีกรีแชมป์เยาวชนระดับโลก!

11 ธ.ค. 68) น้องออก้า – นครา ศิลาชัย ลูกชาย 'เปิ้ล นาคร' โชว์เจ็ตสกีสุดเท่ในพิธีเปิดซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ที่สนามราชมังคลากีฬาสถาน กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2568 ท่ามกลางเสียงปรบมือและคำชมจากคนดูในสนามและชาวเน็ต

สองพ่อ-ลูก ผ่านเวทีระดับชาติครั้งนี้ด้วยความภาคภูมิใจ 'เปิ้ล นาคร' โพสต์ในเฟซบุ๊กถึงโมเมนต์ที่รอลูกขึ้นแสดง พร้อมชื่นชมว่าลูกชาย "เก่งมากลูก" แม้จะพลาดนิดหน่อยแต่ทำดีที่สุดแล้ว และมองว่าการแสดงครั้งนี้คือโอกาสในการพิสูจน์ศักยภาพกีฬาเจ็ตสกีไทยให้ทั่วโลกเห็น

การแสดงเจ็ตสกีนี้สื่อถึง "ท้องทะเลและพลังของสายน้ำ" ในชุด "We are on – Connected by the SEA" ซึ่งสะท้อนภาพรวมการเชื่อมโยงผู้คนอาเซียนผ่านทะเลและกีฬา น้องออก้า วัย 14 ปีคือแชมป์เจ็ตสกีเยาวชนระดับโลก ผู้เป็นคลื่นลูกใหม่ของวงการที่หลายคนจับตามอง

กระแสตอบรับดีกว่าแค่ลูกดารา เพราะเขาเป็นนักกีฬาที่ผ่านเวทีโลกจริง ๆ เป็นภาพลักษณ์ใหม่ของกีฬาไทยที่ไม่ใช่แค่ฟุตบอลหรือมวย แต่มีกีฬาเจ็ตสกีที่น่าจับตามองในระดับเอเชีย

เส้นทางของน้องออก้าไม่ได้มาเพียงโชว์ความเท่บนเวทีใหญ่ แต่เป็นการสะท้อนครอบครัวนักกีฬาที่ส่งต่อความฝันและแพสชันระหว่างรุ่น และมุมมองใหม่ ๆ ของกีฬาที่ถูกเล่าผ่านเวทีซีเกมส์ในบ้านตัวเองครั้งนี้อย่างทรงพลัง

กองกำลังบูรพา บุกจับ “เจ๊ลัด” เมียเก่า “กำนันลี” ผู้มีอิทธิพลชาวกัมพูชา ในพื้นที่บ้านหนองจาน จ.สระแก้ว หลังพบพฤติกรรมเข้าข่ายเป็นไส้ศึก

(11 ธ.ค. 68) กองกำลังบูรพาเข้าควบคุมตัว “เจ๊ลัด” หรือ นางทองลัด กันหา อายุ 63 ปี อดีตภรรยากำนันลี ผู้มีอิทธิพลชาวกัมพูชา หลังพบพฤติกรรมเข้าข่ายเป็นไส้ศึกส่งข้อมูลทหารไทยให้ฝั่งกัมพูชา โดยเจ้าหน้าที่ได้ยึดโทรศัพท์และอุปกรณ์สื่อสารทั้งหมดเพื่อตรวจสอบเส้นทางการติดต่อ ขณะเดียวกัน หน่วยความมั่นคงยังตรวจพบการเคลื่อนไหวของเครือข่ายสอดแนมในหลายจังหวัดช่วง 8–9 ธันวาคม ทั้งในอุบลราชธานีและสุรินทร์ พร้อมควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยหลายราย

ข้อมูลเบื้องต้นระบุว่ากลุ่มผู้ต้องสงสัยมีพฤติกรรมผิดสังเกต เช่น เดินทางโดยไม่มีจุดหมายชัดเจน ถือครองโทรศัพท์หลายเครื่อง หรือพกสิ่งของจากกัมพูชาโดยไม่อธิบายที่มา คาดว่าบางรายอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการส่งพิกัดทหารไทยหรือเส้นทางลำเลียงกำลัง ส่งผลให้จังหวัดสระแก้วเริ่มบังคับใช้เคอร์ฟิวตั้งแต่ค่ำวันที่ 10 ธันวาคม เพื่อสกัดการแทรกซึมของสายลับและแรงงานแฝงตัว

ด้าน กอ.รมน. เปิดเผยว่า การสอดแนมช่วงนี้มีรูปแบบเด่น 3 ลักษณะ คือ ผู้ที่เข้ามาสำรวจใกล้ฐานทหาร บุคคลที่ถือครองอุปกรณ์สื่อสารจำนวนมากเพื่อแบ่งข้อมูลส่งต่อ และแรงงานต่างด้าวที่ไม่มีเส้นทางเดินทางชัดเจน ซึ่งบางรายยอมรับว่ามีผู้ว่าจ้างให้สำรวจพื้นที่เป้าหมาย โดยทุกกรณีถูกนำเข้าสู่กระบวนการสอบสวนด้านความมั่นคงแล้ว

พลเอก ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เลขาธิการกอ.รมน. สั่งยกระดับการข่าวชายแดนไทย–กัมพูชา โดยให้หน่วยลาดตระเวนในสระแก้ว บุรีรัมย์ และสุรินทร์เฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมขอความร่วมมือประชาชนแจ้งเบาะแสหากพบบุคคลหรือยานพาหนะต้องสงสัย ผ่านสายด่วน 1374 เพื่อป้องกันไม่ให้ข้อมูลลับทางทหารถูกส่งออกไปยังฝ่ายตรงข้าม

ถอดรหัส 10 กลุ่มทุนไทยบุกโลก สกัด 5 บทเรียนสำคัญที่นำไปใช้ได้ทันที เน้นซื้อ 'แพลตฟอร์ม-จุดแข็ง' และใช้ 'การร่วมทุน' เป็นทางลัด SME ไทยสู่ตลาดต่างประเทศ

เวลาเราได้ยินคำว่า “FDI ของไทยในต่างประเทศ” คนส่วนใหญ่จะนึกถึงตัวเลขระดับหมื่นล้านดอลลาร์ ดูไกลตัว เหมือนเป็นเรื่องของ “บิ๊กคอร์ป” เท่านั้น แต่ถ้ามองดี ๆ โมเดลของทุนไทยที่ออกไปลงทุนต่างประเทศ วันนี้คือคู่มือขยายธุรกิจที่ SME ไทยเอามาปรับใช้ได้จริง

TST BIZ ชวนดู 10 กลุ่มทุนไทยที่ถือว่าเป็น “ตัวหลัก” ของการลงทุนไทยในต่างประเทศ แล้วสกัดออกมาเป็นแนวคิด–สูตรเล่นเกมต่างประเทศสำหรับคนทำธุรกิจทุกขนาด

1. ภาพรวม: 10 กลุ่มทุนไทยที่บุกต่างประเทศหนักสุด

รายชื่อด้านล่างไม่ได้เรียงตามตัวเลขเป๊ะ ๆ แบบ ranking ราชการ แต่คือกลุ่มที่มี footprint ต่างประเทศขนาดใหญ่ ได้รับการพูดถึงซ้ำ ๆ ทั้งจากนักวิชาการ สื่อเศรษฐกิจ และรายงานต่างประเทศว่าเป็นตัวเต็ง FDI ไทย
• PTT Group
• Indorama Ventures (IVL)
• Banpu / Banpu Power
• SCG (Siam Cement Group)
• CP Group / CPF / CP All
• ThaiBev
• Central Group / Central Retail (CRC)
• Minor International (MINT)
• Amata Corporation
• Gulf Energy, B.Grimm Power
• Thai Union Group (TU)

ลองจัดกลุ่มแบบ “ภาษาคนทำธุรกิจ” จะได้ประมาณนี้:
• สายทรัพยากร–พลังงาน–โรงไฟฟ้า: PTT, Banpu, Gulf, B.Grimm
• สายโรงงาน–อุตสาหกรรมโลก: IVL, SCG, TU
• สายกิน–อยู่–ช้อป–ไลฟ์สไตล์: CP, ThaiBev, Central, MINT
• สายที่ดิน–นิคม–เมืองอุตสาหกรรม: Amata

จากตรงนี้ เราไม่ได้จะไปท่องว่าใครลงทุนกี่พันล้าน แต่จะถามว่า “เขาเล่นเกมยังไง” แล้ว SME/ผู้ประกอบการไทยจะเรียนรู้อะไรได้บ้าง

2. โมเดล PTT – Banpu – Gulf – B.Grimm: ไปกับ “ของที่เราเก่งเป็นทุนเดิม”

ธุรกิจพลังงาน–ทรัพยากรของไทยไม่ได้เริ่มจากศูนย์ ในประเทศเรามีประสบการณ์เรื่อง
• การสำรวจ–ผลิต–ค้าส่งพลังงาน
• การบริหารโรงไฟฟ้า
• การบริหารโครงการขนาดใหญ่ (Mega project)

เวลาออกนอกบ้าน เขาไม่ได้เปลี่ยนตัวเองไปทำอย่างอื่น แต่ใช้ “ของที่ตัวเองเก่งอยู่แล้ว” ไปต่อยอดในประเทศอื่น

บทเรียนสำหรับ SME / เจ้าของธุรกิจ
• เวลาอยากไปต่างประเทศ อย่าเริ่มจากคำถามว่า “ไปประเทศไหนดี” แต่ให้เริ่มด้วยคำถามว่า “เราเก่งเรื่องอะไร ที่คนประเทศอื่นอาจยังทำได้ไม่ดีเท่าเรา?”
• ถ้าคุณเก่งด้านไหนอยู่แล้ว เช่น ระบบแฟรนไชส์ ร้านอาหาร โลจิสติกส์ เทคโนโลยี ให้ใช้จุดแข็งนั้นเป็น “ตั๋วเข้า” ไปต่างประเทศ มากกว่าพยายามฝืนไปทำธุรกิจใหม่ที่ไม่ใช่ core competency ของตัวเอง

3. โมเดล IVL – SCG – TU: จาก “ผู้เล่นในประเทศ” → “โครงสร้างห่วงโซ่อุปทานระดับโลก”

Indorama Ventures (IVL) คือกรณีศึกษาเบสิกของคนชอบอ่านเรื่อง Globalization:
• เริ่มจากการเป็นผู้ผลิตเส้นใย–เม็ดพลาสติก
• แล้วค่อย ๆ ซื้อกิจการ–ตั้งโรงงานในยุโรป อเมริกา เอเชีย
• จนวันนี้กลายเป็นผู้เล่นระดับโลกในตลาด PET/เส้นใย

SCG ก็คล้ายกันในอาเซียน: ซีเมนต์–ปิโตรเคมี–บรรจุภัณฑ์ Thai Union (TU) ก็ใช้โมเดลคล้าย ๆ กันในตลาดอาหารทะเลและแบรนด์อาหารพร้อมทาน

สิ่งที่เขาทำไม่ใช่แค่ “ไปเปิดโรงงานนอกประเทศ” แต่คือการสร้าง “ตำแหน่งในห่วงโซ่คุณค่าโลก (Global value chain)”
บทเรียนสำหรับผู้ประกอบการ
• ถ้าคุณทำธุรกิจ B2B / โรงงาน / ซัพพลาย ให้ถามตัวเองว่า ในห่วงโซ่ของลูกค้าระดับภูมิภาค/โลก เราไปนั่งตรงจุดไหนได้บ้าง?
• การไปต่างประเทศสำหรับโรงงานขนาดกลาง ไม่จำเป็นต้องไปตั้งโรงงานเองเสมอไป เข้าเป็นซัพพลายเออร์ให้โรงงาน/แบรนด์ต่างชาติในไทย → ต่อสายไปโรงงานต่างประเทศของเขา หรือร่วมทุน/ถือหุ้นเล็ก ๆ ในโรงงานต่างประเทศ เพื่อได้ทั้งตลาดและเทคโนโลยี

พูดง่าย ๆ คือ “อย่าคิดว่า FDI = ต้องไปสร้างโรงงานเอง 100% เสมอ” บางครั้งการถือหุ้นบางส่วนในห่วงโซ่ที่ใช้คุณค่าของเรา ก็เป็น FDI ในเชิงกลยุทธ์เหมือนกัน

4. โมเดล CP – ThaiBev – Central – MINT: ซื้อ “แพลตฟอร์ม” แทนเริ่มใหม่ทั้งหมด

กลุ่มนี้น่าสนใจมาก เพราะเป็นกลุ่มที่ SME ไทยมองแล้วแอบอินได้ง่ายที่สุด
• CP: ใช้ทั้งการตั้งกิจการเอง และซื้อกิจการ/ร่วมทุนด้านอาหาร–ค้าปลีกในจีน เวียดนาม ฯลฯ
• ThaiBev: ดีลซื้อ Sabeco ในเวียดนาม กลายเป็นทางลัดเข้าตลาดเบียร์–เครื่องดื่มเวียดนาม
• Central/CRC: ซื้อห้าง–ดีพาร์ตเมนต์สโตร์ในยุโรป และขยายค้าปลีกในเวียดนาม
• MINT: ซื้อเชนโรงแรม NH ในยุโรป + ขยายแบรนด์ Anantara, Avani ไปหลายประเทศ

จุดร่วมชัด ๆ คือ เขาไม่ได้เริ่มจาก “ศูนย์” ในประเทศปลายทาง แต่ซื้อ “แพลตฟอร์มที่มีคน ลูกค้า ระบบ ทีมงานอยู่แล้ว” แล้วค่อยเอาจุดแข็งของไทยไปเติมเข้าไป

บทเรียนสำหรับ SME / นักธุรกิจ
• เวลาอยากบุกประเทศใหม่ ลองถามว่า มีธุรกิจท้องถิ่นไหนที่เราพอจะร่วมทุน/ซื้อสัดส่วนเล็ก ๆ ได้ไหม?
• มีแฟรนไชส์–เชนท้องถิ่น ที่มองหา “พาร์ตเนอร์ทุน–ระบบ” จากไทยไหม?

บ่อยครั้งการซื้อ 30–40% ในกิจการที่เขา “อยู่เป็น” อยู่แล้ว อาจได้ผลดีกว่าการลากทีมตัวเองทั้งกองไปเริ่มใหม่แบบไม่รู้ตลาด

สำหรับคนที่เงินยังไม่ถึง M&A ใหญ่ ๆ โมเดลที่ทำได้คือ
• เริ่มจาก JV (ร่วมทุน)
• หรือขยายสาขาต่างประเทศผ่าน Master Franchise Partner
• หรือจับมือคนท้องถิ่นที่แข็งแรงเรื่อง “ตลาด–คน” แล้วเรานำ “ระบบ–สินค้า–แบรนด์” เข้าไป

1. 5. โมเดล Amata: ขาย “โครงสร้างพื้นฐานให้คนอื่นไปโตต่อ”

Amata ไม่ได้ไปเปิดโรงงานทำสินค้าเอง แต่ไปทำ “นิคมอุตสาหกรรม–เมืองอุตสาหกรรม” ในเวียดนาม ฯลฯ

พูดง่าย ๆ คือ เขาไม่ได้ไปแข่งกับทุกคน แต่ไปสร้าง “สนาม” ให้คนอื่นมาแข่งอีกที

คนทำธุรกิจไทยที่มีที่ดิน–โลจิสติกส์–อินฟราฯ เป็นฐาน สามารถคิดแนวนี้ได้เหมือนกัน

บทเรียนสำหรับธุรกิจอสังหาฯ–โลจิสติกส์–โครงสร้างพื้นฐาน
• ถ้าเราไม่ได้เก่งทำสินค้า แต่เก่ง “จัดพื้นที่–จัดระบบ–ดูแลโครงการ” ลองมองตลาดต่างประเทศว่า เราทำ Hub, Depot, ศูนย์กระจายสินค้า, Co-warehouse, Mini-Industrial Estate ให้ผู้เล่นอื่นไหม
• ในยุค E-commerce ข้ามประเทศ พื้นที่โกดัง–ศูนย์กระจายการส่ง–บริการ fulfillment ข้ามแดน คืออีกหนึ่ง FDI ที่ไปได้ไกลกว่าการขายที่ดินเฉย ๆ

6. เจาะ 5 บทเรียน FDI จากทุนใหญ่ ที่ SME ไทยเอาไปใช้ได้เลย

6.1 เริ่มจาก “จุดแข็ง” ไม่ใช่ “จุดไกล”
ถามตัวเองให้จบก่อนว่า เราชนะคนอื่นเรื่องอะไร แล้วค่อยถามว่า “ไปประเทศไหนจะใช้จุดแข็งนี้ได้มากที่สุด” ไม่ใช่กลับกัน

6.2 ไปแบบ “เป็นระบบ” ไม่ใช่ไปเดี่ยว ๆ
เกือบทุกทุนใหญ่จะมี 3 องค์ประกอบเสมอเวลาไปนอกบ้าน:
• สินค้า/บริการที่พิสูจน์แล้ว
• ระบบการบริหาร–คน–เทคโนโลยี
• พันธมิตรในประเทศปลายทาง (JV / Local Partner / ทีมท้องถิ่นที่แข็งแรง)

SME ที่จะไปต่างประเทศ ลองเช็คตัวเองว่ามีครบ 3 อย่างนี้หรือยัง ถ้ายังไม่มี ให้หา Partner ก่อน ขยายคนทีหลัง

6.3 ใช้ “การร่วมทุน–ซื้อหุ้นบางส่วน” แทนเปิดเองทุกอย่าง
ทุนใหญ่สอนเราว่า การไปต่างประเทศมีหลายทางเลือก:
• Greenfield: ตั้งบริษัท–โรงงานเอง
• M&A: ซื้อกิจการทั้งก้อน
• Partial stake: ซื้อหุ้นบางส่วน, JV, ถือ 25–40% แล้วร่วมบริหาร

SME ไม่จำเป็นต้องกระโดดไปเปิดบริษัทเองทันที บางครั้งแค่ถือ 20–30% ในธุรกิจท้องถิ่นที่เข้ากับเรา ก็ถือว่าเป็น FDI ที่ฉลาดแล้ว

6.4 เริ่มที่ภูมิภาค–เพื่อนบ้านก่อน แล้วค่อยไปตลาดไกล

10 กลุ่มทุนใหญ่ของไทยแทบทั้งหมดเริ่มจาก CLMV (กัมพูชา–ลาว–เมียนมา–เวียดนาม) และอาเซียนรอบตัว ก่อนจะค่อย ๆ ขยายไปยุโรป–อเมริกา–ญี่ปุ่น

เหตุผลเรียบง่าย:
• เข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคง่ายกว่า
• โครงสร้างต้นทุน–รายได้ใกล้เคียงกัน
• ช่องว่างฝีมือ–ระบบของไทยยังมีโอกาส “ชนะ” ได้ชัด
• ภาษา/วัฒนธรรม/เครือญาติ–การค้า เชื่อมกันมานาน

6.5 มอง FDI เป็น “แผนธุรกิจระยะยาว” ไม่ใช่ดีลสวย ๆ ชั่วคราว

ทุกเคสที่ยกมา มี common theme อย่างหนึ่ง: เขาไม่ได้ทำดีลใหญ่เพื่อออกข่าวปีเดียว แล้วจบ แต่คือการวางเส้นทางรายได้–กำไร–การเติบโต 10–20 ปีข้างหน้า

สำหรับ SME แปลว่าเวลาเราจะไปต่างประเทศสักประเทศหนึ่ง ลองถามตัวเองว่า
• ภายใน 3–5 ปี ถ้าแผนนี้สำเร็จ รายได้จากนอกประเทศจะคิดเป็นกี่ % ของธุรกิจเรา
• และเราพร้อมจะ “เรียนรู้–ล้มเหลวเล็ก ๆ – ปรับตัว” ในประเทศนั้นกี่ปี

ถ้าเรารับไม่ไหวกับเกมยาว 3–5 ปี อาจต้องกลับไปเริ่มที่โมเดลเบากว่า เช่น ขายของผ่านตัวแทน / ออนไลน์ / cross-border ก่อนจะไปถึงระดับ FDI เต็มรูปแบบ

7. สรุป: FDI ไม่ใช่เรื่องของ “ยักษ์ใหญ่เท่านั้น”

สิ่งที่ 10 กลุ่มทุนใหญ่ของไทยกำลังทำวันนี้ ไม่ใช่แค่เอาเงินไทยไปต่างประเทศ แต่คือการวางตัวเองในห่วงโซ่เศรษฐกิจโลก

สำหรับคนทำธุรกิจไทยทุกระดับ นี่ไม่ใช่แค่ “ข่าวของคนอื่น”
• ถ้าคุณคือซัพพลายเออร์ → คุณอาจไปโตกับเขาในห่วงโซ่ต่างประเทศ
• ถ้าคุณคือแบรนด์–ร้าน–ระบบบริหาร → คุณอาจหาพาร์ตเนอร์ต่างประเทศแบบที่เขาทำ
• ถ้าคุณคือนักพัฒนาอสังหาฯ–อินฟราฯ–โลจิสติกส์ → คุณอาจขาย “สนาม” ให้ธุรกิจอื่นไปเติบโตต่อ

FDI ของทุนใหญ่จึงไม่ใช่แค่ตัวเลขในรายงาน แต่เป็น “เข็มทิศ” ว่าทุนไทยทั้งประเทศกำลังหันไปทางไหน และ SME/ผู้ประกอบการไทยจะ “เกาะขบวน–วิ่งนำ–หรือยืนดูอยู่ข้างทาง” ก็ขึ้นกับการตัดสินใจของเราเอง

ทหารผู้กล้า สละชีพเพื่อแผ่นดิน

ขอแสดงความเสียใจ และร่วมสดุดีวีรกรรมเหล่าทหารกล้าที่พลีชีพรักษาอธิปไตยไทย ความเสียสละของทุกท่านจะอยู่ในหัวใจคนไทยตลอดไป

ฝนถล่มหนักอีกระลอก 11–16 ธ.ค. ไม่รุนแรงเท่าเดือน พ.ย. ที่ผ่านมา แต่เสี่ยงน้ำท่วมฉับพลัน–น้ำป่าไหลหลาก คลื่นลมแรงบริเวณ ‘อ่าวไทย–อันดามัน’

(11 ธ.ค. 68) กรมอุตุนิยมวิทยาออกประกาศเตือนภาคใต้เผชิญฝนตกหนักหลายพื้นที่ในช่วงวันที่ 11–16 ธันวาคม 2568 จากหย่อมความกดอากาศต่ำบริเวณทะเลจีนใต้ตอนล่างเคลื่อนผ่านปลายแหลมญวนสู่อ่าวไทย แม้ปริมาณฝนจะไม่รุนแรงเท่าเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา แต่ยังคาดว่าฝนอาจสะสม 125–250 มิลลิเมตร เสี่ยงเกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก โดยเฉพาะพื้นที่ลาดเชิงเขาและลุ่มต่ำ

ช่วงวันที่ 11–13 ธันวาคม ภาคใต้จะมีฝนตกหนักในหลายจังหวัด อาทิ ประจวบคีรีขันธ์ ระนอง พังงา กระบี่ ตรัง และสตูล ขณะที่ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส อาจเจอฝนหนักมาก ต่อเนื่องถึงวันที่ 14–16 ธันวาคม โดยมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือพัดแรงขึ้น ส่งผลให้คลื่นลมบริเวณอ่าวไทยตอนล่างสูง 2–3 เมตร 

กรมอุตุฯ ขอให้ชาวประมงเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษ โดยเฉพาะเรือเล็กบริเวณอ่าวไทยตอนล่างควรงดออกจากฝั่ง ขณะที่ทะเลอันดามันห่างฝั่งจะมีคลื่นสูงกว่า 2 เมตร ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงควรติดตามประกาศเตือนภัยอย่างใกล้ชิด เนื่องจากพื้นดินในหลายจังหวัดยังอุ้มน้ำจากฝนหนักรอบก่อน ทำให้มีโอกาสเกิดน้ำหลากรวดเร็ว

ส่วนประเทศไทยตอนบนจะมีสภาพอากาศแปรปรวนในช่วง 11–13 ธันวาคม มีฝนฟ้าคะนองเกิดขึ้นบางแห่ง ก่อนอุณหภูมิจะลดลง 2–4 องศา เนื่องจากมวลอากาศเย็นจากจีนแผ่ลงปกคลุมทั่วประเทศ กรมอุตุฯ แนะนำให้ประชาชนดูแลสุขภาพ และให้เกษตรกรเตรียมป้องกันความเสียหายต่อผลผลิตจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง


ที่มา : กรมอุตุนิยมวิทยา
 

ประจำเรื่องในละครชาตินิยมกัมพูชา ชนชาติเขมรคือเหยื่อผู้ถูกกลั่นแกล้ง สื่อ-การศึกษา-โซเชียลฝั่งเขา ตอกย้ำบท "ไทยเป็นผู้ร้าย" ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ทำไมไทยถึงกลายเป็น “ตัวร้ายประจำเรื่อง” ในละครชาตินิยมกัมพูชา
เวลาเกิดดราม่าชายแดนไทย–กัมพูชา เรามักเห็น pattern เดิม ๆ
•    ไทยถูกวาดเป็น “ตัวร้าย”
•    กัมพูชาเป็น “เหยื่อผู้ถูกกลั่นแกล้ง”
•    ผู้นำกัมพูชาออกมาพูดแข็ง ๆ ปกป้องศักดิ์ศรีชาติ
•    สื่อ–การศึกษา–โซเชียลฝั่งเขา ช่วยกันตอกย้ำบท “ไทยคนร้าย” ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

คำถามคือ:  ทำไม “ไทย” ถึงถูกเลือกให้เล่นบทตัวร้ายในละครชาตินิยมกัมพูชา แทบทุกครั้งที่ต้องการปลุกกระแส愛ชาติ?

ลองแกะเป็นระบบ จะเห็นว่านี่ไม่ใช่อารมณ์ชั่ววูบ แต่คือ “บท” ที่เขาเขียนไว้ล่วงหน้าแล้ว — และหยิบมาเล่นเมื่อไรก็ช่วยรักษาอำนาจภายในประเทศได้เสมอ

1. ประวัติศาสตร์ที่ถูกเล่าแบบ “ไทย = ผู้รุกราน, กัมพูชา = เหยื่อ”

ในห้องเรียนของกัมพูชา เวอร์ชันที่เด็กเขมรได้ฟังบ่อย ๆ คือ narrative ประมาณนี้:
•    อาณาจักรเขมรโบราณยิ่งใหญ่ (ยุคแองกอร์)
•    ต่อมาถูก “สยาม” รุกราน ดึงดินแดน–วัฒนธรรม–สมบัติไป
•    หลายเมือง–หลายพื้นที่ที่วันนี้อยู่ในไทย เคยอยู่ในอาณาจักรขอม

แม้รายละเอียดทางวิชาการจะซับซ้อนกว่านั้นมาก แต่การเล่าประวัติศาสตร์แบบเลือกเฟรมว่า “ไทยคือผู้รังแกในอดีต” ทำให้ในจิตสำนึกคนจำนวนหนึ่ง
•    ไทย = คนที่ “เคยมาเอาของเราไป”
•    ความแค้นทางประวัติศาสตร์ = เชื้อไฟพร้อมใช้ เวลาอยากระดมอารมณ์สาธารณะ

ประเด็นสำคัญคือ: ผู้มีอำนาจรู้ดีว่าเรื่องเล่าประเภทนี้ “ขายง่าย” กับมวลชน พอจะสร้างกระแสชาตินิยมทีไร “ตัวร้ายในละคร” เลยถูกเขียนชื่อว่า “ไทย” ง่ายกว่าประเทศอื่น

2. ละครชาตินิยม: มีตัวเอก มีผู้ร้าย และต้องมี “ภัยจากเพื่อนบ้าน”

ในประเทศที่การเมืองภายในตึงเครียด เศรษฐกิจไม่แน่น ประชาชนเริ่มตั้งคำถามกับผู้มีอำนาจ หนึ่งในสูตรที่ใช้กันทั่วโลกคือ “สร้างศัตรูภายนอก”

เพราะเมื่อคนถูกปลุกให้กลัวภัยจากภายนอก
•    คนในชาติจะหันมาจับมือกัน
•    ความไม่พอใจเรื่องค่าครองชีพ–คอร์รัปชัน–ความเหลื่อมล้ำ จะถูกกลบไปชั่วคราว
•    ผู้นำจะใส่เสื้อ “ผู้ปกป้องชาติ” แทนชุด “ผู้ถูกตั้งคำถาม”

สำหรับกัมพูชา
•    จะไปชี้เวียดนามแรง ๆ ก็ลำบาก เพราะทั้งระบอบ “โตมาจากเวียดนาม” และผูกผลประโยชน์กันยาว
•    จะไปชี้จีนเป็นตัวร้ายก็ไม่ได้ เพราะจีนเป็นแหล่งเงิน–แหล่งลงทุน–แหล่งการเมืองระหว่างประเทศสำคัญ

เหลือไทยนี่แหละ “เหมาะสุด”
•    อยู่ใกล้
•    มีประวัติศาสตร์ที่หยิบมาเล่าในมุมเหยื่อ–ผู้รังแกได้
•    ชนแล้วไม่กระทบเส้นเลือดใหญ่ทางการเมือง–เศรษฐกิจเท่ากับชนเวียดนามหรือจีน
.
ผลลัพธ์คือ เวลาอยากปลุกชาติ–หันเหประเด็นไทยจึงกลายเป็น “ตัวร้ายประจำเรื่อง” แบบอัตโนมัติ
.
3. ทำไมไทย “เล่นแล้วคุ้ม” ในสายตานักการเมืองกัมพูชา

ในมุมของผู้นำกัมพูชา การเอา “ไทย” มาเป็นคู่กรณีมีความคุ้มแบบนี้:
1.    1) ปลุกอารมณ์ได้เร็ว
•    คนจำนวนมากมีภาพจำว่าไทยเคย “เหนือกว่า–รวยกว่า–ดูถูกเขมร”
•    แค่พูดเรื่องปราสาท–เขตแดน–ประวัติศาสตร์ ก็จุดเชื้อไฟได้ง่าย

2.    2) ปลอดภัยกว่าชนเวียดนาม
•    ไม่แตะ “ผู้มีพระคุณ” ที่ช่วยโค่นเขมรแดงและสร้างระบอบปัจจุบัน
•    ไม่แตะคู่ค้าหลักในระยะยาว

3.    3) ใช้เป็นกันชนกับแรงกดดันภายใน
•    เวลาเศรษฐกิจไม่ดี
•    เวลาโดนแรงกดจากฝ่ายค้าน–NGO–ต่างชาติเรื่องสิทธิมนุษยชน
•    ละครเรื่อง “ไทยรังแกเรา” ถูกหยิบมาเล่นเพื่อเบนความสนใจได้เสมอ
.
พูดแบบภาษาธุรกิจ: ไทยคือ “สินทรัพย์ทางการเมือง” ชิ้นหนึ่ง ที่หยิบมาใช้เมื่อไรก็ได้กระแส ไม่ต้องลงทุนเพิ่ม

4. สื่อ–โซเชียล–ระบบการศึกษา คือเครื่องยนต์รีรันบท “ไทยคนร้าย”

เวลามีเหตุชายแดน หรือดราม่าเกี่ยวกับไทย สังเกต pattern ข้างล่างนี้:
•    สื่อบางส่วนรีรันภาพ–บทความที่วาดไทยเป็นผู้รุกราน
•    แพลตฟอร์มออนไลน์มี meme, โพสต์, คอมเมนต์ ที่ตบมุก “ไทยขโมยประวัติศาสตร์–เขตแดน–มรดกโลก”
•    ในระยะยาว ระบบการศึกษา–ตำรา–เรื่องเล่าในสังคมก็ช่วย “ฝังภาพ” ไทยในฐานะคนที่เคย “เอาเปรียบเขมร”

ทั้งหมดนี้เป็นเหมือน content library ที่พร้อมใช้งาน เมื่อผู้มีอำนาจต้องการกระแส ก็แค่กดปุ่มให้สื่อ–โซเชียล–โฆษกบางคนช่วยกันขยายเสียง

5. ด้านมืดของไทยเอง: ภาพจำ–คำเหยียด ที่ทำให้เรื่องยิ่งบาน

ต้องยอมรับตรง ๆ ว่า ฝั่งไทยเองก็มี “ด้านมืด” ที่ทำให้เราไปติดกับเช่นกัน:
•    คำเหยียดแรง ๆ เกี่ยวกับแรงงานเขมรที่คนไทยบางส่วนใช้กันแบบไม่คิด
•    การมองเพื่อนบ้านแบบ “ด้อยกว่า–บ้านนอก–ล้าหลัง”
•    ตัวตลก–ละคร–รายการทีวีบางยุค ที่สร้างภาพเพื่อนบ้านแบบล้อเลียน

ทั้งหมดนี้ถูก capture ไปเป็นหลักฐานง่าย ๆ ในโลกออนไลน์ แล้วถูกเอากลับไปใช้ในละครชาตินิยมฝั่งกัมพูชาว่า “เห็นไหมล่ะ คนไทยดูถูกเราแค่ไหน”

หมายความว่า ไทยเองก็มีส่วนเติมน้ำมันเข้ากองไฟ ถ้าเราไม่รู้เท่าทัน narrative ของเขา และไม่จัดการ narrative ฝั่งเราเองให้ดี

6. แล้วไทยควรทำยังไง เมื่อตัวเองถูกเขียนบทเป็นตัวร้าย?

สิ่งที่ไทยทำได้ ไม่ใช่แค่ “โกรธกลับ” หรือ “ด่าแข่ง” แต่คือการเล่นเกมในหลายระดับพร้อมกัน:
4.    1) แยก “รัฐบาล–ผู้นำ–เกมการเมือง” ออกจาก “ประชาชนเขมร”
•    อย่าตอบโต้ด้วยการเหมาเขมรทั้งชาติ
•    ต้องมองให้ออกว่าใครกำลังใช้ประชาชนตัวเองเป็นผู้ชมในละครนี้

5.    2) การทูตเชิงรุก + ข้อมูลจริง
•    ยืนยันหลักเขตแดน–ประวัติศาสตร์ด้วยเอกสาร–หลักฐาน
•    สื่อสารกับโลก ไม่ใช่เถียงกันแค่สองประเทศในโซเชียล

6.    3) จัดการภาพจำฝั่งไทยเอง
•    ลดการใช้คำเหยียดเพื่อนบ้านในสื่อ–บันเทิง–โซเชียลของเราเอง
•    เพราะสุดท้าย ภาพเหล่านี้จะถูกเอาไปใช้เป็นอาวุธกลับมาโจมตีเรา

7.    4) สร้างเวทีให้ “คนทำงาน–คนรุ่นใหม่” สองฝั่งเจอกัน
•    ยิ่งมีประสบการณ์ร่วมในเชิงบวกมากเท่าไร ละครชาตินิยมแบบเก่าก็ยิ่งขายยากขึ้นเรื่อย ๆ

7. สรุป: ไทยในฐานะ “ตัวร้ายที่ถูกเขียนบทไว้แล้ว”

ถ้าให้สรุปสั้น ๆ ว่า ทำไมไทยถึงกลายเป็นตัวร้ายประจำเรื่องในละครชาตินิยมกัมพูชา?

ก็เพราะในสคริปต์การเมืองของเขา
•    ไทยมี “ประวัติศาสตร์เวอร์ชันเหยื่อ–ผู้รังแก” ให้ดึงมาเล่าได้
•    ชนไทยแล้วผลิตคะแนนนิยมได้ โดยไม่เสี่ยงเสียเสาหลักอย่างเวียดนามหรือจีน
•    สื่อ–การศึกษา–โซเชียล ถูก set system ให้รีรันบทนี้ได้ง่าย
•    ขณะที่ฝั่งไทยเอง ก็มีภาพจำ–คำเหยียด–ความไม่รู้เท่าทัน ที่กลายเป็นวัตถุดิบให้ละครฝั่งโน้นต่อบทไปได้เรื่อย ๆ
.
ดังนั้น ไทยจึงไม่ได้เป็น “ตัวร้ายเพราะเลวโดยสันดาน” อย่างที่ละครเขียน แต่เป็นตัวละครที่ถูกเลือก เพราะเล่นแล้วคุ้มในเชิงการเมืองของเขา

โจทย์ของเราจึงไม่ใช่แค่ “เถียงให้ชนะ” แต่คือจะทำยังไงให้บทที่เขาใช้เราหากินทางการเมือง “ขายยากขึ้นเรื่อย ๆ” ในสายตาคนรุ่นใหม่ทั้งสองฝั่ง
 

ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ การสู้รบชายแดนไทย-กัมพูชา สั่งระดมสิ่งของช่วยศูนย์อพยพชายแดนสระแก้ว ประสานหน่วยแพทย์ ดูแลผู้สูงอายุ และผู้ป่วย

วันที่  11 ธันวาคม 2568 นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า หลังจากที่ดิฉันได้ลงพื้นที่จังหวัดสระแก้ว เพื่อให้กำลังใจพี่น้องประชาชน ใน 4 อำเภอที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การสู้รบชายแดนไทย- กัมพูชา ในศูนย์พักพิงของจังหวัดสระแก้ว ที่ผ่านมา ได้รับทราบถึงความต้องการด้านเครื่องอุปโภคและบริโภคที่ยังจำเป็นอย่างยิ่ง

ในวันนี้ จึงได้ส่งมอบสิ่งของ ประกอบด้วย น้ำดื่มสะอาดกว่า 420 แพค ปลากระป๋อง จำนวน 9 ลังๆ ละ 100 กระป๋อง 900 กระป๋อง ข้าวสารถุงละ 15 กิโลกรัม จำนวน 30 ถุง ข้าวสารถุงละ 5 กิโลกรัม 35 ถุง ข้าวสาร 20 กิโลกรัม 2 กระสอบ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ขนาดใหญ่ 8 ลัง บะหมี่คัพ 300 ถ้วย บะหมี่ก้อน 9 ลัง ข้าวโพดหวาน จำนวน 8 ลัง 192 กระป๋อง น้ำพริกแม่ประนอม 720 กระปุก นม (คละรส) 1,038 กล่อง ขนมปังปี๊บ (ใหญ่) 13 ปิ๊บ ขนมเอลเซ่ 4 ลัง ขนมยูโร่ และขนมขบเคี้ยว 15 ลัง นมแลตตาซอย 125 มล. 8 ลัง นมโอวัลตินสมาร์ท 180 มล. 10 ลัง รวมถึง ผ้าห่ม 50 ผืน และชุดชั้นใน 26 กล่อง โดยได้รับความร่วมมือจากนายสมชาย มรกตศรีวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน พร้อมด้วยการสนับสนุนรถบรรทุกระดมสิ่งของจากกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้กับพี่น้องประชาชนโดยเร่งด่วน  
.
นางสาวตรีนุช กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงแรงงานติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และขอส่งกำลังใจให้กับประชาชนทุกคนในการดำเนินชีวิต การมอบสิ่งของครั้งนี้ เกิดจากความร่วมมือของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงแรงงาน และภาคเอกชนที่ร่วมแรงร่วมใจสนับสนุนสิ่งของจำเป็น เพื่อเป็นพลังใจและยืนยันว่ากระทรวงแรงงานจะยืนเคียงข้างประชาชนในทุกสถานการณ์ 
ขณะเดียวกันจะประสานหน่วยแพทย์ เพื่อดูแลผู้สูงอายุ และผู้ป่วยภายในศูนย์พักพิงด้วย

จัดเต็มทีมทนาย ‘รวมไทยสร้างชาติ’ ช่วยเหลือลูกบ้านคอนโด 5 โครงการดัง ปมปัญหาได้สินค้าไม่ตรงปกตามโฆษณา หลังยื่นสคบ. แต่ไม่เรื่องไม่คืบ อ้างหลักฐานไม่พอ

(11 ธ.ค.68) นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ พร้อมด้วยนายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รองหัวหน้าพรรค และนายชณทัต ปัทะมะภูวดล สมาชิกพรรค

รับเรื่องและเตรียมคดีช่วยผู้เสียหายจากการซื้ออาคารชุดในย่านจตุจักร ห้วยขวาง ลาดพร้าวกรุงเทพมหานคร จำนวน 5 โครงการของกลุ่มคอนโดแห่งหนึ่ง

นายพีระพันธุ์ ชี้แจงว่า จากการพูดคุยทราบว่ากลุ่มผู้เสียหายเคยยื่นเรื่องร้องเรียนต่อสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) มาก่อน แต่ยังไม่ได้รับการช่วยเหลือ และมีการอ้างว่าหลักฐานไม่เพียงพอ ซึ่งขัดแย้งกับข้อคิดเห็นที่ได้รับฟังจากทางผู้เสียหาย

ทั้งนี้ กลุ่มผู้เสียหายได้เปิดเผยปัญหาหลายอย่างที่ไม่เป็นตามข้อตกลงหรือการโฆษณาเชิญชวน เช่น การเสนอวงเงินกู้ยืมที่สูงกว่าราคาขายจริงโดยอ้างว่าเป็นค่าตกแต่ง แต่ลูกค้ากลับไม่ได้รับเงินค่าตกแต่ง การส่งมอบห้องชุดไม่เป็นไปตามสัญญา  การเก็บเงินดาวน์เรียบร้อยแล้วแต่โครงการยังไม่เริ่มก่อสร้างและเมื่อขอยกเลิกสัญญาก็ไม่ได้รับเงินคืน   รวมถึงปัญหาพื้นที่ส่วนกลางที่ไม่เป็นไปตามข้อตกลง

นายพีระพันธุ์กล่าวย้ำว่า ปัญหาเกี่ยวกับเรื่องที่อยู่อาศัยและอาคารชุดในลักษณะนี้เกิดขึ้นหลายครั้ง จึงอยากเรียกร้องให้หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องเข้ามาช่วยเหลือประชาชนในส่วนนี้โดยตรง และร่วมกันพิจารณาปรับปรุง พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) อาคารชุด เพื่อป้องกันไม่ให้ปัญหานี้เกิดขึ้นซ้ำอีก อย่างไรก็ตาม พรรคได้จัดทีมทนายเพื่อรวบรวมพยานหลักฐานและขอให้กลุ่มผู้เสียหายมั่นใจว่า พรรครวมไทยสร้างชาติจะประสานงานดูแลให้ถึงที่สุด โดยมอบหมายให้นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รองหัวหน้าพรรค จัดทีมทนายความเข้าดำเนินคดีเพื่อช่วยเหลือและคืนความเป็นธรรมให้แก่กลุ่มลูกบ้านผู้เสียหายต่อไป

จัดเต็มทีมทนาย ‘รวมไทยสร้างชาติ’ ช่วยเหลือลูกบ้านคอนโด 5 โครงการดัง ปมปัญหาได้สินค้าไม่ตรงปกตามโฆษณา หลังยื่นสคบ. แต่ไม่เรื่องไม่คืบ อ้างหลักฐานไม่พอ

“ช่วงที่ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ดำรงตำแหน่งนายกฯ ซึ่งยาวนานเกือบ 10 ปี ไม่มีเรื่องเลวร้ายเกิดขึ้นในความสัมพันธ์ทวิภาคีของทั้งสองประเทศเลย” — ฮุนเซน
ปลายเดือนมิถุนายน 2568 ท่ามกลางสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชาที่ตึงเครียดและเสียงวิจารณ์รัฐบาลไทยชุดปัจจุบัน สมเด็จฮุนเซน ในบทบาทประธานวุฒิสภากัมพูชา ได้กล่าวถึงความสัมพันธ์ไทย–กัมพูชาในอดีต โดยหยิบช่วงเวลาที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีขึ้นมาเปรียบเทียบอย่างชัดเจน

ฮุนเซนระบุในเวทีปราศรัยว่า
“ช่วงที่ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ดำรงตำแหน่งนายกฯ ซึ่งยาวนานเกือบ 10 ปี ไม่มีเรื่องเลวร้ายเกิดขึ้นเลยในความสัมพันธ์ทวิภาคีของทั้งสองประเทศ”

พร้อมทั้งเน้นย้ำว่า ช่วงเวลาดังกล่าวเป็นช่วงที่ความสัมพันธ์ระหว่างไทย–กัมพูชามีเสถียรภาพมากที่สุดในสายตาของเขาเอง

คำพูดสั้น ๆ ประโยคเดี๋ยวนี้ จึงกลายเป็นจุดตั้งต้นให้หลายคนหันกลับไปมองยุคประยุทธ์ใหม่อีกครั้ง ผ่านมุมของ “คู่สนทนา” ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามชายแดน

1. คำพูดของฮุนเซน ถูกพูดในจังหวะไหน?

คำให้สัมภาษณ์ดังกล่าวของฮุนเซนเกิดขึ้นวันที่ 26 มิถุนายน 2568 ในช่วงที่ชายแดนไทย–กัมพูชากำลังเผชิญความตึงเครียดต่อเนื่อง
•    ฮุนเซนพูดถึง “สถานการณ์ยากลำบาก” ในความสัมพันธ์ไทย–กัมพูชาปัจจุบัน
•    ชี้ว่า ความสัมพันธ์เริ่ม “แย่ลง” หลังการเปลี่ยนผู้นำรัฐบาลไทย
•    และใช้ยุคประยุทธ์เป็น “จุดอ้างอิง” ว่าเป็นช่วงที่ไม่มีเหตุการณ์เลวร้ายในเชิงทวิภาคี ตามมุมมองของเขาเอง

กล่าวอีกแบบหนึ่งคือ คำพูดนี้ไม่ได้ลอย ๆ แต่มาในจังหวะที่ฮุนเซนกำลัง วิจารณ์เส้นทางที่ความสัมพันธ์เดินมาถึงปัจจุบัน และหยิบอดีตบางช่วงมาใช้เป็น “ตัวเปรียบเทียบ”

2. ภาพรวมความสัมพันธ์ไทย–กัมพูชาในยุคประยุทธ์: เงียบกว่าช่วงก่อนหน้า

หากเทียบกับช่วงปี 2551–2554 ที่เกิดการปะทะหนักรอบกรณีปราสาทพระวิหาร ยิงปืนใหญ่–จรวด มีผู้เสียชีวิตและต้องอพยพประชาชนจำนวนมาก ความสัมพันธ์ไทย–กัมพูชาในทศวรรษถัดมาโดยรวมถือว่า “เงียบลงอย่างเห็นได้ชัด”
.
หลังรัฐประหารปี 2557 นักวิชาการอย่าง ฐิตินันท์ พงศ์สุทธิรักษ์ วิเคราะห์ไว้ในบทความ All quiet on the Thai-Cambodian front ว่า
•    ความสัมพันธ์ไทย–กัมพูชาหลังรัฐประหาร 2014 กลับมีเสถียรภาพและสงบ
•    ซึ่ง “ขัดสามัญสำนึก” เมื่อเทียบกับรูปแบบในอดีต ที่ช่วงรัฐบาลสายตรงข้ามทางการเมืองมักจะมีปัญหามากกว่า

ในช่วงปี 2557–2566
•    ไม่มีการปะทะทางทหารขนาดใหญ่รอบพื้นที่พิพาทแบบปี 2551–2554
•    ชายแดนใช้กลไกคณะกรรมการชายแดน (GBC) และช่องทางการทูต–ทหารในการจัดการความตึงเครียด
•    ทั้งสองประเทศเน้นความร่วมมือด้านแรงงาน การค้า และเขตเศรษฐกิจชายแดนเพิ่มขึ้น แม้จะยังมีปัญหาหลายเรื่องที่คาราคาซัง เช่น การลักลอบ การโยกย้ายแรงงาน และคดีผู้ลี้ภัยทางการเมือง

ดังนั้น เมื่อมองจากกรอบ “ความรุนแรงเชิงทหารและวิกฤตทวิภาคี” ยุคประยุทธ์จึงถูกจดจำได้ว่าเป็นช่วงที่ชายแดนไทย–กัมพูชาไม่ปะทุเป็นสงครามย่อยใหญ่อย่างในอดีต

3. ทำไมถึง “เงียบ”: ปัจจัยโครงสร้างที่ทำให้สองฝั่งเลือกไม่ปะทะ

นักวิชาการและบทวิเคราะห์หลายแหล่งชี้ว่า ความเงียบในช่วงนั้นไม่ได้เกิดจาก “ไม่มีปัญหา” แต่เกิดจากวิธีจัดการปัญหาของผู้นำทั้งสองฝั่ง

ปัจจัยสำคัญ ได้แก่
1.    1) ผู้นำทั้งสองฝั่งมีอำนาจเด็ดขาดในประเทศตัวเอง
•    ฝั่งไทยอยู่ภายใต้รัฐบาลที่มีฐานจากกองทัพ
•    ฝั่งกัมพูชาอยู่ภายใต้ฮุนเซนที่ครองอำนาจยาวนาน
→ ทั้งสองไม่จำเป็นต้องใช้ “ดราม่าชายแดน” เป็นเครื่องมือหาเสียงภายในประเทศมากนัก

2.    2) มีผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจร่วมกันเพิ่มขึ้น
•    การค้าชายแดน การลงทุน และแรงงานกัมพูชาในไทย เป็นฐานผลประโยชน์ที่ทั้งสองฝ่ายไม่อยากเสี่ยงทำเสียหาย
•    งานวิจัยด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศชี้ว่า ทั้งสองประเทศมีแรงจูงใจร่วมกันในการรักษาชายแดนให้ “นิ่งพอที่จะทำมาหากิน”

3.    3) ประสบการณ์จากวิกฤตพระวิหาร
•    เหตุปะทะช่วงปี 2551–2554 แสดงให้เห็นต้นทุนของความขัดแย้ง ทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ และภาพลักษณ์อาเซียน
•    หลังปี 2557 เป็นต้นมา การจัดการปัญหาถูกหันกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจาและกลไกระดับทหาร–การทูตมากขึ้น แทนการปล่อยให้บานปลายบนสนามข่าว

จากปัจจัยทั้งหมดนี้ ทำให้ยุคประยุทธ์ถูกมองว่าเป็นช่วงที่ ปัญหาไม่ได้หายไป แต่ถูก “ล็อก” ไว้ในระดับที่ไม่ลุกลามเป็นวิกฤตใหญ่ในเชิงทวิภาคี

4. คำพูดของฮุนเซน สะท้อนอะไรในวันนี้?

เมื่อนำคำพูดของฮุนเซนมาวางบนฉากหลังของปี 2568 ที่
•    มีการปะทะทางทหารตามแนวชายแดนอีกครั้ง
•    มีผู้เสียชีวิตและประชาชนจำนวนมากต้องอพยพหนีความรุนแรง
•    ฮุนเซนในฐานะประธานวุฒิสภาออกมาให้ภาพรัฐบาลไทยปัจจุบันว่าเป็น “ฝ่ายรุก” และโยนความรับผิดชอบเรื่องความสัมพันธ์ที่ย่ำแย่ไปฝั่งไทย

คำกล่าวถึงยุคประยุทธ์ในเชิง “ไม่มีเรื่องเลวร้าย” จึงทำหน้าที่อย่างน้อยสองอย่างพร้อมกันคือ
4.    1) ใช้เป็นกรอบเปรียบเทียบ ว่าความสัมพันธ์วันนี้ต่างจากช่วงก่อนหน้าอย่างไร และช่วงเวลาไหนที่ในมุมของฮุนเซนเห็นว่า “นิ่ง” กว่านี้
5.    2) เป็นเครื่องมือทางการเมืองของฮุนเซนเอง ในการวิจารณ์ผู้นำไทยชุดปัจจุบัน และส่งสารไปยังสังคมไทยว่า “ปัญหาไม่ได้อยู่ที่กัมพูชาอย่างเดียว”

5. มองข้ามอารมณ์: จากคำพูดหนึ่งประโยค สู่คำถามเรื่องเสถียรภาพในภูมิภาค

การหยิบประโยคว่า “ไม่มีเรื่องเลวร้ายเกิดขึ้นเลยในความสัมพันธ์ทวิภาคีของทั้งสองประเทศ” มาเป็นจุดตั้งต้น ชวนให้ตั้งคำถามต่อว่า
•    เสถียรภาพที่เกิดขึ้นในสิบปีที่ผ่านมา ถูกสร้างขึ้นจากอะไร?
•    มีต้นทุนด้านประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน หรือความโปร่งใสทางการเมืองแอบซ่อนอยู่หรือไม่?
•    และเมื่อผู้นำเปลี่ยน เสถียรภาพแบบเดิมยังจำเป็นสำหรับสองประเทศหรือไม่ ในสายตาของประชาชนทั้งสองฝั่งชายแดน

ท้ายที่สุด คำพูดของฮุนเซนอาจไม่ได้เป็นแค่ “คำชมอดีต” หรือ “คำตำหนิปัจจุบัน” แต่เป็นกระจกเงาให้ทั้งไทย–กัมพูชามองย้อนกลับไปว่า
เราจะออกแบบความสัมพันธ์ระหว่างกันอย่างไร ให้ไม่ต้องรอให้ผู้นำคนใดคนหนึ่งขึ้นพูดก่อน จึงค่อยรู้สึกว่าชายแดน “ปลอดภัย” หรือ “เสี่ยง”

ซึ่งอาจเป็นคำถามที่ใหญ่กว่าตัวบุคคล และยังต้องการคำตอบจากทั้งสองสังคมในระยะยาวมากกว่าการยกใครขึ้นหิ้งหรือดึงใครลงเวที

มณฑลซานตงเร่งนวัตกรรมเต็มสูบ พัฒนาสินค้าไฮเทค–แฟชั่นตอบโจทย์เจ้าของ ชิงส่วนแบ่งตลาดสัตว์เลี้ยงล้านล้านหยวน ตามเทรนด์ “เลี้ยงเหมือนลูก” ดันการบริโภคโตไม่หยุด

(13 ธ.ค. 68) มณฑลซานตงทางตะวันออกของจีนกำลังเดินหน้าพัฒนานวัตกรรมครั้งใหญ่ เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมสัตว์เลี้ยงที่คาดว่ามูลค่าตลาดทั่วประเทศจะทะลุ 1.15 ล้านล้านหยวนภายในปี 2028 ส่งผลให้ทั้งธุรกิจอาหารสัตว์ อุปกรณ์ และสินค้าไลฟ์สไตล์เร่งปรับตัวรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้น รวมถึงใช้กลยุทธ์ “ตอบโจทย์ความต้องการ – เป็นมิตรกับสัตว์เลี้ยง” เพื่อดึงดูดผู้บริโภคยุคใหม่ที่มองสัตว์เลี้ยงเสมือนสมาชิกในครอบครัว

บริษัท Taichong Pet Food ในเมืองไท่อานเป็นหนึ่งในผู้เล่นที่โดดเด่น ด้วยการเปิดตัวอาหารสัตว์แบบนึ่งสดที่คงคุณค่าทางโภชนาการได้ถึง 98% และทำยอดขายกว่า 100 ตันในเดือนแรกของการวางจำหน่าย ความสำเร็จนี้มีพื้นฐานจากการพัฒนาสูตรใหม่ที่ใช้น้ำมันต่ำและเนื้อสด ผ่านการทดลองผลิตหลายร้อยตันจนได้มาตรฐานที่ตลาดต้องการ

นอกจากนั้น บริษัทได้ขยายไลน์สินค้าครอบคลุมทั้งแบบอบ แบบกรอบ แบบแท่ง และอาหารนึ่งสด พร้อมถือครองสิทธิบัตรกว่า 60 รายการ ทำให้สามารถพัฒนาสินค้าตอบสนองความต้องการผู้เลี้ยงได้อย่างรวดเร็ว สอดรับนโยบายภาครัฐที่ผลักดันการยกระดับการบริโภคภายในประเทศและแก้ปัญหาอุปสงค์–อุปทานไม่สมดุล

ด้านสินค้าไลฟ์สไตล์ ซานตงยังเห็นการเติบโตของสินค้าสำหรับความสุขทางใจของสัตว์เลี้ยง เช่น เฟอร์นิเจอร์แมวออกแบบพิเศษโดยบริษัท Kaigao International Trade ที่ใช้การสังเกตพฤติกรรมแมวกว่าหลายร้อยตัวในการกำหนดความสูง จุดปีน และเตียงนุ่มด้านบน จนพัฒนาเป็นสินค้าขายดี รวมถึงแบรนด์ TAORAE ที่นำงานปักฮั่นฟูโบราณมาประยุกต์เป็นเสื้อผ้าสำหรับสัตว์เลี้ยง

เทรนด์นี้ยังขยายไปสู่พื้นที่ชีวิตประจำวัน โดยห้างสรรพสินค้าในนครจี่หนานเริ่มจัดโซนรถเข็นสัตว์เลี้ยงและลิฟต์เฉพาะ รวมถึงร้านอาหารที่รองรับผู้เลี้ยงสัตว์มากขึ้น สะท้อนคำกล่าวของผู้ใช้งานรายหนึ่งว่า “ทุกวันนี้ฉันสามารถพาสัตว์เลี้ยงใช้ชีวิตร่วมกันได้อย่างกลมกลืน และความรู้สึกถูกยอมรับนี้คือความพึงพอใจรูปแบบใหม่ของการบริโภค”


ที่มา : Xinhua 
 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top